580801_ธรรมาธรรมะสงคราม บ้านราชฯ เรื่อง อย่าเชื่อมงคลตื่นข่าว .doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์353 KB
วันที่แก้ไข27 กรกฎาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

580801_รายการธรรมาธรรมะสงคราม ที่บ้านราชฯ เรื่อง อย่าเชื่อมงคลตื่นข่าว โดย พ่อครูสมณะโพธิรักษ์

พ่อครูว่า … วันนี้วันเสาร์ ที่ 1 สิงหาคม 2558 แรม 2 ค่ำเดือน 8 ปีมะแม ก็จะได้มาต่อจากที่หนึ่งฟ้าเขาได้เรียบเรียงมา ก็จะค่อยอธิบายไป ว่าปฏิบัติธรรมนี่ พยัญชนะหรือปริยัติต่างๆจะนำให้เราปฏิบัติได้เร็ว ได้รู้จักที่มาที่ไป ร้อยเรียงได้เป็นปัจจยการ จะได้ไม่ขาดวิ่นตกหลุมบ่อ ขาดวิ่น กระฉึกกระฉัก จะไม่ราบรื่นเหมือนฝั่งทะเล ไม่มี Road map ดีไม่ดีพาไปตกเหวเลย ก่อนจะได้ต่อ อาตมาก็จะมีสิ่งที่แทรก มีคนที่เปรยมาหลายทีก็เลยอดไม่ได้เขียนมา ไม่ออกชื่อดีกว่า ฉบับหนึ่งเขียนมาว่า ฝากเรียนถามสมณะด้วยค่ะ _ น่าสงสารปฐมอโศก สมณะใส่ใจเรื่องสุขภาพมาก แต่ไม่ใส่ใจในประเพณีเดิมของการเข้าพรรษา การตั้งตบะธรรมที่เคยมีเงียบหาย ไม่มีใครให้คำตอบได้ว่า ทำไมไม่ทำเหมือนทุกปี คุณอยากทำคุณก็ติดต่อประสานเองอาตมาไม่ได้คุยกันเรื่องนี้ อาตมาไม่ทราบ ถามองค์โน้นถามองค์นี้ เงียบ สุขภาพมาแรง กลบความนิยมในการตั้งตบะธรรม จะฟ้องใครดี ทำไมมันเป็นเช่นนี้ จะจัดสรรสุขภาพกับประเพณีให้ไปพร้อมกันไม่ได้หรือ หรือว่าเป็นหน้าที่ญาติโยมจะต้องมาเป็นหลักในเรื่องนี้ เคี่ยวเข็ญให้คนไปเกาะสมุย ถ้าคุณไม่ไปคุณไม่ต้อง … อาตมาจะไม่ช่ว ย เหลือคุณ เอาการไปเกาะสมุยมาเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของชีวิต นปธ.เชื่อเขาไปหมด เขาเก่ง เขามีของเก่า เขาทำนายถูกทั้งหมด ใครเคยกินเหล้า เป็ดไก่ เขารู้หมด ใครนิสัยอย่างไรรู้หมด ทำนายยังกับตาเห็น เป็นโรคอะไรก็รักษาได้หมด อาตมาเห็นทางออกแล้ว ปฐมอโศก อันตรายมากถ้าสมณะมีความเห็นยึดมั่นอย่างนี้ ฝากกราบเรียนพ่อท่านในความรู้สึกนี้ด้วยค่ะ หากผู้นำไม่ชัดเจนในการดูแลจิตวิญญาณ ญาติโยม พาญาติโยมไปในทิศทางที่ฝืดมากกว่านี้ จะแก้ลำบาก กา

อ่านต่อ

รกินอาหารเป็นคำตอบของสุขภาพและจิตวิญญานล้างพิษตับไม่ใช่คำตอบ

คนที่อยู่ในภาวะขาดสารอาหารกินน้ำมันมะกอกกันใหญ่ แก้วที่ 5 แล้ว เย็นนี้แก้วที่ 6 และจะโชว์ความแกร่งแข่งกันว่าเก่ง กินได้หลายแก้ว น่าสงสารคนป่วย ใครว่าอะไรดีเอาหมดเพราะอยากหายป่วย เพราะคำตอบอยู่ที่ล้างพิษตับ สมณะควรจะวางตัวเป็นกลางในเรื่องนี้ ไม่ใช่เชียร์สุดๆ ท่านทำของท่านไป แต่การมาต้อนญาติโยมไปสมุย มันมากไปค่ะ...กราบขอบพระคุณค่ะ โยมปกติแล้วค่ะ จิตใจปกติ ทีแรกตอนที่เขียนจิตไม่ดีค่ะ หลังจากทบทวนแล้วก็สรุปได้ว่า ถูกต้องแล้วที่เขียนให้ข้อมูล แต่ไม่ถูกต้องที่จิตขุ่นเคืองค่ะ เมื่อวานโยมคุยกับนักเรียนแล้วสามารถปรับบันเทิงจากการดูหนัง มาเป็นการฟังธรรมของพ่อครูแล้วพาสวดมนต์ ทำวัตร ทำสมาธิก่อนนอน ใช้ช่วงที่เด็กนั่งสมาธิ อบรมธรรม ก่อนนอนทบทวนดูแล้ว หน้าที่ในการเป็นผู้นำ ปรับเปลี่ยน สอดแทรกธรรมนั้น จะรอสมณะไม่ได้หรอก โดยเฉพาะกับเด็กๆ เป็นหน้าที่ของครู เพราะเด็กฟังครู ยอมให้ครูมากกว่าสมณะ เขาจะยอมให้เฉพาะคนที่สอนเขาและสมณะที่ดูแลอบรมเขา นี่ก็เป็นอีกเรื่องที่ครูต้องกลับไปทบทวนตนเองว่า เราสอนเด็กอย่างไร ครูเคารพนอบน้อมสมณะเป็นแบบอย่างให้เด็กดูหรือไม่ การจัดกิจกรรมตั้งตบะธรรมของทุกปี ที่จริงเป็นการจนขวายของฆราวาสค่ะ ดิฉันเองและใจดิน ทำเรื่องนี้มาตลอด ใจดินจะขวนขวายและมีไฟมาก แต่พอมีคอร์สเด็กแล้ว ทุกคนก็เกรงใจคอร์ส คนผิดควรเป็นดิฉัน ดิฉันเห็นว่ามันเป็นประเพณีแล้ว แต่บางคนไม่ได้คิดอย่างดิฉัน เมื่อวานถ้าดิฉันขวนขวายซักถามตั้งแต่เช้า พอรู้ว่าจะไม่มีกิจกรรมนี้ตั้งแต่เช้า ดิฉันจะมีเวลาชักชวนโน้มน้าว สมณะ สิกขมาตุ คุรุ ให้จัดกิจกรรมนี้ได้ แต่ดิฉันถามหมู่ช้าไป มาถามหมู่ตอน 17.00 น และตนเองก็มาเรียน เมื่อดิฉันอยู่นอกพื้นที่ก็ไม่สามารถประสานให้เกิดกิจกรรมนี้ได้ ควรโทษตนเองมากกว่า คุณอยากมีกิจกรรมคุณก็ประสานเอง อาตมาไม่ทราบ ประโยคนี้แหละที่ทำให้ดิฉันขุ่นเคืองใจ เพราะเท่ากับว่าท่านโยนลูกให้ดิฉัน อยากให้หมู่สมณะช่วยทบทวนเรื่องนี้ค่ะ การประชุมของสมณะในแต่ละครั้งน่าจะมีหัวข้อว่า 1.ในสัปดาห์นี้ จะมีกิจกรรมพิธีกรรมใดบ้าง และสมณะรูปใดรับผิดชอบ 2. หัวข้อธรรมใดบ้างที่ควรเทศนาในช่วงนี้ ควรตักเตือนเน้นยำญาติโยมในเรื่องใด 3. จัดรายการให้โยมแสดงความคิดเห็น ขอความเห็นในการพัฒนาหมูกลุ่มให้ความสำคัญในเรื่องการเพิ่มอธิศีล เสนอผ่านทางนี้เลยนะคะ

พ่อครูว่า… อีกเจ้าหนึ่งเขียนมาว่า ... _ กราบนมัสการท่านสมณะค่ะ การล้างพิษที่เกาะสมุยมีการทำนาย...โดยการดูอุจจาระ เจ้าสำนักดูอุจจาระรายหนึ่งบอกว่ารายนี้ดูจากอุจจาระแล้วอยากพบแกมากเลย สมณะเจ้าของอุจจาระรู้สึกทึ่งแล้วบอกไปว่าคุณรู้ได้อย่างไรว่าอาตมาอยากพบคุณ อันนี้แล้วแต่วิจารณญานว่านี่ไม่ได้เกี่ยวกับสุขภาพ กลายเป็นทายใจโดยผ่านทางอุจจาระ (อาเท ส นาปาฏิหาริย์หรืออย่างไร) ดูแล้วพ่อครูและพระผู้ใหญ่จะติงอย่างไรสุดแล้วแต่จะโปรดพวกเขาด้วยเถิด ดูจะจิตอ่อนกันไปหมด ต้องล้างพิษสุขภาพจึงจะดีกลายเป็นต้องไปให้เขาดูอุจจาระถึงเกาะสมุย เขาเจาะตลาดนักบวช ฆราวาสก็ต้องเชื่อเพราะนักบวชนำ กลายเป็นไม่พึ่งตน ต้องพากันล้างพิษและที่แย่คือชวนกันไปล้างถึงเกาะสมุย ฝากท่านกรุณาแจ้งพ่อท่านและพระผู้ใหญ่ด้วยค่ะ

พ่อครูว่า … อาตมาก็ดูกระบวนการนี้ เป็นลำดับก็เห็นว่าเวอร์ เป็นอาการที่ในภาษาพระเรียกว่ามงคลตื่นข่าว คือมีข่าว เช่น เขาว่ามีต้นตะเคียนวิเศษก็กรูกันไป เก่งช่วยคนได้ หรือมีคนมาแสดงอย่างโน้นอย่างนี้ก็ไปกัน ตื่นข่าวกันไป เป็นการรักษาผนวกกับอาเทสนาปาฏิหาริย์ ทายอุจจาระได้ด้วย มันต้องทึ่งสิ ทายได้ผ่านอุจจาระคนก็ต้องทึ่ง พ่อครูว่ า… เรื่องนี้เป็นเรื่องมงคลตื่นข่าว หลงตื่นเต้นยินดีว่าเป็นเรื่องพิเศษพระพุทธเจ้าก็ตรัสแล้วแม้จะเป็นเรื่องวิเศษตามที่ทิฏฐิตนเห็นจริงใจเลยก็จริง ถึงอย่างนั้น เรากล่าวว่า สมณะเหล่านั้น ข้ามชาติ ชราไม่ได้ แม้มงคลตื่นข่าวจะเป็นเรื่องจริงก็ตาม แต่มีจิตใจหลงมงคลตื่นข่าวก็เป็นภัยแก่พรหมจรรย์ เอาเฉพาะข้อมงคลตื่นข่าว พระพุทธเจ้าตรัสไว้ทั้งหมดแล้วว่า ต่อให้มงคลตื่นข่าว แล้วข่าวนั้นเป็นจริงด้วยก็อย่ามีใจไปตื่นเต้นหลงจนลืมกิจน้อยใหญ่ เสียการงานหรือการปฏิบัติธรรมอันพึงทำ กลับไปเห็นว่าอันโน้นเป็นเรื่องเด่น ผู้ที่ทำเรื่องนี้ได้ดีก็ดีแล้ว ช่วยคนได้ก็ดีแล้ว มันเป็นการซับซ้อน ถ้าเป็นเรื่องเห่อ ฟีเวอร์ เราเป็นนักปฏิบัติธรรมก็ต้องพยายามสังวร เพราะคนทางโลกไม่ได้ศึกษาอาการแฝงในใจ มันปรารถนาดี จะมีอะไรแฝงหรือไม่ก็ได้ แต่มันจะมากจะแรง จนเราไม่ถ่วงดุลไว้บ้างมันจะพากันหลงคลั่งไคล้มากเกินไป เช่น ปีติ 5 อย่าง การตื่นเต้นดีใจ ถ้าดีใจเกินไปเป็นโทษ อย่าง อุพเพงคาปีติ เสียกิริยา เสียสุขภาพ ปีติจนน้ำหูน้ำตาไหล น้ำลายไหลยืด ร้องไห้ ดีดเต้นกันอย่างคนโลกๆทำกัน สารพัดจะเป็นโดยไม่เรียนรู้ระงับให้พอดี ขุทกาปติ แล้วมี ขณิกปิติ คือ ปีติเป็นตามเวลา ยาวบ้าง นานบ้างขณะหนึ่งๆ ก็เป็นการชี้บอกว่าอาการปีติ เป็นการเกิด ส่วน โอกกันติกาปีติ คือปีติที่หยั่งลงในจิตแล้วเราไปยึดถือ มันเป็นอุปกิเลส แม้จะดี แต่ถ้าสั่งสมมากจะเป็น อุพเพงคาปีติ เสียหายเป็นภัยต่อชีวิตพรหมจรรย์อย่างแท้จริง ส่วนทางโลกเขาไม่รู้ก็แสดงออกเวอร์ๆ กรี๊ดๆๆ ล้วนเป็นอาการปีติ โลกสมัยนี้มีเยอะ หนักเข้าก็แย่งกันตีกัน ยึดถือแรงก็เป็นภัยเป็นโทษ ในวงการของการบำบัดอารมณ์ ที่ชื่นชอบใจ การละเล่นมหรสพ บันเทิงเริงรมย์เดี๋ยวนี้มีให้มาก จนวิปริต วิตถาร เกินพอดีที่มนุษย์ควรแสดงออก ไม่ได้ศึกษาจิตก็จะหนักหน้าไปเรื่อยๆ พระพุทธเจ้าสอนให้มีปีติเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงให้ทำแค่ ผรณาปีติ ใน ปีติ 5 อย่างก็เอาแค่พอควร ปีติไม่ใช่ของเสียหาย ยิ่งเป็นปุถุชนหรือเป็นผู้ไม่สูงพอจะไม่อาศัยปีติ ซึ่งก็ควรอาศัย แม้ในอานาปานสติ ก็ให้ทำจิตสงบรำงับก็ให้มีอภิปโมทยังจิตตัง หรือจิตเป็นฌานก็มีปีติ มีสุข เป็นอุปกิเลสในจิต พระพุทธเจ้าว่าไม่ให้ดับหมด แบบไม่เหลือปีติในชีวิตเลย หรือจะเป็นสุขในฌานก็ตาม อุเบกขาเป็นฐานนิพพาน ส่วนปีติหรือสุขเป็นอุปกิเลสบ้าง ถ้าไม่รู้จักระงับจะเป็นภัย ปีติ พระพุทธเจ้าอธิบายไว้ว่า เราเรียนรู้ว่าอาการปีติ เราพยายามให้เบา แผ่ซ่าน ผรณาปีติ เปรียบดับช่างสรงสนาน มีจุนสี ไม่มีเอกเทศไหนๆที่จุนสีจะไปแผ่ซ่านไปถึง ไม่ได้ตีทิ้งหมด แต่ให้แผ่ซ่านบางเบาได้อาศัยใช้ทำงานไป ไม่ใช่เหี่ยวแห้ง เล่นอุเบกขาเฉยกลางอย่างเดียว เรามีชีวิตต้องอาศัยปัจจัยเครื่องใช้ต่อชีวิตให้พอเหมาะ ไม่ใช่ว่าทำแบบพาซื่อ ไม่กินก็ไม่กินเลย ตั้งตบะพาซื่อตายเปล่า เป็นภาระคนอื่นด้วย เราต้องขวนขวายเพื่อสิ่งพอเหมาะพอดี ถ้าหลงไปทางมากเกินไปแล้วมาเยอะ เราก็ต้องมาเรียนรู้ลดละ ให้พอเหมาะพอดีได้ จึงเป็นผู้รู้ความพอเหมาะพอดี สิ่งที่เกิดกรณีที่เกิดนี้ ถ้าใครเข้าใจว่า อันนี้เป็นมงคลตื่นข่าวก็คงจะเข้าใจ แล้วทำให้เสียกิริยาเกิดการงาน แล้วมีสองคนมองในแง่เดรัจฉานวิชชา อีกคนว่าเสียกิจน้อยใหญ่ที่ควรทำ กลายเป็นบกพร่องเสียการเสียงาน เสียสิ่งที่ควรเป็นก็เกิดความเสื่อมได้ อาตมาก็อธิบายได้อย่างนี้ สิ่งเหล่านี้เป็นเหตุการณ์หนึ่งที่ว่าก็ดี ที่รักษาสุขภาพ แต่คนก็ตั้งข้อสังเกต ว่าระวังอย่าไปเกินไป เราไม่รู้ระยะยาว ในระยะสั้นก็เห็นว่าดี แต่เราก็ไม่รู้จักหยุดจักพอ หลงเพลิดไป อีกหน่อยก็จะต้องกินน้ำมันมะกอกร้อยแก้ว พันแก้วก็จะเกินขอบเขตจนถึงตายได้ ก็ให้สติไว้ว่า เราควรรู้กาลควรว่าแค่ใดๆ ไม่หลงเตลิดเปิดเปิง ตอนนี้เห็นว่าผลว่าน่าทึ่งก็น่าทึ่ง มีพิเศสำคัญก็ควรมีการวิจัยในหลักวิชา มันมีอะไรพิเศษอย่างหนึ่งเหมือนกัน ผู้มีอะไรพิเศษ ไม่ต้องพูดอะไรแค่ อาตมามีสิ่งพิเศษในตนเอง ที่คนไม่ค่อยเข้าใจ ถ้ามงคลตื่นข่าวในเรื่องโลกๆโลกีย์เดรัจฉานวิชชา คนก็กรูเกรียว แต่อาตมามีสิ่งพิเศษที่หาไม่ได้ง่ายๆ ที่จะเป็นผู้รู้ธรรมลึก เขาไม่รู้ว่าเป็นสิ่งที่เป็นมงคลจริงๆ ก็จะกรูเกรียว อาตมาก็ไม่ใช้วิธีโปรโมท แต่อาตมาใช้วิธีไม่ง้อ ดีไม่ดีแสดงกระด้างเลย เช่น ถ้าอาตมาแสดงอาการอย่างที่เคยมาก่อนๆ รับรองว่างดงาม สงบ สุภาพ สวย สง่า ไม่เหมือนลิงค่างตอนนี้หรอก ถ้าอาตมาทำแบบโน้นรับรองป่านนี้กรูเกรียวแล้วอาตมาได้พิสูจน์มา 45 ปี ขนาดพวกคุณนี่คัดเฟ้นมายังไม่ได้อรหันต์เลย ดีไม่ดียังไม่ได้เรื่องเลย อาตมาต้องมาว่าความกันอยู่เลย มันไม่ใช่เรื่องง่ายไม่ใช่เรื่องตื้นๆ มงคลจริงๆนี่คุณมาตื่นดีกว่าไปตื่นเรื่องเดรัจฉานวิชชาโลกีย์นะ แต่เขาไม่รู้ก็ดีแล้ว อาตมาก็ไม่ได้ปรารถนาเช่นนั้น เอลวิส เขาตื่นกันลงจากเวทีเขาฉีกเสื้อผ้ากระจุย มันมีโรคเห่อโรคบ้าในโลกก็มีจริง คำว่ามงคลตื่นข่าวต้องรู้ว่า มงคลจริงหรือมงคลไม่จริง มงคลอันอุดม มี 38 ข้อ แต่ถ้าตื่นข่าวในอันใดอันหนึ่ง เช่น ตื่นคนพาล กลัว อยู่ไม่ได้แล้วสังคมนี้ ต้องไปหาประเทศอื่นอยู่ ก็บ้าเท่านั้นเอง ตื่นข่าวบัณฑิต ก็เห่อไป โดยที่บัณฑิตก็ไม่รู้จักประมาณ ถูกทึ้งอย่างกับเอลวิสก็ตายพอดี นี่คือมงคล ที่มี 38 ข้อ ทุกข้อเป็นมงคล แต่ถ้าไม่เข้าใจหลงเห่ออะไรก็ผิดหมด ก็ต้องเอาอย่างพอควร ที่จริงมงคลจริงจะเอายาก ส่วนมากเห่ออมงคล หลงโลกีย์กัน มาเข้าสู่หมวดธรรม ที่หนึ่งฟ้าเขาเขียนมา หยิบเอาคำสองคำ คือ กาย กับ สัญญา สองคำนี้ผู้จะหยิบเอาคำสองคำนี้ ในการปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าว่าเป็นสิ่งสำคัญ จึงเอามาเป็นตัวตั้ง อันนี้ก็มองได้ อ่านได้ รู้ได้ว่าผู้ฟังธรรมเข้าใจ รู้ความสำคัญในความสำคัญ ถ้าเข้าใจกายไม่ได้ ปฏิบัติให้ตายอย่างไรก็ไม่บรรลุธรรม กายคือองค์ประชุมของรูปกับนาม รูปกับนามไม่ใช่รู้ได้ง่ายๆ ตั้งแต่รูปรูป รูปกาย นามกาย นามรูป แต่นามนาม ไม่ต้องพูดกัน ซึ่งมันเป็นสภาวะสอง คือ ธรรมะสอง เทวธัมมา แล้วธรรมะสองนี้จะลงที่อารมณ์คนคือเวทนา สังขารเสร็จก็มารวมที่เวทนา ในขันธ์ 5 สัญญาก็เป็นตัวสำคัญที่ต้องใช้ปฏิบัติธรรมตั้งแต่ต้นจนจบ ต้องกำหนดรู้ รูป นาม ต้องใช้สัญญาเป็น ใช้สภาวะที่เรียกว่า อาการ หน้าที่ความสามารถของสัญญา คือจิตที่มีหน้าที่กำหนดรู้ รู้ชัดก็จำใส่ฮาร์ดดิสก์ไว้ จะเป็นตัวทำงานกำหนดรู้ ในปัจจุบัน แต่คนเราใช้สัญญาอย่างสัญชาติญาณ คนธรรมดาหรือสัตว์ทุกตัวใช้สัญชาติญาณ คือตัวกำหนดรู้ที่เกิดประจำชีวะ แล้วไม่ได้ควบคุมระวัง เรียนรู้ว่าต้องกำหนดจัดการ หรือสังขาร ปรับแต่งเป็นอภิสังขาร ให้มันทำงานตามที่เราต้องการ สัญญา คำนี้จึงเป็นตัวทำงาน นามธรรมสำคัญที่จะทำไปกับรูปและองค์ประชุมทั้งนามและรูป ประชุมกันเข้าทีไรก็คือกาย แล้วคำว่ากายนี้ได้ทั้งกายสัตว์นรก กายเทวดาเก๊ กายเทวดาจริง จนถึงที่สุด เป็นกายบริสุทธิ์หรือเรียกอีกทีว่า รูปนามนั้น ประชุมกันแล้วมีธาตุรู้ที่เป็นปัญญาญาณถึงขั้นสัญญาเวทยิตนิโรธ เป็นสัญญาที่ต้องเรียนรู้กายของตน องค์ประชุมรูปนามของตน เรียกว่า สักกายหรือสักกายะนี้เป็นทิฏฐิข้อที่ 1 ที่คุณปฏิบัติเร ิ่ มต้นต้องมีสัญญา อ่านรู้ กายของตนเอง เป็นทิฏฐิข้อที่ 1 เรียกว่า สักกายทิฏฐิ เป็นข้อต้นที่ต้องรู้ ถ้าไม่สามารถพ้นทิฏฐิที่ต้องรู้อย่างสัมมาทิฏฐิ ปฏิบัติแล้วต้องอ่านตัวนี้เป็นตัวต้น หากไม่รู้จักสักกายของตน อย่างพ้นวิจิกิจฉาเลย แล้วก็ปฏิบัติศีลพรต ให้ร่อนเอาตั้งแต่อารมณ์สุข เป็นเทวดาเก๊หรือเป็นสัตว์นรก ก็ต้องรู้เหตุที่มันทำให้เกิด ต้องรู้สมุทัย จับอาการสมุทัยได้ ที่พาดิ้นรน ออกอาการทุจริต รุนแรงทำร้าย เลวร้ายต่างๆนานา แล้วเราก็รู้ว่า ตัวนี้คือต้นเหตุ คือตัณหา คือทิฏฐิที่ต้องรู้สัมมาทิฏฐิแต่ต้น โดยการเข้าใจ อย่างที่หนึ่งฟ้าเรียบเรียงว่า ต้องรู้ ทิฏฐิใน แสงอรุณทั้ง 7 จึงจะรู้ ทิฏฐิในสัมมาทิฏฐิ 10 ก็จะเอาตัวนี้เป็นทิฏฐิข้อที่ 1 ก็ได้ แล้วจะสามารถมีทิฏฐิสัมปทา ถ้าไม่พบสัตบุรุษจริงก็ยากที่จะได้สัมมาทิฏฐิ ที่เป็นมิตรดี อย่างทุกวันนี้น่าสงสารจริง เขาไม่รู้จักสัตบุรุษ พูดจนกระทั่งเป็นโรคไอ ประจำตัวป่านนี้ พูดมา 45 ปีแล้ว เขาก็ยังไม่รู้ว่าพบสัตบุรุษหรือยัง แล้วจะมาเข้าใกล้ พบสัตบุรุษ แม้พบแล้วฟังแล้วแต่ไม่ตรงกับทิฏฐิที่เขายึดเสียแล้ว เขาก็ไม่รับฟัง เขาก็ว่าเรามีใบรับรองไหมว่าเป็นบัณฑิต ไม่มีอะไรเลย ก็น่าเห็นใจเขาเหมือนกัน ถ้าไม่มีปรโตโฆษะ ไม่เปิดจิต กลายเป็นผู้ยึดมั่นทิฏฐิ อย่าเป็นคนชาล้นถ้วย แม้เป็นชาที่ดีก็ควรรินของตนเองออกเสียบ้าง ถ้าไม่มีปรโตโฆษะ ไม่ตั้งใจฟังอย่างบริบูรณ์ เงี่ยโสตสดับอย่างบริบูรณ์ ถึงที่เกิดหทยรูป เกิดผัสสะ 3 ที่เป็นอาการของสัตว์นรก จับได้แล้วมันอยู่ตรงนี้ ไม่มีสถานที่ตัวตนรูปร่างให้รู้แต่จะรู้ได้ด้วย อาการ ลิงค นิมิต อุเทส คนที่โยนิโสมนสิการเพราะไม่รู้รูป ไม่รู้นาม ไม่รู้จักกาย เพราะใช้สัญญาวิปลาส

วิปัลลาสสูตร [ 49 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัญญาวิปลาส จิตวิปลาส ทิฐิวิปลาส 4 ประการนี้ 4 ประการเป็นไฉน คือ สัญญาวิปลาส จิตวิปลาส ทิฐิวิปลาส ในสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง 1 ในสิ่งที่เป็นทุกข์ว่าเป็นสุข 1 ในสิ่งที่ไม่ใช่ตนว่าเป็นตน 1 ในสิ่งที่ไม่งามว่างาม 1 สัญญาวิปลาส จิตวิปลาส ทิฐิวิปลาส 4 ประการนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัญญาไม่วิปลาส จิตไม่วิปลาส ทิฐิไม่วิปลาส 4 ประการนี้ 4 ประการเป็นไฉน คือ สัญญาไม่วิปลาส จิตไม่วิปลาส ทิฐิไม่วิปลาส ในสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าไม่เที่ยง 1 ในสิ่งที่เป็นทุกข์ว่าเป็นทุกข์ 1 ในสิ่งที่ไม่ใช่ตนว่าไม่ใช่ตน 1 ในสิ่งที่ไม่งามว่าไม่งาม 1 สัญญาไม่วิปลาสจิตไม่วิปลาส ทิฐิไม่วิปลาส 4 ประการนี้แล ฯ

พ่อครูว่า… สัญาวิปลาสเพราะทิฏฐิวิปลาสมาก่อน ทิฏฐิวิปลาสเพราะว่าไปยึดถือความรู้เก่าของอาจารย์ที่มิจฉาทิฏฐิมาก่อน อาตมาทำงานยุคนี้ก็ยาก ที่เขามีอุปทาน 4 อยู่เต็มบ้อง เขาไม่รู้จัก กามสุขัลลิกะ และอัตตกิลมถะเลย เป็นธรรมะสองเขาไม่รู้หรอก อาตมาทำไปก็ไม่ท้อ อย่างน้อยมีพวกคุณมาให้เข็นให้ทำงาน มีแค่นี้ก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้ามีเพ ิ่ มเติมก็ดี ทิฏฐินี้ต้องเข้าใจเข้าถึง บรรลุความเป็นทิฏฐิก่อนจึงเรียกว่าสัมมาจริงๆ ว่าทิฏฐิคือเช่นนี้เอง เราฟังสัตบุรุษเป็นมิตรดีแล้ว ก็เข้าใจ แล้วปฏิบัติ รู้ใน แสงเงินแสงทอง 7 [ 129 ] มิตรดี เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [ 131 ] สีลสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [ 132 ] ฉันทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [ 133 ] อัตตสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [ 134 ] ทิฐิสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค ที่เป็นองค์ธรรม 6 ของสัมมาทิฏฐิอนาสวะ เป็นปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธัมวิจัยสัมโพชฌงค์ สัมมาทิฏฐิ มัคคังคะ [ 135 ] อัปปมาทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [ 136 ] โยนิโสมนสิการสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค

ทิฏฐิ 2 คือปรโตโฆษะกับโยนิโสมนสิการ แล้วก็ต้องมาเข้าใจทางเดินมรรค โพธิปักขิยธรรม 37 จึงเกิดผลเป็น โลกุตรธรรม 9 เข้าใจตั้งแต่กายในกาย เวทนาในเวทนา ไล่ไปโพชฌงค์ 7 มรรค 8 เข้าถึงจิตอุเบกขาในโพธิปักขิยธรรม จะปฏสัมพัทธ์ ร้อยเรียงเกิดเป็น โลกุตรธรรม 8 ไล่ไปจากการปฏิบัติมรรค 37 สภาพนี้แหละร้อยเรียงเป็น บุคคล 8 จนถึงนิพพาน เป็นโลกุตรบุคคลที่ 9 เป็นลำดับ ผู้มีสภาวธรรมเห็นรูปรอยธรรมะงามสอดร้อยกัน ปฏิสัมพัทธ์กันอย่างวิเศษ โดยเริ่มจากความเข้าใจคำว่า “กาย” ในสติปัฏฐาน 4 แล้วเมื่อลงมือปฏิบัติด้วยการกำหนดพฤติกรรมที่เป็นสักกายะของตนเอง ที่เป็นพฤติกรรมที่เป็นปัญหาของตนเองโดยส่วนตน และหรือที่มีปัญหากับคนอื่นหรือหมู่กลุ่ม แล้วนำมากำหนดเป็นพฤติกรรมที่จะสังวรศีล ในจรณะข้อ 1 เรารู้สักกายะ แล้วรู้ว่าจะปฏิบัติกายในกาย เราต้องมีทิฏฐิรู้ว่ากายคืออะไร แล้วอ่านสักกายะให้ออก ว่านี่อาการ ลิงค นิมิต เช่นนี้คือสักกายะ แล้วพิจารณากายในกาย เวทนาในเวทนาก็มีอกุศลจิตตัวผีที่ต้องจับให้ได้ จนเป็นจิตในจิต ธรรมในธรรม ธรรมะก็สะอาดขึ้นๆ ตามลำดับ และทำตามลำดับความสัมพันธ์ใน จรณะ 15 วิชชา 8 ในข้อ 1-10 เกิดเป็น “ปัญญา” ในจรณะข้อ 11 นี่ก็แสดงว่า ปฏิบัติธรรมจะได้สภาวะไปตามลำดับ อาจจะถือศีล 5 เช่นกันแต่ตัวผีคนละตัว เราไม่ฆ่าสัตว์ก็ไม่ฆ่าสัตว์คนละตัว บางคนสัตว์ตัวนี้อยากฆ่า แต่อีกตัวไม่อยากฆ่า อาตมาเคยมีเพื่อนเกลียดงู ไม่ฆ่าจะนอนไม่หลับ โดยพฤติกรรมที่นำมา “สังวรศีล” เป็นพฤติกรรมที่ต้องการปรับเปลี่ยนให้มีผลพัฒนาการไปตามลำดับในสัมมาทิฏฐิ 10 แล้วสั่งสมอินทรีย์พละเพิ่มในอินทรีย์ 5 เกิดผลเป็นพละ 5 ที่เป็นไปตามลำดับขั้นตอนในโพธิปักขิยธรรม 37 ส่งผลให้สามารถยกระดับจากสัมมาทิฏฐิ 10 ไปเป็นสัมมาทิฏฐิอนาสวะ 6 ได้ ปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้ามีอปัณกปฏิปทา คือทางปฏิบัติที่ไม่ผิด มีสำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ... พยายามเรียนรู้เมื่อสัมผัสแล้วเกิดกิเลส เรามีสติตื่นรู้ชาคริยานุโยคะ พิจารณาในกายเวทนาจิตธรรม หรือสัมมัปปธาน 4 ปหานกิเลสให้ได้เกิดผลเป็นภาวนาปธาน เกิดรักษาผลด้วยอนุรักขณาปธาน สอดร้อยร้อยเรียงกันอยู่ แล้วจะเกิดจิตที่สั่งสมไว้อีก 7 ชนิด มีศรัทธา ที่เป็นการเชื่อนี้ไม่ใช่เกิดจากเชื่ออะไรเละเทะ อย่างมงคลตื่นข่าวนี้ไม่ใช่เลย ต้องเกิดศรัทธาจากได้ผลการปฏิบัติของตน แล้วจะเกิดหิริโอตตัปปะ แต่ก่อนเราฆ่าสัตว์โดยไม่ละอายเลย ฆ่าเพราะเห็นมันควรฆ่า มันทำลายข้าวของทำร้ายเรา มดปลวกก็ขยี้เลย ไม่รู้เรื่องว่าชีวิตเขาก็ชีวิต เราก็มีชีวิต หรือฆ่าด้วยโกรธ ก็ฆ่า หรือฆ่าด้วยชอบก็ฆ่า คือฆ่ามากิน ไม่เคยสำนึกสังวร ไม่รู้เรื่องเลย ก็จะได้รู้เลยว่า การปฏิบัติกับชีวิตนี้ มันควรเมตตาเกื้อกูลเผื่อแผ่กันไม่ใช่คิดร้ายปรารถนาร้ายต่อกัน จะเกิดจิตประเสริฐจิตดี ของๆคนอื่นในศีลข้อ 2 ก็จะรู้ว่าของคนอื่น เราแย่งเขามา เอาอำนาจบาทใหญ่ ดีไม่ดีเอาอาวุธจี้ปล้นมาเลย แม้ไม่หยาบแบบนั้นแต่ก็เบียดบังมา เอามาทำไม มันควรสร้างของตนเองแล้วเหลือเผื่อคนอื่น สัตว์เดรัจฉานมันยังหาเลี้ยงชีพเลี้ยงครอบครัวได้ เราก็จะไม่ติดยึดเกิดความละอาย ในสิ่งไม่ควรติดยึด เสียเวลาแรงงานทุนรอนในสิ่งไร้สาระคุณค่า เป็นอบาย ควรทำในที่ลับเป็นของไม่ควรเปิดเผย ไม่ควรปฏิบัติ แต่ก็ไปติดสนุกเอร็ดอร่อย แต่ก่อนเราไม่ประสีประสาโง่เง่า เกิดหิริโอตตัปปะ โดยเฉพาะกับข้อศีลที่เราสมาทาน ไม่ต้องเอานัยลึกมากก็ได้ ทำไปตามลำดับ เช่น แต่ก่อนตะกละแย่งเอาของคนอื่นไม่ละอายหรือฆ่าสัตว์โดยไม่ละอาย แต่ว่าถ้าปฏิบัติธรรมได้ผลจะเกิดจิตสำนึกดี มีหิริโอตตัปปะ ละอายจนถึงกลัวบาปเลย ก็เกิดพหูสูตร เจริญพัฒนาอย่างยิ่ง เป็นพาหุสัจจะ เป็นสัจจะที่มากขึ้นๆ พหูสูตรคือรู้ยิ่งอย่างบรรลุธรรม ไม่ใช่แค่ปริยัติ แต่ได้ปฏิบัติ ศีล อปัณกธรรม แล้วบรรลุธรรมมากขึ้นก็เป็นพหูสูตร หรือพาหุสัจจะ ก็เจริญขึ้น ตั้งแต่เกิดศรัทธา หิริ โอตตัปปะ พหูสูตร วริยะ ก็จะเจริญ มีสติ ปัญญา ซ้อนเป็นสภาพหมุนรองเชิงซ้อน มีวิริยะ จิตตะ วิมังสา มีสติเจริญขึ้น มีชาคริยาตื่นขึ้นอีกเยอะ วิริยะ สติ ปัญญา เกิดเป็นปัญญาในจรณะข้อ 11 ปัญญาที่มีหิริโอตตัปปะ พหุสัจจะ มีวิริยะ สติ ในนี้มีอินทรีย์ 5 ไม่มีแค่สมาธิ เพราะในสัทธรรม 7 เกิดจิตสั่งสมเป็นจิตดี เป็นฌาน 1-4 จากสัทธรรม 7 ก็เป็นฌาน 1-4 อาการนี้เกิดเป็นศรัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ ปัญญินทรีย์ ขาดแต่สมาธินทรีย์ ซึ่งก็คือรวม 7 ตัวนี้แหละเป็นสมาธินทรีย์ ซ้อนเป็นฌาน 1-4 แล้วขยายปัญญา ฌาน นี้เป็น วิชชา 8 นี้คือวิชชาจรณสัมปันโน คือจรณะ 15 วิชชา 8 ร้อยมาลัยเป็นพวง โสดาฯ สกิทาฯ อนาคาฯ อรหันต์ ไม่ใช่ว่าใสเป็นโสดาฯ สกิทาฯ อนาคาฯ อรหันต์ แต่เป็นมาลัยที่ร้อยสวยงามเป็นลำดับ สั่งสมอินทรีย์พละเพิ่มในอินทรีย์ 5 เกิดผลเป็นพละ 5 ที่เป็นไปตามลำดับขั้นตอนในโพธิปักขิยธรรม 37 ส่งผลให้สามารถยกระดับจากสัมมาทิฏฐิ 10 ไปเป็นสัมมาทิฏฐิอนาสวะ 6 ได้ มีสติสัมโพชฌงค์ มีวิริยะ มีปีติ เกิดผล แล้วจิตระงับเป็นปัสสัทธิ แล้วเป็นสมาธิ เป็นอุเบกขาสัมโพชฌงค์ สมาธิสูงสุด สั่งสมเป็นอุเบกขาสัมโพชฌงค์ เจริญในองค์ 5 อุเบกขาปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา ซ้อนไปเรื่อยๆ ทำสั่งสมทุกปัจจุบัน 36 สั่งสมเป็นอดีต 36 ที่เป็นสูญ อุเบกขาแข็งแรง ในองค์ธรรม 5 อุเบกขา ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา ผุฏฺฐสฺส โลกธมฺเมหิ จิตฺตํ ยสฺส น กมฺปติ เป็นอเนญชาภิสังขารอย่างสมบูรณ์แบบ สัมผัสกับโลกเขาอย่างไรก็นิจจัง ทุวังสัสตังตลอดเวลาจะเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับโลกก็จะรู้โลกมากขึ้น อนุโลมปฏิโลม ด้วยสัปปุริสธรรม 7 มหาปเทส 4 ช่วยโลกได้มากขึ้น จิตปัญญาก็แววไว เจโตก็ปรับได้ง่าย จิตหัวอ่อน ทำการงานอันดีได้สัดส่วน พอเหมาะ ในอุเบกขา 5 องค์ธรรมนี้เราจะเกิด ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา ถ้าไม่รู้ สัมมาทิฏฐิ 10 ก็จะปฏิบัติให้เกิดทิฏฐิของอนาสวะ 6 ไม่ได้ ต้องเข้าใจตัวทิฏฐิที่ขึ้นต้นตัวแรกเลย 1. ทานที่ให้แล้ว มีผล(ให้กิเลสลด) (อัตถิ . ทินนัง) 2. ยัญพิธี (พิธีการปฏิบัติ) ที่บูชาแล้ว มีผล (อัตถิ ยิฏฐัง) 3. สังเวย(เสวย)ที่บวงสรวงแล้ว มีผล (อัตถิ หุตัง) จิตเสวยผล ที่ได้ส่วนแห่งบุญ ชำระกิเลสออกได้เป็นส่วนๆ ปุญญภาคิยา หรือปุญญภาค ชำระกิเลสได้ส่วนแห่งบุญได้ผลแก่ขันธ์ 4. ผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้ว มีแน่ (อัตถิ สุกตทุกกฏานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก) จะรู้โลกโลกียะโลกุตระ 5. โลกนี้ มี (อัตถิ อยัง โลโก) หมายถึง วนในโลกีย์เดิมๆ . 6. โลกหน้า มี (อัตถิ ปโร โลโก) หมายถึง โลกโลกุตระ 7. มารดา มี (อัตถิ มาตา) 8. บิดา มี (อัตถิ ปิตา) 9. สัตว์ที่ผุดเกิดอุปปัติเอง มี (อัตถิ สัตตา โอปปาติกา) พ่อครูว่า… เป็นอุบัติเทพ แล้วเป็นวิสุทธิเทพไปตามลำดับ ไม่หลงไปกับสมมุติเทพที่คือสมมุติกันไปต่างๆนานา สัตว์นรก สัตว์สวรรค์ ตายทันทีไม่มีซาก แล้วก็เกิดเป็น อุบัติเทพทันที คนนั้นจะรู้การเกิดการตายของสัตว์โอปปาติกะ เราเห็นของจริงโดยตนเอง เอโกเลย ไม่ต้องเชื่อใครว่าสัตว์ในตัวเราตายก็เกิดเป็นเทวสัตว์พรหมสัตว์ไม่ได้มีตัวตนบุคคลเราเขาแต่เป็นนามธรรมเกิด เป็นโอปปาติกโยนิ 10. สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) พ่อครูว่า… คำว่าสยังอภิญญา พระพุทธเจ้าระบุตรัสเป็นเงื่อนไขหลักความจริงว่า สยังอภิญญาไม่ใช่แค่ภูมิปัจเจก เราปฏิยัติได้ก็เป็นปัจจัตตัง เห็นการเกิดการตายของโอปปาติสัตว์ในปัจเจกของตน จนคนนี้สั่งสมจนเป็นของตนเป็นสยังอภิญญา มีความรู้ยิ่งอันเป็นสัมมาทิฏฐิ เป็นสัมมาปัญญาของพระพุทธเจ้าเพราะเป็นผู้อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา พอเกิดมาชาตินี้ไม่ได้เรียนจากใครเลยก็มีของตน แต่ไม่ใช่สยัมภู เป็นสาวกภูมิอยู่ ไม่ใช่สัมมาสัมพุทธเจ้า ข้อ 10 นี้ท่านตรัสเอาไว้ว่าจะมีคนชนิดนี้ให้คนได้เห็น ได้ศึกษา พูดไปแล้วก็เหมือนอวดตัวเอง ก็ขออภัยหากเกิดอาการไม่ดี แต่มันเป็นเวลาอธิบายวิชาการ ธรรมะ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน