591227_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก ฉีกหน้ากากหลักฐานธรรมกาย.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์354 KB
วันที่แก้ไข23 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

591227_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก ฉีกหน้ากากหลักฐานธรรมกาย โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์

สมณะเดินดินว่า…วันนี้วันอังคารที่ 27 ธันวาคม 2559 เป็นวันโกน พ่อครูเปรยว่า ปีใหม่นี้ ดูเหมือนจะมีอะไร คึกคักขึ้นมา จะมีอะไร ทำให้ถูกต้องชัดเจนขึ้นมา สิ่งหนึ่งที่ชัดเจน พ่อครูพูดถึงธรรมกาย เขาพูดว่า เอกลักษณ์ของเขาคือ นิจจัง สุขัง อัตตา และบริสุทธิ์ เขาก็จบด้วยบริสุทธิ์ เขาก็จบได้บริสุทธิ์เหมือนกัน เขาก็เอาตัวบริสุทธิ์ มาเป็นตัวต่อสู้ ของเรา พ่อครูให้โศลกว่า ความบริสุทธิ์เท่านั้น ที่จะชนะ ทุกสิ่งทั้งโลกในที่สุด ใครจะพูดอย่างไรก็ได้ แต่ก็ต้องพิสูจน์ด้วยกาลเวลาว่า นิจจัง สุขัง อัตตา และบริสุทธิ์ มันเป็นไปอย่างนั้นไหม? ของเรา อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา และเป็นไปอย่างนั้นไหม? คนไหนรู้สึกว่า มันต้องเป็นนิจจัง ต้องสุขัง และเป็นอัตตา คือมีที่ยึดเกาะบ้าง นิพพานก็ยังมีดินแดนอยู่ ทุกวันนี้ ผู้นำของเขา ก็ต้องไปส่งข้าว ให้พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ในวันอาทิตย์ต้นเดือนอีก ก็เป็นอัตตาที่ คนที่เขาทุ่มเท เพื่อจะได้สวรรค์ที่มีดินแดนนั้น อย่างนี้เขาก็ต้องการ แต่ของพวกเรา พ่อครูอธิบายว่า ทุกอย่างมันไม่เที่ยง แล้วมันเป็นทุกข์ ไม่มีอะไรให้ยึดถืออะไร ? และสุดท้าย ก็จบที่ความบริสุทธิ์ แล้วยังไงจะบริสุทธิ์หรือไม่? อย่างเขานี้จาก 158 คดีเป็น 170 กว่าคดีแล้ว คดีเพิ่มขึ้นได้เรื่อยๆ ก็ต้องดูว่า ความบริสุทธิ์นี้ ตัวเองบอกว่าบริสุทธิ์ หรือว่าสังคมมอง ตำรวจมอง ก็จะได้พิสูจน์ทฤษฎีหลักการว่า ของเขาไปสู่ความมากกว่า มีความรวย พวกเรามาสู่ความน้อย ความไม่มี ความจน ทิศทางไหน ที่จะเดินทางไปสู่ความบริสุทธิ์ ได้มากกว่ากัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น สัมมาทิฏฐิความเข้าใจที่ถูกต้อง แล้วยังมีหลักปฏิบัติ ที่ถูกต้องอีก หลักถูก แต่การปฏิบัติผ

อ่านต่อ

ิดอีกก็ไม่ได้ สิ่งที่จะทำให้พ้นอวิชชา มีความพ้นทุกข์ได้ทั้งสิ้น ต้องเริ่มต้นด้วย การคบสัตบุรุษ ได้ฟังสัทธรรม จะทำให้เกิดสัมมาทิฏฐิ สัมมาปฏิบัติ จนถึงสัมมาวิมุตติ เกิดขึ้นในชีวิตของเรา เขารณรงค์สวดมนต์ข้ามปี เราก็ควรจะได้ฟังธรรมข้ามปี ปีหน้าก็ต้องฟังกันต่ออีก ปีนี้ก็เหลืออีกไม่กี่วัน ก็ขออาราธนา พ่อครูแสดงธรรมข้ามปี พ่อครูว่า...ก่อนอื่นจะขึ้นต้นด้วย SMS วันที่ 26 ธันวาคม 2559 _ 0880750xxx พ่อครูไม่น่าพูดถึง151ปี บ่อยนะครับผม ไม่มีประโยชน์ ทำให้ลูกประมาท / ผมเคยเห็นคนอายุเก้าสิบกว่า ดูแก่มากเลยครับ เอาไว้ร้อยปี ค่อยพูดก็น่าจะดีกว่า ตอบ...ถ้าถึงร้อยปีแล้ว สรีระร่างกายประมาณนี้ก็พูดได้เลยนะ แต่ถ้าพูดแล้วมันจะเสีย ก็ค่อยว่ากันอีกที _0893867xxx ผู้สว.(สูงวัย)ที่อายุยืนเกิน80ปีขึ้นไป ที่ยังแข็งแรงจะเป็นต้นแบบที่ดีที่สุด ในสังคมสว.รุ่นต่อไปที่จะล้นโลกอนาคต! พ่อครูฯ ก็เป็นต้นแบบ1ที่คนรุ่นนี้น่าเอาอย่าง! สาธุ! ตอบ...อาตมาอายุขัย 72 ปี ก่อนอายุ 72 ปีก็ตั้งจิตอยู่ต่อ ก็ใช้ความรู้ของตัวเองก็ใช้ได้นะ ใช้หลัก 8 อ. ก็พยายามพากเพียรไป ทุกวันนี้ก็เห็นผล หลายคนก็เห็นด้วยว่าเห็นผล 8 อ.นี้สมบูรณ์ ทำได้เท่าไหร่ ก็เท่านั้น แต่อย่าให้เหลือแต่ 2 อ. เรียกว่า อ่อนแอนะ มีอิทธิบาท กับอารมณ์ รู้จักอาหาร อย่ามาพูดอ่อนแอ 2 อ. อย่างน้อยต้อง 5อ. 6อ. ขึ้นไป ถ้า 8อ.ได้ก็สมบูรณ์ _0893867xxx ธรรมะพ่อครูสอนรู้กายถูกตรงอยู่ตรงไหน!ก็จักรู้ถึงความเป็นภพเป็นชาติถูกต้องอยู่ตรงนั้น! แล้วจะรู้จักบุญที่ทำถูกทางที่ดับภพชาติพ้นวัฎฏะทุกข์ได้! ธรรมะพ่อครูสอนทำให้คิดถึงธรรมะ 1ว่าคนเราคิดทางโลกทำไมจึงคิดได้ดีทุกวัน!แต่คิดทางธรรมทำไมไม่ทำไม่ฝึกไม่ปรุงแต่งทางธรรมะให้ใจบริสุทธิ์ดีทุกขณะ! ปฏิบัติศีลสมาธิปัญญาให้ถูกตรงต้องอบรมอาศัยกันและกัน!ศีลอบรมสมาธิสมาธิอบรมปัญญาปัญญาอบรมจิตให้วิมุตติหลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลายได้! ตอบ...แม้ว่าจะได้กัลยาณธรรม แต่ก็วนเวียน แม้สุจริต แต่คุณได้เปรียบเขา คุณก็ได้เปรียบ ตามหลักเกณฑ์ของสังคม ตามกฏหมาย แบบปุถุชน ก็เป็นแบบนั้นแน่นอน คุณก็จะต้อง ขึ้นสวรรค์ตกนรก อยู่แบบเดิม ตามวิบาก เพียงแต่จะนานช้าหน่อย สวรรค์ก็ได้ช้าหน่อย นรกก็ไม่ตกหนักตกหนาเท่าไหร่ แต่ยังไม่พ้นสวรรค์นรกนะ กัลยาณชนไม่พ้นสวรรค์นรก จึงต้องมาเป็นอาริยะ แบบโลกุตรชน จึงจะพ้นสวรรค์นรก จนหมดสวรรค์นรก เป็นอรหันต์ขึ้นไป อยากจะตายเป็นครั้งสุดท้ายก่อนปรินิพพาน เป็นปริโยสาน พระพุทธเจ้าบอกว่า เป็นพวงมะม่วง ที่ตกลงมาแตกกระจายแล้ว จะไม่มีพวงมะม่วงนี้อีก จะมีเศษเหลือของมะม่วงอยู่บ้างแตกกระจัดกระจายออกหมดแล้ว มันคงเป็นไม่เหมือนอย่างเดิมอีกแล้ว อันนี้ท่านตรัสไว้ในพรหมชาลสูตร พารากราฟสุดท้าย _0851614xxx ธัมมชโยไม่รู้ตัวเองว่า เป็นต้นเหตุแห่งความวุ่นวายของบ้านเมืองในเวลานี้ และไม่ยอมรับกฎของกรรม ที่ตัวเองกระทำ ถือได้ว่าไม่ใช่นักบวช/ หลวงปู่พุทธะอิสระ แจงความผิดของพระธัมมชโย มีหลักฐานชัดเจน ถึงขั้นปาราชิก ตะลึงอีกหนึ่งข้อหา ธัมมชโยเสพเมถุน ขณะนี้รอเพียง ผู้ร่วมเสพเข้ามาเป็นพยาน ด้วยตัวเอง ตอบ...แม้ที่สุดเสพเมถุน ก็รู้กันแค่ 2 คน แต่ 2 คนนั้น จะมีหลักฐาน1 อ้างอิงยืนยันไหม อย่างน้อยที่สุด เขาก็จะอธิบายสิ่งที่ลับๆได้ สิ่งที่มันลับ คนอื่นไม่รู้หรอก จะรู้กันแค่ 2 คน เอามายืนยันได้ ว่าเดี๋ยวนี้ ก็ยังมีอยู่ในตัวเขา เพราะธรรมดา คนไม่รู้สิ่งที่ลับนี้หรอก ก็คอยดูกันไป ความบริสุทธิ์เท่านั้น ที่จะชนะทุกสิ่งทั้งโลก ในที่สุ ด _ 0890015xxx แผลธัมมชโยกำลังเน่าในและไหลสู่เถรสมาคม ตอบ...แสดงว่า กำลังเน่าเฟะเลย ที่จริงอาตมาว่า มันเน่าเฟะพอกัน ระหว่างธัมมชโย กับเถรสมาคม ขณะนี้ทีวีบางช่อง ก็ยังปลุกระดมว่า ต้องไปช่วยธรรมกาย เพราะถ้าธรรมกาย ถูกจัดการ เขาก็จะมาจัดการพวกเราต่อ ผู้มีปัญญา จะรู้แจ้งว่าเป็นอย่างไร อาตมารู้มานาน เห็นมานานแล้ว เถรสมาคม ตั้งแต่ธัมมชโย ยังไม่ได้ประพฤติชั่วให้เห็น อย่างนี้หรอก ที่จริงธัมมชโยบวชก่อนอาตมานิดหน่อย ตอนนั้นยังไม่ใหญ่โต พ.ศ. 2518 อาตมาก็ลาออกมาจาก มหาเถรสมาคม อาตมาบวชได้ 5 ปี อยู่ด้วยไม่ไหวจริงๆ บวช พ.ศ.2513 พอปี 2518 ก็ลาออกมา เขาเป็นหมู่ใหญ่ ที่ไม่บริสุทธิ์ เราไปอยู่ด้วย ก็ทำอะไรไม่ได้หรอก เขากดขี่ทำทุกอย่าง ที่ไม่ให้เราทำงาน เราจะไปสอบนักธรรม ก็ไม่ให้สอบ เราจะให้บวชใคร ก็ไม่ให้บวช อุปัชฌาย์อา ที่วัดหนองกระทุ่ม หลวงอา เขาก็ไม่ให้บวชให้พวกอโศก ใช้อำนาจบาตรใหญ่ของตนเอง อาตมาเลยพาหมู่สงฆ์ ขอแยกเป็นนานาสังวาส ตั้งแต่ปี 2518 แต่แล้ว วันร้ายคืนร้าย มหาเถรสมาคมก็กลับคำอีก ทั้งที่ตอนลาออกมา เขาก็ยอมรับ เราก็อยู่ดีมา มีหลักฐานทางกรมรถไฟ มีเหตุการณ์ ที่เราไปซื้อตั๋ว เขาก็ไปถาม มหาเถรสมาคมว่า เราอยู่ในการปกครองหรือไม่? มหาเถรสมาคม ก็มีจดหมายตอบกรมรถไฟว่า อโศกไม่ได้อยู่ในการปกครอง ของมหาเถรสมาคม ตอนปี 2522 แต่พอปี 2532 เขาก็ดึงเราไปอีก ว่าให้สึกไม่สึกไม่ได้ แต่ให้สึกนี้ก็ค้านแย้ง ธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า ทั้งที่อาตมาไม่มีข้อผิด ที่จะให้สั่งสึกได้ แต่ออกบัญญัติ ให้มีคนสั่งให้สึกได้ เกินกว่าบัญญัติของพระพุทธเจ้า 11 ข้อ แม้แต่พระสังฆาทิเสส ยังสั่งสึกเขาไม่ได้เลย ในธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า ทำให้อิสรเสรีภาพสูงสุด มาแสดงอำนาจบาตรใหญ่ไม่ได้ นี่คือรายละเอียด ที่จะเป็นหลักฐานยืนยันว่า จริงๆแล้ว ใครบริสุทธิ์ที่สุด ทางมหาเถรสมาคม ตอน พ.ศ. 2532 เล่นงานอาตมา แม้แต่การรวมธรรมยุต กับมหานิกาย มาทำสังฆกรรม เล่นงานอาตมา ก็ผิดธรรมวินัย ผิดคณะปูรกะ เขาเอาพระต่างนิกาย มาร่วมกัน ทำสังฆกรรมไม่ได้ แล้วบอกว่า ปกาศนียกรรม ไล่อโศกออกจาก มหาเถรสมาคม แต่ที่จริง อาตมาลาออกมาต่างหาก ขอมาอยู่อย่างอิสระ ของอาตมา ที่ไหนได้ไม่ได้ไล่ ตอนลาออกมา อาตมาพูดว่า ของท่านเปรียบเหมือน ร้านปาท่องโก๋ร้านใหญ่ อาตมาขอแยกมา เป็นร้านเล็กๆ ข้างทาง เพราะว่า สูตรทำปาท่องโก๋ของท่าน มันผิด คนกินแล้ว ท้องอืดท้องเฟ้อ อาตมามาทำสูตร พระพุทธเจ้า ถ้าคนกินแล้วดี เขาก็ให้อาตมาอยู่ต่อ ตอนนี้อาตมาเห็นว่า มันเป็นกรรมวิบากอันหนัก ก็ไม่รู้นะ เพราะว่า มหาเถรสมาคม เบี้ยวธรรมะพระพุทธเจ้า เป็นขบถต่อ ธรรมะพระพุทธเจ้า และมาเล่นงานอาตมา อาตมาเป็นพระอาริยะ เขาเล่นงานพระอาริยะ ก็จะมีบาปถึง 11 ข้อ สมณะเดินดินว่า...ตอนนั้นพวกเราโนเนมมาก แทบจะไม่มีใครรู้จัก แต่ว่าพอปี 2558-2559 นิจจัง สุขัง ก็ชัดเจนขึ้น วันนี้มีข่าว ศาลอุทรณ์ตัดสิน ผู้ว่าฯ พิจิตร ให้ผิดกรณีที่ดิน ตัดสินให้จำคุก 5 ปี ก็อาจจะมองว่า เขารวยแล้วไม่น่าจะโกง แต่จะมีฐานะฆราวาสคนไหน ที่ทำงานข้าราชการแล้วไม่โกง แต่ว่าในฐานะของพระแล้วจะโกงนั้น สามารถทำได้ง่ายมาก แค่มีสาเฐยจิต อยากได้ของคนอื่นแค่ 5 มาสก (ประมาณ 300 บาท) ก็ปาราชิกแล้ว พระเขาไม่มีการตรวจสอบได้มากเท่าฆราวาสด้วย แล้วจะเหลือ ผู้ที่บริสุทธิ์จริงๆเท่าไหร่ เขาเลยบอกว่า ถ้าเราไม่ช่วยธรรมกาย อีกหน่อยพวกเราจะถูกจัดการไปหมด แต่ถ้าเป็นพระที่บริสุทธิ์แล้ว เห็นเลยว่าพระนี้ หาสังวาสไม่ได้แล้ว จะไปปกป้องกันทำไม พวกที่ไม่บริสุทธิ์ด้วยกัน จึงจะปกป้องพวกที่ไม่บริสุทธิ์ด้วยกัน ใน พ.ศ.นั้นเราโนเนม ไม่มีพวกเลย ขนาดที่หนังสือพิมพ์ ยังช่วยพวกเรา เขียนการ์ตูนล้อ มหาเถรสมาคมด้วย จนรัฐมนตรีมหาดไทย ต้องออกมาห้าม พวกนักเขียนการ์ตูน ที่ออกมาเขียนว่า มหาเถรสมาคม พวกเราจึงแทบหาพวก ที่สนับสนุนไม่ได้ แต่เหตุการณ์ผ่านมาปี 2559 แล้ว ความบริสุทธิ์เท่านั้น ที่จะชนะทุกสิ่งทั้งโลกได้จริงๆ พ่อครูว่า...อาตมาก็ขอพูดสัจธรรม ตามหลักธรรม ตามสาระจริง เท่าที่อาตมาอยากให้สติ อาตมาไม่ได้อยากอวดใหญ่อวดโต อาตมาเป็น พระอาริยะ แล้วมหาเถรสมาคม มาทำกับอาตมา บาปกรรมมันจะหนักถึงขั้นไหน ถึงขั้นวิบากขนาดอนันตริยกรรมหรือไม่ เพราะว่าท่านทำอย่าง อำมหิตเกินไป ซับซ้อนหลายชั้นมาก คือคุณหลอกซ้ำซ้อน แล้วทำต่อไป แทนที่จะสารภาพ แล้วปลงอาบัติก็ไม่มี แต่ดีอยู่อย่างหนึ่ง พอรอดตัว คือหยุดไม่เล่นงานอาตมา ตรงนี้อาจจะไม่ถึงอนันตริยกรรมก็ได้ ถ้าไม่หยุด ถึงขีดหนึ่ง จะเป็นอนันตริกยกรรม ที่พูดนี้ไม่ได้พูดข่มขู่ แต่เป็นวิชาการ เพราะเรื่องกรรมวิบาก เป็นอจินไตย ไม่ไ ด้รู้กันง่ายๆ ที่พูดเป็นธรรมะระดับอจินไตย หากอาตมาพูดผิด ก็บาปซ้ำซ้อน อาตมาแสดงธรรมนี้ ไม่ได้เกิดอุทธัจจะ ไม่ได้เกิดมังกุ อุทธัจจะ คือขวยเขิน มังกุคือขวยเขินที่จิตใจนิดหน่อย อาตมาว่าอาตมาไม่มี อาตมามีความบริสุทธิ์ กล้าหาญแข็งแรงพอ ใครดูอาตมาไม่เป็น จะเห็นว่าอาตมาแรง และดูอาฆาตพยาบาท แต่ที่จริงไม่ใช่ อาตมาจริงใจ ในการแสดงออกเป็นภาษา ที่แข็ง ที่จริง ที่หนักที่แรง ไม่ได้หมายความว่าโกรธ ไม่ใช่ แค่ไม่ใช่ นี่อาตมาก็เน้นแล้ว มันเป็นความจริงใจจริงจัง _0897146xxx พุทธเจ้าให้ฟังศาสนาอื่นด้วยไหมครับ ฟังอิสลามเขาสอนก็มีส่วนดี เช่น ไม่แทะเล็มพร่ำเพรื่อ ไม่ตกใต้อำนาจทุนนิยม ศีลธรรมบางอย่างคล้ายคลึงพุทธน่าฟังกว่าพุทธเพี้ยน ตอบ...ท่านให้ฟังทุกคนทุกศาสนา เท่าที่ควรรับรู้ มีวิจารณ์วิจัยวิเคราะห์ มีหลักฐานต่างๆ เพราะความเป็นธรรมะ ที่ถึงขั้นศาสนา ไม่ว่าจะศาสนาไหน ก็ต้องมีส่วนดี ต้องสูงและมากพอ ถึงจะเป็นศาสนาได้ ถ้าไม่ดีพอ ไม่มากพอ ก็เป็นแค่ลัทธิ ไม่ได้เป็นศาสนา ศาสนาก็จะต้องดีพอ ที่คนส่วนใหญ่จะรับรองกัน เห็นดี และได้ประโยชน์ แต่เขามีภูมิธรรมในระดับนั้น ก็ทำไปตามเขารู้ เทวนิยมที่เป็นศาสนาได้ ก็ต้องมีกัลยาณธรรม ที่สูงส่งและมากพอ จึงจะเป็นศาสนาได้ เทวนิยมก็มีเงื่อนไขหลักแค่ว่า ดีได้มากสูงสุดเท่าไหร่ๆ หลายอย่างดีกว่าทางศาสนาพุทธ ของกัลยาณธรรม แต่ก็ส่วนย่อยนะ แต่ค่าเฉลี่ยแล้ว สู้พุทธไม่ได้ แต่ค่าส่วนตัวส่วนเอก ดีกว่าพุทธ เหมือนพระพุทธเจ้าว่า ส่วนเด่นของท่าน สู้สาวกของท่านหลายรูปไม่ได้ บางรูปนอนน้อยกว่า บางรูปก็ฉันน้อยกว่า มักน้อยสันโดษกว่าท่าน อดทนกว่า ขยายความได้ดีกว่าท่าน อย่างเช่น พระมหากัจจายนะ ขยายความได้มาก ได้ละเอียดได้ดี ท่านพูดสัจจะเป็นเรื่องจริง เพราะเป็นจุดเด่นของแต่ละท่าน พระพุทธเจ้า ไม่ได้ทำหน้าที่นั้นเป็นหลัก อาตมาก็เฉลี่ยตรงกลางเด่น _3867xxx ขาน้ำตาลฝืนลิขิตทุศีล อบรมสมาธิลูกแก้ว ได้สมาธิงมงาย อบรมปัญญาผิดเพี้ยน อบรมจิตหลงฆ้อนโป้งรวยโป้งรวย ไกลวิมุติจมวิบาก ทุกข์ระทมจริงหนอเอวัง! ต่อมา ขออ่านบทความ 1 บท ของคุณ จิตรกร บุษบา นสพ.แนวหน้า คอลัมน์ เส้นใต้บรรทัด คดีธรรมชโย;ผบ.ตำรวจ พระมหาไพรวัลย์ ต้องยอมรับว่า การจัดการกับปัญหา วัดพระธรรมกาย มีหลายมิติที่ซ้อนทับและ “หมักหมม” กันอยู่ ไม่ว่าจะเป็นคำสอน วิธีการสอน การกระตุ้นการบริจาค การนำเงินทำบุญ ไปแปลงเป็นสินทรัพย์ ในความครอบครองของมูลนิธิ การจาบจ้วงพระธรรมวินัย การต้องหมายจับของพระธัมมชโย รักษาการเจ้าอาวาส และลูกศิษย์ แต่ยามนี้ สังคมมุ่งเน้นไปที่ คดีส่วนตัวของธัมมชโย ที่DSI ถือหมายค้นเก้อ ไม่สามารถเข้าค้น วัดพระธรรมกายได้ เมื่อสื่อไปถาม ผบ.ตร.ว่าจะเดินหน้าอย่างไร ก็ปรากฏพระรูปหนึ่ง ออกมาแสดงความเห็น ต่อคำตอบของเขา เป็น 2 มุมมองที่น่า “ถอดรหัส” และนำมาเรียนรู้ร่วมกัน เป็นอย่างยิ่ง เริ่มจาก ผบ.ตร.ก่อน-พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ให้สัมภาษณ์ถึงการจับกุม พระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาส วัดพระธรรมกาย ผู้ต้องหาตามหมายจับ คดีบุกรุกพื้นที่ป่า ก่อสร้างศูนย์ปฏิบัติธรรม เวิลด์พีซวัลเล่ย์ เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา และทุจริตสหกรณ์ ยูเนี่ยน คลองจั่นว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ ไม่ได้ชะลอแผนการจับกุมพระธัมมชโย เพราะมีการดำเนินคดีอื่นๆ อยู่ เพียงแต่ตอนนี้ ยังไม่ตัดสินใจเข้าค้น วัดพระธรรมกายเท่านั้น ทั้งนี้ การจับกุมผู้ต้องหาสำคัญ ต้องดำเนินการตามกฎหมาย อย่างรอบคอบ ต้องคำนึงถึงหลายอย่าง เพื่อไม่ให้สถานการณ์บานปลาย เลวร้ายลงกว่าเดิม เพราะจะส่งผลเสีย กับประเทศชาติ เจ้าหน้าที่คิดหลายมุม หลายมิติ ยืนยันว่ากระบวนการของรัฐ ไม่ได้ล้มเหลว ถ้าตัดสินใจบุกแล้ว สถานการณ์เลวร้ายลงกว่าเดิม ก็จะเกิดความเสียหาย สมมุติว่า เจ้าหน้าที่เข้าไป โดยไม่มีอาวุธ แล้วมีเสียงระเบิด เสียงปืน ดังขึ้น จะทำอย่างไร คงต้องเกิดโกลาหลแน่นอน แต่เป็นห่วงประชาชน ซึ่งมีทั้งเด็ก ผู้สูงอายุ ยืนยันเจ้าหน้าที่ไม่ได้กลัว แม้ผู้สื่อข่าว ยังเข้าไปในวัดไม่ได้เลย ผบ.ตร.กล่าวด้วยว่า ส่วน การขอ หมายค้น ขอเมื่อไหร่ก็ได้ ซึ่งทุกฝ่ายกำลังพิจารณาอยู่ ส่วนจะมีความจำเป็น ในการใช้มาตรา 44 มาใช้ดำเนินการกับพระธัมมชโย หรือไม่นั้น ยังไม่ต้องถึงขนาดนั้น ทำตามกฎหมายธรรมดาก็ได้ ถ้าพระธัมมชโย มอบตัวคนเดียว ก็จบง่ายกว่า ส่วนการดำเนินการกับ นายองอาจ ธรรมนิทา โฆษกศิษยานุศิษย์ วัดพระธรรมกาย ที่ยังไม่มารับทราบ ข้อกล่าวหานั้น ก็ไม่เป็นไร เรื่องของเขา ตำรวจดำเนินการตามกฎหมาย เจ้าหน้าที่ใช้กฎหมาย ทุกฉบับอยู่แล้ว จากข้อมูลคาดว่า นายองอาจ ยังอยู่ภายในประเทศ ส่วนจะอยู่ด้วยกันกับ พระธัมมชโยหรือไม่นั้น ก็แล้วแต่ “จริงๆ แล้ว สำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ควรจะเอากรณีแบบนี้ ไปปฏิรูปด้วย ก็ปล่อยให้มีอย่างนี้ ผมก็พูดได้เท่านี้ องค์กรอื่น เขาปฏิรูปหมดแล้ว ผมไม่ได้พูด พาดพิงถึงใคร ต้องฝากไว้ด้วย ว่า ต้องปฏิรูปพ.ร.บ.สงฆ์” ผบ.ตร. กล่าว พ่อครูว่า...วงการศาสนาพุทธกระแสหลัก ผู้ที่มีอธิกรณ์ ถึงขั้นปาราชิก ผิดทางกฎหมายอาญา ทั้งเรื่องการเงิน และเรื่องอื่นๆ อวดอุตริมนุสธรรม เรื่องการเงิน เรื่องเมถุน จะฆ่าคนหรือไม่ ยังไม่มีออกมา แต่เขาฆ่าทางจิตวิญญาณ ฆ่าคนทางจิตวิญญาณ อย่างอำมหิตเลือดเย็น แล้วมีคนฆ่าตัวตายด้วย ธัมมชโยไม่มีทางพ้นอนันตริยกรรม เรื่องดังๆ สงฆ์เถรสมาคมก็ทำเมิน อย่างเจ้าคณะจังหวัด ก็ว่าเป็นเรื่องของตำรวจ ทั้งที่มันเป็นเรื่องของความผิด ทางธรรมวินัย นี่คือสิ่งที่ มหาเถรสมาคม ทำผิดมาก กลุ่ม พศ. ก็เหมือนกัน ได้เงินเดือนไปเปล่าๆ ไม่มีน้ำยาเลย

อ่านต่อ...เท่านั้นเอง พระมหาไพรวัลย์ วรวฺณโณ แห่งวัดสร้อยทอง ก็โพสต์เฟซบุ๊คทันทีว่า “เพิ่งจะมาโอดโอย เอาตอนที่ ไม่มีปัญญาจัดการกับ วัดพระธรรมกาย มันจะได้ไงล่ะ ไม่แฟร์เลย รัฐยังบริหารประเทศ แบบเผด็จการรวบอำนาจเลย คณะสงฆ์ก็บริหาร กิจการพระศาสนา แบบเผด็จการ รวบอำนาจเหมือนกัน ก็ถูกแล้วนิ ถ้าอยากให้ ปฏิรูปคณะสงฆ์ ก็คืนอำนาจ ให้ประชาชนก่อนสิ จะได้ทำการปฏิรูปข้าราชการ ทหาร และตำรวจ ไปพร้อมพร้อมกันเลย ให้ประชาชน มีส่วนร่วมในการตรวจสอบด้วย ให้มันสอดคล้องกัน เป็นอันหนึ่งอันเดียว ทั้งศาสนจักรและอาณาจักร ใจใจหน่อยนะ อาตมาก็รอให้คณะสงฆ์ ได้รับการปฏิรูปนานแล้ว” พ่อครูว่า ...พระมหาไพรวัลย์ ไม่ได้มีความรู้เรื่องประชาธิปไตยเลย บางคนบอกว่า ความรู้ประชาธิปไตย ต้องให้เลือกตั้งสิ ก็เป็นความรู้ปชต. แค่หางแมลงหวี่ ว่าต้องมีการเลือกตั้ง ถ้าไม่มีการเลือกตั้ง ไม่เป็นประชาธิปไตย ประชาธิปไตยของเมืองไทย แม้จะปฏิวัติรัฐประหาร ก็เป็นปฏิวัติรัฐประหารที่ยอดเยี่ยม ในความเป็นประชาธิปไตย จบ ทุกคนยินดีให้ทำ แล้วก็ทำมาจนถึงวันนี้ในพฤตินัยพฤติกรรม ที่ทำมาทุกวันนี้ ของรัฐบาล อาตมาก็ยังเคยชมเชย รัฐบาลชุดนี้ ยังเป็นประชาธิปไตย ที่เยี่ยมยอดในโลก ทิ้งห่างอเมริกาไปลุ่ยเลย เขาเป็นประชาธิปไตยขาเดียว ตอนนี้เอาใครที่ไหนไม่รู้ มาเป็นเบอร์หนึ่ง ของประเทศ

ยอมรับนะครับว่า เมื่ออ่านครั้งแรก ให้เกิดความรู้สึกอย่างหยาบว่า พระรูปนี้เลอะเทอะเสียจริงๆ จิตเขาช่างแส่ส่าย กับเรื่องทางโลกจนล้น จนทำให้เกิดกิริยาประเภท “เสือกไปทุกเรื่อง” (ต้องขออภัย ผมใช้คำนี้จริงๆ) เป็นทาสอารมณ์ “รัก-ไม่รัก, ชอบ-ไม่ชอบ” จนธรรมะที่ศึกษามานั้น ช่วยระงับอาการทั้งหลาย ไม่ได้เลย และไม่ได้มองโลก อย่างผู้ที่ควรจะใช้ “ดวงตาเห็นธรรม” มอง นึกถึงคำที่ว่า “...ภิกษุทั้งหลาย! ภิกษุเหล่าใด เป็นคนหลอกลวง กระด้าง พูดพล่าม จองหอง ใจฟุ้ง ภิกษุเหล่านั้น ไม่ใช่คนของเรา...” ขึ้นมาทันที ยิ่งย้อนดูข่าวเก่าๆ แล้ว ยิ่งเห็นว่าท่าน “ตกหลุมโลก” ขาดสติจนลืมสมณสารูป แพ้ปากแพ้ใจตัวเอง ที่มีธรรมชาติแบบคนปากไวใจไว ยังไม่มีวุฒิภาวะ ทางอารมณ์มากพอ ต่อการ “ปะทะกับเรื่องทางโลก” จนอยากให้ท่านสึกมา เป็นคอมเม้นเตเตอร์ ในรายการข่าวสารบ้านเมือง เสียให้รู้แล้วรู้รอดไป แต่เอาเถอะ ท่านมิใช่พระ ที่ชั่วช้าสามานย์ในทางธรรม ทั้งยังสอนธรรมะไม่ผิดเพี้ยนเบียนเบียดญาติโยม เพื่อประโยชน์ส่วนตนอีกด้วย พึงรักษาท่านไว้ เป็นหลักชัยแห่งพระศาสนากันต่อดีกว่า แต่ก็ต้องช่วยท่าน “ตีความวิชาโลก” ให้ท่านรู้จัก “หยุดรั่ว” สงบระงับ เจริญสติ เอาปัญญาเป็นเครื่องมือ หมั่นคุมปากให้ได้ อย่าเป็น “ขี้ข้าความปากไว” ของตัวเอง ให้ผมเป็นแทนก็ได้นะ เพราะผมเป็นอยู่ (ฮ่าๆ) ในฐานะที่ผมยังครองเรือนครองโลกย์ ยิ่งมีโซเชียลมีเดีย อยู่ในมือ มี “ติ่ง” คอยเออคอยอวยอยู่ด้วย ยิ่งเตลิดไป จึงออกอาการ ถูกจิตลากโยงไปร่ำระบาย เรื่องเผด็จการ การยึดอำนาจ-รวบอำนาจ จน “สะบัดสะบิ้ง” เกี่ยงงอน ให้ตำรวจปฏิรูปตัวเองก่อน เข้าไปนั่น ที่จริงความหมายในคำพูดของ ผบ.ตร.นั้น ไม่มีอะไรซับซ้อนเลย เพียงแต่เรียกร้องว่า เอะอะๆ ก็จะให้ตำรวจกับ DSI จัดการ อยู่ข้างเดียว คณะสงฆ์ก็ดี สำนักงานพระพุทธศาสนาก็ดี ทำไมไม่ทำหน้าที่ของตัวเองบ้าง นี่-คำแปลง่ายๆ ก็คิดกันดูสิครับ ว่าถ้าสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ไม่ปล่อยปละละเลย คณะสงฆ์ไม่เพิกเฉย ตั้งแต่มีความวิปริตในคำสอน ออกมาอย่างชัดเจน มีคดียักยอกที่ดิน จนขึ้นโรงขึ้นศาล ไหนจะเรื่องพระลิขิต สมเด็จพระสังฆราชอีก ไม่เพียงไม่จัดการตามสมควร แต่ยังมีการ “สมยอม” ทั้งฝ่ายอัยการ-ฝ่ายสงฆ์ ทั้งยังผลักดันกัน จนได้เลื่อนสมณศักดิ์ขึ้น “ชั้นเทพ” อาณาจักรธรรมกาย โดยการนำของธัมมชโย จะแผ่ขยายสั่งสมมวลชน จนเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินคดี ของฝ่ายบ้านเมืองอย่างนี้ไหม อย่าลืมว่า ว่า ปัญหาของเครือข่ายธรรมกายนั้น ตั้งต้นจากการ “เกาะกิน” อยู่กับ “พระพุทธศาสนา” อยู่ในคราบนักบวช วัด พิธีกรรม แต่มิได้ซื่อตรง และเคารพในแก่นแท้ ของพระพุทธศาสนา ดังข้อเขียน ที่ชี้ชัดของ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ชี้ไว้ในหนังสือ “กรณีธรรมกาย” เรื่อง “ปัญหาของวัดพระธรรมกาย ส่วนที่กระทบต่อพระธรรมวินัย” ว่า “...วัดพระธรรมกาย เผยแพร่คำสอน คลาดเคลื่อนไปจากหลักพระพุทธศาสนา หลายประการ เช่น 1.สอนว่านิพพานเป็นอัตตา 2.สอนเรื่องธรรมกายอย่างเป็นภาพนิมิต และให้มีธรรมกาย ที่เป็นตัวตน เป็นอัตตาของพระพุทธเจ้า มากมายหลายพระองค์ ไปรวมกันอยู่ในอายตนนิพพาน 3.สอนเรื่องอายตนนิพพาน ที่ปรุงถ้อยคำขึ้นมาเองใหม่ ให้เป็นดินแดนที่จะเข้าสมาธิ ไปเฝ้าพระพุทธเจ้าได้ ถึงกับมีพิธีถวายข้าวพระ ที่จะนำข้าวบูชา ไปถวายแด่พระพุทธเจ้า ในอายตนนิพพานนั้น คำสอนเหล่านี้ ทางสำนักพระธรรมกาย สอนขึ้นใหม่ ผิดเพี้ยนออกไปจากธรรมวินัย ของพระพุทธเจ้า แต่แทนที่จะให้รู้กัน ตามตรงว่า เป็นหลักคำสอนและการปฏิบัติของครูอาจารย์ ทางวัดพระธรรมกาย กลับพยายามนำเอาคำสอนใหม่ของตน เข้ามาสับสนปะปน หรือจะแทนที่หลักคำสอนเดิมที่แท้ ของพระพุทธศาสนา ยิ่งกว่านั้น เพื่อให้สำเร็จวัตถุประสงค์ข้างต้น วัดพระธรรมกาย ยังได้เผยแพร่เอกสาร ที่จ้วงจาบพระธรรมวินัย ชักจูงให้คนเข้าใจผิด สับสน หรือแม้แต่ลบหลู่พระไตรปิฎกบาลี ที่เป็นหลักของพระพุทธศาสนาเถรวาท เช่น ให้เข้าใจว่า พระไตรปิฎกบาลี บันทึกคำสอนไว้ตกหล่น หรือมีฐานะเป็นเพียง ความคิดเห็นอย่างหนึ่ง เชื่อถือหรือใช้เป็นมาตรฐานไม่ได้ ให้นำเอาพระไตรปิฎกฉบับอื่นๆ เช่น พระไตรปิฎกภาษาจีน และคำสอนอื่นๆ ภายนอก มาร่วมวินิจฉัยพระพุทธศาสนาเถรวาท, ให้เข้าใจเขวไปว่า หลักการของพระพุทธศาสนา เป็นเรื่องอภิปรัชญาขึ้นต่อการตีความ และความคิดเห็น ตลอดจนการถกเถียงทางวิชาการ, อ้างนักวิชาการต่างประเทศ และการปฏิบัติของตน ดังว่าจะใช้วินิจฉัยหลักพระพุทธศาสนาได้ ฯลฯ อีกทั้งสิ่งที่ยกมาอ้าง เช่น คัมภีร์ของมหายาน และทัศนะของนักวิชาการตะวันตก ก็ไม่ตรงตามความเป็นจริง หรือไม่ก็เลื่อนลอย

นอกจากนั้น ยังนำคำว่า “บุญ” มาใช้ในลักษณะที่ชักจูงประชาชน ให้วนเวียนจมอยู่กับ การบริจาคทรัพย์ เพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ ชนิดที่ส่งเสริมความยึดติด ถือมั่นในตัวตน และในตัวบุคคล อันอาจกลายเป็นแนวโน้ม ที่บั่นทอนสังคมไทยในระยะยาว พร้อมทั้งทำพระธรรมวินัย ให้รางเลือนไปด้วย พฤติการณ์ของสำนักวัดพระธรรมกายอย่างนี้ เป็นการจาบจ้วง ลบหลู่ย่ำยีพระธรรมวินัย สร้างความสับสนไขว้เขว และความหลงผิดแก่ประชาชน ข้อความบรรยายต่อไปนี้ ได้เขียนไว้ เพื่อเป็นทางแห่งการศึกษา ให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง พร้อมทั้งเป็นเหมือนคำขอร้อง ต่อชาววัดพระธรรมกาย ผู้ยังเห็นแก่พระพุทธศาสนา เมื่อรู้เข้าใจแล้ว จะได้หันมาร่วมกัน ทำบุญที่ยิ่งใหญ่ และสนองพระคุณ บรรพบุรุษไทย ด้วยการรักษาพระธรรมวินัย ให้บริสุทธิ์สืบไป” อ้อ เวลานี้ ธัมมชโยมีคดีทางโลก จนมีหมายจับ 3 ใบ เป็นคดีรุกป่า 2 ใบ และคดีร่วมกันฟอกเงิน สมคบกันฟอกเงิน และรับของโจรอีก 1 ใบ และมีคดีที่รอฝ่ายสงฆ์วินิจฉัย ซึ่งมีผู้ไปร้องไว้กับ เจ้าคณะใหญ่หนกลางด้วย ทั้งเรื่องการจาบจ้วง พระธรรมวินัย และเรื่องอวดอุตริมนุสธรรม มีการขยับตัวกันไหม ในฝ่ายสงฆ์และองค์กรกำกับดูแล อย่างสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) จน ผบ.ตร. ต้องออกมา เรียกร้องให้ปฏิรูป ซึ่งในการปฏิรูป ก็ไม่จำเป็นต้องเกี่ยงงอนว่า แกปฏิรูปก่อนสิ ฉันค่อยปฏิรูปตาม

คดีธรรมกายและธัมมชโย จึงรอการจัดการไปพร้อมๆ กัน คือ 1) DSI กับตำรวจ ต้องนำตัวธัมมชโย เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ที่เหลือก็เป็นการต่อสู้ในศาล หากอัยการยังคงมีความเห็นที่จะฟ้อง ซึ่งข้อนี้ ถ้าธัมมชโยไม่เห็นแก่ตัว ก็แต่ยอมมอบตัว และเข้าต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมเท่านั้น แทนที่จะใช้ศิษย์ขัดขวาง การดำเนินการตามกฎหมาย อย่างที่ทำอยู่ 2) พศ. กับมหาเถรสมาคม ใช้ความกล้าหาญทางสงฆ์ เข้าปกป้องพระธรรมวินัย พิจารณาการสอนของธรรมกาย ว่าวิปริตผิดเพี้ยนหรือไม่ ควรต้องขับออกจากพระพุทธศาสนาไหม เหมือนที่เคยกระทำกับ “สันติอโศก” มาแล้ว และเร่งรัดให้มีการไต่สวนพฤติกรรม อวดอุตริมนุสธรรม ตามคำร้องเสีย โดยไม่ช้า 3) ใช้อำนาจการปกครองคณะสงฆ์ เดินนำเจ้าหน้าที่เข้าวัด หาตัวธัมมชโยให้พบ แล้วนำตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม 4) ญาติโยมทั้งหลาย ต้องถอยออกมาจาก การขัดขวางกระบวนการ เปิดทางให้เจ้าหน้าที่ กับพระเดชพระคุณ หลวงพ่อของพวกท่าน “รับผิดชอบการกระทำ” ของตัวเอง โดยต่อสู้กับข้อกล่าวหา อย่างสุจริตด้วยตัวเอง หากอาพาธ ก็ให้ยืนยัน การอาพาธอย่างสุจริต ไม่ใช่ใช้ใบรับรองแพทย์เถื่อน ที่ไม่มีเวชระเบียนรองรับ อย่างที่เคยใช้มา และเป็นปัญหาคาราคาซังอยู่ โดยที่แพทยสภา ก็ชักช้าอืดอาด ไ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน