150624 สมาธิปฏิบัติ-พ่อท่าน-วัดมหาธาตุ.txt
เนื้อหาในไฟล์
ถ้าเราได้อธิบายกันมาหมดแล้วถึงเรื่องว่าให้ได้สำเหนียกคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรานั้นท่านกำชับให้งามในเรื่องเบื้องต้นก่อนและให้งามในท่ามกลางแล้วก็ฝนจึงจะงามในบั้นปลายทั้งการศึกษาท่านก็ได้วางมาตรการเอาไว้แล้วว่าศีลเป็นลำดับ 1 สมาธิเป็นลำดับ 2 ปัญญาเป็นลำดับ 3 หรือเป็นลำดับลำดับรายนะเราก็ได้กำชับกัญชากันมามากแล้วต่อจากนี้ไปเราก็จะต่อคราวที่แล้วที่เหลืออยู่มีอีกไม่กี่ย่อหน้าและอีกไม่กี่อนุเฉทหรอกเออขึ้นต้นว่าจงบำเพ็ญศีลให้มันพ้น ที่ว่าศิลปะปรามาสให้ได้เป็นเบื้องแรกแล้วผู้นั้นก็จะพ้นวิกฤตอิจฉาเองอาตมาใช้คำว่าอย่างนี้เดี๋ยวอาตมาจะได้คลี่คลายขยายความให้ฟังว่าไอ้การยังงงๆยังเคลือบแคลงอยู่นั้นน่ะมันไม่ใช่ปัญญาฟังให้ดีนะผู้ใดที่ยังงงๆยังไม่เชื่ออย่างจริงอย่างจังยังไม่เชื่ออย่างเห็นแท้ผู้นั้นก็เพราะเหตุว่ายังมีวิจิตรอิจฉาหรือยังวันไอ้ตัวปัญญาที่อยู่ในใจของเราที่มันเกิดในตัวของเรามันยังไม่ใช่ปัญญาที่แท้ไม่ใช่ปัญญาที่แท้มันก็ยังคลางแคลงๆอยู่นั่นแหละมันยังมีการเปลี่ยนได้ปัญญาตัวนี้ยังเปลี่ยนแปลงได้ การพ้นความสงสัยโดยจริงโดยแท้นั่นน่ะมันคือตัวปัญญาแท้เรียกว่าญาณทัศนะอันแท้จริงและปัญญาขั้นต้นที่เราจะต้องทำให้เกิดปัญญาขั้นต้นนะที่เราจะทำให้เกิดก็คือสกายและทิฐิคือจะต้องมีความเห็นมีทิฐินี่เองความเห็นหรือความเข้าใจให้เป็นสัมมาคือจะต้องรู้ต้องเห็นให้ดีให้สูงให้ตรงให้จริงๆแล้วก็ต้องรู้ว่าไอ้สัตว์กลายยักษ์หรือสัตว์กายนี่แหละคืออะไรนั่นเองนี่เรากำลังไปหาคุณธรรมหรือองค์ธรรมที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสเอาไว้ว่าเป็นสังโยชน์เบื้องต้นจริงๆทีเดียวไม่ใช่ต้นกึ่งหนึ่งนะ ต้นที่เรียกว่าโอรัมภาคิยสังโยชน์ 3 สังโยชน์ 3 มี 1 สัตยาธิษฐาน 2 วิจิกิจฉา 3 ศิลปะปรามาสโรงงานเราจะต้องทำความเข้าใจมันให้ได้และตัวที่จะเข้าใ
อ่านต่อ
จนั้นตัวที่จะเข้าใจนั้นมันไม่ต้องไปทำอะไรมันมากมันอยู่ที่การประพฤติถ้าเราประพฤติจริงๆประพฤติไปได้แล้วสิ่งที่มันเกิดปัญญาในใจของเราเองมันจะเกิดจริงๆแท้ๆโดยที่เรียกว่ามันไม่มีข้อสงสัยไม่มีข้อความแคลงไม่มีข้อที่จะว่า ยังมีมุมมีเหลี่ยมที่ยังห่วงใจอยู่อะไรมันไม่มีหรอกเพราะฉะนั้นที่มันเป็นมิตรจิตอิจฉาสังโยชน์อยู่กับเพราะเหตุว่ามันไม่เกิดจริงเป็นจริงมันไม่เห็นแท้เป็นแท้มันไม่ใช่ยานมันไม่ใช่ตัวปัญญาแท้มันเป็นแต่เพียงฟังๆแล้วขอบๆมาหรือว่าเอามาจับฉากไว้เฉยๆมันยังไม่ใช่ตัวเกิดที่แท้จริงเพราะงั้นวิจิตรอิจฉานี่แท้จริงไม่ต้องไปทำอะไรมันเลยแต่เราต้องมีศีลและฟังให้ดีนะตอนนี้จะเข้าเรื่องเราจะต้องมีศีลแล้วก็ตะศีลและก็อันนั้นคือหนึ่งจะต้องมีศีลคือมีข้อที่จะมาประพฤติมีหลักเกณฑ์ที่จะนำมาปฏิบัติแล้วก็มีศีลหลักเกณฑ์ที่จะนำมาปฏิบัติอันนั้นจะเป็นอะไรก็ตามแต่ แต่ละบุคคลที่จะนำมาปฏิบัติก็ยึดถือเอามาก็แล้วกันพอยึดถือเข้ามาแล้วก็มาพบปะคือมาบำเพ็ญหรือมาประพฤติมาทำให้ได้เรียกว่าศิลปะตกปลาทานเพราะงั้นเราจะต้องมีสีและพลาสติกปาทานวันนี้อาตมาจะต้องขออธิบายคำว่าศีลและก็อุปาทานสักหน่อยเพราะเห็นว่ามีบางคนอธิบายธรรมะบอกว่าใครไปยึดศีลแล้วก็ตกปลาทานแล้วคนนั้นเป็นมิจฉาทิฐิมันจะเป็นมิจฉาทิฐิได้ยังไงในเมื่อเราเองเป็นผู้ที่ยังไม่ใช่พระอรหันต์ถ้าเรายังไม่ใช่พระอรหันต์และเราจะต้องมีศีลมีทักษะคือมีสิ่งที่จะเอามาประพฤติสิ่งที่จะเอามาประพฤตินั้นอันแรกเราเรียกว่าหลักเกณฑ์หรือข้ออันควรประ นั่นเองเรียกว่าศีลแล้วต้องเอามาพบปะเราต้องมีอุปทานคือมีการยึดเอาศีลมาบำเพ็ญจึงต้องมีศีลและพัดตะก่อนถ้าเราเป็นผู้ที่เป็นพระอรหันต์แล้วที่เราถึงไม่มีศิลปะทานนะเพราะฉะนั้นอันนี้ต้องเข้าใจให้ได้นะใครจะไปเข้าใจกลับกันนะอย่าไปเข้าใจผิดนะพูดอย่างโกโก้พูดอย่างเดียวว่าคนอวดดีแล้วก็อุปทานอย่าไปมีไม่มีโยนทิ้งได้หมดคุณเป็นหรือยังอ่ะเป็นอาหารอย่างคุณเป็นทหารแล้วคุณทิ้งได้ที่เราก็จะไม่ต้องมีแต่ในเมื่อคุณยังไม่เป็นพระอรหันต์คุณต้องมีหลักเกณฑ์ศีลเอามาประพฤติเอาหลักเกณฑ์ที่พระพุทธเจ้าท่านว่าไว้ว่าต้องทำอย่างนี้อย่างนี้นะต้องถึกอย่างนี้อย่างนี้นะต้องคิดอย่างนี้อย่างนี้นะและต้องบำเพ็ญอย่างนี้ อย่างนี้นะอย่างนี้ควรทำนะอย่างนี้ไม่ควรทำนะนี่แหละคือศิลปะต้องประพฤติอย่างนี้เพราะมันต้องยึดศีลยึดรถมาบำเพ็ญให้ได้จึงเรียกว่าผู้นั้นต้องมีศิลปะถ่านผู้ใดมีทิฐิมีความเห็นแจ้งอย่างนี้ถูกต้องผู้นั้นเดินทางเข้า LINE และเข้าสายเข้าทางอ่ะเข้าทางหรือเข้ามากะถ้าผู้ใดเห็นอย่างนี้ไม่ได้ไปเข้าใจว่าเออไม่ต้องมีศีลไม่ต้องมีสมาธิไม่ต้องมีพจน์ไม่ต้องมีประกันบำเพ็ญอะไรเลยบรรลุเองเลยเปรี้ยงบรรลุแล้วมิจฉาทิฏฐิก่อนเพื่อนคนนี้มีมิจฉาทิฐิตั้งแต่ต้นแล้วสติของเขาอันต้นไม่มีสัมมาแล้วเพราะฉะนั้นถ้าผู้ใดมีทิฐิอย่างนี้ผู้นั้นก็ไปยึดเอาทิฐิของเขาว่าไม่ต้อง สีไม่ต้องมีพจน์และเขาประพฤติเพราะฉะนั้นทิฏฐุปาทานหรือทิฐิที่เขายึดมั่นถือมั่นอยู่ก็คือความเห็นว่าไม่ต้องมีศีลไม่ต้องมีการบำเพ็ญนี่เป็นพิธีของเขานะเพราะฉะนั้นสิ่งนี้ก็ต้องมีทีละคนอุปถัมภ์ก็ต้องมีใครจะมีอย่างไรเท่านั้นเองสำหรับผู้ที่เข้าใจว่าต้องมีศีลมีการประพฤติผู้นั้นก็มีทิฐิว่าจะต้องมีศีลมีประพฤติและเอามาทำผู้ใดมีความเห็นหรือไม่มีพิธีว่าไม่ต้องใช้ศีลไม่ต้องใช้สมาธิพูดกันไม่เข้าใจและสำเร็จเลยมันรู้เลยเดี๋ยวนี้มีอรหันต์เยอะเหมือนกันนะในๆๆเมืองไทยมีเยอะทีเดียวล่ะอรหันต์นะเพราะฉะนั้นมันของเขานั้นไม่ใช่อรหันต์ของที่อาตมากำลังพูดกันอยู่นี่หรือว่ากำลังประพฤติอยู่นี่ เพราะงั้นถ้าใครจะเป็นอะระหังอย่างอรหันต์อย่างง่ายๆอย่างที่เขาเป็นนั้นก็เอาไปเป็นกับอย่างพวกนั้นก็แล้วกันเพราะงั้นพวกนั้นทิฐิของเขาหรือที่ถูกปาทานของเขาเขาก็ยึดมั่นถือมั่นตามแบบของเขาเนี่ยอาตมาแยกทิฐิให้ฟังนะเพราะงั้นเราจะมีทิศตกปลาทานต้องเห็นที่ถูกอุปทานให้เป็นยึดเอาทิฐิที่ถูกที่ผิดที่ถูกนั่นคือที่ผิดที่เราเห็นว่าเป็นสัมมาของเราล่ะแต่เขาเองเขาก็ถือซะมาของเขาเหมือนกันนะเพราะฉะนั้นภาษาที่เรียกเนี่ยมันเรียกเอาแต่จะเรียกถ้าใครเห็นว่าอย่างนี้ดีเขาก็ว่าของเขาไปทำมาเพราะว่าจากของเรานี่มันจะเข้ามาล่ะเพราะงั้นของเราก็ว่าอย่างนี้ต้องมาของเขาเองก็บอกอย่างนี้มิจฉามันเถียงกันเท่านั้นเองแล้วแต่ใครจะเห็นอย่างไรพอมาถึงค่อยๆทำความเข้าใจให้ได้ถ้าใครเห็นว่าอย่างนี้จะเป็นทางที่จะนำไปได้ก็เห็นอย่างนี้ให้ โรงงานอาตมาขอยืนยันว่าแม้เราเองจะประพฤติธรรมเราก็ต้องมีทิศทุกประการด้วยแม้ที่เขาเองเขาบอกว่าที่ตุ๊กตาไม่มีเขาก็มีเขามีการยึดของเขาการเห็นของเขาที่ผิดของเขาเป็นอย่างนั้นแล้วเขาก็ยึดการเห็นเขาอย่างนั้นคือการเห็นว่าไม่ต้องปฏิบัติศีลไม่ต้องไปนั่งวุ่นวายอยู่กับศีลไม่ต้องมีการบำเพ็ญไม่ต้องมีสมาธินี่แหละความเห็นของเขาเป็นอย่างนี้ก็เป็นที่ถูกประทานเหมือนกันนะแต่ปากของพวกเขาบอกเขาไม่มีที่มาทางเขาก็ไม่มีปากก็พูดนะถ้าพูดมันก็ไม่มีที่จุดปาทานแต่แท้จริงโดยสภาวัฒนธรรมเขามีพิษสุราทานเหมือนกันแต่เป็นแบบของเขาแต่เป็นแบบของเขาเพราะฉะนั้นใครก็ตามจะเป็นอย่างที่ว่าเรากำลังพูดอยู่นี้ก็ตามหรืออย่างที่เขาจะไปยึดของเขา ก็ล้วนแล้วแต่มีที่จุดปาทานทั้งนั้นทีนี้ที่สุดปลายทางของเราเราเห็นว่าเราจะต้องมีศีลมีพรตมีการบำเพ็ญมีการประพฤติเพราะฉะนั้นที่สุดปลายทางของเราก็จึงเป็นศิลปะทานคือมีศีลมีการบำเพ็ญด้วยจึงเรียกว่ามียึดเอาศีลยึดเอาการประพฤติมาทำให้แก่ตนนี่เรียกว่าคนพวกนี้จะมีอย่างนี้ที่ถูกประทานพูดไปแล้วศีลและวัตถุประสานพูดไปแล้วจากมุกดาหารล่ะกามุปาทานน่ะทีนี้เรามาเข้าใจตัวเองไม่ถูกเราเองมีการทุกวันนี้เรายึดกลางเป็นยังอยู่ในตัวเรามีไหมเราหลงรูปรถกลิ่นเสียงสัมผัสไหมเราหลงใหลถ้าเราไม่หลงถ้าเราไม่มีในตัวเราเรารู้จริงๆแท้ๆนะเราก็หมดกรรมเป็นคนไม่ต้องมีการบุก เป็นคนที่ไม่มีความอุปาทานบทความแล้วเรียบร้อยอย่างน้อยผู้ที่หมดกามแล้วเป็นพระอนาคามีถามตัวเองดูสิว่าตัวเองเป็นหรือเปล่าตัวเองเป็นพระนาคามียังถ้าตัวเองเป็นป้านาคามีแล้วแน่นอนไม่ต้องมีกามุปาทานแต่ถ้าเรายังไม่เป็นพระอนาคามีเรายังมีกามอยู่อย่าปฏิเสธนะอย่าไปเกๆไปจะได้หลงผิดยึดมั่นถือมั่นผิดผิดว่าตัวเองทั้งแม่ค้าบอกว่าฉันไม่มีแล้วการเจ็บฉันว่างฉันเสพติดความว่าเสพตามอย่างไม่ยึดมั่นถือมั่นไอ้นั่นเขาก็อีกทีอย่างหนึ่งความเห็นอย่างหนึ่งของเขาถ้าเขาปฏิเสธโดยที่เขาไม่รู้เขาเรียกว่าเขาเป็นผู้ที่มีโมหะมีอวิชชาเรียกว่าเขายังหลงอยู่เขายังเข้าใจไม่แท้ แต่ถ้าเผื่อว่าเราเองเราเข้าใจว่ากามคุณคืออะไรนะกามะคืออะไรแท้ๆไอ้รูปเราก็ยังติดมันอยู่เวลาจะใส่เสื้อยังเลือกไอ้ตัวนี้งานตัวนี้ไม่งามแต่เวลาจะกินเนี่ยว่าไอ้รถไอ้นี่อร่อยไหมแกงอันนี้อร่อยสดมันมากหน่อยไอ้แกงไอ้นี่มันอร่อยสดมันน้อยหน่อยอย่างนี้เรารู้อยู่นะเราก็ไม่ปฏิเสธตนเองว่าเรายังมีการใช่ไหมแล้วยิ่งไอ้โตๆใหญ่ๆอะไรต่างๆนานาเป็นหลงกลิ่นหลงเสียงหลงไอ้สัมผัสอะไรใหญ่ๆโตๆชัดๆเราเห็นชัดๆเราก็ไม่ปฏิเสธเราว่าเรามีการอุปาทานคือเรายังยึดตามอยู่แล้วเราต้องพยายามเอาสีนี้แหละมาฆ่ามันเป็นเข้าไปค่าอะไรค่ากามถ้าใครไม่ประมาทนะเป็นอย่างนี้จริงๆแต่ถ้าใครประมาทบอกว่าเอ้ยการที่ไม่มีแล้วจะเสพการ ว่างไม่มีแล้วแล้วฉันไม่ต้องใช้สีอะไรด้วยไม่ต้องถือศีลอะไรด้วยนี่ก็เป็นทิฐิอีกอย่างหนึ่งทิพวกนี้แหละอาตมาบอกให้ว่าพรุ่งนี้คือพวกอาตมาทุกปาทานคำว่าอัศวาทุกปาทานจะต้องเขียนซะหน่อยถ้าเขียนไม่นิดนึงจะได้ชัดๆอาตมาทุกอาทานนี้มีมาจากภาษาคำว่าอัตตะตัวนึงหรืออัตรานี่เองแล้วว่าถ้าตัวนึงและอุปทานตัวนึง 3 ตัวเพราะฉะนั้นถ้าผู้ใดหลงอยู่ได้แค่วาทะหรือแค่ภาษาขี้โม้ขี้โม้ตัวเองอยู่เนี่ยนะมันไม่มีสภาวะธรรมเลยมีแต่ภาษาพูดไปเฉยๆแล้วก็ไปยึดแต่ภาษายึดแต่ พยัญชนะยุทธนาบัญญัติผู้ใดประยุทธ์อยู่แค่นั้นหยุดอยู่ที่แค่วาทะยึดอยู่แต่แค่ภาษาผู้นั้นก็เป็นอัตตะคือสร้างตัวตนแค่มีวาทะแล้วเขาก็ยึดอยู่ยึดแค่วาทะของเขาเท่านั้นเป็นตัวตนยึดมั่นถือมั่นอยู่เท่านั้นจริงๆเขาจะมีได้แค่ว่าท่านนั่นแหละแต่สภาวะของเขาน่ะยังอยู่ในกามยังอยู่ในบาปอยู่ในบุญก็อยู่ในสิ่งที่เขาเป็นอยู่อย่างเสมอๆก็จะเป็นอยู่อย่างนั้นนะนี่แหละเรียกว่าผู้ที่ไม่รู้จริงไม่ไม่เข้าใจจริงเป็นโมหะบุคคลเพราะฉะนั้นโมหะบุคคลนี้จะเป็นผู้ที่ติดยึดแต่ภาษา แต่เขาจะออกจากกามไม่ได้เพราะเขาไม่ฆ่ากามุปาทานเพราะเขาไม่มีศีลมีพรตเขาไม่มีหลักในการประพฤติเขาไม่มีการบำเพ็ญเขาตัดทิ้งหมดเลยการบำเพ็ญเขาก็หายศีลหลักการที่เขาจะเอามาประพฤติเขาก็ไม่เอานะคนพวกนี้จึงเรียกว่าเต็มไปด้วยอันตรายแต่ถ้าพวกเราที่ยินดีรับศีลยินดีที่มีศีลมีการประพฤติอย่างดีแล้วนะไม่ประมาทไม่หลงแต่วาทะเฉยๆเราเองไม่เป็นพวกอาวาสอุปทานหรอกเราไม่เป็นเราไม่เป็นอันตรายทุกบาทผ่านแต่เราจะเป็นผู้ยึดสินยึดรถจึงเรียกว่าศิลปะศิลปะตกปลาทานแล้วก็เป็นผู้ค้าตามจริงๆ แท้จริงภาคกลางนี่แหละเป็นตัวแรกถ้าเราค่ากามไปได้หมดจริงๆเรียบร้อยเราเป็นพระอนาคามีทีนี้ถ้าพระเอกตามได้หมดแล้วเป็นพระอนาคามีแล้วไอ้เรื่องที่จะพูดเลื่อนชั้นต่อพระอนาคามีต่อไปค่อยพูดกันทีหลังตอนนี้อย่าเพิ่งล่วงล้ำเข้าไปไกลเหลือเกินมันจะกลายเป็นว่าแหมเก่งเหลือเกินนะเรียกว่าสังโยชน์ต้นๆยังไม่ผ่านเราอย่าเพิ่งไปพูดจากถึงขนาดนั้นเราเอาแค่สังโยชน์ต้นนี้ซะก่อนเอาที่นี่อาตมาก็จะเข้าหาเราว่าสกายยักษ์เรารู้แล้วว่าเมื่อกี้นี้เราพูดถึงอุปทาน 4 อย่างแล้วนะอุปทาน 4 อย่างนั้นเราจะมีอะไรบ้างอันใดที่ไม่มี ไม้ที่ควรมีแต่ทีนี้พวกนักที่พูดแต่ขี้โม้แต่ปากน่ะนะพวกอาตมาทุกประการถ้าไม่มีเขาบอกว่าเขาเองก็ไม่มีอุปทานสักอย่างเขาไม่มีเลยเพราะฉะนั้นอุปาทานตัวนี้เนี่ยมันเหมือนสรณะก็ได้ที่ยึดที่พึ่งพาใครไม่มีที่ยึดที่พึ่งเลยผู้นั้นเขาก็ไม่มีอะไรปฏิบัติอุปทานมันก็แปลว่ายึดที่ยึดสรณะก็แปลว่าที่ยึดเพราะฉะนั้นพรุ่งนี้ไม่มีสถานะเลยคนพวกนี้ผู้คนพวกอาตมาทุกประการไม่มีสรณะไม่มีที่ยึดถือไม่มีที่พึ่งเลยพวกนี้เพราะฉะนั้นคนพวกนี้เขาก็จะต้องเป็นไปแบบของเขาไม่ใช่แบบอย่างที่เราเป็นอยู่นะทีนี้เข้ามาหาสักกายะเมื่อกี้อาตมาอธิบายศิลปะปรามาสอ๋อยังไม่ได้อธิบายศิลปะปรามาส แต่ว่าศิลปะแล้วก็ไปอธิบายศิลปะทานซะก่อนทีนี้ศิลปะศิลปะปรามาสเป็นยังไงศิลปะปรามาสเดี๋ยวเดี๋ยวค่อยจัดนะอธิบายให้หมดโดยนิดหน่อยศิลปะปรามาสก็คือผู้ที่มีศีลเหมือนกันเย็ดศีลเหมือนกันและก็ผู้ที่มีการประพฤติหรือปฏิบัติเหมือนกันแต่ยึดศีลเอาไว้แต่แค่จารีตประเพณีอย่างดีก็บอกว่าจะต้องไปสมาทานศีลนะไปขอจากพระนะถ้าไม่ขอจากพระไม่เป็นสีนะนี่เป็นต้นคนนั้นเขาก็จะต้องไปขอศีลจากพระเหมือนการมีนักธรรมะบางคนมานั่งฟังอาตมาพูดบรรยายแล้วก็เลยโมเมเข้าใจไปว่าอาตมาไม่ใช่พระพุทธเจ้า เฉพาะในพุทธศาสนาเข้าใจว่าอาตมาไม่ใช่พระในพุทธศาสนานี้หาว่าจะมาเป็นพวกมิจฉาทิฏฐิเพราะว่ามาสอนไม่ให้คนไปรับสมาทานศีลจากพระไปพูดออกวิทยุเลยบอกว่ามีคนคนหนึ่งนุ่งเหลืองโกนหัวแบบพระและก็บรรยายธรรมะอยู่ในวัดแล้วก็ไปบอกคนไปเยี่ยมสอนคนว่าอย่าไปถือศีลอย่าไปยึดรถอาตมาไม่เคยบอกว่าอย่าไปถือศีลอย่าไปยึดรถอาตมาไม่เคยห้ามใครถือศีลหยุดหมดเลยอาตมาบอกว่าต้องถือศีลด้วยต้องบำเพ็ญเพราะต้องมีการบำเพ็ญก็ฟังยังไงไม่รู้นะเขาไม่เข้าใจเขาไปหาว่าจะมาเนี่ยมาเชื่อมสอนว่าอย่าไปยึดถือศีลและยิ่งไปให้อย่าไปขอจากพระด้วยนะว่าอาตมาเองอธิบายว่าไอ้ที่ไม่ ขอจับพระก็เห็นว่าก็ถ้าเมื่อเรารู้จักศีลแล้วนี่เราไม่จำเป็นต้องไปขอจากพระก็ได้ขอจากพระอยู่นี่มันเป็นเพียงจารีตเราไปมายังภันเตขอสีจากพระอยู่นั่นน่ะเราก็เพียงแต่เพียงจารีตอันนึงสำหรับคนที่เขายังไม่รู้หรือสำหรับคนที่ยังจะทำเป็นจารีตเพื่อที่จะให้มันมีรูปแบบมันมีรูปแบบเพื่อที่จะจูงใจคนให้มีศรัทธาเคารพนับถือแล้วก็ทำตามถ้าผู้ใดทำตามมันก็จะได้เพิ่มจำนวนขึ้นแต่ถ้าผู้ใดเข้าใจแล้วว่าศีลเรารู้แล้วล่ะเราไม่จำเป็นต้องขอเราดูแล้วถ้าศีล 5 เราก็รู้แล้วข้อนึงจะฆ่าสัตว์ข้อ 2 อย่าเอาของที่ไม่ใช่ของของตนก็สามารถปิดในการที่มันไม่ควรจะประพฤติข้อ 4 อย่าไปไปพูด ดีไม่ดีกูทุจริตก็ห้าอย่าไปดื่มของเมาของอะไรที่ทำให้ขาดสติเรารู้แล้วไม่ต้องไปขอที่พระก็ได้แล้วเราประพฤติให้จริงเมื่อได้ศีลอย่างนี้แล้วเอามาพูดพูดจริงอันนั้นแหละมันจะเป็นศีลสมาธิแล้วเกิดปัญญาแต่ถ้าเราไปสักแต่ว่าถือศีลแล้วก็ไปขอแต่พระเฉยๆเอาวันนี้วันพระไปขอศีลแล้วก็ไปสมาทานศีลแล้วก็อยู่ในโบสถ์ถ้าวันนี้ทั้งวันถือศีล 8 แน่ไม่ใช่ศีล 5 ด้วยแล้วก็มุดอยู่ในโบสถ์ก็ไม่ได้ทำบาปซะทั้งวันหนึ่งก็ดีอยู่แต่อีก 6 วัน 7 วันออกมานอกหมดเวลาเล่นทำบาปจะตั้ง 6 วัน 7 วันเลยคุ้มกันนะไม่คุ้มเลยบาปกับบุญไม่คุ้มกันเลยนี่เรียกว่าสีแล้วก็ตัด ถือศีลแต่เพียงจารีตตามจารีตตามประเพณีไม่พอถ้าฟังให้ดีนะอาตมาอธิบายนี่หมายความว่าเราทำแต่มันไม่พอมันน้อยไปมันไม่เกิดผลมันไม่ส่งผลมันได้เหมือนกันแหละได้ประโยชน์เหมือนกันแต่มันน้อยเหลือเกินจริงๆเพราะฉะนั้นเราจะทำให้มันได้ประโยชน์จริงๆอย่าไปสักแต่ว่าถือศีลแค่จะรีบแบบนั้นเราเข้าใจแล้วแม้แต่เวลาไปนั่งฟังพระท่านบอกว่าอ้าวขึ้นต้นเลยตั้งแต่นะโมตัสสะกว่าจะว่าไปเลยนะเออให้ตั้งใจนะรับศีล 5 แล้วนะพูดเป็นภาษาบาลีนะกูเป็นภาษาบาลีบอกข่าวมารับศีลนะนั่นแหละ สาวพอดีเลยว่าไปแล้วก็ล่อไปจนช่างจบศีลแล้วเราไม่ต้องไปเสียเวลาครับอย่างนั้นก็ได้แล้วเราประพฤติจริงแม้แต่เวลาที่กำลังนับนับถืออยู่กับพระนั่นแหละเราเอาเวลานั้นมาพูดจริงๆทำจริงๆเลยก็ได้ไม่ต้องไปที่ได้นั่งอยู่กับต่อหน้าพระก็ได้นี่เรียกว่าเราไม่เสียเวลาเราไม่เสียเวลากับศีลที่เราจะต้องไปติดยึดแบบจารีตประเพณีเท่านั้นแต่เราเอามาประพฤติจริงทำจริงจึงเรียกว่าทิ้งสีแล้วก็ไม่ให้มันเป็นเพียงลูบๆคลำๆมีอยู่ไม่ใช่ว่าไม่มีทำอยู่เหมือนกันไม่ใช่ว่าไม่ทำแต่มันประโยชน์ไม่พอมันไม่เป็นมาหา Nissan มันไม่เป็นมหัพภาคมหานี่สังขารหมายความว่ามีอานิสงส์มี ไม่ใหญ่ไม่ใหญ่หลวงไม่มากมายมีผลมหากามีผลไม่มากไม่สูงมหาภัยมาจากคำว่ามาหับมาหาผลชราพลามาจากคำว่าผลมันมีผลน้อยมันมีผลไม่ใหญ่นี่อย่างนี้พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าเราจะทำอะไรไปสู่ทางที่จะเป็นนิพพานได้มันจะต้องให้มีผลใหญ่มีอานิสงส์ใหญ่คือมีมาหักพาลมีมหาศาลนี่แหละเป็นทางสายเอกเป็นเอกราชเป็นทางที่จะเดินเข้าสู่ทางถ้าไปทำเล็กๆน้อยๆเยาะเยาะเยาะอยู่แค่ถือศีลแค่อาจารย์ประเพณีไม่พอนี่เรียกว่าศีลปฏิบัติมากยิ่งใครเองเข้าใจว่าตัวเองมีสีแล้วขนาดนี้ มีสีแล้วจำได้แล้วด้วยรู้ด้วยใครบอกว่าศีล 5 มียังไงท่องให้ฟังได้ปิดเลยโดยเฉพาะพระและมีแยะจำได้แม่นเลยศีล 8 ล่ะจำได้แม่นเลยศีลอุโบสถเต็มศีลสิบอ่ะหวานท่องให้ฟังได้ปิดเลยแต่ตัวเองหาได้มีสติคุ้มครองตนไปไหนเดินยืนนั่งนอนเอื้อมคว้าเอื้อมซ้ายครองจีวรบิณฑบาตกินอาหารทำอะไรก็ตามแต่หาได้มีสติที่จะครองตนเพื่อที่จะพิจารณาทำให้รู้ว่าตัวเองผิดศีลข้อไหนบ้างล่วงละเมิดกามตัณหาข้อไหนบ้างทำอะไรไม่ดีบ้างหาได้มีสติระลึกรู้ระลึกตัดกิเลสตัณหาเหล่านั้นไม่เคยเลยเพราะฉะนั้นพระเหล่านั้นเอาแต่เป็นผู้ถือศีล แบบมีศิลปะปรามาสอยู่ทั้งสิ้นเป็นอย่างนี้นะที่เราก็จะสามารถเพราะฉะนั้นพระที่ไม่เป็นที่ไม่เป็นอริยะสักทีหรือพระที่ 9 ขึ้นสู่โสดาบันไม่ได้สักทีก็เพราะแบบนี้แบบสีไว้นึกว่าตัวเองแบกไว้ไม่ใช่แค่ 5 แค่สิบล้อแบกไว้ 227 หน้านึกว่าตัวเองแบบว่าตั้ง 27 น่ะแต่หาไม่เลยแค่ศีล 5 ยังไม่บริสุทธิ์เลยทำไมอาตมาว่าพระนี้ถือศีล 5 ไม่บริสุทธิ์อีกหน่อยฟังอ่านหนังสืออาตมาที่เขียนเรื่องสีแล้วก็จะเข้าใจอย่างละเอียดแต่ถึงแม้ไม่งั้นพูดเดี๋ยวนี้ก็เข้าใจคือว่าทำศีลที่ยังไม่เป็นอานิสงส์ใหญ่ไม่เป็นภาษาไม่มีผลสูงอย่างแท้จริงนั่นเองมันจึงยกตนขึ้น ระยะไม่ได้ไม่มีสภาวะธรรมไม่มีปฏิเวธธรรมที่เพียงพอจึงขึ้นขนส่งผลสูงไม่ได้เพราะฉะนั้นจึงทำลายศักยะไม่ได้เห็นทักทายยะไม่ออกศักยะทิฐิจึงแผ่ซึ่งเธอไม่ทะลุสักกายะมีอะไรอ่ะมีขันธ์ 5 จักรยานประกอบไปด้วยกาย 1 2 ประกอบไปด้วยจิต 1 และจิตทำไมอ่ะธรรมดาพูดอย่างนี้ทุกคนก็รู้ว่ากายเรานี่มีกายกับจิตทุกคนรู้แล้วเดี๋ยวนี้ไม่ต้องพูดหรอกแต่ไอ้สำคัญที่สุดไอ้กายหรือจิตไอ้กายไม่ว่าอะไรนะไอ้การที่คุณรู้กันหมดแล้วตายมันก็มีเนื้อหนังมังสามีตับไตไส้ อากาศมีทุกอย่างแบบ 32 ชิ้นถ้าคุณไม่เห็นเป็นหลงบอกว่าสมาธิบางคนไปนั่งสมาธิแล้วจะต้องแทงกายในกายโดยพยายามทำสมาธิสร้างแปรรูปประทานแล้วก็พยายามยกโอภาสพยายามแทงเข้าไปดูโครงกระดูกพยายามแทงเข้าไปดูตับไตไส้พุงโอ้ยจะเป็นเลือดอย่าเป็นเหน็ดเหนื่อยอย่างนั้นนะถ้าใครไปนั่งทำอย่างนั้นอยากจะเห็นตับไตไส้พุงแท้ๆนะไปดูที่ศิริราชเขาผ่าตัดนะไปขอหมอดูหมอแผนนายแพทย์นะไม่ใช่หมอดูหมอนายแพทย์ไปขอดูโทรศัพท์ไปด้วยทุกส่วนเห็นได้ง่ายๆไม่ยากเห็นได้ง่ายๆเพราะฉะนั้นแม้แต่หมอที่เขาได้เคยผ่าตัดแบบนั้นแล้วเห็นทุกสิ่งทุกส่วนออกชัดเจน จ่าย 32 ส่วนหมอพวกนั้นก็ไม่บรรลุธรรมนะไม่พ้นสักกายะที่ทีนะอย่าไปเข้าใจว่าเห็นกายในกายแบบนั้นแล้วเราจะเป็นการพ้นจากกายยุทธหัตถีไม่ใช่นะการเห็นกายในกายนั้นไม่ได้หมายความว่าเห็นกายที่เป็นโอฬาริกอัตราหรือว่าตัวตนเนื้อกายหยาบๆโอฬารหมายความว่าเนื้อหยาบเนื้อใหญ่เห็นไอ้เนื้อเยื่อคือมันต้องเลี้ยงไว้ด้วยข้าวด้วยทำข้าวถ้าเรียกว่าเลี้ยงไว้ด้วยคำข้าวเลี้ยงไว้ได้เลี้ยงไว้โดยอาหารหยาบเลี้ยงไว้ด้วยข้าวด้วยธาตุดินธาตุน้ำธาตุโปรตีนธาตุบัวให้เด็ดขาดอะไรต่างๆเนี่ยเลี้ยงมันไว้ได้แค่เนี้ยไอ้กายอย่างนี้นะอย่าไปพึ่งคำนวณมันมากนักเพราะมันเกิดมาตั้งอยู่ จะดับไปตามกาลตามเวลาแต่กายที่ท่านจะให้เธอจริงๆนั้นน่ะถ้าไม่แทงขันข้างในเรียกว่านามขันธ์หรือจิตขันธ์ส่วนกายขันหรือลูกประคำนี้ไม่ต้องไปแทงอะไรมันมากไม่ต้องแทงอะไรมันมากนะมันเกิดตั้งอยู่กินข้าวไปให้พอควรพอแล้วส่วนกายที่จะเข้าใจให้มากกายในกายอันแท้จริงในคืนนั้นไปแทงอะไรอ่ะก็แทง 1 อันใดเป็นจิต 2 อันใดเป็นกิเลสเนี่ยอาตมาเขียนไว้แล้วว่าศักยภาพมันเกาะกันเป็นตัวตนเป็นอัตราเป็นร่างกายสัตว์ชนิดหนึ่ง อันนี้อาตมาก็ขออธิบายถึงเรื่องอัตตาอันนี้ให้ฟังนิดนึงเดี๋ยวจะเขียนด้วยเพราะว่าอันนี้ไม่มีในในชีวิตนะตอนนี้เราจะพูดถึงอัตรากันละพูดกันมานานแล้วอัตราอัตราแต่ก็ไม่ค่อยจะแยกแยะกันสักทีนึงว่าตามันอะไรบ้างพระพุทธเจ้าท่านบอกอัตราเอาไว้มี 3 อัตราด้วยกันนะผู้ใดปฏิบัติตนอย่างดีแล้วท่านว่าจะได้ลาภ 3 ประการหนึ่งได้โอฬาริกอัตราเรียกว่าพระพุทธเจ้าท่านพูดเต็มว่าโบราณที่อัตราปฏิลาโภได้ได้เกิดสิ่งนี้มาให้แก่ตน 2 จะได้มโนอัตรามโนอัตราปฏิลาโภมโนอะตะปฏิลาโภ 3 อรูปมัตตาปฏิลาโภอาตมาไม่เอาคำว่าลาป่วยลาโพธิ์ไทรแต่อาตมาจะอธิบายอัตรา 3 อย่างนี้นะโอลาล่าหมายความว่าร่างนอกสร้างเนื้อสร้างไอ้ที่มันกินข้าวได้คำหยาบๆแล้วก็เอาไปเลี้ยงร่างกายเนี่ยไอ้โอฬาริกอัตรานี้ถ้าเรามีอาหารให้มันแล้วเกื้อหนุนมันแล้วมันก็จะยังอยู่ตั้งอยู่ได้อย่างสบายไม่มีอะไรเดือดร้อนไม่มีอะไรวุ่นวายนักนะเพราะงั้นอาตมาจึงไม่พูดแล้วว่าไม่ต้องพูดมันนะไม่ต้องไปแทนไปเถอะอะไรมันทะลุนักหรอกเป็นหมอไปดูก็ผ่าตัดออกมาถ้าอยากรู้แล้วไม่ต้องไปนั่งกินช้างก็ไม่ต้องไปอ่านดูแต่ต้องแจ้งให้เห็นกระดูกไม่เห็นเนื้อหนังเลือดตับไตไส้พุงอะไรไม่ต้องไป ไม่ต้องไปนั่งเพ่งสมาธิแบบนั้นน่ะโอ๊ยกว่าจะเพ่งอ่านรู้แล้วตายใช้เวลานานนะอันนั้นเสียประโยชน์ที่เราจะต้องรู้แท้จริงที่เราจะต้องพยายามเพ่งเพียรทำความเข้าใจให้ได้นั้นก็คือต้องแยกมโนอัตรากับอรูปมายะอัตราออกให้ได้ให้รู้ 2 ส่วนนี้ให้ได้แยกรูปแยกนามตรงนี้ให้ได้คำว่ารูปนามที่อาตมาเคยบรรยายมาแล้วให้ฟังนี่นาอันแรกที่สุดในตัวนี้นะข้อที่ 1 ชั้นที่ 1 กลายเป็นรูปจิตมโนราห์ตากับอรูปไม่ญาติตา 2 ตัวนี้เป็นจิตจิตทั้งคู่เป็นจิตทั้งคู่ไอ้ 2 ตัวนี้เป็นจิตนี่เรียกว่ารูปนามอย่างขั้นที่ 1 เพราะฉะนั้นถ้าใครเคยได้ฟังมาแล้วว่ากายคือรูปจิตคือนามก็ไม่ต้องเขียนแล้วเลิกอาทิตย์นี้เราเพ่งพิจารณาชั้นที่ 2 เข้าไปลึกตัดกายหยาบทิ้งตัดโบราณ เนื้อเพลงแทงให้ออกเป็น 2 ส่วนเนี่ยจะแยกออกมาอีกส่วนนึงต้องเรียกว่าน้ำส่วนหนึ่งต้องเรียกว่ารูปเพราะฉะนั้นใน 2 ตัวนี้เราต้องมาแยกให้ออกมโนอัตราหมายความว่ารูปที่มันสำเร็จขึ้นมาปั้นขึ้นมาเต็มรูปเป็นใจถ้าเรียกว่าจิตสิ่งที่สำเร็จด้วยจิตก็ได้สิ่งที่สำเร็จด้วยจิตมโนไม่ญาติตาสิ่งที่ปั้นขึ้นมาแล้วก็สำเร็จเป็นรูปขึ้นมาอย่างนั้นเพราะฉะนั้นไอ้ตัวนี้จึงเรียกมันว่าลูกมโนมยาตาตอนนี้จะเรียกว่ารูปแล้วจิตตัวนี้เป็นรูปแล้วนะฟังให้ดีนะนี่หมายความว่าหลักสูตรที่อาตมาอธิบายความพระอภิธรรมหมดนะถ้าใครไปเอาหลักเกณฑ์เข้ามาพี่ทำมาฟังนี่รับรองยิ่งไปยึดมั่นถือมั่นในพระอภิธรรมและรับรองฟังไม่เข้าใจเลยที่อาตมาพูดไม่เข้าใจเลยเพราะฉะนั้นใครจะฟังอา เข้าใจจะต้องพังกำแพงพระอภิธรรมออกซะก่อนทำใจบ้างว่างใจเป็นกลางเป็นกลางฟังจะรู้เรื่องถ้าฟังโดยมีกำแพงหนามันจะฟังเลยใช้เวลาไปกินข้าวกินปลาหรือไปเที่ยวที่ไหนดีกว่าอยากฟังเลยเสียเวลาแล้วจะเกิดโทรศัพท์ที่ผิดด้วยจะเห็นว่าอาตมาพูดแล้วมันน่าโกรธน่าเคืองด้วยนะเพราะงั้นพวกที่ใครที่ยังไม่พังกำแพงพระอภิธรรมที่จะมานั่งฟังเสียแล้วจะฟังจริงให้ได้ประโยชน์แล้วจะต้องฟังโดยด้วยว่าสุดสู้ซังแล้วก็เตะปัญญาต้องฟังอย่างสุดซูซุฟังอย่างฟังด้วยดีบางอย่างบางอย่างเป็นกลางเขาเรียกว่าสุดสู้สร้างและประเพณีปัญญาแล้วจะเกิดปัญญาอันแท้จริงได้รับปัจจัยเป็นอย่างมีลาภและประแจปันยังจะเกิดบรรลุปรกติหมายความว่าบรรลุสำเร็จ ถ้าใครไม่สุดซื้อซ้ำแล้วไปเลยไปกินข้าวกินปลาที่ไหนไปเดินไก่เล่นที่ไหนก็ได้นะต้องฟังด้วยดีแล้วจะเกิดปัญญาจึงเรียกว่าพระพุทธเจ้าท่านว่าไว้บาลีท่านล่าสุดปัญญาปัญญาอาทิตย์นี้กลับมาหามโนราห์กับอรูปอายตาหมายมโนราห์ตาขณะนี้อาตมากำลังกำลังเอาเข้าไปกำลังเอาเข้าไปเรียกว่ามันเป็นรูปนะมันเป็นตัวที่จะเกิดอยู่ในจริงในตัวเราเป็นรูปตัวแรกพอเรารู้ได้ว่าอ๋อจิตของเราทั้งหมดนี่นาเป็นรูปอะไรก็ตามแต่สิ่งหนึ่งเป็นตัวรู้รู้อะไรใช้สติใช้ปัญญารู้รู้ว่าจิตของเรานี่หนอเป็นส่วนหนึ่งที่มันแตกต่างกับกายไอ้ตัวรู้ตัวนั้นเราไม่เอาภาษาอะไรมาเรียก เราเรียกว่าปัญญาญาณก็แล้วกันเรารู้ไอ้ตัวปัญญาญาณตัวนั้นเป็นนามธรรมเป็นตัวรู้แต่ตัวจิตเป็นตัวถูกรู้เพราะฉะนั้นจิตเป็นรูปหรือมโนอัตราเป็นรูปนะนี่ขั้นที่ 1 ขั้นที่ 2 ฟังต่อนะตอนนี้ขั้นที่ 2 ของฟังต่อในมโนอัตราหนี้และของคนที่ยังไม่พ้นกิเลสเรียกว่าจิตที่ยังเต็มไปด้วยเนื้อหาสาระของมึงจิตเดิมแท้ 2 กิเลสอยู่นะมี 2 อย่าง 1 จิตเดิมแท้ 2 กิเลสที่หุ้มพอกอยู่ในคนที่ยังไม่เป็นพระอรหันต์นะเพราะฉะนั้นเรามาแยก 2 ส่วนนี้ออก 1 แยกจิตแยก 2 แยกกิเลสออกออกจากจิตไม่ได้กิเลสตัวที่เรากำลังจะแยกออกตัวนี้คืออรูปมายะอัตตาคือตัวที่ไม่ใช่ของจริงอะไรเลยเป็นอรูปแต่เราเป็นหลงกับโลกเขาและเอามาปั้นเป็นตัวตนเป็นมายาหรือมายานี่เองมายะหมายความว่าอันที่เราพึงเป็น
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive