590530_พุทธศาสนาตามภูมิ ปฐมอโศก หมาป่าธรรมกลายปลอมเป็นราชสีห์.docx
เนื้อหาในไฟล์
590530 พุทธศาสนาตามภูมิ ปฐมอโศก หมาป่าธรรมกลายปลอมเป็นราชสีห์
_อ.กฤษฎาว่า..วันจันทร์ที่ 30 พฤษภาคม 2559 ที่ปฐมอโศก เรื่องราวทางศาสนาขณะนี้กำลังเข้มข้น ผมมาเรียนรู้กับสันติอโศก ก็พบว่าเป็นทางปฏิบัติที่ใช่ ที่ได้ลดละสละกิเลส ทิศทางเดียวกับของพระพุทธเจ้าที่สละราชสมบัติออกมาเพื่อพ้นทุกข์และช่วยผู้อื่นให้พ้นทุกข์ ในโซเชียลมีเดียได้โพสต์ในเสขิยธรรม เรื่องกรณีธรรมกาย ความล่มสลายของคณะสงฆ์ไทย ใช้คำพูดว่า ธรรมกายไม่ใช่พุทธศาสนา ในความหมายที่แท้จริงคือ โดยรูปแบบเขาเป็นพระในพุทธศาสนา และเป็นเถรวาทด้วย แต่จริงๆ เขาไม่ใช่พุทธ เพราะว่า เขาไม่ได้แสดงคำสอนของพุทธศาสนา เพียงไปหยิบเอาคำสอนของพุทธศาสนาบางจุดเพื่อสร้างความร่ำรวย ความยิ่งใหญ่ให้แก่ตัว จึงขอถามว่า ธรรมกายเป็นศาสนาพุทธหรือไม่? พค.ว่า..ขอตอบสั้นๆว่า ธรรมกายคือนิกายของศาสนาพุทธ ธรรมกายไม่เข้าใจไม่เข้าถึงคำว่า กาย ว่าคืออะไร ไม่มีปัญญารู้เลย หนึ่ง เพราะฉะนั้น นิกาย แปลว่าไม่ใช่กาย ไม่ใช่กายของพุทธ กายของพุทธคือธรรมกาย กายที่เป็นธรรมะสัมมาทิฏฐิที่ถูกต้อง พระพุทธเจ้าตรัสเลยว่าธรรมกายหรือพรหมกายหมายถึงตถาคต แต่สำนักธรรมกายของธัมมชโยนี่ ทำความผิดขนาดอนันตริยกรรม คือทำสังเภทเต็มรูปแบบ คือปลอมแปลงธรรมะพระพุทธเจ้า ตรงกันข้ามกับธรรมะพระพุทธเจ้า ที่แม้ข้อแรกเลย ธรรมใดวินัยใดเป็นไปเพื่อความมักมากมักใหญ่ ธรรมนั้นวินัยนั้นไม่ใช่ของเราตถาคต ธรรมใดเป็นไปเพื่อความมักน้อยสันโดษธรรมนั้นวินัยนั้นเป็นของเราตถาคต ธรรมกายรู้จักแต่มโนมยอัตตา ปั้นวิมานหลอกตนและหลอกคนอื่น ธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นธรรมะสอง ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) เหมือนฟิสิกส์ว่าไว้ E=mc2 เป็นต้น
อ่านต่อ
ของพระพุทธเจ้าก็เหมือน m กับ c คือรูปกับนาม แทนที่จะเป็นแค่อุตุนิยาม แต่ของพระพุทธเจ้าเป็นจิตนิยาม ขยายเป็นธาตุรู้กับมวลหรือวัตถุ นามธรรมนี้เร็วกว่าแสง ไอสไตน์เอาหลักความเร็วสูงสุดของแสงมาคำนวณทุกอย่าง แต่จิตนี้เร็วกว่าแสง ธรรมกายนี้คือนิกาย กายคือองค์รวมสองสภาพหรือรูปกับนามหรือปรมัตถสัจจะกับสมมุติสัจจะ หรืออิตถีภาวะกับปุริสภาวะ คือสองอย่างที่รู้ความแตกต่างรู้เหลี่ยมมุม แต่สำนักของนายไชยบูลย์ไม่มีความรู้เรื่อง กาย หรือสักกาย เขารู้แต่มโนมยอัตตา ภาพปั้นที่เอาแต่นิมิตปั้นเอา เป็นภพชาติ เป็นวิมานรูปเรื่องที่ปั้นเอง แล้วเอามาปั้นหลอกมนุษยชาติ คนไม่มีภูมิจึงถูกหลอก เขาหลอกตนเองด้วยไม่รู้จริงด้วย แล้วหลอกผู้อื่นทั้งที่รู้ว่าอันนี้ไม่จริง แต่ใช้ปฎิภาณไหวพริบปรุงเรื่องราวหลอกซ้อน เป็นคนที่สร้างอนันตริยกรรมให้แก่ตนเองยิ่งกว่าพระเทวทัต ทำลายศาสนาพุทธของพระพุทธเจ้าอย่างยับเยิน พระเทวทัตก็ทำลายศาสนาเท่าที่รู้ แต่นี่ศาสนาพุทธผ่านมากว่าสองพันห้าร้อยกว่าปี นี่ไชยบูลย์ทำลายมากกว่าเยอะเลย ความชั่วตื้นๆ นี่ใครก็รู้ แต่ความดีที่สูงขึ้นกว่าสามัญ ไชยบูลย์ไม่รู้ แต่ก็รู้แต่ความดีตื้นๆ คนส่วนใหญ่ไม่รู้ความดีที่ลึกซึ้ง ก็เลยเอามาหลอก เช่นคนชอบจัดระเบียบสะอาดเป็นระบบระเบียบเรียบร้อย กตัญญูกตเวที มีการทำงานยิ่งใหญ่ ทานหมดตัวเลย ปลุกเร้าคน คนก็บ้าทำด้วยจริง เอาชีวิตทุ่มเทสุดตัว เพราะอะไร เพราะธัมมชโยสะกดจิตเก่ง ด้วยนิ่มนวล จนคนถูกสะกดจิตไปทั้งโลกเลย วิธีสะกดจิตของธัมมชโยเก่งกว่าอาตมา แม้แกไม่ได้เรียนแต่สะกดจิตได้เก่ง ทำสะกดจิตแบบอกุศลเหมือนรัสปูติน แต่ถ้าสะกดจิตเป็นกุศลไม่เป็นบาป แต่จะไม่สะกดจิตพร่ำเพรื่อ แต่ให้คนมีความเป็นตัวของตัวเอง ใครไปสะกดจิตคนอื่นให้อยู่ใต้อำนาจตนคนนี้ไม่ใช่พุทธ คนนี้ชั่วแล้ว ปล่อยให้คนมีสติสัมปชัญญะเต็มที่อันนี้ถูกแล้วต้องให้เขารู้เองฉลาดหรือโง่เท่าไหร่ คำว่ากาย คือสภาพธรรมะสอง ขาดกันไม่ได้ สักกะแปลว่าตัวเอง กาย คือรูปกับนามหรือธรรมะสอง ใครรู้รูปกับนาม ธรรมะสองด้วยตัวเองตั้งแต่รู้ภายนอก กับตัวเองรู้สัมผัสแล้วรู้ว่าอะไรคืออะไร อ่านรูปนอกแล้วมาอ่านในจิตคือเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ โดยใช้สัญญากำหนดรู้ เรียนรู้ถึงเคล้าเคลียเวทนา สรุปแล้วพวกธัมมชโยคือพวก อสังวาสไม่ได้ร่วมมือกับพุทธเลย หมดเลย นอกนั้นก็เป็นความถูกต้องสามัญ แต่ถ้าวิสามัญ ธรรมกายไม่มีเลย เขาหลงลาภยศก็เลยทำอย่างอวดดี แล้วใช้โลกสมัยใหม่ คนในโลกนี้หลงอวิชชาโรคจิตประชาธิปไตยที่หลงนับจำนวนมวลชนเป็นสิ่งสูงสุด ก็ถ้ามวลคนโง่มีมากกว่าคนฉลาด ก็จะได้แต่สิ่งโง่ๆ ก็เอาความเน่าเหม็นมาผสม เอาไปทำไม เศษสวะทั้งนั้นพิษร้ายทั้งนั้น นี่คือความเลวร้ายที่ไปหลงประชาธิปไตยนับหัว ประชาธิปไตยต้องมีภูมิปัญญาซับซ้อนเข้าไปผสม แม้อเมริกาก็มีวิธีการเลือกตั้งที่ซับซ้อนไม่ใช่แค่นับหัว นิกาย นี่คนทำก็เป็นอนันตริยกรรมแล้วไชยบูลย์นี่ทำนิกาย เขารู้ว่าธรรมกายคือพระพุทธเจ้าก็เอาหนังราชสีห์คือคำว่าธรรมกาย มาหุ้มตัวเองที่เป็นหมาป่าแล้วหลอกโลกว่า ตนคือราชสีห์ แท้จริงตนเองคือหมาป่า เอาคำว่าธรรมกายมาครอบตนเอง แท้จริงไม่ใช่พุทธ ไชยบูลย์นี่ไม่รู้ว่า ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง นี่เขาไม่รู้ว่าส่วนใดเป็นกาย ส่วนใดเป็นจิต ที่ไม่รู้มูลกรรมฐาน 5 นี้ คำว่า นิกาย นี้คือไม่ใช่องค์รวมไม่ใช่ศาสนาของพระพุทธเจ้า หมาป่าคือนิกายแล้วเอาหนังราชสีห์คือธรรมกายมาหุ้ม แท้จริงตนเองคือ กายหมา สัจจะของความเป็นนิกายของศาสนาพุทธ แบ่งแยกศาสนาพุทธ แยกไม่พอก็เอาธรรมกายมาหลอกคนอีก ขบถต่อพระอนุสาสนีย์ของพระพุทธเจ้า สรุปแล้วคำว่านิกายไม่ใช่พุทธ คืออสังวาส อยู่นอกความเป็นพุทธร่วมกับพุทธไม่ได้ แต่ไชยบูลย์เก่งขนาดเอา เงิน ลาภ ยศ มาหลอกเถรสมาคม ก็เลยทำให้ผู้ทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ของเถรสมาคมที่โง่ๆ หลอกไม่ได้แต่สมเด็จพระสังฆราชองค์เดิมที่ท่านตัดสินเลยว่า ธัมมชโยปาราชิกแล้ว จริงๆ แล้วท่านสังฆราชเอง ถ้าท่านไปว่าเขาปาราชิก แต่เขาไม่ได้เป็นจริงนี่ท่านอาบัติสังฆาทิเสสนะ ท่านต้องมั่นใจจึงมีพระลิขิตออกมา แต่ไชยบูลย์เก่งเพราะ ธัมมชโย ทำให้ตนเองหลงว่าเป็นต้นธาตุ ต้นธรรม หลงเพลิดเลย ดื้อดึงเลย พูดในสำนวนไทยว่า อย่าขี้กองใหญ่ให้คนอื่นเห็นเลย แกนึกว่าคนอื่นเป็นเด็กไม่รู้ ก็เลยขี้ออกมาให้เห็นกองใหญ่เละเลย ทุกอย่างแบออกมาหมดเน่ากี่ขดโง่กี่ขดออกมาหมดเลย คำว่า กาย ในพระไตรฯล.10ข.60 พระพุทธเจ้าตรันว่า ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ถ้าผู้ใดแยกกาย แยกรูปนามได้ เรียนรู้ตั้งแต่ อบายภูมิ ลดเหตุที่เป็นอบายเป็นกามได้ก็ลดกามได้อีก ลดรูป ลดอรูปอีกก็เป็นอรหันต์ อรหันต์ทุกข์องค์เหมือนกันสามัญคือดับกิเลสได้หมด ที่เหลือคือสมมุติสัจจะที่ต่างกัน ตนเองต้องมีนามที่เป็นธาตุรู้ไปรู้ตามที่ตนสัมผัสสิ่งต่างๆ แล้วก็รู้องค์รวมกับสังคมโลกที่เขามีสมมุติสัจจะรับรู้ร่วมกันเป็นเยภุยสิกา เป็นสัจจะ จิตเราไม่ยึดถือ แต่เราต้องเอาผู้อื่น ข้างนอกเป็นตัวตั้ง เป็นมวลรวมที่จะหารหรือตัดสินสิ่งที่ถูกต้องตามสัปปุริสธรรม 7 ประการ เมื่อคนไม่เข้าใจคำว่ากายที่มีทั้งนามทั้งรูปที่จะต้อง 1 ถูกรู้ 2 ตนเองต้องรู้ หยาบ กลางละเอียดไปถึงรูปภพ อรูปภพ จนถึงอรูปจิตก็รู้สภาพนั้นได้ ผู้ที่ไม่รู้แม้มูลกรรมฐาน 5 ไม่รู้ กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ตนเองผิดโง่ แต่ก็ยึดความโง่นี้แหละว่าเป็นความฉลาดความถูกทั้งที่คนเขารู้กันทั่วบ้านทั่วเมืองแล้ว เอาความสะอาดความเป็นระเบียบมาหลอกคน คนโง่นี้มีโง่ตรงหนึ่งเดียวรูเดียวนี่ไม่รู้ถ้าพลิกแพลงนิดหน่อยไม่รู้เพราะว่าเขามีแต่ธรรมะเดียว คนพวกนี้หลอกง่ายเพราะโง่ ดูช่องนี้ช่องเดียวเป็นต้น อาตมาพยากรณ์ว่า นายไชยบูลน์นี่จะไม่ตายง่ายๆ แต่จะได้รับความทุกข์ร้อนจากพยาธิทุกข์มาก จะไม่ตายง่ายๆ เพราะแกยึดมาก แล้วหลงตนว่าต้องชนะเพราะตนเองได้รับชื่อว่าธัมมชโย หรือไชยบูลย์ก็แปลว่า ผู้ชนะเต็ม จะหลงมาก แต่สัจจะมันจะกลับ แต่ตนเองไม่ทัน ก็ยึดมั่นถือมั่น เพราะแกเป็นธรรมะเดียว ไม่เข้าใจธรรมะสอง ผู้รู้ธรรมะสองจะรู้ว่าตอนไหนกลับกันแล้ว ไม่ใช่ไม่อยู่กับร่องกับรอยแต่เป็นผู้แม่นในสัจจะ สัจจะไม่มีในโลก สัจจะมีหนึ่งเดียวในโลก สัญญาย นิจจานิ สามประโยคนี้สุดยอด
_อ.กฤษฎาว่า...ส่วนใหญ่อาจารย์ใหญ่ตายแล้วจะบอกว่าเก็บร่างไว้นะ พค.ว่า...เป็นการแสดงความยึดติด ซึ่งพระพุทธเจ้าไม่สอน แสดงให้เห็นว่าคนโง่มีมากไม่ว่ายุคไหน คนก็ได้คนโง่เป็นมวล เขาจะไม่ตายง่าย เพราะวิบากเขามี ต้องทุกข์ทรมานไปตลอด เป็นอนันตริยกรรมที่น่าสมเพศเวทนา เขาทำตัวเขาเองนะ ยุคนี้เป็นยุค ปรากฏการณ์วิทยา อโศกไม่ใช่คู่ต่อสู้ธรรมกาย แต่เป็นคู่เทียบของธรรมะสอง เพราะไม่รู้คำว่ากายคืออะไรก็เลยหลงคำว่า ธรรมกาย เอาชื่อของพระพุทธเจ้ามาเป็นเหมือนหนังราชสีห์มาหุ้มตัวเอง แต่บัดนี้ความจริงแตกแล้วว่าตนเองคือหมาป่าไม่ใช่ราชสีห์ ประเทศไทยจะเป็นชมพูทวีป จะมีความรู้ทางธรรมะที่เป็นพุทธธรรมที่ยิ่งใหญ่ เป็นประชาธิปไตยยิ่งใหญ่ถึงสาธารณโภคี แล้วจะมีมวลชนปฏิบัติสาธารณโภคีเป็นตัวอย่าง ตอนนี้ชาวอโศกทำได้แล้วจะมีคนอื่นรับช่วงยืดหยุ่นไปตามลำดับ เป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ต่อไป แล้วไทยจะประกาศประชาธิปไตยสูงสุดคือ เพื่อมวลมนุษยชาติ คนที่ทำเพื่อคนอื่นเพื่อมวลมนุษยชาติคือคนผู้ไม่มีตัวตนไม่เห็นแก่ตัวเอง ตามความรัก 10 มิติที่มีตามลำดับ สัจจะพวกนี้ในเมืองไทยจะเกิดจะเป็นในยุคนี้ เมืองไทยเอาธรรมะที่สูงสุดในมหาจักรวาลตราลงไปในยุคนี้ให้มนุษยชาติรับรู้ว่าสิ่งสูงสุดคืออันนี้ เมืองไทยเขายกให้เป็นศูนย์กลางพุทธศาสนา แล้วพุทธไม่ใช่เทวนิยม คนเขารู้แล้วว่า พุทธนี้รู้จักธาตุวิญญาณจริง รู้พระเจ้าจริง ทำจิตให้เป็นแบบพีชนิยามไม่เป็นภัยกับใคร แต่ทำประโยชน์ได้อย่างจิตนิยาม สัจจะของพระพุทธเจ้านี้หยั่งลงแล้วในเมืองไทย มาอยู่ในเมืองไทยในคนไทยที่จะสืบสานต่อไปอีกจนกว่าศาสนาพุทธจะหมดเชื้อก็ประมาณอีก สองพันกว่าปี ตามผู้รู้ตรัสไว้พูดไว้ ว่าศาสนาพระสมณโคดมมีอายุห้าพันปี อาตมาแก่กว่าไชยบูลย์ 10 ปี ก็ไม่ชัดว่าใครจะตายก่อน แต่วันนี้มั่นใจว่าอาตมาจะตายทีหลัง ความรู้ที่ไม่รู้ว่า ความรู้สึก กับ นามกาย คนไม่รู้ก็ศึกษาไม่ทะลุทะลวงเพราะนี่เป็นวิทยาศาสตร์ของพุทธ วิทยาศาสตร์ทางนามธรรม ที่แยกพลังงานพีชนิยามจิตนิยามได้แต่วิทยาศาสตร์แยกแยะได้แค่พีชะอุตุ แต่พุทธแยกได้ถึงจิตนิยามก็เก็บพลังงานนี้มาทำงานได้เพื่อมวลมนุษยชาติจริงๆ อาตมาเก็บได้เก่งเท่าที่ทำได้นะ
_อ.กฤษฎาว่า...คนใกล้ 83 ปีทำไมสมองยังดี ความเคลื่อนไหวยังดี ไม่ต้องเตรียมคำถามเลย พูดแล้วไม่ย้อนแย้งไม่มีปัญหา ผมเชื่อเพราะว่าได้พิสูจน์ การอธิบายฟิสิกส์ ผมฟังแล้วอึ้งเลยเหมือนกัน แต่พอตั้งสติแล้วก็พบว่าพลัง จิตนี้ยิ่งใหญ่กว่าพลังไหนๆ พ่อครูประกาศ 151 ปี เราจะตามดูไปเรื่อยๆ นี่พูดเล่นๆ แต่เป็นเรื่องจริงนะ ถ้าแม่ดูรายการพบว่าแม่ 70 กว่า ดูหง่อม ไม่มีพลังเช่นนี้ อายุพ่อครู 83 นี้ยังมีพลังเช่นนี้ พค.ว่า..คนที่จะรู้ครบต้องรู้ทั้งภายนอกภายใน ในวิโมกข์ 8 ข้อที่ 2 ว่าไว้ 2. ผู้ไม่มีความสำคัญในรูปภายใน (10/66) ย่อมเห็น รูปทั้งหลายในภายนอก (อัชฌัตตัง อรูปสัญญี เอโก พหิทธา รูปานิ ปัสสติ) (พ่อครูแปลว่ามีสัญญาใส่ใจในอรูป) ต้องเห็นทั้งทิฏเฐ สุเต มุเต วิญญาเต ทั้งสี่อย่าง คือโวหาร 4 ซึ่งต้องเข้าถึง อุเบกขา 5 1. ปริสุทธา (บริสุทธิ์ปราศจากกิเลสนิวรณ์ 5) . 2. ปริโยทาตา (ผุดผ่องขาวรอบแข็งแรงแม้ผัสสะกระแทก) 3. มุทุ (รู้แววไว อ่อน-ง่ายต่อการดัดปรับปรุงให้เจริญ) . 4. กัมมัญญา (สละสลวยควรแก่การงาน ไร้อคติ) . 5. ปภัสสรา (จิตผ่องแผ้วแจ่มใสถาวรอยู่ แม้มีผัสสะ) (ธาตุวิภังคสูตร พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 690) ในพรหมชาลสูตรท่านแยกปฏิบัติว่า ถ้านั่งหลับตาปฏิบัติจมอยู่ในอดีตกับอนาคต 44 เพราะนั่งหลับตาไม่มีสมมุติแล้ว มีลักษณะ มีสสัมภาระ มีอารัมนะ แต่ไม่มีสมมุติ ถ้าไม่มีธรรมะสองจะเลอะเทอะหมดเลย นั่งหลับตานั้นคือโมฆะ แม้ลืมตาแล้วก็ต้องมารู้ธรรมะที่บอกว่า กาม และฌาน 1-4 รวมเป็น 5 ปัจจุบัน กามคือปัจจุบันแน่ ส่วนฌานอีก 4 เป็นฌานลืมตาด้วย ถ้าฌานหลับตาตีทิ้งไปได้ก่อนเลย แล้วต้องพิจารณารู้ฐานจิตถึง ฌาน 1 ฌาน 2 ฌาน 3 ฌาน 4 ฌาน1 มีอาการจิตหยาบกว่า เพราะยินดีแม้ปีติ สุข มีฟูใจชื่นใจ แม้จะเป็นปัสสัทธิก็เป็นตัวสงบ แต่ไปยึดสงบเป็นภพชาติอีก ไม่ใช่ ต่อให้คุณไม่มีสุขยึดอุเบกขาเป็นเรายังไม่ใช่เลย เป็นธรรมะสอง คุณสัญญายนิจจานิว่าอันนี้มี พระพุทธเจ้าไม่ให้ยึดแม้ 0 อย่าว่าแต่ 1 หรือ 2 เลย เอาคำว่าไชยบูลย์มาหลอก จะมาเลียนแบบชื่อรักที่เป็นของจริงไม่ได้ ขออภัยไม่ได้พูดข่ม อาตมาไม่สงสัยว่าใครชื่ออะไร ถ้ามีอันเดียวนี่จะตัดสินอะไรไม่ได้ ไม่มีคู่เปรียบเทียบ เช่นปากกานี้มีอันเดียว แล้วจะบอกว่า อันไหนยาวกว่า ก็ไม่ได้ต้องมีคู่เปรียบ ธรรมะสองจึงยิ่งใหญ่ที่จะเกิดความรู้ คนรู้แจ้งธรรมะสองก็เป็นอรหันต์ นามกายคือธรรมะสองของจิต รูปกายคือธรรมะสองของรูป นามกายหรือนามรูปตัวใดที่คุณรู้คนเดียวเรียกว่านามรูปหรือนามกายของตนเอง อ่านรู้ว่านี่คือรูปจิต อรูปจิต อันนี้เป็นรูปราคะ อรูปราคะ มานะหรือหมดแล้วไม่มีอวิชชาแล้ว หรือเหลือฝอยเป็นอุทธัจจะก็รู้แจ้งหมด ผู้ใดรู้ โลกุตระ 43 ล.31 ข.620 ที่เริ่มต้นด้วยกาย แล้วเป็นอิทัปจยตาต่อไป ก็จะเป็น เวทนาในเวทนา จิตในจิต จนซ้อนๆ ถึงธรรมะนี้เป็นตัวตั้งแล้ว ไปถึงจิตก็รู้เจโตปริยญาณ 16 ก็ต้องลดไปตามลำดับ ถ้าใครอ่านอาการความรู้สึกไม่เป็นก็จบ หมดสิทธิ์บรรลุธรรม เพราะทำเวทนาสองให้เป็นเวทนา 1 ไม่ได้ ต้องอ่านวิญญัติรูปให้ได้ กายวิญญัติ วจีวิญญัต มโนวิญญัติ ใครรู้ความเคลื่อนของมโนวิญญัติได้ มีสิทธิ์เป็นอรหันต์ได้ ผู้อ่าน อาการ ราคะโทสะ โมหะได้ มีเจโตปริยญาณ 16 ก็ลดพลังงานเหล่านี้ได้ ไม่ให้มี สสัมภาร ะ ไม่มีอารัมนะ แม้สมมุติก็ไม่จำเป็นต้องตั้งใหม่ก็ได้ มีคนตั้งไว้แล้ว แม้อาตมาเองชีวิตนี้ตั้งแค่สองคำ คือชีวานุปาทิ ชีรานุปาทิ สองคำนี้เอง หลับตาหมดสิทธิ์ ลืมตาแล้วมี analyze มีการเปรียบเทียบทั้งในและนอก จึงเปรียบเทียบว่าอันไหนหนึ่งแท้อะไรดีกว่าอะไร ถ้าไม่มีคู่เทียบก็ไม่ได้ ต้องมีสองขึ้นไปทั้งนั้น เหตุการณ์ที่เกิดกับไชยบูลย์เป็นธัมมชโยเก๊ ไม่ใช่ธัมมชโยจริง สายธรรมกายนี่สายสว่างเรื่องมากไม่มีสิ้นสุด ต่างกับสายมืดที่ไม่มีเรื่องมาก สายสว่างสารพัดจะปรุงแต่งมาหลอกคน คือฉลาดกว่าอาจารย์หลอกอาจารย์มาเดินบนดอกไม้แล้วบอกชื่นใจได้ ให้มารับรองตนเองว่าถูกต้อง เลยพาอาจารย์เน่าขายหน้าตาไปด้วย คนไม่เข้าใจเจโตปริยญาณ 16 ไม่รู้ต้นเค้า ราคะ โทสะ โมหะ ทำให้จางคลายอย่างไร ก็ไม่รู้ ไม่สามารถทำวีตราคะ วีตโทสะ วีตโมหะ ทำส่วนแห่งบุญไม่ได้ สายหลับตาเข้าไปหาหยุด หยุดได้ก็สบาย แต่ไม่รู้รายละเอียด ลืมตามาสัมผัสก็ไม่รู้ว่าจะหลบจะอยู่เหนือมันอย่างไร พวกหลับตาสะกดจิตไม่มีวันบรรลุอรหันต์ สายอ.มั่นไม่มีวันบรรลุอรหันต์ สายธัมมชโยยังมีสิทธิ์บรรลุธรรม แต่มิจฉาทิฏฐิไปมักมากใหญ่ไม่มีประมาณบานปากกรวยไปเรื่อยๆ ไม่มาหาสูญไม่มีสิ้นสุด สรุปว่าไชยบูลย์นี้ไม่รู้คำว่า กาย แล้วบังอาจเอาคำว่าธรรมกายของพระพุทธเจ้ามาสวมใส่ตนเอง ทั้งที่ตนเองราชสีห์ยังไม่ใช่เลย ตนเองเป็นแค่หมาป่า ถ้าเทียบกับโพธิรักษ์แล้ว โพธิรักษ์คือราชสีห์ ไชยบูลย์คือหมาป่า ถ้าเขายอมหยุดตอนนี้ตายเป็นกุศล แต่ถ้าดึงดัน จนตายไปไม่ยอม ก็มีวิบากมหาศาล ไม่ได้เดานะเป็นสัจธรรม อย่าให้ตายกับจิตตั้งไว้อย่างนั้นเลย
_อ.กฤษฎามีประเด็นอ่าน…. อ.สมภาร พรหมทา เปรียบว่าวัดพระธรรมกายกับสันติอโศก เราเรียกองค์กรศาสนาแบบนี้ว่ามีลัทธิเจือปนอยู่ คำว่าลัทธิเป็นคำกลางๆ ไม่มีดีหรือเลว วัดที่เป็นลัทธิต้องมีผู้นำที่พิเศษ เช่น ธรรมกายกับสันติอโศก วัดเช่นนี้จะมีลักษณะลูกศิษย์ที่ศรัทธามาก ตายแทนได้ พค.ว่า...อันนี้ขอพูดอจินไตยอย่างหนึ่งว่า อ.สมภารคือใคร คือ สสัมภาระ มาแสวงหาทำงานเพื่อให้ตนสมบูรณ์โดยมีความเป็นกลางมาก พยายามศึกษาไม่กล้าฟันธงเหมือนคุณเปลวหรือ ส.ศิวรักษ์แต่อ.สมภารจะละเอียดกว่าคุณเปลวและคุณศิวรักษ์ จะว่าเป็นโพธิสัตว์ก็ศึกษาให้ละเอียดต่อไปด้วย พรหมทาด้วยคือตั้งอยู่กับพรหม ต้องเรียนรู้อาการ ลิงค นิมิต อุเทส เมื่อฟังอุเทสจากอาตมาก็ไปกำหนดนิมิตหมายเอา ว่าอาการเช่นนี้ราคะ โทสะ โมหะ อาการเช่นนี้หยาบหรือละเอียดเป็นต้น จึงสามารถตีแตกในกาย เวทนา จิต ส่วนธรรมะเป็นตัวตั้ง status ก็ศึกษาสภาพพวกนี้ก็จะรู้สภาวธรรม จึงเป็น physics ของนามธรรม แยกความเป็นกายของกาย มากหรือน้อยใหญ่หรือเล็กของกาย ของเวทนา ของจิต แล้วทำให้เบาลงไปอีก ก็เป็นลหุตา เก่งเป็นมุทุตา เราเข้าใจสภาวะแล้วเอาไปทำปฏิบัติจริง ก็จะได้จริง ทั้งกาย เวทนา จิต รวมลงเป็นธรรม จะรู้ธรรมนิยามของ อุตุนิยาม ที่มีแต่ ish มีตัวเขาแล้วมีตัวต่าง she he ซึ่ง she he มันไม่มีวันรู้ตัว ต้องเป็น i นี่แหละที่จะรู้ได้ว่าเราไปหลง she he อยู่ ก็ทำให้เหลือแต่ i ทุกวันนี้อาตมาเลยเหลือแต่ ไอ ในความเป็นกายที่ไม่รู้อย่างไชยบูลย์จึงแพ้ภัยตัวเกิดโทษอันตริยกรรม ขอบอกว่าหากไม่ยอมหยุด ไม่ยอมไม่แพ้ก็จะมีกรรมวิบากอีกนาน แต่ถ้าหยุดยอมจบก็ทำให้สังคมเจริญ ให้คนเอาพลังงานไปทำประโยชน์แต่ตอนนี้วุ่นกับคุณมันสูญเสียพลังงาน บาปกินหัว คุณทำลายพลังงานคนอื่น แม้แต่อาตมาก็ยังเสียพลังงานไปกับคุณ น่าเสียดายแต่ก็ต้องมาช่วยปราบ อย่าหลงตนว่าเป็นผู้ปราบมารเลย คุณนั่นแหละที่อาตมามาปราบ การพยากรณ์โดยชื่อบุคคลกับสกุล เป็นแนวคิดปัจจุบันเป็นผลจากอดีตหรือไม่ ตอบ...อย่างอาตมานี่ทำไมต้องชื่อมงคล ทำไมต้องชื่อรัก แล้วมาเป็น สมณะรัก ตอนนี้ แม้แต่อ.สมภารก็อาตมารู้ว่าเข้าถึงแวดวงโพธิสัตว์อาตมาไม่สงสัย ศึกษาไปเถอะดี อย่างพระพุทธเจ้าที่ท่านพยากรณ์กันว่าคนไหนจะเป็นพระพุทธเจ้าชื่ออะไรมีอัครสาวกชื่ออะไรก็เป๊ะเลย อย่างอาตมานี่ คำว่า รัก อาตมาตั้งเองนะ มงคลนี่สมเด็จติสโส (อ้วน)ตั้งให้นะ อาตมาถึงต้องมาเขียนความรัก 10 มิติ แล้วไปทำความเข้าใจความรัก 10 มิติให้ดี แล้วจะได้ใช้พลังงานความรักอย่างไรถึงเป็นสอง สาม สี่ ห้า หก เจ็ด แปด เก้า สิบ อาตมาต้องมาขยายความรัก แม้แต่ศาสนาคริสต์ก็บอกว่าพระเจ้ามีสุดยอดแห่งความรักนะ แต่ต้องมิติที่ 7 ขึ้นไปจึงใช้ได้ มิติ 6 ก็ลงตัวไม่มีบาป ไม่บุญ แต่7 8 9 นี้เป็นบุญ...จบ