591229_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก เจาะลึกศูนย์กลางกาย(ธรรมกาย).docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์355 KB
วันที่แก้ไข23 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

591229_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก เจาะลึกศูนย์กลางกาย(ธรรมกาย) โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ สื่อธรรมะพ่อครู(นิยามศัพท์) ตอน กลางคือศูนย์ สมณะเดินดินว่า…ตอนนี้ใกล้เทศกาล ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับชีวิตใหม่ หรือบางคน จะต้อนรับชีวิตเก่าเหมือนเดิม 2 หรือ 3 วันก็มีความหมาย สำหรับการปฏิบัติธรรม ที่เราจะได้เร่งเพียร ลดกิเลสของเรา ให้เป็นชีวิตใหม่ให้ได้ เมื่อวานพ่อครูมาเน้น เรื่องที่ชาวพุทธเข้าใจกันผิวเผิน ดีไม่ดีขยายความผิด เช่นเดิมกินเหล้าสามแก้ว ก็มาเหลือกิน หนึ่งแก้วครึ่ง อย่างนี้ หรือเอาชั่วกับดีมาหารสอง ก็เป็นทางสายกลาง ศาสนาพุทธสอนทางสายกลาง ก็เลยโมเม คิดเอาอย่างนี้ นักร้องคนหนึ่งเขาว่า ค่อยยังชั่วก็ยังชั่วอยู่ดี หรือดร.เจิมศักดิ์ว่า กลางคือเอาข้าวกับขี้อย่างละครึ่ง มาผสมกันจะเอาไหม พ่อครูมาอธิบายว่า มัชฌิมาคื อ ไม่โต่งไปทางกามกับอัตตา คือพ้น กามสุขขัลลิกานุโยค กับอัตตกิลมถานุโยค ต้องมาล้างความยึดติดในกาม และอัตตา จึงเป็นความเป็นกลาง ที่พระพุทธเจ้ามุ่งหมาย พ่อครูว่า...ต่อที่ท่านเดินดินพูด กลางที่ว่า จริงๆที่ว่า คำว่า ”กลาง” คำนี้ ใช้คำว่า ศูนย์ได้เลย ศูนย์กลางที่ไม่ไปทางด้าน กามหรืออัตตา ไม่มีทั้งกามและอัตตา นี่คือที่หมายที่แท้ ไม่ใช่ว่าทางสายกลางคืออยู่กลางๆ ยกตัวอย่าง เอาข้าวกับขี้มาผสมกัน แล้วบอกว่าเอาครึ่งหนึ่ง มันไม่ใช่ กลาง คือ หมดข้างปลาย (อันตา) ไม่มีส่วนไหนเลย เป็น 0 หรือศูนย์กลาง มัน 0 โดยที่ยังมีอยู่ ก็เลยใช้คำว่ากลาง คือมีความรู้ความเห็น เหมือนกับโลกๆ มีแต่กิเลสท่านเป็น 0 ไม่มีกิเลสทั้งกามและอัตตา ก็เลยเป็นธาตุรู้กลางๆ ไม่มีโน้มไปทางกาม ทางอัตตาเลย นี่คือความเข้าใจยาก ของผู้ที่ปฏิบัติธรรม ให้เข้าถึงสภาวธรรม ต้องรู้ว่า จิตคือกิเลส กิเลสก็อยู่ในจิต สามารถทำให้จิตหม

อ่านต่อ

ดกิเลส จิตก็กลางก็ว่าง อันนี้คือลักษณะของอุเบกขา ในคำที่จะใช้แทนกันว่า อยู่กลางหรือหลุดพ้น ดับสนิท เป็นมุมที่ขยายความ ของอาการบรรลุสูงสุด หรือนิพพานของพระพุทธเจ้าซึ่งยากมาก

มาดู SMS วันที่ 28 ธันวาคม 2559 _ 0851614xxx หลายครั้งของการกล่าวคำว่าขอโทษ บางทีเราไม่ได้ผิดจริงๆหรอก แต่เพราะเห็นคุณค่าของความสัมพันธ์มากกว่า.. อัตตา(Ego)ของตัวเอง _0851614xxx พระประสาร สมีตนนี้มันอะไรซ่อนเร้นอยู่...การถวายคืนพระราชอำนาจ การแต่งตั้งพระสังฆราชและ ระเบียบวิธีปฏิบัติ ของ พ.ร.บ.สงฆ์ มันดิ้นแสดงอำนาจ...เหตุใด? ตอบ...ก็แสดงออกตามสิทธิมนุษยชน สมณะเดินดินว่า...ข่าวล่าสุด เจ้าคุณประสาร ยกเลิกการมารวมตัว ของพระสงฆ์ เพื่อสวดเจริญพระพุทธมนต์ ในปีใหม่นี้แล้ว

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน พุทธไม่ได้สอนหลับตาปฏิบัติ _ 0817459xxx เคยมีคนของธรรมกาย มาฝึกนักเรียนที่โรงเรียน เขาบอกวิธีการนึกคิด แล้วให้ผู้ฝึกหลับตาเบาๆ สักพักแล้วให้ถามว่า ใครเห็นอะไร มีนักเรียนเห็นบ้าง เมื่อไม่นานมานี้ ข้าพเจ้าหลับตาเบาๆ ลองทำดู ก็เห็นมีสีแสงต่างๆ เมื่อหันหน้าไปทางแสงสว่าง แต่เมื่อหันไปทางมืด สีก็เปลี่ยนไป. ถ้าหลับตาแน่นๆ หรือเอามือปิดตาก็มืด. เดาเอาว่า แสงผ่านเปลือกตาเข้ามาได้บ้าง จึงเห็นสีของแสงอาทิตย์ รวมกับสีเลือดในเปลือกตา เหมือนกับการเอาไฟฉาย ส่องใต้ฝ่ามือในตอนกลางคืน แสงจะทะลุฝ่ามือขึ้นมาเป็นสีแดง ตอบ...การหลับตานั้น โดยจริงแล้ว ถ้าหลับตาลงไปสนิท แล้วไม่มีแสงอะไรเข้ามากระทบหนังตาเรา หลับตาแล้วมันจะมืดสนิท ถ้าคนไม่มีอุปาทาน แต่ถ้าคนที่มีอุปาทาน จะมีแสงสีต่างๆให้เห็น วูบวาบ มีได้ ซึ่งเป็นสภาพของอุปาทาน (มโนมยอัตตา) ในการสร้างภาพขึ้นในจิต หลับตาแล้วสร้าง สัญชาตญาณแสงสีเหล่านี้ มีมาแต่เดิม ยิ่งคนเคยฝึกเคยเล่นมา ซึ่งเป็นอุปาทาน เป็นภพเป็นชาติอย่างหนึ่ง นี่คือสัจจะ ที่อาตมาขยายความให้ฟัง ผู้ที่ท่านหมดอุปาทาน หมดความยึดถือ หลับตาคือตาเราไม่สัมผัสอะไร ก็มืดดำธรรมดา ไม่มีวูบวาบอะไร ถ้ามีก็คือ อุปาทานขึ้นมาหลอน สายนั่งหลับตา ไม่เข้าใจภพชาติ หากเข้าใจ จะไม่ไปนั่งหลับตาปฏิบัติ จะลืมตาปฏิบัติ แล้วก็รู้จักสิ่งที่เกิด คือกามภพ เป็นภพภายนอก เป็นโอฬาริกอัตตา แล้วกำจัดอัตตาในกามภพนั้น พอกำจัดอัตตาในกามภพ จึงจะขยับเข้าไปอ่านอาการทางจิตภายใน เป็นรูปภพ ตาจะกระทบรูป หูกระทบเสียง ก็เปิดทวารอยู่ แต่ไม่มีอะไรเป็นกิเลสอุปาทานแล้วก็เพราะเป็นอนาคามีแล้ว เหลือรูปราคะ อรูปราคะ รูปราคะจะเกิดภายใน เป็นมโนมยอัตตา เป็นอัตตาที่สำเร็จด้วยจิต จะเป็นรูปร่างหรือไม่ก็ตาม ถ้าเป็นรูปร่างก็เป็นรูปราคะ หากไม่เป็นรูป ก็เรียกอรูปราคะ แต่ก็รู้ว่าคือกิเลส เมื่อดับรูปราคะเสร็จ ก็เหลืออรูปราคะ แม้ดับกิเลสกามภพแล้ว ก็ไม่ได้หนีไปไหน ยังอยู่กับโลกเขา สัมผัสแล้วไม่มีกามภพ แต่ว่ามีรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ ก็จะเกิดกิเลส ระดับต่างๆไป ไม่ได้หลับตานะ ปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้า แม้เป็นโสดาบัน สกิทาคามี ก็ลืมตาปฏิบัติทั้งนั้น เมื่อพ้นจากโสดาบัน สกิทาคามี กิเลสกามภพหมดแล้ว ทำมาหมดตั้งแต่อบาย กาม จนหมดกาม หมดปฏิฆะในระดับภายนอก เหลือภายในแล้วก็ยังลืมตาปฏิบัติ ไม่ต้องไปหลับตาปฏิบัติ แม้แต่รูปราคะ หรือมโนมยอัตตา จะมีภวตัณหา ที่เป็นรูปดับได้หมด เป็นพระอนาคามี ก็ปฏิบัติอย่างลืมตา เหลืออรูปอัตตาก็ไม่ได้หลับตานะ จะเหลือเป็นขั้นปลาย ก็ดับอรูปอัตตา ก็ลืมตาปฏิบัติทั้งนั้น

การปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า ไม่มีขณะใด ให้ไปหลับตา นอกจากจะ เตวิชโช คือตรวจสอบ ที่เราปฏิบัติมาแล้ว เป็นการลงบัญชีไม่ใช่ของสด ตรวจสอบว่าเราได้ลดกิเลสลงไปเท่าไร กิเลสอะไรยังมีอยู่ อะไรเกิดอยู่ อะไรเราดับได้ก็รู้ จุตูปปาตญาณ จนเราดับอาสวะได้หมด ในเรื่องใด เป็น อาสวักขยญาณ ดับ อบาย ดับกามภพ ดับรูปภพ ดับอรูปภพหมดสิ้น ก็ ลืมตาทั้งนั้น ไม่ได้มีส่วนหลับตา หากจะเตวิชโช ก็จะหลับตาหรือลืมตาก็ได้ ทำฌานก็ทำแบบลืมตา ไม่ต้องหลับตา

ในพระไตรปิฏก สูตรที่สอง สามัญผลสูตร พระพุทธเจ้า ตรัสวิธีปฏิบัติธรรมของท่าน ตั้งแต่พรหมชาลสูตร ท่านตำหนิมิจฉาทิฏฐิ 62 ที่ไปนั่งหลับตาปฏิบัติ ท่านตรัสรวมไว้ รวมทิฏฐิปัจจุบัน ที่ไปหลับตาหลงภพด้วย

ในการปฏิบัติลืมตา ทิฏฐิ 62 ไม่ได้ขยายความ มีแต่ตรัสมิจฉาทิฏฐิ 62 นี้ไว้ พอเริ่มสามัญผลสูตร จึงเริ่มอธิบายธรรมะของพระองค์เอง เริ่มตั้งแต่มีศีล แล้วมีอธิศีล เกิดอธิจิต อธิปัญญา อธิวิมุติตามลำดับ โดยการปฏิบัติศีล แล้วสำรวมอินทรีย์ ให้เกิดความมักน้อยสันโดษ เป็นสัทธรรม

สันโดษของพระพุทธเจ้า ปฏิบัติตัวเข้าใจในมรรคมีองค์ 8 เช่น การปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 จะต้องมี สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ

สื่อธรรมะพ่อครู(นิยามศัพท์) ตอน มิจฉาอาชีวะ 5 เริ่มตั้งแต่อาชีวะ ก็ต้องละ มิจฉาอาชีวะ 1 . การโกง ทุจริต คอร์รัปชั่น (กุหนา) มีในงานการเมือง 2. การล่อลวง หลอกลวง (ลปนา) ในนักธุรกิจ-การเมือง 3. การตลบตะแลง (เนมิตตกตา) ยังเสี่ยง-ยังไม่แน่แท้ 4. การยอมมอบตนในทางผิด อยู่คณะผิด (นิปเปสิกตา) 5. การเอาลาภแลกลาภ (ลาเภนะ ลาภัง นิชิคิงสนตา) (พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 275 มหาจัตตารีสกสูตร)

เริ่มที่ เนมิตกตา คือปฏิบัติธรรม ส่วนกุหนา ลปนาคือทุจริต ต้องเริ่มมาเลิกสิ่งเหล่านั้น เรียกว่า เนมิตกตา เริ่มมีศีล5 มีสัมมาทิฏฐิ ผู้ปฏิบัติศีลของพระพุทธเจ้า จะเลิกอาชีพทุจริต สังคมชาวอโศก จะไม่มีคนทำอาชีพ กุหนา ลปนา จะเริ่มปฏิบัติธรรม ตั้งแต่เนมิตกตา มีศีล 5 เป็นพื้นฐานไม่มีอบายมุข ไม่มีสิ่งชั่วต่ำ ปฏิบัติธรรมไปตามขั้นตอน มีกรรม 3 เราจะรู้ว่า อย่างนี้หยาบไม่สุจริต คนจะมีปฏิภาณปัญญารู้แล้วทำออกจากอาชีพทุจริต ไม่เอา ชาวอโศกเรามาปฏิบัติจะเข้าใจ แล้วเลิกอาชีพพวกนั้นมา ถ้าประเทศชัดเจนในอาชีวะอย่างนี้ โดยเฉพาะพระภิกษุ ที่มีอยู่เยอะในประเทศไทย คนไทย 95% ก็นับถืออยู่ พระก็จะสอนคนไม่ให้มี กุหนา ลปนา โลกก็จะไม่มีทุจริต ขี้โกงเลอะเทอะ คิดดูสิ ประเทศจะประเสริฐขนาดไหน สมณะเดินดินว่า...พระในประเทศไทย ให้หวยกันเกือบหมด อาตมาว่า...ต้องไม่ให้มีอบายมุขเริ่มต้นกัมมันตะ ก็ต้องพ้น มิจฉากัมมันตะ 3 คือไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ผิดผัวเขาเมียใคร ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่แย่งชิงทรัพย์สินใคร แม้เราจะมีราคะ ก็ผัวเดียวเมียเดียว เป็นหลักเกณฑ์ไม่จัดจ้านใน รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส แม้แต่ลาภยศสรรเสริญ ก็ไม่รุนแรง ไม่มีกิเลสจัดจ้าน ไม่แย่งลาภยศ กระทำภายในปกติสามัญก็ย่อมจะมียศ มีชั้น แต่ไม่ทะเลาะวิวาทแย่งชิงกัน ถ้าเข้าใจ เนื้อหาสัจจะสาระ ของศาสนาพุทธให้ดี เวลาจบเปรียญ 9 จบดอกเตอร์ มีความรู้ ถ้าสัมมาทิฏฐิ สัมมาปฏิบัติ รู้จักศาสนาพุทธ ที่มีวิชชาที่แท้จริง ก็จะไม่สอนอะไร ที่เป็นเดรัจฉานวิชา ให้ไปล่าลาภยศสรรเสริญ ไม่เป็นจารีตประเพณีที่ผิด ไม่เป็นการสอนที่ไปตามอนุสาสนี ของพระพุทธเจ้า ที่มุ่งหมายไปรวย ได้ลาภยศสรรเสริญ ไม่ว่าคนอยากรวย ก็มาหาพระ คิดว่ามีอำนาจมีฤทธิ์เดช ต่างๆนานา พระก็ไม่ได้สอนว่า อย่าไปหมายเอาความร่ำรวย สอนให้มาอย่างพอเพียง อย่างที่ในหลวงท่านพาทำ เขาไม่เข้าใจว่า พอเพียงคืออะไร ไม่รู้ ตำแหน่งยศชั้น ก็จะขึ้นไปตามความรู้ความสามารถ คนมีความรู้ความสามารถ เขาก็เพิ่มหน้าที่ให้ทำมากขึ้น มีหน้าที่ก็จะมีสิทธิ จะเรียกว่าอำนาจ ก็คือมีสิทธิที่จะดูแลกว้างขวางขึ้น สามารถสั่ง สามารถบริหารได้มากขึ้น ตามฐานานุฐานะที่เจริญขึ้น เป็นผู้มีคุณธรรมความรู้ความสามารถ ก็เป็นธรรมดาธรรมชาติ ยิ่งเจริญ ก็ยิ่งจะเป็นผู้ที่ไม่ไปกดขี่ ไม่ใช้อำนาจไปเบ่งลาภยศ ยิ่งมีศีล ก็จะสำรวมอินทรีย์ มีสันโดษ คือพอเพียง ไม่ไปตามที่เขาหลอก ว่านี่ชั้นสูงนะ ต้องแต่งประดับให้ดี โต๊ะนี้ราคาเป็นแสน ก็จะไม่ถูกหลอก ไม่บ้าบอกับฐานะยศศักดิ์ ไม่ไปไฮโซไฮซ้ออะไร ไม่ไปหลงลักษณะพวกนี้ จะเข้าใจเลยว่า พวกนี้ใช้จิตวิทยาให้คนหลงกิเลส ติดยึด ศาสนาอื่น ไม่ได้สอนละเอียดลึก อย่างพุทธ เขาต้องมีไฮโซยศชั้น ใครที่เป็นศาสนาพุทธจริงๆ จะไม่เป็นหลงไฮโซไฮซ้อพวกนี้ ไม่ไปหลงโลโซด้วย เอาพอเหมาะพอดี ในสัจจะของพระพุทธเจ้า ท่านมีความลึกซึ้ง พอเหมาะพอดี ตามสมมติในโลกด้วย

สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ) ตอน รอยยิ้มจริงใจกับเสแสร้ง _ 0833208xxx รอยยิ้มที่สดใส คือบุญกุศลชนิดหนึ่ง และก็เป็นการให้ทานชนิดหนึ่ง เพราะเราเอาความร่าเริง ความปิติมอบให้แก่ผู้คน รอยยิ้ม ต้องมีใจมาช่วยยิ้ม คือ ยิ้มที่จริงใจ "เปิดใจให้กว้างดั่งแสงตะวัน ที่สาดส่องเข้ามา" ฟื้นฟูพุทธญาณแห่งชีวิต ชำระล้างจิตกิเลสร้ายมลาย แปรเปลี่ยนตนให้มีกุศลงาม สำรวมมีจริยธรรม สง่า กตัญญูต่อบิดามารดา ซื่อสัตย์ มีสัจจา ไม่หลอกลวง การบำเพ็ญเปลี่ยนแปรความเคยชิน ยึดมั่นถือมั่นอาจิณติดนิสัย ย้อนมองสำรวจ กาย วาจา ใจ มีความผิดบาปใด แก้ไขทันที ตอบ...อาตมาไม่รู้ว่า ความเครียดเป็นอย่างไรเลย มันก็คงจะตึงๆ ถ้าคิดปรุงมากมันก็ร้อน ใช้แคลอรี่แต่ว่าเครียด มันเครียดทำไม มันเป็นอย่างไรความเครียด มีแต่เห็นเขาพูดกันว่าเครียด มิน่าเกิดโรคไมเกรน ประสาทมันก็พลอยเป็นไปตามจิตอีก อาตมานึกถึงตัวเอง มีคนเขาว่านะ ที่จริงเขาชม ว่าพ่อท่านให้ยิ้ม ถ้ายิ้มนี่ดูดี๊ดี เขาก็ว่า แล้วยิ้มดูไม่ดีคืออะไร? คนนั้นแสดงว่ามีปฏิภาณลึกๆว่า ยิ้มดูดีกับยิ้มแสร้งๆไม่บริสุทธิ์ ยิ้มแค่นๆ อาตมาเคยล้อบางคน อาตมาเรียกว่าฉีกยิ้ม มันรู้สึกว่าไม่มีวิญญาณกับยิ้ม มันเหมือนกับสังคมต้องยิ้ม แต่ใจคุณไม่ได้ยิ้ม ใจของคุณไม่ได้เป็นลักษณะ เบิกบานร่าเริง อาตมาสัมผัสแล้ว อาตมาเคยว่า..ยิ้มมันไม่เป็นยิ้ม ใจมันแสดงว่า ยึดมั่นถือมั่น เอาเป็นเอาตาย จะต้องจัดการเขาอยู่ มันก็เลยกลายเป็นกดดัน มันเลยยิ้มไม่เปิดเผย ไม่ออกไปเป็นอารมณ์ยินดี อภิปโมทยังจิตตัง รอยยิ้มที่สดใส เบิกบานร่าเริง จิตจะไม่มีอะไรซ่อนลึกๆอยู่ มันเป็นความเบิกบาน ร่าเริงแจ่มใส ส่วนการยิ้มหลอกคน ใส่น้ำตาลไปมากๆ เพื่อหลอกคน อันนี้น่าเกลียดกว่า คนที่ยิ้มอย่างเอาจริงแข็งๆ อาตมาเคยเห็น คนลักษณะเช่นนี้ อย่างธัมมชโย สุดเสแสร้ง Pretend ปั้นหน้ายิ้ม อาตมาดูออกนะ นี่ใจลึกๆแข็งข้น อย่างนี้ใจใส่น้ำตาล คุณชาติชายเขาใช้คำว่า Sweetest (โกดังความหวาน) ,Cruel, Blood Cold, Hypocrite (จอมเสแสร้ง) คุณสมชาติต้องบ้านแตกสาแหรกขาดไป

_0811065xxx ฟังอยู่ กำลังมีทุกข์อยู่ พยายามฟังให้เข้าใจ

สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ) ตอน สุขนี่แหละ คือผีร้ายที่หลอกคน _ 0893867xxx สุขปีใหม่ที่เหมาะกับคนใจพอ! อัตถิสุข, โภคสุข, อนณสุข, อนวัชชสุข! เป็นธรรม1ที่นำมาซึ่งความสุขอย่างพอเพียง ตามรอยพ่อฯ! อัตถิสุข สุขเกิดแต่ความมีทรัพย์ ที่หามาด้วยความขยันโดยสุจริต ออมเงินพอดีใช้กินพอเพียงใช้จ่ายพอประมาณตามโภคสุข / อิณาทานังทุกขังโลเก! การกู้หนี้เป็นทุกข์ในโลกตามพุทธพจน์กล่าว สุขเกิดได้ต้องไม่เป็นหนี้ คืออนณสุข! / อนวัชชสุข สุขเกิดจากการทำงาน ปราศจากโทษ! ดำรงชีวิตด้วยศีลธรรม คุณธรรมจริยธรรม คือสุขแท้ ที่คนติดดิน สมถะสันโดษ เข้าถึงชีวิตพอเพียง ไกลทุกข์ 10 ที่เลี่ยงได้ตามพ่อครูกล่าว!

ตอบ...สุขนี่แหละ คือผีร้ายที่หลอกคน พระพุทธเจ้า ท่านไม่สอนเรื่องสุข ขอยืมภาษามาใช้ เช่น นิพพานัง ปรมัง สุขัง ก็ขอใช้ตามโลกเขา โดยพยัญชนะ คำว่า สุ แปลว่าดี ข คือว่าง รวมเป็น ว่างนั่นแหละดี ว่างนั้นแหละสุข จิตมันไม่ว่าง จิตมีบำเรอเมื่อไหร่ นั่นแหละผีหลอก มันมีแต่ทุกข์เท่านั้น ที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป สวรรค์ 6 ชั้นนั้นคือ ภพทั้งสิ้น ศาสนาพุทธนั้น คือศาสนาที่ดับภพ ท่านสอนดับภพสวรรค์ ไม่ได้สอนให้สร้างภพนรก การหมดภพสวรรค์ นั่นแหละคือนิพพาน เพราะภพทุกภพคือนรก ภพสวรรค์ 6 คือภพนรก ไม่มีใครอยากได้นรกหรอก มีแต่คนอยากไปสวรรค์ แต่สวรรค์คือภพชาติ

สุข มันเป็นภพชาติ ศาสนาพุทธ สอนให้ดับภพจบชาติ จะรู้จักภพชาติที่แท้จริง แล้วก็ลดลงไปเรื่อยๆ ตั้งแต่กามภพ อบายภพ รูปภพ อรูปภพ หมดก็เป็นอรหันต์ ในปฏิจจสมุปบาท ลงท้ายเป็นภพชาติ อวิชชา จึงเกิดสังขาร วิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน กำจัดตัณหาอุปาทาน ก็หมด ภพชาติ ชรา มรณะฯ ศาสนาพุทธเข้าใจและปฏิบัติจริง ไม่อยู่ที่สีลัพพตปรามาส หรือ สีลลัพพตุปาทาน ไม่ไปตามกิเลสกระซิบ ข้างใจ หลอกเรา ต่อให้รู้สัมมาทิฏฐิ 10 แต่ไม่ทำให้กิเลสลดจริง

สื่อธรรมะพ่อครู(นิยามศัพท์) ตอน สัมมาทิฏฐิ 10 (ห้าข้อแรก) ใครไม่เข้าใจสัมมาทิฏฐิ ปฏิบัติธรรมให้ตายอย่างไร ก็ไม่บรรลุพระอรหันต์ ถ้าไม่รู้พยัญชนะบาลี ทิฏฐิ 10 รู้สภาวะอย่างสัมมา เช่น รู้ว่าทานแล้วต้องทำใจอย่างไร เป็นอัตถิ ทินนัง แต่ทานอันต้นนี้ ในวงการศาสนา อาตมาไม่เห็นว่าสอนกันเลย วัดไหนก็ไม่ได้สอน ให้ทำทานอย่าสร้างความหวังเลย สาเปกโข ต้องไม่ตั้งความหวังเลย ไม่สาเปกโขจึงจะได้ผล ในการปฏิบัติธรรม ผู้รู้วัดไหน อาจารย์ไหน วัดดัง วัดหลวง ที่มีเจ้าอาวาสถึงขั้น สมเด็จอะไรก็ตาม ก็ไม่ได้สอนอย่างสัมมาทิฏฐิ ข้อแรกเลยเรื่องทาน ใน สัมมาทิฏฐิ 10 (ที่ยังเป็น “สาสวะ”) เป็นส่วนแห่งบุญ (ปุญญภาคิยา) ให้ผลวิบากแก่ขันธ์ (อุปธิเวปักกา) 1. ทานที่ให้แล้ว มีผล(ให้กิเลสลด) (อัตถิ ทินนัง) 2. ยัญพิธี (พิธีการปฏิบัติ) ที่บูชาแล้ว มีผล (อัตถิ ยิฏฐัง) คือวิธีปฏิบัติ พระพุทธเจ้าก็เอาภาษาสมัยนั้นมาใช้ ยิฏฐังคือศีลพรต วิธีปฏิบัติ ปฏิปทา แนวปฏิบัติอย่างไร ถึงจะให้เกิดทำใจในใจ แล้วเกิดมรรคผล อัตถิ ยิฏฐัง เกิด หุตัง 3. สังเวย(เสวย)ที่บวงสรวงแล้ว มีผล ( อัตถิ หุตัง) ต้องตรวจสอบว่า จิตที่ได้ผลเป็นอย่างนี้ เขาก็ไปแปลตามภาษาโบราณว่า สังเวยที่บวงสรวงแล้วมีผล เป็นภาษาสมัยโบราณ มีพิธีกรรม เทวนิยม ตั้งโต๊ะมีเครื่องบวงสรวงอะไรไป ก็เลยไม่เข้าเรื่องเข้าราว คนที่พอจะมีปฏิภาณ ก็เลยบอกว่า อันนี้ไม่ใช่ของพุทธ เพราะภาษาโบราณ ไม่เข้าใจว่าจริงๆแล้วก็คือ ทาน ศีล ภาวนา ในสามข้อแรกของสัมมาทิฏฐินี้ แล้วปฏิบัติเป็นสัมมาปฏิบัติจึงจะเกิด จิตลดละหน่ายคลาย 4. ผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้ว มีแน่ (อัตถิ สุกตทุกกฏานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก) จะเป็นผลเป็นวิบาก ก็เกิดจากการกระทำกรรม จะทำได้ถูกต้องได้ดี สุกต ะ หรือจะไม่ได้ดีเป็น ทุกกฏ ะ ก็เพราะว่าทำกรรม ด้วยศีลด้วยวิธีการ เราต้องรู้กรอบการวนเวียนในโลกเรียกว่า อยังโลโก 5. โลกนี้ มี (อัตถิ อยัง โลโก) หมายถึง วนในโลกีย์เดิมๆ

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ศีล ที่เข้าถึงทั้งกายวาจาใจ เริ่มต้นที่ ศีล 5 ครบ ทั้งกายวาจาใจ หยาบที่สุด ไม่ฆ่าสัตว์ด้วยโทสะมูล ไม่เอาของคนอื่นด้วยโลภะมูล ไม่จัดจ้านเรื่องกามทางเพศ เป็นราคะมูล ส่วนข้อ 4 ก็คือวาจา ข้อที่ 5 ก็คือที่ใจ แม้การงานหรือกรรมใด ที่เป็นเรื่องอบาย แม้จะได้เงินทองก็ต้องเลิก มันทำให้เสื่อม แต่เขาแปลว่า สุราเมรยมัชชะ คือเหล้าและยาเสพติดทั้งนั้น สุราก็เมา เมรยะก็เมา มัชชะก็เมา กลายเป็นเหมือนกันหมด เมาๆๆ ที่จริงเป็นขั้นตอน สุระ แปลว่าหยาบแรงกล้า เป็นของหยาบเสื่อม เราก็รู้โดยกรรมกิริยา ว่าอย่างนี้ เป็นสิ่งน่าเสพติด น่าอร่อยอยู่ ก็เข้าใจสัจจะให้ได้ แล้วเลิก ทุกวันนี้ คนไม่เข้าใจ ไปพยายามเน้น สร้างความจัดจ้านในสุขในอร่อย ในการละเล่นบันเทิงเริงรมย์ มีพวก Romanticism บำเรอรูปรสกลิ่นเสียง จัดจ้านมากในโลก ทาง Sadism ก็รุนแรงมากขึ้นทุกที ยกตัวอย่างชกมวย ต้องไปดูนัดที่ชกกันแรง จนแตก ล้มลงชักดิ้นชักงอ นักมวยหมัดหนักน็อคได้เก่ง ได้เงินทองเยอะ นั่นคือการสร้างจิต ให้คนอำมหิต รุนแรงขึ้นทุกที Sadism มวยนี่ตีกันแน่ ฟุตบอลก็เช่นกัน เล่นกีฬาอะไรก็เช่นกัน ต้องมีกลยุทธ์แทคติกต่างๆ ดูเหมือนเบา แต่มันลึกอยู่ข้างใน พลังที่เขาสำเร็จในผล มันจะเกิดการสูบฉีดแรง มันจะดัน โด๊ป ให้แรงขึ้นทุกทีๆ เขาไม่รู้ว่า สิ่งเหล่านี้ มันเสริมให้เกิดความชอบในรส เหมือนไม่รุนแรง แต่มันรุนแรง ซ้อน ไม่เหมือนชกมวยตีกันเลย แต่มันไปตีลูกบอล เบสบอล ลูกขนไก่ เทนนิส ตีให้เร็วให้แรง จะได้ชนะ อาตมาต้องออกท่าทาง ประกอบการอธิบายใช้แคลอรี่พอสมควร แต่ก็ต้องทำ เพื่อสื่อให้ชัด สรุปแล้ว เขาเสริมความรุนแรงทั้งนั้น แล้วก็บอกว่า อย่าให้รุนแรง แต่บำรุงความรุนแรงตลอดเวลา มันซ้อนกันตลอด นี่คือความไม่เข้าใจ เรื่องการละเล่นสนุกเพลิดเพลิน จัดจ้านไม่สนใจคำสอนของพระพุทธเจ้า ศาสนาพุทธลึกซึ้ง เสียดายผู้เผยแพร่เข้าไม่ถึง ถ้าเผื่อว่า ผู้ได้เรียนรู้ในชาตินี้ ได้เรียนบาลี เปรียญ ในมหาวิทยาลัย ศาสนาอยู่ในคณะสงฆ์ระบบเขา มีความรู้อย่างดีจริงๆ เมืองไทยจะไม่เป็นอย่างนี้หรอก อาตมามานี่ มันไปค้านกับที่เขาเข้าใจผิด มันเลยกลายเป็นหมาหัวเน่าเลยยาก แต่อาตมารู้ว่าปางนี้ อาตมาต้องมาเจออย่างนี้ ที่พูดนี้ อธิบายสัจจะให้ฟัง ไม่ได้น้อยใจ แต่พูดให้เอาไปตรวจสอบให้ดี ว่าสัจจะธรรมะของพระพุทธเจ้า มันได้เพี้ยน หลงผิดไปไกลแล้ว ลองฟังดูปรโตโฆษะ อย่าไปยึดถือว่า โพธิรักษ์เรียนมาจากสำนักไหน อาตมาก็บอกว่า ไม่ได้เรียนจากสำนักไหน ครูบาอาจารย์ไหน เป็นของเก่า แต่ปางบรรพ์ที่อาตมามี แน่นอนว่า ต้องค้านแย้งกับ สิ่งที่เขายึดถือกัน เหมือนอาตมา ถูกอยู่คนเดียว แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร เขาหมั่นไส้ด้วย ก็เกรงใจ แต่อาตมาไม่ได้เดือดร้อนนะ สงสารพวกคุณด้วย แต่เลี่ยงไม่ได้ ที่ต้องพูด ว่า อย่างนี้ถูกนะ และก็บอกอีกว่า ต้องอย่างอาตมานี้ถูก อย่างนั้นมันผิด ก็จำนนจริงๆ ที่ต้องพูด แล้วก็บอกว่า ให้พูดแต่สิ่งที่ถูก อย่าบอกสิ่งที่ผิด อาตมาพูดสิ่งที่ถูกอยู่ แล้วมันก็ต้องมีคู่ที่ผิด ทุกวันนี้ วงการศาสนาพุทธ พระภิกษุไม่ได้ถือศีลแล้ว เขาถือแต่วินัย 227 อาตมาพูดถูก แต่คุณก็ว่า ไปว่าเขาทำไม ตั้งแต่สูตรแรก พรหมชาลสูตร ศาสนาพุทธนั้น สร้างขึ้นมาด้วยศีล ไม่ได้สร้างขึ้นมาด้วยวินัย ศาสนาพุทธจะต้องเป็นเช่นนี้นะ พระพุทธเจ้าตรัสว่า ยกตัวอย่าง ผู้ที่มาบวชแล้วจะต้องมีศีล จุลศีล ที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงในพรหมชาลสูตร (เถรวาท) มีรายละเอียด ดังที่ปรากฏในพรหมชาลสูตร (เถรวาท) ของ พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค มีดังต่อไปนี้ จุลศีล พระสมณโคดม ละการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ วางทัณฑะ วางศาตรา มีความละอาย มีความเอ็นดู มีความกรุณาหวังประโยชน์เกื้อกูลแก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ พระสมณโคดม ละการลักทรัพย์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ รับแต่ของที่เขาให้ ต้องการแต่ของที่เขาให้ ไม่ประพฤติตนเป็นขโมย เป็นคนสะอาดอยู่ พระสมณโคดม ละกรรมเป็นข้าศึกแก่พรหมจรรย์ ประพฤติพรหมจรรย์ ประพฤติห่างไกลเว้นจากเมถุน ซึ่งเป็นเรื่องของชาวบ้าน

ปฏิบัติ จุลศีล แล้วจะละกิเลสได้ มัชฌิมศีล ก็เพิ่มเติมจากจุลศีล คือเพิ่มติรัจฉานกถา ส่วนมหาศีล บอกเลยว่าศาสนาพุทธ จะต้องไม่มีเดรัจฉานวิชา ไม่มีจารีตประเพณีอย่างนี้ ถ้าเข้าใจมหาศีล ปฏิบัติตาม จะรู้ว่าศาสนาพุทธเป็นเช่นนี้ เช่น ข้อ 1 พระสมณโคดม เว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา อย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิด ด้วยติรัจฉานวิชาเห็นปานนี้คือ ทายอวัยวะ ทายนิมิต ทายอุปบาต ทำนายฝัน ทำนายลักษณะ ทำนายหนูกัดผ้า ทำพิธีบูชาไฟ ทำพิธีเบิกแว่นเวียนเทียน ทำพิธีซัดแกลบบูชาไฟ ทำพิธีซัดรำบูชาไฟ ทำพิธีซัดข้าวสารบูชาไฟ ทำพิธีเติมเนยบูชาไฟ ทำพิธีเติมน้ำมันบูชาไฟ ทำพิธีเสกเป่าบูชาไฟ ทำพลีกรรมด้วยโลหิต เป็นหมอดูอวัยวะ ดูลักษณะพื้นที่ ดูลักษณะที่ไร่นา เป็นหมอปลุกเสก เป็นหมอผี เป็นหมอลงเลขยันต์คุ้มกันบ้านเรือน เป็นหมองู เป็นหมอยาพิษ เป็นหมอแมลงป่อง เป็นหมอรักษาแผลหนูกัด เป็นหมอทายเสียงนก เป็นหมอทายเสียงกา เป็นหมอทายอายุ เป็นหมอเสกกันลูกศร เป็นหมอดูรอยเท้าสัตว์

อาตมาว่า...ทุกวันนี้พัฒนาจากแกลบขี้เลื่อย มาเป็นธูปเทียนแล้ว ศาสนาพุทธ จริงๆไม่มีจุดธูปเทียน ไม่มีเรือนไฟ ไม่สร้างเรือนไฟ ในวัดวาจะไม่มีการจุดธูปเทียนบูชาไฟ ไม่มีรดน้ำมนต์ ไม่มีการใช้น้ำเป็นสื่อ สิญจนยัญ อันนี้เป็นของศาสนาอื่น ท่านตั้งศีลศีลขึ้นมา เพื่อให้เว้นขาด เวรมณี แต่ไม่ได้เข้าใจว่า ศาสนาพุทธคืออย่างนี้ ก็ไปทำในติรัจฉานวิชาหมด ถ้าเข้าใจแล้ว จะไม่มีพวกนี้ อย่างเช่น ชาวอโศกของพวกเราไม่มี แม้ฆราวาสและนักบวช ศาสนาพุทธให้เวรมณีละเว้น ในมหาศีลหมด จึงได้ชื่อว่า นี่คือศาสนาพุทธ ไม่มีจารีตแบบในมหาศีล แต่เพราะศาสนาพุทธ ไม่เข้าใจศีลแล้ว วัดวาอารามของทั่วไป มีเต็มไปหมด จึงชื่อว่า ไม่ได้มีศาสนาพุทธแล้ว ในพวกนั้น วินัยคือบทปฏิบัติ ตั้งขึ้นมา เมื่อมีการเสียหาย มีบทลงโทษ ส่วนศีลไม่มีบทลงโทษ มีหลักเกณฑ์ชี้บ่งลักษณะของศาสนาพุทธ สรุปแล้ว ศาสนาพุทธทุกวันนี้ไม่มีศีลมีแต่วินัย แม้แต่พระวินัย ก็ผิดกันเยอะ ปาราชิก สังฆาทิเสสกันเยอะ แม้แต่ปาจิตตีย์ ก็เห็นว่าเล็กน้อย แล้วไปปลงอาบัติก่อนปาฏิโมกข์ ถือว่าเรียบร้อยแล้ว ไม่สกปรกแล้ว คือไม่ได้สังวรศีลเลย วินัยก็ยังหยาบ พูดไปแล้วก็ต้องไปว่าเขา เขาก็ชังน้ำหน้า ก็ไม่รู้จะเลี่ยงอย่างไร ไม่อยากให้ใครชังน้ำหน้าหรอก แต่จะไม่ให้พูดบาดเสียด ไม่กระทบใครเลย ทำของเราให้ดีอย่างเดียว เหมือนธรรมกายเขาตั้งไว้ว่า อย่าไปว่าใคร ทำใจให้ดี เขาจึงทนเก่ง จนถึงขั้นด้านทน ทนจนแข็งด้าน ด้านทาน เขาไม่ว่าใคร ไม่แสดงออก แล้วมันดูดี ดูโก้นะ ทำตามคำพระพุทธเจ้า ไม่ทำร้ายใคร ไม่ว่าใคร อนูปวาโท อณูปฆาโต อาตมาพูดตำหนิ นิคคัณเห นิคคหารหัง ปัคคัณเห ปัคคหารหัง อย่าเอาไปปนกับ อนูปวาโท อณูปฆาโต การอย่าพูดให้กระทบใคร มันเพี้ยนมา ถามจริงๆ ถ้าเราพูดดี จะกระทบคนไหม ก็ต้องกระทบ แล้วอย่าไปพูดว่าคนไม่ดีจะกระทบ แล้วพูดดีก็ต้องกระทบอยู่ จะละเว้นอย่างไร? ถ้าพูดดีก็กระทบคนดี ถ้าพูดความไม่ดี ก็กระทบคนไม่ดี แต่ทุกวันนี้ พูดดีก็ไม่กระทบใคร เพราะเขาทำตามคำสอนพระพุทธเจ้าไม่ได้ แต่พูดไม่ดี ก็โดนเขาทั้งนั้นเลย มันก็เลยหนัก นี่คือความจริง อนูปวาโท นั้นพูดดีก็กระทบคนดี พูดความชั่วก็กระทบคนชั่ว แต่ถ้าพูดแล้วไม่กระทบใคร พูดไปในที่ว่างเลย คนไม่เป็นหรอกไม่มี มันก็ไม่น่าจะพูดไปหาพระแสงอะไร

สื่อธรรมะพ่อครู(นิยามศัพท์) ตอน มัชฌิมาปฏิปทา กับ กาย อาตมามาขอขยายความ เรื่อง มัชฌิมาปฏิปทา ต่อ นี่ก็เอามาจากหนังสือ อยู่ในบุญ ของธรรมกาย ในหนังสืออยู่ในบุญ เดือนธันวาคม หน้า 10 ทางสายกลางที่ถูกเปิดให้กระจ่างสว่างไสว สาระธรรมจากธรรมจักรกัปปวัตนสูตร กล่าวถึงเมื่อครั้งที่พระพุทธองค์ตรัสรู้พระอริยะสัจธรรม แล้วเสด็จไปสู่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เพื่อเทศนาโปรดปัญจวัคคีย์ พระองค์ทรงชี้ให้เห็นการปฏิบัติ เพื่อความหลุดพ้นด้วยทางสายกลาง อาตมาว่า...ใครที่แปลมัชฌิมาปฏิปทา ว่าทางสายกลาง คือคนที่ไม่เข้าใจ ศาสนาพุทธ ไปเอาคำว่า กลาง กับ ทาง ไปรวมกัน เพราะมัชฌิมาคือกลาง กับข้อปฏิบัติคือป

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน