570615_พ่อครูและส.เพาะพุทธ รายการวิถีอาริยธรรม สันติฯ เรื่อง ค้าบุญคือบาป.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
570615_พ่อครูและส.เพาะพุทธ รายการวิถีอาริยธรรม สันติฯ เรื่อง ค้าบุญคือบาป
วันที่ 15 มิถุนายน 2557 ที่บวร สันติอโศก
ส.เพาะพุทธได้นำบทความจากหนังสือ อะไรที่ทำให้เราไม่ใช่พุทธบางส่วนมาอ่านสู่ฟัง และมีคำความบางประโยคบอกว่า ผัสสะไม่ใช่สัจจะ พ่อครูว่า...อาตมาก็เลยพอดีเปิดดูหนังสือพิมพ์พบ ได้เวลาตีฆ้องฉลอง 80 ปีธรรมศาสตร์ อาตมาก็เป็นศิษย์ธรรมศาสตร์ รุ่น 2499 แต่จำไม่ได้ว่าออกตอนไหน ที่ต้องออกเพราะว่าเขาไม่ให้ต่อเรียนนานเกินไปแล้ว สถานที่เปลี่ยนไปก็ไม่เท่าไหร่ แต่ใจคนสิเปลี่ยนจะเป็นเรื่องสำคัญ
ก็จะพูดถึงเรื่องการเกิด 1 และธรรมะ 3
ทุกวันนี้ความรู้กลายเป็นศาสตรา เป็นอาวุธฆ่ากัน แทนที่จะเป็นอาวุธทำให้สังคมอยู่เย็นเป็นสุข แต่กลับทำให้สังคมอยู่เข็ญเป็นทุกข์ เดือดร้อนกันไปหมด กระเบียดกระเสียนแย่งชิง ยิ่งไปศึกษายิ่งมีความรู้มากก็ได้ช่องเอาเปรียบเขา สร้างจารีต กฎเกณฑ์ทางสังคมให้คนที่ด้อยกว่าต่ำลง ใช้ความซับซ้อนเอาเปรียบสังคม ก็จำนน สู้เขาไม่ได้ เขาสร้างหลักเกณ์ฑ์กฎหมายมาเอาเปรียบคนที่ไม่ได้ร่ำเรียน ไม่มีสิทธิ์ออกกฎหมาย แล้วเขาออกกฎหมายมาก็เอาเปรียบคนไม่รู้ ขืนออกกฎหมายไปเอาเปรียบคนรู้ด้วยกันก็ถูกว่าได้ ท้วงได้ ก็เลยออกกฎหมายเอื้อกันก็ไม่ว่ากัน เป็นต้น ทั้งหมดเกิดจากกิเลส ลัทธิอื่นเขาก็ว่า เขาล้างกิเลสเหมือนกัน แต่ว่าพุทธนี่ได้ล้างกิเลสอย่างสำคัญที่ว่า ผัสสะไม่ใช่สัจจะ ซึ่งขัดแย้งกับพุทธเลย พุทธนี่ต้องมีผัสสะ จึงจะเข้าถึงสัจจะ ที่มีผัสสะจึงถือว่าเป็นสัจจะ เพราะว่ามันเป็นความจริงยามมีผัสสะ ถ้าไม่มีผัสสะไม่สัมผัสก็มีแต่ความจำ แล้วความจำนี่ ไม่ใช่ปัจจุบัน มันไม่เป็นความจริงเท่าปัจจุบัน นี่คือนัยละเอียดของพระพุทธเจ้า วิธีปฏิบัติของพระพุทธเจ้าจึงให้มี ผัสสะในปัจจุบัน ไม่ว่าดิ
อ่านต่อ
น น้ำ ไฟ ลมหรือพฤติกรรมในปัจจุบัน ปฏิบัติในขณะมีกายสังขารและก็มีวจีสังขาร มโนสังขาร สัจจะที่เกิดจากสังขารข้างนอก กายสังขารคนก็เข้าใจง่าย ซึ่งก็ต้องกำกับว่า กายสังขารต้องมีธาตุรู้ร่วมอยู่ในนั้น ถ้าไม่มีธาตุรู้ไม่ถือว่าเป็นกาย ยกตัวอย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ผู้ที่บรรลุธรรม จิตจะมีกัมมัญญตา หมายความว่า จิตมีจิตหัวอ่อน มุทุ แล้วก็ทำการงานอันเป็นอัญญา คือ ญาณพิเศษเลยอย่างที่ท่านเรียกโกณทัญญะที่เกิดญาณอันนี้ ผู้ได้ญาณวิเศษอันนี้จะทำกัมมัญญตา เห็นเหตุปัจจัยที่ขยายกรรมอันนี้ ผู้มีความรู้ขั้นอัญญะนี้จะจัดการกับจิตตัวเองได้ มุทุ นี้แ ป ลว่า ไหว เร็ว ไว อ่อน ไม่แข็ง ทางรู้ก็รู้ได้เร็วไว ไม่ติดขัด คล่องแคล่ว ทางการปรับจิต ก็ปรับได้ง่าย เมื่อมีญาณละเอียดฉลาดดีนะ เปลี่ยนง่า ย ไม่แข็งไม่ต่อต้านเลย ก็ใช้คุณสมบัตินี้มาทำงาน แล้วเมื่อทำงานก็มีศัพท์อีกคำว่า กายกัมมัญญตา ได้ทั้งละเอียดสุดระหว่าง นามกับนาม ก็เรียกว่า กายกัมมัญญตา แล้วท่านองค์นี้ที่บอกว่า ผัสสะ ไม่ใช่สัจจะ ท่านก็ศึกษาลึก แต่ไม่ชัดเจน ของพระพุทธเจ้าต้องผัสสะหมด แม้แต่กิเลสระดับอรูป ก็ต้องมีผัสสะ ของอนาคามีไม่ใช่ไปนั่งหลับตาในภวภพ แต่ให้ลืมตาในรูปาวจรนี่แหละ น่าเห็นใจที่ไปนั่งหลับตาปฏิบัติ อาตมาเคยทำมามากแล้ว มันไม่ชัด ไม่มีองค์ประกอบกระทบ อย่างอนาคามีก็ต้องมีการกระทบรู้ มีผัสสะนอก แต่ว่าไม่เกิดกิเลสกับข้างนอกแล้ว อยู่กับรูปาวจร ลืมตากระทบผัสสะ แต่กิเลสรู้มีอยู่ในตน แต่ไม่สังขารแล้วกับข้างนอก ไม่สังขารเป็นกิเลส แต่จะสังขารไม่เป็นกิเลส อนาคามีจึงอยู่กับโลกเป็นประโยชน์กับผู้อื่น แต่ตนเองไม่ต้องการวัตถุมาเสพภายนอกแล้ว ไม่เอารสเสพจากทวารนอก ท่านจึงมีสัจจานุโลมิกญาณกับญาติโยมได้ หรือคนเสพติดถ้าไม่เสพก็จะตาย ก็ต้องให้มันบ้าง เดี๋ยวมันชักตาย สรุปแล้ว กาย คือ องค์ประชุมครบทั้งนอกและใน พอพ้นกิเลสรูปาวจรแล้วเหลือแต่กิเลสในอรูปาวจร ก็ยังคงต้องมีผัสสะอยู่กับรูปาวจร หนังสือเล่มใหม่ที่อาตมาจะทำและจะแจกในวาระครบรอบวันเกิดหนังสือพิมพ์เราคิดอะไรในเดือนตุลาคม ชื่อว่า ค้าบุญคือบาป
ธรรมะนี่คือทรงไว้ในจิตเรา เราต้องจับตัวกิเลสล้างออกจากจิตให้เป็นมโนที่สะอาดที่สุด ล้างได้หมดไม่มีกิเลสเลย ทรงไว้ในจิตก็คืออรหันต์ ส่วนกุศลนั้นจะมีเท่าไหร่ก็มีไป แต่บุญนี่ ผู้หมดบุญคือสิ้นบุญ สิ้นบาป บุญคือเครื่องชำระกิเลส ผู้ใดทำบุญเป็นก็คือล้างกิเลสเป็น ขยายความเป็นบาลีว่า สันตานัง อุ นาติ วิโสเ ธ ติ แปลว่า ในสิ่งที่ทรงไว้ในเรามันหมักไว้ในสันดาน เมื่อล้างหมดก็สะอาดเกลี้ยงก็ทรงไว้ซึ่งจิตบริสุทธิ์ เป็นสจิตตปริโยทปนัง คนเลี่ยงคำว่า บาป ทำบาป เขาก็ว่าไปเป็นนิยาย ทำบาปแล้วจะไปเป็นสัตว์นรก ก็กิเลสนั่นแหละ กิเลสพาลำบากลำบนก็นรกนั่นแหละ เหตุใหญ่เลย ล้างกิเลสตัวเหตุใหญ่ก็หมด คำว่า บุญกับกุศล นั้นต่างกัน ค้าบุญคือบาปนี่แหละ ทุกวันนี้เอาบุญมาค้าเต็มไปหมดเลย เลยเสียหมด คำว่า บุญ เช่นเดียวกับคำว่า การเมือง บุญ หมายความว่า หน้าที่ของบุญ คือ การล้างกิเลส แล้วการล้างกิเลสก็คือความดี ก็เลยแปลบุญว่าความดี แ ล้ว ล้างกิเลสถาวร มีสุขอย่างวิเศษด้วย แล้วคุณก็แปลบุญว่า ความดี ความสุขก็ไม่ผิด แต่กุศลนี่แปลว่า ความดีความสุขแบบโลกีย์ก็ได้ แล้วกุศลก็มีความหมดกิเลสสุดจบก็ได้ แต่เมื่อหมดกิเลสตนจบกิจ ตนก็ไม่ต้องศึกษาปฏิบัติอีก จึงเป็นคนหมดบุญ จึงมีชีวิตเพื่อทำกุศล กุศลนี่รวมไว้หมดทั้งโลกีย์และโลกุตระ แต่บุญนี่คือโลกุตระ คุณทำกุศลแล้วไม่ได้ล้างกิเลสจึงซ้อน นั่นไม่ใช่บุญแต่ไปตีกินเป็นบุญ เพราะคนนิยมบุญมากกว่ากุศล ใครก็อยากได้บุญมากกว่า ฉันเดียวกันกับคำว่า เฉกา คนก็เลยนิยมปัญญา ไม่นิยมเฉโกเลย ถ้ากำจัดกิเลสได้เป็นคุณสมบัติ ก็สั่งสมเป็น คุณนิธิ คือ กองสมบัติ นิธิคือทรัพย์ คุณธรรมก็ทรงไว้เป็นคุณนิธิ เมื่อล้างกิเลสก็ได้ทำบุญ จนล้างกิเลสหมด คุณก็ทรงไว้ซึ่งจิตสะอาดบริสุทธิ์ ก็เป็นอรหันต์ ส่วนคุณจะไปสั่งสมเป็นโพธิสัตว์อีกเป็นพระพุทธเจ้าต่อไปก็ไม่มีอั้นเลย พระพุทธเจ้าว่าท่านไม่สันโดษในกุศล กุศลจึงสัสสตะ นิรันดร ผิดหรือถูกเป็นเรื่องของโลกีย์ ความจริงอยู่ที่ไหนก็ต้องประกอบกับข้างนอก คนต้องมีตั้งแต่สองคน จึงมีความผิดความถูกความดีความชั่ว หากคุณอยู่คนเดียวในโลกนี้ คุณทำไปเถอะก็ไม่มีผิดหรือถูก เราอยู่กับสังคมเราก็ต้องเอาตามมวลใหญ่แต่เราก็ต้องรู้ความดีความชั่ว ยุคพระพุทธเจ้าคนโง่มากกว่าคนดีแล้ว ยุคหลังพระพุทธเจ้าคนโง่ก็ย่อมต้องมากกว่าคนดีอีกมากเลย พระอรหันต์จะอนุโลม ไปกับเขาได้ แต่จะอาริยะขัดขืนเก่ง คือ มีสัลเลขธรรม ขัดเกลากัน ฉฬายตะ นี่แห ละคือความรู้ ในเรื่องสมมุติสัจจะ ส่วนปรมัตถสัจจะก็แล้วแต่จิตแต่ละคน อรหันต์ประกอบตามข้างนอก ไม่แย้งกับข้างนอกเลย ล้างกิเลสได้หมดสุขทุกข์ก็ไม่มี ก็ไม่ต้องหวงแหนมาก แต่ถ้ามีกิเลสมากแต่มีความรู้ความสามารถมากก็แย่งชิงได้มาก ตายไปก็สะสมกิเลสติดตัวไป โอกาสที่คุณจะได้เจอพระพุทธเจ้าหรือพระสาวกที่ดีนั้นยากมาก ต้องรีบเลยเอาให้ได้ในโลกุตรธรรม โลภะคือยึดมาเป็นของเรา แต่ราคะนี่ยึดมาเสพรส อนาคามีไม่ยึดเป็นของเราแต่ยังเสพรส แต่ว่าไม่ยึดครองส ิ่ งสัมผัสภายนอก เจอเงินทองลาภยศ ก็ไม่มีอาการแล้ว แต่ยังมีรสภายในเป็นอารมณ์ค้างของตนเองไม่หมดก็จัดการของตน หยาบก็เรียกว่ารูป ไม่หยาบก็เรียกว่าอรูป ยิ่งอรูปนี่มันยากที่จะรู้ว่าหมดหรือไม่หมด บางทีมันหายไปนานแล้ว พอมีเหตุปัจจัยมันก็ขึ้นมาได้ แม้เหตุปัจจัยไม่หยาบแต่องค์ประกอบของเราเองมีก็ออกมาได้ สุดท้ายก็อยู่กันอย่างเกื้อกูลกัน มีภาวะซ้อนที่เราไม่ติดไม่เอาคนอื่น ยิ่งให้ ยิ่งเราไม่ต้องเอามาก มันยิ่งมามาก มันจึงเป็นภาวะที่คนรู้ ยิ่งคนรู้ว่าคนนี้ดีแล้วไม่เอาเขารู้เขาก็ยิ่งให้ เป็นสัจจะที่ทำบุญกับพระพุทธเจ้าก็ได้ค่าสูงกว่าอรหันต์ทั่วไป ตามลำดับ เป็นกุศล ทุกวันนี้อาตมาขาดอยู่อย่างเดียวก็คือขาดอรหันต์ ขาดอาริยะที่จะมาช่วยกัน ส่วนปุถุชนก็มา บางทีก็มากไป สรุปว่าไปหาธรรมะคือสิ่งที่ทรงไว้ อรหันต์คือทรงไว้ในสิ่งที่ไม่มีกิเลสอีกแล้ว ไม่ตายเพราะไม่มีอะไรเกิดแล้ว พระอรหันต์เป็นผู้อมตะ ท่านจะเกิดหรือตาย นามธรรมท่านมีมุทุภูตธาตุไม่มีอคติ ท่านปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับสิ่งที่ผัสสะ ท่านจะให้จิตปรุงแต่งเมื่อไหร่ก็ทำได้ อนุโลมตามสัปปุริสธรรม 7 ฉลาด กร่อนมาจาก ฉฬายตนะ คนไม่รู้ทันฉฬายตนะก็เอากิเลสมาร่วม เป็นเฉกา แต่คนที่รู้ทัน ไม่เอากิเลสร่วมก็เป็น อาตมาจึงสรุปว่า ต้องมี ปัญญา ซื่อสัตย์ น้ำใจ เสียสละ นี่คือปรัชญาของ วิชชารามนาวาบุญนิยม เรียกว่า ว.นบ. มีมาสมัคร 180 กว่าคนแล้ว หลักสูตรเราทำเองหมด สอนแบบเราเลย แล้วได้ใบรับรองทางนิตินัยเหมือนทางโลกเลย อาตมาเป็น วิชชาธิบดี ของวิชชารามนี้ เป็นการศึกษาแบบใหม่ของเรา มีปรัชญาว่า ศีลเคร่ง เก่งงาน ชำนาญวิชชา ส่วน ศีลเต็ม เข้มงาน สืบสานวิชชานี่อย่างกับอรหันต์แล้วก็ให้ ว.บบบ.เขาแล้ว เพื่อให้เกิดการรังสรร ประโยชน์แก่มวลมนุษยชาติ เกิดคุณค่า ทำให้จิตเป็นสมาธิหรืออธิจิตสิกขา เป็นมโน ปุ พพังคมา ธัมมา จะเจริญประส บ ผลสำเร็จ มโนเสฏฐา ก็ขึ้นอยู่กับจิต เป็นมโนมยา ถ้ารู้ทันก็เป็นมายาที่ดีออกมาเป็นแม่พระพุทธเจ้ าเป็นแม่พระพุทธเจ้าคือสิริมหามายา เป็นมายาที่ใช้ปัญญาอันจริง ปรุงแต่งเป็นอภิสังขารแก่มนุษย์ ไม่มีอกุศลเจตนาร่วม มายาของผู้มีมโนสัญเจตนา ไม่มีกิเลสก็ยิ่งยอดเยี่ยม แต่มายาของคนมีกิเลสก็ปรุงแต่งเลวร้ายในโลก บัญญัติภาษานี่ยุคนี้ มีบาลีเป็นเค้าเงื่อนเลย อาตมาจำพยัญชนะบาลีได้หมดเลย อาตมารู้รากบาลีแต่รู้ได้ไม่หมด อาตมาแปลบาลีด้วยสภาวะไม่ได้แปลด้วยพยัญชนะ ที่เขาแปลกันทุกวันนี้ก็เพี้ยนไป บางทีเพี้ยน 180 องศาเลย ก็เลยยากที่จะอธิบายกับเขา บาลีเป็นภาษารากเหง้า เป็นภาษาที่ตายแล้ว แต่เป็นภาษาที่ใช้สื่อสภาวะ อย่างคำว่า กาย นี่ก็มากมายเลย กายกัมมัญญตานี่คือสุดยอดแล้ว กัมมัญญะอยู่ในอุเบกขา จิตเฉยว่างวางแล้ว มีปริสุทธา ปริโย ท าตา บริสุทธิ์ร่วมสังขาร ต้องฝึกมาอย่าให้เปื้อน ศึกษาสังขารุเปกขาญาณ ฝึกสังขารอุเบกขาต่อโลก คุณปรุงแต่งเองก็ตามอย่าเสียนะ หรือปรุงแต่งไปกับโลกก็อย่าแว่บนะ ประมาณให้พอดี สั่งสมให้เป็นอเนญชา ตกผลึกตั้งมั่นขึ้นเรื่อยๆ เขาแปลอปุญญาภิสังขารว่า ปรุงเป็นบาป เป็นการแปลที่ไม่ตรงสภาวะ เพราะอภิสังขารนี่เป็นการปรุงแต่งของระดับอเสขบุคคล ส่วนปุญญาภิสังขารเป็นการปรุงแต่งของเสขบุคคล ส่วนเนญชาภิสังขารเป็นการปรุงแต่งของโพธิสัตว์ อย่างอาตมาปรุงกับเขานี่ก็ต้องให้ได้ประโยชน์ 80 % ขึ้นไปก็จึงจะทำ แต่ว่าการออกไปการเมืองครั้งนี้ ก็ประมาณสัก 75 % แต่ก็ต้องออกเพราะว่าไม่มีใครช่วยแล้ว บาป คือ กิเลส บุญ คือ การชำระกิเลส ส่วนกุศลคือความดีงามกว้างไปหมดทั้งโลกีย์และโลกุตระถึงที่จบเลยก็ได้ ในกิมัตถิยสูตร ศีลที่เป็นกุศลย่อมยังความเป็นอรหันต์ให้สมบูรณ์ไปโดยลำดับ สังคมต้องอาศัยความดี คือศีลธรรม ถ้าเข้าขั้นโลกุตระก็ต้องรู้ปรมัตถ์อ่านจิตเจตสิก แยกตัวกิเลสได้ กำจัดถูกตัว รู้จักวิธีทำกิเลสก็ลดได้จริง ศีลที่เป็นกุศล จึงอนุโลมว่าถือศีลไปเถอะ ปุถุชนก็ถือได้ เช่นคุณไม่ฆ่าสัตว์ เป็นต้น ถ้าไทยไม่ฆ่าสัตว์ จะเป็นสมบัติในประเทศเยอะเลย เขมรก็จะมาขอล่าสัตว์ในไทยเพราะอุดมสมบูรณ์ สัตว์ก็จะสะสมในนี้ สัตว์จะมาหลบที่นี่
ศีลได้ทั้งโลกียะและโลกุตระ ศีลที่เข้าปรมัตถ์ ข้อแรกเลย ถือศีลแล้วจะมีความไม่เดือดเนื้อร้อนใจ เราเรียนรู้ธรรมะพระพุทธเจ้า จะทรงไว้ซึ่งความมี สิ่งที่เป็นธรรม อย่าให้มีส่วนที่เป็นอธรรม ล้างอธรรมได้ก็มีแต่ธรรมะ เราต้องรู้ว่าอะไรคืออธรรมในตัวเรา เรารู้แล้วก็ต้องมีวิธีที่สมบูรณ์ในการทำออก พระพุทธเจ้าท่านมีทฤษฎีที่ทำได้เป็นผลสำเร็จจริง
อาตมานั้นเลข 6 พ้นแล้ว ตอนนี้ก็กำลังขึ้นระดับเลข 8