590131_วิธีอาริยธรรม บ้านราชฯ ให้เรียกเราว่าสมณะอย่าเรียกพระ.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์355 KB
วันที่แก้ไข16 พฤศจิกายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

590131 วิธีอาริยธรรม บ้านราชฯ ให้เรียกเราว่าสมณะอย่าเรียกพระ

ส.ฟ้าไทว่า … วันนี้ตรงกับวันอาทิตย์ที่ 31 มกราคม 2559 แรม 8 ค่ำ เดือนยี่ ปีมะแม ที่ บวรราชธานีอโศก พบกับรายการวิถีอาริยธรรมเช่นเคย เวลา 9 นาฬิกาถึง 11 นาฬิกาโดยประมาณทุกวันอาทิตย์ วันนี้ถ่ายทำที่บ้านราชเมืองเรือ บ้านไม้เมืองหิน บ้านดินเมืองน้ำ บ้านงามเมืองพุทธ บ้านพิสุทธิ์เมืองอมตะ ตอนนี้ก็อยู่ในช่วงการเตรียมงานตลาดอาริยะ ที่จะจัดในช่วงวันที่ 13-15 เมษายนของทุกปี ปีนี้ตลาดอาริยะ เราจะใช้อาคารที่เราจะสร้างขึ้นมา ช่างเขารับปากไว้ว่าจะทำให้เสร็จ ที่ริมมูลก็มีการปลูกพืชผักไร้สารพิษเต็มไปหมด อีกฟากหนึ่งของมูลยังไม่มีคนทำ ใครสนใจจะมาทำก็ได้ และมีแปลงนาคำยอด ที่กำลังดำนากันเต็มที่ แล้ววันนี้ก็มีค่ายสัมมาอาริยมรรค มีคนมาเข้าค่าย 32 คน มีนร.มาเข้าอบรมจาก รร.บ้านหนองสนิท จ.สุรินทร์ บอกว่ากลับไปแล้วจะเอาพ่อแม่มาอบรมด้วย พ่อครูว่า...แสดงว่าหุ้นขึ้น เห็นว่าเป็นผลดี ก็เอาพ่อแม่มาอบรมอีก ส.ฟ้าไทว่า...ตอนนี้ก็มีข่าวบ้านเมืองที่กำลังดังหลายข่าว พ่อครูก็เป็นคนที่ล้ำสมัย เอาข่าวบ้านเมืองมาวิเคราะห์วิจัย ที่โด่งดังมากคือพระฆ่าตัวตาย แล้วไม่ใช่พระธรรมดาด้วยนะ มีข่าวพระไปเล่นน้ำทะเล ข่าวคดีพระ ท่านธัมมชโย จะเอาอย่างไรกันแน่ แหล่งข่าวก็บอกว่าเสร็จในรัฐบาลนี้แน่ โปร่งใส เขาพูดกันว่าถ้าปฏิรูปสงฆ์ไม่ได้ ก็อย่าหวังว่าจะแก้ไขประเทศไทยได้เลย หมดความหวัง ถ้ารัฐบาลนี้ไม่สามารถปฏิรูปสงฆ์ได้ สำหรับพ่อครู ถ้าสังคมจะหาเรื่องตำหนิท่านหาได้ยาก เพราะท่านตั้งอยู่ในความบริสุทธิ์ด้วยตัวเอง ทั้งรูปสมมติและนามธรรมก็สอดคล้อง เรามองเห็นอยู่ทุกวันก็ยาก บุคคลที่จะมาวิจัยวิจารณ์ ถ้าเอาความดีเป็นที่ตั้ง มีความเป็นกลาง ก็จะทำให้สังคมได้ประโยชน์

พ่

อ่านต่อ

อครูว่า...วันนี้ก็ได้บทความจากผู้รู้ในสังคมมาถึง 4 บทความ บทความหนึ่งก็ให้แปลมาจากบทความต่างประเทศเลย อาตมาจะอ่านสู่ฟังแล้วค่อยมาวิจารณ์

บทความแรก บทความของคุณเปลวสีเงิน 29 มกราคม 59 'พระพรหมสุธี-ธัมมชโย' ใน มส. "ผูกคอตาย" บ่อยในวิถีคนโลก แต่ไม่บ่อยในวิถีคนธรรม ยิ่งเป็นพระ โดยเฉพาะพระสมณศักดิ์สูงระดับ "พรหม" ไม่ปรากฏ แต่เมื่อมีปรากฏ....ก็น่าคิด? กรณี "พระพรหมสุธี" หรือ "เจ้าคุณเสนาะ" แห่งวัดสระเกศ ผูกคอตายในกุฏิ เมื่อ 25 ม.ค.59 นั่นแทบไม่ต้องคิด...ก็เห็นเหตุ ไม่ว่าพระรูปไหน เมื่อเหจาก "ทุกข์-สมุทัย-นิโรธ-มรรค" ไปสู่ กิน-กาม-เกียรติ บั้นปลาย...ก็เช่นนี้แหละหนอ! การมรณะของท่าน ไม่เป็นปริศนาทางคดี แต่เป็นปริศนาทางกรรม กรรม ในที่นี้คือ "การกระทำ" ซึ่งประกอบด้วย ตัวเจ้าคุณเสนาะ-สตง.-มหาเถรสมาคม-สำนักงานพระพุทธฯ-รัฐบาล สิ่งที่เกิดกับเจ้าคุณ ถือเป็นผล...ก็คอยดูกันต่อไป ว่าในระหว่าง "ตัวร่วมเหตุ" ดังกล่าว ใคร-ส่วนไหน จะต้องเป็นฝ่าย "รับผล" ในวันหน้าบ้าง? กรณีนี้ ถือเป็นกรณีศึกษา........ ถ้าใช้ภาษาเสื้อแดงถาม ก็ต้องถามว่า "มหาเถรสมาคม 2 มาตรฐานหรือเปล่า ในการตัดสินคดีความ?" ระหว่างคดีธัมมชโย วัดพระธรรมกาย ที่ถูกกล่าวหายักยอกเงินและที่ดินบริจาค จนตกเป็นจำเลยต่อศาล เมื่อปี พ.ศ.2541-2547 กับคดีท่านเจ้าคุณเสนาะ วัดสระเกศ ที่ถูกกล่าวหาเมื่อ ธ.ค.57 ว่า มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม เกี่ยวกับการใช้งบประมาณแผ่นดิน ที่ใช้ในพิธีพระราชทานเพลิงศพ "สมเด็จพระ พุฒาจารย์" ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช จำนวน 67 ล้านบาท ผมจะลำดับวัน-เวลา ให้ดูคร่าวๆ ดังนี้ -17 ธันวา 57 มีผู้ร้องเรียนต่อ สตง. -15 มกรา 58 สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง) กรรมการมหาเถรสมาคม ในฐานะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช "เซ็นคำสั่งปลด" เจ้าคุณเสนาะ ออกจากตำแหน่งกรรมการมหาเถรสมาคม นับจากวันที่ 14 มกรา -15 มกรา 58 พระพรหมดิลก เจ้าอาวาสวัดสามพระยา กรรมการ มส.ในฐานะเจ้าคณะ กทม.ถอดเจ้าคุณเสนาะจากเจ้าอาวาสวัดสระเกศ แต่งตั้งพระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ เป็นรักษาการเจ้าอาวาส ทันที -15 มกรา 58 นายพนม ศรศิลป์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) บอกว่า.... “สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เห็นว่าทาง สตง.มีหนังสือแจ้งรายงานถึงความผิดปกติของการใช้งบประมาณแผ่นดิน ที่ใช้ในพิธีพระราชทานเพลิงศพสมเด็จพระพุฒาจารย์ 67 ล้านบาท มาอย่างต่อเนื่อง จำนวน 3 ฉบับ ฉบับสุดท้าย 8 ม.ค.58 สตง.ได้มารายงานทางลับโดยตรงกับผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ซึ่งผมก็อยู่ด้วยในเหตุการณ์ดังกล่าว เนื่องจากเป็นเรื่องลับที่ สตง.มารายงานต่อหลวงพ่อ ผมก็ต้องออกมาจากห้องของท่านด้วย ดังนั้น เรื่องการปลดพระพรหมสุธี จึงมีสาเหตุหลักมาจากการตรวจสอบการใช้งบประมาณแผ่นดิน จำนวน 67 ล้านบาทของ สตง.” -16 มกรา 58 มหาเถรสมาคมตั้งคณะกรรมการ 2 ชุด ชุดแรก "สมเด็จพระพุฒาจารย์" วัดไตรมิตรฯ สอบสวนข้อเท็จจริง กรณีเงินบริจาคที่ไม่โปร่งใส เมื่อครั้งพระพรหมสุธี รักษาการเจ้าอาวาส วัดโสธรวรารามวรวิหาร ปี 2547-2552 ชุดที่สอง "สมเด็จพระพุทธชินวงศ์" วัดพิชยญาติฯ ตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีงบประมาณแผ่นดิน 67 ล้าน -17 มกรา 58 นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าฯ สตง.บอก… "เรื่องยังไม่ได้ข้อยุติ ต้องตรวจต่อ รวมทั้งต้องขึ้นอยู่กับรักษาการเจ้าอาวาสวัดสระเกศรูปใหม่ว่าจะดำเนินการเรื่องนี้อย่างไร ถ้าหากมีเงินบริจาคในงานศพมากพอที่จะเบิกจ่ายทดแทนเงินงบประมาณฯ นำมาส่งคืนให้แก่รัฐ ก็สามารถทุเลาปัญหาลงได้บ้าง" -1 กรกฎา 58 นายชยพล พงษ์สีดา รอง ผอ.สำนักงานพระพุทธฯ บอกว่า.... พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ) กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดสระเกศ ทำหนังสือถึงนายพนม ศรศิลป์ ผอ.สำนักงานพระพุทธฯ แนบเช็คธนาคารกรุงไทย จำนวน 25,225,000 บาท มาด้วย รายละเอียดในหนังสือมีว่า.... "ตามหนังสือที่อ้างถึง พศ.ได้แจ้งให้ทราบว่า สำนักงบประมาณ ได้อนุมัติงบกลาง จากงบประมาณรายจ่าย ปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น 67,550,000 บาท เพี่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดพิธีพระราชทานเพลิงศพ สมเด็จพระพุฒาจารย์ ความละเอียดแจ้งแล้ว วัดสระเกศได้จัดพิธีพระราชทานเพลิงศพเสร็จเรียบร้อยแล้ว และได้ตรวจสอบค่าใช้จ่ายในการดำเนินการจัดพิธีพระราชทานเพลิงศพ รวมค่าใช้จ่ายจากเงินอุดหนุนดังกล่าว 42,325,000 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายอื่นที่เกิดขึ้นระหว่างงาน ได้เบิกจ่ายจากเงินผู้มีจิตศรัทธาบริจาค ดังนั้น จึงมีเงินอุดหนุนคงเหลือ 25,225,000 บาท จึงขอส่งคืนเงินอุดหนุนจำนวนดังกล่าว เพื่อประโยชน์ต่อทางราชการและประเทศชาติต่อไป" สรุป...คืนเงิน...จบ นายชยพลบอกว่า "อาจมีข้อยุติ เพราะถือว่าทางวัดได้คืนเงินให้แผ่นดินแล้ว"! แต่นับจาก กรกฎา 58 จนถึงมกรา 59 ประมาณ 6-7 เดือน......... ไม่มีเสียงตอบรับจากทั้งสำนักงานพระพุทธฯ และ มส. ในเมื่อพระพรหมสุธีไม่ผิด แล้ว มส.จะคืนความชอบธรรมให้เขาอย่างไร? จนถึงวันที่ 25 มกรา 59 ก็มีเหตุการณ์ตอบรับ 2 มาตรฐานของ มส. "พระพรหมสุธี กระทำอัตวินิบาตกรรม มรณภาพคากุฏิ"! ประเด็นที่ควรพินิจในกรณีนี้ คือ........ การปลดเจ้าคุณเสนาะออกจากกรรมการมหาเถรสมาคม หรือรัฐมนตรีสงฆ์ รวมทั้งถอดจากตำแหน่งเจ้าอาวาส เร็วส่อพิรุธ.....!? 15 ม.ค. ปลดฉับพลันทั้ง 2 ตำแหน่ง 16 ม.ค. ตั้งกรรมการสอบ กำหนด 2 เดือน 17 ม.ค. สตง.บอก เรื่องยังต้องสอบต่อ จะเห็นว่า มส.โดยสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง) ปลดก่อน-สอบหาข้อเท็จจริงทีหลัง!? สตง.เองก็บอก ยังต้องสอบสวนต่อ หมายถึงยังไม่เป็นที่ยุติ แต่เหตุใด และอาศัยข้อเท็จ-ข้อจริงใด มส.จึงปลดทันที? และกระทั่ง 1 ก.ค.58 สำนักงานพระพุทธฯ ก็รับทราบ-รับเงิน 67 ล้าน คืนจากวัดครบถ้วนแล้ว เรื่องทางคดี "ข้อหาทุจริต" เป็นอันยุติ แต่ทำไม มส.จึงไม่แสดงความรับผิดชอบ ด้วยคืนความชอบธรรมให้พระพรหมสุธี กลับทำเหมือนทิ้งมีดที่ปักคาหลังประจานอยู่อย่างนั้น นี้...2 มาตรฐานหรือเปล่า? เพราะเมื่อเทียบกับคดีธัมมชโย ถูกกล่าวหาถึงขั้นส่งฟ้องศาล ร่ำๆ จะติดคุกด้วยซ้ำ แต่ด้วยอำนาจทักษิณ อัยการขอถอนคดีเสียก่อน จากปี 2541 ที่ต้องคดียักยอกทรัพย์และเงินบริจาค จนถึงปี 2547 รวม 7 ปีเต็มๆ จะเห็นว่า มหาเถรสมาคม ไม่แตะต้องธัมมชโยเลย อ้างว่าเป็นข้อกล่าวหา คดียังไม่เป็นที่ยุติ แม้ "สมเด็จพระญาณสังวร" พระสังฆราช มีพระลิขิตถึงมหาเถรสมาคมสมัยนั้นถึง 5 ฉบับว่า ตามพระธรรมวินัย "ธัมมชโยต้องอาบัติปาราชิก" แล้ว! มหาเถรสมาคม ก็ไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตามพระลิขิต ซ้ำยังบิดเบือน-เฉไฉคำพระวินิจฉัย ด้วยข้ออ้างต่างๆ นานา นี่....จะเห็นความแตกต่างในการปฏิบัติของ มส.ชัดเจน คดีพระพรหมสุธี แค่ 3 วัน "ปลดเรียบ" ทุกตำแหน่ง โดยไม่สอบหาข้อเท็จจริงก่อน แต่คดีธัมมชโย 7 ปี และบวกอีก 12 ปี จาก 47-59 รวมเป็น 19 ปี มส.โดยสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ อุ้มธัมมชโยอยู่ในตำแหน่ง ทั้งที่ทั้งข้อเท็จ-ข้อจริง หึ่ง...ทั้งประเทศ! เอ้า...เรื่องเก่า ยกประโยชน์ให้โจรศาสนาก็ได้.... แต่เรื่องใหม่ คดียักยอกเงิน "สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น" เป็นหมื่นล้าน ที่ธัมมชโยพัวพันอยู่กับตัวการ "นายศุภชัย ศรีศุภอักษร" นั่น...ด้วยนิยามเดียวกันกับเคสพระพรหมสุธี! แต่พระพรหมสุธี 3 วัน..ปลด แม้คดีจบ ก็ไม่คืน-ไม่พูดถึง ด้วยอ้าง....... "เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของมหาเถรสมาคม และคณะสงฆ์โดยรวม รวมถึงไม่ให้เป็นที่เคลือบแคลงสงสัยของสังคมอีกต่อไป" แล้ว "ธัมมชโย" ล่ะ?... มส.อย่าอ้างในการอุ้มนะขอรับ ว่า..... "เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อความอยู่ดีมีสุขของมหาเถรสมาคม และธรรมกายโดยรวม รวมถึงไม่ให้เป็นที่เคลือบแคลงสงสัยของสังคม ต่อการหลอกขายสวรรค์แล้วนำมาแบ่งปันมส."? อาตมา ว่า...มีคนบอกว่าพระลิขิตของพระสังฆราชเป็นของปลอม แล้วใครปลอมถึง 5 ฉบับ แล้วบอกเรื่องเดียวคือเรื่องปาราชิกของธัมมชโยนี้แหละ เรื่องนี้เป็นความน่าเกลียดน่าชังอย่างยิ่ง อาตมาพูดด้วยลีลาโลกๆ ให้ฟัง แม้พระพุทธเจ้าก็ตรัสเรื่องเดรัจฉานวิชชา อิทธิปาฏิหาริย์ อาเทสนาปาฏิหารย์ ว่าเป็นเรื่องน่ารังเกียจน่าห่างไกล ฉันเดียวกับที่อาตมาใช้คำว่า น่าทุเรศ กับมหาเถรสมาคม อาตมาไม่ได้มีจิตรังเกียจ แต่พูดโดยโวหารให้ฟัง แต่อาตมาสงสารเขา

บทความที่สอง นสพ แนวหน้า บ้านเกิดเมืองนอน โดยสิริอัญญา “การอุ้มโกงแบบคืนเงินแล้วจบ” ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุคปฏิกูลทางกฎหมายครั้งสำคัญแล้ว นั่นก็คือเป็นยุคแห่งความเสื่อมทางกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมาย ที่กำลังลุกลามยิ่งกว่ าปลวกที่กินขื่อแปบ้านเมืองจนพินาศวายวอดไปทั้งหมด นั่นก็คือการขยายผลของความคิดและการปฏิบัติในเรื่องคืนเงินแล้วจบ ทั้งกรณีที่เกิดขึ้นในวงการสงฆ์ และวงการอื่นๆ โดยเฉพาะวงการสงฆ์นั้น มีการทำมาหากินกันเป็นล่ำเป็นสัน รู้เห็นเป็นใจให้คนห่มเหลืองที่เป็นปาราชิก เป็นอลัชชี เป็นเดียรถีย์ ประพฤติตนลวงโลก โกงวัด โกงชาติ โกงศาสนา โกงประชาชน ทำกันอย่างครึกโครมทั้งแผ่นดิน พอถูกจับได้ก็อุ้มโกงกันเป็นระบบ เป็นขบวน แล้วก็จะจบเรื่องแบบคืนเงินแล้วจบ ทรยศต่อพระธรรมวินัย ทรยศต่อกฎหมาย ชนิดไม่อายฟ้า ไม่เกรงดิน ไม่กลัวบาป ไม่กลัวนรกกันอีกต่อไปแล้ว ดังกรณีธัมมชโยที่เป็นปาราชิกตามพระลิขิตสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งมหาเถรสมาคมเมื่อครั้งที่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ยังทรงพระชนม์อยู่ เคยมีมติรับรองพระลิขิตเหล่านั้นและมีมติว่าพร้อมสนองพระบัญชา แต่ต่อมาก็บิดเบี้ยวไม่ทำตาม อันเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายซึ่งเป็นความผิดทางอาญาด้วย ต่อมาก็อาศัยอำนาจทางการเมืองถอนฟ้องคดีฉ้อโกงวัด จากนั้นก็อาศัยอำนาจอันวิปริตขอรับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ให้แก่ผู้ต้องปาราชิกอีก ซึ่งเป็นการล่วงละเมิดที่ร้ายแรงและเป็นการทำผิดกฎหมายที่ร้ายแรง ที่ทำกันได้ถึงเพียงนี้ก็แลเห็นได้อยู่แล้วว่าไม่ใช่แค่คนสองคนที่จะทำได้ และไม่ใช่แค่พระสงฆ์เท่านั้นที่จะทำได้ ย่อมต้องมีพวกนักการเมืองและนักกฎหมายตัวฉกาจร่วมสังฆกรรมอยู่ด้วย หาไม่แล้วจะทำเช่นนี้ไม่ได้เลย ข้ออ้างที่ใช้ทำการฉะนี้มีประการเดียวเท่านั้น คืออ้างว่าเรื่องจบไปแล้ว เพราะเอาที่ดินมาคืนวัดแล้ว เป็นการทรยศต่อพระรัตนตรัยอย่างออกนอกหน้า เพราะการเป็นปาราชิกนั้นไม่สามารถฟื้นคืนได้ ไม่ว่าปาราชิกข้อไหน เสพกามแล้วชักออกมาก็เป็นปาราชิก ลักทรัพย์แล้วเอาไปคืนหรือถูกจับได้ก็เป็นปาราชิก อวดอุตริมนุษยธรรมแล้วถูกจับได้ จากนั้นรับสารภาพว่าลวงโลกก็เป็นปาราชิก ฆ่ามนุษย์ตายไปแล้วก็เป็นปาราชิก พระวินัยบัญญัติชัดเจนอย่างนี้ ยังทรยศโดยไม่ละอายต่อบาป จึงเป็นต้นเหง้าของความเสื่อมของการบริหารพระศาสนาในประเทศไทย หลังจากนั้นก็เกิดลัทธิเอาอย่าง ดังเช่นกรณีการยักยอกงบประมาณแผ่นดินในงานพระราชทานเพลิงศพสมเด็จพระราชาคณะรูปหนึ่ง ที่ยักยอกเอาเงินไปถึง 67 ล้านบาท โดยใช้เงินบริจาคของชาวบ้านไปทำการแทนตามที่ได้รับงบประมาณนั้น ครั้นถูกครหาจับได้ก็คืนเงินแล้วบอกว่าจบแล้ว เรื่องแบบนี้กำลังเป็นแบบอย่างลุกลามไปในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ จึงเป็นเหตุให้มีการเอาแบบเอาอย่างอย่างกว้างขวาง ใครจะทำอุบาทว์ลามกเป็นปาราชิกอย่างไร ก็สามารถอ้างว่าจบแล้วเพียงแค่เอาทรัพย์ไปคืน แต่จะมีการเอาทรัพย์ไปแบ่งกันหรือไม่ เท่าใด ก็ต้องไปถามขบวนการที่เกี่ยวข้องกันเอง มาถึงวันนี้กลายเป็นว่ามีขบวนการทำมาหากินกับศาสนาที่ใหญ่โตมาก จนน่าตื่นตระหนกตกใจ มีการค้าสมณศักดิ์ที่ถือเอาผลงานจากการก่อสร้างเป็นหลักเกณฑ์ ไม่ได้ถือภูมิธรรมในพระศาสนาเป็นหลักเกณฑ์ ซึ่งเรื่องนี้เมื่อครั้งท่านเจ้าคุณปัญญานันทะยังมีชีวิตอยู่ ก็เคยประณามผู้ใหญ่หน้าโง่ที่ทำหน้าที่บริหารคณะสงฆ์อย่างรุนแรงมาแล้ว แต่ก็หาใครไยดีไม่ เพราะขบวนการนี้ยังมีอำนาจอยู่ในการบริหารคณะสงฆ์ เรื่องนี้เป็นรากเหง้าสำคัญ เพราะทำให้เจ้าคณะต่างๆ และผู้ได้สมณศักดิ์ต่างๆ เมื่อได้มาด้วยอามิสก็ย่อมแสวงหาอามิสและประพฤติผิดพระธรรมวินัยโดยไม่ยำเกรงผู้ใด เพราะถือว่ามีเจ้านายหรือลูกพี่คุ้มครอง ดังนั้นพวกทุศีล พวกอลัชชีเดียรถีย์จึงได้ช่อง ใช้อามิสเข้าซื้อหาตำแหน่งลาภยศจนคึกคักครึกโครมเสียยิ่งกว่าฆราวาสมากมายหลายเท่านัก ใครว่าง ๆ ก็ลองไปดูที่พุทธมณฑลเวลามีการประชุมมหาเถรสมาคม ก็จะเห็นรถราม้าช้างข้าทาสบริวารมากมายใหญ่โตเสียยิ่งกว่าการประชุมคณะรัฐมนตรีเสียอีก เมื่อการได้ยศได้วาสนาเป็นเพราะการแสวงหาทรัพย์สินเงินทองมาซื้อหาเอา จึงทำให้การแสวงหาเงินทองเพื่อเป็นต้นทุนในการซื้อหาตำแหน่งและสมณศักดิ์จึงขยายตัวออกไป ดังนั้นใครจะทำอะไรก็ได้ ขอให้ได้เงินและใช้เงินกับผู้มีอำนาจก็ย่อมเป็นผลสำเร็จ ดังนั้นสังคมไทยจึงได้เห็นพระเสพยาเสพติด พระเมาสุรา พระตั้งแก๊งเล่นการพนัน พระตั้งสำนักทำเดรัจฉานวิชา พระตั้งก๊วนแสดงจำอวดแสดงตลกโดยอาศัยการเทศนาบังหน้า กระทั่งทำมาหากินด้วยวิธีทุศีลต่างๆ ที่พระพุทธเจ้าทรงติเตียนโดยไม่ไยดี เหตุนี้จึงถึงเวลาแล้วที่ต้องปฏิรูปการบริหารกิจการศาสนา ที่สำคัญจะต้องแยกทรัพย์สมบัติของพระศาสนา ของวัด ให้เป็นทรัพย์สมบัติของวัด ของศาสนาชัดเจน ไม่ให้ใครสามารถยักยอกเอาไปใช้ประโยชน์ส่วนตนได้อีกต่อไป

บทความที่สาม เป็นรายงานข่าวมติชนรายวัน 31 มกราคม 59 ฉบับต่างจังหวัด เมื่อวันที่ 29 ม.ค. รายงานข่าวจากกรมสอบสวนคดีพิเศษแจ้งว่า จากกรณีพระสุวิทย์ ธีรธัมโม หรือพุทธะอิสระ วัดอ้อน้อย อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม ร้องขอให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตรวจสอบพฤติการณ์ที่น่าจะเข้าข่ายกระทำผิดอาญาของพระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ ธัมมชโย) เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย และเจ้าคณะผู้ปกครองคณะสงฆ์ที่เกี่ยวข้อง ในฐานะเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาและกฎหมายคณะสงฆ์ และขอให้รับเป็นคดีพิเศษ โดยดีเอสไอ ได้สืบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ศาล สำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มหาเถรสมาคม กองบังคับการปราบปราม ผู้ตรวจการแผ่นดิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปรากฏข้อเท็จจริงทาง การสืบสวนสรุปได้ กรณีพระธัมมชโยถูกกองปราบปรามแจ้งข้อกล่าวหาและสั่งฟ้องต่อศาลอาญา ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147 และ 157 โดยจำเลยให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และขอสู้คดีในชั้นศาล ซึ่งเมื่อผ่านการต่อสู้ในชั้นศาลเป็นระยะเวลาเกือบ 7 ปี พนักงานอัยการได้ยื่นคำร้องขอถอนคดีต่อศาลอาญา ให้เหตุผลสรุปได้ว่า จำเลยกับพวกได้มอบทรัพย์สินทั้งหมด ที่มีทั้งที่ดิน และเงินอีก 959,300,000 บาท คืนให้แก่วัดพระธรรมกายแล้ว การ กระทำดังกล่าวจึงเป็นไปตามพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราช โดยครบถ้วนทุกประการ อย่างไรก็ตาม การกระทำของพระธัมมชโยถือเป็นการกระทำผิดที่ครบองค์ประกอบความผิดฐาน เป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตน หรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต และเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติและละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต และโดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147 และ 157 ทุกประการแล้ว แม้จำเลยจะนำทรัพย์ที่ได้ยักยอกมาคืนให้แก่วัดพระธรรมกายในภายหลัง ก็เป็นเพียงการพยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิดที่ได้กระทำลงไป ที่สำคัญที่ดินที่มีข้อพิพาทในแทบทุกรายการ เกิดจากการใช้ตัวแทนไปติดต่อขอซื้อที่ดินจากเจ้าของที่ดินโดยตรงแทบทั้งสิ้น ไม่ได้เกิดจากการที่เจ้าของที่ดินยินยอมยกที่ดินให้กับทางวัด หรือบริจาคเงินให้กับวัดเพื่อให้ไปซื้อที่ดิน ให้พระธัมมชโยเป็นการส่วนตัว เมื่อซื้อแล้วพระธัมมชโยได้อนุมัติให้เบิกจ่ายเงินในบัญชีของวัดพระธรรมกายไปซื้อ ที่ดินดังกล่าว และกลับใส่ชื่อของตัวเอง แทนที่จะเป็นชื่อของวัดเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ การที่จำเลยไม่ยอมมอบที่ดินคืนให้แก่วัดทันทีตามลิขิตของพระสังฆราช ที่ว่า "ส่วนที่มิใช่เป็นการลงโทษ แต่เป็นการทำที่ถูกต้อง คือต้องมอบสมบัติทั้งหมดที่เกิดขึ้นในขณะเป็นพระให้แก่วัดทันทีไม่คิดให้โทษ เพราะคิดในแง่ยกประโยชน์ให้ ว่าในชั้นต้นอาจมิใช่มีเจตนา ถือเอาสมบัติของวัดเป็นของตนจริงๆ แต่เมื่อถึงอย่างไรก็ไม่ยอมมอบคืนสมบัติที่เกิดขึ้นในขณะเป็นพระให้แก่วัด ก็แสดงชัดแจ้งว่าต้องอาบัติปาราชิก ต้องพ้นจากความเป็นสมณะโดยอัตโนมัติ ต้องถูกจัดการอย่างเด็ดขาด" แต่พระธัมมชโยไม่ยอมคืนที่ดินให้วัด แต่กลับต่อสู้คดีทางศาล ซึ่งใช้เวลายาวนานกว่า 7 ปี เมื่อจำเลยรู้ว่าไม่มีทางที่จะทำให้ชนะคดี จึงยอมมอบทรัพย์สินที่มีข้อพิพาท คืนให้กับทางวัด การกระทำเช่นนี้ของพระธัมชโยกับพวกเป็นการกระทำที่มีเจตนาในการกระทำความผิด ไม่อาจทำให้การกระทำความผิดที่สำเร็จไปแล้วกลับกลายมาเป็นไม่มีความผิดไปได้ ในส่วนกรณีอาบัติปาราชิกนั้น เมื่อวันที่ 5 เม.ย.2542 กรมการศาสนาได้นำพระดำริสมเด็จพระสังฆราชที่มีพระดำริเพิ่มเติม กรณีเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายต้องอาบัติปาราชิก เข้าสู่ที่ประชุมมหาเถรสมาคมพิจารณา และที่ประชุมมีมติมอบเอกสารให้เจ้าคณะภาค 1 พิจารณา โดยตามพ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 มาตรา 8 บัญญัติว่า สมเด็จพระสังฆราชดำรงตำแหน่งสกลมหาสังฆปริณายก ทรงบัญชาการคณะสงฆ์ และทรงตราพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช โดยไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมาย พระธรรมวินัย และกฎมหาเถรสมาคม เมื่อสมเด็จพระสังฆราชมีพระวินิจฉัยในกรณีพระธัมมชโยแล้ว มหาเถรสมาคมย่อมต้องสนองพระลิขิตที่สมเด็จพระสังฆราชประทานมาทั้งหมด ตามที่มหาเถรสมาคมมีมติที่ 193/2542 ให้สนองพระดำริโดยตลอดให้ชอบด้วยกฎหมาย พระธรรมวินัย และกฎหมายเถรสมาคม แต่กลับปรากฏข้อเท็จจริงว่า มีการติดตามผลเพียงเรื่องเดียว คือ ติดตามรับมอบและคืนที่ดินของวัดพระธรรมกายเท่านั้น ในส่วนประเด็นวินิจฉัยของสมเด็จพระสังฆราชว่าพระธัมมชโยต้องปาราชิกนั้นยัง ไม่ได้มีการดำเนินการ ทั้งที่ผลการดำเนินการคดีทางโลกเสร็จสิ้นแล้ว ซึ่งจากพยานหลักฐานทั้งในชั้นพนักงานสอบสวน และพนักงานอัยการ ต่างมีพยานระบุยืนยันเจตนาการกระทำผิดของพระธัมมชโยอย่างชัดเจน จึงชี้ชัดได้ว่าพระธัมมชโยได้กระทำผิดโดยเจตนาแล้ว แต่ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในฐานะเลขาธิการมหาเถรสมาคมยังไม่สนองงานตามพระบัญชาของสมเด็จพระสังฆราชให้ครบถ้วนทุกประเด็น โดยเฉพาะเรื่องการดำเนินการในเรื่องการลงนิคหกรรมแก่พระธัมมชโย ที่ต้องอาบัติปาราชิก จึงถือเป็นหน้าที่ตามระเบียบและกฎหมายที่มหาเถรสมาคม และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด โดยต้องนำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของมหาเถรสมาคมโดยเร็วต่อไป หากปล่อยปละละเลยไม่ถือปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ อาจมีส่วนในการถูกพิจารณาความผิดทางอาญาฐานเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยดีเอสไอเห็น ว่ายังมีประเด็นที่สำนัก งานพระพุทธศาสนาแห่งชาติต้องพิจารณาใน 2 กรณี คือ 1. การดำเนินการให้พระธัมมชโยต้องอาบัติปาราชิกตามลิขิตสมเด็จพระสังฆราช ที่มีมติมหาเถรสมาคมรับรองให้ถือเป็นคำสั่งที่ชอบและต้องปฏิบัติตามให้ครบถ้วน และ 2. ให้พิจารณาดำเนินการกับเจ้าคณะผู้ปกครองสงฆ์ชั้นต้น ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบในการดำเนินการตามข้อ 1 อาตมา ว่า...ขออภัยถามว่าขี้ออกจากก้นไปแล้ว จะเอาขี้นี้มาใส่ปากกินเข้าไปอีกเหมือนข้าวได้หรือไม่?...ไม่ได้ ก็วิจัยวิจารณ์มามากแล้วจนน้ำลายแห้ง ถ้าเอาน้ำรดหัวตอก็ยังเปียก แต่นี่รดลงไปแห้งเหือดไปหมด

สื่อธรรมะพ่อครู(ประวัติศาสตร์อโศก) ตอน พ่อครูให้ใช้คำว่า “สมณะ” อย่าเรียก “พระ” ต่อไปนี้พวกเราอย่าเรียกพวกเราเองว่าพระ ขอให้พระนี้ไปตกกับพระมหาศาล ต่อไปนี้พวกเราเรียกกันว่าเป็นสมณะเท่านั้น อย่าไปเรียกว่าพระ ขอเรียกพวกเราว่าสมณะดีแล้ว มันเป็นไปโดยธรรม เราได้ประกาศลาออกจากมหาเถรสมาคม มาเป็นนานาสังวาสต่อหน้าพระสังฆาธิการและพระลูกวัดอีก 180 รูปแล้ว ตั้งแต่ปี 2518 แต่วันร้ายคืนร้าย เขาก็ดึงพวกเราเข้าไปอีก มาฟ้องร้องเป็นคดีความอีก ซึ่งที่จริงนานาสังวาสกันไม่ให้ทำสังฆกรรมกัน แต่เขาก็ทำการบอกว่าอัปเปหิพวกเราออกมา บอกว่าน่ารังเกียจ แท้จริงแล้วใครน่ารังเกียจกันแน่ นี่เป็นพฤติกรรมที่มหาเถรสมาคมทำกับพวกชาวอโศก ก็รู้ว่าพวกเขาไม่ประสีประสาเหมือนเด็กๆ ก็ไม่ถือสา แต่มันก็ต้องฟ้องบอกต่อประชาชน ต่อศาส นิกชน ให้รู้ว่าการกระทำนี้พฤติกรรมของเถรสมาคมนั้นกระทำอย่างนี้ มันน่ารังเกียจ พอดึงเข้าไป ก็ไปว่าความ ไปลงมติ ประชาชนที่ยอมรับนับถือเถรสมาคมก็พลอยรังเกียจอาตมามาจนถึงทุกวันนี้ ก็น่าสงสาร เขาไม่รู้เขาก็เชื่อตามองค์กรหลักของประเทศ เรียกว่าเป็นสถาบันของประเทศ เป็นสถาบันหลักทางศาสนาเลย อาตมาไม่รู้สึกเจ็บปวดหรอกเพราะเข้าใจสัจธรรมอยู่ มันไม่ได้เจ็บปวดจริงๆ แต่พูดถึงความเป็นจริงสู่กันฟัง ให้เห็นว่าความเลอะเทอะ ความไม่อยู่กับร่องกับรอย ความเหลวเละของวงการศาสนาพุทธเป็นเช่นนี้ ก็ต้องพูดสู่กันฟัง เป็นเรื่องเจตนาให้รับรู้กันว่าต้องปรับปรุง ต้องปฏิรูป ต้องจัดการจริงๆ ถ้าไม่จัดการ ยิ่งปล่อยยิ่งเละยิ่งเลอะเทอะมันอุบาทว์ใหญ่แล้ว มันถึงขั้นการเงินก็แล้ว

สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐกิจบุญนิยม) ตอน ก้าวหน้าอย่างมาก มีแต่ถอยหลังอย่างน่ากลัว ต่อไปจะอ่านบทกวีที่อาตมาได้แต่งขึ้นมา

ความก้าวหน้าอย่างมากนั้น มีแต่ถอยหลังอย่างน่ากลัว

(1) เพชรไทยมีหนึ่งให้ โลกเอย ล้ำยุคกว่าใครเคย กล่าวกล้า เกินปราชญ์ชาติใดเฉลย แก่ภพ เลยแล คำตรัสหยัดฟ้องฟ้า ชัดท้าโลกีย์ (2) คงมีเคยสดับบ้าง วิเศษพจน์ ภูวนารถไทยกำหนด ตรัสไว้ คือเศรษฐกิจใหม่สด กว่าโลก มีแฮ ทำ แบบคนจนให้ สำเร็จไซร้เป็นเจริญ

(3) เกินยินเกินคิดได้ สามัญ เพราะโลกตีบตื้นตัน หมดแล้ว ก้าวหน้า แข่งรวยกัน จนสุด ทางพ่อ ผู้ชนะจึ่งบ่แคล้ว เล่ห์ล้วนกลเลว (4) ลงเหวกันหมดถ้วน มวลมนุษย์ โลกตกต่ำถึงจุด โปรดรู้ ก้าวหน้าอย่างนั้นสุด เสื่อมหนัก แล้วนา มีแต่ถอยหลังกู้ บ่ได้น่ากลัว (5) เพราะมัวแต่มุ่งหน้า สะสม โลภจัดทุนนิยม ใหญ่เบิ้ม สร้างอาวุธรวยจม บรมจัด จิตวิทยาเยิ้มเคลิ้ม คร่าซื้อเครื่องประหาร (6) บ้านเมืองเรืองรุ่งด้วย กลลวง แข็งนอกแต่ในกลวง โง่เหง้า มารยาททุกชาติหวง จริงกลบ ไว้เลย มีแต่ลิงหลอกเจ้า ทั่วแคว้นโลกา (7) ก้าวหน้ากันอย่างนั้น พึงคะนึง เถิดเทอญ รวยแข่งกันจนตึง เครียดแค้น กับจนแต่เข้าถึง ธรรมเมต- ตารา เผื่อแผ่แม้ดูแม้น ต่ำต้อยแต่จริง

สไมย์ จำปาแพง 27 ม.ค. 2559 นัยปก เราคิดอะไร ฉบับ 308 ประจำเดือน มีนาคม 2559

มาพัฒนาตนเองใ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน