581112_ธรรมาธรรมะสงคราม สันติอโศก ชาวพุทธ ๓ แบบ.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์347 KB
วันที่แก้ไข15 พฤษภาคม 2561

เนื้อหาในไฟล์

581112_ธรรมาธรรมะสงคราม สันติอโศก ชาวพุทธ ๓ แบบ

พ่อครูว่า... วันนี้ วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน 2558 เมื่อวานได้พูดถึงชาวพุทธ 3 ประเภท ก็จะขอย้ำต่อ 1 พุทธศาสนิกชน คือคนที่เกิดมา ก็ได้ชื่อว่าศาสนาพุทธ แต่เขาพาเป็นไปอย่างไรก็ไม่ได้ใส่ใจที่จะศึกษาให้เข้าถึง เขาพาไปเป็นเดรัจฉานวิชาไสยศาสตร์ก็ไปหมด ไปตามประเพณีตามจารีตสังคมพาเป็นไป โดยเฉพาะสังคมทุกวันนี้เพี้ยนผิดไปเป็นเทวนิยม เป็นไสยศาสตร์เป็นเดรัจฉานวิชา สังคมส่วนใหญ่ไม่เอาสาระเรื่องศีล แม้จะเป็นผู้ที่มีศีลขึ้นมาก็เป็นศีลที่มิจฉาทิฏฐิ สรุปว่าพุทธศาสนิกชนคือผู้ที่สักแต่ว่าเป็นพุทธ 2 พุทธมามกะ คือผู้สนใจจะไปศึกษาเนื้อหาของพุทธ เข้าไปศึกษากับครูบาอาจารย์ ไปขอเข้าถึงพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ มีประเพณี มีรูปแบบ มีจารีต ขอเข้าถึงพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ ขอเข้าไปปฏิบัติศึกษา เพื่อจะได้บรรลุเป็นพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์กับเขาบ้าง นี่คือพุทธมามกะ ก็ใส่ใจ แต่ก็ยังเป็นพุทธมามกะที่ยังไม่สามารถบรรลุมรรคผล ตั้งใจศึกษาพากเพียร ปฏิบัติจริงไม่ได้ปากพล่อยพล่อย แต่ยังไม่สัมมาทิฏฐิ ยังไม่ได้มรรคผล 3 พุทธบริษัท มี 4 ลักษณะ ชื่อนักบวชชาย นักบวชหญิง อุบาสก อุบาสิกา จะนับว่าเป็นพุทธบริษัทคือ ผู้ที่บรรลุธรรมบรรลุมรรคบรรลุผล นี่คือคำจำกัดความของคำว่า พุทธศาสนิกชนพุทธมามกะพุทธบริษัท พุทธับริษัทต้องมีตั้งแต่โสดาปัตติมรรค

สังโยชน์ 3 นั้น ผู้พ้นสังโยชน์ 1 และ 2 ก็เข้าสู่โสดาปัตติมรรคแล้ว รู้สภาพที่เป็นรูปนามคือสักกายะเป็นสภาพธรรมะสอง พ้นวิจิกิจฉา พ้นสังโยชน์ข้อที่ 2 และสามารถปฏิบัติ ที่เรียกว่ามรรคมีองค์ 8 แต่ยังไม่เอาจริง ยังทำเล่นหัวกับกิเลส ยังเป็นสีลัพพตปรามาส ลูบๆคลำๆเล่นหัว แต่ก็มีสัมมาทิฏฐิแล้ว อาจจะยังไม่สมบูรณ์ด้วยมรรค ถ้าสมบูรณ์ก็จะปฏิบัติจนเ

อ่านต่อ

กิดผล เริ่มได้โสดาปัตติผลไปตามลำดับ ลดได้ 1 หน่วยก็เป็นโสดาบันหนึ่งหน่วย แบ่งเป็นโสดาปันนะ อวินิปาตธรรม นิยตะ สัมโพธิปรายนะ แบ่งการลดกิเลสเป็น 4 ส่วน ผู้ใดปฏิบัติได้มรรคผลของพุทธอยู่ในตนนั่นคือ ศาสนาพุทธยังมีอยู่ มาได้ 2600 ปี ก็เสื่อมไปเยอะ ที่ชัดเจนคืออาตมาเอาสัจจะมาเผยแพร่ก็ถูกสงฆ์หมู่ใหญ่ ค้านแย้ง แม้เป็นสำนักที่ถือว่ายอดของศาสนาพุทธ ก็ยังไม่ชัดเจน ต้องขออภัยอย่างยิ่ง ที่จะพูดไม่ได้เป็นการยกตนข่มท่าน ฉลอง 45 ปีที่บวชมา ทำงานศาสนามา ก็ยังจะตั้งใจทำงานศาสนานี้ไปอีก ไม่ใช่อยู่เพื่อหาลาภยศสรรเสริญโลกียสุข ก็ประกาศตัวเองไปหมดแล้ว ก็ประกาศไปตามวาระสมควร จะอธิบายประเด็นหนึ่ง ถ้าเถรสมาคมเป็นฝ่ายถูก เพราะสิ่งที่อาตมาพูดนี้ไม่เหมือนกับ มหาเถรสมาคม เช่นคำว่านิโรธ คำว่าสมาธิก็เข้าใจกันคนละอย่าง ไม่เหมือนกัน ก็มีอยู่ 2 นัยยะ ถ้าท่านถูก อาตมาก็ผิด ถ้าท่านผิด อาตมาก็ต้องถูก นี่คือสัจจะ อาตมาก็ยืนยันว่าพูดสิ่งที่ถูก อย่างจริงใจอย่างที่มีภูมิเท่าไหร่ก็ออกมา ยังไม่มีใครเป็นที่ปรึกษา ควบคุมให้อาตมาเป็น อาตมาก็ทำของอาตมาเอง ประกาศตนว่าเป็นโพธิสัตว์ เอาของเก่ามาเผยแพร่ ชาตินี้ก็ไม่ได้เรียนมา ไม่ได้รู้มาก่อน ก็เป็นไส้เดือนกิ้งกือในชาตินี้ สำหรับพระไตรปิฎก ก็ได้รู้ทีหลัง 45 ปีผ่านมาก็มีคนเข้าใจตามที่อาตมาพูด ทิ้งลาภยศสรรเสริญๆออกมาอยู่กับสังคมชาวอโศก เป็นลักษณะของธรรมะ ที่เข้าสู่สภาพวิมุติ มีนิพพานแท้ ก็ยังยืนหยัดยืนยัน ไม่ได้รู้สึกว่าเราก็ผิดอะไร ยิ่งมั่นใจเพราะ 1 ตรวจสอบกับพระไตรปิฎก 2 มีผู้ปฏิบัติได้จริง แม้มวลประชาชนในประเทศซึ่งทุกวันนี้ถูกมอมเมามาก ออกไปทางโลกีย์มาก บานปลายไปเรื่อย แต่ก็ยังมีคนมาทำได้ขนาดนี้ 45 ปีผ่านไปก็มีผลเป็นตัวตนบุคคลปรากฏได้มีบุคคลในปัจจุบันที่สามารถเข้าถึงความเป็นอรหันต์ มีอนาคามีก็ประกาศไปแล้ว ก็ไม่ได้ประกาศพร่ำเพรื่อ อรหัตผลสิ้นอาสวะ ดูว่าตนเองหยาบกลางละเอียดอย่างไร ก็รู้ความจริงตามความเป็นจริง ยังไม่ได้ดีใจเสียใจอย่างหยาบ อ่านอาการใจตนเองได้ รู้อาการ ลิงค นิมิต อุเทส เป็นปัจจัยหมดเลย ธรรมะของพระพุทธเจ้านี้มหัศจรรย์ กระแสหลักทั้งหมดที่เขาเรียนกันมา เป็นนักศึกษาพุทธศาสตร์ จนจบด็อกเตอร์เป็นเปรียญ 9 ที่เรียนกันถึงที่สุด ในพระไตรปิฎกเล่ม 10 ข้อ 60 ก็ไม่เห็นมีใครออกมายืนยันเลย ต้องอ่านนามกายอ่านอรูปกายออกจึงจะปฏิบัติได้ กาย คือธรรมะ 2 ธรรมกายนี้ ตั้งแต่สักกายะ รู้กายคตาสติ รู้กายสังขาร ต้องสัมผัสวิโมกข์ด้วยกาย พระพุทธเจ้าตรัสว่า กายคือจิตบ้างมโนบ้างวิญญาณบ้าง และอีกสูตรหนึ่งคือ สำหรับผู้อวิชชา ตายไปแล้วก็ยังมีกาย ถ้าคุณมีปรโตโฆษะจะมีการรับฟัง เปิดใจรับฟังจะได้รับผลดี แต่คนที่ไม่เปิดใจรับฟังหรือรับฟังบ้างไม่รับฟังบ้าง ก็จะไม่เคยรู้ เกิดมาชาตินี้ เป็นชาติที่ต้องอุตสาหะพากเพียรแสดงธรรมออกไปให้ได้ผลได้ ให้คนเข้าใจได้ให้มาปฏิบัติให้บรรลุให้ได้ ทำมา 45 ปีก็เกิดสภาพที่ดีขึ้น มีอะไรยืนยันหลายอย่าง มีทั้งคนนอกที่เราไปสัมภาษณ์มา อย่างคุณชัชรินทร์ ไชยวัฒน์ หรือ ส.ศิวรักษ์ เขาจะไปรับรองใครอย่างง่ายๆหรือ แต่เราก็ได้รับการรับรองจากท่านเหล่านั้น แม้แต่ในสังคมก็ไม่มีการต่อต้านมาก แม้ว่าอาตมาจะพูดอย่างผ่าเปรี้ยง หรือผ่าแสกหน้าเลย เขาก็ไม่มีเอฟเฟคอะไรที่ขัดแย้งค้านแย้ง ว่าที่พูดไปนี้ไม่ถูกต้อง ก็ไม่ค่อยมี การจะดูว่าเป็นผู้บรรลุวิมุตติอันนี้ ใครดูไม่ง่ายเลย ต้องดูตั้งแต่ศีล ทิฏฐิ ดูจิตที่แข็งแรง มั่นคง มีสมาธิ ยืนหยัดในทิศทางนี้ แล้วก็มีความรู้ว่า ปฏิบัติศีลให้ลดกิเลสในจิตอย่างไร เข้าใจองค์รวมของศีลสมาธิปัญญา แล้วมีวิมุตติหลุดพ้น มีการกำจัดกิเลสไปได้หลุดออกไปเรื่อย ตามฐานานุฐานะ ก็มีบุคคลที่เป็นไปได้จนอาตมาได้เวลาประกาศ แต่ก็ไม่ได้ประกาศอย่างฟั่นเฟือน ก็ต้องมั่นใจตัวเองไปเรื่อย เป็นโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ จะเป็นสัจจะที่มั่นใจไปเรื่อย โลกุตระคือ ไม่ติด มีการปล่อยวาง ก็เห็นอย่างเป็นรูปธรรม ส่วนนามธรรมก็เห็นยาก แต่มันก็ต้องประกอบกัน ว่าทิ้งมาแล้วแต่ละคนก็ไม่เห็นจะเดือดร้อนอะไรมาก แต่ก่อนนี้มีสละออกมากันเยอะแยะ แต่ก็สละออกหมดไปเรื่อยเรื่อยจนหมด หลายคนรูปภายนอกเป็นโคตรภูบุคคล ทิ้งทรัพย์สินศฤงคารออกมา แม้แต่ญาติมิตรก็ทิ้งออกมา เป็นญาติปริวัตตังปหายะ โภคขันธาปหายะ มาถึง 20 ถึง 30 ปีบางคนก็ตายไปก็มีเยอะ สิ่งเหล่านี้เป็นหลักฐานจริง เป็นเครื่องยืนยันชัดเจน ว่าเป็นของที่มีเหตุปัจจัยที่เอามายืนยันได้ บางสำนักมีคนมากกว่าสำนักเราอีก แต่ให้ดูว่าเป็นไปเพื่อความหมดตัวหมดตน หมดลาภยศสรรเสริญโลกียสุขหรือไม่ ก็ต้องดูให้ละเอียดเทียบเคียงให้ชัดเจน นอกจากที่มันชัดมากที่สุด เมื่อเราหมดตัวหมดตนแล้วกลับเป็นคนที่มีประโยชน์คุณค่าสร้างสรรค์ให้แก่โลก เราทำผลงาน หรือสมรรถนะของเราอยู่ตลอด เราไม่ได้งอมืองอเท้าไปนั่งสมาธิหลับตา เราทำกัมมันตะ ทำอาชีพ ทั้งกายวาจาใจพร้อมหมดทุกอย่างมีการงาน ดีไม่ดีบางเรื่องเขาก็หาว่าเราออกนอกทางแต่แท้จริง มันจำเป็นมากในยุคนี้ ซึ่งต่างกับยุคพระพุทธเจ้า ยกตัวอย่างพระพุทธเจ้าออกไปห้ามพระญาติทัน ตอนแย่งน้ำกัน ก็มี 2 ฝ่าย กระบวนการเมืองเรื่องของประชาชน เรื่องของสาธารณะ เป็นการแย่งอำนาจ แย่งลาภยศสรรเสริญ เราก็ออกไปช่วย ผู้ที่พอรู้เท่าที่ไปสัมภาษณ์กันมา ก็เห็นว่าเราออกไป เขาก็เข้าใจเราไปทำให้เกิดความสงบ ให้เกิดความเรียบร้อย เสียสละ พวกเราช่วยกันคนละไม้คนละมือมันเป็นองค์รวมที่ปฏิบัติแล้ว แสดงให้เห็นว่าพวกเราไม่ได้ไปแย่งโลกธรรม แย่งตำแหน่งกับเขา มันชัดเจนมาก คนก็ปฏิเสธไม่ได้เท่าที่เราทำมา ยิ่งเห็นสัจจะความจริง ก็เอาสิ่งที่เกิดจริงเหล่านี้ มายืนยันให้คะแนน ก็เห็นความจริงที่ชัดเจน ก็เป็นโลกุตระธรรม ปรากฏยืนยัน ในความหมายของไตรสิกขาคือศีลสมาธิปัญญาคือ อธิศีลสิกขา อธิจิตตสิกขา อธิปัญญาสิกขา ปฏิบัติจะได้เป็นอริยบุคคลมีวิมุติก็ปรากฏขึ้น ความเป็นศีลคืออะไรเริ่มจากพระไตรปิฎกเล่ม 9 เล่ม 1 ของพระสูตร ก็ที่ปริพาชกลูกศิษย์กับอาจารย์ ตามขบวนพระพุทธเจ้ามา ก็เถียงกัน คนหนึ่งชมคนหนึ่งติพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าได้ฟังก็สอนภิกษุว่า เขาจะยกหรือจะติก็ให้ฟังเขา ว่าอันไหนถูกอันไหนไม่ถูก อันไหนตำหนิผิด ก็บอกให้เขารู้ว่า นี้ไม่มีในเราท่านก็ให้เปิดเผยให้บอกความจริงเอาไปพูด ท่านก็เปิดเผยตัวท่าน ถ้าตำหนิถูกก็จะยอมรับ แต่ถ้าจะชม ก็ต้องชมอย่างนี้เริ่มต้นว่า เป็นคนมีศีล คำว่าศีลคือ หลักเกณฑ์ที่ท่านให้ไว้ว่า เขาฆ่าสัตว์ เขาหลักทรัพย์ เขาผิดผัวเขาเมียใครเรื่องราคะ เขาโกง เขาเสพสิ่งเสพติด ต่างๆมีอะไรบ้าง แต่ของพุทธมาบวชแล้วไม่ทำ นี่ก็คือศีลของเธอประการหนึ่ง ผู้มาบวชแล้วปฏิญาณตน เข้าสู่สภาวะเป็นสมณะเพศแล้ว ก็ต้องมีหลักเกณฑ์ให้เว้นขาดใน จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล นี่คือศีล แม้แต่ฆราวาสหรือภิกษุเริ่มต้นก็มาปฏิบัติศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 ใครเคยทำเหมือนกัน ตะกละตะกลามทั้งหมดไม่ได้ ต้องรู้จักสัดส่วน เรียกว่าปริตตัง ให้เกิดอธิศีลอธิจิตอธิปัญญา แต่เดี๋ยวนี้เขาละเมิดจุลศีลมัชฌิมศีลมหาศีลกัน เอาง่ายๆแค่เลี้ยงสัตว์ มีเงินมีทอง ในจุลศีลให้กินอาหารในที่นั่งแห่งเดียว แม้แต่ในพระวินัยก็ให้กินมื้อเดียว ให้ได้ที่นั่งแห่งเดียว แต่เดี๋ยวนี้มันเลอะเทอะไปหมดแล้ว อาตมาเอาคืนมาสู่ธรรมะพระพุทธเจ้าจึงยากมาก ที่จะดึงมาสู่ความเป็นจริงเก่าให้ดึงมาสู่ในสภาพเดิมแน่นอนว่าจะไม่บริบูรณ์ง่ายๆ แต่ก็เป็นผลสำเร็จมาเรื่อย คำว่ามีศีลยกตัวอย่างเช่น ศีลข้อหนึ่งเราไม่ฆ่าสัตว์ แน่นอนกายกรรมเราไม่ฆ่า สองวจีกรรมเราไม่ไปพูดให้ฆ่าใคร ไม่มีข้อยกเว้นแม้แต่สัตว์นั้นจะเป็นสัตว์ร้าย ก็ต้องไปฆ่า นอกจากว่าเป็นสัตว์ร้ายที่เป็นภัยต่อสังคมก็ไม่ไปฆ่า ใครจะฆ่าก็ฆ่าไปเป็นวิบากกรรมสุดวิสัย อย่างนี้เป็นต้น 1 รูปธรรมทำจากภายนอกทางกาย ก็แสดงชัดเจน เข้าใจชัดเจนว่า ไม่ทำจะมีศีล ก็ต้องที่ใจไม่ไปฆ่าสัตว์ เป็นเมตตา เป็นคุณธรรม มีศีลคือมีเมตตา ไม่ทำร้ายศีลข้อ 1 ให้ละล้างโทสมูล ไม่มีจิตโหดร้าย มีแต่เมตตากรุณามุทิตาอุเบกขา ศีลข้อที่ 2 ไม่เอาของที่ไม่ใช่ของๆเรา กายก็ไม่เอา วาจาก็ไม่เอา ใจก็ไม่เอา อย่างอาตมาได้รับเงินบริจาคมา ก็ไม่ได้คิดจะเอา แต่เขาศรัทธาให้มาทำงานศาสนา ก็เคยบอกแล้วว่าเงินบริจาคอาตมาจะไม่เอาไปใช้รักษาตัวเอง แม้ตัวเองจะต้องตายหรือไม่เอาไปซื้ออาหารแม้จะต้องหิวตายก็ไม่ซื้อ ไม่มีใครให้อาหารก็ตายไป แต่ไม่เอาเงินบริจาคมาใช้ในส่วนตน ผู้ที่มีศีลคือ จะต้องมีจิตที่บรรลุธรรม ไม่ใช่สอนแต่ว่า สิ่งนั้นปฏิบัติแค่กายกับวาจา ก็ยังดีที่มีพระไตรปิฎกรองรับ ในกิมัตถิยสูตร พระไตรปิฎกเล่มที่ 24 ท่านตรัสไว้ชัดว่า “ศีล” มีอานิสงส์ ให้เกิดจิต ๑. อวิปฏิสาร (ความไม่เดือดร้อนใจ) ๒. ปามุชชะ - ปราโมทย์ (มีความยินดี) ๓. ปีติ (ความอิ่มเอมใจ) ๔. ปัสสัทธิ (สงบระงับจากกิเลส) ๕. สุข (แบบไม่บำเรอตน คือ วูปสมสุข) ๖. สมาธิ (จิตมั่นคง) ๗. ยถาภูตญาณทัสสนะ (ความรู้ยิ่งในความจริง) ๘. นิพพิทา (เบื่อหน่าย) ๙. วิราคะ (คลายกิเลส) ๑๐.วิมุติญาณทัสสนะ (ปัญญารู้แจ้งเห็นจริงในนิพพาน) (กิมัตถิยสูตร พระไตรปิฎก เล่ม ๒๔ ข้อ ๑ , ๒๐๘)

ปฏิบัติศีล จะเกิดสมาธิ และเป็นสมาธิแบบลืมตา เป็น supraconcentration ไม่ใช่ meditation การนั่งสมาธิจะเกิดเจโตสมาธิ ไม่ใช่สัมมาสมาธิ เจโตสมถะนั่งหลับตาแล้วไปอยู่ในภพอดีต อนาคต หรือไปสร้างปั้นมโนมัยอัตตาในอนาคต อดีตในภพ เป็นตักกีวิมังสี เป็น meditation ไม่ใช่ concentration ของพุทธเป็น supraconcentration ซึ่งไม่concentration ที่คนทั่วไปมี แต่ของพระพุทธเจ้าเป็น supraconcentration ที่เหนือกว่าปกติธรรมดา แบบฤาษีนั่งหลับตาเป็น normal สมาธิ แต่ของพระพุทธเจ้า เป็น supraconcentration เป็นสัมมาสมาธิ ตรัสไว้ในมหาจัตตารีสกสูตร แต่เขาไม่เห็นเอามาพูดกัน ท่านเร่ิมสอนสัมมาทิฏฐิตั้งแต่มรรคองค์๘ ข้อแรกคือ สัมมาทิฏฐิ แล้วสั่งสม ขัดเกลากิเลสเป็น อธิจิตอธิปัญญาเป็นวิมุติ ที่พูดนี้ไม่มีสิทธิ์ที่จะเป็นทรัพยสิทธิ หรือมักขะมายาสาไถยยติอย่างใด ผู้จะเข้าใจศีลสมาธิปัญญาและเกิดวิมุติญาณทัสนะ ถ้าเข้าใจไม่สมาธิแล้ว ก็ปฏิบัติไม่เกิดสัจจะ ไม่เกิดสมาธิ จะเกิดสมาธิต้องอ่านอาการจิตออก ที่เป็นองค์ประกอบของธรรมะ 2 เป็นรูปเป็นนาม แล้วรูปกับนามจะไขว้กันไปกันมา ต้องเข้าใจให้ดีจึงไม่สับสน ซึ่งมันไม่ง่ายนักพระพุทธเจ้าว่าธรรมะของเรานั้น…. ๑. คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ๒. ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ๓. ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) ๔. สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) . ๕. ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) ๖. อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) ๗. นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) ๘. ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) (พระไตรปิฎก เล่ม ๙ ข้อ ๓๔)

เมื่อคนปฏิบัติศีล ศีลข้อ 1 คือโทสะ ศีลข้อ 2 คือโลภะ ศีลข้อ 3 คือราคะ ให้ลดละ คือพฤติกรรมการกระทำทุกอย่างก็มีมิจฉา 3 ปาณาติบาต อาทินาทานกาเมสุมิจฉาจาร ในมหาจัตตารีสกสกัดสูตรให้กำจัดสังกัปปะ 3 คือกาม พยาบาท วิหิงสา ส่วนวจีก็มี ๔ คือพูดปด พูดหยาบ พูดส่อเสียด พูดเพ้อเจ้อ มิจฉากัมมันตะ 3 มิจฉาอาชีวะ 5 ซึ่งเป็นความสำคัญ ยิ่งผู้ที่ถือศีล 5 มิจฉาชีพ ที่ต้องทิ้งให้ได้ คือ กุหนา ลปนา ขั้นหยาบต้องทิ้ง กุหนาคือโกง ลปนาคือหลอกลวง คือคำพูด ๑. การโกง ทุจริต คอร์รัปชั่น (กุหนา) มีในงานการเมือง ๒. การล่อลวง หลอกลวง (ลปนา) ในนักธุรกิจ-การเมือง ๓. การตลบตะแลง (เนมิตตกตา) ยังเสี่ยง-ยังไม่แน่แท้ ๔. การยอมมอบตนในทางผิด อยู่คณะผิด (นิปเปสิกตา) ๕. การเอาลาภแลกลาภ (ลาเภนะ ลาภัง นิชิคิงสนตา) (พระไตรปิฎก เล่ม ๑๔ ข้อ ๒๗๕ มหาจัตตารีสกสูตร)

การเสพติดในระดับอบาย ต้องเลิกก่อนถ้าไม่เข้าใจลักษณะของคำว่า “อบาย” เช่น โกงกันหยาบๆใหญ่ๆ ก็ร้ายแรงแล้ว เป็นการติดลาภยศสรรเสริญโลกียสุขอย่างหยาบกร้าน อัตตาหยาบหยาบ สรรเสริญ ยศหยาบ ที่จะต้องไปใช้เงินสินบนซื้อ ก็เป็นความเลวร้ายที่ต้องเลิก การทุจริตไม่ซื่อสัตย์ ก็ต้องเลิกก็ต้องเลิกให้เป็นลำดับลำดับไป รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ที่พอสมควรก็ยังต้องเอาไว้ในฐานนี้ แต่ส่วนที่เป็นสิ่งร้ายแรง ก็ต้องเลิก ชั้นยศตำแหน่ง คนเก่งมาก เขาก็ยกให้ทำมากขึ้น ดูแลอะไรมากขึ้น ทำมากเขาก็ขึ้นราคาให้ เป็นสินบนรายได้ตามจริง แต่จริงแล้วยศคือ คุณต้องรับผิดชอบมากขึ้น ทำงานหนักมากขึ้น ไม่ใช่ตำแหน่งที่จะได้เงินมากขึ้น ได้รับการเคารพมากขึ้น อันนั้นมันผิดเพี้ยนไปแล้ว แล้วก็เป็นอาวุธ ที่จะซ้อนในการได้ลาภได้ยศได้สรรเสริญเพิ่มขึ้น จะได้เสพกามเสพอัตตาเพิ่มขึ้น สนับสนุนให้ตนเองอยากมากขึ้น ในลาภยศสรรเสริญโลกียสุขอัตตา แรงจัดยิ่งหนามากขึ้นไปใหญ่ มันไม่ใช่ มันต้องลดละจางคลาย ศาสนาพุทธทุกวันนี้กลายเป็นพระมหาศาลหมดแล้ว เหมือนยุคที่มันเสื่อม มีแต่พราหมณ์มหาศาล พระพุทธเจ้า ท่านตอกหน้าหมดเลย พราหมณ์มหาศาลสำนักไหนก็ต้องถูกตอกหน้า เพราะท่านมากอบกู้ แล้วให้เป็นพุทธ ทุกวันนี้ พระมหาศาลกับพราหมณ์มหาศาลอันเดียวกัน ศีล ทำให้เกิดไฟปัญญา ไฟฌาน ทำให้ลดราคะโทสะโมหะ ที่เป็นไฟ ไฟคืออุณหธาตุ แต่พลังปัญญาสามารถละลายโทสะราคะโมหะได้ ฌานแปลว่าไฟพิเศษ _มีพุทธพจน์ที่ว่าฌานย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่มีปัญญา ปัญญาย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่มีฌาน กับพุทธพจน์ที่ว่าปัญญาย่อมยังศีลให้บริบูรณ์ ศีลย่อมยังปัญญาให้บริบูรณ์ ถามว่า พุทธพจน์ไหนทำให้เข้าใจคำว่าปัญญาได้มากกว่ากัน ก็มาวิเคราะห์ 2 ประโยคนี้ก่อน ฌานย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่มีปัญญา ปัญญาย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่มีฌาน ปัญญาเป็นการรู้ครบสภาพทั้งนอกและใน ส่วนสัญญาคือการกำหนดจะรู้ภายใน รู้รูปภพ อรูปภพ ส่วนปัญญาจะรู้จากนอกไปในหมด สัญญาเดินทางจากในมาหานอก ปัญญาจะต้องมีรูปมีนาม มีมหาภูตรูป ๔ ประกอบด้วย มีปสาทรูป โคจรรูป ทำงานจึงเกิดส่ิงปรากฎเรียกว่าภาวรูป เกิดภาวะที่ ๓ สัมผัส ๓ เป็นภาวะให้เรียนรู้ เร่ิมต้นจะเป็นลักษณะอิตถีเพศ คือยังไม่สงบ เป็นหนึ่งลงไปเป็นเอกขึ้นมา เป็นปุงลิงค์ จึงจะสมบูรณ์ ยิ่งเป็น นปุงสกลิงค์ก็ยิ่งเป็นตัวสมบูรณ์ แต่ตัวงานคือปุงลิงค์ มี ๐ กับ ๑ ต้องมีธรรมะสอง ศาสนาพุทธต้องมีการงาน ผู้เข้าใจ ผู้มีฌานคือ ผู้ที่ทำให้กิเลสลดลงแล้ว ปัญญาต้องรู้ว่านี่คือ สิ่งที่ถูกทำให้ลดแล้ว นั่นคือสารละลายกิเลส ปัญญาที่รู้ตามไปนั่นแหละ เห็นไปด้วยกันนั่นแหละ อนุปัสสี ฌานโตปัสโต ไปเรื่อยๆ ฌานโตปัสสโต วิหารติ สำเร็จอิริยาบถอยู่ ในปัจจุบันนั้นเชียว สัมผัสทางทวารนอก ยังมีการเห็น(ปัสสะ) การได้ยิน(สุตะ) และได้รสได้กลิ่น(มุตะ) สรุปแล้วฉันต้องมีปัญญารับรู้อะไร จะไปบอกว่าอุเบกขาคือ ไม่รับรู้อะไร ไม่ใช่ แต่จะต้องยิ่งรับรู้ครบทั้งนอกทั้งใน อุเบกขาในฌานของพระพุทธเจ้า ไม่ทุกข์ไม่สุขแล้ว แต่บัดนี้ เปลี่ยนไปเป็นฌานฤาษีหมดแล้ว ที่อยู่ได้นี้เพราะธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม เพราะแม้มาในปางนี้ ไม่ต้องมีอะไรช่วยมากนัก ต้องใช้ธรรมะพิสูจน์ตัวเอง สรุปแล้ว ฌานย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่มีปัญญา ปัญญาย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่มีฌาน แต่ถ้าเฉกาคือ ความฉลาด แบบแกมโกง ซึ่งคนจะไม่ค่อยเอาคำว่าฉลาดนี้มาเรียกเพราะว่ามันไม่ดี ความฉลาดที่แท้จริงคือ ต้องฉลาดรู้เท่าทันในอายตนะ 6 ปัญญาย่อมยังศีลให้บริบูรณ์ ศีลย่อมยังปัญญาให้บริบูรณ์ เหมือนล้างมือด้วยมือหลังเท้าด้วยเท้า ปัญญากับศีล ถึงเกื้อกูลกันตลอด ศีลคือแม่ปัญญาคือพ่อ ร่วมกันช่วยสร้างลูกทางจิตวิญญาณ ทำให้จิตวิญญาณสัตว์ลดลงกลาย เป็นจิตวิญญาณอาริยะ การปฏิบัติสัตตาวาส 9 ต้องปฏิบัติขณะมีวิญญาณฐีติ 7 ต้องมีองค์ประกอบนอกครบทุกทวาร และมีอายตนะ๒ อสัญญีสัตตายตนะ กับ เนวสัญญานาสัญญายตนะ สองอันสุดท้ายคือ อายตนะ ๒ คือเกื้อกูลกันในสัตว์ตัวสุดท้าย เป็นเนวสัญญานาสัญญายตนสัตว์ ส่วนอสัญญีสัตตายตนะ คือภาษาว่าสัตว์ แต่แท้จริงคือ ธาตุรู้ที่จะต้องรู้สัตว์ตัวสุดท้าย คือเนวสัญญานาสัญญายตนสัตว์ เป็นตัวสุดท้ายในสัตตาวาส ๙ ต้องกำจัดให้หมดไปให้ได้ ต้องใช้สัญญากำหนดรู้ จนจบกิจ สัตว์ตายเกลี้ยงไม่ต้องทำอีก ก็ไม่ต้องใช้สัญญานี้กำหนดอีก เป็นอสัญญีสัตตายตนะ ไม่ใช่สัตว์แต่เป็นเป็นพรหมกาย หรือธรรมกายแล้ว เป็นผู้สะอาดหมด จนเป็นอรหัตตผล ไม่ต้องปฏิบัติอีก เป็นอสัญญีสัตตายตนะ เป็นจิตวิญญาณพระเจ้าสะอาดสูงสุด พอพ้น เนวสัญญานาสัญญายตนภพ หรือ เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน หรือเนวสัญญานาสัญญายตนสัตว์ หมดภพหมดชาติ ก็มีสัญญา เป็นสัญญาเวทยิตตังนิโรธังโหติ สัญญาเคล้าเคลียอารมณ์ ในเวทนา ๑๐๘ ทำสั่งสมสูญทุกปัจจุบัน สั่งสมเป็นอดีต แม้อะไรมากกระทบ จะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว จะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ ก็ไม่มีอะไรด่างพร้อย เป็นศูนย์ไปหมด มาเมื่อไหร่ก็เป็นศูนย์ เมื่อเจอกับเราก็สูญหมดไม่มีทางสู้ มันยิ่งใหญ่ เพราะมีสติเป็นอธิปไตย มีปัญญาเป็นอุตตระ มีสติคือ ธาตุรู้ทุกปัจจุบัน เป็นอธิปไตยคือ sovereignty power มีโลกวิทูรู้โลก เป็น authority ที่เป็น supra authority ปัญญากับศีลจึงช่วยกันทำให้จิตสะอาดหมดจด ถามว่าพุทธพจน์ไหนเข้าใจง่ายกว่ากัน ก็ต้องปฏิบัติตามลำดับ ผู้ใดปฏิบัติธรรม ศีลกับปัญญาก็ช่วยกัน ให้เกิดผล เป็นฌาน เป็นวิมุตติ ถามว่าอันไหนเข้าใจง่ายกว่ากัน ก็ต้องเริ่มมีศีล แล้วมีปัญญา แล้วฌานจึงเกิดตามมา ฌานเป็นฐานจิต ศีลเป็นองค์ประกอบต้นองค์รวมทั้งหมด แล้วจะเกิดจิตที่เรียกว่าฌาน เรียกกว่าสมาธิ สะอาดขึ้นเรื่อยๆ ในมหาสีหนาทสูตร พระพุทธเจ้ายกตัวเอง ก็เราผู้เดียวเป็นผู้ยิ่งใหญ่ ด้วยปัญญาอันประเสริฐนั้นคือ อธิปัญญา ศีลกับปัญญาทำงานทำให้เกิดอธิจิต อธิปัญญา ปฏิบัติศีล ก็ตั้งมั่นเป็นสมาธิ แล้วเกิดปัญญา ไม่ได้แยกกันสักอย่าง แต่คนก็ไปบอกว่า ถ้าจะศีลเคร่งก็ต้องไปสำนักอโศก ถ้าสมาธิเก่งก็ต้องยกให้ธรรมกาย ถ้าปัญญาก็ต้องยกให้สวนโมกข์ นั่นก็มองเผินๆ ธรรมกาย มีวิธีการสะกดจิตให้นั่งหลับตา แล้วก็พูดสะกดจิตยิ่งกว่ารัสปูติน ไม่ได้ศึกษาเรียนรู้จิต แล้วช่วงที่ใช้วิเคราะห์ ใช้ปัญญา หาเหตุผล ท่านพุทธทาสก็ดูเหมือนว่า จะใช่ผู้ที่มองดูเผินๆ ส่วนพวกเราดูเคร่งศีล เขาก็หารู้ไม่ว่าเรามีศีลสมาธิปัญญาปัญญาวิมุตติวิมุตติญาณทัศนะครบหมดเลย เราจะมาพูดหมดในกถาวัตถุ 5 อัปปิจฉะ สันตุฏฐิ ปวิเวกะ อสังสัคคะ วิริยารัมภะ แล้ว ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัศนะ ปฏิบัติไม่ได้แยกส่วนกันเลย

ในรูป ๒๘ มีมหาภูตรูป ๔ อยู่เป็นรูปภายนอก เร่ิมตั้งแต่ ปสาทรูป โคจรรูป เป็นรูปนาม ปสาทรูปไปรับรู้ส่ิงที่โคจรมา รู้ร่วมปฏิกิริยา เกิดผัสสะ ๓ จะต้องมีผัสสะเป็นปัจจัยตามพระไตรปิฎก เล่ม๑๐ เว้นผัสสะเสียไม่เป็นฐานะที่จะปฏิบัติได้ ต้องมีที่ตั้งแห่งฐานของการปฏิบัติคือ ผัสสะ ถ้าเว้นเวทนา ก็ไม่มีปัจจัย ในปฏิจจสมุปบาท มีเวทนา ๖( จักขุ โสต ฆาน ชิวหา กาย มโน) ตัณหา ๖(รูปตัณหา สัททตัณหา นธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธัมมตัณหา) มีอุปาทาน ๔(กามุปาทาน ทิฏฐุปาทาน สีลัพพัตตุปาทาน อัตตวาทุปาทาน) มีชาติ๕(ชาติ สัญชาติ โอกกันตะ นิพพัตติ อภินิพพัตติ) อาตมาต้องทำงานไปอีกนาน จนกว่าพวกเราจะมีอรหันต์ที่มีปฏิสัมภิทาญาณ มาช่วยแนะนำมาทำงาน เราไม่ได้ประกอบด้วยลาภยศสรรเสริญโลกียสุข แล้วพวกเราไม่เอาด้วย ก็จะได้ตามบารมี ลาภตามบารมี ยศตามบาร มีอำนาจก็ตามบารมี ผู้ที่มีอำนาจแต่ไม่ใช้อำนาจ จึงเป็นธรรมาธิปไตยอย่างในหลวงเรา พวกเราสร้างบ้านแปลงเมืองสร้างหมู่กลุ่ม สร้างฐานอาชีพฐานดำเนินชีวิตด้วยสาธารณโภคี มักน้อยสันโดษ ทางเศรษฐกิจพอเพียง ทั้งขาดทุนของเราคือกำไรของเรา ทั้งแบบคนจน จึงก่อร่างสร้างตัวยากมาก ไม่มีเวลาพัก ต้องทำไปพร้อมกันหมด แล้วก็ต้องพยายามทำให้ ต้องช่วยเหลือโลกด้วย ต้องช่วยสังคมด้วย ตัวเองก่อสร้างฐานตัวเองไปจากศูนย์ แล้วมีคนจะทำลายฐานศูนย์อีกด้วย ศูนย์ที่เรานี้ตั้งยากมาก เพราะฉะนั้นเฮือนศูนย์สูญเรานี่ เราต้องเอาให้ศูนย์สูญ ถึงเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ มีรัศมีมีพลังงาน เป็นพลังงานที่ยิ่งใหญ่มาก ที่วิเศษมหัศจรรย์ ไม่ไปทำอะไรเลย นอกจากช่วยเหลือเกื้อกูล เพื่อ เมตตากรุณามุทิตาอุเบกขา เป็นพลัง แห่งพรหม แห่งพระเจ้า ทำมา 45 ปี ก็มีรูปธรรมให้เห็นบ้าง อย่างบ้านราชเมืองเรือ ก็สร้างบ้านแปลงเมืองจากศูนย์ ตอนนี้ถือว่าปฐมอโศกตั้งหลักได้ดี สันติอโศกก็ไม่เกิดหนี้ เป็นแหล่งกลางให้คนมารวมกัน ปฐมอโศกเป็นตัวหลักให้ได้เป็นกอบเป็นกำ เขายังบอกเลยว่าถ้าได้เงินคงคลัง 20 ล้าน เกินกว่านั้นจะหักให้อาตมา เขาพูดไปแล้ว แต่ก็ยังไม่ถึงสักที กำลังสร้างบ้านแปลงเมืองด้วย แล้วอาตมาก็จะไปหนักเขาก็ให้มาเรื่อยๆ แม้แต่บุญนิยมทีวี ก็ต้องไปขอทางพี่ เพราะพ่อไม่ไหว เป็นสาธารณโภคีที่ใช้ร่วมกันหมด ไม่ได้ไปกู้หนี้ยืมสิน ไม่ต้องคิดดอก ไม่ต้องพบกับสิ่งเหล่านี้ เป็นระบบที่ยิ่งใหญ่จริงๆ เศรษฐศาสตร์ก็ยิ่งใหญ่ รัฐศาสตร์ก็ยิ่งใหญ่ สังคมศาสตร์ก็ยิ่งใหญ่ ของพระพุทธเจ้า ถึงบอกว่าจะต้องพยายามอยู่ให้นานที่สุด เพื่อจัดสร้างรูปธรรม ตั้งสัจจะพิสูจน์ให้เห็น อาตมาเห็นใจรัฐบาล ที่กำลังสร้างกำลังปฏิรูป อาตมาก็ทำอยู่ก่อนแล้ว พยายามอยู่แล้ว อาตมาตั้งโรงเรียนสอนเด็ก สอนตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ ตั้งแต่ประถมจนถึงม. 6 ตอนนี้ก็จะเป็นอุดมศึกษาก็ยังไม่ได้ ก็ได้ปวส.แล้ว ก็คือสร้างเด็กให้การศึกษาแก่เด็กโดยไม่ได้มาตั้งโรงเรียนเพื่อให้ได้เงินได้ทองเหมือนโรงเรียนเอกชนต่างๆ มีแต่พวกเราสร้างสาธารณประโยชน์ที่ช่วยเลี้ยงลูกเลี้ยงหลาน สร้างเยาวชนเหล่านี้ให้แก่สังคม ให้ความรู้ตามหลักเกณฑ์กระทรวงศึกษาธิการ แล้วเราก็แถมอีกเพราะเห็นว่าการศึกษามันล้มเหลว มันขาดคุณธรรม มันขาดการกระทำจริง จึงมีลักษณะ ศีลเด่นเป็นงานชาญวิชา เด็กมาเรียนกับเรา ก็ทนไม่ค่อยไหว ม.1 เริ่มก็มา 30 ถึง 40 คน พอถึง ม.6 เหลือประมาณ 10 กว่าคน ทนไม่ไหวลาออกกลางคัน หรือ ถูกไล่ออก เพราะมาทำให้แปดเปื้อนกับหมู่ ก็จำเป็น เพราะเราเองตั้งใจสร้างให้เป็นคุณภาพที่ดี คนที่คุณภาพไม่ได้ เราก็ให้ออกไปแล้วเด็กออกจากเราไป ไปเรียนในโรงเรียนอื่นกลายเป็นตัวอย่างของโรงเรียนอื่น นี่เป็นหลักฐานยืนยันว่าให้ออกจากโรงเรียนของเราไป เราก็ไม่ได้ให้ใบรับรองอย่างร้ายแรง ก็ให้ไปอย่างธรรมดา เขาก็กลายเป็นผู้นำกลายเป็นหัวหน้า เป็นคนดีได้เยอะ ที่ออกจากพวกเราไป เพราะเขาทนไม่ได้ ก็พอได้พื้นฐานจากเราไปด้วย ทุกอย่างมาแต่เหตุทั้งหมด ที่ทำโรงเรียนนี้ได้ช่วยรัฐบาล เป็นหน้าที่ให้การศึกษาเหมือนกับรัฐบาล อยู่เหมือนลูกเหมือนหลาน พ่อแม่ไม่ต้องเอาเงินมาให้ แต่ใครอยากจะมาช่วยก็เรื่องของเขา ก็เริ่มมาได้ 40 ปี เราไม่ได้พูดเอาดีเอาเด่น พูดแล้วเหมือนคนอยากอวดอ้าง ใครจะมองก็แล้วแต่ ว่าอวดตัวอวดตน แต่เราก็รายงานความจริงคนเขาโฆษณาตัวเองตลอดวันตลอดคืน เขาจะว่าเราตั้งทีวีเพื่อโฆษณาสำ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน