580410_ตอบปัญหาฆ่ากิเลสให้บริสุทธิ์-๒-งานปลุกเสกฯ-ปี๒๕๕๘.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์348 KB
วันที่แก้ไข30 กรกฎาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

580410_ ตอบปัญหาฆ่ากิเลสให้บริสุทธิ์ 2 โดยพ่อครู งานปลุกเสกฯ ปี 2558 ราชธานีอโศก

พ่อครูว่า...วันนี้วันที่ 10 เมษายน 2558 ที่ราชธานีอโศก ถึงเวลาตอบปัญหาฆ่ากิเลสให้บริสุทธิ์ อีกไม่กี่วันก็ตลาดอาริยะ งานของทางจังหวัดเริ่มตั้งแต่ วันที่ 12 อาตมาเห็นว่าเป็นนิมิตดีมากเลย ที่ทางจังหวัดมาร่วม ที่จะได้ช่วยกันพัฒนา เรามีสมรรถนะ เขาก็เจตนาดีร่วมมือประสาน เป็นโอกาสดีที่จะช่วยกันทำคนละเรี่ยวแรง จะได้สร้างบ้านแปลงเมือง คสช. เขาก็พยายาม เราก็ทำตามประสาเรา

ปัญหาที่ คุณอุรินทา ถามมา เอาประเด็นที่ถามมาเลย

_ ประเด็นที่สอง เกี่ยวกับราชธานีอโศก 1. เพราะเหตุใดจึงเลือกตั้งพุทธสถานและชุมชน ณ ที่แห่งนี้ 2. การประกาศให้ที่แห่งนี้เป็นชมพูทวีป เป็นแผ่นดินแห่งพระพุทธศาสนา เพราะเหตุใด มีที่มา หรือองค์ประกอบใด สุดท้ายแล้วในประเด็นเรื่องของตลาดอาริยะนั้นคืออะไร หากจะให้หลวงปู่ได้อธิบายถึงรายละเอียดต่างๆ ของที่มา และแนวคิดการเกิดตลาดอาริยะ หรือประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องค่ะ หากสิ่งที่ พ่อครูได้ให้ความกรุณาที่จะตอบ มีความครบถ้วนสมบูรณ์พอที่จะทำให้เห็นภาพรวมความเป็นมาของชาวอโศก ข้าพเจ้าจะจัดทำเป็นเอกสารเพื่อใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้นให้แก่ผู้ที่สนใจจะศึกษา เกี่ยวกับเรื่องราวของชาวอโศกทำความเข้าใจเบื้องต้นเพื่อศึกษาในรายละเอียด เรื่องอื่นๆ ต่อไป และเป็นการทำประโยชน์ให้กับชุมชนอีกทางหนึ่ง ขอขอบพระคุณค่ะ

_ ทั้งนี้ขอกราบเรียนถามหลวงปู่ ในประเด็นที่หนึ่ง คือ ภาพรวมของความเป็นอโศก ดังนี้ 1. จากการที่ได้ฟังหลวงปู่เทศน์เมื่อวันที่ 31 มีนาคม เกี่ยวกับการที่หลวงปู่ต่ออายุไขถึงอายุ 151 ปี นั้น ได้มีการแบ่งออกเป็น 4 ช่วง คือ 36 ปีแรก ดำรงชีวิต อยู่ในฆราวาส 36 ปีต่อมา ถือได้ว่าไปช่วงเริ่มแรกข

อ่านต่อ

องอโศกได้หรือไม่ และหากมองย้อนไป หลวงปู่คิดว่า อโศกในช่วง 36 ปีแรกนั้นเป็นอย่างไร 36 ปี ต่อมานับเป็นช่วงปัจจุบันของชาวอโศก หลวงปู่จะมีแนวทางหรือวางแนวทางอย่างไรให้กับอโศก และ 36 ปีช่วงสุดท้าย หลวงปู่คิดหวังว่าอโศกจะเป็นอย่างไร ถ้าเป็นไปได้หลวงปู่หวังจะให้ไปถึงระดับไหน โดยการแบ่งในลักษณะนี้จะทำให้เห็นภาพรวมของอโศกตั้งแต่อดีต ปัจจุบันและอนาคต

พ่อครูว่า… ตอบคำถาม 1. เพราะเหตุใดจึงเลือกตั้งพุทธสถานและชุมชน ณ ที่แห่งนี้ ...อาตมาเองไม่ได้เจตนาจะตั้งเสียทีเดียว อาตมาก็ตั้งชุมชนอื่นก่อนที่นี่หลายพุทธสถาน ตั้งแต่ลาออกจากมหาเถรสมาคม พ.ศ. 2518 ไปอยู่แดนอโศกก็ไม่ใช่ที่ของเรา เมื่อ ได้บวชเป็นภิกษุแล้ว ก็ ต้องมีอารามเป็นที่อาศัย เราได้จาริกมาที่ศีรษะอโศกและศาลีอโศก เป็นป่าช้า สมณะเราก็มาปักหลัก ที่ไพศาลี ที่ศีรษะอโศกก็ท่านดินดี กับท่านอัคควัณโน มาคู่กันที่ศรีสะเกษ ยึดหัวหาดป่าช้า พอเราประกาศนานาสังวาส ก็มาที่ป่าช้าก่อน จากนั้นก็มี คุณสันติยา บริจาคที่ให้สร้างวัด ที่สันติอโศก เราตั้งชื่อว่าสันติอโศก แต่ก่อนนี้มันไกลนะ มันเปลี่ยว แท็กซี่ไม่ยอมไปเลย ตอน พ.ศ. 2519 จากนั้นก็ตั้งหลายพุทธสถาน และหลายชุมชน

ที่บ้านราชฯ ที่ดินของหนึ่งฟ้าเขา อาตมาก็นึกไม่ออกว่าแปลงไหน? ประมาณ 20 กว่าไร่ เขาก็ยกให้ ยกให้เป็นปีแล้ว อาตมาก็ไม่สนใจ เขาก็เซ้าซี้ให้มาเอา … เป็นที่น้ำท่วม แล้วมันก็ไม่น่าสนใจอะไร เขาก็เซ้าซี้ อาตมามาดูแล้ว เขาก็ตั้งใจอยากจะให้นะ อาตมาก็รับไว้ แล้วก็ทิ้งไป จนอาตมาอายุ 60 ปี ก่อนถึง 60 ปี อาตมาก็เปรยๆ กับพวกเรา ก็มีคน 7 คน ชื่อนำหน้าดาว เรียกว่า 7 ดาว มาตั้งรกราก ที่ใต้ต้นฉำฉาใหญ่ เขาก็ตั้งกระต๊อบ ใส่ตู้คอนเทนเนอร์ใหญ่ พออาตมาอายุ 60 ปีเขาก็จะจัดงาน สมาธิสมโพช ให้อาตมา ตอนศีลสมโภช ก็ที่สวนลุมพินี ฉลองใหญ่ แต่มาสมาธิสมโภช ก็มาฉลองที่บ้านราชฯ ตอนนั้นฝนตกเลอะไปหมด ใครไม่ลื่นล้มไม่มี สนุกสนานกันใหญ่เลย ก็มีเวทีทำอะไรกันไป มีดอกไม้ไฟ จุดพลุด้วย . .. พอเขาฉลองแล้ว อาตมาก็ขึ้นมาถึงที่ข้างบนไปดูที่ทาง พอดูเสร็จ ก็หยั่งลง พยายามทำให้เป็นราชธานีอโศก ก็ลองดู พยายามให้เป็นหลักเป็นฐาน จนทำในลักษณะที่เราจะสร้างสังคมชุมชน แต่ก่อนโบราณเขามีหัวหน้าเผ่าแล้วมีลูกบ้าน มีชีวิตองค์รวม ขยาย เป็นรัฐ เป็นประเทศ อันนี้ก็นัยเดียวกัน เรามีจิตวิญญาณเป็นตัวประธาน เป็นตัวหลัก พอคนอย่างพวกเรามารวมกัน มีทิฏฐิสามัญตา ระลึกอย่างอาริยะ เจริญสูงสุด จนเป็นอรหันต์ เรามีความคิดตรงกันและมี ศีลสามัญตา หลักเกณฑ์ที่จะไปสู่เป้าหมายเป็นปฏิปทาก็เสมอสมานกัน ก็เกิดความจริงขึ้นมา

เจตนาตอนแรก ตั้งที่นี่ก็ไม่คิดจะให้เป็นสาธารณโภคี เราทำสาธารณโภคีที่อื่นมาก่อน มันก็อืดก็ช้า ก็เลยอนุโลมให้ที่นี่ มีทำงานได้รายได้ ไม่ได้เจตนาทำสาธารณโภคีอย่างชุมชนอื่นๆ แต่ทำไปทำมาก็เป็นสาธารณโภคี แล้วชุมชนเราอยู่ที่ไหนก็เกื้อกูลชุมชนรอบข้าง เช่นที่นี่เราทำถนนเข้ามา ให้หมู่บ้านอื่นด้วย เราจะทำประปาแต่เขาก็ระแวงไม่ให้ทำ ก็ไม่เป็นไร ทุกวันนี้บ้านกุดระงุม เรื่องน้ำ เรื่องไฟฟ้า เรื่องถนน เรื่องเจ็บป่วย ก็ให้เราไปช่วย เราก็ไปทำให้ เป็นงานการเมืองภาคประชาชนแท้ๆ อาตมาเห็นพฤติกรรมสังคมพวกเราที่ปฏิบัติจริง ก็เห็นว่าถูกสัจธรรม เป็นไปได้ อาตมาก็เลยคิดว่าแหล่งนี้เป็นแหล่งรวม

สรุปว่าเหตุใด?. ก็เหตุไม่เจตนา มัน Born to be อะไรจะเกิดมันก็เกิด Whatever will be will be. ไม่ได้เจตนาอะไรมากมาย บางทีห้ามไม่อยู่ด้วยนะ เหตุใจจึงเลือก ไม่ได้เลือก ถูกยัดเยียด แล้วไม่ได้อยากตั้ง มันจะเกิดขึ้นมาเอง

2. การประกาศให้ที่แห่งนี้เป็นชมพูทวีป เป็นแผ่นดินแห่งพระพุทธศาสนา เพราะเหตุใด มีที่มา หรือองค์ประกอบใด.... เพราะเหตุใด?...การประกาศแผ่นดินแห่งนี้ บ้านราชฯ ให้เป็นชมพูทวีป อาตมาไม่ได้ประกาศว่าที่นี่เป็นชมพูทวีป แต่อาตมาประกาศยิ่งกว่านั้น ประกาศว่าประเทศไทยเป็นชมพูทวีป ชมพูทวีปย้ายจากอินเดียมาไทยแล้ว เพราะเหตุว่า มันเป็นชมพูทวีปก็ต้องมีสิ่งยืนยัน จะเป็นทวีปชมพู ก็ต้องมีคนที่เป็นมนุษย์ชมพูทวีป ต้องมีสุรภาโว สติมันโต อิธพรหมจริยวาโส ที่นี่จะมี สัปปายะ 4 (เสนาสนะ บุคคล อาหาร ธรรมะ) คนต้องมีสัมมาทิฏฐิ ปฏิบัติสติ สัมปชัญญะ สัมปชาโน สัมปชลติ ... เป็นพฤติกรรมมีหมู่มวล เกิดมาจากทฤษฎีสัมมาทิฏฐิ เกิดจากมนุษย์มีดวงตาเห็นได้ก็มาร่วมกันแล้วทำให้เกิด มีพฤติกรรมสังคมพอสมควรจนอาตมาเห็นว่าหยั่งลงแล้ว เกิดนิยตะ เที่ยงแท้ มีนิจจัง ธุวัง แล้วจะสัสสตัง หรือไม่ก็ต้องต่อไป แต่ตอนนี้อาตมาเห็นว่า ยั่งยืนยาวนานไปได้ หรือว่าตลอดกาลไป จะจริงหรือไม่ อาตมาก็ว่าจากเที่ยงแท้ ยั่งยืนก็จะก่อไปนานเท่านาน แล้วไม่มีอะไรหักล้าง ตายแล้วไม่มีฟื้น อสังกุปปัง ยังไม่ถึง กับพิสูจน์อสังกุปปังก็ตาม แต่ว่ามีนิจจัง ธุวัง สัสตังอยู่ อาตมาก็จะนำพาไป

ก็คือมาวันนี้แล้ว มันก็เป็นรูปร่างไม่ใช่ป่าดิบ ไม่ใช่ป่าบุ่งป่าทาม ที่เขาอ้างว่าออกโฉนดไม่ได้ ตอนนี้สัจธรรมเกิดจริง เพราะองค์ประกอบอันสัปปายะ 4 เสนาสนะ บุคคล อาหาร ธรรมะสัปปายะ อาตมาจึงประกาศชมพูทวีป ไม่ได้พูดเพ้อเจ้อหลอกลวงนะ และอาตมามั่นใจว่าจริง ยิ่งอาตมาประกาศว่าประเทศไทยเป็นชมพูทวีปด้วย ไม่ใช่แต่ที่นี่ และที่นี่เป็นหลัก แล้วจะก่อเป็นเครือแหชาวอโศก ที่มีอยู่แล้ว ช่วยกันสร้างราชธานีอโศก

_ ทั้งนี้ขอกราบเรียนถามหลวงปู่ ในประเด็นที่หนึ่ง คือ ภาพรวมของความเป็นอโศก ดังนี้ 1. จากการที่ได้ฟังหลวงปู่เทศน์เมื่อวันที่ 31 มีนาคม เกี่ยวกับการที่หลวงปู่ต่ออายุไขถึงอายุ 151 ปี นั้น ได้มีการแบ่งออกเป็น 4 ช่วง คือ

36 ปีแรก ดำรงชีวิต อยู่ในฆราวาส 36 ปีต่อมา ถือได้ว่าไปช่วงเริ่มแรกของอโศกได้หรือไม่ และหากมองย้อนไป หลวงปู่คิดว่า อโศกในช่วง 36 ปีแรกนั้นเป็นอย่างไร 36 ปี ต่อมานับเป็นช่วงปัจจุบันของชาวอโศก หลวงปู่จะมีแนวทางหรือวางแนวทางอย่างไรให้กับอโศก และ 36 ปีช่วงสุดท้าย หลวงปู่คิดหวังว่าอโศกจะเป็นอย่างไร ถ้าเป็นไปได้หลวงปู่หวังจะให้ไปถึงระดับไหน โดยการแบ่งในลักษณะนี้จะทำให้เห็นภาพรวมของอโศกตั้งแต่อดีต ปัจจุบันและอนาคต

พ่อครูว่า… ช่วง 36 ปีแรกนั้น สมัยฆราวาส อาตมาไม่รู้ตัว ไม่มีใครพยากรณ์ว่าเป็นโพธิสัตว์ด้วย แต่พระพุทธเจ้าท่านมีคนพยากรณ์ไว้ อาตมาศึกษาทั้งไสยศาสตร์และวิทยาศาสตร์ แต่วิทยาศาสตร์มีเหตุมีผลพิสูจน์ได้ แต่ไสยศาสตร์ ได้เก่งกว่าแต่พิสูจน์ไม่ได้ สรุปว่าทุกอย่างอยู่ที่ใจ มาจากจิต แล้วจิตอันไหนถูก ระหว่างวิทยาศาสตร์และไสยศาสตร์ก็ไม่รู้ ก็เลยมาศึกษาของพุทธ อาตมามีบารมีเอง ไม่ได้ไปศึกษาสำนักไหนเป็นเรื่องเป็นราว ก็ไปดูบ้างแต่ไม่ได้ศึกษาเข้าไปจริงจัง มีบารมีรู้ได้เอง จากนั้นก็ออกจากทางโลกมาสู่ทางธรรม ตอนอายุ 36 ปี ถ้าอยู่ทางโลกก็ต้องรุ่งเรืองทางโลกได้ อาตมาไม่ได้ด้อยสามารถอะไร ถ้าอาตมาทำ … อาตมาเกิดก่อนอากู๋ แกรมมี่หรืออาร์เอสได้นะ แต่มันถึงเวลาต้องออกมา ก็ไปอยู่วัดอโศการาม ก็ไม่ได้คิดจะบวช เพราะคิดเลยว่าสงฆ์หมู่ใหญ่ไม่เอาถ่าน แต่ไม่มีทางเลือกก็ต้องเอาทางนี้ จนจะไม่บวชนะ ไปอยู่ตามฐานะของเรา เป็นดาราแล้วใส่เสื้อผ้าอย่างนี้ เดินทั่วไป คนบางพวกเข้าใจก็เอาไปนั่งบรรยายกับวิทยากรที่ใส่เนคไท เสื้อนอก คนไม่เข้าใจก็หาว่าบ้า คนไม่นับถือก็ลบหลู่ ก็เลยบอกท่านเจ้าคุณที่วัดอโศการาม ว่าจะบวช (ตอนแรกว่าอีก 10 ปี จะบวชแต่อยู่ไปไม่ถึงก็ขอบวชแล้ว) เพราะว่าต้องมีรูปแบบองค์ประกอบเป็นพระ คนก็จะเข้าใจง่าย รับได้ดีกว่า ก็เลยขอบวช ทั้งที่เป็นคนเดิม แต่เอาจีวรมาห่มเท่านั้นเป็นพระเลย ไปไหนคนก็โอ้โห ศรัทธา ได้เรื่อง ตั้งแต่บวช พศ. 2513 จนมาถึงปี 2549 เราก็ได้เดินทางเข้าสู่สนามการเมือง เพราะฉะนั้นใน 36 ปีที่สอง ก็ได้ฟูมฟักตัว

อโศกในช่วง 36 ปีแรก หากจากปี 13+ 36 = 49 ช่วงนั้นเรายังไม่ออกไปทางการเมือง เราก็ฟักตัวซ่องสุมพลพรรค แต่มีการเมืองไหม? ก็มี ฟ้าก็ส่ง คุณจำลอง มา ซึ่งเป็นนักการเมืองมาแต่ไหนแต่ไร ตั้งแต่เป็นทหารยังเติร์ก ตั้งแต่ พ.ศ. 2522 ก็โผล่มาที่อโศก เราก็ทำงานทางศาสนา อาตมาก็ไม่ได้คิดไปทางการเมือง เราก็คิดจะให้พัฒนาการทางศาสนาเพิ่มขึ้น จนมาบวช พ.ศ. 2518 ก็ขอแยกจากมหาเถรสมาคม เพราะคิดว่าสงฆ์กระแสหลักไม่ใช่ทางที่ถูก จนเราทำมาอยู่ได้อย่างที่มีความแน่นใน มีแก่นแกน หนักพอที่จะถ่วงสิ่งที่เราจะอนุโลมกับโลกได้ ก็อนุโลมไปได้ แต่ไม่ใช่ว่าเราเสื่อมลงนะ อนุโลมคือถ้าสิ่งที่โลกเป็น เราไปร่วมกับเขาไม่ได้เขาจะฉุดเราลง เราก็ไปร่วมไม่ได้แต่ถ้าเราแข็งแรงเราก็จะดึงเขาขึ้นมาได้ เราไปร่วมกับการเมืองตั้งแต่ ปี 49 เราไม่ได้ตกร่วงนะมีแต่เราดึงเขาเข้ามา ใครหลายคนก็มาจาก พธม. มีที่เข้ามาไม่ได้ก็ออกไป ...เรามีแก่นแกนแล้ว ที่ข้างนอกสลายเราไม่ได้ แต่เรากลับไปได้มิตรดีสหายดีมาร่วมด้วย เมื่อเราทำตามหลักธรรมพระพุทธเจ้าแล้ว สิ่งที่อาตมาพูดนี้เป็นไปโดยธรรม

ถามว่ามีแผนหรือไม่? อาตมาก็ตอบทันทีว่า No project No planning อาตมาไม่ได้วางแผนไว้เลย รู้แต่ว่าตอนนี้มีโลโก้ของ บ. เดินหน้าฝ่ามหาสมุทร

หลายคนว่า อาตมาตายแล้ว หมู่กลุ่มนี้จะสูญ แต่อาตมาว่า มันมีลักษณะของความยั่งยืนถาวร คือสาวกแต่ละคนมีความยั่งยืน แล้วจะนำพากันไปได้อีก เหมือนสมัยพระพุทธเจ้าก็ไม่มีใครเก่งเท่าพระพุทธเจ้า แต่ก็นำพากันไปได้ ตอนนี้อโศกเริ่ม 36 ปีที่สองแล้ว จะเห็นพัฒนการของสังคมอโศก ก็เกิดจากชาวอโศกนี่แหละ ผู้ใดมีปฏิภาณปัญญา อาตมาก็เทศน์ไปแล้วว่า เกิดมาจะเอาอะไรเอาให้ชัด จะเอาธรรมะก็ให้ชัด ถ้าแน่ใจว่าที่นี่คือหมู่กลุ่มที่ชัดก็มาเอา แต่ถ้าไม่ใช่ก็ไม่ต้องมาเอา แต่ถ้าใช่ชัดก็ควรมา จะเป็นผลดีต่อตนเอง ต่อหมู่กลุ่ม และต่อประเทศ ต่อโลกเลยนะ

ตอนนี้อยู่ในช่วงสร้างสรร อาตมาแน่ใจ ว่าความไม่เที่ยงก็มีอยู่จริง อาตมาพยายามให้เข้มแข็งทุกด้าน แต่ความไม่เที่ยงก็คือความไม่เที่ยงนะ ถ้าโพธิรักษ์ตายแล้ว เป็นอะไรตาย ก็หัวใจล้มเหลว ก็ตอบกำปั้นทุบดินนี่หว่า

แล้วช่วงต่อไป เริ่ม 2550 - 2558 นี่คือช่วงที่สอง ถามว่าเกี่ยวกับนโยบาย 19 ด้านพรรคเพื่อฟ้าดินอย่างไร และมีความเป็นบวรอย่างไร (บ้าน วัด โรงเรียน) ...ก็เกี่ยวแน่ สังคมส่วนใหญ่มี บ้าน วัด โรงเรียน แต่แยกกัน แล้ว โรงเรียนล้มเหลว แย่งเอาความเด่นไปหมด แล้ววัดก็เป็นอภิสิทธิ์ชนมาก แต่ประสิทธิภาพไม่พอที่จะให้ประชาชนเขายกไว้ เขาพึ่งพระตอนประโลมใจ ตอนตาย หรือทำงานมงคลอะไร เป็นสีลพตุปาทาน ศีลธรรมก็แย่ แล้วการศึกษาเองไม่ได้ทำให้บ้านสัมพันธ์กัน แต่ทำให้บ้านแตกแยก ทุกวันนี้ยิ่งสังคมในเมืองก็บ้านใครบ้านมัน อย่าข้ามเขตกันนะ อาตมาสร้างชุมชน คุณมีสิทธิ์กะให้ 50 ตร.วา แต่อย่าทำรั้วนะ ตั้งแต่เริ่มจนถึงทุกวันนี้ คนจะฝ่าฝืนก็มีบ้างแต่ไม่เต็มที่เราไม่ให้ทำ แล้วเรามีวัดอยู่ในนี้ มีโรงเรียนในนี้ จะให้ศึกษากันในนี้ มาเป็นครูก็มาเป็นนักเรียนด้วย นักเรียนที่จะต้องฝึกให้มีระบอบระบบวิธีการ ให้มาเข้าสู่หลักเกณฑ์พวกนี้ อาตมาทำมาตั้งแต่ มวช. ว.สว. ว.บบบ. ว.นบ. ตั้งหลายอย่าง

อาตมาก็ขอบอกว่า ชาวบ้านราชฯ ที่เขามาเรียน ว.นบ. กัน เขาเรียนกันทุกวัน แม้คุณไม่ได้สมัคร ว.นบ. คุณก็เข้ามาร่วมกับเขาได้ ไม่มีใครห้ามกั้นคุณ แต่ก็ไม่ทำไม่ขวนขวาย คิดว่าตนไม่เป็น ว.นบ. ก็ไม่มาอันนี้ไม่มีปฏิภาณ ถ้าคุณมาก็ได้ประโยชน์

แล้ว บ้าน วัด โรงเรียนขาดกันไม่ได้ สามสภาพนี้

แล้วมีพรรคเพื่อฟ้าดินเกิด อาตมาก็พาพวกเราทำการเมืองภาคประชาชน เขียนรายงานส่ง กกต. จน กกต. เขาว่าไม่อยากอ่านเลยของพรรคเพื่อฟ้าดิน มันมีมากกว่าพรรคเขาเลย

บ้าน เป็นลักษณะของความสัมพันธ์ เห็นได้ว่าเด็กผู้ใหญ่ผู้แก่ของที่นี่ก็ร่วมกันอยู่ไม่ได้แยกส่วน บางอย่างอาจเหมาะกับแต่ละวัยก็เป็นบ้าง แต่ไม่ขาดกันเสียทีเดียว ไม่แบ่งแยก นี่คือพฤติกรรมที่เกิดจากทฤษฎีเปลี่ยนจิตใจของพระพุทธเจ้า บ้านหมายถึงสังคม ที่ประสานกันกับวัดและโรงเรียนไม่ได้แยกส่วนเหมือนในเมืองเขา แล้วเขาก็แยกกันอย่างแตะกันไม่ได้ นี่คือความล้มเหลวของบ้านของสังคม แม้แต่การศึกษาที่ต่างคนต่างแข่งขันกันใครฉลาดมากก็เอาไปเอาเปรียบ เอาโลกธรรมมาก เพื่อให้ตระกูลกู กับบริวารกูเท่านั้น ซ้ำศาสนาก็ลอกเลียนทำแบบโลกเห็นแก่ตัว ล้มเหลว

เรามาทำแล้วเป็นลักษณะของบวร สัมพันธ์กัน หรือจะแยกรายละเอียดของ 19 ด้านบุญนิยม ในนโยบายพรรคเพื่อฟ้าดินก็สัมพันธ์กันหมดทุกด้าน อาตมายังไม่เอื้อมไปต่างประเทศ เราไม่อยากให้กว้างมากแต่ไม่จริง เราแม้เล็กแต่ขอให้จริงดีกว่า

_ ถามว่า 36 ปี ต่อมานับเป็นช่วงปัจจุบันของชาวอโศก หลวงปู่จะมีแนวทางหรือวางแนวทางอย่างไรให้กับอโศก ...

อาตมาตอบเลยว่าไม่ได้วางแนวทางอะไร มีคนเขาถามว่าสอนคนอย่างไรมีหลักสูตรอย่างไรคนถึงมาเป็นแบบนี้ได้ อาตมาบอกว่าไม่รู้ อาตมาบอกแต่ว่าอาตมามีความจริงอะไรก็บอกไปเรื่อยๆ มีเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลายอย่างไรก็บอก จะมีหลักสูตรอย่างไรก็บอกไม่ได้หรอก ถามอนาคตจะเป็นอย่างไรมันมืด 16 ด้านเลย แต่ไม่กลัว อนาคตจะเป็นอย่างไรไม่กลัว อาตมามั่นใจว่าชาวอโศกจะเดินหน้าต่อ จะได้ไกลหรือไม่ก็อยู่ที่พวกคุณ อาตมามั่นใจว่า ถ้าอาตมาอยู่ พวกคุณก็หาว่าอาตมาเป็นแกนหลัก แต่ถ้าอาตมาตาย พวกคุณก็ต้องทำตนเป็นแกนหลัก หากไม่ทำตนเป็นแกน น้ำหรือลมพัดมาก็พังล้ม

ถ้าหัวหน้าล้มแล้ว พวกคุณต้องรวมตัวกันโดยอัตโนมัติ แต่ถ้าล้มแล้ว แยกวง ต่างคนต่างใหญ่ก็จะแยกไป แต่ถ้าไม่มีความคิดว่าใครใหญ่ ก็รวมกันได้แต่ถ้าคิดว่าใครใหญ่ๆ ก็แยกเป็นร้อยก๊กเลย พระพุทธเจ้าว่าอย่าทำ สังฆเภท เป็นการทำลายศาสนา เป็นอนันตริยกรรม มันพัง โดยสัจจะ ถ้าแตกกันแล้วศาสนาพัง ต่างคนต่างทำคนละไม้คนละมือทำศาสนาแตก บาปก็ตกอยู่ที่คนทำ พยายามพากเพียรอย่าให้แตกกัน รักษาความร่วมกันให้ได้

ทุกวันนี้เราพูดแต่ปากกันก็เยอะ เราพูดว่า ทุกอย่างต้องทำ ต้องฟังต้องเอาตามมติส่วนรวม แต่ภาคปฏิบัติสั่งเองทำเอง แล้วทำแค่ว่าให้ส่วนกลางรับทราบ อย่างนี้ไม่ได้ เป็นเผด็จการส่วนตัว ทำเสร็จแล้วก็มารายงานส่วนกลางให้เขาจำนนยอมรับ เราควรทำให้ส่วนกลางรับทราบ มีลายลักษณ์อักษรได้ก็ยิ่งดี ให้คนรับรู้ด้วยกัน ทำเป็นหมู่ ศาสนาพุทธคือศาสนาสงฆ์เป็นหมู่ พระพุทธเจ้าตอนปรินิพพาน มีผู้ไปถามว่าจะตั้งใครแทนพระพุทธเจ้า ท่านก็ว่าไม่ตั้ง ท่านวางระบบไว้หมดแล้ว ให้ร่วมกันทำ คณะทำงานสังฆกรรม ก็เลือกไปตามเหมาะสม สงฆ์มี 4 รูปก็ทำตามนั้น เอาคนที่เหมาะที่จะมาเข้าประชุมเป็นบัณฑิต กิจนี้สงฆ์ 4 รูป กิจนี้สงฆ์ 5 รูป กิจนี้ 10 รูป กิจนี้ 20 รูป แต่มากกว่านั้นก็ได้ นี่คือวิธีการบริหารของท่าน นี่คือยิ่งกว่า ประชาธิปไตย ไม่ไปตั้งใครมีอำนาจเป็นหนึ่ง ถ้าตั้งใครเป็นหัวหน้าศาสนาเท่ากับการทำลายศาสนา เห็นไหมว่าตอนนี้แตกไปเรื่อยๆ เพราะไม่เชื่อพระพุทธเจ้า ทำไม่ลงร่องลงรอยก็เสื่อม อย่าให้ใครเป็นใหญ่ฝ่ายเดียวต้องใช้หมู่กลุ่มทำตามธรรมวินัย ท่านตราไว้ดีแล้ว

ที่ถามว่า ชาวอโศกจะมีแนวทางอย่างไร ก็เป็นตามต้นทุนและปัจจุบันมีเหตุปัจจัยอย่างไร ตอนนี้กำลังพัฒนาขึ้นไปไม่ถึงยอดสุด... ตอนนี้เป็นช่วงที่สาม

ต่อจาก พ.ศ. 2550 – 2585 แล้ว ช่วงสุดท ้ าย 2586 - 2621 หลวงปู่คิดหวังว่าอโศกจะเป็นอย่างไร?....อาตมาไม่คิดหวังเลย หากถึง พ.ศ. 2621 แล้ว จะตายก็ตายไป แต่ถ้าทำได้ดีก็จะพักอีก 7 ปี

ต่อไปตอบปัญหา...?

_การระลึกชาติ เป็นแนวทางศาสนาพุทธไหม? เป็นหลักในแนวทางไหน? พ่อครูว่า… การระลึกชาติเป็นแนวทางของศาสนาพุทธ แต่เราเข้าใจการระลึกชาติผิดไป คำว่าบุพเพนิวาสานุสติญาณ คือการะลึกถึงสิ่งที่ผ่านมาแล้ว คือบุพเพ มีมาแล้วอะไรที่ตั้งอยู่ (นิวาส) จะเป็นกรรมกิริยาพฤติกรรมเรื่องราว มีเหตุนิทานสมุทัยปัจจัยนั่นคือสิ่งที่เราระลึก คำว่าชาติไม่ใช่ว่าแค่ระลึกเป็นตัวเป็นตนชาติไหนๆ เป็นอย่างไร มีประโยชน์อยู่ถ้ามีภูมิถึง แต่ที่พระพุทธเจ้าให้ระลึกถึงคือ คุณได้มีกิเลส แล้วลดกิเลสอย่างไร มีเหตุปัจจัยปรุงแต่งให้เกิดกิเลสอย่างไร แล้วเราทำให้ลดอย่างไร คุณต้องมี จุตูปปาตญาณ ให้รู้ ชาติ 5 อย่าง ชาติ สัญชาติ โอกกันติ นิพพัตติ อภินิพพัตติ

การระลึกชาติเป็นแนวทางศาสนาพุทธ และต้องทำเตวิชโช เหมือนลงบัญชี จะได้รู้ว่าเราเจริญหรือไม่ไปรอดไหม ได้รู้ความก้าวหน้าของเรา ไม่ยากเลย ตรวจสอบแต่ละคน เมื่อวานนี้เกิดอะไร สอบตกไหม? หรือเราชนะ

_เคยได้ยินมาว่าพ่อท่านเวลาจะวางอะไรก็วางได้รวดเร็ว จะนอนก็กำหนดจิตหลับภายในไม่ถึงสองนาที พ่อครูว่า ...จริง บางทีไม่ถึงนาทีก็หลับ แต่บางทีมีเรื่องให้คิดก็นานกว่านั้น อาตมาฝึกมา ให้ไม่ติดหลับติดนอน การนอนนี่ติดมะลำมะเลือง ต้องฝึกให้ตื่นแล้วจิตใจใสเลย ถ้าจิตใสแล้วสบาย แต่ถ้าจิตไปติดมะลำมะเลืองนี่คือถีนมิทธะ นอกจากจะฝึกให้ตื่นแล้วก็ให้จิตสดชื่น หลับคือหลับ ตื่นคือตื่น ตัดตัวเชื่อมต่อให้ได้ อาตมามีเพื่อนชื่อปรีชา นอนแล้วกำลังอร่อย แต่ก็ปวดฉี่ ก็เลยพยายามรักษาอารมณ์อร่อย ค่อยๆ คลำทางไปห้องน้ำแล้วก็รักษาอารมณ์นั้นได้ ประคองรสอร่อยนี้ได้นะติดหลับมาก คุณฝึกตื่นมาแล้วทำใจให้สว่างจ้าเลย จนฝึกตีระฆังทุกชั่วโมงได้ สมมุติมันจะถึงตีสอง เราตื่นมาตีหนึ่งสี่สิบแปด ก็ยังไม่ถึงตีสอง จะนอนไปมันก็จะต้องตื่นให้ทัน ก็ต้องฝึกอีก ถ้าก่อนหรือหลัง 10 นาทีก็ตีได้ แต่ถ้าเลยเป็น 11 นาทีจะตีไม่ได้ นอนมาตื่นตีหนึ่งสี่สิบแปดก็ต้องนอนอีก สองนาที แล้วตื่น ฝึกจนนอนกี่นาที่ก็ตื่นได้ตามที่จัดไว้ได้ ฝึกจนเราไม่ทำอาการงัวเงีย มันไม่เสียพลังงานด้วย แล้วทุกชั่วโมงตีระฆังก็ไม่เพลียเหมือนคนธรรมดาตื่น

_เอกพีชีโสดาบัน มีนัยต่างกับ อนาคามีอย่างไร พ่อครูว่า… เอกพีชีโสดาบันคือการเกิดอีกหนึ่ง แต่ไม่ได้หมายถึงชาติทางร่างกาย แต่เป็นชาติทางธรรมะ เช่น สังโยชน์ 10 คุณเป็นโสดาบันพ้นสังโยชน์ 3 คุณก็เป็น สัตตักขัตตุปรมโสดาบัน ก็ต้องฆ่าความเป็นสัตว์อีก 7 สัตว์ จึงถึงอรหันต์ เหลืออีกเชื้อเดียวก็เป็นอรหันต์ คือเอกพีชี

อนาคามีนั้นไม่ต้องมาเกิดในชาติที่มีร่างกาย สุรภาโว สติมันโตอีก ตายแล้วไม่เวียนมาเกิดมีร่างอีกได้ แล้วจะปรินิพพานไปตามฐานะ 5 ของอนาคามี แล้วแต่มีภูมิ อาตมาไม่ขอขยายความนั่นคือผู้ไม่เกิดอีกได้ แต่สกิทาคามีไม่ได้ ต้องมาเกิดอีกในร่างที่มีสุรภาโว สติมันโต ต้องมาเกิดอีก เรียกว่าสกิทาคามี คือเกิดอีก 1 ครั้ง อนาคามีหมดกิเลสกามาวจรจริง แต่พระพุทธเจ้าเองก็ไม่เกิดในสุทธาวาสนั้น มาเกิดเป็นมนุษย์

_กายปาคุญญตา ต่างกับกายมุทุตาอย่างไร? พ่อครูว่า… มุทุแปลว่าจิตหัวอ่อน มันอ่อนไว สามารถปรับเปลี่ยนได้เร็ว เชิงปฏิภาณปัญญาก็เร็วไว เชิงจิตก็เร็วไว เป็นคุณสมบัติเจโต มีมุทุตา ส่วนกายปาคุญญตา เป็นเชิงปัญญา เป็นความเจริญของจิตทั้งคู่ กายคือองค์รวมของรูป นามของเรา มันเจริญขึ้นเป็นเชิงปัญญาใช้กับสังคม ท่านแปลว่าความคล่องแคล่วแววไว ของกองเวทนา สัญญา สังขาร ที่เป็นตัวทำงานสำคัญ มีนัยความคล่องแคล่วด้วยกันทั้งคู่

_ผู้มีมุทุภูเต ต้องได้ภูมิขั้นอนาคามีขึ้นไปใช่ไหม? พ่อครูว่า… ไม่ใช่!.. มันไปตามลำดับ จิตจะเร็วแววไวเร็วขึ้นไปตามลำดับ ไม่ไประบุว่าอนาคามีเท่านั้น

_คำว่า ปริวั ฏฏ์ 3 อาการ 32 ของอาริยสัจ 4 หมายถึงอะไร? พ่อครูว่า ... ปริวั วัฏฏ์ 3 คือ สัจจญาณ กิจจญาณ กตญาณ สัจจะก็ต้องทำให้จริงถูกตรง คืออาริยสัจ 4 ต้องรู้อาการ แล้วพยายามทำกิจนี้ เมื่อทำเสร็จเรียก กตญาณ มีญาณรู้ จนมั่นใจปฏิญาณตนว่าเป็นอรหันต์ได้ คุณพิพากษาเอง ต้องตามหาสมุทัยแห่งทุกข์ แล้วจัดการสมุทัยให้ได้ กำจัดให้แล้วกตญาณ เป็นนิโรธที่เป็นนิโรธพุทธ

_อยากให้อธิบายอรูปฌาน 4 แบบพุทธ สัญญาเวทยิตนิโรธ แบบย่อ พ่อครูว่า ... อรูปฌาน 4 หากนั่งหลับตาอธิบายไม่ได้ ขาดจิตวิเคราะห์ ไม่มีรายละเอียด อาตมาอธิบายได้เพราะมีอรูปฌานพุทธ จึงอธิบายได้ อรูปแบบพุทธก็ยังลืมตา อ่านจิตว่าง เช่นว่างจากติดกาแฟ ว่างจากติดอบายมุข เรามี เตวิชโช ตรวจสอบ อ่านจำได้เหตุการณ์นั้น จิตใจเราเกิดอาการอย่างไร มีกิเลสแทรกอย่างไร คุณได้ปฏิบัติให้กิเลสลดอย่างไร จนแคล่วคล่อง เป็นนิสรณปหานสมบูรณ์ไหม ก็ตรวจได้ว่าอาการจิตว่างเป็นอย่างไร เป็นอากาสาฯ แล้วตรวจวิญญาณตัวรู้ว่าเราว่างมันสะอาดไหม เป็น วิญญานัญจาฯ แล้วมีธุลีละอองนิดหนึ่งน้อยหนึ่งมีไหมที่จิตไม่สะอาด ก็คืออากิญจัญญะ เป็นเศษ ส่วนเนวสัญญาฯ คุณต้องรู้สามอันแรกให้สมบูรณ์พ้นความไม่รู้ กำหนดหมายให้ครบ ต้องรู้ ไม่ใช่ว่า รู้หรือไม่รู้ก็ไม่ได้ อ่านให้ครบ อากาศก็ครบ อนันโต อากาสโสติ ไม่มีสะดุดสิ้นสุด วิญญาณก็ไม่สะดุด อนันโตวิญญานันติ ส่วนอากิญจัญก็ไม่มีเศษธุลีละอองเหลือ ที่ด่างพร้อยก็ไม่มี อาการอารมณ์ไม่สบายก็ไม่มีเลย เมื่อรู้หมดแล้วพ้นเนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ ก็เป็นสัญญาเวทยิตนิโรธเคล้าเคลียอารมณ์ อ่านเวทนา 108 ครบ 3 กาละ สมบูรณ์แบบ พ้นอรูปฌาน ที่ 4 ขึ้นถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ

พ่อครู ว่า...คำว่า อรูปฌาน พระพุทธเจ้าไม่ใช้คำนี้ ใช้แค่คำว่า อรูปสัญญา ฟังดูก็น่าจะจริง เพราะอรูปฌานนั้นหมายถึงว่าต้องทำลายกิเลส แต่รูปฌานนั้นก็ทำลายกิเลสแล้ว เหลือแต่การตรวจสอบ ก็ใช้แค่สัญญามาตรวจสอบเพราะพลังงานจิตจะสูงพอรู้ว่ามีอีกนิดหน่อยก็ง่ายทำให้หายได้ง่าย แต่กิเลสมันตอแยนะ ต้องทำให้แข็งแรงก็จะง่าย

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน