580803_ธรรมาธรรมะสงคราม บ้านราชฯ ว.นบ.การศึกษาในวงจรอาริยะ.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580803_รายการธรรมาธรรมะสงคราม ที่บ้านราชฯ เรื่อง ว.นบ.การศึกษาในวงจรอาริยะ โดย พ่อครูสมณ ะโ พ ธิรักษ์
พ่อครูว่า … ขณะนี้ 18:26 น. จะอธิบายต่อเลย ถึงที่หนึ่งฟ้าเขาได้พยายามรวบรวมองค์ประกอบไปสู่การบรรลุธรรมสั้นๆคร่าวๆ อาตมาก็เอามาอุเทสต่อ เขาเริ่มตั้งแต่กายกับสัญญา สัญญาใช้เรียนรู้ตั้งแต่เริ่มต้น ตั้งแต่กำหนดรู้องค์ประกอบรูปกับนาม เมื่อรูปนามประชุมกันเป็นสามเส้า เกิดธาตุรู้ ก็ถ้าอวิชชาแต่ต้นก็ปรุงแต่ง สังขารกัน เป็นสัตว์เดรัจฉาน สัตว์เทวดาเก๊ทันที สัตว์เดรัจฉานก็คือพวกร้าย เทวดาเก๊คือพวกหลอก ปุถุชนจะเห็นด้วยอวิชชาหลอกเช่นนี้ ใครจับสภาพสัตว์โอปปาติกะไม่ได้ ผู้นั้นก็ไม่ได้ศึกษาที่รวมเรียกว่าเวทนาหรือสังขาร ที่เป็นสัตว์นรกหรือเทวดาปลอม ลึกไปกว่าสัตว์ก็คือเทวดาปลอม ลึกไปกว่าเวทนาก็คือจิต จิตที่ทำงานที่ทำให้เกิดสัตว์นรก เทวดาคือตัณหา เราก็ต้องเรียนรู้ร้อยเรียง ผู้ใดใช้สัญญาไม่เป็น ต้องมีธัมวิจัยสัมโพชฌงค์ ที่เป็นตัวสำคัญ มีสติ ธัมวิจัย วิริยะ ทำงานเร ิ่ มเห็นกิเลส จับตัวผี เทวดาปลอมที่เป็นสักกายะได้ก็มีปีติแล้ว จนชอนไชถึงเหตุที่ทำให้เกิดสัตว์นรกก็จัดการให้สัตว์นรกอ่อนแรงจนตายไปได้เรื่อยๆ ทำได้ก็สงบลงก็มีปัสสัทธิ สั่งสมเป็นสมาธิ อุเบกขา ก็ทำทุกการกระทำ ตั้งแต่หายใจเข้าออก กระพริบตา มีอิริยาบถทุกอย่างก็คือกรรม ทั้งสังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ ก็เป็นกรรม มีสติกับความพยายามก็เป็นสัมโพชฌงค์ วิจัยให้รู้จุดสำคัญที่ต้องปหานให้สำเร็จให้ได้ผลไปเรื่อยๆ ต้องมีสัมมาทิฏฐิเป็นตัวประธานแต่ต้น หนึ่งฟ้าก็หยิบเอาทิฏฐิ ที่เป็นทิฏฐิสัมปทาในแสงอรุณ 7 ก็ขอแวะวิจัยโครงสร้างของ บ้าน วัด โรงเรียนก่อน อย่างว.นบ.เป็นโรงเรียนที่ครบบริบูรณ์ในสัมมาสิกขา ในไตรสิกขา เรียบร้อย เกิดผลเป็นญาณ เป็นวิมุติ จนถึง
อ่านต่อ
วิมุติญาณทัสนะบริบูรณ์ โรงเรียนศีลเด่น เป็นงาน ชำนาญวิชา หรือศีลเก่ง เคร่งงาน ชำนาญวิชา จนถึง ศีลเต็ม เข้มงาน สืบสานวิชชา ที่นี่สัมมาอาชีวะก็พ้น เพราะพ้นมิจฉาอาชีวะ 5 กุหนา ลปนาไม่มี ไม่ได้มอบตนในทางที่ผิด มีมิตรดีสหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี มีศีล คุณมาด้วยฉันทะของคุณ แล้วก็มาด้วยอัตตาของแต่ละคนก็จะได้เริ่มรู้ทิฏฐิ แล้วก็ใครประมาทก็แล้วแต่ของใคร ก็ทำโยนิโสมนสิการไปได้แต่ละคน ในหมู่บ้านคือโรงเรียนแล้วในโรงเรียนมีสังคม ทุกอิริยาบถ มีการศึกษา มีทั้งตำรวจ มีทั้งครู มีผู้ช่วย มีคนช้อนรับ มีทั้งผู้โขก มีผู้ทำแผลให้ ของเรามีหมด กินอยู่หลับนอน ตื่นเช้ามา ก็มีขอเชิญ ว.นบ. อยู่กลุ่มไหนไปทำงานไหนๆ แม้จิตใจไม่อยากไปแต่ก็ต้องไป ได้ล้างอัตตา ขัดเกลาตนแล้วใครดึงดันก็ทำตามอัตตา แต่ใครทำได้ตามหมู่ก็ล้างอัตตา เพราะที่นี่เป็นปัญญาชนมากัน ก็มีคนคอยดูแลติงเตือนว่า ทำอย่างไหนจะเหมาะ อันไหนทำมากไป ก็เตือนกัน อย่างวันก่อน ปฐมอโศกก็ว่าระเบิดลง แต่ระเบิดลงแล้ว แต่ก็หลายคนก็ว่ามาอีกว่า ที่พ่อท่านว่ามานี้มีคนส่อเสียดมา ก็ฟังแล้วก็มองไปแง่นี้ไม่ปรับปรุงอีก คือคนของเราฉลาดแกมโกงก็ยังมีแฝงๆ ขณะนี้พวกเราก็อยูในโรงเรียนที่พร้อม เป็นนร. 24 ชม.นร.ที่เรียนศีลเด่น เป็นงาน ชำนาญวิชา ก็เข้าห้องเรียนบ้าง ไปทำงานอยู่กับศีลธรรม มากกว่า 40 % ทำงาน 35% ส่วนปริยัติก็ 25 % ได้สัดส่วนมาก เป็นโรงเรียนที่บริบูรณ์มาก เด็กๆที่มาเรียนเป็นบุญกุศลของเขามาก แต่เขาไม่ค่อยเข้าใจก็ดื้อบ้าง แต่พวกเราโตแล้วก็เข้าใจ ไม่หลบเลี่ยงก็ศึกษาฝึกฝนไป นี่เป็นบ้าน วัด โรงเรียนที่สมบูรณ์แบบแล้ว คนก็อาจไม่เข้าใจ ที่นี่เรียนฟรี ช่วยกันเป็นแรงงานนี่แหละ สร้างสรรทำไป อาศัยกินใช้ไป มีส่วนเหลือเกินก็สร้างสรร พวกเราอยู่ในรุ่นบุกเบิกก็สร้างบ้านแปลงเมืองก็ใช้ทุนเยอะหน่อย จนสร้างได้ก็ใช้น้อยลง จนได้อาศัยใช้สอย เหลือแต่ซ่อมแซมรักษา ครบสภาพ คนมีคุณ บุญมีค้ำ กิจกรรมมีผลเจริญ
คนทางโลกจะยังไม่รู้ไม่เห็นไม่เข้าใจ ว่าพวกเราได้สร้างสรร เป็นโรงเรียนที่น่าจะมาเอาส ิ่ งดี ไปทางโลกมีแต่มอมเมา เขาไม่เข้าใจ ไปเสียเงินเรียน รร.นานาชาติ ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยหัวสูง มาที่นี่มามักน้อยสันโดษ ขยันหมั่นเพียร ไปโน่นมีแต่หัวสูงหยิบโหย่ง เขาเอาเงินไปถมไปเสีย ไปนิยมทางโน้นกัน แต่ทางนี้ไม่แลกัน ไม่เห็นคุณค่ากันก็เป็นกาละของยุคสมัย อาตมาไม่กลัวเลย ที่อาตมาพาทำทฤษฎีพระพุทธเจ้าหรือทฤษฎีในหลวง แบบคนจนหรือขาดทุนของเราคือกำไรของเรา ทำแบบกระจอกๆแบบเรา อาตมาไม่เคยกลัวว่าจะไม่รุ่งเรือง มันจะก้าวหน้าไปเองตามลำดับดีมากแล้ว สังคมที่ไม่เป็นของส่วนตัว แต่อุดมสมบูรณ์ อาตมาเห็นว่าราชธานีอโศก ต่อไปจะครบวงจรธรรมชาติ พลังงานก็ไม่ต้องซื้อ ได้จากพระอาทิตย์ได้เต็ม เหลืออย่างเดียวพวกเราอย่าเป็นคนสุรุ่ยสุร่าย ให้เก็บงำรักษา ต้องเรียนรู้อนุรักขณาปธาน ผู้ใหญ่จะเป็นตัวอย่างแก่เด็ก ก็คือฝึกความเป็นนักศึกษาในขยะวิทยา อาตมาไม่อยากให้นักท่องเที่ยวมายุ่งที่นี่ แต่นักท่องเที่ยวจะมา ถ้านักศึกษามาเรายินดี แต่นักท่องเที่ยวคือคนเที่ยว เป็นคำต่ำ มาพูดถึงเรื่องการศึกษาต่อ อาตมาตั้งแต่เป็นฆราวาส ก็เคยคุยกับแฟนว่าหากมีโอกาสจะตั้งโรงเรียนชื่อวังชีวิต ก็คือเป็นความคิด ความฝัน แต่พอมาบวช ก็ได้มาตั้ง มหาลัยวังชีวิต ก็มาเป็นอะไรต่อมาก็ตกที่ ว.นบ. แต่จะเป็นรูปเรื่องได้ ก็ขึ้นอยู่กับพวกคุณ แม้จะสร้างสถานที่ห้องหับมากมาย แต่ไม่มีคนก็ไม่ได้เรื่อง แต่ถ้ามีคนก็จะเกิดได้อย่างเป็นสัดส่วนได้ ก็ต้องใช้ทุนเหมือนกัน ก็ให้การศึกษาเขาสะสมเงินการศึกษาไว้ ก็ว่าทำไมไม่ถึง 30 ล้านเสียที เพราะการสร้างอาคารเรียนก็ต้องใช้เงินมากเลย ตึกการศึกษานี้จะเป็นตึกว.นบ. แต่ว.นบ.จะไม่เอานิตินัย แต่อย่างอื่นการศึกษาอื่นก็มารวมไว้ในนี้หมด เกิดประโยชน์ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ จะอยู่กันอย่างมีสัมมาคารวะ จะได้ฝึกสัมมาคารวะ พวกเรามีกันบ้างแต่ไม่ดีไม่งดงามพอ ไม่ต้องบังคับกัน แต่ให้สำนึกด้วยปัญญา ให้เคารพด้วยจริงใจ ไปบังคับให้เขาเคารพไม่ได้น่าภูมิใจเลย แต่เขาเคารพด้วยจริงใจนี่ดีกว่า ความรู้ทางโลกเราก็จะรู้ไปกับเขาอันที่จำเป็นและสำคัญ เช่น ความรู้เมื่อก่อน วัตถุไม่เจริญก็ใช้พลังงานทางจิต มีอิทธิปาฏิหาริย์ตาทิพย์หูทิพย์ เหาะได้ ดำดินได้ เขาก็ต้องใช้ด้วยจำเป็น แล้วเขาก็มีจริง แต่ยุคนี้เป็นยุคปัญญา อย่างอาตมานี้ ไม่ได้ดีเลยในความสามารถทางจิต ที่เป็นเทวนิยม แต่ก่อนนี้ได้พอสมควรแต่เดี๋ยวนี้ไม่เอา ก็เคยเล่าว่าหนังเหนียวอย่างไร เราก็ไม่ได้ทำแบบนั้นแล้ว เราก็ทำความจริงตามยุคสมัยไป ยังใช้ไม่เก่ง วันนี้ก็จะเปลี่ยนระบบคอมฯ ที่จะเปลี่ยนระบบ มันก็ต้องเรียนรู้ใหม่จะดีขึ้น สะดวกขึ้น ส ิ่ งเหล่านี้หมุนไปตามวัฏสงสาร แต่ละคนมีชีวิตไม่ได้แคบๆสั้นๆ แต่ว่ามีชีวิตไปตามการศึกษา แต่อีกพวกก็มีชีวิตยาวแต่ไม่ได้มีการศึกษา ก็จะจมไปกับนิทานโลกีย์ เป็นตัวละคนหนึ่งที่ทุเรศทุรังการเยอะ โดยไม่รู้ตัวหรอก หลงตัวว่าเก่ง ดีวิเศษ แต่ที่จริงเลวสุดๆ แต่เราเข้าใจแล้วก็จะลดลงมา ชีวิตเราหากยาวไปก็จะได้ความประเสริฐ ส่วนทางโน้นก็จะกลายเป็นมนุษย์อบายไป ยุคนี้คนมีปัญญาดีจึงจะมาเอา คนไม่มีปัญญาก็จะเป็นเหยื่อโลกีย์ สัตว์นรก หมู่ใหญ่ แต่หมู่ใหญ่ก็คือมีสิ่งที่เป็นพฤติกรรมเลวร้าย แม้หมู่เล็กคนดีคนประเสริฐก็มีคุณธรรมเหมือนปรอทกับโฟมก็ถ่วงกันได้ พวกเราเหมือนปรอท แต่พวกที่ซับซ้อนหลอกกันเป็นเทวบุตรมารก็จะมีเยอะ เหมือนโฟม มันเป็นสัจจะวัฏสงสารที่จะหมุนเวียนไปนิรันดร อาตมายังไม่รู้มาก รู้เอามาพูดได้ไม่มาก อาตมาไม่ใช่ปาง 7 ที่สูงส่งเท่าไหร่ อีกนานกว่าจะถึงปางแปด พากเพียรไป จะได้เห็นความจริง อย่างที่อาตมาบอก แบบคนจน ที่ในหลวงตรัสจะยิ่งใหญ่ ไม่ใช่เฉพาะในไทย แม้ต่างประเทศก็จะยอมรับ เพราะสังคมสาธารณโภคีเป็นสังคมเต็มรูปแบบแล้ว เป็นทั้งประชาธิปไตย ทั้งสังคมนิยม ทั้งคอมมิวนิสต์ เป็นทั้งราชาธิปไตย เป็นแบบที่หมดเชื้อหมดตัวตน ทำเพื่อผู้อื่นหรือเพื่อมวลมนุษยชาติได้ จิตจะเป็นเช่นนั้นจริงๆ จะเป็นภาษาที่เรียกว่าเผด็จการก็ตาม แต่พระพุทธเจ้านี่ยอดเผด็จการเลย ท่านตราวินัย ธรรมนูญของศาสนา ท่านบัญญัติคนเดียวแล้วห้ามแก้ด้วย แม้กฎหมายลูกคือพระวินัยท่านก็ตั้งเอง แล้วทุกคนก็ยอมให้เพราะท่านไม่มีตัวตน ท่านใช้ปัญญา สัจจะทำอย่างซื่อสัตย์ที่สุด เป็นกลางที่สุดไม่เข้าใครออกใครเลย แต่ทุกวันนี้เขาออกความเห็นออกกฎหมายเพื่อตัวกูของกูทั้งนั้น หลักใหญ่เพื่อผู้อื่น เพื่อมวลประชาชนเพื่อมนุษยชาติ ถ้าจริงก็นี่แหละประชาธิปไตย นี่แหละคอมมิวนิสต์ นี่แหละเผด็จการ แต่เขาเถียงกันไป เนื้อแท้ก็คือเพื่อประชาชน ส่วนของประชาชน โดยประชาชน ก็ดูว่าพวกที่ไปทำงานบอกว่าทำเพื่อประชาชน แต่เพื่อประชาชนจริงไหม จิตสะอาดบริสุทธิ์จริงหรือ ไม่หรอก ไม่รู้กิเกลส สักกายะ อนุสัย อาสวะ เขาไม่รู้หรอก แต่ลึกๆ ก็แฝงด้วยความเอียงอคติ 4 ความจริงอยู่ที่คนจะล้างกิเลสเกลี้ยงเท่าไหร่ ได้เท่าไหร่ก็จะได้มาเป็นคนรับใช้สังคมได้เท่านั้น มาร่วมกัน มีอัตตาก็ง้องแง้งกันบ้างก็ลดละไป ชาวอโศกรวมกันเป็นชุมชน แม้ราชธานีอโศกก็ 20 กว่าปีแล้ว ไม่เห็นมีคดี โทสมูลหรือราคมูลก็ไม่ได้หยาบคายอะไร มีบกพร่องบ้างตามสมควร เราก็ต้องทำให้ดียิ่งขึ้น ไม่มีทางอื่นนอกจากทางที่พระพุทธเจ้าพาทำนี่แหละ เชื่อไหมว่าพระพุทธเจ้าเป็นผู้ประเสริฐสุดในมนุษย์ อาตมาก็พยายามทำตามพระพุทธเจ้าก็ได้เท่านี้ พวกคุณก็พยายามพัฒนากันมาก็สืบทอดกันไปตามลำดับ แล้วก็ไม่ต้องไปคิดถึงเวลาหรือกาละ แต่ละคนๆ มันเกิดนับชาติไม่ถ้วนหรอก ไม่ต้องไปคิดถึงมัน ทำปัจจุบัน ปัจจุบันเป็นความจริง อดีตหรืออนาคตเป็นมิจฉาทฺิฏฐิทั้งสิ้น อย่างที่หนึ่งฟ้าเขาเขียนต่อ ในทิฏฐิ 62 มีอดีต 22 และอนาคต 44 แล้วมีทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิอีก 5 คือกาม และฌานอีก 4 ที่เป็นฌานแบบมิจฉาทิฏฐิหรือสัมมาทิฏฐิก็ได้ แม้ทิฏฐิว่ากามคือความสุขสุดยอด ก็เป็นกามเทพ นอกนั้นก็ไปทางอัตตา ก็ ฌาน 1 2 3 4 ใครหยุดได้แค่ไหนก็เป็นเทพองค์ใดองค์หนึ่งเท่านั้น แม้ฌาน 4 ก็ติดอุเบกขา เป็นวิปัสนูปกิเลส แม้จะติดก็ยังจริง ทิฏฐิปัจจุบัน 5 ก็มีทั้งกามสุขัลลิกะกับอัตตกิลมถะแค่นี้ ก็เป็นความจริงกว่าอดีตหรืออนาคต ถ้าทำเสร็จในปัจจุบัน จะดีหรือชั่วก็ปัจจุบัน ถ้าไม่มีปัจจุบันก็ไม่มีสิทธิ์พัฒนาได้ ก็จะไปตามวิบาก เราอย่าผ ลัด วันประกันพรุ่ง แต่อย่าทำเกินตัวให้หนักไปแรงไป มันไม่ดี ทำลายตัดแรงก็ไม่ดี ดีไม่ดีเจ็บป่วยเสียสุขภาพร่างกายพิการได้ อย่าให้เกินไป คนเราจะออเซาะตัวเอง นิดๆหน่อยๆก็ขี้เกียจไม่อยากอุตสาหะวิริยะ บางทีมันก็ยาก ต้องกระทบกระเทือนบ้างก็ไม่อยากจะให้มีสิ่งเหล่านี้ทำให้เราไม่แข็งแรงไม่เป็นนักสู้นักพากเพียร ก็จะออเซาะตัวเองโอ๋ตัวเองมากนัก ให้เป็นผู้ตั้งตนบนความลำบากกุศลธรรมเจริญยิ่ง พวกเรากว่าจะมาลงตัวเป็น ว.นบ.ก็นานเลย แม้ขณะนี้ก็มีวิทยาลัยลำลองอีกอันคือ ว.บบบ.ก็เข้าท่าอยู่ นอกนั้นก็เป็นนิตินัยได้ แต่ว.นบ.และว.บบบ.จะเป็นพฤตินัย พูดถึงความจริงอย่างไม่ ขณะนี้พวกเราได้เข้าสู่วงจรอาริยะ เป็นการศึกษาเล่าเรียนกันจริง การศึกษาเล่าเรียนก็ศึกษากันนานนับชาติ อาตมาก็ศึกษา พวกคุณก็ศึกษาเล่าเรียนกัน หรือใครเรียนจบอรหันต์แล้วจะไม่เรียนต่อคุณมีสิทธิ์ทำได้ ปรินิพพานได้ แต่จะต่อก็ได้ อรหันต์แยกอัตภาพได้ อนัตตาได้ ปรินิพพานเป็นปริโยสานได้ แต่จะศึกษาต่อก็ตัวใครตัวใคร อย่างอาตมารู้ตัวเองเข้าใจตัวเองว่าอาตมาก็มีความคิดไม่อยากจะต่อหรอก เมื่อเห็นทุกข์ของการเกิดมาเป็นร่างมนุษย์ เกิดแก่เจ็บตาย เมื่อเร ิ่ มเป็นอรหันต์ต้นๆ เห็นทุกข์จนถึงขนาดให้คนฆ่าตนเองตายหรือฆ่าตัวตาย พระพุทธเจ้าว่าผู้มีจิตถึงนี้เป็นได้ แต่เป็นผู้ไม่ควรตำหนิ เป็นอจินไตย เป็นอรหันต์สายปัญญา พุทธนี่เป็นสายปัญญาแท้ เมื่อเป็นอรหันต์หากจะไม่อยากเกิดอยากต่อ แต่เมื่อเป็นอรหันต์แล้วจะต่อภพภูมิส่วนใหญ่ เมื่อได้อุภโตภาควิมุติจะมีสำนึกมีปัญญา เพราะหนึ่งทุกข์ก็ไม่มี แล้วสองก็มันน้อยสันโดษได้แล้วไม่กลัวอดอยากแน่ แล้วสามเราสำนึก เราได้วิชาสุดยอดจากศาสนาเราจะไม่ทดแทนบุญคุณศาสนาเชียวหรือตัวกตัญญูกตเวทีนี้สำคัญ กายกับสัญญาเป็นหลักที่จะเรียนรู้ปฏิบัติในสัตว์เบื้องต้น ในสัตตาวาส 9 จนถึง สัญญาเวทยิตนิโรธ จนครบเวทนา 108 ทุกปัจจุบัน รู้จักอดีตและอนาคต ในอวิชชาข้อที่ 5 ข้อ 6 และข้อ 7 อวิชชาในข้อที่ 5 กับ 6 ไม่เที่ยงคือทั้งอดีตและอนาคต ผู้พ้นอวิชชาจะรู้ความเป็นจริงของส ิ่ งตั้งอยู่ในเหตุปัจจัยของอัตภาพที่ไม่ลึกลับแล้ว เป็นอรหัตตา ทำให้อัตตาตนเองเป็น 0 ได้ทั้งอดีตและอนาคตไม่ผิดเพี้ยนได้ ทำนายตนเองได้ว่า 0 แน่นอนตลอดกาล มีต้นทุนของอดีตที่ 0 อนาคตที่ 0 ทุกปัจจุบันได้พิสูจน์ เวทนา 108 ปัจจุบัน 36 อดีต 36 อนาคต 36 ก็ 0 แน่ ในอวิชชาข้อ 5-8 จึงไม่มีปัจจุบันมีแต่อดีตกับอนาคต คือข้อ 5 และข้อ 6 และทั้งอดีตและอนาคตในข้อ 7 ในทิฏฐิ 62 หรือปัญญา 67 และเป็นโพธิสัตว์จะเติมปัญญาเป็นพระพุทธเจ้า อีก พวกนักสร้างวิมาน จะปั้นฟุ้งฟริ้งไปในอนาคตได้มากกว่าอดีต อีกมาก ผู้นั่งหลับตาสะกดจิต แล้วไม่สัมมาทิฏฐิ ถ้าผู้ใดกำหนดหมายสัญญาไม่เป็น แล้วไม่เรียนรู้กายตั้งแต่ต้นจนจบ กายที่ประชุมเป็นสัตว์นรกตั้งแต่อบาย ที่เป็นกาย รูปนามของเราต้องไม่ปรุงแต่งแบบนั้นอีก วิญญาณก็สะอาดจากกายสัตว์นรกอีก สูงกว่านั้นเป็นสกิทาคามี มีกามสัตว์ในภพ ตั้งแต่เบื้องต้นเป็นองค์ประชุมรูปนามเป็นสัตว์นรกของสกิทาคามี ก็ทำให้หมดกายสัตว์นรกของสกิทาคามีอีก หมดรูปนามที่ปรุงแต่งในจิตเป็นสามเส้า ก็เป็นลำดับกามภพหมดเป็นอนาคามี ก็มีกายในความเป็นสัตว์ในกามภพก็ไม่เกิดในจิตอีก แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่รู้จักกามภพ แต่มีกามาวจร มีสัมผัสอยู่กับโลกเหมือนคนอื่นเขา แต่ ผุฏฺฐสฺส โลกธมฺเมหิ จิตฺตํ ยสฺส น กมฺปติ ไม่มีแม้แต่เศษธุลีหมองธุลีเริง อโศกะ วิรชะ พวกเรานี่พวกอโศกะ ไม่ถึงขั้นวิรชะ ไม่ถึงขั้นธุลีเริง แต่เป็นพวกธุลีหมอง พวกเราจะไม่อยู่ในสภาพงามตาไม่เป็น แต่เพียงไม่เศร้าหมองก็ดีแล้ว อโศก อยู่ในแค่ขั้นนี้แหละ ยังไม่ถึงวิรชะ หรอกที่จิตเบิกบานร่าเริง จิตอยู่เหนือโลกีย์มีคุณสมบัติพออาศัยมีสัจจานุโลมมิกญาณ พวกเราเจียมตัวไว้อย่าไปหลงโลกีย์ที่ล่อหลอก เราอยู่ในสังคมสัจธรรมของพระพุทธเจ้า อยู่ในฐานะอโศกะเท่านั้น เร ิ่ มจากทิฏฐิสัมปาทา เป็นแสงอรุณข้อที่ 5 เราต้องศึกษาอันนี้เป็นสัมมาทิฏฐิ เป็นตัวทิฏฐิที่บุกเบิก เมื่อเริ่มต้นที่ทิฏฐินี่ คุณก็ต้องมีมิตรดี ขณะนี้สังคมเรามีแล้ว แล้วมีศีล สังคมเรามีแล้ว มีศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 แต่ละฐานะ ใครจะทำก็ได้ เพิ่มอธิศีลของแต่ละคน แม้นักบวชก็ฉันเดียวกัน นักบวชจะมีวินัย ส่วนศีลเป็นองค์รวม อย่างมหาศีลชาวอโศกไม่มีเดรัจฉานวิชชาไม่รับแกะไก่สุนัขสุกร พวกเราไม่รับอยู่แล้วไม่เลี้ยงสัตว์ด้วย แม้ฆราวาสก็ไม่เลี้ยงสัตว์ ไม่พัวพันเกี่ยวข้อง เพราะสัตว์นั้นไปเกี่ยวข้องแล้วไปมีวิบากร่วม หลายสัตว์นั้นเราต้องลดวิบาก แต่บางคนไปฆ่าสัตว์เพิ่มพยาบาทอีก บางคนไปรักสัตว์ก็เพ ิ่ มวิบาก เราก็จะเกื้อกูลสัตว์ตามสมควร ไม่เอามาเลี้ยงดู เราไม่ใจดำแต่เรามีเมตตา เราเห็นสัตว์ควรช่วยก็ช่วยไปตามควร คนไม่เข้าใจว่าพระพุทธเจ้าตั้งมาทำไมไม่รับสัตว์ต่างๆ แล้วมาเรียนรู้อัตตา อัตตาตัวแรกคือสักกายะ คือกายตัวแรกที่คุณจะเรียนรู้ แต่ก่อนเราไม่เรียนรู้นะ สัตตาวาส ข้อที่ 1 เราก็ต่างคนต่างสมมุติไป เทวดาสัตว์นรกคนละแบบ ต่างคนต่างได้ยินมาต่างกัน ตอนนี้เราชอบอันนี้ อันไหนยึดก็ชอบนานหน่อย แต่เดี๋ยวก็เปลี่ยน ไม่เที่ยงหรอก มันกายต่างกันสัญญาต่างกัน แล้วมันไม่รู้ว่าต้องมีกายอย่างนี้สัญญาอย่างนี้ ก็กำหนดหมายไปตามผีเข้าผีออก ตามลมเพลมพัดของตนเอง กายบางทีก็ผอมบางทีก็อ้วนไปตามแต่ เพราะอวิชชา ก็ต้องมาตั้งหลัก สัตตาวาสข้อ 2 ต้องมาเรียนรู้เวทนา กายต่างกัน สัญญาอย่างเดียวกัน ก็ต้องเรียนรู้เวทนาผี ที่เป็นกามเป็นพยาบาท หรือตัวถีนมิทธะและอุทธัจจะกุกกุจจะ ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาทำเท่านั้นแต่ลืมตานี่แหละที่จิตจะจมไป ปิดจิต อย่าให้จิตออกนอกตัวไม่ระลึกถึงใครเลย จิตจะฟุ้งเกินไป ไม่รู้เรื่องกระจาย หรือมันนิ่งหนึ่งเดียวเกินการ นั่นคือถีนนังมิทธัง ก็ต้องให้ทำให้จริง จนพ้นวิจิกิจฉาว่า อาการ ลิงค นิมิตอุเทส คืออาการนิวรณ์ 5 เมื่อรู้แล้วก็มากำหนดเรียน ไม่ใช่แค่นั่งหลับตา แต่ลืมตานี่แหละจิตเกิด นิวรณ์ กาม พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจะกุกกุจจะ แล้วรู้อย่างไม่วิจิกิจฉาเลย พวกนั่งหลับตาเหมาเข่งไม่ให้เกิดนิวรณ์เหมาเข่ง ก็ให้จิตมันดับก็ง่าย ให้จิตอยู่กับกสิณหนึ่งเดียว สะกดจิตไม่ให้ไปอยู่กับนิวรณ์จิตใสดิ่ง ก็เป็นฌานไม่มีนิวรณ์ได้ นั่งหลับตาก็ไม่มีนิวรณ์ได้ เห็นชัดเจนไม่สงสัยก็เป็นฌาน 1 แต่ต้องควบคุม วิตกวิจาร ต้องระมัดระวัง ทำให้เก่ง นั่งหลับตาเก่งก็คุมได้ง่าย คือวิตกวิจารลดลงก็สบาย นั่งเข้าฌานหลับตาว่าง เกิดปีติ แล้วก็คนสอนว่าปีติคืออุปกิเลสก็ลดลงเป็นสุข อยู่ในภพภูมิสร้างรูปภพอรูปภพ ให้ตนอาศัยจนอุเบกขาได้เขาก็ได้นิวรณ์ไม่มี นี่คือสัตตาวาส ข้อที่ 2 สัญญาว่าไม่มีนิวรณ์เช่นกัน แต่ลืมตาอย่างพระพุทธเจ้าก็รู้กาม พยาบาท ในปัจจุบัน ฟุ้งเกินไป หรี่เกินไปก็รู้ รู้ความเป็นกลางระหว่างถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ ไม่มีนิวรณ์เป็นฌานได้แต่อย่างลืมตาเห็นเหตุปัจจัยต่างๆ แต่พอพวกนั่งหลับตา ว่าไม่มีนิวรณ์ได้แล้วเดี๋ยวปัญญามันจะเกิดเอง มันจะรู้หมด ปัญญานั้นก็คือ หนึ่งคิดเอง สังขารเอง ปรุงแต่งเป็นความเฉลียวฉลาดเอาเรื่องราวมาขบคิดเอง ไม่มีอะไรกวนก็เข้าใจได้ลึก หลงว่าเป็นปัญญา หรือสอง สัญชาติญาณเดิม ปัญญาเดิมมีภูมิธรรมเดิม พอระลึกทวนก็เกิดขึ้นมา จึงมีปัญญาตามที่ตนเองมีจริง เพราะส่ิงที่ตนเองมี บางที่มีแต่ไม่รู้ อย่างคนเข้าทรงนี้มีสมาธิอยู่กับความเป็นอันนั้น บางทีแสดงออกมีฤทธิ์เลย แต่เป็นของตนที่มี ที่แสดงออกไม่มีวิญญาณผีหรือเทพมาสิงหรอก แต่เป็นวิญญาณของตนเอง บางคนมีอิทธิปาฏิหาริย์ อาเทสนาปาฏิหาริย์ อนุสาสนีย์ปาฏิหาริย์ของตนเอง ไม่มีของคนอื่นทั้งสิ้น แต่ที่เสียหายคือคิดเองปั้นเองปรุงเองกลายเป็นตนเองหลง กลายเป็นหลอกคนอื่น ทั้งกายและวจี เพราะตนเองไม่รู้ความจริง ไม่มีสติที่จะรู้ภายนอก ไม่มีปัญญาด้วย มีแต่สัญญาที่ทำงาน กำหนดหมายเอง ปั้นเองสร้างเอง ออกมาเป็นเรืิ่องราว ดีไม่ดีออกมาเป็นพฤติกรรมด้วย พลังงานพวกนี้ซับซ้อนเยอะ พระพุทธเจ้าว่าให้มารู้อย่างมีสติสัมปชัญญะ เรียนรู้ของจริง สัตตาวาสข้อ 2 มีกายต่างกันแต่ไม่มีนิวรณ์คือสัญญาอย่างเดียวกัน ไม่มีนิวรณ์ กายไม่มีนิวรณ์ของพวกนั่งหลับตาเป็นภพภายใน ส่วนพวกลืมตากายไม่มีนิวรณ์ในชีวิตประจำวันกระทบสัมผัสเหมือนคนตื่นเต็มแต่ไม่มีนิวรณ์ องค์รวมกายของรูป 28 ต่างกันหมด ระหว่างพวกหลับตาทำกับพวกลืมตาปฏิบัติธรรม ที่ต่างกันคือพวกหนึ่งสัมมาทิฏฐิ อีกพวกหนึ่งไม่มีสัมมาทิฏฐิ การปฏิบัติแบบพุทธ ทำแบบลืมตาปฏิบัติ แต่ไม่ทิ้งหลับตานะ แม้ว่า ตากระทบรูป แต่ว่าไม่ได้เอาสัญญาไปกำหนดรู้เลย หรืออย่างคนหลับใน ตาลืมแต่ข้างในนี้ ก็ตรวจสอบสิ่งที่คิดค้น บุพเพนิวาสานุสติญาณ ทำเตวิชโช ก็ได้หรือหลับตาทำก็ได้ ทำได้ง่ายเลย ก็ไม่จำเป็นต้องนอนหลับหรือนั่ง ยิ่งควบคุมความฟุ้งซ่านได้ดีก็เตวิชโชได้ง่าย เรียกว่าลงบัญชีการศึกษา หากใครไม่ลงบัญชีจะรู้ไม่ได้ง่าย ถ้าลงบัญชีจะรู้ว่าตนได้ อธิศีล อธิปัญญา อธิวิมุติได้ขนาดไหน อย่าไปทิ้งนั่งหลับตาไม่ดี มันไม่มีอะไรช่วย ถ้านั่งหลับตาด้วยเป็นอุปการะช่วยจะได้ทั้งสองส่วนได้ทั้งนอกและใน ละเอียดได้มาก อาตมาไม่ได้ตีทิ้งนั่งหลับตาแต่ต้องสัมมาทิฏฐิกับการนั่งหลับตา หากไม่สัมมาทิฏฐิจะหลงแบบฤาษีไม่เป็นอุปการะ ไม่เป็นเตวิชโช การนั่งหลับตามีอานิสงส์ 4 อย่าง 1 .ได้พัก 2 .ได้ศึกษาจิตในภพ ตัดจากภายนอกไป ก็ศึกษาได้ดี เป็นการทำใจในใจในภวังค์ 3 .ได้เตวิชโช 4 .ได้อิทธิฤทธิ์ จิตรวมพลังเป็นความควบแน่น เอาไปทำอิทธิปาฏิหาริย์อาเทสนาปาฏิหาริย์ได้ แต่ไม่ต้องฝึกตอนนี้หรอก ไปฝึกตอนเป็นอรหันต์แล้วจะฝึกได้ง่าย สัตตาวาสข้อที่ 3 คือ กายอย่างเดียวกัน สัญญาต่างกัน สัญญาว่าเราจะได้เทวดาที่จิตว่าง จิตสว่าง จิตสะอาด จะลืมตาหรือหลับตาก็ตาม ก็กำหนดให้จิตว่างใส อย่านึกคิดก็ทำให้จิตว่างขณะลืมตา ได้ความใสสว่าง ส่วนใสสว่างหลับตาก็สร้างอย่างสายธรรมกายใสสว่าง บางสายก็ให้ใสก่อนแล้วค่อยไปดับทีหลัง แต่ว่าธรรมกายนี้ให้ปั้นสว่างใสไปไม่รู้จบ อัปปมาณาภา อาตมาเย้าว่า เป็นพระพุทธเจ้าจะใสขนาดไหนนะ ก็อุปาทานสร้างไปตามเรื่องตามราว การกำหนดกายได้เป็นกายใส สว่าง เหมือนกันหมด กายอย่างเดียวกัน แต่ใสของคุณเขาว่าโสดาบันใสขนาดนี้ สกิทาฯใสขนาดนี้พวกนี้สัญญาใสกันคนละอย่างกำหนดเอาเอง ไม่มีอะไรเป็นเครื่องวัด แต่แบบพุทธ การกำหนดกายที่สว่างก็สว่างเท่ากัน เพราะใช้ตาเห็นตามความเป็นจริง รับรู้แสงสว่างทางทวารนอกเลย แต่แสงสว่างที่กำหนดเอาเองตามสัญญาของแต่ละคนก็ต่างกันไป ผู้ที่ติดยึดในแสงสว่าง ก็ใสสว่างในภพของเขา ซึ่งก็ต่างกันตามภพของใครจะปั้นเอา แต่ว่าแสงสว่างจริงในชีวิตก็จะเห็นตรงกันได้ สัตตาวาสข้อ 4 กายอย่างเดียวกัน สัญญาอย่างเดียวกัน คือกายที่ไปได้ความดับ ดับอย่างไม่มีอาการนี้เลยในจิต สายหลับตา นั่งหลับตาเข้าไป พอฌาน 4 มันจะไม่มีนิวรณ์ รู้อาการนิวรณ์ไม่มีก็อุเบกขา อทุกขมสุข เขาก็ตั้งภพว่าอาการสูงกว่านี้คืออากาศมันว่างกว่าภพภูมิธรรมดาที่ไม่มีนิวรณ์ที่เขาทำได้อย่างไม่มีวิจิกิจฉา แต่เขาก็เรียนต่อว่าจากอุเบกขาก็มีอรูปฌาน ก็กำหนดภพที่ว่างกว่าอุเบกขาอีก แล้วแต่คนจะกำหนด ก็จะกำหนดแสงสว่างได้ อย่างธรรมกาย อันนี้คาบเกี่ยวกับข้อที่ 3 ของสัตตาวาส กำหนดความไม่มี คือไม่มีทุกข์ไม่มีสุขแล้วไม่มีอาการมาปรุงแต่งกับจิตได้เลย อันนี้จะเลยเถิดไปไม่รู้ แต่ในอากาสานัญจายตนะก็ไปหลงอาภัสรา สว่างไม่มีที่สิ้นสุดจะไม่ดับ เขาจะได้แสงสว่างกับวิญญาณ เป็นอนัญโตอากาโสติ กับ อากาโสวิญญานัญติ อากาโสคือความว่าง ส่วนวิญญาณคือธาตุรู้ พวกที่แยกได้คือสามารถแยกได้ว่าความว่าง แล้วเราก็อยู่ในแดนความว่างเป็นรูปภพ อรูปภพ มันว่างเหลือเกิน รู้ว่าตัวเราไม่มีนิวรณ์ 5 ก็สร้างภพใหม่เป็นรูปภพที่ไม่มีรูปจึงเรียกว่าอรูปภพ สูงไปกว่านั้นคือวิญญาณเป็นธาตุรู้ ถ้าสามารถสร้างภพให้ตนเสวยภพ มันก็ได้เป็นมโนมยอัตตา เป็นอัตตาที่ตัวเองสร้างเอง สำเร็จด้วยจิตของตน ขณะเป็นอากาศจะไม่รู้ว่าตนเองเป็นใคร แต่เสวยแต่อารมณ์ว่าว่าง แต่ไม่รู้ตัวตน พอรู้ว่าโอ้ เราอยู่ภพนี้หรือ เมื่อนั้นคือวิญญานัญจายตนะ รู้ว่าเราเสวยอยู่ในภพนี้ จะไม่นานระหว่างอากาสาฯกับวิญญานัญจาฯคนไหนทำได้ซ้ำได้เก่งก็จะเป็นวิญญานัญจาฯที่เสวยภพอากาศจะรู้ตัวเร็ว ผ่านอากาศได้เร็ว เร็วจนกระทั่ง บางทีพอผ่านไปวิญญานัญจาก็ใสเหมือนหนึ่งเดียว นี่คือสภาพของพวกใสว่าง แต่เรียนมาแล้วว่าดับ ก็ถ้ามันสว่างใสก็ไม่ดับสิ ความดับก็ต้องไม่รู้อะไรไม่มีสว่างสิ ยิ่งมีตัวเราเสวยความว่างก็ไม่หมดตัวตน ต้องดับไม่ให้รู้อะไร นี่คือทิฏฐิของคนนิโรธเข้าภพ ก็ไปสร้างภพหลับตาเต็มรูป เพราะหลับตาไปหากไม่สร้างมโนมยอัตตาก็มีแต่มืด แต่เขาก็ไปสร้างภพมโนมยอัตตาไม่ให้มีแสง ไม่ให้รู้ตัวเราไม่รู้ความว่าง อาฬารดาบสทำสำเร็จดับได้ เป็นนิโรธ ตัวนี้คือสัตตาวาสข้อที่ 5 ดับสัญญาดับเวทนา แต่ภูมิของอาฬารดาบส อารมณ์ของอาฬารดาบสเป็นอารมณ์แล้วกำหนดดับได้แต่ดับอย่างไรมันก็จะต้องมีแวบให้รู้ มีตัวเราที่รู้ได้ แต่อาฬารดาบสไม่มีภูมิรู้อันนี้ได้ทั้งที่แกดับแต่ไม่รู้ตัวแวบนี้ เป็นเนวสัญญานาสัญญายตนะ คือจะไม่รู้ก็ไม่ใช่รู้ก็ไม่ใช่ คนรู้ต้องมีภูมิ อาฬารดาบสไม่มีภูมิรู้แวบนี้ได้ แต่อุทกดาบสก็รู้ได้ แต่ว่าสัญญาว่าดับคือนิโรธ เขาก็ไปดับมันอีก แต่ว่าเขาไม่ใช่พุทธก็ไม่ได้สัญญาเวทยิตนิโรธ มีแต่กิณหะ ดับดำมืด แต่ของพุทธจะได้สัญญาเวทยิตนิโรธ แต่พวกฤาษีได้อสัญญีสัตว์ ซึ่งไม่เกี่ยวกับวิญญาณฐีติ ไม่มีวิญญาณเป็นที่ตั้ง ไม่ใช่อสัญญีสัตตายตนะด้วย เป็นอสัญญีสัตว์โดยตรง ไม่มีการกำหนดรู้อะไรด้วย เพราะดับสัญญาดับเวทนา ฤาษีไม่มีสัญญาเวทยิตนิโรธ มีแต่พุทธถึงมีสัญญาเวทยิตนิโรธ อาตมาก็ทำอย่างอสัญญีสัตว์เลยตอนเป็นฆราวาสทำสมาธิหลับตาก็เป็นอสัญญีสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นอสัญญีสัตว์หรือเนวสัญญาฯหรืออกิญจัญฯก็เป็น กิณหะภพ แต่พวกทิฏฐิผิดก็นึกว่าของน่ามีน่าได้น่าเป็น ก็เป็นสุภกิณหะ เขาได้แต่เขาไม่มีความรู้อย่างอาตมาอธิบายเลย การกำหนดหมายของเขาคือนิโรธดับ ลืมตาเขาไม่มีนิโรธ ต้องหลับตาทำนิโรธ แต่ของพระพุทธเจ้าไม่มีเข้าหรือออกนิโรธ อย่างท่านภิกษุณีธัมมทินนาอธิบายให้อุบาสกวิสาขา จบ