580904_ธรรมาธรรมะสงคราม ยอดนิยายของโลกที่ไขความเป็นมนุษย์ ๑๕.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580904_ ธรรมาธรรมะสงคราม โดยพ่อครู ราชธานีอโศก ยอดนิยายของโลกที่ไขความเป็นมนุษย์ 15
พ่อครูว่า... วันศุกร์ที่ 4 กันยายน 2558 แรม 6 ค่ำ เดือน 9 ปีมะแม ที่ราชธานีอโศก อาตมาก็ขอเจาะลึกธรรมะ ตอนนี้นิรุติปฏิภาณก็กำลังวิ่งอย่างชัดอย่างดี เป็นโอกาส แต่ก่อนไม่ถึงขนาดนี้เลย ก็เอามาพูดกระจายไว้ก่อน ให้พวกเราได้เก็บไว้ เพราะถ้ามันหายไปแล้วเก็บคืนได้ยาก วันนี้วันเริ่ม ค่ายสัมมาอาริยมรรค ครั้งที่ 2 ที่ราชธานีอโศก วันที่ 4 - 6 สามวัน ยินดีต้อนรับ ตอนนี้มากัน 21 คน ก็มากกว่าคราวที่แล้ว ครั้งที่ 1 มี 11 คน จะมาเติมอีกก็ได้ เราเริ่มต้นไป จะน้อยไม่ว่า ขอให้มี อาตมาก็ชื่อว่าขยัน มุ่งมั่นทำงานให้พวกเราไปให้ได้ ชีวิตนี้อาตมาไม่เห็นว่าอะไรดีกว่าอันนี้ อาตมาบุกบั่นมุ่งมั่นให้เกิดโลกุตรธรรม ผู้ใดตั้งใจมาอบรมก็อนุโมทนาอย่างยิ่ง อาตมาก็บรรยายไป แต่มาเห็นหน้าเห็นตา รับสัมผัส พระพุทธเจ้าตรัสว่า มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี ที่เป็นองค์ธรรมองค์แรก โดยเฉพาะแสงอรุณ ต้องมาก่อนพระอาทิตย์ ผู้ใดไม่เห็นแสงอรุณก่อนจะไปเห็นพระอาทิตย์ได้ไม่มี
ก็คือจะปฏิบัติมรรคองค์ 8 ได้ต้องมีแสงอรุณ 7 อย่างนี้ ข้อแรกคือมิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี มีศีล มีฉันทะ มีอัตตะ อย่างน้อยต้องมีสัตบุรุษเป็นมิตรดี พระพุทธเจ้าว่า เรานี่คือมิตรดีของเธอ จากนั้นก็ต้องสอนเรื่องศีล ต้องมีความเข้าใจเรื่องศีล ทุกวันนี้ เขาไม่เข้าใจศีลอันเป็นโลกุตระแล้ว เขาได้แค่กาย วาจา ไม่ได้เป็นโลกุตระเลย เราอบรมมา 40 กว่าปีแล้ว
เมื่อมีศีล มีหมู่มิตรดีก็จะรู้อัตตา ไม่ใช่ไปเอาตรรกะมาคิดแค่ว่า อะไรก็ไม่มีตัวตน เลย ไม่มีขั้นตอนในการปฏิบัติตัดลัดสั้นไป ไม่มีทางได้จริงหรอก ต้องปฏิบัติเพื่อให้มี โยนิโสมนสิการ
การมาอยู่กับหมู่ กับสัตบุรุษอย่
อ่านต่อ
างมีสังคมสิ่งแวดล้อมทำให้เกิดสัมมาทิฏฐิ ก็เริ่มต้นไป เริ่มแรก 11 คน ตอนนี้มี 21 คนแล้ว ต่อมาก็อาจมีเพิ่ม ก็ยินดีต้อนรับ ก่อนจะเริ่มอาตมาก็ขอโอภาปราศรัยกับ sms ก่อน สำหรับผู้ที่เขียนมาปรารถนาดีอย าก ให้หายป่ ว ย อาตมาก็ขอขอบคุณนะ
_ 0825628xxx ติดตามอยู่เรื่มกินมื้อเดียวแล้วทำให้ได้พรรษานี้ _ 0824883xxx WISDOM DONT CRACK UNDER PRESSURE SIR RADM MINT _ 0893867xxx นมก.พ่อครูฯสณ.สม.จรธ.ญตธ.สันติฯ ทุกๆ พุทธสถ.อ โศก!seufaasin _ 0824883xxx THE BEST OF HEALTH IS DHARMA SIR RADM MINT _ 0893867xxx กราบขอบคุณพ่อครูฯญตธบุญนิยมที่เมตตาอธิบายข้อธรรมให้เข้าใจดียิ่งขึ้น สาธุ๊ skk _ 0868937xxx ขอน้อมกราบนมัสการพ่อครูท่านสมณะท่านสิกขมาตุทุกรูปทุกสาขาอโศกครับ _ 0857308xxx รูปกับนามที่เป็น กายในกายคือธรรมะ 2 รูปคือกิเลส นามคือตัวทำลายกิเลส พอจะถูกไหมคะ พ่อครูว่า… ถูกต้อง รูป คือกิเลสที่เราจับได้ จากภาวะ ธรรม 2 ปรุงแต่งเป็นเวทนา ก็มีจิตร่วมอยู่ด้วย เป็นตัวการคือกิเลสก็เข้าใจชัด ได้ตัวนี้แล้วก็ทำลาย นี่คือการปฏิบัติที่ค่อยๆ ทำไป เข้าใจความหมายแล้วก็ปฏิบัติให้ชัด เสมอๆ
_ 0818557xxx กราบนมก.พ่อท่าน ขอให้พ่อท่านหายไวๆ อย่าได้ไออีกเลยเจ้าค่ะ _ 0857308xxx เตวิชโชเป็นการตรองอดีตอนาคตหรือไม่แล้วจำอย่างไรให้เตวิชโชไม่มิจฉาฯคะ พ่อครูว่า… ก็จำสักแต่ว่าจำ อะไรไม่ควรจำก็ไม่ต้องจำ อย่างเราพยาบาทใครก็ไม่ต้องจำเลย หรือรักผูกพันอย่างกามก็ลืมทิ้งไปเลย นั่นคือสัมมาทิฏฐิ สิ่งไม่ควรจะ จำ ก็ลืมไปเลย ไม่สำคัญกับมันเลย
_ 0893867xxx เมื่อปฏิบัติตามหลักโพธิปักขิยธรรม37 จนได้สัญญาเวทยิตนิโรธ! จนเป็นญาณทัสสนวิเศษ รู้แจ้งเห็นจิตในจิต กำหนดรู้การเกิดการเป็นได้ เรียกว่าเจโตปริยญาณ16ถูกไหม? พ่อครูว่า… การเกิดการเป็นได้ เราทำให้เราเกิดเป็นอุบัติเทพ วิสุทธิเทพ อย่างที่เรียกว่า เจโตปริยญาณ 16 นั้นถูกต้อง คือญาณทัสสนวิเศษ ตั้งแต่ นามรูปปริเฉทญาณ เป็นต้นไป
_ 0893867xxx กรรมเป็นตัวพาให้เกิดฤาพาให้เป็น!ถ้ารู้ทันในสภาวะ16อาการในจิต!จะสำรวม กายวาจาใจฤาในทุกอิริยาบถให้อยู่ในกรรมดีได้! พ่อครูว่า… ถูกต้อง
_ 0893867xxx จะเข้าถึงธรรมกายที่แท้จริงต้องปฏิบัติสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายสำเร็จอิริยาบถอยู่ อัฏฐ วิโมกเข กาเยน ผุสติ วา วิหรติฯ พ่อครูว่า… ถูกต้อง
เข้าสู่รายการที่อาตมาจะได้พูดวันนี้
( 82 ) " ความไม่รู้สึก " นัยสำคัญต่างกันของโลกีย์ โลกุตระ ดังนั้น ในองคาพยพคือ "อาการ 32" ส่วนที่ยังเป็น "พีชนิยาม" ของคนก็ตาม ก็ไม่มี "ความรู้สึก" ไม่มี "เวทนา" ก็ไม่ทุกข์ไม่สุข ไม่ชอบไม่ชัง อันนี้เฉพาะคนที่ " ความรับรู้ไม่มี " หรือถูกสะกดประสาทไว้เท่านั้น ถ้าสภาพอย่างนี้ ก็แค่ชื่อว่า " เจโตสมถะ " ยังไม่ใช่ " เจโตวิมุติ " ถ้าเรียกในนามของสมาธิก็แค่สมาธิชั่วคราว (มิจฉาสมาธิ) ที่สะกดจิตให้สงบได้ อาจจะอยู่ได้นานไปทั้งชีวิต แต่ยังไม่ใช่ " สัมมาสมาธิ " ที่กำจัด " ตัวกิเลส " ออกไป " ถูกตัวตน " จริง แล้ว " สงบเที่ยงแท้ยั่งยืนตลอดไป …" (นิจจัง,ธุวัง,สัสสตัง...อวิปริณามธัมมัง, อสังหิรัง,อสังกุปปัง) ส่วน "อรหันต์" หรือ "อาริยบุคคล" ที่มีโลกุตรภูมินั้น มีการรับรู้อยู่เหมือนคนสามัญ มีความรู้สึกในสภาพนั้นๆ เป็น " ความรู้ " เช่นเดียวกันกับคนที่มีประสาทรับรู้สามัญทั้งหลายเขารู้สึกหรือเขารู้กันทุกคน แต่ท่านไม่มี " เคหสิตเวทนา " ที่เป็นอารมณ์โลกีย์นั้นแล้วเท่านั้น ท่านจึง " รู้สึกกลางๆ เฉยๆ " ที่ไม่เป็น " ความรู้สึกชอบหรือชัง หรือไม่ใช่อารมณ์ตามที่ชาวโลกีย์เป็นกัน จึงเป็นผู้ " ไม่มีอารมณ์ " เฉพาะแค่ " ความรู้สึกที่เป็นรสโลกีย์ " เท่านั้น ซึ่งเป็น " ความไม่รู้สึก " (ไม่มีเวทนา) ของผู้มี "โลกุตระ" แท้ๆ นี้ จึงต่างกันอย่างมีนัยสำคัญมาก ที่ละเอียดลึกใน " ความไม่รู้สึก " (ไม่มีเวทนา) เฉพาะส่วนที่เป็น " โลกียรส " เท่านั้น อันเป็น "ความรู้สึก" พิเศษเฉพาะผู้มี " เนกขัมมสิตเวทนา " แต่ยังร่วมมี "ความรู้สึก" ตามความมีของธรรมชาตินั้นๆ อยู่เหมือนคนผู้อื่นเขา " มี " ความรับรู้ได้เป็นสามัญ ทำความเข้าใจกันดีๆ ใน " ความไม่รู้สึก " ที่ชาว " โลกียะ " ผู้ทำได้แค่ " เจโตสมถะ " อันมีนัยสำคัญที่แตกต่างกันอย่างลึกล้ำมาก กับความเป็น " เจโตวิมุติ " ของชาว "โลกุตระ" ที่สามารถทำได้ ทั้งคู่ต่างก็มี " ความไม่รู้สึก " แต่ " ความไม่รู้สึก " ของทั้งคู่นี้ ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญมากพิเศษ ชาวโลกียะ " ไม่รู้สึก " เพราะประสาทถูกสะกดไว้ หรือสะกด "จิต" ไว้เท่านั้น ส่วนชาวโลกุตระ " ไม่รู้สึก " เพราะกำจัด " กิเลส " ที่เป็น " อกุศลจิต " (บาป) ตัวนั้นออกไปจาก "จิต" ได้อย่างแท้จริง ชาวโลกุตระจึงหมดสิ้น "อกุศลจิต " ไปแท้ๆ แต่ใน "เวทนา" หรือ " ความรู้สึก" นั้นรู้ตามที่คนทั่วไปยังมี " ความรับรู้ " อยู่ทุกประการ
( 83 ) " ชาติ 5" นั้น มีภาวะของ " อธิจิต " อย่างไร? ไฉน? การปฏิบัติธรรมของพุทธ ต้องเรียนรู้ "ธรรม" ที่เป็น "ชาติ" อยู่ คือ " ธรรมชาติ " ทั้งปวงนั่นเอง แล้วจัดการกับ "ชาติ" เฉพาะที่ตนเองหมายจะ "ดับ" แล้วทำให้ "ชาติ" นั้น "ดับ" "จิต" ที่เหลือก็จะเป็น "ชาติ" ใหม่ ที่สะอาดขึ้นไปตาม แต่ละขั้นๆ เมื่อ " ชาติ" นั้น "ดับ" โศก ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส เพราะ "ชาติ" ตัวนั้น ก็หมดสิ้นไป แล้ว "ภพ" ก็ดับ อิทัปปัจจยาการในปฏิจจสมุปบาทคือ อุปาทาน ตัณหา เวทนา ผัสสะ อายตนะ นามรูป วิญญาณ สังขาร อวิชชา จึงดับตามไปตลอดสาย ก็มี "ชาติ" ที่เป็น "นิพพัตติ" เกิดขึ้น มี "ภพ" ที่เหลืออุปาทาน ตัณหา เวทนา ผัสสะ อายตนะ นามรูปวิญญาณ สังขาร อวิชชา ใหม่ ที่สะอาดไปจาก " ชาติเก่า " แล้ว เป็น " ผู้มีชาติใหม่ " ขั้นหนึ่ง แล้วผู้ปฏิบัติก็ " ดับชาติ " ตัวอื่นต่อไปอีกๆๆๆ จนกว่าจะหมดสิ้น "ชาติ" ของอกุศลจิตที่มีอยู่ในตนของแต่ละคน เป็นผู้มี " การเกิดใหม่ในโลกุตระ " จนกระทั่งถึงที่สุด "ชาติ" ใหม่สุดก็คือ " อภินิพพัตติ " "ชาติ 5" คือ ชาติสัญชาติ (ชาติเก่าที่ยังทำงานเองเกิดเองเป็นสัญชาตญาณอยู่ในตน) โอกกันติ (ความหยั่งลงของภาวะที่เกิด ซึ่งเป็นจุดกลางการหยั่งลงของความเกิด) ธรรมดาก็หยั่งลงเป็นโลกียะ แต่ถ้าสามารถทำให้ " เกิด " เป็นโลกุตรธรรมหยั่งลงได้ " หน่วยการเกิดใหม่ " ก็เรียกว่า "นิพพัตติ" ชาติ "นิพพัตติ" ที่สูงขึ้นๆ ถึงขั้นสุดก็เรียกว่า "อภินิพพัตติ" "ชาติ" จะสะอาดขึ้นได้ด้วยการปฏิบัติที่สัมมาทิฏฐิจริง "ธรรม" (ความทรงอยู่ของจิต) จึงจะสะอาด จาก "พลังงาน" ที่เราจะไม่ให้มีอยู่ใน " อัตตา " ที่เป็น "จิตนิยาม" ของเราอีก ถึงขั้นสุดท้าย ในความเป็น "จิตนิยาม" ของเรา เราจึงจะสิ้นความเป็น " ชีวิตินทรีย์ " แห่งความเป็น "ชีวะ" บริบูรณ์ไปทะลุขั้น "อนุสัย" เป็นที่สุด
( 84 ) ความเป็น "อนุสัย" ที่มี นัยสำคัญยิ่งนักของจิตนิยาม ถ้าทำได้ถึงขั้น " ดับชีวิตินทรีย์ " ของชีวะขั้น "จิตนิยาม" สำเร็จ ก็ถึงขั้น "ดับอาสวะ" ได้ เป็น " เอกัคคตา " สู่ความเป็น " ปุริสินทรีย์ " (ปุงลิงค์) แต่ยังไม่หมดสิ้น "อนุสัย" ที่สุดท้าย ก็เหลือ "พลังงาน" อยู่ในสภาพเสมอเหมือน "พีชนิยาม" อย่างมีนัยสำคัญ คือ ไม่ทำบาปทั้งปวงได้แล้ว " อกุศลจิต " ที่เราดับได้นั้นไม่มี "พลังงาน" ไม่เกิดเป็น "พลังงาน" อกุศลนั้นอยู่ในจิตเราอีก เพียง "อาสวะ" เท่านั้นดับหมดสิ้น เป็น "จิต" ที่ไม่มีการแตกตัวขยาย " ตัวตนของอกุศลจิต " อีกเท่านั้น จึงเหลือแต่ "อนุสัย" ตัวปลาย เป็น "อนุสัย" ชนิดที่มีแต่ " คุณค่าประโยชน์ " ซึ่งมีแรงมีพลังงานมากตามคุณสมบัติของ "อนุสัย" แต่ละคนที่มีปริมาณและคุณภาพ นี้คือ ผู้สามารถ " ดับชาติ " ของ "อาสวะ" ในตนเท่านั้น เป็นอรหันต์ขั้นปัญญาวิมุติ ก็ไม่มีอาสวะแล้ว แต่ยังมี "อนุสัย" ที่เหลือ " อาสัย " อยู่ ซึ่งไม่เป็น "ธรรม 2" แล้ว (ปุงลิงค์ = เอกกัคคจิต = เอกบุรุษ) " ปัญญาวิมุติ " นี้ยังสามารถทำความดับ "พลังงาน" ขั้นต่อไปให้สู่ " ความเป็นกลางที่ไม่มีเพศ " (นปุงสกลิงค์) อีกได้ เป็นขั้น " ดับอนุสัย " ที่เป็นพลังงานอกุศลขั้นละเอียดลึกกว่า "อาสวะ" อีกขั้นหนึ่งสู่ความเป็นผู้ " อุภโตภาควิมุติ " สุดท้ายก็จะเหลือ " ชีวานุปาทิ " ที่จะเรียกว่าเป็น "อนุสัย" ที่อาศัย ซึ่งสะอาดบริสุทธิ์จาก " กิเลสาสวะ " สัมบูรณ์ ทำงานอยู่กับชีวิตของ อรหันต์ขั้น " อุภโตภาควิมุติ " ซึ่งเป็น " อมตบุคคล " ก็สำคัญมั่นหมายกันให้คมๆชัดๆ แม่นๆ ตรงๆ เถิด จนกว่าท่านจะทำ " ปรินิพพานเป็นปริโยสาน " แก่ตนสุดท้ายเอง " พลังงานอกุศล " ของ "อาสวะ" ก็ดี ของ "อนุสัย" ก็ดี จะมีภาวะถูกกำจัดไปอย่างหมุนรอบเชิงซ้อนที่สลับไปมาซับซ้อน เหลื่อมกันอยู่ ซึ่งละเอียดเกินสามัญที่จะรู้ได้ง่ายๆ แต่เรียนรู้ได้ มีภาวะเป็นไปได้จริง เราจะเรียนรู้จากการสัมผัสกันตั้งแต่ "ธรรม 2" ที่เรียกในภาษาธรรมว่า "กาย" ไปจนกระทั่งมากกว่า 2 ปรุงแต่งกันอยู่ ซึ่งต้องมี " นามธรรม " เป็น " ธาตุรู้ " ที่จะ " รู้ตาม เห็นตาม " (ชานโต ปัสสโต) พลังงานจริงนั้นๆ ไปตลอด ได้มากขึ้นๆ
( 85 ) " ธรรมชาติ " นี้แลถ้า " ดับชาติ " ในตนได้ก็แก้ "ธรรม" ผู้ปฏิบัติต้องสามารถอ่าน " รูปกาย นามกาย " ของความเป็น "ชาติ" ที่เป็น "ธรรม 2" ปรุงแต่งกันขึ้น และสามารถจัดการกับ "พลังงาน" ที่ "ชาติ" อยู่ทั้งหลายให้ " ดับและเกิด " ได้จริง ด้วย " อาการ ลิงคะ นิมิต อุเท ส" สำเร็จ จึงจะเห็น " ความดับ ความเกิด " กันจริงๆ ซึ่งก็ต้องเข้าใจภาวะแห่ง " ความเกิด 5" (ชาติสัญชาติ โอกกันติ นิพพัตติ อภินิพพัตติ) แล้วผู้ปฏิบัติก็จัดการกับการเกิดขั้น " จิตในจิต " นี้ให้เป็น " นิพพัตติ อภินิพพัตติ " จนถึงขั้นบริบูรณ์ให้ได้ แต่ก่อนเราก็ให้ผีมันเกิด เป็นโอกกันตะ แต่เรามาลดละ มาดับไปตามลำดับ ก็เป็นนิพพัตติไปเรื่อยๆ ดับอย่างเที่ยงแท้ไม่ได้ก็ปฏิญาณไม่ได้ว่าจบกิจ ต้องทำจนกว่าบริบูรณ์ให้ได้ " ความเกิด " ของจิต (โอปปาติกโยนิ) ต้องมี " อาการ " ของจิตถึงขั้น "นิพพัตติ" จึงจะเข้าขั้น " โลกุตรธรรม " ผู้ศึกษาธรรมะมาถึงขั้นเชื่ออย่างกระจ่างแจ้งสนิทแน่แล้วว่า ทุกสรรพสิ่งล้วนก็คือ " ธรรมะเท่านั้นที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป " แล้วก็หลงว่าตนจบแล้ว บรรลุแล้วอยู่กับตรรกะแค่นี้ นั่นยังไม่ใช่การบรรลุใดๆ เลย หลงปล่อยวางกันแค่ " ได้รู้แจ้งเห็นจริง " กันอยู่แค่ขั้นนี้เท่านั้น แล้วหลงว่าตนได้ " เข้าถึงธรรม " แค่นี้ ก็ยังหลงผิดออยู่แท้ นั่นมันแค่ขั้น " รู้ยิ่งเห็นจริง " เท่านั้น ยังไม่ได้กำจัด " อัตตา " ด้วยการปฏิบัติให้ " เข้าถึงหรือบรรลุธรรม " (อุปสัมปัชชติ) จนกระทั่งจิตเจตสิกของตน " เกิดเข้าสู่ภพใหม่โลกุตระ" (นิพพัตติ) ถึงขั้น " เข้าถึงพร้อมแล้ว" เป็นผู้บรรลุแล้ว (อุปสัมปันน) ของตน แต่อย่างใด ต้องปฏิบัติจนสามารถเกิดปัญญามี " นามรูปปริจเฉทญาณ " กันจริงๆ แล้วจึงจะเกิด " โสฬสญาณ " ที่เป็นจริงมีจริง เป็นลำดับ ไม่ใช่มีแค่ " ปัญญา " แค่เห็นแจ้งลึกจริงแล้วอยู่ โดยไม่มี " สภาวธรรม " ที่เกิดที่เป็นให้ตน " รู้จักรู้แจ้งรู้จริง " ตาม " ญาณ 16" นั้นครบครันเป็นขั้นเป็นตอนละเอียดลึกยิ่งนัก จนกระทั่งมี " ญาณ " ของตนเห็น " ความปล่อยวาง " (มุญจิตุกัมมยตญาณ) ในจิตของตนอย่างมี " รูปกาย นามกาย " ยืนยันแก่ตนโทนโท่โต้งๆ หลัดๆ เป็นผู้ " ดับชาติ " สำเร็จได้จริง จึงจะเป็นผู้แก้ "ธรรม" เปลี่ยนแปลง " ธรรมในธรรม " ของตนได้จริง
เช่นพระเจ้าอยู่หัวท่านตรัสถึงจิต แบบคนจน หรือขาดทุนของเราคือกำไรของเรา อาตมาถึงรู้ว่าท่านเป็นโพธิสัตว์สิ แต่ถ้าอาตมาไม่รู้ก็จะบอกว่าท่านพูดอะไรพะยะค่ะ เอาความจนมาบริหาร หรือให้ขาดทุนคือกำไรของเราได้อย่างไร แต่เขาไม่กล้าติในหลวง จริงๆ อาตมาก็พูดนะ แต่พูดแล้วก็ไปกับสายลม แต่ในหลวงท่านตรัสแล้วมีการบันทึกไว้ เป็นการตรัสของพระเจ้าแผ่นดินต่อสาธารณชน
( 86 ) ต้องเริ่มมี " โลกุตรธรรม " ตั้งแต่เห็นความเป็น "กาย" ต้องปฏิบัติจนรู้จักรู้แจ้งรู้จริง " องค์ประกอบของรูปนาม " ตั้งแต่ " สักกาย " ซึ่งเป็น " กายของตน " อย่างสัมมาทิฏฐิ จึงจะชื่อว่ามี " วิปัสสนาญาณ " พ้นสังโยชน์ข้อที่ 1 แล้วได้พิจรณา " กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม " อันเป็น " โลกุตรธรรม " ใน " สติปัฏฐาน 4" ข้อ 1 - 2 - 3 - 4 เจริญขึ้นไปตามลำดับดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า " โลกุตรธรรม " นั้นก็คือ โพธิปักขิยธรรม 37 นี้แล (ดูในพระไตรปิฎก เล่ม 31 ข้อ 620) ถ้าแม้น " อาการ " ของจิตยังไม่เปลี่ยนแปลงสภาพจาก " เคหสิตเวทนา " ที่เป็นโลกีย์ ซึ่งผู้ปฏิบัติขณะนั้นต้องรู้จักรู้แจ้งรู้จริงโดย " สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายอยู่ " หลัดๆ โทนโท่ทีเดียว กล่าวคือ มีองค์ประชุมของ " รูป " (ภาวะ " ที่ถูกรู้ " อยู่ในขณะนั้นก็คือ " ตัวตน " ของกิเลส กับ " นาม ") (ภาวะของ " ธาตุรู้ที่เรากำลังรู้ " อยู่ในขณะนั้น คือ " ญาณ " ) เรียก " องค์ประชุมของรูปกับนาม " นี้ว่า "กาย" อย่างอาการ 32 นี่ก็ต้องรู้ด้วยนามธรรม คืออาการที่ 33 มันปรุงแต่ง เป็นองค์ประชุม 2 นี้ตลอดกาลนาน จนกว่าคุณจะทิ้งซากของร่างนี้ไป ซากผีตายไป ก็หมดกาย แต่พาลกับบัณฑิต ถ้าอวิชชาก็ไม่มีกาย คุณทิ้งร่างนี้ไปแต่กายยังไม่ดับไป กายคุณไปด้วย " รูป " คือตัวกิเลส (ก็คือจิตตน) " นาม " คืออธิปัญญา (ก็คือจิตตน) ซึ่งต่างก็เป็น "จิต" ของเราเองนั่นเอง ทั้งรูป ทั้งนาม " รูป " กำลังเป็น " ภาวะที่ถูกรู้ " อยู่ในขณะนี้ มี " อาการ " ให้เรา " เห็น " (ปัสสติ) อยู่โทนโท่ โต้งๆ หลัดๆ ซึ่งก็คือ " เห็น " (ปัสสติ) " ตัวตนของกิเลส " (พลังงานจิตที่เป็นอกุศล) อย่างเป็นภาวะแท้ ด้วย " ปัญญา " ขั้นปรมัตถสัจจะ รู้จักรู้แจ้งรู้จริงในความเป็น "กาย" ของจิตที่เป็น " องค์ประกอบของรูปกับนาม " ชัดๆ และ " นาม " ในขณะนี้ก็คือ " สัญญา " ที่กำลังทำหน้าที่กำหนดรู้ภาวะนั้นๆ อยู่หลัดๆ และความรู้ที่รู้แจ้งขึ้นไปอีกเจริญจาก " สัญญา " ก็คือ ธาตุรู้เจริญจาก " สัญญา " พัฒนาขึ้นเป็น " ปัญญา ปัญญินทรีย์ " ฉะนี้เองคือ การเห็น " ธรรมกาย " อันเป็นกระบวนการของธรรมะ ที่กำลัง " เป็นไป " (ภวันติ) ของเราผู้กำลังเห็นอยู่โทนโท่ และ " อาการ " ต่างๆ ของกระบวนธรรม ก็กำลังเจริญพัฒนาใน "ธรรม" แท้ๆ จริงๆ ตามพุทธภาวะ (ความปรากฏอยู่จริงของพุทธ) ผู้ปฏิบัตินี้ จึงกำลังเป็นผู้ " เห็น " กายของพุทธ อย่างเป็นสัจจะ อันเป็น " ปรมัตถธรรม " แท้ๆ ผู้นี้กำลังเห็น " ธรรมกาย " ได้คือ เห็น (ปัสสติ) " องค์ประชุมของรูปนาม " ทั้งในความเป็น " เคหสิตเวทนา " ที่เป็น "กาย" ของ "ธรรม" แล้วปฏิบัติ " มรรคอันมีองค์ 8" อยู่อย่างสัมมาทิฏฐิ และทั้งสามารถ " แก้กรรม " ให้เกิดเป็น " เนกขัมมสิตเวทนา 18" สำเร็จแท้ ซึ่งเป็นการ " แก้กรรม " ทั้ง 4 ให้ " สัมมา " ได้จริงสัมบูรณ์ นั่นคือ การ " แก้กรรม " จาก " มิจฉาสังกัปปะมิจฉาวาจา มิจฉากัมมันตะมิจฉาอาชีวะ " ให้เป็น " สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ " ได้จริง สำเร็จบริบูรณ์ ซึ่งทั้ง สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ " นั้นล้วนคือ " กรรม " ทั้ง 4 องค์มรรค โดย " ดับกิเลส " ที่เป็น " ต้นเหตุ " ให้เกิด " อกุศลกรรม " ทั้งหลาย ได้ จนกระทั่งสามารถ " ดับสมุทัยอาริยสัจ " นั้นๆ อยู่อย่างเห็น " แจ้ง " (สัจฉิ) ความเป็น " นิโรธอาริยสัจ " แท้ ถึงที่สุดสัมบูรณ์ เป็นจริง
( 87 ) จึงจะเห็น " ธรรมกาย " ที่เห็น " พระพุทธเจ้า " สัมบูรณ์ นี่คือ การ " แก้กรรม " ด้วย " การกระทำ " (กรรม) ของเราเอง แก้จาก " อกุศลธรรม " โดยทำให้เป็น " กุศลธรรม " ที่เข้าข่าย " โลกุตรธรรม " ถึงที่สุด อย่างเห็นๆ กันทีเดียว อาตมาไม่กลัวใคร แต่กลัวคนเก่งกว่าพระพุทธเจ้า คือพวกแก้กรรมให้คนอื่นได้ เช่นสะเดาะเคราะห์เป็นต้น พวกนี้ต้องไล่ออกไปจากศาสนาพุทธ ขออภัยที่พูดหนัก แล้วเถรสมาคมก็ปล่อยให้มีอยู่เต็มไปหมด เป็นพระเป็นชีก็ไปแก้กรรม การแก้กรรมต้องแก้ของตนเอง แก้ด้วยการกระทำของตน แก้ธรรมะสิ่งที่ทรงอยู่ในตัวเราจากอกุศลธรรมให้เป็นกุศลธรรม ซึ่งเป็นการทำ " บุญ " คือ ชำระกิเลส (ปุนาติ) อันคือ " บาป " จากสันดานของตนได้จริง มีภาวะจริงให้เห็น รู้แจ้งเห็นจริงอยู่โทนโท่ ฉะนี้แลคือ " ธรรมกาย " แท้ๆ หรือ " พรหมกาย " ที่ตรงกับคำตรัสของพระพุทธเจ้าที่ว่า " ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเราตถาคต " ซึ่งต้อง " ตนเอง " เท่านั้นที่มี " การกระทำ " (กรรม) ให้ตนได้ คนอื่นไม่มีใครบังอาจ " แก้กรรม " อย่างเป็นจริงเช่นนี้ให้ใครได้เด็ดขาด กว่าจะรู้จักรู้แจ้งรู้จริง " ตัวตนของกิเลส " ก็มิใช่ง่าย กว่าจะใช้วิธี " ปหาน 5" (วิกขัมภนะ ตทังคะ สมุจเฉทะ ปฏิปัสสัทธิ นิสสรณะ) สำเร็จถึงขั้นสุด " นิสสรณปหาน " ก็ยากแสนยาก
( 88 ) " ธรรมกาย " ที่แท้ของพุทธ คือ การเกิดของธรรม "ธรรม" ต่างๆ ที่กำลังเกิดในตัวผู้ปฏิบัติ กำลังเป็นกำลังเห็น กำลังแจ้งความเป็น " พุทธสัจจะ " อยู่โต้งๆ นี้แหละคือ " ปรมัตถธรรม " ที่ชื่อว่า " ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเราตถาคต " เป็น " ธรรมกาย " หรือ " พรหมกาย " ที่เกิดโลกุตรธรรมแท้จริง ซึ่งเป็นอาริยธรรมของพุทธตาม สัมมาทิฏฐิ ถ้าแม้นเห็น " ตัวตนของกิเลส " อยู่โต้งๆ ว่า มันยังไม่ลดลงยังไม่จางคลายลง ยังไม่ดับไปก็คือ มันยังคงเป็น " เคหสิตเวทนา " อยู่ สภาวธรรมที่ " เกิด จริง เป็นจริง " ทั้ง " ความเกิดของจิต " ทั้ง " ญาณทัสสนวิเศษของผู้ปฏิบัติ " เห็นสภาวะต่างๆ นั้นอยู่หลัดๆ ทีเดียวที่เรียกว่า " วิปัสสนาญาณ " (การเห็นความจริงยิ่ง) และกำลังทำ " มโนมยิทธิ " (การทำฤทธิ์ทางใจ ฤทธิ์นี้คือฤทธิ์ในการชำระกิเลส ไม่ใช่ฤทธิ์นอกรีตคำสอนพระพุทธเจ้า) เป็น " อุตตริมนุสสธรรม " แท้ ข้อที่ 1 ของ " วิชชา 8" เป็นการทำ " การเกิด " ของจิต ชื่อว่า " โอปปาติกโยนิ " ตามพระอนุสาสนี ต่อเมื่อ " เห็น " ว่าเราปฏิบัติมีผล " การกำจัดกิเลส " ลดลง จางคลายลง หรือดับไปได้ นั่นคือ " อาการ " ของผลธรรมที่เราสามารถทำได้ผล จึงชื่อว่า ผู้เนกขัมมะ คือ บรรลุผลที่เป็น " เนกขัมมสิตเวทนา " นี้คือ การเห็น " กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม " ที่เป็น " โลกุตรธรรม " สัมมาทิฏฐิแท้จริงแล้ว
( 89 ) " ธรรมกาย " แท้ของพุทธ ไม่ใช่แค่การสร้าง "ภพ" การทำ " ธรรมกาย " ให้เกิด " อาการ " ใสๆ ในภวังค์ ที่ทำๆ กัน สอนๆ กันทั้งหลายนั้น คือ การสร้าง "ภพ" สร้าง "ชาติ" อยู่ในภวังค์ หรือการทำสมาธิหลับตาเข้าไปอยู่ในภวังค์ใดก็ตาม ที่ปั้นภาพปั้นรูปขึ้นสำเร็จในจิตภวังค์นั้น ล้วนเป็น " มโนมยอัตตา " ทั้งสิ้น หากทำได้สำเร็จเห็น " ความใส " ในภวังค์ก็ดี หรือเห็นภาพที่เกิดอื่นๆ ใดๆ ก็ดี จนถึงขั้นเห็น " พระพุทธเจ้า " ในพุทธเกษตรปานนั้นก็ตาม ล้วนคือ " สัญญา " กำหนดหมายของคนผู้ทำสัญญาณเอง จนสามารถทำได้สำเร็จด้วยจิต ก็เป็น " มโนมยอัตตา " (รูปที่สำเร็จด้วยใจ) ทำให้เกิดภาวะนั้นๆ มีขึ้นได้ในใจของตน เป็น " นิมมาน " (การเนรมิต,การสร้าง,การประดิษฐ์)จาก " ทิฏฐุปาทาน " (ความยึดมั่นในทิฏฐิ) ของตน จนเป็น จนมีขึ้นได้สำเร็จ (ฉะนี้เองคือ ผู้ได้นิมมานรดีจากการสร้างเอง) " การเกิด " แบบนี้เป็นการทำให้ปรากฏขึ้นในจิตได้เช่นกัน แต่เป็น " การเกิดของจิตในจิต " ที่ยังไม่มีเหตุปัจจัยครบองค์ประกอบของรูปกับนาม หรือครบองค์ประกอบของการ " สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย " กระทั่งมี " กายสักขี " (มี "กาย" เป็นสักขีพยานอยู่โทนโท่) บริบูรณ์ [พระไตรปิฏก เล่ม 36 ข้อ 42 และเล่ม 31 ข้อ 491-498]
เพราะเป็นการปฏิบัติที่ยังมิจฉาทิฏฐิ ทำได้แค่เป็น " การเกิด " ของ " โลกียจิต " ที่สร้าง " มโนมยอัตตา " ขึ้นมาได้สำเร็จใน "ภพ" (ภวังค์) ด้วยความรู้ขั้น " สัญญา " เท่านั้น ยังไม่ " เห็น " ด้วยปัญญา จึงยังไม่ใช่ " การเกิด " ที่เป็น " การเกิด " ที่เรียกว่า "นิพพัตติ" เป็นการเกิดแค่ " โอกกันติ " ที่ยังหยั่งลงเป็น " โลกียจิต " ของปุถุชนอยู่ "นิพพัตติ " คือ " การเกิด " ของ " โลกุตรจิต " ตั้งแต่เริ่มเกิด กระทั่งถึงขั้นสูงสุด อันเป็นขั้น " นิพพาน " กันทีเดียว ถ้า " การเกิด " ขั้นนิพพัตตินี้แหละ เจริญขึ้นๆ ถึงขั้น "อภินิพพัตติ" ก็คือ " การเกิดของโลกุตรจิตขั้นสูง " ที่สูงขึ้นถึงขั้นสุดนิพพาน ผู้นั้นจึงจะเป็นผู้เจริญใน " อธิศีลสิกขา อธิจิตสิกขา อธิปัญญาสิกขา " มี " เจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ " ครบ " วิมุตติญาณทัสสนะ " สัมบูรณ์ ความว่าง คือว่างจากอกุศลจิต ว่างจากกิเลส ไม่ใช่ว่า ว่างจากทุกสิ่ง
พูดถึงตรงนี้ก็ขออ่าน รหัสมหายาน ของ นาครชุน ในมติชนรายสัปดาห์ ฉบับนี้แหละ จากบทความของ สุมาลี มหณรงค์ชัย ว่า การจะเข้าใจหลักสายกลาง ของ พระนาครชุน ไม่ใช่เรื่องง่าย อีกทั้งการอธิบายหลักการของมาธยมิกะ ก็อาจทำให้คนตีความเข้าใจผิดเรื่องทางสายกลางอีก เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิด สุมาลี ก็ยืนยันจะศึกษาสำนักมาธยมิกะ ผ่านคำถามว่า 1 . หลักการหรือทาง "สายกลาง" ของสำนักมาธยมิกะคืออะไร 2 . หลักการถูกบัญญัติเป็นทางสายกลางระหว่างอะไรกับอะไร? 3 . และหลักการของมาธยธิกะแตกต่างจากแนวคิดอุ จ เฉทวาทะอย่างไร (อุจเฉทนั้นว่าง แต่ของนาครชุนนั้นมี แต่ว่าง) 4 . ทำเช่นไรถึงเข้าหลักการของมาธยธิกะได้?
คำถามเหล่านี้อยู่ในความสนใจของนักวิชาการพุทธ และปราชญ์เรื่อยมา หลักค ำ สอนสำคัญนิกายมาธยมิกะ มีความเห็นขัดแย้งกับแนวคิด ในพระอภิธรรมที่ยอมรับว่า จิต เจตสิก รูป และนิพพาน เป็นสิ่งที่มีอยู่จริง หรือมีแก่นแท้ (สวภาวะ) โดยปฏิเสธความมีอยู่ของสภาวธรรมเหล่านั้น เพราะสิ่งเหล่านั้นล้วนเป็นความจริงสมมติ ไม่มีอยู่จริง ไม่มีสิ่งใดเลยที่มีอยู่เอง เป็นอยู่เองอย่างอิสระโดยไม่ต้องอิงอาศัยสิ่งอื่นๆ สรรพสิ่งล้วนต้องอาศัยสิ่งอื่นเกิดขึ้นและเป็นไป (สัมพัทธ์) เมื่อสภาวธรรมเหล่านั้นไม่มีแก่นแท้ เกิดขึ้นด้วยตัวเองไม่ได้ ดังนั้น จึงเป็นสิ่งที่ว่างเปล่า ซึ่งเป็นที่มาของหลักคําสอนสําคัญคือ หลักสุญญตา (ศูนยตา) ปฏิจจสมุปบาท และหลักคําสอนเรื่องความจริง ดังจะนําเสนอตาม ลําดับ ดังต่อไปนี้ 1) หลักสุญญตา นาคารชุน ใช้คําว่า สุญญตา (ภาษาสันสกฤตคือ ศูนยตา) เรียกการที่สรรพสิ่งไม่มีลักษณะที่เป็นแก่นสารในตัวเอง ไม่มีสิ่งใดที่มีอยู่จริงๆ หรือเป็นอยู่อย่างอิสระจากสิ่งอื่นๆ (สวภาวะ) ความมีอยู่ของสิ่งหนึ่งๆ ต้องขึ้นอยู่กับความมีอยู่ของสิ่งหนึ่งๆ การมีอยู่ของสรรพสิ่งล้วนต้องอิงอาศัยซึ่งกันและกัน ที่เรียกว่า สัมพัทธภาวะ ดังนั้น สรรพสิ่งจะว่าไม่มีอยู่ก็ไม่ใช่ แต่จะว่ามีอยู่แบบที่คนทั่วๆ ไปเข้าใจก็ไม่ใช่ เพราะคนทั่วไปมักเข้าใจว่าสรรพสิ่งมีอยู่จริงด้วยตัวมันเอง หรือมีอยู่อย่างอิสระ ดั
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive