570616_พ่อครูที่ปฐมอโศก เรื่อง ปฐมกาย.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2557
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์343 KB
วันที่แก้ไข21 เมษายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

570616_พ่อครูที่ปฐมอโศก เรื่อง ปฐมกาย

วันที่ 16 มิถุนายน 2557 ที่บวร ปฐมอโศก

ปฐมอโศกเราครบ 30 ปีที่ตั้งมาแต่ปี 25 2 7 มาถึงปีนี้ 2557 ก็ครบอายุ 30 ปีปฐมอโศก อาตมาก็อายุ 80 พอดี แสดงว่าเริ่มต้นสร้างที่นี่อาตมาอายุ 50 ปี กุฏิหลังที่เห็นข้างหลังอาตมา เป็นกุฎิหลังแรกของปฐมอโศก ตอนแรกหลังคาไม่เป็นเช่นนี้ แต่ตัวโครงใหญ่ยังอยู่ ทำด้วยไม้ตาล ถมดินใหม่ในอาณาบริเวณข้างนอก แต่ก่อนนี้ป่านี้เป็นป่า พงดอ ที่เขาเอาขยะมาทิ้งและคนก็มักมานั่งขี้ นอกนั้นก็มีต้นตะโก ไม้พุ่มไม้ล้มลุกบ้าง จนกระทั่งเราได้ปรับข้างล่างทำสถานที่จนก่อร่างสร้างรูปมา บ้านคุณจำลองก็เป็นบ้านหลังแรก เป็นบ้านหลังเล็กๆเท่ากุฎิ แต่ของเขาทำพิเศษมีส้วมในนั้นเลย เราได้เป็นชาวอโศก อายุชาวอโศกต้องนับแต่ปี 2516 เราเร ิ่ มมาก่อตัวที่ธรรมสถานแดนอโศก ที่ ต.ทุ่งลูกนก อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม เราออกมาจากวัดอโศการามแล้วก็มา ตั้งใจมาศึกษาฝึกฝนกันที่นั่น ตั้งใจมาบำเพ็ญศึกษากันแท้จริง เพราะอาตมาทำงานที่วัดอโศการามนั้นน่าเขม่น เพราะบวชใหม่ เราก็มีความเข้าใจทฤษฎีพระพุทธเจ้าอย่างหนึ่ง ไม่กินเนื้อสัตว์ แต่วัดอโศการามก็กินมื้อเดียว เขาเป็นวัดป่า ปฏิบัติดีแต่ก็ต่างกัน ทีนี่คนฟังธรรมะอาตมา อาตมาบรรยายธรรมะตั้งแต่ยังไม่บวช เด็กๆไม่รู้จักอาตมานี่เป็นดาราโทรทัศน์ จัดรายการเยอะ บางวันสามรายการคนเดียวจัด เกือบทุกวัน จัดรายการมากที่สุด เป็นโทรทัศน์ช่องแรกของประเทศไทยเป็นช่อง 4 ต่อมามีช่อง 7 ของทหารมาอีก อาตมาทำงานโทรทัศน์มา 12 ปี เสร็จแล้วมันเต็มแล้ว ไม่อยู่แล้วทางโลก ก็ออกมา ก่อนจะออกมา ก็บรรยายธรรมะแล้ว เราก็ได้บำเพ็ญตามประสาเราจนเห็นแจ้งแล้ว ว่าไม่เอาแล้วที่จะต้องไปล่า ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุขเหมือนเขา ออกมาทำงานทางโลกตั้งแต่อายุ 23 ถึง 24 ปี จนอ

อ่านต่อ

ายุ 36 ปีก่อร่างสร้างตัว ตั้งแต่เกลือเม็ดหนึ่ง เช่าบ้านเขาเดือนละ 700 บาทบรรจุทำงานเงินเดือน 750 ตอนที่เรียนจบออกมาทำงาน ก็รับน้องๆมาเลี้ยง เพราะพ่อกินแต่เหล้าก็เลยต้องเลี้ยงน้องแทนแม่ มีรายได้จากการจัดรายการมากกว่าเงินเดือนเยอะ เงินเดือนนั้นอัตราข้าราชการ เริ่มชั้นตรี กว่าจะชั้นโทก็สองพันกว่าบาท ตอนออกมาเงินเดือนอาตมาพันกว่าบาท แต่รายได้จริงๆนั้นเดือนละ สองหมื่นกว่าบาท บางช่วงสอนสามโรงเรียนเลยวิ่งสอน ก็เล่าถึงชีวิตที่ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย แต่พอมาทางธรรมะก็เข้าใจหมดแล้ว ไม่ไปทำอย่างนั้นอีก เรียกว่าบรรลุธรรมเลย ตอนออกเราก็บอกความจริงเขาว่าเราไม่เอาแล้วทางโลก สองสามครั้งเขาก็ยอมเซ็นต์ แล้วบอกน้องๆแบ่งสมบัติให้น้องๆ ให้น้องๆช่วยรับช่วงส่งเสียกันให้เรียนจนก็เรียบร้อย มาออกบวช บวชอยู่วัดอโศการาม ออกไปตอนแรกก็ยังไม่บวช ก็รองเท้าไม่ใส่ นุ่งขาสั้นใส่เสื้อคอกลมขาว โกนผม เขาก็ว่าบ้า คิดดูสิดารา บางคนก็บอกว่าธรรมแตก เราก็เดินสุขุมสงบ ไม่มองหน้าใคร เป็นดารา พอไปบรรยาย เป็นฆราวาสไป คนฟังก็มีคนที่เข้าใจก็มี ขึ้นเวทีวัดนรนาทเป็นหลัก ยังไม่บวช แล้วก็ไปพูด คนฟังก็ไม่รับ ดีไม่ดีก็มองเห็นเป็นเรื่องประหลาด ก็มองว่าเราไม่มีลักษณะน่าเชื่อถือ จนกระทั่งออกจากวัดไปสร้างกุฎิอยู่ในป่าแสมวัดอโศการาม ยังไม่คิดบวชง่ายๆเราก็ไปอยู่แล้วบอกว่า อย่าให้พระมากวนผม เจ้าอาวาสก็หัวเราะว่ามีแต่โยมจะไปกวนพระ ต่อมาก็เลยว่าไม่เหมาะที่เราจะอยู่อย่างนี้ ก็ไม่ได้ผลเท่าไหร่ ก็มาบอกอุปัชฌาย์ ว่าขอบวชแล้ว ท่านก็ว่าไหนว่าจะอยู่สัก 10 ปีไง ท่านก็หาบริขารให้หมด บาตรใบแรกน้องๆจ่ายตังค์ บวชเสร็จแล้วทีนี้เดินสงบ เรียบร้อย บรรยายธรรมะก็ได้เรื่อง ทั้งพระธรรมยุติและมหานิกายทั้งโยมก็มาฟังธรรมกันมาก จนที่ไม่พอต้องต่อเติม อยู่ไปจนคนเดินเข้าวัด ไม่ได้ไปหาเข้าอาวาสแต่เดินมาหาอาตมาไปท้ายวัด แล้วพระอื่นท่านก็เขม่นหลายอย่าง อาตมาบวชใหม่ๆก็ขึ้นเทศน์ ซึ่งพระวัดอโศการามไม่ถึง 10 ปีเขาไม่ให้เทศน์นะ ต้องระดับเถระขึ้นไปจึงขึ้นธรรมาสน์เทศน์ได้ แต่โยมเขามาขอให้อาตมาไปบรรยายให้เทศน์ ก็ขึ้นเทศน์ตั้งแต่อายุพรรษาไม่ถึง 10 เวลาลงโบสถ์ก็ไปก่อนเพื่อน สงบเสงี่ยมเรียบร้อย เวลาลงโบสถ์ก็มีญาติโยมมารอเลี้่ยงโอเลี้ยง เราก็ไม่ฉัน เพราะฉันมื้อเดียว เดิน เดินสงบจนเขาว่าเย้ายั่ว ก็เลยเหมือนเป็นสองวัด ก็เลยปรึกษาหารือ มีพระมหานิกายท่านก็ว่ามีที่ของพ่อแม่ ไปบำเพ็ญกันที่โน่น ไปขอท่านเจ้าคุณท่านก็ถามว่ามีพระมหานิกายไหม? เราก็ว่ามี ท่านก็ว่าไม่ได้ผิด เราก็ว่าศาสนาพุทธเหมือนกันทำไมต้องมาทะเลาะกันแยกนิกาย เราก็ต่อรองท่าน ผมรับผิดชอบเอง ท่านก็ว่าไม่ได้ ผู้ใหญ่รู้เรื่องก็จะสอบสวน อาตมาก็ทำอย่างไรดี? ถ้าจะไป ท่านก็ให้คืนใบสุทธิ ไปสร้างกุฎิให้ 7 หลังเลย แล้วหลวงอาเป็นเจ้าคณะตำบล เป็นอุปัชฌาย์ด้วยท่านก็เข้าใจชอบพระปฏิบัติด้วย ออกจากนั่นพศ. 2516 ตั้งใจออกไปแล้วไม่ถอยหลังนะ มีชี ศีล 10 อยู่ที่นั่นรูปแรกเลยคือผุสดี อาตมาก็ให้ศีล 10 อาตมาก็ว่าไม่เอาสีขาว ให้ห่มสีกรัก ผู้หญิงก็ชอบกัน ออกมาบวช ถือเคร่งทิ้งเงินทิ้งทองจริงๆ แต่ก่อนเคร่งกว่านี้เยอะเลย ออกมาจากวัดตี 3 กะว่าจะเดินถึงแดนอโศกเลย เดินมาไม่เท่าไหร่ก็เป็นลมกัน สม.จิตราเป็นลม ก็บำบัดกัน จนไม่ไหว พอดี รถ 10 ล้อดัมพ์ ก็อาสาพามาก็เลยขึ้นรถมาเลย ข้ามแพแม่น้ำนครไชยศรี แล้วขึ้นรถมา พอมาถึงก็ดีใจใหญ่ พอมาถึงมีคนไปเจอ งู 7 ตัวพันกัน หันหัวไปคนละข้าง เรียกกันไปดูใหญ่เลย อาตมาไม่ได้ไปดู แม้แต่มาอยู่ที่นี่ เด็กๆรุ่นหลังแผ่นดินนี้เป็นของชาวอโศก แล้วเด็กๆเป็นชาวอโศกไหม ก็เป็น มีสิทธิ์ใช้สอยอาศัย แต่ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นเป็นเจ้าของ เป็นระบบยิ่งใหญ่กว่าคอมมิวนิสต์ หรือสังคมนิยม สาธารณโภคีเป็นสุดยอดของประชาธิปไตย ทุกคนทำงานเอาเข้ากองกลางหมดเสียภาษีร้อยเปอร์เซ็นต์โดยเต็มใจ เป็นระบบที่ยิ่งใหญ่มาก อาตมาก็ยังนึกไม่ถึงว่า ระบบของพระพุทธเจ้าจะยิ่งใหญ่ปานนี้ เราทำมาตั้งแต่ที่นี่เป็นชุมชนแรก เกิดหมู่บ้าน เป็นวัฒนธรรมเป็นอยู่สังคมจนเป็นบุญนิยมสาธารณโภคี อยู่กันจนป่านนี้ แยกขยายผล จนมีครอบครัวในสังคม เหมือนราชธานีอโศก ที่นี่ก็มีบ้านเรือน แต่ว่าราชธานีอโศกมีครอบครัว ทำคลอดกันในนั้นเลย แต่ก็แนวโน้มไม่นิยมมีครอบครัว ถือศีล 8 ศีล 10 มีทั้งฆราวาส สมณะ นักบวช ครบ มีมรรคองค์ 8 ครบถ้วน มีวัฒนธรรม จารีตประเพณี พึ่งตนรอด อยู่ได้อย่างมีการประพฤติศึกษา มีชีวิตอยู่ได้ แบ่งงานการกันทำ จนพึ่งตนรอดได้ มีงานมีการกิจการรายได้ จนที่สุดปฐมอโศกไม่มีเงินหนี้เงินหนุนเลย ที่บ้านราชก็กำลังก่อเกิดสถาบันการศึกษาขั้นอุดมศึกษา โดยให้อ.เอนก นาคะบุตร ที่ทำมหาวิทยาลัยให้กลุ่มอาศรมศีลอยู่แล้ว ออกใบรับรองทางนิตินัยให้ พวกเราก็ยินดีกันมาก มาสมัครกัน 180 กว่าคน อาตมาตั้งชื่อว่า วิชชารามนาวาบุญนิยม (ว.นบ.) ปฐมอโศก เป็นการเจริญของกลุ่มชนชนิดหนึ่ง อาตมาเรียกว่า อาริยชน เป็นคนเจริญ คนประเสริฐมีคุณธรรมพระพุทธเจ้า อย่างที่อาตมาเข้าใจนั้นไม่เหมือนเขา เป็นกายต่างกัน สัญญาต่างกัน เป็นสัตว์คนละชนิด เป็นเทวสัตว์ เป็นพรหมสัตว์ อารยะชนก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง เป็นเจริญแบบนั้นทั่วโลกเขาก็เป็นแบบนั้น ส่วนศาสนาพุทธที่เขาเข้าใจก็เรียก อริยชน แต่อาตมาว่าไม่ใช่ คนที่เขาว่าเป็นอรหันต์นั้นเขาอธิบายสังโยชน์ 3 ไม่ได้ กายตัวแรก เลยเขาก็ไม่รู้ อธิบายผิด ไม่ตรงกับสภาพจริงที่เราได้ พวกเราได้กายที่ถูกต้อง มี สัญญาตามที่เรามีสัมมาทิฏฐิ สามารถรู้องค์ประกอบ ทั้งนอกและใน สามารถอภิสังขารปรุงแต่ง กาย วจี มโน เป็นชาวอโศกได้ ลงตัวกับธรรมะของพระพุทธเจ้า เช่นสาราณ ี ยธรรม 6 มีสาราณียะ ปิยกรณะ คุรุกรณะ สังคหะ อวิวาทะ สามัคคียะ เอกีภาวะ อาตมาก็ว่าจะเรียกพวกเราว่า เป็นอริยชนก็ไม่ได้ เราไม่เหมือนเขา ถือศีล กรรมต่างกัน อุทเทสต่างกัน การประพฤติปฏิบัติชีวิตต่างกัน การอธิบายธรรมต่างกัน ศีล สมาธิ ฌานต่างกัน อธิบายต่างกัน สติปัฏฐาน 4 ก็ไม่เหมือนกัน เมื่อมาถึงวันนี้ กลุ่มชาวอโศกที่อาตมาสร้างมา ชีวิตเราก็มาอยู่กับทางนี้ มั่นใจปักใจว่าจะเดินทางนี้ ตายไปก็หลายคนแล้ว อยู่กันเป็นหมู่บ้านสังคมนี้ พวกเราก็ตั้งใจอยู่จนตายก็มีเยอะ จนเป็นครอบครัวอโศก อาตมามั่นใจว่านี่คือธรรมพระพุทธเจ้าที่สัมมาทิฏฐิที่จะหยั่งลงในโลก ที่สัทธรรมพระพุทธเจ้าเพี้ยนไปแล้วจาก 2600 ปีที่ผ่านมา เช่น สัทธรรม 7 ในจรณะ 15 คุณต้องมีศรัทธา หิริ โอตตัปปะ พหูสูตร วิริยะ สติ ปัญญา นี่คือสัทธรรม 7 ศรัทธา คือ เชื่อถือ เชื่อมั่น ว่าสัมมาทิฏฐิเป็นเช่นนี้แหละ จะเห็นว่าเขาไม่ค่อยอธิบายจรณะ 15 โดยเฉพาะ อปัณณกปฏิปทา เขาไม่พูดเลย ปฏิบัติโภชเนมัตตัญญุตาเขาไม่พูดถึงเลย สำรวมอินทรีย์ 6 ก็สำคัญ ต้องระวังสังวร ทวาร 6 เกิดวิญญาณ พิจารณาวิญญาณ เมื่อสัมผัสจะเกิดองค์ประชุมเรียกว่า กาย ถ้าตาคุณบอกคุณก็ไม่มีวิญญาณให้คุณศึกษา พอ ตากระทบรูปก็มีวิญญาณ เป็นองค์ประชุมของรูป เห็นเงาะก็เป็นองค์ประชุม เราก็รู้ว่าเกิดวิญญาณ มีมังคุดกับเงาะ คนไหนอุปาทานชอบเงาะก็คว้าเงาะ คนไหนชอบมังคุดก็คว้ามังคุด แล้วถ้ามีสองคนชอบเหมือนกันก็แย่งกัน คนไม่ได้ก็โมโหทะเลาะกันได้ คำว่า กาย นั้นขาดธาตุรู้ไม่ได้ คนตาบอดไม่มีกายของภาพ รับรู้กายของภาพพวกนี้ไม่ได้ ย ิ่ งตาบอดแต่กำเนิดลูบคลำก็รู้ว่าสัมผัสรูปมนุษย์ แต่สีเขาไม่เห็น สีเขียว สีม่วงเขาก็ไม่เห็น กายที่เป็นรูปเขาไม่รู้ แต่เขาจะรู้จักสัมผัส เป็นกายในกายได้เช่นกัน ก็มีวิญญาณที่รู้ได้แค่นั้น ไม่ครบอายตนะ 6 จมูกเขาดี หูเขาได้ยินก็รับได้เท่านั้น เกิดกายเท่าที่มีผัสสะสัมผัสจริง เสียงก็เป็นกาย กลิ่นก็เป็นกาย สัมผัสก็เป็นกาย เวทนาก็คือพอสัมผัส มันก็ปรุงแต่งปั๊ป เป็นกายสังขาร คำว่า กายสังขารต้องรวมทั้งข้างนอกและข้างในนามธรรมที่รับรู้สัมผัสได้ กาย คือ องค์ประชุมที่ต้องมีนามธรรมมารับรู้เสมอ คำว่า สักกาย คำต้นของสังโยชน์ ถ้าคุณไม่รู้สักกายะ แล้วพิจารณา กายในกาย ในสติปัฏฐาน 4 ไม่ได้ ไม่สัมมาทิฏฐิก็ปิดประตูบรรลุธรรมเลย พวกที่ไม่ได้พิจารณาตั้งแต่ต้น ล้างกิเลสตั้งแต่ เช่น เราติดมังคุด ก็ปฏิบัติตั้งแต่นอก แล้วค่อยไปปฏิบัติภายใน ถ้าไม่ได้ทำเป็นลำดับมา แม้คุณจะปฏิบัติจนได้กายสักขี อาสวะบางอย่างสิ้นไป พระพุทธเจ้ า ก็ไม่รับรองว่าบรรลุธรรมเป็นอรหันต์ได้ คุณอาจอ่านนิวรณ์ แต่เป็นนิวรณ์ในภพในเท่านั้น แต่ในกามภพคุณไม่รู้เรื่อง พระพุทธเจ้าว่า ถ้าแน่ใจว่าอาสวะบางอย่างสิ้น คุณต้องพิสูจน์ว่าอาสวะที่อยู่กับตา หู จมูก ลิ้น กาย จะหมดด้วยไหม คือจะต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย รู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง สำเร็จอิริยาบทอยู่ การปฏิบัติผิดคือเอาแต่ไปนั่งหลับตาปฏิบัติธรรม ก็ไม่เกิดกาย เพราะตัดผัสสะ ข้อแรกของสัตตาวาส 9 กายข้อแรก ต้องปฏิบัติธรรมแต่ไปนั่งหลับตาเป็นอสัญญีสัตว์ ก็จบเกมเลย ไม่มีทางบรรลุธรรม เมื่อเข้าใจนิโรธสมาธิ ฌานแบบฤาษี ฌานแบบสัตตาวาสหรือวิญญาณฐีติข้อ 1 ย่อมรู้แต่จิตในจิต ไม่เกิดองค์ประชุมในระหว่างตากระทบรูป หูกระทบเสียง สังโยชน์ตัวแรกต้องรู้สักกายทิฏฐิ แต่คำว่า กาย นี่เข้าใจเพี้ยนแล้ว จะต้องให้รู้ วิญญาณที่เกิดยามกระทบสัมผัส ผู้มีกายต่างกัน สัญญาต่างกัน เช่น 1 .สัตว์บางพวก กายต่างกัน สัญญาต่างกัน เช่น พวกมนุษย์ เทพบางเหล่า พวกวินิปาติกะบางเหล่า แต่เขาไปเข้าใจผิดว่า สัตว์นรกเป็นรูปร่างสีสัน มีตัวตน แต่วิญญาณสัตว์นรกที่รู้ได้ด้วยอาการ ลิงค นิมิต อุเทส นั้นไม่ได้เพราะไม่ได้มีสัมมาทิฏฐิอย่างที่อาตมาอธิบายให้ฟัง อย่างเห็นมังคุดนี่ ถ้าคุณจินตนาการเมื่อกระทบตาปั๊ปว่า มังคุดลูกนี้ คุณเคยแกะมากิน เนื้อมันคงขาวๆ มันมีกี่กลีบ มันคงขาวฉั๊วทุกเม็ดเลยนะ ไม่เสียสักกลีบ คุณกระทบนอกก็มโนภาพภายในได้เลย อย่างเงาะโรงเรียนนี่ ก็ในนี้มันจะมีอาการ ลิงค นิมิต ไม่มีรูปร่าง แต่ก็จะต่อเนื่องหา รูป รส กลิ่น เสียงสัมผัส ว่ามันคงน้ำฉ่ำ เนื้อแน่นกรอบหวานหอม ต่างๆนานา คุณก็วิจัยมันว่า คุณไปชอบมันแต่เมื่อไหร่ เราก็กินเพื่อให้ได้ธาตุวิตามิน ธาตุอาหารไปเลี้ยงสรีระ คนไหนกินก็ได้ธาตุนี้ แต่บางคนชอบกินก็กินแล้วรู้สึกอร่อย บางคนไม่ติดก็ได้ธาตุอาหารเท่ากันแต่เขาไม่ติดอร่อย ไม่รู้สึกอร่อย แต่คนไม่ชอบก็ทุกข์ฝืนไม่อร่อย นั้นและทั้งสุขและทุกข์ก็คือตัวปลอม ถ้าคุณล้างอุปาทาน ยังชังหรือชอบอยู่ คุณก็คือสัตว์นรกอยู่ เห็นสัตว์นรกที่เกิดจากเงาะ ถ้าอธิบายผิด คุณจะไม่เห็นกายที่เกิดจากเงาะ ไม่เห็นสัตว์นรกที่เกิดจากเงาะ เพราะคุณไม่ได้เรียนรู้มาแบบนี้ คุณไปเรียนรู้สัตว์นรกว่า มีตัวเป็นๆเห็นด้วยตา มีรูปร่างสีสัน หลอกกันมาสอนกันมา แต่คุณไม่เห็นสัตว์เปรตที่เกิดจากการสัมผัสมีผัสสะกับมังคุดกับเงาะตามที่ยกตัวอย่าง เพรา ะสัมมาทิฏฐิจึงปฏิบัติได้ถูก พิจารณาเป็น รู้จักทำ กายในกาย รู้เจตสิก ใช้สัญญากำหนดลงไปในเวทนาที่ปรุงเป็นสัตว์นรกหรือเทวดา ถ้าคุณสัมผัสแล้วชอบใจก็เป็นเทวดา แม้คุณยังไม่ได้มากินก็ตาม คุณก็ชอบใจได้แล้ว เห็นปั๊ปก็เป็นเทวดา ปรุงแต่งเป็นชอบ ก็คือ กายสังขาร มีจิตเทวดา ถ้าคุณเรียนสัญญา ไปกำหนดว่าเป็นของน่าได้ น่ามี น่าเป็น ต้องเอา คุณก็ปฏิบัติการตามที่จะเอา แต่ถ้าได้เรียนรู้ว่าชอบตามที่ปรุงแต่ง จริงๆคุณไม่มีความรู้ถึงธาตุอาหารหรือวิตามินมันหรอก รู้แต่ว่า กินเงาะนี่อร่อย นี่กิเลสทั้งยวงเลย จนกว่าจะไปเคร่งทางวิชาการก็ไปติดว่าเงาะนี่มีธาตุอาหารอย่างไร แต่ก็ไม่ได้เรียนรู้เจตสิก แต่ถ้าเรียนรู้เจตสิกก็จะรู้ธาตุอาหารเนื้อแท้สาระได้มากขึ้นเอง ธาตุอาหารมันมีของมันอยู่แล้ว กินเงาะก็ได้ธาตุเช่นนี้ คนธรรมดาไม่ศึกษาธรรมะ เขาชอบใจก็เอามา ไม่ชอบใจก็ไม่เอา ชีวิตจึงทำให้กิเลสหนาตลอดเวลา ความเป็นสัตว์นรกก็ไม่รู้จริง ความเป็นเทวดาที่มีทั้งสมมุติเทพ อุบัติเทพและวิสุทธิเทพก็ไม่รู้ เราจะค่อยล้างถอดคราบของสัตว์นรกมาเป็นสัตว์สวรรค์แท้ จากสมมุติเทพมาเป็นอุบัติเทพ การจะเห็นองค์ประชุมของสัตว์นรก ก็คือต้องเห็นเวทนาสุข(สัตว์เทวดา) เห็นเวทนาทุกข์(สัตว์นรก) แล้วเข้าไปรู้ตัวเหตุ สโทส สราค รู้การดำรินึกคิดองค์ประกอบ รู้องคาพยพของความเป็นสัตว์ เห็นกายของเทวดาอุบัติเทพ ทำให้กิเลสตาย คุณก็จะเห็นพรหมคือความสะอาดของจิต ถ้าไม่ได้ฟังสัมมาทิฏฐิก็จะไม่รู้วิธีอ่านรู้สัตว์พวกนี้ ย ิ่ งไปนั่งหลับตาดับ ยิ่งไม่รู้เรื่องเลย จะรู้กายวิญญาณ คนไม่สัมมาทิฏฐิไม่รู้หรอก มีแต่ติดใจในเทวดาสมมุติ ไม่คลายเลย ไม่ว่าเรื่องกิน เรื่องโลกธรรม มันต้องมาคลายมาล้างอย่างเป็นรากฐานจริงๆ ข้อที่ 1 ในวิญญาณฐิติ หรือ สัตตาวาส คุณจะรู้ความเป็นสัตว์ จนดับเหตุแห่งสัตว์ จนเป็นพรหม สิ้นความเป็นสัตว์มีแต่กายสะอาดเป็นพรหม คุณต้องรู้ความหมายหรืออุเทสอย่างสัมมาทิฏฐิจึงปฏิบัติได้ สติปัฏฐาน 4 ใครเคยเรียนรู้จากอาจารย์ไหนๆแล้วไม่ได้สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ก็ไม่มีทางถึงอรหันต์ เพราะไม่ถึงขั้นที่จะทำแบบ นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) ได้หรอก ไม่งามในเบื้องต้นท่ามกลาง บั้นปลายได้เลย ไม่สัมบูรณ์ไม่บริบูรณ์หรอก คำว่า กาย ถ้าเข้าใจไม่ถูกแล้วปฏิบัติไม่บรรลุ คำว่า กายสังขารนั้นไม่ใช่แค่สรีระภายนอก แต่ว่าต้องมีจิตเป็นประธาน ขาดจิตคุณออกนัจจะไม่ได้เลย เขาอธิบาย กาย เวทนา จิต ธรรม ได้ไม่ถูก เพราะเข้าใจคำว่า กายผิดๆ แล้วให้ไปพิจารณา นิวรณ์ 5 ในภวังค์ ไม่มีการกระทบสัมผัสทวาร 5 เลย คุณจะรู้ถีนมิทธะกับอุทธัจจะกุกกุจจะ ที่เป็นความจริง แต่ไม่รู้ความจริงของ กามและพยาบาท ไม่สามารถกำหนดรู้ กาย ของกามและพยาบาทไม่ได้ การไปนั่งหลับตาปฏิบัติก็ได้แค่นึกสัญญากามหรือพ ย าบาทขึ้นมา แต่ไม่ใช่ของจริง ไม่เกิดกามจริง กระทบสัมผัสรูปก็เกิดกาม กามเกิดในจิต เป็นวิญญาณ ขณะนี้กระทบรูปนี่อาการกามอยากได้เงาะนี่ คุณไม่กำหนดก็ไม่ได้รู้กามแบบนี้ แต่เขาไปกำหนดอย่างเอาสัญญา แต่พอเขาไปเจอเงาะก็กินอร่อย ไม่มีหิริ เพราะปฏิบัติตามๆกันมา จะละอายต่อรสอร่อยที่เสพไม่ละอายหรอก ฌานของเขาเกิดในการนั่งหลับตา แต่ฌานขณะกระทบเงาะไม่มี แต่เขาก็มีปฏิภาณเวลากระทบเงินก็กดข่มได้ไม่ยุ่งเกี่ยวกับเงินได้ตลอดชีวิต แต่อาหารนี่คุณไม่สัมผัสไม่ได้ คุณต้องกินทุกวัน ไม่ว่าอยู่ไหนก็ต้องปฏิบัติ แต่เงินคุณไม่เกี่ยวข้องได้เลย แต่อาหารนี่ คุณไม่ได้ทำโภชเนมัตตัญญุตา หรือมัตตัญญุตา จ ภัตสมิง เขาพิจารณาทุกวันเลยในการกิน ปฏิสังขา โยนิโส ปิณฑปาตังปฏิเสวามิ แต่ว่าไม่ได้พิจารณาให้ถึงอาการกามเลย ในสัตตาวาส 9 ข้อแรก กายต่างกัน สัญญาต่างกัน ก็มิจฉาทิฏฐิก็เห็นสัตว์นรก เทวดาต่างกันไปตามที่อุปาทานของแต่ละคน ไม่เหมือนกันหรอก ส่วนกามคุณก็ไปพิจารณาแต่ในภพในสัญญา ส่วนมากพิจารณาแต่เรื่องเพศ มีกามราคะ ฟุ้งซ่านไปหาเพศ กดข่มมัน ไม่ได้สัมผัสจริง จริงๆไม่ได้พิจารณาด้วยซ้ำ จิตไปอยู่กับกสิณ ไม่ได้พิจารณาเลย ทำชำนาญ คุณก็ไม่มีนิวรณ์ 5 ได้ ฌาน 1 ของคุณนั่งสมาธิ องค์ประชุมของฌานจึงต่างจากฌานของพุทธ แต่ได้ฌาน คือ นิวรณ์ไม่มีเหมือนกัน อย่างวิโมกข์ 8 ข้อที่ 2 คุณได้ฌานเหมือนกัน แต่กายต่างกัน แต่ว่าสัญญาอย่างเดียวกันว่าไม่มีนิวรณ์เป็นฌาน แต่กายนั้นไม่เหมือนกัน อย่างหนึ่งนั่งหลับตาทำ แต่อีกอย่างมีฌานหมดนิวรณ์ขณะสัมผัสกับผัสสะ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน