591228_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์348 KB
วันที่แก้ไข23 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

591228_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์

สมณะเดินดินว่า…วันนี้วันพุธที่ 28 ธันวาคม 2559 คนก็กำลัง Countdown กันได้แล้ว เป็นการนับถอยหลัง ความจริงแล้ว น่าจะเป็นการเดินหน้าฝ่ามหาสมุทรกัน ปีใหม่ทุกปี เรามีกิจกรรม ว.บบบ.กัน แต่ปีนี้จะมีกิจกรรมอะไร ถ้าติดตามฟังข่าว ก็จะรู้ว่าไม่มีอะไร? นอกจากที่ทำกันอยู่นี้ อย่างหลวงปู่พุทธะอิสระ ท่านก็บอกว่า งานของพ่อนี้สำคัญกว่างานอะไร แล้วท่านทำแบบลุยทำด้วย ขนาดที่เกือบตายก็ขอพักเพียงวันเดียวเอง เพราะฉะนั้นปีนี้งาน ว.บบบ.เราก็ไปบำเพ็ญคุณ บำเพ็ญธรรม กันที่สนามหลวงกัน เมื่อก่อนนี้ มีผัสสะเฉพาะญาติธรรม แต่ปีนี้ก็มามีผัสสะกับ พหุชนหิตายะกัน พ่อครูก็ยังบอกว่า จะเทศน์เวลา 13.00 น. วันอาทิตย์ ที่เด็กจะมาพบ พ่อครูพร้อมเทศน์ แต่เด็กไม่พร้อม พ่อครูเลยเลื่อนเป็น 08.00 น.แทน พ่อครูเลยต้องใช้เสียงเต็มที่เลย เสียงแหบเลย ถ้าญาติธรรมมากันมาก พ่อครูก็เต็มที่แน่ ปีใหม่นี้ เราจะมาบำเพ็ญกันที่สนามหลวง ความยิ่งใหญ่เช่นนี้ ไม่รู้ว่ากี่ร้อยกี่พันปี จะมีสักครั้งหนึ่ง ให้มากันที่สนามหลวง ตอนนี้โปรแกรมเราไม่สามารถกำหนดอะไรได้ง่ายๆ อยู่ที่พระเจ้าจะสั่งมา แต่ก็เชื่อมั่นว่า ญาติธรรมที่รวมต่อสู้ ละกิเลสกันมา ทุกสนามรบ 40 ปี ทุกวันนี้ แค่มองตากัน ก็รู้ว่าไปไหนก็ไปกัน ขนาดเราไปจัดงานปลุกเสกฯ พุทธาภิเษกฯ ท่ามกลางสนามรบ ก็ยังทำมาแล้ว งานนี้ไม่มีแก๊สน้ำตา หรือเสียงระเบิด ง่ายกว่ากันเยอะ ปีนี้ ว.บบบ. น่าจะเป็นรุ่นปิดทองหลังพระ ไม่ต้องมีเข็มทองคำ เราก็ยังคงตั้งใจทำ อย่างทุกๆปีได้ ส่วนธรรมะของพ่อครู แต่ละวันๆ พ่อครูก็มีเรื่องที่จะทำให้ชัดขึ้นเรื่อยๆ พ่อครูว่า...ก่อนอื่นก็โอภาปราศรัยกับ sms SMS วันที่ 27 ธันวาคม 2559 _ 0890015xx

อ่านต่อ

x เห็นด้วยอย่างยิ่ง ที่ชาวอโศกจะพูดคุยกันด้วยภาษาถิ่น จะให้เริ่มพูดกันวันไหนครับ เริ่มปีใหม่นี้เลยดีไหมครับ... _0890015xxx อยากได้พรปีใหม่จากพ่อท่านฯ ในปี 2560 นี้ครับ.. _0893809xxx คติพจน์เตือนใจ " อดกลั้นใจคือดวงแก้วคู่กาย " " ไม่อดกลั้นใจ เป็นภัยแก่ตัวตน " " ลิ้นอ่อนเกิดอยู่ในปาก ฟันหักเพราะแข็งกล้า " _0851614xxx สัตว์ที่สะดุ้ง หวาดกลัว โกรธแค้น ก่อนถูกเชือดให้มนุษย์กิน จะมีพิษในเลือดเนื้อ เมื่อรับประทานเข้าไปก็คือ การสะสมพิษในร่างกาย _0851614xxx คือเราเคยไปค่ายวีสตาร์กับ รร. เค้าสอนจริงๆนะว่า บริจาคเงินมากได้บุญมาก ทำน้อยได้น้อย บริจาคมากเท่าไหร่ ก็มีวิมานใหญ่รออยู่ พูดย้ำๆตลอด #ธรรมกาย _0893809xxx ผลสำเร็จบริสุทธิ์ ของผู้ปฏิบัติธรรมชาวอโศก "ผู้ปิดทองหลังพระ" สักวันหนึ่งดอกไม้บานสะพรั่ง สักวันหนึ่งคนจริงจังจักหลากหลาย สักวันหนึ่งคนดีทั้งหญิงชาย จักเกิดขึ้นมากมายเต็มแผ่นดิน สักวันหนึ่งความรักคงครองหล้า สักวันหนึ่งคุณธรรมคงคู่ธานินทร์ แล้ววันนั้นเราคงสิ้นคนแล้งน้ำใจ _0893867xxx ศาสนาที่สอน ให้ก้าวเดินตามโลกธรรม ด้วยความเห็นแก่อำนาจลาภยศ นำพาสังคมเจริญทางวัตถุ ท่วมท้นโลภโกรธหลง จมปัญหาทั้งทางกายจิตวิญญาณ! / พุทธศาสนาที่สอนให้ก้าวเดิน ด้วยศีลถูกตรง สมาธิถูกทางปัญญาถูกต้อง ตามสัจธรรมนำพาสังคมเจริญทั้งชีวิตทางกาย จิตสำนึกทางจิตวิญญาณ โลกจึงมีทางเดินทางเดียว ที่ปลอดภัยต่อชีวิตมนุษย์ที่สุด ทั้งทางกายใจจิตวิญญาณ คือตามรอยเท้าพ่อฯ! เป็นลูกไทยพุทธที่พอเพียงแล้วจะพบทางแห่งความหลุดพ้น จากทุกข์ทั้งปวง! _0893867xxx พุทธศาสนาที่สอนให้ก้าวเดินด้วยศีลถูกตรง สมาธิถูกทางปัญญาถูกต้อง ตามสัจธรรม นำพาสังคมเจริญทั้งชีวิตทางกาย จิตสำนึกทางจิตวิญญาณ! มนุษย์มีทางเดินหลายทาง ที่จะเลือกก้าวเดิน! แต่ทาง ที่จะเลือกเดินตามด้วยอะไร ชีวิตก็เป็นไปตามสิ่งที่ตนเองเดิน ด้วยสิ่งที่ตนเองตาม พ่อครูว่า..ที่พระพุทธเจ้าย้ำว่า ทางนี้ทางเดียว คือมรรคมีองค์ 8 ที่จะพาไปสู่ความสูงสุด

_0857227xxx ผอ.โรงเรียนแห่งหนึ่งแขวนคอตาย เพราะเป็นหนี้ เพราะกู้เงินมาทำบุญให้วัดธรรมกาย ตอบ...อาตมาก็หยิบหลักฐาน ในพระไตรปิฏกมาพูด แต่พูดเรื่องเดียวกันเลย คนหนึ่งพูดไปดำใต้นรก อีกคนหนึ่งพูดไปใสสว่างสวรรค์ไปเลย เลือกสิ่งที่คนเข้าใจง่าย ความใส ความสะอาด ความตรง ความระเบียบความสวยงาม ความรวย ซึ่งเป็นเรื่องเปลือกผิวง่ายตื้น คนที่โง่ดักดานไม่เอาหรอก คนที่มีปฏิภาณปัญญา ระดับกลางก็จะเอา คนที่หัวนายทุนนิยมหนักๆ รวยๆ อยากรวย ก็จะเอาเขา คนที่ยังมุ่นมัวเมาในโลกีย์ ก็เสร็จเขาหมด เขาก็จะได้รับวิบากของเขาไป อาตมาก็ต้องเอามาไข ขยาย เปิดเผย ชี้ลงไป มันเป็นสัจธรรม คนก็ต้องใช้ปัญญา เลือกเฟ้นเอาเอง คนที่จะชอบไปทางธรรมกาย ก็แล้วแต่ คนที่จะมาศึกษาทางนี้ ก็มาฝึกฝนไป อาตมาก็ทำตามธรรม อาตมาภูมิใจที่ทำได้ตรง ตลอดชีวิตอาตมา ไม่ได้ไปและเล็มเลียบเคียง จะต้องไปรวย สวย หรูหราอะไร เราก็ทำตามเราทำ เราเป็น มันก็ได้ ไม่เรี่ยไรเลย ก็ยังพอเป็นพอไป ไม่หลอกลวงและเล็ม ก็เป็นไปได้ มีกติกาว่า คนนอกที่จะมาบริจาคให้อโศก จะต้องมาศึกษาอย่างน้อย 7 ครั้ง มาคบหา มาตรวจสอบว่าคืออะไรแท้ๆ ก็ใช้กฎกติกาพวกนี้มาตลอด ไม่ใช่ว่า รีบคว้ารีบฉวยเอา ไม่ทำเช่นนั้น ได้พยายามป้องกัน ให้คนเขาได้มาตรวจสอบ จนแน่ใจจริง ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ลัทธิหรือพรหมจรรย์ของศาสนาท่าน ที่ได้นำมาสอน สาธยาย ไม่ได้เป็นไปเพื่อที่จะให้ใคร มานับถือ เคารพ ใครจะเคารพก็เรื่องของเขา ใครจะนับถือก็เรื่องของเขา ไม่ได้ล่าบริวาร ใครจะมาก็มาด้วยปัญญา อิสรเสรีภาพ ไม่ได้ทำเพื่อ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกธรรม ไม่ได้ทำเพื่ออวดใหญ่โต เบ่งอำนาจ ว่าเราวิเศษอย่างนั้นอย่างนี้ ทำทียกตัวยกตนประกอบด้วยท่าทีลีลา ไม่มี ขอพูดถึงตนเอง ที่ไม่ยกตัวยกตนเบ่งข่ม อย่าหาว่าแก้ตัวเลย คืออาตมานี้ ที่อาตมายืนยันตนเอง เอาหลักฐานของตัวเอง บอกว่าได้บรรลุขั้นไหน ไม่ได้มีเจตนา ไม่ได้มีจิต แล้วกลัวคนเข้าใจผิดด้วย แต่มันต้องยืนยัน มันต้องเป็นความรู้ ให้รู้ว่าทุกอย่างมาจากเหตุ เพราะเขาสอนกันว่า ทุกอย่างจะเกิดเอง นั่งสมาธิไปก็จะได้เอง... ไม่ใช่! ทุกอย่างมาแต่เหตุ จึงยืนยันสิ่งเหล่านี้ และที่อาตมาพูดไป ที่เน้นหนักแรง ดัง ไม่ได้เพื่อความรุนแรง ไม่ได้โกรธ อัดอั้น ไม่มี แต่จะเข้าใจกันหรือไม่ แค่ไหน ? เพราะที่ออกไป องค์ประชุมที่แสดงออกไป ในท่าทีลีลา สุ้มเสียงสำเนียง มันแรง มันตรงมันจริง มันเป็นเรื่องของการยืนยัน เป็นความจริง ออกมาจากใจแท้ๆ ไม่ได้ต้องการกดตีข่มอะไร แม้แต่ที่พูดถึงความผิด พูดถึงความผิดนี่มันแรง คนไหนที่มีความผิดนั้น แม้พูดเบาๆก็แรง เพราะเขาผิดเหมือนโดนตี จะพูดเบาก็แรง ยิ่งพูดลงน้ำหนักก็ต้องแรง อาตมาลงน้ำหนัก ทั้งท่าทาง สุ้มเสียง หรือภาษาแข็งๆตรงๆ ไม่เลี่ยงเลย มันก็แรง ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ก็จำนน จะว่าแก้ตัวก็ยอม ให้พิสูจน์กันไปนานๆก็ได้ อาตมาไม่รีบร้อน ไม่ได้แสดงว่าตัวเองเก่งประเสริฐ เลิศลอยอะไร อาตมาว่า อาตมาอ่อนน้อม ถ่อมตนอยู่นะ ผู้ที่มองออก ก็จะมองออก ก็มีส่วนที่อาตมาจะเสริม เอาจากหนังสือของเขานี่แหละ เรื่องหลักฐานธรรมกาย

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน นิมิตในอาโลกสัญญา คืออะไร เอาประเด็นที่เขาว่า…. เ มื่อจิตตั้งมั่นแล้ว ให้ผูกจิตกับ อ(อะ) ให้ถึงกันด้วยดีให้ตรงกันด้วยดี ให้รู้อยู่ด้วยดี ให้ถึงโดยชอบจนได้ อุคคหนิมิต และ ปฏิภาคนิมิต นิมิตนั้นจะเป็นวงกลมก็ตาม เป็นพระพุทธรูปก็ตาม เป็นเม็ดเพชรรัตน์ ดูดวงแก้วก็ตาม ต้องสังเกตกำหนดรักษาไว้ใช้ ทำให้มาก เจริญให้มาก ทำให้ชำนาญ จนสามารถบังคับนิมิต ไว้ในอำนาจได้จิต ได้เครื่องหมาย ได้ที่พัก เลื่อนภูมิดีแล้วอย่าติดนิมิต พ่อครูว่า...อุคคหะ คือเอาสิ่งนั้น ให้แน่นให้หนาเลย ให้นิ่งแข็งเป็นประธานเลย ส่วนปฏิภาคคือ ขยายกระจายออกไปได้ ส่วนให้เป็นวงกลม พระพุทธรูป เขาก็พูดเป็นรูปธรรมทั้งนั้น เขาบอกอย่าติดนิมิต แต่จริงๆแล้ว เขาใช้นิมิต รูปธรรม พลังแบบไสยศาสตร์ ลึกลับ ไม่มีที่ไปที่มา ใช้พลังสะกดจิต แล้วมีอันนี้เป็นพลังวิเศษ เขาขยายพลังงานเหล่านั้น ไม่ได้หรอก เป็นสายเทวนิยม สิ่งเหล่านี้ เขาต้องสะกดจิตเก่ง พลังจิตเป็นสิ่งพิเศษ ใช้หรือเปลี่ยนได้เหมือนกัน แต่ไม่เที่ยงแท้ถาวร ใช้ได้ชั่วครั้งชั่วคราว มันถึงไม่เที่ยง ไม่แน่นอน และ เสื่อมง่าย เพราะต้องสะกดพลังไว้ใช้ ศาสนาพระพุทธเจ้า ไม่ได้ให้ใช้พวกนี้เลย ในอิทธิปาฏิหาริย์ แต่ให้ใช้อนุสาสนีย์ ให้ลดกิเลสได้จริง แล้วมีจิตเป็นพระพรหม ที่มี เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ไม่ติดยึดตัวตนเลย เขาว่าต่ออีกว่า…. จากข้อความข้างต้น แสดงให้เห็นว่านิมิต ที่เกิดขึ้นจากการทำสมาธิ จะเป็นองค์พระหรือดวงแก้วก็ตาม ท่านไม่ได้ทำให้ติดนิมิต แต่ต้องหมั่นสังเกต และรักษาไว้ เพื่อให้จิตได้มีที่เกาะเกี่ยวให้สุด จนชำนาญ เพื่อนำไปสู่สมาธิในระดับต่างๆ เช่นเดียวกับวิชชาธรรมกาย แม้จะใช้นิมิตเป็นกุศโลบาย ให้จิตเป็นสมาธิในระดับต่างๆ แต่ไม่ได้สอนให้ติดนิมิตเหล่านั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิ หยุดนิ่งได้สนิท นิมิตที่กำหนด ก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป ท่านสอนให้หยุดนิ่งเฉย รู้เห็นด้วยจิตที่เป็นกลางๆ ไม่ปรุงแต่ง ทำจิตปล่อยวางอย่างแท้จริง เพื่อให้เข้าถึงสภาวะธรรมกาย ในที่ไม่ใช่นิมิตอีกต่อไป ภาพนิมิตที่เราสมมุติเป็นดวงใส หรือองค์พระ พอถึงเวลาที่ใจหยุดนิ่งแล้ว ก็ทิ้งไป แต่นิมิตที่เราไม่ได้ติด เมื่อเวลาเรานิ่งสนิท นิมิตก็จะมาติดเรา เป็นของจริงอยู่ภายในนั้น มันอีกแบบหนึ่ง ซึ่งจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะฉะนั้น มีอะไรให้ดู เราก็ดูไปเรื่อยๆ อย่างสบายๆ โดยไม่ต้องคิดอะไรทั้งสิ้น หยุดนิ่งๆให้ใจใสๆ ไปเรื่อยๆ ในพระไตรปิฎกบาลี ได้กล่าวถึง การทำสมาธิที่ใช้ ดวงแก้ว แสงสว่าง หรือเรียกโดยรวมว่า อาโลกสัญญา ซึ่งเป็นการทำสมาธิ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้ญาณทัศนะ ด้วยเช่นกัน (พ่อครูว่า นั่นคืออุปาทานทั้งสิ้น ถ้าคนที่บรรลุธรรม ไม่มีอุปาทาน เวลาหลับตาสนิท ก็เห็นแต่ความมืด ไม่มีแสงสว่างใดๆหรอก) ภิกษุทั้งหลาย ก็สมาธิภาวนา อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อได้เฉพาะ ซึ่งญาณทัสนะเป็นไฉน มนสิการอาโลกสัญญา อธิษฐานที่ว่า สัญญาว่า กลางคืนเหมือนกลางวัน กลางวันเหมือนกลางคืน มีใจอันสงัดปราศจากเครื่องรัดรึง อบรมจิตให้มีความสว่างอยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมาธิภาวนานี้ อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อญาณทัสนะ (พ่อครูว่า อาโลกสัญญา ไม่ใช่ไปสร้างแสง หากคุณหลับตา แล้วเห็นแสง คือแสงที่คุณปั้น สร้างเองในจิต ซึ่งทำไม่ง่ายนะ ยาก แล้วไม่อยู่นาน ต้องใช้พลังกดข่ม สร้างสภาพอีกมาก แต่ของเรา อาโลกสัญญา คือแสงพระอาทิตย์ธรรมชาติ เวลาปฏิบัติธรรม ของพระพุทธเจ้า ก็ลืมตาเห็นแสงสว่างปกติ จะหลับตาก็หลับตานิ่งเงียบมืดสบาย หยุดพัก จะหยุดคิดก็ได้ ไม่มีอะไร ไม่มีแสงอะไรหรอก) (พ่อครูว่า คุณกำหนดกลางวันเป็นกลางคืน กลางคืนเป็นกลางวัน คุณก็ไปติดยึดอีก ก็เป็นธรรมะ 2 อีก มันก็กลับไปกลับมา อย่าไปยึดมั่นถือมั่น ในกลางวันกลางคืน ก็เป็นธรรมะ 1 แล้ว คือว่ามันแตกต่าง ด้วยสภาวะธรรมชาติ แต่จิตใจเราอย่าไปติดยึดมัน ก็ทำจิตของเราให้เป็น 1 แล้วรู้ความจริงว่า อันนั้นคืออันนั้น อันนี้คืออันนี้ อันนั้นไม่ใช่เรา อันนี้เป็นเรา เรามีหนึ่งเดียว แต่คุณยังไม่ตาย เป็นปรินิพพาน เป็นปริโยสาน ก็ต้องมี 2 คุณไม่ได้เลิกนามธรรมของคุณ ก็ต้องมี 2 ตลอดกาล แต่ต้องรู้ว่า อะไรคืออะไร บอกแล้วว่า สิ่งที่เป็น 2 แล้ว แม้จะเล็กเท่าไหร่ ก็ต้องต่างกัน เพราะฉะนั้น กลางคืนกลางวัน ก็ต้องต่างกัน แต่อย่าไปยึดมั่นถือมั่นรูปกับนาม มันต้องเป็น 2 เราทำจิตเราว่างโปร่งใสได้ แม้จะอยู่ในความมืดดำ ไม่มีแสงสว่าง แม้หลับตามืด แต่เราก็คิดได้ แล้วยิ่งคิดได้ดีใหญ่เลย แม้แต่คำว่า อุคคหนิมิต กับปฏิภาคนิมิต ก็เป็นภาษาของอาจารย์รุ่นหลังไม่ใช่ภาษาของพระพุทธเจ้า แม้แต่บริกรรมนิมิต ต้องมานั่งท่องบริกรรม เพื่อให้เกิดพลังสมาธิ แล้วใช้พลังสมาธิให้เป็นปฏิภาค ให้เป็นเรื่องต่างๆ ปฏิ คือ มี 2 มีออกเข้า ไปมา ทวนไปทวนมา ให้มีอย่างนั้นได้ แต่เราไม่ต้อง ศาสนาพระพุทธเจ้าใช้ตามจริง ไม่ต้องสร้างพลังพิเศษ ที่ต้องใช้บริกรรมท่องบ่น เป็นการสะกดจิต ของพุทธไม่มี มีแต่ในลัทธิสะกดจิต)

มาอ่านของเขาต่อ

ดังนั้นการปฏิบัติธรรมเพื่อเข้าถึงพระธรรมกาย กับคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา มีความสอดคล้องกันในวิธีการปฏิบัติ คือการใช้ อาโลกสัญญา เป็นนิมิต เพื่อฝึกจิตให้ได้สมาธิในระดับต่างๆ อันจะนำไปสู่ทางมรรคผล และนิพพาน ต่อไป ไม่ได้เป็นการติดในนิมิตแต่อย่างใด “ดวงทิพจักษุญาณ” ก็จะผุดขึ้นหลังจากนั้น ถ้าดำเนินจิตผ่านดวงนี้ จึงจะทำวิปัสสนาญาณได้ เป็นการยืนยันว่า“ดวงทิพจักษุญาณ” ไม่ใช่นิมิตอีกต่อไป เป็นสภาวะธรรมของจริงที่มีอยู่แล้ว และมีความสำคัญต่อการเจริญ “วิปัสสนาญาณ” ต่อไป ถ้าไม่ดำเนินจิตผ่านทางนี้แล้ว วิปัสสนาญาณก็ไม่เกิด “ดวงปฐมมรรค”ในวิชชาธรรมกาย มีความสอดคล้องกับ“ดวงทิพจักษุญาณ”คือดวงปฐมมรรค ไม่ใช่นิมิตอีกต่อไป แต่เป็นสภาวะธรรมภายใน ซึ่งเป็นของจริงและอีกประการคือ เป็นหนทางเบื้องต้นมรรคผลนิพพาน เมื่อดำเนินจิตผ่านดวงนี้จิตจะถูกกลั่นให้สะอาดบริสุทธิ์ จนกระทั่งเข้าถึง “พระธรรมกาย” ความรู้แจ้งที่เกิดจากเห็นแจ้ง ด้วยญาณทัสนะของพระธรรมกาย (วิปัสสนาญาณ)ก็เกิดขึ้น (พ่อครูว่า เป็นจินตนาการทั้งสิ้น)

….ทำดวงแรกนี้สำคัญมาก ถ้าเราทำจนชำนาญ ทำได้คล่องแล้วเราจะเข้าใจคำว่า เมื่อใดเห็นธรรม เมื่อนั้นเห็นพระตถาคตเจ้า คือวันใดที่เราเข้าถึง ดวงปฐมมรรค หยุดในหยุด นิ่งในนิ่ง ในกลางของกลางดวงปฐมมรรค พอทุกส่วนเราก็จะค่อยๆ เคลื่อนเข้าไปข้างใน แล้วก็เห็นไปตามลำดับ เห็นดวงธรรมในดวงธรรม เห็นกายในกาย กระทั่งไปถึง กายของพระตถาคตเจ้า คือพระธรรมกาย ที่อยู่ภายในตัว

...ดวงนั้นแหละ เรียกว่า ดวงปฐมมรรค ค้นหาเบื้องต้นมรรคผลนิพพาน จะไปสู่มรรคผลนิพพาน ต้องเข้ากลางดวงนั้นแห่งเดียว ไปทางเดียว ทางอื่นไม่มี เมื่อเข้ากลางดวงศูนย์นั้นได้แล้ว เรียกว่า ปฐมมรรคนัยหนึ่ง อีกนัยหนึ่ง ดวงนั้นแหละเรียกว่า เอกายนมรรค แปลว่า หนทางเอกไม่มีโท สองไม่มี แปลว่าทางหนึ่ง สองไม่มี หนึ่งทีเดียว ดวงนั้นแหละเรียกว่า ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน เส้นทางไปของพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ทั้งหมดในสากลโลก ในสากลทำ พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ จะเข้าไปสู่นิพพาน ต้องไปทางนี้ทางเดียว (พ่อครูว่า...วิมานของเขา ตายไปแล้วจึงจะได้ โลกของเขาคือ พวกโลกลึกลับ พวกโลกเดนตาย ของเรานี้โลกเป็นๆ ญาณทัสนะของเขา คือจินตนาการทั้งสิ้น เอามาพูดกับคนอื่นไม่ได้ เพราะต้องได้ ในชาติหน้า แต่เขาเห็นว่าจริงเหมือนกัน แต่ไม่เป็นเอหิปัสสิโก เอามายืนยันให้คนอื่น ที่ไม่ใช่พวกเขาไม่ได้ แม้คนไม่มีฤทธิ์เดชอย่างคุณ ก็ให้เขารู้ไม่ได้ แต่ของพระพุทธเจ้านี้ เรียกร้อง เชิญมาให้ดูได้ พิสูจน์ได้ ไม่ต้องมีฤทธิ์เดชก็รู้ได้ เขาก็ว่าของเขา ทางนี้ทางเดียวเหมือนกัน ของเขาเหนือสะดือ สองนิ้วอีก เราเข้าใจของเขาได้ แต่เชื่อว่า เขาจะเข้าใจของเราไม่ได้)

...พอถึงกายธรรมมันขั้นวิปัสสนา ตาพระพุทธเจ้าท่านก็เห็นเบญจขันธ์ทั้ง 5 เป็นอนิจจังทุกขังอนัตตาแท้แท้ เห็นจริงๆ จังจังอย่างนั้นแหละ เห็นเธอทีเดียว เห็นชัดๆ ไม่ได้เห็นด้วยตากายในภพ เห็นด้วยตาธรรมกาย รู้ด้วยญาณธรรมกาย เห็นด้วยตาพระพุทธเจ้า รู้ด้วยญาณพระพุทธเจ้า อย่างนี้แหละเห็นด้วยตาพระตถาคตเจ้า รู้ด้วยญาณของพระตถาคตเจ้า ธรรมกายนั้นเป็นตัวของพระตถาคตเจ้าทีเดียว ไม่ใช่อื่น เห็นชัดอย่างนี้ (พ่อครูว่า...อย่างเราเห็นลูกนี้ (มะละกอที่เราสมมุติชื่อว่า หมาโก้ย เราก็เห็นเอง ไม่ได้ยืมตาพระพุทธเจ้ามาเห็น ไม่ได้เอาตาพระพุทธเจ้ามาเห็นแทน ของเรานี้ลืมตา สัมผัสของจริง แต่เห็นแบบของเขานั้นโมเม ยืมตาพระพุทธเจ้ามาเห็น

สื่อธรรมะพ่อครู (ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร) ตอน (กรณีธรรมกาย) ขอมาอธิบาย ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ต่อ พระพุทธเจ้าจะเปิดโลกด้วย ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ขว้างธรรมจักรไป พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ จะเริ่มด้วยอันนี้ สอนธรรมะ 2 คือ ธรรมะว่าด้วย ความเป็นโ ลกกับอัตตา หรือ กาม กับ อัตตา กาม คือกามภพ อัตตา คือรูปภพ อรูปภพ ผู้ที่ไม่ได้ศึกษา หรือศึกษาไม่เป็นลำดับ จะศึกษาสภาวะ 2 นี้อย่างเดา แยกไม่ออก ลดละไม่เป็นลำดับ ถ้าหมดทั้งสองเลยเหลือกลาง คำว่ากลางไม่ได้อยู่เหนือสะดือ เขาก็ว่ากลางกาย เหนือสะดือสองนิ้วนะ แต่ของพระพุทธเจ้านี้ คำว่า กลาง เป็นภาษานามธรรม คำว่า กลาง คือกลาง ไม่มีซ้ายขวา ตะวันออกตะวันตก เหนือใต้ ไม่มีมุมไหนเลย กลาง มัชฌิมา หรือมัชฌิมะ แปลว่า กลาง เพราะฉะนั้น ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร เป็นพระสูตรที่ทำให้รู้จัก ทางปฏิบัติเรียกว่าปฏิปทา และให้รู้ทางปฏิบัตินี้ ปฏิบัติเช่นนี้ คือ มรรคมีองค์ 8 แล้วปฏิบัติไปจะไปก็จะไปจบด้วย มัชฌิมะคือกลาง กลาง เป็นผลของสภาวธรรม ไม่ใช่ทาง ทางสายกลางนั้นไม่ใช่ ใครที่แปล มัชฌิมาปฏิปทา ว่าทางสายกลางนั้น ลงทะเล ยะเยือกเย็นเลย จะไม่บรรลุธรรมของพระพุทธเจ้า จะไม่เจอ กลาง ไม่ได้ผลลัพธ์ที่ จะได้อาการกลาง คือไม่เหนือใต้ ไม่ตะวันออกตะวันตก ไม่บนไม่ล่างเลย จะเรียกว่า อทุกขมสุข หรืออุเบกขา เป็นอาการกลางของจิต ไม่มีอะไรเทียบเลย ถ้าเทียบว่า บนก็จะมีล่าง ถ้าเทียบซ้ายก็จะมีขวา จะไปข้างใดนิดหนึ่ง ไม่ได้เลย คือกลางของนามธรรมจริงๆ ใครที่แปล มัชฌิมาปฏิปทา ว่าทางสายกลางนั้น อาตมายืนยันได้ว่า คนนี้ยังไม่เจอนามธรรม ที่เกิด กลาง หรือมัชฌิมะ เขาไปโมเมเอาทาง หรือวิธีปฏิบัติ มาต่อกับกลาง ก็เลยเป็นสอง ไม่ศูนย์ แต่อันนี้กลางคือ 0 ไม่มีอะไรเลย ไม่มีหาง ส่วนทางคือ มรรค วิธีปฏิบัติเป็นปฏิปทา ไม่ใช่มัชฌิมะ แต่เขาโมเมเป็นทางสายกลาง แต่ถ้ากลาง ก็คือจบ ปฏิบัติตามปฏิปทา ปฏิบัติตามทาง ตามสาย แต่สายไม่ใช่ ศูนย์นะ 0 นี่ไม่มีอะไรเหลือแล้ว ไม่มีระยะอะไรเลย นอกจากกลาง มีบาลีคำหนึ่งว่า อันตา ที่สุดแห่งที่สุด จะไม่เหลืออันตาเลย อันตา แปลว่า สิ่งที่ยังไม่ใช่ 0 ยังมีส่วนออกไปจาก 0 ยิ่งไม่ใช่ 0 ไม่มีออกไปข้างใดเลย 0 สนิทเลย ไม่มีอันตาใดๆเลย พระพุทธเจ้า ก็แยกเป็นสองข้างง่ายๆ ข้างหนึ่งเรียกว่า สุขขัลลิกะ อีกข้างเรียกว่า อัตตา และมันก็เป็น กิละ หลง กิละว่าเป็น อัตถะ เป็น กิลมถะ ตัว ม นี้คือจิต มันยังมี กิละ มีจิต คำว่า กิละ ถ้าเป็นกลิ แปลว่า ความเป็นโทษ ถ้าเป็นกิละ แปลว่า ไปหยิบเอามาจากไหนไม่รู้ กิละหรือกิระ คือ กิระดั่งได้ยินมา เอามาจากอันอื่น จริงๆแล้วมันไม่มีหรอก ศูนย์ก็คือศูนย์ หนึ่งก็คือหนึ่ง สรุปแล้ว แปลโดยพยัญชนะ ก็ขยายความยาก แต่แปลโดยอรรถ คือเป็นความไม่ปราศจาก ไม่ว่าง ไม่สูญ ซึ่งแปลว่า ยังลำบากอยู่ กิลมถะ สิ่งที่ยังมี ยังเป็นจิตที่หรืออัตตา มันจึงเป็นความลำบาก ที่จะต้องเป็นภาระ กิลมถะ มันยังไม่จบสุดหรอก อย่างน้อย มันก็จะทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ เพราะมันยังมีขันธ์เรียกว่า ทุกขขันธ์

สื่อธรรมะพ่อครู (นิยามศัพท์) ตอนทุกข์ 10 อย่าง ก. ทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ (ทุกข์อันเกิดจากกาย) . 1 . สภาวทุกข์ (ทุกข์ประจำสังขาร เกิด แก่ เจ็บ ตาย) 2. นิพัทธทุกข์ (ทุกข์อยู่เนืองนิตย์ คือ หนาว ร้อน หิว กระหาย ปวดอุจจาระ ปวดปัสสาวะ) 3. อาหารปริเยฏฐิทุกข์ (ทุกข์ในการหากิน-การทำงาน) 4. พยาธิทุกข์ (อวัยวะเจ้าการทำหน้าที่ไม่เป็นปกติ) 5. วิปากทุกข์ (ทุกข์เพราะผลกรรม เลี่ยงวิบากเก่าไม่ได้) 6. ทุกขขันธ์ ทุกข์รวบยอด เพราะการประชุมแห่งขันธ์ 5 อันยังอาศัยมีชีวิตอยู่ (ภาราหเวปัญจขันธา ขันธ์5 ทั้งรูปและนามก็เป็นภาระ แม้เป็นอรหันต์ก็ต้องดูแลรูปนาม ให้อยู่พอดีพอเป็นไป เวทนาก็ให้พอเป็นไป สัญญาก็เช่นกัน ทั้งขันธ์ 5 มันเป็นภาระ เป็นทุกข์)

ข. ทุกข์ที่เลี่ยงได้ (เจตสิกทุกข์ อันสามารถดับเหตุได้แท้) 7 . ปกิณกทุกข์ (ทุกข์จรแห่งกิเลส คือ โศก ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาสะ เมื่อพรากจากคนที่รัก หรือพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก เป็นต้น) 8. สันตาปทุกข์ (ทุกข์ คือ ความร้อนเผาใจ อันนื่องมาจากกิเลส ไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ แผดเผา) 9. สหคตทุกข์ (ทุกข์ไปด้วยกันกับโลก เช่น ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข) 10.วิวาทมูลกทุกข์ (ทุกข์มีสงครามวิวาทะเป็นรากเหง้า) ทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ อาริยะถึงจะรู้ที่จริง ทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ มีมากกว่า 6 อย่าง แต่ทุกข์ที่เลี่ยงได้ 4 อย่างนั้น รู้เหมือนกันทุกพระองค์ ทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้นั้น มีนัยต่างกันไป ไม่เหมือนกัน และไม่ใช่แค่ 6 อย่างนี้เท่านั้น 6 อย่างนี้เป็นต้น ส่วน ทุกข์อาริยสัจ 4 อย่างนี้ เหมือนกันทุกองค์

ทุกข์ที่เลี่ยงได้ พ้นทุกข์อันนี้ได้เด็ดขาด คืออรหันต์ ตั้งแต่อรหันต์ขี้กะโล้โท้ ถึงอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า 1. ปกิณกทุกข์ (ทุกข์จรแห่งกิเลส คือ โศก ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาสะ เมื่อพรากจากคนที่รัก หรือพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก เป็นต้น) มันเป็นกิเลสจรมา เรายังโง่ ก็ต้องมีก็ต้องเป็นทุกข์นี้ จะไปเรียกเป็นนามธรรมว่า ขณะมีความไม่สบายใจ โศกะคือโศกเศร้ า ปริเทวะ คือพิรี้พิไร คือโศกเศร้านี้ยังต่องแต่งไม่หยุด มีลูกคลื่นต่ออีก เป็นปริเทวนาการ ถ้าหมดคือความโศกเศร้าไม่เหลือเลย มันจะเหลือหยาบ จากโศกเศร้าไป ก็เรียกว่าทุกข์ ความโศกนี้แม้เล็กน้อย ก็คือทุกข์ โศก ใช้ศัพท์อีกอันว่า ทุกข์คือไม่สุขนั้นเอง ทุกข์ คือหยาบ โทมนัส คือละเอียด หรือทุกข์คือภายนอก โทมนัสคือภายใน ส่วนเศษสุดท้าย คือ อุปายาส ยังเหลือเศษสุดท้ายธุลีละอองของจิต ที่ยังไม่หมด คืออุปายาสะ 2. สันตาปทุกข์ (ทุกข์ คือ ความร้อนเผาใจ อันเนื่องมาจากกิเลส ไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ แผดเผา) จะเป็นไฟราคะคือไฟชนิดดูด ไฟโทสะคือไฟชนิดผลัก ไฟโมหะคือไฟมั่ว หลงผิดหลงถูก เอาหัวเป็นท้าย เอาท้ายเป็นหัว เอาบนเป็นล่างไปหมด ยังไม่กระจ่าง ถ้ากระจ่างรู้โทสะราคะ ก็ล้างให้หมด โมหะคือไม่แม่น ถ้าแม่นแล้วไม่เหลือวิจิกิจฉา ว่านี่คือโทสมูลหรือราคมูล ก็กำจัดให้ไม่เหลือ จะเหลือก็คืออุณหธาตุ ถ้าเรียกเย็นก็สบายๆ ถ้าร้อนก็คือสันดาป จะร้อนน้อยหรือมากก็ตาม คือสันตาปทุกข์ อันนี้ทำให้หมดสิ้นเกลี้ยงได้ ไม่มีร้อนใจเลย มีแต่เย็นใจ สันตาปทุกข์ คือมีอะไรเหลือน้อยนิด ก็คือสันตาป แต่ว่าตรงข้ามกับสันตา เลย 3. สหคตทุกข์ ( ทุกข์ไปด้วยกันกับการยังติดยึดอยู่กับโลก เช่น ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข) สหคต คือเป็นไป เป็นไปร่วมยังติดยึดในโลก โลกมีลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข คุณยังจะไปมีสิ่งที่ต้องได้ ต้องมีต้องเป็น ร่วมกันอยู่ คือสหคตะ ยังเป็นไป กับโลกีย์อยู่ ทุกข์ที่ต้องไปร่วมกับโลกีย์ คือสหคตทุกข์ สามารถล้างได้สนิท ไม่เหลือเลย 4. วิวาทมูลกทุกข์ (ทุกข์มีสงครามวิวาทะ เป็นรากเหง้า) ทุกข์ที่ต้องเกิดอาการวิวาท แม้เศษเล็กน้อย โดยเฉพาะ ไม่เป็นคนไปหาเรื่อง ไม่เป็นคนไปก่อเรื่อง ที่จะมีวิวาทให้เป็นกรรม ได้แล้วถาวร ยั่งยืน ไม่เป็นอื่นไปตลอดกาลนาน นี่คือทุกข์ที่เลี่ยงได้ เป็นทุกข์ที่สำเร็จสูงสุด นี่คืออาริยสัจแท้ ของศาสนาพุทธ ไปพูดว่า อรหันต์แล้วสิ้นทุกข์ ก็เป็นคนที่เอาไม้หน้าสามมาตีหัว ก็ไม่เจ็บสิ เอาไฟมาเผาตัว ก็ไม่ร้อนสิ ทนร้อนทนหนาว ทนความเจ็บปวด ได้มากกว่าสามัญ อย่างเจ้าคุณนรฯ ก็เป็นสายเจโต เป็นมะเร็งขนาดนั้น ก็ทนได้ เป็นอาตมาตายไปนานแล้ว เพราะท่านสร้างพลังงานทนได้ แล้วก็ไม่เจ็บจริง เหมือนคนทนร้อนได้ คนจีนซดน้ำร้อน 100 องศาก็ทนได้ แต่เราทนไม่ได้หรอก พองเลย จิตสามารถให้มีพลังงาน ทำให้ตาเปลี่ยนรูป จมูกเปลี่ยนกลิ่น ลิ้นเปลี่ยนรส ได้หมด ให้จิตพิกลพิการได้หมด ให้เห็นได้ มันสำเร็จได้ด้วยจิตจริงๆ เราเข้าใจแล้ว ก็ไม่เอาพลังงานจิต ไปทำเช่นนั้นหรอก เอามาศึกษาจิตเรา ให้ละเอียดดีกว่า ไม่ต้องเสียพลังงาน ไปศึกษาสิ่งไร้สาระเหล่านั้น แต่ถ้าเราหมดกิเลสแล้ว ก็เอาพลังงานไปศึกษาได้ จริงๆอาตมาเคยหลง ในอิทธิปาฏิหาริย์ อาเทสนาปาฏิหาริย์นั้นเป็นลิงลมอมข้าวพอง เป็นของเก่าที่เหลือ พอมารู้ตัวก็หยุด มาทำงานศาสนาพุทธ ให้เต็มร้อยเลยดีกว่า เลิกหยุดแบบนั้น อาตมาไม่สงสัยหรอกว่า อาตมาจะมีฤทธิ์เดชอย่างนั้นหรือไม่ ไม่สงสัย อาตมาจะมีได้ แต่ว่าตอนนี้ พลังงานไม่พอ ต้องเอามารื้อขนสัตว์ก่อน อาตมาก็ได้เรียนรู้จริต ที่อาตมาไม่เคยเป็นเคยมี ก็เรียนรู้อย่างพวกคุณ เพื่อจะช่วยคน ให้ได้มากที่สุด เท่าที่จะทำได้ อาตมาเรียน ก็ไม่ได้เป็นประโยชน์ตน แต่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น

พระโพธิสัตว์ ไม่ได้มีประโยชน์ตนแล้ว ในระดับอนุโพธิสัตว์ เป็นต้นไป ไม่มีประโยชน์ตน เหมือนตนเองได้เก่งขึ้นมา แต่ก็ไม่ได้ทำเพื่อสร้างความวิเศษ ให้กับตน แต่ทำความวิเศษของตน เพื่อทำประโยชน์รับใช้ผู้อื่น วิเศษเพื่อจะได้รับใช้พวกคุณ ได้มากขึ้นต่างหาก

ทักษะมันจะเกิดเส

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน