591225_วิถีอาริยธรรม สันติอโศก ล้างอธรรมกายให้ลึกถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ.docx
เนื้อหาในไฟล์
591225_วิถีอาริยธรรม สันติอโศก ล้างอธรรมกายให้ลึกถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์
สมณะเพาะพุทธว่า…วันนี้เป็นวันอาทิตย์ที่ 25 ธันวาคม 2559 ที่สันติอโศก เนื้อหาธรรมะที่พ่อครูเทศนาไว้ ในช่วงนี้จะเป็นเรื่องของพระพุทธศาสนาเป็นโลกุตระและเป็นอเทวนิยม พ่อท่านจะเทศนาเนื้อหาที่เข้มข้นเป็นโลกุตระ ให้เข้มข้นให้มาก ประวัติต่อไปเนื้อหาจะค่อยๆจางลงไป พ่อครูว่า..เราจะไปตรงนี้ แต่น้ำมันไหลเชี่ยว เราจะต้องว่ายให้พุ่งไปข้างหน้าไว้ให้มากแล้วมันจะไหลไปหาที่ตรงนี้เอง ถ้าพุ่งตรงไปอย่างเดียวเลยไม่เผื่อไว้มันจะไม่ถึงที่หมาย สมณะเพาะพุทธว่า...ถ้าใครอยากเป็นพระอนาคามีก็ตั้งจิตเป็นอรหันต์ ถ้าใครอยากจะเป็นพระสกิทาคามีก็ตั้งจิตเป็นอนาคามี เป็นต้น ในสัจธรรมจะมีสัลเลขธรรมเสมอ ความจริงกับการขัดเกลาจิตใจเป็นของคู่กันอย่างแยกไม่ออก พ่อครูว่า...วันนี้อาตมาก็ตั้งใจจะพยายามเอาธรรมะมาแยกแยะ อธิบายแบ่งให้เห็นว่าสิ่งนี้ เท่าที่อาตมาเข้าใจว่าอย่างนี้ถูก อย่างนี้เป็นของพระพุทธเจ้า ก็จะอธิบายขยายความเน้น แล้วจะยกสิ่งที่ไม่ใช่มาเทียบเคียง โดยเฉพาะในยุคนี้มันมีตัวอย่างให้มาเทียบเคียง แล้วคนฟังด้วยดีอย่างไม่มีอคติ ไม่ไปโกรธเคือง ไม่ไปข่มเบ่ง ฟังด้วยหลักฐานจะเข้าใจได้ดี มีหลักฐานของพระพุทธเจ้ามาเทียบเคียงได้ดี จะชัดเจนเลยว่าอันไหนเข้าท่า อันไหนไม่เข้าท่า อันไหนเข้าท่าตรงเป๊ะเลย อีกคนหลงเข้าท่าผิด ก็หลงท่า เราก็จะเข้าใจว่าใครถูก ถ้าคนไหนถูก ถ้าคนไหนเข้าท่าที่สุด ใครไปผิดท่าเราก็จะรู้
ก่อนอื่นขอตอบรับ SMS วันที่ 23 ธันวาคม 2559 _ 0893867xxx เคยฟังท่านจันทร์เทศน์รณรงค์ลดขยะลดโลกร้อน ด้วยการใช้ปิ่นโตลดถุงพลาสติก เพราะมีสารทำให้ฮอร์โมนเปลี่ยนเพศเสี่ยงอนุมูลอิสระก่อมะเร็ง! โลกจึงมีเพศปกติ กลายเป็นเพ
อ่านต่อ
ศที่3 ตั้งแต่ในครรภ์บางส่วนจนเกิดจนถึง เป็นทุกวัยทั่วสากล มิใช่ป่วยจิตฤาเบี่ยงเบน แต่เป็นเพราะอาหารแพ็คพลาสติก! ข้อมูลองค์การอนามัยโลก! _0893867xxx ผู้น้อยก็สวดมนต์สวดอิติปิโส แล้วสัพเพพุทธาสัพเพธัมมาสัพเพสังฆาแผ่เมตตาให้โลกจรดครอบจักรวาล และสวดมนต์ตามคำพ่อฯสอนฯ ทุกคืน
สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ) ตอน สวดมนต์ให้ถูกพุทธ _ 0893867xxx สวดมนต์ตาม 36 แผนชีวิตพ่อฯ ที่ดีที่สุดต่อโลกต่อจิตวิญาณคือ อย่าสวดมนต์เพื่อขอสิ่งใด นอกจากปัญญาและความกล้าหาญ!พระบรมราโชวาทในพ่ออยู่หัวร.9 / สวดมนต์ตามจานบินมีแต่รวยกิเลสจมทะเลโลกธรรม! สวดมนต์ตามคำสอนพ่อฯ มั่งมีสติรวยปัญญา ถึงฝั่งสัจธรรม! ตอบ...สวดมนต์คือเอาบทมนต์หรือคำสอนพระพุทธเจ้ามาสวดเพื่อให้เกิดการจดจำไว้ แต่สมัยนี้ มีการบันทึกที่ดีมากไม่ต้องห่วงเลย ทุกอย่างมีการบันทึกแล้วเรียกเข้ามาดูได้เร็วไว 1.การสวดเป็นเรื่องสังคีติ แปลว่าท่องให้จำได้ 2.สวดสังคายนาคือท่องเพื่อให้เกิดการตรวจดู ว่าที่ท่องกันมาผิดหรือถูก มีคนท่อง 1 คนแล้วมีอีกหลายคนช่วยกันฟังแล้วท้วงกันว่าอันไหนถูก การสวดแบบสังคีติในยุคนี้ไม่จำเป็นแล้ว เพราะเป็นยุคที่กดดูเอาได้เลย แล้วที่บอกว่าสวดแล้วจะเป็นอานิสงส์แก่ผู้ตาย มีพลังวิเศษอะไรก็ยืนยันว่าไม่มีในระบบศาสนาพุทธ เป็นของนอกรีต นึกว่าสวดแล้วจะมีผลประโยชน์อานิสงส์แบ่งให้คนที่เรารัก ถึงได้นี่คือความเป็นอุปาทาน ความยึดถือว่าอย่างนี้มันจะได้ เป็นความหลงผิดขัดแย้งกับ กัมมัสกะ กัมมทายาโท กัมมโยนิ ตนเองเป็นผู้รับมรดกกรรมของตนเอง คนอื่นก็แบ่งเอาไปไม่ได้ เราก็ให้คนอื่นไม่ได้ กรรมเป็นของๆตน ตนเองเป็นเผ่าพันธุ์ของกรรมตนเอง เราจะได้พึ่งกรรมของตนเอง กัมปฏิสรโณ ไม่ผิดไปจากนี้เลย ถ้าเข้าใจไม่ได้ เป็นมิจฉาทิฐิ จึงเห็นว่ายิ่งสวดมนต์ได้มากล้านจบเท่าไหร่ จะได้อานิสงส์ไปให้คนนั้นคนนี้ เป็นความล้มเหลว เป็นความหลงผิด เป็นความงมงายทั้งสิ้น ขอยืนยัน แต่นัยแฝงเขาเอาคนมาสวดมนต์เป็นแสนเป็นล้านคน เพื่อให้คนรู้สึกว่าทำอย่างนี้ จะได้เพื่อประโยชน์อย่างนั้นอย่างนี้ ไม่มีความเห็นแก่ตัว ก็ถูกผู้ที่หลอกให้มาเป็นกำแพงมนุษย์ หลอกคนเอามารวมให้เป็นปึก เพื่อให้เป็นโล่ห์มนุษย์ กันไม่ให้ตัวเองถูกจับ เพราะว่าเมืองไทยเป็นเมืองที่ดี ไม่ทำรุนแรง คนพวกนี้ก็โง่งมงาย เป็นทาสคนที่ผิด ถ้าคุณไม่คิด จะหลบอยู่ทำไมก็มาสู้เลย มีอะไรมาเปิดเผย ความบริสุทธิ์เท่านั้น จะชนะทุกสิ่งทั้งโลก ในที่สุด แต่ถ้าคุณหลบอยู่อย่างนี้เรื่อยเลย คุณไม่บริสุทธิ์ คุณจึงหลบ คนที่หลบอยู่ไม่บริสุทธิ์จริงๆ ไม่ต้องเอาความฉลาดเฉลียวมากมาคิดหรอก เมืองไทยเป็นเมืองที่ดี ก็ไม่อยากจะรุนแรง ไม่อยากทำร้าย ไม่อยากหักด้ามพร้าด้วยเข่า ก็พยายามบอกว่าออกมาดีๆเถอะ มีอะไรก็มาสู้กันในศาล ข้ออ้างอีกว่าไม่เชื่อใจศาล ไม่เชื่อใจผู้พิพากษา คุณใหญ่มาจากไหน ก็หนีไปจากประเทศนี้เสียเลยสิ ประเทศนี้พึ่งศาลยุติธรรมเป็นหลักสูงสุด สูงสุดเขาให้มาอย่างนี้แล้วเมื่อคุณไม่เชื่อก็ต้องออกไปนอกประเทศไปเป็นคนประเทศอื่น ไปประเทศไหนก็ไปไล่ส่ง ทำไมหน้าด้านอยู่ แล้วก็โง่จัด แล้วหลอกคนอื่นว่าตนเองฉลาด จริงๆแล้วตนเองไม่บริสุทธิ์ ถ้าบริสุทธิ์ก็ออกมาสู้กันสิด้วยหลักเกณฑ์ต่างๆ อาตมาถึงบอกว่าอาตมาสู้ทุกอย่างในโลกนี้ อาตมามีอะไรก็เทความจริงออกมาหมด หมดความจริงแล้วแพ้หรือชนะก็จบ อาตมาเทความจริงออกมาแล้วอาตมาแพ้ แต่อาตมาไม่มีปัญหา บอกคนที่เขาตัดสินนั้นเข้าใจความจริงของอาตมาไม่ได้ ก็เพราะว่าคนโง่มาตัดสินอาตมา เขาก็ตัดสินอาตมาว่าผิด ทั้งที่อาตมามีความจริงว่าถูก ก็ต้องยอมแพ้ไป แต่ความจริงของเรามี จริงมันก็อยู่ที่เรา ถูกมันก็อยู่ที่เรา มันไม่ได้อยู่ที่คนตัดสิน ก็จบแล้วเมื่อคุณมั่นใจว่าคุณถูก คุณจริง คนอื่นไม่รู้ จะไปบีบคอบังคับเขาให้รู้ไม่ได้หรอก จะเอาแส้ตี หนีบเล็บ แล้วเขาจะได้รู้ เขาก็เจ็บท่าเดียวเจ็บทนไม่ได้เขาก็ยอม ยอมเพราะว่าทนเจ็บไม่ได้ แต่จริงๆเขาก็เข้าใจไม่ได้ ด้วยสัจจะแล้วถ้าคนฉลาดพอ คนฉลาดจะมีความจริงมีการเผชิญหน้า คนมีความจริงฉลาดจริงไม่มีใครหนีการเผชิญหน้า เผชิญหน้าแล้วก็พิสูจน์ไปจนจบ อย่างอาตมาไม่มีปัญหาเลย การสวดมนต์ที่จะเอาอำนาจพิเศษอะไรมาช่วยนั้น ยังอวิชชาอยู่ทั้งสิ้น เป็นการสวดมนต์ออกนอกรีตทั้งสิ้น
_0851614xxx ศิษย์ธรรมกายไม่ได้มีแค่ส่วนที่บริจาคให้วัดจนหมดตัว บรรดาศิษย์เอกแม้จะบริจาคมาก แต่ก็มีส่วนที่คืนกลับมาเช่นเดียวกัน อนันต์-บุญชัย-เสี่ยสอง แผลเกิดขึ้นแล้วยังต้องใช้เวลารักษา ทุกข์เกิดขึ้นแล้ว ก็ต้องให้เวลาทุกข์ และวิบากได้ทำหน้าที่ของเขา ตอบ...ก็เขามีกิจการอยู่ก็ได้สิ ถ้าจะแข่งกันก็เลิกจากกิจการทั้งหลายสิ คุณยังเอากิจการไปเอาเปรียบเอารัดอยู่ ให้วางมือกิจการมา เอาตัวเป็นๆมาทำดีกับสังคม รับใช้สังคมไป แข่งกันเอาไหมล่ะ จ้างก็ไม่มาหรอกคนพวกนี้ไม่กล้าหมดตัว แต่ถ้าลากไปคุณก็มีแต่นานกับนานเท่านั้นเอง
สมณะเพาะพุทธว่า...ประมาณ 1 เดือนก่อนผมได้ไปแวะที่วัดพระธรรมกาย มีการสวดธรรมจักรขึ้นป้ายว่า ที่พระมหาธรรมกายเจดีย์ พ่อครูว่า...ในวันเสาร์ที่ 10 เมษายน 2559 มีหลักฐานธรรมกาย หน้า 48 บอกว่า สรุปความหมายของธรรมกายที่พบได้ในพระสูตร ศรีมาลาเทวีสีหนาทนี้ มีทั้งหมด 17 ที่สรุปได้ว่า 1 ธรรมกาย เป็นอจินไตย 2 ตถาคตคือธรรมกาย 3 ธรรมกายคือเอกยาน 4 ธรรมกายคือปริมณฑลของพระพุทธเจ้าที่เป็นกุศโลบาย 5 ธรรมกายประกอบด้วยนิจจังบารมี สุขังบารมี อัตตาบารมี และปริสุทธิบารมี 6 ธรรมกายคือธรรมธาตุที่บริสุทธิ์ แล้วมีธรรมกายในคัมภีร์ “ไตรสภาวนิรเทศ” มีทั้งหมด 15 อันนี้ รวมแล้ว 6 กับ 8 รวมเกษตร 14 ถ้าเอามาขยายได้ทุกข้อว่าเขาเข้าใจอย่างนี้อาตมาเข้าใจอย่างนี้มันแตกต่างกัน ใครจะเอาตามความเห็นที่เข้าใจอย่างไรก็เลือกเอา
สื่อธรรมะพ่อครู(กถาวัตถุ 10) ตอน อัปปิจฉะสบายกว่ามหัปปิจฉะอย่างไร? ธรรมกาย เขาเลือกเอาอย่าง มีตัวมีตน มีอัตตา แต่ทางอาตมาเลือกเอา อนัตตา เขาเลือกมาทางมากนะ อาตมาอัปปิจฉะ ไม่เอาอย่างมักมากอย่างเขา มหัปปิจฉะ มีมากแล้วสบาย เราไม่สงสัย จริงๆแล้วมีมากนั้นต้องเป็นภาระต้องเสียพื้นที่ ต้องมีน้ำหนักต้องดูแล เราไม่จำเป็นต้องเป็นแบบนั้น ไม่ต้องไปแบกน้ำหนัก ไม่ต้องดูแลรักษา เราตัดปัญหาไปได้ก็เข้าใจ แต่พวกคุณยังยินดีที่จะมีน้ำหนัก ยังยินดีที่กินพื้นที่ ยังยินดีที่จะดูแลรักษา ก็ช่างสิ คุณจะมีภาระอย่างนั้นก็ทำ แต่อาตมา เบาภาระ ไปแล้ว ไม่ต้อง มีเนื้อที่ ไม่ต้องดูแลรักษา ไม่ต้องมีน้ำหนัก ก็สบายมากปกติหายห่วง เขาว่า ธรรมกาย เป็นนิจจังเป็นสิ่งที่ต่อเนื่องเป็นความสงบสุขและไม่เปลี่ยนแปลง นิจจังบารมี แต่ว่าทุกอย่างที่เกิดนี้ไม่เที่ยง แต่เขาจะยึดถือว่าเที่ยงก็แล้วแต่เขา สุขนี้เขาก็ยึดว่าเที่ยง เช่นว่าเช่นความร้อนนี้ เวลาที่เราไปสัมผัสความร้อนที่เกินกว่าจะมีก็มี เมื่อสัมผัสสิ่งที่เกินจะทนได้ คุณจะเป็นสุขอยู่หรือ มันก็ไม่สุข มันก็ร้อน มันก็เดือด แล้วมันเที่ยงที่ไหน มันมีสิ่งที่จะมาตัดรอนเสมอ มีอะไรจรมา บางอย่างเราไม่อยากได้ แต่มากระทบเรา ทำให้เราแทนที่จะสงบเรียบร้อยเป็นสุขสงบราบรื่น อันนี้มันร้อนไป อันนี้มันหนักไป มันไม่เป็นเหมือนเก่า มันก็ขาดตอน นี่คือความไม่เที่ยง คุณเข้าใจความไม่เที่ยงไหมว่า มันไม่สม่ำเสมอตลอดเป็นเส้นตรงหรอก ไม่เป็นเหมือนกระจกที่ราบเรียบหรอก ไม่มีอะไรไม่เปลี่ยนแปลงเลย ไม่จริง นี่คือคุณยึดถือความสุข ความเที่ยง นิจจังบารมี สุขังบารมี ถ้าคุณยึดอย่างนั้นอาตมาว่าโง่นะ ตอนนั้นไม่สุข ความร้อนมันมามากเป็นต้น อาการร้อนอาจจะแว๊บเดียวมันไม่นานแต่คุณรับไม่ทัน คุณก็ไม่รู้ว่าตอนนั้นมันไม่สุขแล้ว ถ้ามันร้อนนานๆคุณจะรู้ว่าจริงๆแล้วมันร้อนตั้งนานแล้วมันทุกข์ ยึดอัตตาบารมี อาตมากล้าพูดตรงนี้เลยว่า ธรรมกายไม่เข้าใจสภาวะจริงของความเป็นโอฬาริกอัตตา ความเป็นมโนมยอัตตา ความเป็นอรูปอัตตา อาตมากล้าพูด100% ธรรมกายไม่มีปัญญาแยกอัตตา 3 นี้ได้ องค์ประชุมรูปกับนามรวมเป็นอัตตา รูปกับนามรวมเป็นธรรมะ 2 แล้วก็เป็นอัตตา หรือเรียกว่ากาย คุณก็แยกกายนี้ไม่ออก แยกอิตถีภาวะกับปุริสภาวะออกไม่ได้ ไม่ต้องไปพูดถึงเลยว่า อาการอย่างนี้เป็นมโนปวิจาร 18 อาการอย่างนี้ มีทางมาทางไป ที่เป็นเนกขัมมะ ธรรมกายไม่มีทางไม่มีปัญญารู้ จะจบเปรียญสักเท่าไหร่ก็ตาม ถ้าคุณรู้คุณก็ทำ หรือแม้แต่คุณรู้แล้วคุณอยู่ทางธรรมกาย ถ้าคนรู้จริงเลยจะมาที่อโศกไม่ไปที่ธรรมกาย เพราะอยู่ทางโน้นมันไม่รู้เรื่องหรอกมันขวางด้วย มันไม่เอาด้วย มันไม่มีพวก คุณก็จะเป็นแกะดำในฝูงแกะขาวเขาด้วย ไม่ใช่มิตรดีสหายดีสังคมสิ่งแวดล้อมดี คุณจะไม่อยู่กับเขา จะมาอยู่กับอโศก หากคุณมีปัญญาก็จะมา แม้จะมีมวลมากกว่า แปลว่าคนมีปัญญานั้นจะมีจำนวนน้อยกว่า พวกเฉกาจะมีมวลมากกว่าเป็นธรรมดา เพราะว่าในสังคมในยุคของกลียุค มีแต่คนเฉกามาก กว่าปัญญา ยิ่งปริสุทธิบารมี...มีความบริสุทธิ์ก็เข้ามาให้เขาพิสูจน์ จะไปหลบอยู่ทำไม? มีแต่กำแพงโล่มนุษย์ผู้หญิงเยอะ ไปหลบอยู่หลังกระโปรงทำไม?
มีอีกประเด็นหนึ่ง เขาว่าธรรมกายเป็น ธรรมะที่ไม่เกิดแล้วไม่ดับ ไม่เกิดแล้วไม่ดับคือสัตว์โอปปาติกะหรือจิตวิญญาณ ที่เป็นอกุศลจิต คือจิตวิญญาณที่ไม่ดี ตัวนั้นแหละมันตายสนิท มันตายไปจริงๆเลย มันหมดชีวิตินทรีย์ไป มันตายสนิทชนิดนิจจัง เที่ยงแท้มันซ้อน คนไม่ลึกซึ้งก็ไปเอานิจจังมาเรียกตัวเอง ที่จริง มันคือ นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ)ชื่อภาษาบาลีที่อาตมาเอามายืนยัน แต่เขายึดถือว่า ธรรมกายเป็นนิจจังเป็นสิ่งที่ต่อเนื่องเป็นความสงบสุขและไม่เปลี่ยนแปลง ทั้งที่เที่ยงแท้คือ กิเลสไม่เกิดอีกตลอดกาลเลย เที่ยง เป็นความเที่ยงที่ต่อเนื่องไม่มีอะไรแทรกเลย เป็นความสงบสุข สุขสงบเพราะไม่มีตัวเชื้ออะไรนิดหน่อยเลย ที่จะเป็นอนิจจัง ที่จะมาทำให้ไม่สงบสนิท ที่จะมาเป็นตัววุ่นวายมาเปลี่ยนแปลงอะไรนิดหน่อย แค่มาสะกิดให้รู้สึกไม่มีเลย คุณสมบัติที่เที่ยงแท้คือกิเลสไม่เกิด อย่างสูงไม่มีอีกเลยไม่เกิดไม่มีไม่เป็น อนัตตา อนะ คือไม่มี ไม่ใช่มี สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่นิจจัง เป็นความต่อเนื่องที่ 0 ต่อให้อนาคตอีกเท่าไหร่ก็ 0 เพราะทุกปัจจุบันกระทบอย่างไร จะมีมุมเหลี่ยมอย่างไรหยาบคายหรือรุนแรงหรือเบาก็สู้ได้ทุกเหลี่ยมมุม ไม่ว่าจะมีทักษิณกี่เหลี่ยมมาก็สู้ได้หมด ต่อมาบอกว่า พ้นจากการเกิดและความตาย ก็คือไม่เกิดไม่ดับ ไม่มีอะไรมาเกิด ไม่มีอะไรมาดับ ธรรมกายคือความบริสุทธิ์ที่แท้จริง เป็นอมตะก็ได้ ไม่มีอะไรมาเกิดหรือมาดับเลย เฉย 0 ต่อมาเขาบอกว่า ประกาศความบริสุทธิ์ที่แท้จริง แต่ประเด็นที่ว่าถ้าคุณอยากจะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ก็ออกมาสิ แต่นี้ไม่ออกมา ก็แสดงว่าคุณไม่แท้ ยังฟอกเงิน รับของโจร บุกรุกที่ดินอีกเยอะแยะไม่รู้อีกกี่คดี คุณทำจริงหรือไม่จริงก็ออกมาให้เขาพิสูจน์สิ สิ่งที่ตนเองรู้ว่าถ้าออกมาก็เสร็จแน่ มีหลักฐานต่างๆอีกเยอะเลย ที่เขามี ตายเลยคนนี้จึงหนีเดียวลูกเดียว อาตมายังนึกอยู่เลยว่า กลัวเขาจะฆ่าตัวตายเจ็บกว่า เขาทนไม่ได้ที่ต้องขายหน้า ถูกตราหน้าว่าไม่บริสุทธิ์ ก็จะตายดีกว่า บอกไว้เลยว่า อย่าทำนะไชยบูลย์ มันบาปมากนะ
สื่อธรรมะพ่อครู(รูป 28 ) ตอน กายคือธรรมะสอง ต้องทำ2 ให้เป็น 1 ทำอย่างไร? ต่อมาอันนี้เขาไปเอามาจากคัมภีร์จีน จากที่พระกิตติศักดิ์ กิตติปุญโญ นำมา 1.ความหมายคำว่าธรรมกายในคัมภีร์ จีน ธรรมกาย คือกายที่สำเร็จ (ตรัสรู้) พุทธธรรม กาย คือธรรมะสอง กายคือธรรมะสอง มี รูป คือสิ่งที่ถูกรู้ กับ นาม คือตัวรู้ธาตุรู้ที่ไปรู้รูป อย่างเช่นดอกไม้นี้ เขาเรียกว่าดอกพุทธรักษา กายคือ สิ่งที่ถูกรู้ กับนาม ต้องมี 2 สิ่งเสมอ แล้วมี 2 เมื่อมี 2 ก็ทำ 2 ให้เป็น 1 ทำให้เป็น 1 อย่างไร? ทำอย่างไร? มันถึงจะเป็น 1 แล้วเมื่อเป็น 1 แล้วมันเป็นอยู่อย่างไร ? คุณรู้ได้ละเอียดหรือยัง แค่รู้คุณรู้หรือยัง อาตมาว่าคุณยังไม่รู้ ป่วยการจะกล่าวถึงความสำเร็จเพราะว่าทฤษฎีที่ถูกต้องยังไม่รู้เลย อย่างอาตมาอธิบายแสดงอุเทศนี้ คุณฟังหรือเปล่า? ฟังแล้ว สุสสูสังลภเตปัญญัง ฟังด้วยดีย่อมเกิดปัญญา ในนัยยะที่ว่าเรายึดถือกาย แต่พระพุทธเจ้าว่าต้องวางกาย กายนี้ไม่ใช่เรา แต่เขากอดกายไว้แน่น แล้วก็ไม่รู้ว่ากายคืออย่างไร เช่นกอดขี้หมา 2 ก้อนนี้ไว้ เขารู้ว่านี่คือขี้หมาจะไปกอดทำไม ต้องทำให้ขี้หมา 2 กองนี้เป็นกอง 1 เดียวให้ได้ก่อน จาก อิตถีภาว ะให้เป็น ปุริสภาวะ จาก อิตถีลิงค์ มาเป็น ปุงลิงค์ อุเทศ คือขยายความ นิเทศ คือขยายแบบสั้น อาตมาก็ทำทั้ง 2 อย่าง ทั้งอุเทศและนิเทศ ถ้าเขาได้ฟังแล้วรู้ก็จะมา แล้วก็จะปฏิบัติตาม
สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม37) ตอน ละกายละเอียดถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ มาถึงตรงนี้ขอแวะลงลึกไปถึงคำว่า กาย ความซ้ำซากนี้ตั้งใจฟังให้ดี อย่ารังเกียจ จะเข้าใจ พระพุทธเจ้าสอน มูลกรรมฐาน มันมีนัยยะสำคัญละเอียดอย่างนี้ เล็บของคุณนี่ ประกอบด้วยดินน้ำไฟลม ปรุงแต่งกันอยู่เป็น ชีวะ มันเป็นพีชะอย่างหนึ่ง มันเป็นจิตอย่างหนึ่ง มันเป็นอุตุอย่างหนึ่ง เล็บ พอเราตัดบางส่วนออกพ้นประสาทแล้ว ไม่ใช่กายแล้ว มันยังไม่ตัดก็เป็นพีชะ มีเซลล์ที่มีชีวิตอยู่ มีชีวิตินทรีย์มีชีวะอยู่ ถ้ายังไม่ตัดออกไป ยังยึดถือว่าเป็นเรา ก็อนุโลม แต่ที่จริงมันไม่ใช่กายเราแล้ว แต่ถ้ายึดถือเป็นเรา ก็เอาไว้ก่อน ถ้ามันยาวออกมา เกินที่จะมีประสาทรับรู้เกินกว่าที่จิตรับรู้แล้ว ไม่มีประสาทเชื่อมต่อ เมื่อตัดออกไปขาดออกไปแล้ว ส่วนเล็บที่ขาดออกไปก็จะเข้าใจว่ามันไม่ต่อกลับร่างเราเลย มันเป็นอันอื่นแล้ว มันไม่ใช่เรา แต่คนที่ติดยึดก็จะเสียดายอีกว่าเป็นของเรา ใครเอาไปก็เจ็บ ทั้งที่มันไม่มีความรู้สึกแล้ว มันเป็นแค่ดินน้ำไฟลม ไ ม่มีประสาทติดต่อเล ย มันไม่ใช่กายของเราแล้ว มันเป็นดินน้ำไฟลมแล้วแท้ๆ ไม่มีประสาทติดต่อเลย แต่ส่วนที่ยังเหลืออยู่ มีแต่ชีวะในระดับพีชะ จะเอาอาหารไปเลี้ยงให้เติบโตแต่ไม่เจ็บแล้ว ไม่มีความรู้สึกแล้ว ถ้าคุณยึดถือ พีชะนี้เป็นของเรา จะต้องทำให้มันสวยงามอีก คุณไม่ควรจะยึดถือแล้ว เพราะมันไม่ใช่ของเรา แม้มันจะต่อเนื่องกับชีวของเรา แต่มันไม่ใช่กาย มันไม่มีประสาทของเจ็บ ที่ไปรับรู้ มันไม่มีเวทนา ไม่มีเจ็บปวดอะไรแล้ว ตัดออกไปได้ มันไม่ใช่ของเรา ตัวอย่างนี้ที่ตัวคุณมีเล็บ คุณรู้ไหมว่าการไปยึดถือเป็นเรา แม้มันจะติดกับตัวเรา ต่อให้มีประสาทรับรู้กระทบกระแทกก็เจ็บ เจ็บก็คือเจ็บ เรารู้ว่ามีเหตุปัจจัยมากระแทกมันไม่สมดุล แต่ถ้าไม่รับการกระแทกก็เป็นอย่างนี้ แม้แต่อย่างนี้คุณเองก็ไม่ยึดถือเป็นเราเป็นของเรา มันจะตายจากไป เราก็ไม่หวงแหน ไม่อยากมี ชาตินี้ก็ไม่อยากมีเล็บสวยๆ ชาติหน้าก็ไม่ต้องอยากมีเล็บสวยๆ ก็คือคนไม่ติดยึด แต่ถ้าไปติดยึด คุณก็อยากจะมีผิวอย่างนี้ เล็บอย่างนี้ รูปร่างอย่างนี้ หนวดอย่างนี้อีกนะ สรุป แล้วความเป็นของเรา แม้มันจะมีชีวก็ไม่ไปยึดถือ ชีวะที่เป็นพีชะ กระทบก็ไม่เจ็บ ตัดก็ไม่เจ็บปวด อันนั้นคือกายที่เป็นพีชะรวมกับตัวเรา มีแต่เซลล์ที่มีชีวิต ยาวได้อยู่ แต่มันไม่ใช่เรา คุณแยกออกไหม แม้ที่สุดเจ็บเลย มีเวทนาเป็นจิตให้ยังมีประสาทอยู่ กระแทกก็เจ็บ แต่เราไม่ยึดถือ ไม่ถือสาใครมาทำให้เราเจ็บก็ไม่พยาบาท เขาไม่เจตนาก็แล้วไป อโหสิให้ แต่ว่าถ้าเขาเจตนามาทำให้เราเจ็บ เราก็บอกว่าทำเราทำไม เขาก็บอกว่าจะทำ ก็บอกว่าเขาคิดอะไรหรือ? เขาก็บอกว่าจะทำ เราก็หนีให้ไกล คนนี้บ้าแล้ว เราก็ชัดเจน แต่ถ้าตอกเมื่อไหร่เราก็เจ็บ แต่เจ็บมันก็เจ็บไม่นานหรอก มันเจ็บมันปวดก็รักษาให้มันหาย มันยังไม่หายก็ปวดอยู่ก็รักษาต่อไป มันมีเชื้อมีอะไรอยู่ก็รักษาไป ที่เราเจ็บปวดเพราะมันมีเหตุปัจจัย ไม่ต้องไปยึดถืออะไร คนนี้ก็ไม่มีปัญหา เหตุปัจจัยมันอยู่ที่อวัยวะเจ้าการไม่สมดุล ก็ต้องเจ็บปวดเป็นธรรมดา เราก็จะรู้หมดเลยว่าความยึดถือเป็นเราเป็นของเราคืออะไร? มันไม่เป็นกายแล้ว แม้มันจะติดอยู่กับตัวเรา มีเซลล์ประสาทเลี้ยงดู มันก็เป็นเล็บที่ไม่ใช่เรา ไม่ใช่กายเราแล้ว ก็เข้าใจ แม้แต่ที่สุดไม่ใช่กายแล้ว มันเป็นจิต มโน วิญญาณ ตอกให้แตกก็เจ็บ แต่มันเจ็บ มันก็เป็นเช่นนั้นเอง เป็นตถตา มันก็เป็นเช่นนั้นเอง มันมีเหตุปัจจัยถึงเจ็บ แต่ถ้าคุณเจตนามาทุบตีให้เราเจ็บ เราก็หลบเลี่ยงเอา หลบเลี่ยงไม่ได้มันมีวิบากหนีไม่พ้นไม่รอด ก็ต้องถูกให้ทำ เขาจะต้องแก้แค้นให้ได้ จองเวรจองกรรม เราหนีแล้วนะ แต่หนีไม่พ้น เราก็ใช้หนี้ไป แต่ถ้าคุณหนีไป ชาติหน้าก็ตามไปอีก ก็ให้เขาทำเถอะ แต่ถ้าเขาทำตายเลยนะ แต่ถ้าไม่อยากตายก่อน เรายังไม่อยากตายก็หนีก่อน ถ้าหนีไม่พ้นก็ต้องตาย เหมือนอย่างเช่นพระโมคคัลลานะ ท่านสามารถเนรมิตร่างของท่านได้ ใครจะทำร้ายให้กระดูกแตกเป็นเสี่ยงๆ ก็ต่อติดกลับมาเหมือนเดิมได้ แต่เขาก็มาทำอีกท่านก็ต่ออีก จนไม่รู้กี่ครั้ง แล้วท่านก็รู้ว่ามันเป็นอนันตริยกรรม เพราะเคยฆ่าพ่อฆ่าแม่มา ท่านก็เลยยอมให้เขาฆ่าเสียจะได้จบ ใช้หนี้กันไป ชาติหน้าอันนี้ก็หายแล้วก็ได้ใช้หนี้ไปแล้ว มันไม่มาใกล้ชิด หรือมันก็วางเองพอแค่นี้ขอแก้แค้นแค่นี้ ถ้าได้ใจแค่นี้แล้วก็จะเกิดระยะ มาไม่ถึง หรือจะเกิดให้เขาระหว่างความแก้แค้นหรือขออโหสิกรรม กันทั้งสองฝ่ายได้ เราพยายามเลี่ยง กับการทน เป็นการใช้หนี้ก็จบ สรุปคำว่ากาย มูลกรรมฐานนี้ ถ้ามันขาดจากร่างของเรา แม้จะอยู่กับตัวเราแต่จิตวิญญาณไม่มีประสาทเข้าไปรับรู้ ไม่เกิดเวทนา มันเป็นเพียงแค่พีชะ คุณแยกออกไหม?ว่ามันคือธาตุของพีชะ ไม่มีอารมณ์ ไม่มีเวทนา ไม่มีเจ็บปวด ฆ่าให้ตายก็ไม่มีอาการเจ็บ ใครที่ไปหลงว่าพืชมีอาการเจ็บปวด ก็ศึกษาให้ดีๆ ถ้าเราแยกแยะออก ก็ไม่กังวลว่าพืชจะต้องมาจองเวรกับเรา เราก็กินพืชได้เลี้ยงชีวิตกันไป แต่ถ้าคุณเองไม่รู้ ก็บอกว่าพืชนั้นจองเวรได้ คุณก็ไม่กินแม้แต่พืช คุณก็ไปกินดิน กินอากาศ กินน้ำไป ก็เป็นสัตว์ชนิดที่ต้องใช้ธาตุดินน้ำลมไฟ เลี้ยงชีวิตกินพืชไม่ได้ ถ้าอยากจะเป็นสัตว์แค่นั้นก็เอาสิ ไส้เดือนมันกินดิน ต่ำกว่านั้นก็กินแต่อาหารที่เป็นดินน้ำไฟลม ปรุงแต่งเอาอาหารแค่นั้น ถ้าคุณไม่เอาพืชมากินก็เป็นแบบจุลินทรีย์สิ คนนี้กินแต่พืชก็บริบูรณ์แล้วไม่ต้องไปกินสัตว์ เพราะสัตว์นั้นจะมีการสร้างวิบากต่อกันไปอีก แค่นี้ก็พอ สันตุฏฐี สันโดษ เราเอาแค่นี้พอ กินพืชนี้เขาพิสูจน์ได้ว่าอยู่ได้ถึง 256 ปี นานพอได้นะ ทำงานรับใช้โลกอยู่ 256 ปี อาตมาคงไม่ไหว เอาแค่ 151 จะทำงานไหวไหม ถ้าทำงานไม่ไหวตั้งแต่ไม่ถึง 151 อาตมาก็ว่าลูกเอ๋ย ให้พ่อให้ปู่ไปเถอะ เอาไว้ชาติหน้าค่อยเจอกัน เพราะว่ามันเป็นภาระกันทั้งคู่ เราก็ทำอะไรไม่สมดุลเจ็บปวดอีก ก็เท่านั้นเอง ผู้เข้าใจแล้วจะรู้ความปล่อยวางแล้วปล่อยวางอย่างมีปัญญา รู้ว่าสมควรก็วางก็ปล่อย
คนเขาไม่รู้เรื่องความเป็นกาย เขาก็ยึดถือความเป็นกายของเขาอยู่ แล้วปรุงแต่งอยู่ขนาดนั้น อย่างนั้น ในหนังสือเล่มนี้ก็บอกอีกว่า...ในทัศนะของพระมงคลเทพมุนี นั้นกล่าวว่าการเห็นธรรมกายนั้นจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อผู้ปฏิบัติฝึกใจให้หยุดนิ่งถูกส่วน ตรงศูนย์กลางกาย ด้วยใจที่หยุดนิ่งสนิทได้นั้น จะมีสภาวะที่ว่างเปล่าเป็น สุญญตา(ส.ศูนยตา) คือปราศจากความคิดปรุงแต่งและปราศจากนิวรณ์ธรรมทั้งปวง พ่อครูว่า กลางกายคืออะไร? กลางกาย คือเขาว่า เหนือสะดือสองนิ้ว แล้วเลขสองนี้ เขาก็ไม่รู้ว่าคือ *ธรรมะสอง แต่เขาเอามาใช้โดยไม่รู้ ใช้โดยสุ่มสี่สุ่มห้า เขาใช้สองนิ้วนะ เอามาตรานิ้ว ไม่เอาเซนติเมตรด้วยนะ ความนิ่ง แท้จริง คือกิเลสไม่ได้เกิดอีกไม่มีกิเลสอีกเลย อยู่ในจิต แต่เขาเอาแต่เพียงรูปมาทำเป็นวัตถุนิ่ง อธิบายว่าจิตไม่ขึ้นไม่เลื ่อน ก็คือสุญญตา ไม่นึกไม่คิด แต่ของเรานี้ คือกิเลสที่เป็นเชื้อสัตว์ไม่เกิดในจิตเรา เลยมันตายไปสนิท จิตใจก็มีหมดภพหมดชาติ แต่ปราดเปรียวว่องไวไม่มีอะไรติดขัดแล้วไม่มีสัตว์ ที่เป็นตัวขัดแย้งเข้ามาปรุงร่วมด้วย อสังขาริกัง ไม่มีตัวเชื้อกิเลสมาผสมหรือ นิ่ง คือสัตว์นรกพลังงานตัวกวนไม่มีเลย แต่เขาอธิบายเป็นตัวแค่รูปธรรม นี่คือความไม่รู้รูปนาม คนไม่มีปัญญาแยก นิปุณา ความละเอียดเหล่านี้ออก การไม่คิดไม่ปรุงแต่งแบบเขา เราเข้าใจได้แต่เราคิด เราปรุงแต่งได้ แต่ว่าไม่มีกิเลสมาปรุงร่วมเลย เป็นอสังขาริกัง คุณอธิบายได้ไหม โดยเฉพาะรู้อาการชีวิตินทรีย์ของโทสะ ของโลภะ เหลือเล็กเหลือน้อยเท่าไหร่ก็รู้เลย เป็นอากิ ญจัญญายตนะ แล้วคุณรู้ตัวตนรู้สภาวะของมันไหม? มันว่าง เป็นอากาสาฯ คือตัวเป็น ส่วนวิญญานั ญจาฯ คือตัวนาม แล้วแม้แต่เศษเล็กเศษน้อยเหลือนิดหน่อยมันก็มี เป็นอากิญจัญญายตนฌาน เมื่อคุณรู้ อากาสาฯ รู้วิญญาณนัญจาฯ รู้อากิญจัญฯ ก็พ้นเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน ก็เป็น*สัญญาเวทยิตนิโรธ * ตัวอย่างไม่มีอะไรแซมปน เป็นวิญญาณที่บริสุทธิ์จริงๆ ถ้าคุณรู้ 3 ส่วนนี้ได้ครบหมดเลย บริบูรณ์สะอาดหมดเลย กำหนดรู้ด้วยสัญญา รู้เคล้าเคลียอารมณ์ เป็น สัญญาเวทยิตตังนิโรธังโหติ เป็นธรรมะ 2 ที่สะอาดทั้งคู่ ไม่มีอะไรที่จะไม่รู้อีก ไม่มีเศษส่วนของสัญญาที่ค้างอะไรที่ไม่รู้อีกเลย สัญญาที่ไม่ได้กำหนดรู้ไม่มี ตัวเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญานี้ จะว่ารู้ก็ไม่ใช่ไม่รู้ก็ไม่ใช่ไม่มีเลย นา คือทุกอย่าง พ้นความไม่รู้ทั้งหมด พ้น เนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา บริบูรณ์เป็น สัญญาเวทยิตนิโรธ อย่างไม่มีอะไรเป็นโทษเป็นภัย อย่างแคล่วคล่องว่องไว มุทุภูตธาตุ ประกอบด้วยองค์ 5 ของอุเบกขา ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา
สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ปัญญารู้ 6 แต่เฉการู้ 1 แม้แต่ปัญญา ปัญญาของพระพุทธเจ้าไม่ใช่เฉโก เฉโก คือความฉลาดที่ประกอบด้วย เอก กับ ฉะ คำว่า ฉะ คือ 6 คำว่า เอกคือ 1 คุณรู้ไม่รอบ 6 แต่รู้แค่ 1 แต่ธรรมะพระพุทธเจ้าต้องรู้ให้ครบทั้ง 6 มีฉฬายตนะ รู้กระทบสัมผัสทางทวารทั้ง 6 แล้วก็ทำส่วนของกิเลส 0 ได้หมดเลย อย่างนี้เรียกว่า ฉฬายตนะ คำนี้ค่อยๆกร่อนลงไปจนเหลือเพียงคำว่า ฉลาด คือความฉลาดที่รู้ทั้ง 6 ทวารให้กลายเป็น 1 แต่ของคุณรู้แค่หนึ่งแต่ไม่รู้ทั้ง 6 แล้วหนึ่งของคนนี้ไม่ออกมาภายนอกอยู่แต่ในรู หนึ่งเดียวเป็นเอก แต่ 6 คุณไม่รู้เลย ส่วนของพระพุทธเจ้านั้นรู้ทั้ง 6 ทวาร แล้วจัดแจงทำให้เป็น 1 ได้สมบูรณ์สะอาดหมดทั้ง 6 แต่คุณไม่รู้เรื่องหรอกไปกบดานอยู่ที่ 1 จึงเรียกว่า เฉกา ไม่รู้เท่าทัน ตากระทบรูปแล้วมีกิเลสอย่างไร? หูกระทบเสียงแล้วเกิดกิเลสอย่างไร? ไม่รู้ สราคะ สโทสะ สโมหะ เกิดเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แล้วทำกิเลสออกอย่างไร?ก็ไม่รู้ ได้แต่สะกดจิตเป็นหนึ่ง ดีไม่ดีหลอกสะกดจิตคนอื่นให้เป็นควายตามถูกจูงจมูกไป เหล่าฝูงควายก็มีหัวหน้าจูงไป ไ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive