590129_พุทธศาสนาตามภูมิ อาสวักขยญาณในสามัญผลสูตร.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์347 KB
วันที่แก้ไข16 พฤศจิกายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

590129 พุทธศาสนาตามภูมิ อาสวักขยญาณในสามัญผลสูตร

พ่อครูว่า..วันนี้วันศุกร์ที่ 29 มกราคม 2559 แรม 6 ค่ำ เดือนยี่ ปีมะแม ที่ บวรราชธานีอโศก ก่อนบรรยายก็ของประกาศแจ้งข่าวดี เชิญร่วมกิจกรรมค่ายสัมมาอาริยมรรค เพื่อชีวิตที่ดีกว่าเก่า ครั้งที่ 7 ณ หมู่บ้านชุมชนราชธานีอโศก ศุกร์ที่ 29 - อาทิตย์ที่ 31 มกราคม 2559 รับสมัครผู้สนใจเข้าค่ายโดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายใดๆ(จะมาเต็มค่ายหรือไม่ก็ได้) สมัครได้ที่ อุทยานบุญนิยม อ.เมือง จ.อุบลราชธานี หรือ โทรฯ 091-5063130(สิกขมาตุตรงธรรม) คุณชญาดา 087-4437865 คุณปองแสงพุทธ 099-6408898 ดาวโหลดใบสมัครได้ที่ http://www.boonniyom.net/?p=63012 และเฟซบุ๊ก กองทัพธรรมFP ส่งใบสมัคร online ได้ที่ เฟซบุ๊กกองทัพธรรมFP หรือ อีเมล์ [email protected] พบกับกิจกรรมตามมรรคมีองค์ 8 พบกับหมู่มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดีที่จะพาคุณสู่ "ทางเอกทางเดียว ไม่มีทางอื่น" (เอเสวมัคโค นัตถัญโญ) อันจะพาไปสู่ความบริสุทธิ์จนถึงสัมมาวิมุติ

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ_สุริเปยยาล 7) ตอน แสงอรุณไม่มา สุริยาไม่มี ชุมชนชาวอโศกทุกแห่งเรามุ่งมั่นปฏิบัติธรรม ชุมชนพูดได้ว่าเป็นชุมชนนักปฏิบัติธรรม โดยมี "ทา งเอกทางเดียว ไม่มีทา งอื่น" (เอเสวมัคโค นัตถัญโญ) คือมรรคองค์ 8 ไม่มีทางอื่น คนเขาบอกว่าทางไปนิพพานมีหลายทาง อันนั้นนอกคำสอนพระพุทธเจ้า แต่เคยได้ยินบรรดาอาจารย์หลายคนบอกว่าทางไปนิพพานมีหลายทาง ซึ่งไม่เคยได้ยินพระพุทธเจ้าตรัสไว้ในที่ไหน พูดเช่นนั้นเป็นการพูดนอกคำสอนพระพุทธเจ้า เพราะพระพุทธเจ้าว่ามีทางเดียว แล้วท่านกำกับด้วยว่า ไม่มีทางอื่น นัตถัญโญ มีทางเดียวคือ มรรคมีองค์ 8 ต้องเรียนรู้อย่างสัมมาทิฏฐิ ทุกวันนี้ไม่สัมมาทิฏฐิกัน พูดแล้วพูดอีก ไปเปิดดูได้ พระไตรปิฎก ล.25 ข.30 [30

อ่านต่อ

] ทางมีองค์แปดประเสริฐกว่าทาง (หรือมรรค) ทั้งหลาย ธรรมอันพระอริยะเจ้าพึงถึง 4 ประการ ประเสริฐกว่าสัจจะทั้งหลาย วิราคธรรมประเสริฐกว่าธรรมทั้งหลาย ฯลฯ ทางนี้เท่านั้น เพื่อความหมดจดแห่งทัศนะ ทางอื่นไม่มี (เอเสวมัคโค นัตถัญโญ) เพราะเหตุนั้นท่านทั้งหลายจงดำเนินไปตามทางนี้แหละ เพราะทางนี้เป็นที่ยังมารและเสนามารให้หลง ด้วยว่าท่านทั้งหลายดำเนินไปตามทางนี้แล้ว จักทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ (พตปฎ. ล.25 ข.30) ทางนี้มีมารและเสนามารมาก ผู้ใดหลงทางก็ออกไปสู่มารไปกับเสนามาร ถ้าไม่สัมมาทิฏฐิก็ไม่มีทางบรรลุธรรมของพระพุทธเจ้า มรรคองค์ 8 นี้ มันมีอะไรที่ต้องศึกษา อย่างน้อยสำหรับพวกเราที่พูดกันบ่อย แต่สำนักอื่นไม่ค่อยเห็นพูด คือจะเห็นพระอาทิตย์ต้องเห็นแสงอรุณก่อน ต้องศึกษาว่าแสงอรุณคืออะไร ถ้าไม่ได้ตรวจสอบตามลักษณะแสงอรุณ 7 ตามที่พระพุทธเจ้าบอก ถ้าไม่มีแสงอรุณ 7 นี้ไม่มีทางได้พบพระอาทิตย์ คือไม่มีทางไปเข้ามรรคองค์ 8 ของพระพุทธเจ้าเลย เบื้องต้นแสงอรุณก็ไม่พบ แล้วจะไปพบพระอาทิตย์ได้อย่างไร ไม่มีทางพบมรรคองค์ 8 คุณอาจท่องได้ นำมาปฏิบัติด้วยซ้ำแต่ก็เป็นเพียงเรื่องลอยลมเปล่า ไม่มีทางเข้าไปถึงมรรคองค์8 เจ็ดหลักที่ต้องทำความเข้าใจก่อนปฏิบัติมรรค์มีองค์ 8 คือ [129] มิตรดี เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [131] สีลสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [132] ฉันทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [133] อัตตสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [134] ทิฏฐิสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [135] อัปปมาทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [136] โยนิโสมนสิการสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค มิตรดีคือใครต้องชัด ไม่เช่นนั้นไปนับถือครูบาอาจารย์คนไหนๆ ก็ไม่ตรง ครูบาอาจารย์ที่ตั้งหน้าตั้งตาสอนพุทธธรรม ไม่ได้หมายถึงมิตรดีทั้งหมด แต่มิตรดีคือผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ มีสัมมาทิฏฐิ เป็นอาริยบุคคล แม้ไม่เป็นก็ต้องรู้คำสอนอย่างสัมมาทิฏฐิ ต้องพบคนนี้ก่อน เพราะอะไร เพราะว่าศาสนาพระพุทธเจ้านั้นเป็นสัมมาสัมพุทโธ หมายความว่า ศาสนาพระพุทธเจ้าเป็นศาสนาที่ตรัสรู้เองโดยชอบแต่ผู้เดียว คือสายของพระพุทธเจ้าตรงเท่านั้น หากไม่ใช่สายพระพุทธเจ้าโดยตรงคนอื่นไม่มีสิทธิ์รู้ คิดเอาเองไม่ได้ คนที่ไม่ได้ยินได้ฟังมาจากปากของผู้มี dna ของพระพุทธเจ้า ของศาสนาพุทธเป็นเชื้อพุทธที่แท้ ถ้าไม่ได้ฟังจากปากจากคนมีเชื้อแท้ของพระพุทธเจ้า ไม่รับรองว่าจะถูก เพราะเป็นเองไม่ได้ คนนอก dna รู้เองไม่ได้ ไม่มีสิทธิ์เลย นอกจากได้รับถ่ายทอดจากปากผู้เป็นอาริยะจริง ไม่ก็ต้องรู้ปริยัติจริงอย่างสัมมาทิฏฐิ ซึ่งไม่เป็นหลักประกันง่ายๆ เพราะจะเพี้ยนง่าย ขยายความไม่สมบูรณ์แบบ โดยเฉพาะอาริยะที่ปฏิสัม ภิทาญาณ หรือว่าไม่ปฏิสัมภิทาญาณเป็นสายศรัทธาจริตก็อธิบายไม่ได้มาก แต่ก็มีคำที่ตรงที่แม่นที่ชัด คำที่ตรงก็จะตรงกับของพระพุทธเจ้า จะไม่ออกนอก ซึ่งมันเป็นเรื่องที่จำเพาะ หรือเฉพาะจริงๆ จึงจำเป็นต้องพบมิตรดีก่อน พบสัตบุรุษก่อนจึงได้ฟังสัทธรรม จึงเกิดศรัทธาที่เป็นสัมมา ที่ถูกต้องไม่ผิดเพี้ยน ทุกวันนี้ ผู้ที่สอนธรรมะทั่วไปส่วนใหญ่ยังไม่สัมมาทิฏฐิ ยังไม่ใช่สัตบุรุษ ยังไม่ใช่ สัมมัคคตา สัมมา ปฏิปัณนา ที่แท้จริง เข้าใจยากเพราะศาสนาพุทธมักน้อยสันโดษ เป็นแกนของผู้ลดละโลกธรรมผู้บรรลุ ศาสนาที่เขาปฏิบัติโดยทั่วไปสามัญสากลเลย คือผู้ปฏิบัติธรรมที่บรรลุต้องมักน้อยสันโดษ แต่ของพระพุทธเจ้านี้ยาก ท่านมักน้อยแต่ก็อยู่กับโลก ดีไม่ดีมีสิ่งแวดล้อมเหมือนท่านไม่ได้หลุดพ้น มีองค์ประกอบความเป็นอยู่ต้องทำงานกับสังคม ยิ่งยุคนี้ด้วย สังคมเหมือนแดนนรก ก็ต้องคลุกคลีกับแดนนรก ก็มีแดนนรกห้อมล้อม แต่จิตบรรลุแล้วอยู่เหนือมัน ศาสนาพุทธมีโลกุตรจิต เป็นจิตเหนือโลกียะ ถ้าหนีไปจากลาภยศก็ดูง่าย ไม่เกี่ยวข้องเลย ไม่เข้าใกล้เลยก็ดูง่าย แต่ของพุทธอยู่กับลาภ ยศสรรเสริญสุข แต่มีโลกุตรจิตจริง จิตเหนือโดย ลาภยศสรรเสริญโลกียสุขเหล่านั้นไม่ทำให้จิตท่านอยากได้อยากมีอยากเป็นเลย เป็นลักษณะที่ดูยากในผู้บรรลุธรรมของพระพุทธเจ้า ยิ่งยุคนี้มีโลกธรรมมาก มีวัตถุมากไม่เหมือนสมัยพระพุทธเจ้าเลย ศาสนาพุทธเป็นศาสนาคนเจริญคนเมือง ไม่ใช่ศาสนาคนป่าคนดอย เป็นเรื่องเข้าใจยาก ในยุคพระพุทธเจ้าสองพันห้าร้อยกว่าปี ยุคนั้นบ้านเมืองยังเป็นป่าเขามากมาย แล้วผู้ปฏิบัติธรรมออกป่าก็ไม่ได้ไปไกลมาก ยกตัวอย่าง ในสามัญผลสูตร พระเจ้าอชาตศัตรู ปรารภกับข้าราชบริพาร พระองค์มีทุกข์ ไปหาอาจารย์ที่ว่าแน่ๆ ในยุคนั้น 6 อาจารย์ ไม่ได้ผล ช่วยท่านไม่ได้เลย ท่านก็ทุกข์ เพราะท่านสร้างอนันตริยกรรม ฆ่าพ่อ ท่านเป็นพระเจ้าแผ่นดินแต่ทุกข์ อันนี้เป็นสิ่งหนึ่งแสดงให้เห็นว่าพระเจ้าอชาตศัตรูก็เป็นคนดี แต่เป็นไปตามโลกต้องประหารพ่อเพื่อชิงราชบัลลังก์ หมอชีวกโกมารภัจจ์ก็เลยเสนอว่าไปพบพระสมณโคดมสิ ตอนนั้นท่านยังไม่แพร่หลายทั่วไป ในวังนั้น ท่านก็ยกพลไปไม่นานก็ถึง แปลว่าเขา คิชฌกูฏก็ไม่ไกลจากวังของท่านเลย ป่าสมัยนั้นกับเมืองก็ไม่ได้ห่างไกลอะไรกัน เล่าย้อนเรื่องอาตมาตอนเป็นฆราวาสเริ่มปฏิบัติธรรม ก็เปิดคอลัมน์ธรรมะในหนังสือดาราภาพ ก็ตั้งใจจะเผยแพร่ธรรม ตอนนั้นทำงานทางโทรทัศน์อยู่ ก็บรรยายตามประสาอาตมา ใช้นามปากกาว่า โพธิรักษ์ ตอนนั้นยังไม่รู้ตัวว่าคือโพธิสัตว์ แต่อย่างไรก็ไม่รู้ใช้นามปากกาว่าโพธิรักษ์ ก็อาตมาชื่อรัก แล้วเอาคำว่าโพธิมาต่อ พอเอามาต่อแล้ว โพธิรัก ก็จะดูอย่างไรไปทางโลกีย์ ก็เลยใช้นามปากกาว่า โพธิรักษ์ ตั้งนามปากกามา พอไปบวชก็ชอบชื่อนี้ อุปัชฌาย์ก็จะตั้งชื่อให้ ก็บอกว่าขอใช้ชื่อโพธิรักษ์ได้ไหม มีบาลีคือโพธิรักขิโต ท่านก็ตรวจบาลีดูบอกว่าเป็นตัวกาลกิณีนะ อาตมาก็บอกว่า ผมไม่แคร์หรอก กาลกิณี ไม่ได้ติดใจไม่ถือเลย เรื่องนั้น ท่านก็บอกว่าเอาสิหากไม่ติดใจ ที่เปิดประเด็นว่าพระพุทธเจ้าอยู่ป่าใกล้วัง แต่ก็ออกมาจากป่าไปเข้าเมืองหมด พอได้สาวกที่เป็นอรหันต์ 60 องค์แรก ท่านก็ว่าให้เข้าสู่นิคม แม้เราก็จะเข้าสู่อุรุเวฬาเสนานิคม พวกเธอจงไป อย่าได้ไปร่วมทางเดียวกันสองรูป ให้แยกกันไป จงแสดงธรรมให้งามในเบื้องต้นท่ามกลางบั้นปลาย จงประกาศธรรมให้งามโดยพยัญชนะอัตถะ ผู้มีธุลีในดวงตาน้อยยังมีอยู่ แต่ทุกวันนี้เข้าใจผิดเพี้ยนว่า พระปฏิบัติต้องเข้าป่า เป็นพระป่า ไปนั่งสมาธิ แต่ในพระไตรปิฎกว่า อยู่ในป่าในที่แจ้งลอมฟาง ป่าช้าก็ต้องปฏิบัติเช่นนี้ ท่านประนีประนอมมากนะ ท่านประกาศศาสนาท่ามกลางสิ่งที่เขาไม่รู้เรื่อง เขารู้กันว่าปฏิบัติต้องเข้าป่า ต้องสงบต้องนิ่ง หนีโลกีย์ ไปอยู่กับโลกีย์ไม่ได้ นี่เป็นเรื่องลึกซึ้งยิ่งใหญ่มาก ว่าธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นเรื่องปฏิโสตัง ทวนกระแสโลกีย์ ศาสนาพุทธประกาศมาแล้ว 2600 ปี ศาสนาพุทธตอนที่พระพุทธเจ้าจะประกาศไม่มี ท่านประกาศแล้วต้องประนีประนอมอย่างมากพอจะหักโค่นกับความคิดของเขา ที่รู้กันว่าจะปฏิบัติธรรมต้องเข้าป่า hypnotize แต่ของพระพุทธเจ้า analyze ต้องมีการคิดวิจัยวิจาร แต่อันโน้นกลับให้หยุดคิด ได้อ่านของอ.บูรพาว่าต้องให้มาหยุดความคิด มันตรงกันข้ามกับของพระพุทธเจ้าว่าต้องวิเคราะห์วิจัยให้ละเอียดลึกซึ้ง สติปัญญาต้องแตกแยกแยะให้ละเอียดจากความจริงที่สัมผัส คนละเรื่องกับที่เขาต้องหนีต้องหยุด ทุกวันนี้ปฏิบัติตรงกันข้ามกับของพระพุทธเจ้าเลย ยุคพระพุทธเจ้ายากกว่ายุคนี้อีก เพราะใหม่มาก ต้องปฏิบัติทวนกระแส ต้องไปทางอลมริยา ไม่ใช่นาลมริยา ต้องข้ามเขตคนละทิศ ทวนกระแสเลย พระพุทธเจ้าประกาศมาสองพันหกร้อยกว่าปี อาตมาต้องมาดึงกลับโดยใช้หลักฐานที่พระพุทธเจ้าให้ไว้ ทำมา 45 ปีแล้วก็จะพากเพียรต่อไปอีก จะกระเสือกกระสนต่อไปอีก เพื่อเอาธรรมะพระพุทธเจ้ามายืนยันพิสูจน์ตราลงไปอีก เพื่อช่วยมนุษยชาติด้วยมุ่งมั่นจริงใจ ยิ่งทุกวันนี้เห็นว่าต้องมาเอาหลักจากพระไตรปิฎกไล่ไปตามหลักเลย ก็ยิ่งมั่นใจชัดขึ้น

สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน ฌานคือมรรค สมาธิคือผล เราบรรยายมาตั้งแต่ศีล ศีลกับปัญญาต้องอยู่ด้วยกัน เหมือนล้างมือด้วยมือ ล้างเท้าด้วยเท้า เป็นสัตตาโอปปาติกา เป็นอธิจิตเกิด โดยการปฏิบัติตามทางในสามัญญผลสูตร มีศีล สำรวมอินทรีย์ ยังไม่ได้ไล่ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ ไล่เป็น ศรัทธา หิริ โอตัปปะ พหูสูตร วิริยะ สติ ปัญญา ฌาน1-4 ไปถึงจรณะ 15 ท่านยังไม่ได้ตรัสเช่นนั้น แต่เนื้อเดียวกัน ศีล สำรวมอินทรีย์ มีสติสัมปชัญญะ แล้วก็เข้าสู่สันโดษ สี่คำนี้แล้วมาสรุปว่า ศีลอันเป็นอาริยะ สำรวมอินทรีย์อันเป็นอาริยะ สติสัมปชัญญะอันเป็นอาริยะ สันโดษอันเป็นอาริยะ ดูเหมือนว่าสำนักไหนๆ ก็ไม่เน้นว่าธรรมะของพระพุทธเจ้าต้องเป็นอาริยะต้องเป็นโลกุตระจริงๆ แล้วขยายความโลกุตระต่างกับโลกียะอย่างไร ไม่ได้ทำความแตกแยกนะ ว่าชั้นนั้นต่ำหรือสูง ไม่ใช่ แต่มันเป็นสัจจะของมัน มันเป็นโลกียะก็แน่นอนว่าต้องมีโลกุตระที่สูงกว่า เป็นเนื้อแท้ที่พระพุทธเจ้าประกาศให้คนปฏิบัติให้เป็นอาริยบุคคล พูดเป็นเนื้อแท้ ไม่ใช่พูดยกตนข่มท่าน ซึ่งจะหาเรื่องก็หาได้ เมื่อเป็นวิชชา คือต่อจากศีล สมาธิ ก็เป็นวิชชาหรือปัญญา สมาธิคือจิต เมื่อสำรวมอินทรีย์ มีสติสัมปชัญญะ ก็เกิดผลลดละจางคลาย เป็นผู้สันโดษ เหมือนในหลวงของเรา ท่านตรัสว่า พอเพียง พยัญชนะคำนี้คือ สันโดษ คือรู้จักพอ เพียงใดเพียงหนึ่งที่คุณจะรู้จักพอ ไม่ใช่ตะลุยรวยไปไม่รู้พอ เพียงคือแค่นี้ มีเขตพอ แต่เขาไปแปลคำ ขยายความแปลงสารของในหลวงของพระพุทธเจ้า ที่ในหลวงตรัสนี้เป็นเนื้อแท้ของพุทธ อาตมาก็บอกแล้วว่าในหลวงคือพระโพธิสัตว์ แต่คนเข้าถึงได้ยาก เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสสอนเรื่องนี้ ก็ค่อยเรียบเรียงกันมา คำว่าจรณะ 15 ในเล่มนี้ก็มี เป็นวิชชาจรณะ แต่ในสูตรต้นๆ ยังไม่ได้กล่าว ปัญญาจะประกอบในศีลในจิต มีสันโดษมีปัญญามีจิตหลุดพ้นไป จากมากลดไปน้อย จนถึง 0 จน 0 ก็พอ หมดตัวหมดตน หมดสิ่งโลกีย์ออกจากจิต เนกขัมมะออกหมด 0 แล้วอยู่อย่างสบาย อยู่อย่าง 0 ก็ขอพูด อาตมานี่หัวเดียวกระเทียมลีบ มาทำแบบคนจนอย่างในหลวงตรัส ไม่ได้กอบโกยสะสม พูดตรงไม่ปะเหลาะ คนที่ฐานะดีติดยึดพอสมควรจะไม่เข้าใกล้อาตมา เพราะอาตมาไม่เอาใจ ไม่ปะเหลาะ อาตมาก็จะอยู่กับคนจนจริงๆ อยู่ได้ ตั้งแต่คนเดียวเป็นหลายคนได้ พิสูจน์คำสอนของพระพุทธเจ้าได้ เอโกปิ หุตฺวา พหุธา โหติ พหุธาปิ หุตฺวา เอโก โหติ จนทุกวันนี้เป็นกองทัพธรรม เป็นเหตุปัจจัยที่เราต้องใช้ชื่อกองทัพธรรมมูลนิธิ จดทะเบียนนิตินัยเลย ให้คุณจำลองเป็นประธานกองทัพธรรมตั้งแต่เริ่มจนบัดนี้ จนคุณทมยันตีจะทำเป็นละครกองทัพธรรม เอาคุณจำลองเป็นพระเอก แต่บัดนี้ก็ไม่ได้ทำ ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นตัวปฏิบัติ ได้ผลเป็นวิมุติ แล้วมีวิมุติญาณทัสนะเป็นตัวปัญญา มีเจโตได้จริงสมบูรณ์ อุภโตภาควิมุติ เราได้สาธยายศีล สำรวมอินทรีย์ มีสันโดษ มีฌานเป็นตัวปฏิบัติ ฌานคือมรรค สมาธิคือผล มีผลจากฌานเพ่งเผากิเลส วิจัยวิเคราะห์จนทำให้กิเลสลดลงไป จนขึ้นฐานนิพพานคืออุเบกขา อุเบกขาเป็นฐานนิพพานคือฌานที่ 4 ก็ตกผลึก อุเบกขาจึงเป็นอธิจิตสมาธิ แปลว่าจิตตั้งมั่น แข็งแรงกองใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ท่านก็แปลสมาธิว่าคือความตั้งมั่นของจิตก็ใช่ แต่คือการสั่งสมผลจากฌานไม่ใช่สั่งสมนั่งสมาธิแล้วเข้าฌาน นั่นเป็น general meditation ไม่ใช่แบบของพระพุทธเจ้า ที่เกิดจากปฏิบัติมรรค 7 องค์ สั่งสมผลเป็นสัมมาสมาธิ เมื่อเกิดปัญญาเกิดวิมุติ ก็มีปัญญารู้จักวิมุติ เรียกวิมุตติญาณทัสสนะ รวบรวมเป็นปัญญา ก็มีปัญญา 8 ที่เรียกว่า วิชชา 8 1. วิปัสสนาญาณ (ความรู้แจ้งเห็นจริง หรือรู้ความจริงในเหตุที่มีความจริงเกิด รู้กิเลสตายจริง อกุศลดับจริง) 2. มโนมยิทธิญาณ (ความมีฤทธิ์ทางจิต ที่จิตสามารถเนรมิต “ความเกิด” อย่างใหม่ขึ้นมาได้) 3. อิทธิวิธญาณ (ความเก่งหลายอย่างในการที่จิตมีอานุภาพ เพราะปราศจากกิเลสแล้ว) 4. ทิพโสตญาณ (สามารถแยกแยะ การได้ยินสิ่งที่ละเอียดลึกซึ้ง เช่น กิเลสปะปนมากับคำร่ำลือ กับเสียงที่เกินกว่าคนธรรมดาเขาจะรู้นัยยะได้) 5. เจโตปริยญาณ (กำหนดรู้ความแตกต่างในจิตขั้นอื่นๆ ของตนได้รอบถ้วน) 6. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ (การย้อนระลึกถึงการเกิดกิเลสเก่าก่อน มารู้อาริยสัจจะจนหายโง่จากอวิชชา) 7. จุตูปปาตญาณ (รู้เห็นการเกิด-การดับของจิตที่ดับเชื้อกิเลส แล้วเกิดเป็นสัตว์เทวดา หรือสัตว์อาริยะ) 8. อาสวักขยญาณ (ญาณที่รู้การหมดสิ้นอาสวะของตน) (พตฎ. เล่ม 9 ข้อ 127 - 138) สามอันสุดท้ายเป็นตัวที่ประมวลผล เป็นการทบทวนผล ลงบัญชีการปฏิบัติ สิ่งที่ได้คือที่เกิดที่ดับ กิเลสเกิดแล้วทำให้กิเลสดับได้คือ จุตูปปาตญาณ จุติเลื่อนชั้นเจริญขึ้นเรื่อยๆ อุบัติเป็นสมมุติ เลื่อนเป็นอุบัติเทพ เป็นอาริยบุคคล

สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน อาสวักขยญาณ รู้ว่าสิ้นอาสวะ อาสวักขยญาณ [138] ภิกษุนั้นเมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลสอ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว อย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่ออาสวักขยญาณ คำว่าโน้มน้อมคือ อธิมุตโต อธิโมกโข คือจิตมีกระแสเจริญไปสู่ที่สูงไปหานิพพาน ระลึกตรวจสอบจะค่อยเห็นค่อยเข้าใจจุตูปปาตะ จิตเจริญสูงขึ้น แล้วจะโน้มน้อมเข้าไป ความเป็นจิตนี้เจริญ มีทิศทางสัมโพธิปรายนะ จนถึงจุดสุดท้ายคือ อาสวักขยญาณ ตรวจสอบมาเรื่อยๆว่าอันนี้ทำได้ดับไปได้เรื่อยๆ ก็เจริญขึ้นๆ โน้มไปสู่จุดสูงสุด คือถึงขั้นจิตเหลืออาสวะ คือหน่วยสุดท้ายของกิเลสตัวบางเบาตัวสุดท้ายตัวปลาย เพื่อจะเกิดความรู้ว่าอาสวะนี้สิ้นแล้ว อาสวะขยะคืออาสวะจะหมดแล้ว จิตเจริญสู่ทิศทางนี้ ย่อมรู้ชัดตามจริง ย่อมรู้ชัดตามเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา เหล่านี้อาสวะ นี้อาสวสมุทัย นี้อาสวนิโรธ นี้อาสวนิโรธคามินีปฏิปทา เมื่อเธอรู้เห็นอย่างนี้ จิตย่อมหลุดพ้นแม้จากกามาสวะ แม้จากภวาสวะ แม้จากอวิชชาสวะ เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ก็มีญาณว่าหลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี คุณ จ ะชื่ออะไร โคตรอะไรก็โคตรกิเลส ชื่อกิเลสก็ชื่อ ราคะ โทสะ โมหะ แล้วโคตรกิเลสไง ระลึกในบุพเพนิวาสานุสติญาณ ว่ามีชื่ออย่างนั้น โคตรเช่นนั้น ผิวพรรณอย่างนั้น ผิวพรรณของราคะโทสะเป็นอย่างไร หรือชั้นวรรณะ วรรณะคือชั้นเชิงลีลามันอยู่ในระดับไหน เช่น เราเป็นราคะชั้นเอก โทสะชั้นเอก มีฤทธิ์มาก มีอาหารอย่างไร อาหารมีอาหาร 4 ในคำข้าวนี้ก็มีกิเลสประกอบ แต่นี่อาหารสดๆ เป็นอาหารราคะ อาหารโทสะ อาหารอย่างไร ของคาวของหวานเป็นอย่างไร คนเขาพูดภาษาธรรมะแต่จีบกันในภาษาธรรมะก็มี แต่อาตมาพูดนี้ภาษาโลกๆ แต่เป็นธรรมะ สื่ออะไรต้องมีสัจจะที่เป็นธรรมะ ผู้มีทิพยโสตก็อ่านเสียงทิพย์ที่ปนมาได้ เรานี่ซ่อนเชิงไว้อย่างไรก็รู้ได้ เราอยากได้เสพสุขเท็จ แท้จริงมีแต่ทุกขสมุทัย สุขก็โลกีย์ ทุกข์ก็โลกีย์ เราดับเหตุได้ก็หมดสุขหมดทุกข์ มีอายุเพียงเท่านั้นก็หลงเป็นเทวดาเก๊ นรกกับสรรค์มันคู่กัน คุณได้เสพสุข แล้วก็เป็นสวรรค์ แล้วก็อยากใหม่ ในอันเก่าที่คุณติดยึดไม่คลาย นั้นคืออายุ คุณติดในสวรรค์นั้น ติดอันนี้แล้วต้องมาสัมผัสใหม่ได้ใหม่ ได้แล้วก็พักยก มาเสพสัมผัสใหม่ วนเวียนเช่นนี้นานเท่าใดก็คืออายุ กำหนดอายุเท่านั้น กำหนดให้สั้นลงๆ จนหมดอายุ กลายเป็นคน นิยตายุโก เป็นคน อมโม อรปิคโห นิยตายุโก เป็นคนหมดตัวตน ไม่มีตัวตน อมโม เป็นคน อปริคโห หมดติดยึดแล้ว เป็นคนมีอายุที่เที่ยง นิยตายุโก ความเที่ยงมีอยู่ที่ไหนเอ่ย ทุกอย่าง สัพเพธัมมาอนิจจัง แต่มีเที่ยงอยู่ที่อภยกฤติ อันนั้นพิเศษเที่ยงแท้ อยู่ที่นิพพาน คือนิยตายุโก นิยตะคืออายุที่เที่ยงแล้ว แต่นี่เดี๋ยวก็เกิดก็ดับ ก็พักยกวนเวียน นึกว่าชาตินี้หมดแล้ว แต่เกิดอีกไม่หยุดอีก เหมือนผู้นึกว่าตนเป็นอรหันต์แล้วแต่ไม่ได้จริง พอตายไปเกิดมาก็อย่างเก่าเพราะไม่สัมมานิโรธแท้ อันนี้จบ นิยตายุโก มีอายุ 0 แน่นอน อาตมากล้าพูดว่าไม่มีใครหยิบมาอธิบายหรอกในเรื่อง มนุษย์ชมพูทวีป อุตรกุรุทวีป ดาวดึงส์เหล่านี้ อาตมาเอามาขยายความให้ฟังแล้ว ดาวดึงส์ท่านไม่เรียกมนุษย์แต่เรียกเทวดา ไปติดสุขทิพย์วรรณะทิพย์เป็นสุขเก๊ อยากให้สุขนานๆ เป็นอายุยาวยืน เราจะรู้จักในแง่ของทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค รู้นิโรธอย่างสัจฉิกรณะ สัจฉิกตา จนชัดเจนในนิโรธ แจ้งด้วยญาณตน สัจฉิกตา สำเร็จหลุดพ้นไปได้ มาถึงอาสวะตัวปลาย อย่างนี้อาสวสมุทัย อย่างนี้อาสวนิโรธ มันดับได้อย่างนี้ ปฏิบัติไปจะมีอัตถิ เกิดผลในการปฏิบัติ อย่างที่ท่านตรัสในพระไตรปิฎก ล. 16 ข.(43) [43] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรกัจจานะ โลกนี้ โดยมากอาศัยส่วน 2 อย่างคือ ความมี 1 ความไม่มี 1 ก็เมื่อบุคคลเห็นความเกิดแห่งโลก (โลกสมุทัย)ด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความไม่มีในโลก ย่อมไม่มี (โลเก นตฺถิตา สา น โหติฯ) เมื่อบุคคลเห็นความดับแห่งโลก (โลกนิโรธ) ด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความมีในโลก ย่อมไม่มี (โลเก อตฺถิตา สา น โหติฯ) มีสำนักที่หลอกชาวบ้านชาวเมือง สอนให้ทานอย่างมีจิตขี้โลภเพิ่มขึ้น ไม่รู้จักโลภะคืออะไร มีแต่กดข่มเรื่องโทสะ แต่ไม่รู้โลภะ สอนจนจิตมีแต่กิเลสโลภ แล้วฝากไว้กับอนาคต ถูกหลอก ไม่รู้จักอดีตอนาคต แล้วนึกว่าจะได้สวรรค์นิพพาน เอานิพพานไปแปะใส่สวรรค์ภพชาติอีก เลอะเทอะปนเปไปหมด กว่าจะได้ญาณสุดท้ายว่าอาสวะสิ้น ต้องแน่ชัดในอวิชชาข้อที่ 7 คืออดีตกับอนาคต อดีตที่สะสม 0 ในเวทนา 108 มี 36 อดีต 36 ปัจจุบัน 36 อนาคต ดับทุกปัจจุบัน จนตั้งมั่นแข็งแรงอย่าง นิจจัง (เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) จะมาอย่างทีเผลอหรือตอนไหนก็แล้วแต่ แบบไหนก็แล้วแต่ ทุกลีลาก็ 0 คือทำทุกปัจจุบันสั่งสมเป็นอดีตที่ 0 จนพยากรณ์ได้ว่าอนาคตก็ 0 แน่ อนาคตไม่เคยมี อนาคตมาไม่ถึงทุกที แต่คุณต้องรู้ว่าอนาคตคุณต้อง 0 ทุกที โดยปฏิบัติให้กิเลส 0 ทุก เวทนาใน 36 อดีต 36 ปัจจุบัน 36 อนาคต จิตหลุดพ้นแล้ว อวิชชาสิ้นแล้ว ก็เพราะว่ารู้ว่า จิตย่อมหลุดพ้นจากกามาสวะ แม้จากภวาสวะ แม้จากอวิชชาสวะ ไล่มาตามลำดับ อาสวะของกาม อาสวะของภพ (รูปภพ อรูปภพ) แล้วก็ละเอียดถึงอรูปภพ อาสวะสุดท้ายอยู่ที่อรูปภพ ตรวจด้วยอรูปฌาน 4 เมื่อได้ฌานข้อ 4 ก็ฐานอุเบกขาว่างกลางเฉยแล้ว ก็เป็นลักษณะปุงลิงค์ เอกัคคตา แล้วก็ทำซ้ำทำทวน เพื่อจะได้เกิดความว่างยิ่งขึ้น เรียกว่าอากาสานัญจายตนะ ก็ตรวจอ่านความว่างจากอุเบกขา สะอาดว่างจากกิเลส เหมือนคุณขัดเพชรไป ยิ่งขัดยิ่งใส ทำให้มากทำให้บ่อย อาเสวนาภาวนาพหุลีกัมมัง คนจะจบได้ต้องพิสูจน์ กตญาณ กิจญาณ สอุตรังจิตตังกว่าจะครบอนุตตรังจิตตัง ก็ทำซ้ำไป จนกามาสวะหมดแล้ว ภวาสวะในรูปภพหมดไป ก็ทำในอรูปภพต่อ อากาสาฯ เป็นสิ่งอาศัย แล้วมีธาตุรู้คือวิญญานัญจายตนะ ก็จะสะอาดขึ้นเรื่อยๆ ก็ตรวจอากิญจัญญายตนะว่ารูปก็หมด อรูปก็หมดไปเรื่อยๆ จนไม่มีสิ่งที่เป็นเศษเลย อากิญจัญคือคล้ายกับอากาสาฯ คือให้หมด แต่เนวสัญญาคือต้องกำหนดรู้ว่ามีธุลีละอองอะไรต้องรู้ให้หมดครบ จนรู้หมด ไม่มีไม่รู้ ไม่รู้ไม่มี จึงเรียกว่าพ้นอวิชชา สิ้นอาสวะสิ้นตัวสุดท้าย พ้นความไม่รู้ตัวสุดท้าย กำหนดรู้เคล้าเคลียเวทนา เห็นเวทนาหมด ตั้งแต่เวทนาโลกีย์กับโลกุตระ 18 ก็รู้ ทั้ง 36 นี้ ทำทุกปัจจุบันให้ 0 ทุกปัจจุบัน สั่งสมเป็นอดีตที่ 0 อนาคตก็ 0 จนไม่มีไม่รู้ ไม่รู้ไม่มี ของพระพุทธเจ้านี้ ไม่มีไม่รู้ ไม่รู้ไม่มี พ้นเนวสัญญานาสัญญายตนะ มีอายตนะให้อ่านตรวจรู้ มีรูปนามรองรับ รู้จบด้วยธรรมะสองว่ามันไม่มีโลกีย์แล้ว มันเห็นโทนโท่ว่าอาสวะไม่มี มันก็จะเป็นสองในหนึ่ง ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) จะเห็นว่าเวทนาโลกีย์ไม่เหลือแล้ว สัญญาก็จำได้ โดยส่วนสอง สัมผัสเมื่อไหร่คุณก็มีของจริงอยู่ ไม่ใช่แบบพวกเซน ซาโตริ มีแต่ตรรกะ น่าสงสารมหายานที่เพ้อไปถึงเซน ขออภัยท่านพุทธทาสก็ไปหลงเซน ซึ่งมันค่อยๆ แยกออกไปจากสัจจะพระพุทธเจ้า มหายานไม่เหลือเลย หนักเข้ามีกิจการเป็นพระแต่มีลูกเมียสืบทอดกิจการ รวยจนถ้าถอนเงินในธนาคารออก ธนาคารนั้นล้มเลย เขาสืบทอดเป็นตระกูลเลย ดูกรมหาบพิตร เปรียบเหมือนสระน้ำบนยอดเขาใสสะอาด ไม่ขุ่นมัว บุรุษผู้มีจักษุยืนอยู่บนขอบสระนั้น จะพึงเห็นหอยโข่งและหอยกาบต่างๆ บ้าง ก้อนกรวดและก้อนหินบ้าง ฝูงปลาบ้าง กำลังว่ายอยู่บ้าง หยุดอยู่บ้าง ในสระน้ำ เขาจะพึงคิดอย่างนี้ว่าสระน้ำนี้ใสสะอาด ไม่ขุ่นมัว หอยโข่งและหอยกาบต่างๆ บ้าง ก้อนกรวดและก้อนหินบ้างฝูงปลาบ้าง เหล่านี้กำลังว่ายอยู่บ้าง กำลังหยุดอยู่บ้าง ในสระน้ำนั้น ดังนี้ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงานตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่ออาสวักขยญาณ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา เหล่านี้ อาสวะ นี้อาสวสมุทัย นี้อาสวนิโรธ นี้อาสวนิโรธคามินีปฏิปทา เมื่อเธอรู้เห็นอย่างนี้ จิตย่อมหลุดพ้นแม้จากกามาสวะ แม้จากภวาสวะ แม้จากอวิชชาสวะ เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ก็มีญาณว่าหลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ดูกรมหาบพิตร นี้แหละสามัญผลที่เห็นประจักษ์ ทั้งดียิ่งกว่า ทั้งประณีตกว่าสามัญผลที่เห็นประจักษ์ข้อก่อนๆ ดูกรมหาบพิตร ก็สามัญผลที่เห็นประจักษ์ข้ออื่น ทั้งดียิ่งกว่า ทั้งประณีตกว่าสามัญผลที่เห็นประจักษ์ข้อนี้ ย่อมไม่มี ไม่มีผลสามัญผลที่จะบรรลุที่สูงกว่านี้แล้ว นี่คือข้อที่สูงสุดแล้ว ไม่ต้องปฏิบัติอีก ทำเสร็จแล้วกิจอื่นที่จะทำให้กิเลสลดไม่มีแล้ว มีแต่อนุโลมปฏิโลมช่วยคนอื่นไ ป

สื่อธรรมะพ่อครู(สามัญญผลสูตร) ตอน พระเจ้าอชาตศัตรูขอเป็นอุบาสก พระเจ้าอชาตศัตรูแสดงพระองค์เป็นอุบาสก [139] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว พระเจ้าแผ่นดินมคธ พระนามว่าอชาตศัตรู เวเทหีบุตร ได้กราบทูลพระดำรัสนี้กะพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก เปรียบเหมือนหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืด ด้วยคิดว่าผู้มีจักษุจักเห็นรูป ดังนี้ ฉันใด พระผู้มีพระภาคทรงประกาศพระธรรมโดยอเนกปริยาย ฉันนั้นเหมือนกัน ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันนี้ ขอถึงพระผู้มีพระภาค พระธรรมและพระสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงจำหม่อมฉันว่าเป็นอุบาสก ผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โทษได้ครอบงำหม่อมฉัน ซึ่งเป็นคนเขลา คนหลง ไม

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน