591226_พุทธศาสนาตามภูมิ วิพากษ์ นิจจัง สุขัง อัตตา ของธรรมกรวย.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์353 KB
วันที่แก้ไข22 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

591226_พุทธศาสนาตามภูมิ วิพากษ์ นิจจัง สุขัง อัตตา ของธรรมกรวย โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ สมณะเดินดินว่า…วันนี้เป็นวันจันทร์ที่ 26 ธันวาคม 2559 ใกล้จะสิ้นปีแล้ว ทางรัฐบาลจะมีโปรแกรมอะไรมากมาย ก็ขอให้อยู่ในช่วงการถวายความอาลัย ให้มีการทำความดี สิ่งที่รณรงค์กันมากที่สุด แต่ละวัดก็จะมีการสวดมนต์ข้ามปี แต่อาตมาว่า ชาวอโศกเราควรจะ Save พลังงานส่วนนี้ ถ้าเราจะสวดมนต์ข้ามปีก็ควรจะมาช่วยกันรณรงค์ อย่าปล่อยให้ความชั่วข้ามปี ตามจัดการความไม่ดีอย่าให้มันเลยข้ามปี โดยเฉพาะช่วงนี้เวลานี้ที่เรากำลังช่วยกันรณรงค์ A Bomb of Love ขยายระเบิดแห่งความรัก ให้ปีนี้เราผ่านไปโดยลดความไม่ชอบใจไม่พอใจ เมื่อกี้นี้ได้ดูโยมยายกิมตัง แม้เขาจะไม่รู้ภาษามาก แต่เขารู้ว่าเขาสบายที่สุด มีคนเปรียบเทียบกับโยมเหนี่ยว ที่เป็นเจ้าของสำนวน ข้าวมีกิน ดินมีเดิน ตะวันมีส่อง พี่น้องมีเสร็จ เห็ดมีเก็บ สบายดี พ่อครูเลยเอามาเติมต่อ อาตมาเคยชวนมาอยู่ปฐมอโศก พอมาอยู่ปฐมอโศก โยมเหนี่ยวบอกว่ายิ่งสบายเลย ข้าวไม่ต้องหุง มุ้งไม่ต้องกาง แต่พอหลานมาปุ๊บก็กลับเลย

สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ)ตอน เป้าหมายของพุทธบริษัทคือ ทำให้ตนเองได้สิ้นทุกข์ ชีวิตเราน่าจะมีความสุขกว่าโยมกิมตัง แต่ทำไมเราไม่สบายเท่า เหมือนยิ่งรู้หลักวิชาการเยอะ ก็ยิ่งไปจับอุปกิเลสเพื่อน ระวังความไม่ดีของเพื่อน เลยยิ่งเครียด ลืมจัดการกิเลสตัวเอง อันนี้คงไม่ใช่เป้าหมายของพุทธบริษัท เป้าหมายของพุทธบริษัทคือ ทำให้ตนเองได้สิ้นทุกข์ มากกว่าไปจัดการ รู้กิเลสใคร จัดการกิเลสใคร งานของพุทธบริษัทคือ ทำงานให้ตนเองสิ้ นทุกข์ เราต้องมาศึกษารายละเอียด แต่บางทีมันก็ไม่รู้ มีญาติธรรมบางคนบอกว่าจะรีบไปร่วมมือรวมกลุ่ม แต่คนที่รู้อย่างสมณะท่านบอกว่าจะไปทำให้แตกแยกต่างหาก เขาไม่รู้ว่า

อ่านต่อ

สิ่งที่เขาทำ เป็นการสร้างความแตกแยก บางทีไม่เหมือนกิเลสตรงๆ แต่ว่ามันเป็นความปรารถนาดี เป็นสิ่งที่ดี มันรู้ไม่ง่าย ธรรมกายดูเป็นระเบียบ วางรองเท้าเป็นระเบียบเรียบร้อย มันเป็นสิ่งที่ดีมาก แต่จริงๆแล้วมันเป็นกิเลสที่ซ้อนอยู่ ซ่อนลึกอยู่ภายใน พ่อครูพยายามให้พวกเรา รู้สิ่งที่ลึกให้เป็นสิ่งที่ตื้น รู้ได้ง่ายขึ้น ให้เข้าใจได้ชัดเจนขึ้น พ่อครูว่า...วันนี้วันจันทร์ที่ 26 ธันวาคม แรม 12 ค่ำเดือนอ้าย ก่อนจะได้เจรจาพาที วันนี้ก็ว่าจะเอาหนังสือที่ธรรมกายเขาเขียนไว้ เอามายืนยันอธิบาย เขาว่าอย่างนี้จริงๆ แต่เราเองก็อธิบายของเราชัดเจน คนฟังก็ฟังเอา สิ่งที่เหมือนก็เหมือน สิ่งที่ไม่เหมือนก็ไม่เหมือน ให้เลือกเอาอย่างอิสระ

วันSMSที่ 25 ธันวาคม 2559 (รายการวิถีอาริยธรรม) _ 0851614xxx ทุกๆปีใหม่เราจะได้รับ ส.ค.ส. พระราชทานจากพ่อหลวง รัชกาลที่ 9 แต่ปีนี้คงไม่มี ส.ค.ส. จากพ่ออีกแล้ว/พระไพศาล วิสาโล _ 0845818xxx บอกให้ท่านสร้างกุศล มีเงินก็บอกว่า"ไม่มี" เคราะห์กรรมมาถึงชดใช้เป็นหมื่นแสน ไม่มีก็ต้องมี เชิญท่านมาเรียนรู้มหาธรรม ว่างก็บอกว่า"ไม่ว่าง" ถึงเวลาพญายมมาเอาตัว ไม่ว่างก็ต้องไป (จากโอวาทเทพลี่ตี้) _0893867xxx ทุกคำสอนพ่อฯในคำตรัสในในพระดำรัสในพระบรมราโชวาทในส.ค.ส.เป็นพรปีใหม่ประดุจดังพรในพระพุทธเจ้าที่ให้ผู้รับพรดำรงความพอเพียงในชีวิตสุขในศีลเจริญในธรรมสาธุ!สกก. _0893867xxx ปีใหม่ขอชายจริงหญิงแท้รณรงค์งดอบาย มึนเมา ลดรุนแรงในครอบครัว! ลดอุบัติเหตุในครอบครัว! ลดสถิติเรื่องดื่มสุรา-นอก ในอันดับต้นของโลกเพื่อครอบครัวผาสุข สังคมเข้มแข็งแผ่นดินคงอยู่ยั่งยืนยงตราบนาน!สกก. _0818305xxx กราบนมัสการครับเมื่อข้ามความหวัง..ทุกอย่างก็มีแต่เหตุกับปัจจัย..ก็เหลือพลังงานที่เป็นกุศลกับกาละ..จะต่อรึจะจบก็ได้..ลองคิดตัวจบครับ.. ส่วนการปฏิบัติก็ตามลำดับ..อ่านจิตครับ _0851614xxx auuee วันนี้ไปฟังธรรม เพิ่งทราบว่าการล่วงศีลข้อ สามน้านนนน ชายกับชายไม่ล่วงศีลนะคะ หญิงกับหญิงก็ไม่ล่วงศีล ต้องชายกับหญิง _0836031xxx มีราคะผิดคู่ก็ฆ่ากันตายไม่ว่าเกย์-ทอมดี้ทั้งนั้น คือผิดศีล แต่ถ้าแค่ผัวเดียวเมียเดียวก็ไม่ผิด เกย์ทอมดี้แม้คนเดียวไม่ผิดศีลแต่วิปริตไปแล้วจ้า!! _0818892xxx ขอบพระคุณพ่อครูที่บอกให้รู้ทางไปนิพพาน? ฟ้าห่วน

สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ) ตอน กาละ จะเกิดเมื่อมีผัสสะ _จากลูกหนอนใต้ต้นโพธิ์ ฝากเรียนถามพ่อครูค่ะว่า กาละต้องมีความสัมพันธ์กับ 2 สิ่งขึ้นไป เมื่อสัมผัส มีผัสสะกันจะเกิด เวลา ขึ้นใช่ไม๊คะ เวลาเป็นหน่วยของกาละที่เกิดขึ้น ณ ห้วงเวลากระทบสัมผัสนั้น ใช่ไม๊คะ เช่น ถ้าเราหยุดนั้น กาละนั้นแต่เขาไม่หยุดก็จะเป็นกรรมของเขาไม่ใช่กรรมของเราเพราะเราจบแล้ว เป็นเช่นนั้นไม๊คะ เวลาเป็นเหมือนการปักหมุดของกาละที่มีการเกิด ณ ห้วงนั้น ใช่ไม๊คะ ตอบ ... ใช่ สัมผัสปุ๊ปรู้จบ ก็ไม่ต่อมัน ก็ไม่มีเวลา แต่สัมผัสแล้วรู้แล้วคุณก็ต่อ ถ้าดับมันก็ไม่มี ถ้ารู้แล้วมันก็ต่อก็มีเวลา ถ้ารู้แล้วไม่ตอบก็ไม่มีเวลา ตัดสันตติเลย พวกเรานี้เก่งขึ้นทุกวัน รู้จักอาการของกาละ รู้จักอาการของการะ ใช้พยัญชนะสื่อสภาวะละเอียดขึ้นเยอะ มีหวัง ไอ้หวังไม่ตายแน่ ไม่ใช่ว่าสร้างความหวังใส่จิตนะ จะหวังต้องรู้ว่าเราเจตนาอะไร เราจะต่ออะไร ถ้าเราต่อจะมีประโยชน์ตนเกิดหรือไม่ ถ้าประโยชน์ตนหมดแล้วก็ไม่ต่อ จะต่อก็มีแต่ประโยชน์ผู้อื่น

ต่อมาก็ขอพูดเรื่องธรรมกาย โดยใช้หนังสือที่มีคนส่งมาให้ ในหน้า 50 เขาพยายามค้นหาหลักฐานของคำว่าธรรมกาย ว่ามีอยู่จริง อาตมาก็ไม่ได้ปฏิเสธว่าธรรมกายมีอยู่ แต่ธรรมกายคืออะไร ต้องเข้าใจให้ชัด คม แม่น

สื่อ ธรรมะพ่อครู(นิยามศัพท์)ตอน ธรรมกาย คืออะไร เริ่มตั้งแต่ ธรรมะ และ กาย มันยังทรงอยู่ ยังมีอยู่ ไม่แตกสลายไป ไม่สูญไป ถ้ามีอยู่ก็คือ ธรรมะ อธรรม คือ แม้จะมีอยู่ มันก็ไม่ใช่ความถูกต้องความจริง ถ้า มีอยู่ต้องเป็ น ความถูกต้องและความจริง กาย ต้องมี 2 ส่วนธรรมะนั้นมี 1 เดียวก็ได้ แต่ กายต้องมี 2 เสมอ มีอะไรให้เกิดการเปรียบเทียบ เมื่อมันไม่มีอะไรจะเปรียบเทียบท่านเรียกว่า นัตถิอุปมา คือนิพพาน แต่มันมี ถ้าเรายังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน เราก็มีอยู่ จะบอกว่าหนึ่งก็ได้หรือสองก็ได้ ถ้าธาตุรู้ยังไม่ดับสูญ ก็ต้องมีสองเสมอ หรือมากกว่าสอง นับไม่ถ้วน อย่างน้อยก็ต่างชิ้นต่างตัว จะเหมือนหรือคล้ายกันแต่จริงๆแล้วไม่มีอะไรที่เหมือนกันทั้งหมดเลยหรอก ไม่มีอะไรเหมือนกันเป๊ะเลยหรอก ทั้งทางวัตถุธรรมคือ ทางนามธรรม หนังสือเล่มนี้(ของธรรมกาย)บอกว่า ธรรมกายคือกายที่สำเร็จ (ตรัสรู้) พุทธธรรม ต่อมาอีกอันหนึ่งบอกว่า พระโพธิสัตว์ผู้เข้าถึงธรรมกาย อันนี้ก็ถูกต้องแล้ว ถ้ายังไม่เข้าถึงธรรมกายคืออะไร คำว่าธรรมกายต้องมีอรหันต์ด้วย ไม่มีอรหันต์ก็ไม่มีธรรมกาย ผู้จะเป็นโพธิสัตว์ต้องมีธรรมกายก่อน ธรรมกายอันนั้นก็คืออรหันต์และเป็นโพธิสัตว์ก็ใช้ธรรมกายทำงาน ถ้าเป็นพระพุทธเจ้าเป็นพระโพธิสัตว์ระดับ 9 ระดับ 10 ก็ยิ่งเป็นธรรมกายยิ่งใหญ่

ในหนังสือนี้(หนังสือ หลักฐานธรรมกาย ในคัมภีร์พุทธโบราณ ของวัดพระธรรมกาย) บอกอีกว่า...ในทรรศนะของพระมงคลเทพมุนีกล่าวว่า การเห็นธรรมกายจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อผู้ปฏิบัติฝึกใจให้หยุดนิ่ง ถูกส่วนตรงศูนย์กลางกาย ด้วยใจที่หยุดนิ่งสนิทได้นั้นจะมีสภาวะที่ว่างเปล่าเป็นสุญญตาคือปราศจากความคิดปรุงแต่งและปราศจากนิวรณ์ธรรมทั้งปวง พ่อครูว่า...แล้วศูนย์กลางกายมันคืออะไร ฟังความทั้งหมดศูนย์กลางกายไม่ใช่นามธรรม ไม่ได้หมายถึงจิตมโนวิญญาณ ศูนย์กลางกายของหลวงพ่อสดหมายถึงใจที่หยุดนิ่งสนิท มีสภาวะว่างเปล่าสุญญตาคือปราศจากความคิดปรุงแต่งและปราศจากนิวรณ์ธรรมทั้งปวง ก็คือ จิตหยุดนิ่งจากนิวรณ์ได้อย่างไร จะรู้ กาม พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจะกุกกุจจะ หรือวิจิกิจฉาได้อย่างไร?

สื่อธรรมะพ่อครู(นิยามศัพท์ )ตอน ผู้มีนิพพานแท้จริงของศาสนาพุทธ อาตมาพยายามเข้าใจที่หลวงพ่อสดคือสภาวะออกมา ก็ได้ความอย่างนี้แหละ สรุปแล้วก็คือท่านยังไม่เข้าใจถึงว่านิพพานหรือจุดสุญญตา จุดว่างเปล่า คืออาการที่กิเลสไม่ดิ้นไม่กระดุกกระดิก แต่ นิพพานไม่ได้หมายถึงกิเลสนิ่ง แต่มันมาจับที่ อาการจิตที่ไม่มีกิเลส กิเลสไม่มีแล้ว มีแต่จิตที่คล่องแคล่วมุทุภูตธาตุ ทำงานด้วยปรุงแต่งด้วย ผู้ที่มีนิพพานแท้จริงของศาสนาพุทธ จิตใจจะปรุงแต่งได้ ไม่ใช่หยุดนิ่ง แต่กิเลสระงับ กิเลสมันตาย มันดับ นิพพาน ที่หมายต้องรู้จริง ต้องรู้ว่ามันตายสนิทตายอย่าง นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) อันนั้นคือกิเลสตายถาวรเลย ก็คือ ความเที่ยง ทางธรรมกายหรือหลวงพ่อสด ยังไม่ชัดในคำว่าเที่ยง คือเขาบอกว่า นิพพานนั้นต้อง นิจจัง(เที่ยง) สุขัง อัตตา ของหลวงพ่อสดของธรรมกาย นิพพานต้องนิจจัง สุขัง อัตตา แต่ถ้าเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตานั้นมันไม่ใช่นิพพาน พยัญชนะเดียวกันเลยนะ แต่ความหมายแนวลึกต่างกัน

สื่อธรรมะพ่อครู(นิยามศัพท์ )ตอน ความเที่ยงของพระพุทธเจ้ามีสภาวะอย่างไร? ทางธรรมกาย หลวงพ่อสด เที่ยงคืออะไร ของเขายังคลุมเคลือไม่แม่นตรงชัด แต่ของพระพุทธเจ้าหรืออาตมายืนยันเลยว่าความเที่ยงแท้คือ กิเลสตายอย่างเที่ยง ตายอย่าง นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างการตายของกิเลสนี้ได้) อสังกุปปัง(ตายไม่ฟื้นไม่มีเกิดอีก ไม่กลับกำเริบ) คือกิเลสมันตายอย่างเที่ยงแท้ ไม่ใช่จิตใจไม่ปรุงแต่งอย่างเที่ยงแท้ จิตอยู่เฉยๆอยู่อย่างเที่ยงไม่ใช่ จิตนิ่ง จิตว่างเฉยๆอย่างเที่ยง ของที่คุณว่าทั้งหลาย ก็คือ คุณสะกดจิต แ ต่เมื่อหยุดสะกดจิตแล้วไม่เที่ยงหรอก คุณอธิบายว่ากิเลสมันตายสนิทไม่ได้หรอก คุณไม่มีสภาวะจริง จะอธิบายให้ตายก็อธิบายอย่างที่คุณว่า อาตมาสามารถอธิบายได้ทั้ง 2 อย่าง อย่างที่คุณเป็น อาตมาเคยหลงเคยเป็นมาแล้ว แล้วก็เดี๋ยวนี้ไม่ทำแล้วไม่หลงแล้ว เป็นการสะกดจิตอย่างไม่ได้ทำอนาไลซิส Analysis ไม่แยกแยะเวทนาในเวทนา 108 เขาก็อธิบายไม่ได้หรอก อาตมาว่า ความเที่ยง หากเข้าใจไม่ได้อย่างอาตมาว่าแล้ว ไม่แม่นสภาวะ อย่างอาตมาอธิบายไป ก็ไปยึดเอาสมถะ ไปยึดตัวหยุดตัวนิ่งของจิต เป็นความเที่ยง ก็ถูกของคุณ แต่ความจริงของ พระพุทธเจ้าไม่ได้เป็นเช่นนั้น คือ ความตายของกิเลสมันเที่ยง มันหยุด มันไม่มี มันว่าง มันเลิกเลยจริงๆ แต่พลังงานจิตไม่ได้เลิกนะ เมื่อกิเลสตายจากมาแล้ว พลังงานจิตจะสว่างสะอาด สงบ คล่องแคล่วว่องไว ปราดเปรียว แสนรู้ ล้านรู้ มันเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เป็นประโยชน์อย่างเหมาะควรอย่างพอดี เป็นผู้ที่กำหนดได้อย่างมีสัปปุริสธรรม 7 มหาปเทส 4 แม้แต่คำว่าเที่ยงคำเดียวนี้ ก็มีนัยยะสำคัญที่ ทางโน้นกับที่อาตมารู้นั้นต่างกัน ความเที่ยงนี้เป็นธรรมะ ที่เป็นธรรมะเดียวไม่เป็นธรรมะ 2 ไม่มีอัตถิอุปมา เปรียบเทียบไม่ได้ เที่ยงของทางโน้น จึงกลายเป็น อัตตาเที่ยง แต่ของทางนี้คือ อนัตตาเที่ยง อัตตาเที่ยงคื อ คุณยังมีตัวตนอยู่อย่างเที่ยง อนัตตา คือไม่มีตัวตนอย่างเที่ยง ไม่มีอะไร ก็ไม่มีกิเลส กิเลสไม่มีในเราอย่างเที่ยง ทางโน้นยืนยันว่านิพพานเป็นอัตตา แล้วยืนยันว่าเที่ยง คุณพูดไม่ผิดหรอก เพราะคุณผิดอยู่ที่คุณ คุณก็ต้องอธิบายสิ่งผิดที่คุณมี เราก็เข้าใจ เรารู้ว่าเป็นสิ่งผิดเราก็ไม่เอาแล้ว แล้วเราก็ทำได้ แต่มันไม่เป็นคุณค่าประโยชน์ ดีไม่ดีเป็นโทษด้วย เช่น ให้อาตมาดื่มเหล้าตอนนี้ดื่มได้ไหม ก็ดื่มได้ไม่ตาย แต่อาตมาไม่ดื่ม เรื่องอะไรจะไปดื่ม เหมือนกันแหละทำอย่างนั้นได้ไหม ก็ทำได้ แต่ไม่จำเป็นต้องไปทำ อย่างนี้เป็นต้น นี่คือความเที่ยงและความไม่เที่ยง

ทีนี้ มาอ่านหลักฐานของทางธรรมกายบอกว่า... ธรรมกายนั้นเป็นธรรมขันธ์ อันประกอบด้วยศีลสมาธิปัญญาวิมุติและวิมุตติญาณทัสสนะ พ่อครูว่า...ก็ถูกต้องแล้วแต่มีนัยยะสำคัญต่างกัน เพราะธรรมขันธ์ของทางธรรมกายนั้น ทางโน้นไม่มี จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล โดยเฉพาะ มหาศีลเขาผิดไปหมดเลย ทำนายว่าจะไปอยู่วิมานไหนๆ เป็นต้น ผิดมหาศีลทั้งดุ้นเลย เขาไม่มีศีล มีแต่วินัย 227 และก็ยังผิดวินัยด้วย จะได้เข้าคุกอยู่นี่ เขาไม่มีศีลด้วย อธิบายศีลก็ได้แค่กายกับวาจา ไม่มีอานิสงส์ของศีล ไม่มีอวิปฏิสาร ปามุชชะ ปีติ สุขคือ การได้ อานิสงส์ 10 ของศีล .กุสลานิ สีลานิ อนุปุพเพนะ อรหัตตายะ ปูเรนตีติ ศีลที่เป็นกุศล ย่อมยังอรหัตตผลให้บริบูรณ์ไปตามลำดับ 1. อวิปฏิสาร (ความไม่เดือดร้อนใจ) 2. ปามุชชะ - ปราโมทย์ (มีความยินดี) 3. ปีติ (ความอิ่มเอมใจ) 4. ปัสสัทธิ (สงบระงับจากกิเลส) 5. สุข (แบบไม่บำเรอตน คือ วูปสมสุข) 6. สมาธิ (จิตมั่นคง) 7. ยถาภูตญาณทัสสนะ (ความรู้ยิ่งในความจริง) 8. นิพพิทา (เบื่อหน่าย) 9. วิราคะ (คลายกิเลส) 10. วิมุตติญาณทัสสนะ (ปัญญารู้แจ้งเห็นจริงในนิพพาน) (กิมัตถิยสูตร พระไตรปิฏก เล่ม 24 ข้อ 1, 208)

ไม่ได้ปฏิบัติสมาธิจากมรรคมีองค์ 7 ที่ปฏิบัติพร้อมไปกับโพชฌงค์ แล้วจะเกิดสัมมาสมาธิสั่งส่งไปปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าปัญญาเกิดอย่างนี้ ปัญญาเกิดจากการปฏิบัติมรรค มีสัมผัสเป็นปัจจัย และมี โพชฌงค์ 7 1. สติ (ความระลึกได้) เปรียบเหมือนจักรแก้ว 2. ธัมมวิจัยะ (ความเฟ้นธรรม) เปรียบเหมือนช้างแก้ว 3. วิริยะ (ความเพียร) เปรียบเหมือนม้าแก้ว 4. ปีติ (ความอิ่มใจ) เปรียบเหมือนมณีแก้ว 5. ปัสสัทธิ (สงบจากกิเลส) เปรียบเหมือนนางแก้ว 6. สมาธิ (ความมีใจตั้งมั่น) เปรียบเหมือนคหบดีแก้ว 7. อุเบกขา (ความมีใจเป็นกลาง) เปรียบด้วยปรินายกแก้ว (พระไตรปิฎก เล่ม 11 ข้อ 81)

มีอภิสังขาร แม้แต่ในการปฏิบัติก็มีโลกุตระ สังขารเป็นโลกุตระ ได้เริ่มสัมมาทิฏฐิเต็มรอบก็ส่งให้ปัญญา ปัญญาก็พัฒนาเป็นปัญญินทรีย์ คืออาการปฏิสัมพันธ์ของ 6 ข้อให้เกิดปัญญา พระพุทธเจ้าว่าการปฏิบัติมรรค 7 องค์จะเกิดปัญญาได้อย่างนี้ เดาไม่ได้หรอก การเกิดสมาธิของเขาไปนั่งหลับตา ไม่ได้เกิดจากมรรคมีองค์ 7 ปัญญาเข้าไม่ได้เกิดอย่างที่ว่านี้แล้ว สำคัญผิดเอาสัญญาเป็นปัญญา วิมุติเขาก็ตัดทิ้งได้เลย เป็นมิจฉาวิมุติแน่ วิมุตติญาณทัสนะก็ไม่ได้แน่ ศีลก็ไม่มี สมาธิก็เละ แล้วจะเกิดปัญญาได้อย่างไร จะมีวิมุติ วิมุตติญาณทัสนะได้อย่างไร?

มาอ่านหนังสือนี้ต่อ เขาว่า... ธรรมกายจะมีคุณสมบัติจำเพาะ 4 อย่างคือความเป็น นิจจัง สุขัง อัตตา และบริสุทธิ์ .. .เมื่อเอ่ยถึงความบริสุทธิ์ควร ให้คุณออกมาให้เขาพิสูจน์ความบริสุทธิ์เสีย กลัวจะมีแผลเหมือนวัวสันหลังหวะหรือเปล่า จึงไม่กล้ามาให้เขาตรวจสอบ แน่จริงออกมาสิ คนไม่บริสุทธิ์ไม่กล้าให้ตรวจสอบหรอก จริงๆ เรานี่นะ มันสบายๆใครอยากมาตรวจก็มา พูดไปเหมือนจะท้าอีก มาเลยถ้าไม่เมื่อยมาตรวจเลย คือถ้าคนมาตรวจเราเราจะได้คน เขาจะชัดเจน แล้วก็เสร็จเรา เขาจะเห็น ความบริสุทธิ์สะอาด จะศรัทธาเลื่อมใส แต่เขากลับกลัวคนจะมาศรัทธาเลื่อมใส สนามแม่เหล็กของเรามีแรงด้วย ไม่ใช่ดูดธรรมดา จับบิดให้เข้าที่ด้วยอีก สมณะเดินดินว่า...ฟังเขาพูดก็น่าห่วงพวกเรามากกว่า นิจจัง สุขัง อัตตา ภาษานี้ก็เคยฟังเปรียญธรรม 9 มาอธิบาย พอเขาว่า ทำไมต้องสร้างใหญ่ก็บอกว่า จำเป็นต้องสร้างใหญ่โตเพื่อรองรับคนมากๆ แต่ของเรานี้เหมือนแม่นเป้า แต่กิเลสไม่ได้ละ เหมือนธรรมกายอีก สามารถพูดได้เป๊ะเลย มีคนพูดว่าธรรมกายเขามาวัดเราเขาเดินเป็นระเบียบ แต่ก่อนของเราก็เป็นนะ แต่เดี๋ยวนี้ไม่ได้ระมัดระวัง พ่อครูว่า...นิจจัง สุขัง อัตตา และบริสุทธิ์ นิจจัง(เที่ยง)อธิบายไปแล้วนะสิ่งเที่ยงคือกิเลสตายอย่างไม่ฟื้นเลยคือเที่ยง แล้วตัวเราเอง จิตวิญญาณที่สะอาดบริสุทธิ์ที่เหลืออยู่ ก็มีมุทุภูตธาตุ ทำงานอย่างสะอาดบริสุทธิ์ช่วยเหลือเกื้อกูลไป ปราดเปรียว ว่องไว กัมมัญญตา ทำงานที่เกิดขึ้นๆ ด้วยความบริสุทธิ์สะอาดจริง สุขัง...ความสุข มันบดบังความทุกข์จริงๆ สุขคือการบำเรอใจตัวเอง ถ้ายังบำเรอใจตัวเองอยู่ มันก็คือ ของเก๊ มันก็ยังคืออารมณ์ เพราะจิตแท้ๆไม่ต้องบำเรออะไรจบในตัวเองเป็นธรรมะ 1 ถ้าเป็นธรรมะ 2 จะเห็นว่าสีแดงนี้งาม อยากได้ รสอันนี้เค็ม ก็พอใจ อร่อยดี เค็มก็เค็มตัวเดียวสิ ไม่ต้องมี 2 จืดก็จืดอย่างเดียวสิไม่ต้องมีอร่อย จืดไม่หวานไม่เค็มหรือนัวดี ภาษาอีสานคือกลมกล่อม ก็คุณเองคุณพอใจบำเรอใจ อันนั้นแหละเรียกว่าสุขโลกีย์สุขเก๊ ผู้ที่บรรลุแล้วไม่มีสองมีแต่ 1 คุณทุกคนเหมือนกันหมด ผู้บรรลุด้วยกันยิ่งเป็น 1 เหมือนกัน แต่ถ้าผู้ไม่รู้ อันนั้นเหมือนกันหมดแต่ใครยึดอะไรมันต่างกัน คำว่าสุขนี้ยากมากที่เขาจะเรียนรู้ เขาจึงมีตั้งแต่ จาตุมหาราช ชื่อยักษ์วัดแจ้ง เขาจึงแย่ง ถ้าแย่งชิงอย่างโบราณคือการฆ่าทำร้าย สู้ข้าไม่ได้ เอ็งตายแล้วเขาก็ยึดเป็นของเขา ฆ่าผัวมันเสียเอาเมียมันมา แต่คนเดี๋ยวนี้ไม่โหดอย่างนั้นก็ใช้เล่ห์เหลี่ยมมากในการเอามา จึงเป็นมหาราชที่ไม่ใช่ตาโตเขียวยืนถือดาบอย่างสมัยเจงกิสข่าน อเล็กซานเดอร์มหาราช ไม่ทำแบบนั้นแล้ว แต่ใช้เล่ห์เหลี่ยมซับซ้อน จนคนรู้ไม่ทัน คุณดูดอย่างโหด เอามาให้หมดใครจะเป็นจะตายช่างหัวมันอำมหิตที่สุดเลย ไม่พอ สะกดจิต เขาใช้สะกดจิตเป็นแกนเลยกลุ่มนี้ สะกดจิตแล้วเขาก็เชื่อทุกคนยอมตายถวายชีวิตได้เลย เขามีอุปกิเลส 16เต็มบ้อง มีอภิชาวิสมโลภะ โลภไม่มีสิ้นสุด โลภไม่สิ้นสุดเป็น ธรรมกรวย บานออกไป ทะลุโลกมหาจักรวาลเอกภพ คือรวยไม่มีที่สิ้นสุดใช้ภาษาปลุกเร้าด้วย

สื่อธรรมะพ่อครู(อัตตา ) ตอน อุปกิเลส 16 กับลัทธิธรรมกาย ในด้าน อภิชาวิสมโลภะ ไม่ขยายมาก สายด้าน พยาบาท โกธะ อุปนาหะ คนโกรธนี่โกรธง่ายหายเร็ว แต่นี่โกรธอย่างพยาบาทกี่ชาติๆก็จะตามไปฆ่า แม้ร่างเป็นผุยผงก็จำได้อย่างในหนังจีนเลย โกธะคือโกรธ เป็นโทสะฝ่ายหนึ่ง พยาบาทแล้วผูกโกรธด้วย พยาบาทคือตัวพ่อ อุปนาหะคือตัวลูกมัน นี่คือ หมวดหนึ่ง ของอุปกิเลส 1. อภิชฌาวิสมโลภะ (เพ่งเล็งอยากได้) 2. พยาปาทะ (ปองร้ายเขา) 3. โกธะ (โกรธ) 4. อุปนาหะ (ผูกโกรธ) หมวดสอง 5. มักขะ (ลบหลู่คุณท่าน) 6. ปฬาสะ (ยกตนเทียบเท่า, ตีเสมอท่าน) 7. อิสสา (ริษยา ไม่อยากเห็นคนอื่นได้ดี) 8. มัจฉริยะ (ตระหนี่) 9. มายา 10.สาเฐยยะ 11.ถัมภะ 12.สารัมภะ 13. มานะ (ถือดี-ยึดดี จนถือสา) 14. อติมานะ (ดูหมิ่นท่าน) 15. มทะ (มัวเมา) 16. ปมาทะ (ประมาทเลินเล่อ) (พระไตรปิฏก เล่ม 12 ข้อ 93)

อาตมาเกิดมาหลายชาติแล้วนะก็เพิ่งจะเจอคนที่ชั่วอย่างนี้ พวกนี้ตีสีหน้าเก่งด้วยนะ แล้วอัตตาเป็นอย่างไร? ตัวตนเป็นอย่างไร?เขาไม่รู้จัก ตั้งแต่ กาย ต้องเป็นธรรมะ 2 มากกว่า 2 ก็รวมเป็นกาย เป็นตนหมด เริ่มต้นตั้งแต่ 2เขาก็ไม่รู้ เริ่มแต่โอฬาริกอัตตา เป็นวัตถุ เป็นดินน้ำไฟลม เป็นบุคคล เป็นวัตถุ ก็รวมมาเป็นกู เป็นของกูหมด ตะกละตะกรามไม่มีบันยะบันยัง เอาหมด ที่ในประเทศไทยก็ไปยึดทั่วไป เมืองนอกก็พยายามไปยึดอีก ถ้ายังจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน ก็จะหาทางไปยึดประเทศอื่นอีก ไปซื้อปราสาทสถานที่ ส่งคนไปล่อ ล่า หลอก ลวง เขาจะสร้างบาปไปถึงไหน เขาไม่รู้เรื่องหรอก สร้างเวรภัยแก่ตนอีก มันยิ่งกว่าโง่เง่างมงายอีก ต่อมา…จากอิสสามัจฉริยะแล้วก็เป็น

หมวดที่สามของอุปกิเลส 9. มายา (มารยา, มารยาทเสแสร้ง) 10. สาเฐยยะ (โอ้อวด, การโอ่แสดง) 11. ถัมภะ (หัวดื้อ, เชื่อมั่นหัวตัวเองมาก) 12. สารัมภะ (แข่งดี, เอาชนะคะคาน) มายา หรือมารยาเขาเล่นกลจริงๆ สาเฐยยะ เช่นเขามีความเป็นระเบียบ มีศิลปะที่เชยมาก ถัมภะ ดื้อด้านดันทุรัง อันนี้ไม่ต้องขยายความมากเลย ตอนนี้ก็ยังไม่จบ ยังมี สารัมภะ แข่งดี แข่งเด่น ว่ากูถูก แต่กูถูกก็ออกมาสู้กับเขาสิ ถูกแต่วิ่งหนีหัวซุกอย่างนั้นทำไม แล้วบอกว่ากูไม่ผิด กูไม่แพ้ กูถูกๆ สมณะเดินดินว่า เริ่มจากความยึดมั่นถือมั่น ตัวเดียว มันก็ยืดยาวมาต่ออีก 15 ตัวเลยนะ ไม่ใช่เฉพาะธรรมกาย พวกเราด้วยที่เป็น มีคนเก่งบอกว่าร้อยรู้ไม่สู้หนึ่งทำนี้ คนเก่งอย่างเขารับไม่ได้ ร้อยรู้ แต่ทำไมทำอย่างเดียว มันรู้สึกว่าอินทรีย์พละอ่อนมาก ควรทำให้มากกว่านี้สิ แต่ทุกวันนี้ คนที่พูดนี้มีเมียสองสามคนแล้ว ตอนอยู่กับวัดเคร่งครัดมาก แต่ออกไปก็ปล่อย อย่างโยมกิมตังนี้ไม่ได้มีลักษณะเช่นนี้

สื่อธรรมะพ่อครู(อัตตา ) ตอน อัตตา 3 แต่ถ้าเรายึดมากก็จะออกเป็นอุปกิเลส 16 นี้ได้ พ่อครูว่า... อันแรก รูปใหญ่เป็นโอฬาริกอัตตา แล้วรูปภายใน เป็นรูปและอรูป ในความเป็นรูปนี้ ท่านใช้พยัญชนะว่า มโนมยอัตตา คือข้างนอกมันไม่มีดินน้ำไฟลม แต่คุณปั้นแต่งเป็นรูปร่าง มีสัมผัสเสียดสีเต็มรูปเลย เ หมือนกับผู้หญิงที่เขามีสามีเป็นพระพรหม อาตมาเจอมาแล้วและก็ปราบมาแล้ว อาตมาเหยียบอกพระพรหมเลย ก็คือนามธรรมก็ต้องใหญ่ ให้เจ้าตัวคนไข้เขาเห็น ว่าเป็นพระพรหมที่ใหญ่กว่าพรหมสามีเขา เขาก็หาย เขาจะเข้าใจ เพราะเราสามารถปราบพระพรหมได้ เมื่อเป็น มโนมยอัตตา จะขยายเป็นสิ่งที่ไม่มี มามีภายนอกได้ ไปมีอยู่ภายใน ปั้นได้อย่างเหมือนกับเห็นจริง มโนมยอัตตา ไม่ประกอบด้วยดินน้ำไฟลมเลย เป็นรูปที่ปั้นขึ้นสำเร็จด้วยจิต จิตปั้นเอา แล้วคุณก็ถือว่าจริง นรกคุณก็รู้สึกจริง ตายแล้วคุณทำผิด กรรมก็ทำให้คุณเป็นนรกจริง เพราะว่าคุณมีสวรรค์ คุณตายไปแล้วไม่มีสัมผัสทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ แต่คุณก็จะดิ้นให้ได้ต้องการสวรรค์ คุณจะดิ้นโดยไม่รู้ว่าคุณดิ้น อาการเร่าร้อนคืออาการนรก ที่คุณไม่มีตาหูจมูกลิ้นกายไปสัมผัส แต่คุณก็จะดิ้นรนเอาให้ได้ เหมือนคนติดยา มันดิ้นอย่างไม่รู้เรื่อง จะฆ่าคนที่มาขวางหมด ตายไปก็ดิ้นอย่างนี้ แล้วไม่มีเวลากาละให้จบด้วย ตราบที่คุณยึดว่าจะต้องให้ได้ อย่างไม่มีเวลาหยุดยาวไปเป็นกัปป์กัลป์เลย น่ากลัวไหม? คุณต้องการสวรรค์มากเท่าไหร่ คุณก็ดิ้นมากเท่านั้น แล้วคุณก็ทรมานกับการดิ้นของคุณ มันดิ้นร้อนเหน็ดเหนื่อยทรมานก็เป็นครบเลย ความเป็นอัตตา ก็ไม่รู้ทั้ง โอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตา ก็ไม่ต้องพูดถึงอรูปอัตตา เขาไม่รู้แน่ พอจัดการโอฬาริกอัตตาได้ก็มาจัดการมโนมยอัตตา หรือรูปอัตตา เมื่อล้างได้ก็เหลือเป็นอรูปไปเรื่อยๆ เมื่อหมดสิ้นเกลี้ยงอรูปอัตตาสุดท้าย ก็หมดอัตตา เรียกว่าอนัตตา แล้วอนัตตานี่แหละเที่ยงอย่าง นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) สิ่งที่มี ไม่มีอะไรเที่ยง สิ่งที่ไม่มีคือเที่ยง สิ่งที่มี จะมีน้อยมีมากก็ไม่เที่ยง แต่สิ่งที่ไม่มีเท่านั้นที่เที่ยง

ความบริสุทธ์...อย่ามาใช้คำนี้ คุณไม่มีสิทธิ์ใช้คำนี้ ขณะนี้คาหนังคาเขาอยู่ เขรอะอยู่อย่างนี้ ยังไม่รู้ว่าจะต้องติดคุกกี่ปี ไม่กล้าติดคุกใช่ไหมล่ะ กลัวจะติดคุกใช่ไหมล่ะ เป็นอสุรกายที่ขี้กลัว อสุระแปลว่าไม่กล้า มหาราช แปลว่าเป็นคนกล้าแย่งชิงทำร้ายคนอื่น แต่นี่ไม่ใช่มหาราช แต่คืออสุรกาย มีองค์ประชุมของความกลัว มันเป็นสุระ เต็มที่ หดหัวอยู่ คุณไม่มีสิทธิ์ใช้คำว่าบริสุทธิ์ ไม่ยอมให้ใครชำระอีก คุณยังมีอีกไหมเขาจะชำระให้หมด แต่นี่อันแรกยังไม่ให้เขาชำระเลย

สื่อธรรมะพ่อครู(นิยามศัพท์ ) ตอน อาการที่ 32, 33, 34 ต่อมา...โดยมีลักษณะ กาย มหาบุรุษครบถ้วน 32 ประการ มีความบริสุทธิ์ใสสว่างประดุจเพชร พ่อครูว่า..ขอยืนยันว่าเขาไม่รู้จักอาการ 32 หรอก เขาพูดตาม พยัญชนะตามตามกันมา เขาไม่รู้จักอาการ 32 หรอก ขอยืนยันตั้งแต่ ข้างนอกคือ ผมขนเล็บฟันหนัง ที่ทุกคนเห็นรู้ร่วมกันได้ ไม่ต้องพูดถึงข้างใน ในเนื้อในกระดูก ในเส้นเอ็น ในน้ำเหลือง ในน้ำหนอง ในตับไตไส้พุง ที่เป็นอาการ 32 ยังไม่ต้องพูดเลย เอาแค่ผมขนเล็บฟันหนังมาพูดกันเสียก่อน คุณรู้จักความเป็นกายของ ผมขนฟันเล็บหนังหรือยัง อธิบายได้หรือยังว่า เมื่อไหร่ที่เล็บคุณเป็นกาย ผมคุณเป็นกาย แค่นี้อธิบายได้ไหม อย่าไปพูดถึงเมื่อไรตับไตไส้พุงเราเป็นกาย แค่นี้ก็พูดไม่ได้แล้ว ในตัวคุณก็มีแล้ว เมื่อใดมันเป็น พีชะ เมื่อใดหมดพีชะ เมื่อใดเป็นอุตุ เมื่อใดเป็นจิต คุณรู้หรือยัง คนที่จะรู้จักอาการ 32 ก็ต้องรู้อย่างนี้ เราก็ไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยวมันมาก มันทำงานสมดุลดีก็ดีแล้ว มันทำงานไม่สมดุลก็รักษา คุณจะมีกล้องส่องเข้าไปดูแลรักษามันให้หาย อาการ 32 ก็ไม่ว่า แก้อาการบ้าบออาการที่ 33 คุณสร้างมาเองก็ไม่รู้ แล้วก็ไปหลงดาวดึงส์เป็น สวรรค์เฟส 2 3 4 5 แล้วคุณอธิบายยามาไม่เป็น อธิบายดาวดึงส์ ยามา ดุสิต นิมมานรดี ปรนิมมิตวสวัตตี คุณอธิบายไม่ได้หรอก ปรนิมมิตวสวัตตีคือ กิเลสฐานที่ 6 ของสวรรค์ 6 ชั้น คุณก็เป็นเต็มบ้องเลย อาการ 32 คุณก็รู้ไม่ชัด แต่คุณจะไปหลงอากา

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน