150625 ทำฌานเอาฤทธิ์ปิดอบาย-พ่อท่าน-วัดธาตุทอง.txt

โฟลเดอร์2515 TXT ถอดเสียงเป็นข้อความ รอตรวจอักษร กำลังจัดหน้า
ประเภทไฟล์เอกสาร (text/plain)
ขนาดไฟล์239 KB
วันที่แก้ไข17 เมษายน 2568

เนื้อหาในไฟล์

วันนี้เรามาเริ่มต้นกันในเรื่องของเรื่องที่พูดชื่อผู้ตั้งชื่อเรื่องเข้าทีทีเดียวทำฌานเอาฤทธิ์ปิดอบายนี่เป็นชื่อเรื่องที่เรียกว่าเข้าทีที่ว่าชื่อได้ความหมายดีมากและพร้อมกันนั้นก็เรียกว่าได้ทั้งภาษาเป็นเจ้าบทเจ้ากลอนดีทีเดียวแล้วก็มีอันนึงคือกขของฌาน 4 มีอาตมาฟังตอนแรกก็ชักงงเหมือนกันถ้าเกิดว่าคุณพหลจะเติมเป็นกอขอคอด้วยของฌาน 4 อาตมายิ่งจะงงใหญ่เลยเพราะว่าจะมาคงจะไปแปลความเอา ก้างขวางคออะไรไปงั้นน่ะหรือว่าจะไปแปลเอาว่าเป็นเอดส์เป็นกิเลสตัณหาหรือว่าเป็นสิ่งที่ไปขวางฌาน 4 หรือเป็นสิ่งที่จะไปฉุดฌาน 4 ไม่ให้เกิดไปในโน้นเลยแต่นี่มาถามไถ่กันดูอีกทีบอกไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นหรอกหมายความว่ากข 4 หมายความว่ากขกกาน่ะกขกกาคือเบื้องต้นของการจะประพฤติฌาน 4 ก็ดีทีเดียวความหมายอันนี้ก็ดีทีเดียวด้วยอาก่อนจะได้บรรยายถึงเรื่องทำฌานเอาฤทธิ์ปิดอบายและกขของทาน 4 นั้นอาตมาก็เอาของเก่า พระพุทธพจน์อันนึงซะหน่อยนึงพระพุทธพจน์คาถาธรรมบทในพระไตรปิฎกเล่ม 38 หน้า 85 ท่านบอกไว้ว่าอย่างนี้ชายไม่มีแก่ผู้ไม่มีปัญญาปัญญาไม่มีแก่ผู้ไม่มีฌานฌานและปัญญามีอยู่ในผู้ใดผู้นั้นแลอยู่ในที่ใกล้นิพพานเอาเดี๋ยวอาตมาจะจดให้เอ้าฟังพระพุทธข้อนี้แล้วเราพยายามทำความเข้าใจให้ดีเพราะว่าความหมายที่ท่านตรัสเอาไว้แค่นี้นี่ ชาญไม่มีแก่ผู้ไม่มีปัญญานะความหมายแค่นี้ก็หมายความว่าฌานนั้นไม่ใช่สิ่งไม่รู้ฌานนั้นไม่ใช่ความมืดบอดชาญไม่ใช่ความดับฟังให้ดีนะนี่คำว่าฌานของพระพุทธเจ้านะฌานไม่ใช่ความดับฌานไม่ใช่นิโรธสมาบัติเพราะถ้าตรงนิโรธสมาบัติแล้วไม่มีไม่มีฌานไม่มีไม่มีปัญญานิโรธสมาบัติคือสภาวะที่มันไม่รู้เรื่องมันนั่งหลับดีไม่เฉยๆเพราะฉะนั้นมันไม่มีปัญญานี่พระพุทธเจ้าท่านยืนยันว่าฌานไม่มีแก่ผู้ไม่มีปัญญาไม่มีแก่ผู้ไม่มีทานเพราะฉะนั้นคำว่าฌานค

อ่านต่อ

รั้งนี้ท่านยืนยันทั้งไป มาเลยบอกว่ามันจะต้องเกี่ยวกับปัญญาถ้าไม่เกี่ยวกับปัญญาแล้วท่านไม่เรียกว่าฌานของท่านพระพุทธเจ้าท่านไม่เรียกเพราะฉะนั้นฌานของท่านนี้ต้องมีปัญญาท่านถึงยืนยันเหลือเกินว่าชาติของท่านต้องรู้รู้แจ้งตลอดหมดชาญและปัญญามีอยู่ในผู้ใดผู้นั้นแลอยู่ในที่ใกล้นิพพานก็กินความแล้วก็ตรงกับหัวข้อเรื่องในวันนี้อย่างเป๋งทีเดียวถ้าเราจะพูดกันถึงว่าผู้ที่ปฏิบัติธรรมนั้นถ้าเผื่อว่าได้ฌานหรือมีฌานเริ่มต้นกันที่ฌานได้แล้วล่ะก็ก็เป็นอันก็เดินทางเข้าหานิพพานกันได้ล่ะถ้ามันยังไม่ใกล้ชานหรือว่ายังไม่รู้ฌานหรือว่ายังไม่รู้ทางที่มันจะเป็นชานได้อย่างไรแล้วล่ะก็เราก็ สามารถที่จะไปใกล้นิพพานหรือไปหานิพพานได้อาทิตย์นี้เราก็มาดูที่หัวข้อชื่อชื่อเรื่องวันนี้ทำฌานเอาฤทธิ์ปิดอบายและกขของทาน 4 อาตมาขอยกคำว่าปิดอบายขึ้นมาพูดซะก่อนคำว่าปิดอบายนั่นน่ะเอ่อต้องกินความไปถึงแค่ไหนจึงจะเรียกว่าปิดสบายเพราะเหตุว่าทุกคนก็เข้าใจแล้วว่าอบายนี่หมายความว่านรกหรือว่าเป็นที่ที่ไม่สบายมันตรงกันข้ามกับคำว่าไม่สบายแล้วมันก็เข้าไม่สบายนี่แหละสบายคือไม่สบายถ้าสบายหรือสบาย มันก็เป็นความสบายมันก็มันไม่สบายทีนี้เราจะปิดหนทางหมายความว่าเราจะไม่ไปไม่ไปที่ที่ไม่สบายหมายความว่าเราจะไม่ไปนรกนรกนรกมันไม่ใช่ที่สบายหรอกเราจะปิดจุดนี้ถ้าจนกระทั่งใช้ศัพท์คำว่าปิดอบายที่พระพุทธเจ้าท่านหมายถึงนั้นก็หมายความว่าผู้นั้นไม่กลับบนไม่เวียนวนกลับไปยังจุดอบายอีกไม่ตรงนรกกันอีกไม่เป็นที่ได้เล่นในกลุ่มนรกกันอีกอ่ะถ้าจะไปก็หมายความว่าผู้นั้นไปอย่างรู้จะไปนรกไม่ใช่ไปตกนรกแต่ตัวเองไปนรกเพราะตัวเองรู้ ไปช่วยสัตว์นรกอะไรอย่างนี้อย่างที่เราเคยได้ยินได้ฟังถ้าอย่างนั้นแล้วก็เป็นเรื่องที่ไม่ใช่ว่าไปนรกโดยที่เรียกว่าไปตกนรกแต่ไอ้นรกเพื่อไปโปรดสัตว์นรกเมื่อเราจะปิดอบายหรือเราจะไม่ไปนรกกันโดยวิธีที่ว่าเล่นไปตกเอาโดยที่สภาวะไม่ใช่ว่าเราไปโดยรู้เราก็จะต้องเข้าใจนรกและก็จะต้องรู้จุดว่าปิดคือไม่วนอันแท้จริงให้ได้ด้วยผู้ที่จะปิดอบายหรือผู้ที่จะไม่วนไปนรกโดยสภาวะของกรรมนั้นจะต้องเป็นผู้ที่ได้ประพฤติกรรมเหมือนกันคือได้บำเพ็ญตนเองมีกรรมพันธุ์สูงมีกรรมอันพอมีการกระทำกรรม คนสามารถที่จะช่วยตนให้ไม่วนเข้าไปในขอบข่ายอันนั้นเข้าไปวนอยู่ในวัฏฏะอันที่เรียกว่าพบ 3 พบ 3 อันนี้เราเรียกว่ารักฉันหรือเดรัจฉานหรือเดรัจฉานนั่นเองนะเดรัจฉานนั่นเองเราเรียกว่าพบ 3 ติรัจฉานนี้แปลว่า 3 ภาษาบาลีแปลว่า 3 รัฐฉานรัฐชาตินั้นเนี่ยแปลว่าถนนหรือทางเดิน พี่ยังผิดๆอยู่ถนนหรือทางเดินที่ยังผิดๆอยู่เพราะฉะนั้นถ้าผู้ใดเดินอยู่ในถนน 3 สายนี้สิแปลว่า 3 ถ้าใครเดินอยู่ในถนน 3 สายที่มันผิดๆอยู่นี้ก็เรียกว่ายังเป็นผู้วนอยู่ในภพ 3 นี้บางทีท่านก็เรียกว่ารัฐฉานนางนี่ท่านก็เรียกว่ามันไปอยู่อย่างขวางๆดีๆท่านก็ว่าคือมันไม่ได้ไปอย่างที่เรียกว่าเอียงเทไปโดยที่เรียกว่าไม่มีบางทีก็ขวางบางทีก็กลับหน้ากลับหลังบางทีเขาก็ฟังดีๆนี่มันไม่แน่นอนบางทีก็เอาหัวไปหาบางทีก็หันหน้าไปทางโน้นแล้วบางทีหันหน้ามาทางนี้แล้วอย่างนี้เรียกว่าไปอย่างผิดๆอยู่ ยังเดินทางอย่างไม่รู้หัวไม่รู้หางจะปักพิษให้แน่นอนยังไม่ได้จึงเรียกว่ารัฐฉานถ้าผู้ใดเดินทางอย่างมุ่งจุดเอียงเทไปในกระแสเดียวไม่ขวางขวางรีรีแล้วก็ไม่มีหันหลังกลับเลยไม่มีเมื่อไม่หันหลังกลับเลยก็ไม่มีทางย้อนศรไม่มีทางจะวนไปหาจุดที่เรียกว่าต่ำมีแต่จะสูงขึ้นสูงขึ้นสู่สุคติเสมอเพราะฉะนั้นจุดสุคติอันแรกที่สุดที่เรียกว่าปิดอบายก็คือสวรรค์นะจุดอันแรกที่สุดก็จะเป็นจุดที่จะหายไปหรือว่าสูงขึ้นไม่เดินลง หาทางต่ำแน่นอนแล้วล่ะก็ก็คือสวรรค์สูงขึ้นมาจากสวรรค์คือมนุษย์มนุษย์ที่สูงกว่าสวรรค์นะอย่าว่ามนุษย์นี่ต่ำกว่าสวรรค์นะเพราะฉะนั้นคุณเองปรารถนาสวรรค์กับปรารถนามนุษย์อาตมาขอร้องกันทีเถอะว่าอย่าไปปรารถนาเลยสวรรค์ให้ปลาถ้าน้ำมนุษย์สมบัติมีดีกว่าหรือพบมนุษย์ 3 พบเมื่อกี้ที่อาตมาว่ายังไม่ได้บอกชื่อ 1 พบหรือภูมิเนี่ย 1 เอาต่ำก่อนนรกภูมิหรือนรกพบนี่แหละเดือนนี้ระยะภูมิมีระยะห่างก็เรียกอบายมุขอบายภูมิก็เรียกเรียกกันชัดๆ สบายแต่ชื่ออบายนี่มันใหญ่มันกินกว้างถึงที่สบายทั้งหมดอาตมาว่าแล้วแต่ว่าจะเรียกอบายโดยตรงก็ได้อบายภูมิหรือมีระยะภูมิหรือนรกกับภูมิก็ได้เขาก็เรียกทั้ง 3 อัน 2 เทวภูมิเทวภูมิหรือสวรรค์ 3 มนุษย์ชัยภูมิมนุษย์ชัยภูมินะ 3 อันนี้เรียกว่าหมุนวนหมุนวนพบ 3 ติรัจฉานถ้าหมุนวนเนี่ยไปอยู่อย่างนี้แหละแต่ถ้าเผื่อว่าไม่หมุนวนเป็นแค่เดินทางไปสวรรค์กลับมานรกก็ยังเรียกว่าเป็นทางที่ไม่ใช่อบายคือเรียกว่ายังพอสบายบ้างมาแค่สวรรค์ก็ยังพอสบายบ้างมามนุษย์ มันก็ยังเป็นนรกอยู่ในหน่อยเหมือนกันนะแต่ว่ามันสูงตรงที่เรียกว่ามันสามารถที่เราจะสร้างสมบารมีได้สูงที่สุดสวรรค์เองสร้างสมบารมีสู่นรกไม่ได้สู้มนุษย์ไม่ได้แต่ถ้าจะเอาว่าปิดอบายกันแท้จริงแล้วล่ะก็หมายความว่าเดินไปนิพพานทางเดียวเดินไปสู่นิพพานทางเดียวโดยแท้จริงนะทีนี้การเดินสู่นิพพานเนี่ยผ่านสวรรค์ด้วยนะแม้แต่พระพุทธเจ้าเราถ้าใครเคยอ่านประวัติแล้วพระพุทธเจ้าเรานี่ยังเดินทางไปสวรรค์ยังไปอยู่ในชั้นดุสิตเลยไปอยู่สวรรค์ชั้นดุสิตหากฉันรู้สึกเป็นสวรรค์ชั้นที่ 4 ยังไปพักอยู่ชั้นดุสิตเลยเสร็จแล้วเวลาจะมาเกิดเป็นพระพุทธเจ้าก็มาจาก ดุสิตมานรกขอโทษมามนุษย์ชัยภูมิเลยแล้วก็มาบรรลุเป็นพระพุทธเจ้าอยู่ที่มนุษยภูมินี้เป็นชาติสุดท้ายอย่างนี้เป็นต้นพระพุทธเจ้าก็ยังไปพักอยู่ที่สวรรค์เหมือนกันแต่ถึงสวรรค์ก็ยังไม่ใช่ชั้นสูงสุดชั้นสูงสุดคือชั้นมนุษย์นะเพราะงั้นพูดได้ยังเวียนอยู่แค่สวรรค์กับมนุษย์ใช้ได้ใช้ได้อ่ะพูดจะปิดอบายเลยจริงๆจะต้องปิดนรกจุดเดียวติดนรกจริงๆทีนี้จะปิดนรกโดยวิธีใดล่ะวิธีที่จะปิดนรกนั้นทำเรียกว่าทำบุญทำกุศลให้มากๆมากๆมากๆมากๆมากๆเฉยๆก็ปิดนรกได้เหมือนกัน แต่ยังไม่แน่ยังไม่แน่ทำบุญมากๆมากๆนี่เป็นแค่สวรรค์ยังไม่เกิดปัญญาญาณถ้ายังไม่เกิดปัญญาญาณแล้วล่ะก็ไปชาติหน้าไอ้ปัญญามันยังไม่มีเชื้ออนุสัยไปสวรรค์แล้วพอจะลงจากสวรรค์มาเกิดเป็นมนุษย์อีกทีหรือไม่แน่ไปเผลอๆอยู่สวรรค์ลงนรกเลยไปเสพสวรรค์อยู่ที่สวรรค์กินสวรรค์ซะจนเกินตัวเป็นหนี้เป็นสินเขาลงนรกไปเลยก็มีอย่างนี้ก็มีเพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าผู้ที่อยู่สวรรค์หรือผู้ที่ไปสวรรค์นั้นแล้วจะกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกได้นั้นน้อยกว่าน้อยนักท่านเคยตรัสเอาไว้นะแม้แต่ว่ามนุษย์ก็เหมือนกันผู้ที่อยู่ในมนุษย์ตายจากมนุษย์ไปแล้วจะได้ไปเกิดที่สวรรค์ หรือกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกนั้นก็น้อยกว่าน้อยนักโดยเฉพาะกลับมาเกิดเป็นมนุษย์เนี่ยท่านเน้นที่ตรงมนุษย์แม้จะไปสวรรค์แล้วจะกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ท่านก็เน้นว่ามันน้อยกว่าน้อยนักส่วนมากไปลงนรกซะหมดส่วนมากไปต่อที่นรกซะใหญ่ส่วนใหญ่นะนี่อยู่ในสูตรติดกันนี่บาทอังคุตตรนิกายอาตมาพอจำได้เพราะใครก็พาสำหรับสูตรนี้หาทีนี้ถ้าเราเองจะทำสวรรค์ให้มันเป็นสวรรค์กับมนุษย์เพื่อจะเดินทางไปนิพพานเท่านั้นจริงๆแล้วเราก็เราจะต้องปิดอบายที่แท้ติดนรกแท้ๆจริงๆเราจะไม่เดินเข้าไปสู่ไม่วนกลับไปนรกอย่างจริงด้วยเพราะงั้นผู้ที่จะมีวันกลับไปนรกอย่างจริงแล้วล่ะก็พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่าอริยะแท้ หรือเป็นผู้ที่มีปัญญาญาณอย่างดีจริงๆเพราะงั้นผู้ที่จะมีปัญญาญาณอย่างดีจริงๆจึงจะต้องมีชานพระพุทธเจ้าเกิดจากอะไรสูตรนี้นะที่ว่าฌานไม่มีแก่ผู้ไม่มีปัญญาและปัญญาไม่มีแก่ผู้มีฌานฌานและปัญญามีอยู่ในผู้ใดผู้นั้นแลอยู่ในที่ใกล้นิพพานสูตรนี้ก็จะกินความดึงเอาไว้อย่างพอเพียงแล้วก็บอกว่าเหมาะเจาะจงกันพอดีเลยเพราะงั้นคำว่าชาญคำนี้จึงไม่ใช่ตัวไม่รู้แล้วพระพุทธเจ้าท่านก็ไม่เรียกใครเลยถ้าไม่เรียกว่าใครเป็นอริยะถ้าแม้ผู้ใดจะมีชาญถึงขั้นนิโรธสมาบัติดับดิ่งได้ท่านก็ไม่ยอมเรียนหรือแม้แต่มีโลกียฌานเก่งขั้นเหาะได้เหินได้ทะลวงทะลุ กำแพงภูเขาอะไรได้ดำน้ำดำดินได้สามารถรู้ใจคนอะไรต่ออะไรได้ทำปาฏิหาริย์อิทธิปาฏิหาริย์อาเทสนาปาฏิหาริย์ต่างๆสามารถทำได้ถึงอย่างนั้นพระพุทธเจ้าก็ไม่ยกเป็นอริยะนายกเป็นผู้มีปัญญาหรือเป็นผู้เข้าใจฌานไม่ยกเขาเรียกกันฌานเหมือนกันแต่ฌานอย่างนั้นพระพุทธเจ้าท่านไม่รับประทานถ้าชาญของท่านแล้วต้องมีแก่ผู้มีปัญญาเท่านั้นจึงจะเรียกว่าฌานนี่เรามาเริ่มต้นเข้าใจคำว่าชาญไปด้วยก่อนเพราะฉะนั้นเราจะปิดอบายที่แท้จริงก็คือจะต้องเกิดปัญญาหรือเป็นฌานอย่างพระพุทธเจ้าถ้าเผื่อว่าเราไม่เกิดปัญญาอย่างพระพุทธเจ้าหรือเป็นฌานอย่างพระพุทธเจ้าแล้วล่ะก็ปิดอบายจริงไม่ได้เราจะเป็น หลับตาเป็นโลกียฌานพวกที่นั่งปฏิบัติฤาษีชีไพรดาบสต่างๆเดียรถีย์ต่างๆเนี่ยเค้านั่งหลับตาจนกระทั่งทำให้สูงฤทธิ์เอาฤทธิ์มาใช้ทางโลกีย์ก็แยะนอกจากเอาฤทธิ์มาใช้ทางโลกีย์แล้วก็สามารถที่จะเข้าไปถึงรูปอบรมและรูปพรหมอะไรต่างๆนานาได้อีกตั้งเยอะตั้งแยะนั้นน่ะเป็นทานโลกียฌานที่พระพุทธเจ้าท่านก็ไม่เอออวยด้วยเรียกว่าเรียกก็ตามจะเรียกช้างก็ได้แต่ว่าฌานอย่างนั้นยังอยู่นอกพุทธศาสนาจึงจะต้องเข้าใจฌานที่ถูกต้องของพุทธศาสนาให้ได้อย่างจริงจังเป็นอันว่าเราเข้าใจคำว่าปิดอบายนะปิดอบายคือเราจะต้องทำปัญญาให้เกิดต้องทำปัญญาให้เกิดถ้าไม่มีปัญญาตัวนี้เกิดแล้วล่ะก็ ไม่ได้ชานแบบโลกีย์อาจารย์จะไปหลับหูหลับตาจะไปเก่งฤทธิ์เก่งเด่สามารถทำความสงบหรือสมถะได้จนกระทั่งหลับนิ่งเป็นนิโรธสมาบัติได้ก็ยังไม่เรียกว่าชาญอย่างพระพุทธเจ้าตามสูตรที่เอามายืนยันให้ฟังนี้นะนี่เป็นระดับอันแรกที่จะทำความเข้าใจกันซะก่อนว่าปิดอบายนั้นอย่างไรทีนี้ระดับต่อมาเราก็จะจะต้องรู้ก็ตัวชาญน่ะก็กลายไปหาคำสุดท้ายเลยว่าและกขของฌาน 4 ต้องไปเอาเบื้องต้นอันนั้นซะก่อนนะไปเอาเบื้องต้นของไอ้กข 44 คือตัวทาน 4 นั้นในระดับที่เราควรจะรู้ตั้งแต่วันก็ขอกล่าวมาเราจะทำฌานหรือ เราจะปฏิบัติฌานของพระพุทธเจ้านั้นพระพุทธเจ้าไม่ได้เคยสอนเลยว่าให้ไปนั่งหลับตาแม้จะเคยสอนว่าให้ไปนั่งนั่งขัดสมาธิหรือนั่งบ่าครูบัลลังก์อะไรก็ตามแต่หากครูบัลลังก์ตั้งกายตรงดำรงสติคงมั่นถึงแม้จะเอาอย่างนั้นท่านจะจัดว่าอย่างนั้นท่านก็ไม่ได้บอกว่าให้ไปนั่งครูบัลลังก์ตั้งกายตรงจงหลับตาไม่มีไม่มีสูตรไหนกล่าวกล่าวถึงเลยพระพุทธเจ้าไม่เคยสักทีที่จะให้บอกว่าหลับตาไม่เคยท่านกำชับกัญชามากที่สุดก็คือดำรงสติของมัน ลงสติของหมั้นท่านกำชับกำช้ามากแม้แต่ที่บอกว่าให้ไปนั่งคู้บัลลังก์ตั้งกายตรงท่านก็บอกว่าดำรงสติของมันหรือแม้ท่านบอกว่ายืนเดินนั่งนอนเคี้ยวกลืนนุ่งผ้ากินข้าวหรือว่าเยี่ยวแขนไฟตัวจนกระทั่งแม้จะไปอุจจาระปัสสาวะทำงานทำการอะไรก็ให้มีสติรองรู้ตามรูปเข้าใจให้ได้เสมอๆท่านไม่ได้บอกเลยว่าให้ไปหลับตาแต่จุดที่ท่านเน้นคือให้มีสติจะเป็นนั่งอยู่เฉยๆก็ให้มีสติหรือจะเดินเหินทำงานทำการไป มาไหนก็ให้มีสติยังไม่พอท่านกำชับกัมพูชาสูงสำหรับผู้ที่ควรจะรู้ได้จนกระทั่งนอกจากยืนเดินนั่งนั่งแน่แล้วนะนอนก็จะต้องให้มีสติเอาด้วยนอนนะต้องให้มีสติเอาด้วยแม้กระทั่งหนักเข้าไปอีกหลับพร้อมกับสติตื่นพร้อมกับสติมียิ่งสูงขึ้นไปใหญ่หลับพร้อมกับสติและตื่นพร้อมกับสตินี้ยิ่งสูงไปใหญ่เพราะฉะนั้นจึงบอกว่าพระพุทธเจ้าที่เน้นไม่ได้เน้นที่ตรงหลับตาแต่ถ้าเน้นที่ตรงสติและถ้าเข้าใจต่อไปอีกให้สูงขึ้นไปอีกแล้วก็จะ ถ้าเคยๆไม่ได้ฟังมาแล้วนะก็จะเข้าใจได้ว่าที่ท่านเน้นจริงๆก็คือว่าดำรงตนให้เป็นผู้มีปัญหานะมีปัญหาหน้าที่เต็มไปด้วยสติเรียกว่ามหาสติปัฏฐานสติปัฏฐานสัมมาว่าเป็นสถานะก็คงจะงงหน่อยให้มีสติปัฏฐานหรือมหาสติปัฏฐานให้มีสติอย่างมั่นคงจริงๆอย่างนี้ท่านเรียกว่าเอกมัยเป็นทางเดินทางเดียวเป็นทางเดินทางเอกเป็นทางเดินทางเก่งที่จะพาเราเข้าสู่นิพพานอย่างนี้ท่านยืนยันและสูตรไหนๆก็ยืนยันเป็นอย่างนี้อย่างเดียวมีสติหลับไม่ได้ รับนำหมายคำว่าไร้สติหลับไร้สติสลบก็ไร้สติยิ่งนิโรธสมาบัตินี่มันยิ่งกว่าสลบนะนิโรธสมาบัตินี้เอาหมอไปตรวจชีพจรหมอมาตรวจดูลมหายใจมันโกรธอะไรนี่ไม่ได้ด้วยนะมันละเอียดอ่อนถึงขนาดนั้นน่ะที่เราจะมาวัดยิ่งกว่าสลบด้วยเพราะฉะนั้นอย่าว่าแต่สติไม่มีเลยมันมันท่อนไม้แล้วมันเป็นท่อนไม้ต้นไร่มันเป็นอะไรไปจริงๆไร้สติอย่างมหาศาลเลยยังใช้ไม่ได้เลยนะเพราะฉะนั้นอย่างนี้แล้วไม่กล้าที่ผ่านแล้วอย่างนี้ถ้าไม่เรียกว่าใกล้นิพพานแล้วเพราะว่ามันไร้ปัญญามันไร้ปัญญามันไร้ตัวรู้อนาคตสลบยังพอมีตัวรู้ตัวรู้ตัวนั้นมันอาจจะไปสภาพไหนก็ตามแต่มันจะไปนรกไปสวรรค์ไปอะไรก็ตามแต่ยังพอมีตัวรู้ ยังมีปัญญาลำลองมีปัญญาลำลองแต่ไม่ใช่ปัญญาที่เต็มไปด้วยสติของหมั้นแท้ๆเพราะฉะนั้นเราจะทำฌานคืออย่างไรเราจะทำฌานก็คือจะต้องทำสติจะต้องมีสติถ้าไม่มีสติก็ไม่เป็นทานทีนี้เราจะทำสติได้อย่างไรไอ้คำว่าสติสติมีทุกคนเราคิดว่าตัวเองมีสติพิจารณานี้ทุกคนฟังอาตมาพูดนี่มีสติดีมีสติแล้วก็พยายามตรองตามคำพูดของอาตมาเสมอเสมอเสมอเรียกว่ามีสติอยู่ทุกคนขณะนี้ฟังธรรมอาตมามีฌานเพราะไม่หลงนอกจากใครหลับถ้าใครหลับแล้วก็ไม่มีฌานถ้าใครหลับแล้วก็ไม่มีสติในขณะที่นั่งฟังขนาดนี้ เพราะงั้นจะต้องไม่หลับจะต้องมีสติอยู่ทีนี้สตินั้นแม้เราเองจะหลับตาเข้าไปไม่ได้ไหมมีได้เหมือนกันมีได้เหมือนกันแม้เราจะหลับตาเข้าไปก็มีได้บางทีหลับตาเข้าไปแล้วถ้าเราทำทานได้จริงหมายความว่าเราพยายามที่จะเพ่งเล็งเข้ามาในจุดจุดเดียวตอนนี้ฟังให้ดีนะกำลังจะเริ่มต้นข้าวเราจะทำจิตของเราหรือทำปัญญาของเราหรือทำตัวรู้จิตนี้เป็นตัวรู้ทำจิตที่จะรู้หรือทำท่ารู้ของเราให้เพ่งเข้ามาในจุดจุดเดียวจุดจุดหนึ่งนั้นเมื่อกี้พูดถึงว่า ถ้าเราจะเริ่มต้นด้วยหลับตาแม้เราหลับตาลงไปแล้วเราก็รู้ในจุดเดียวให้ได้ว่าเราจะเอาไว้ในจุดไหนถ้าจุดกายถ้าจุดตาก็เห็นรู้จักก็หลับตาหรือจุดตาไม่รู้จดจมูกก็ให้รู้จมูกจมูกนี่อาจจะรู้ลมหายใจก็ได้นะหรือจะรู้กลิ่นก็ตามถ้าจุดหูก็ไม่รู้เสียงอย่างนี้เป็นต้นแต่ในขณะนั่งหลับตาคงไม่มีใครนั่งเคี้ยวอะไรนะแต่ถ้าเคี้ยวอะไรก็ให้รู้ทางลิ้นก็ได้ถ้าเคี้ยวอะไรอยู่ก็ไม่รู้ทางประตูเดียวเรียกว่า a กับกระเป๋าสตางค์เอกกับไม้เขาวันหนึ่งรุ่นเดียวอันเดียว อัคราเอกบวกอัคคะตาหรืออัคคะไอ้ปลามันหมายความว่าเป็นนามภาษาบาลีท่านเติมตรุษคำว่าตาลงไปนี่หมายความว่าเป็นนามอัคคะหมายความว่ายอดเยี่ยมหรือว่ายิ่งหรือว่าสูงหรือว่าใหญ่ก็ได้อัคคะเพราะฉะนั้นมาบวกกับเอกหมายความว่าเป็นหนึ่งอย่างยิ่งเป็นหนึ่งอย่างยอดเยี่ยมเป็น 1 อย่างจริงแท้ขึ้นมาอย่างกวาดธรรมดาแล้วถ้ามันไม่มันธรรมดาธรรมดานี่จิตของคนมันไม่เป็นหนึ่งหรอกมันกลับไปกลับมากลับมากลับไปกลับไปกลับมากลับมากลับไปประเดี๋ยวก็รู้ไอ้นั่นก็รู้ทางตาไปเรียนรู้ทางจมูกไม่ได้รู้ทางกายไม่ได้รู้ทั้งรู้ว่าเดี๋ยวรู้ทางไม่รู้กี่ทวารสับสนปนเปกันไปหมดมันไม่นิ่งๆอยู่แต่ทวารเดียวได้อย่างเก่ง โรตารี่ต้องรู้ทวารเดียวได้อย่างเก่งจริงๆรู้ในทวารเดียวเนี่ยเก่งอย่างเก่งจริงๆเนี่ยอาตมาอธิบายสภาพของฌานให้ฟังซะก่อนนะเดี๋ยวจะบอกวิธีว่าจะทำอย่างไรนะมันจะเป็นอย่างนี้เราจะต้องจุดหนึ่งจุดเดียวอย่างจริงแต่ประตูไหนก็ประตูหนึ่งจึงจะทำเองกับคะเป็นหนึ่งอย่างเดียวเอกัคคตาคำว่าตานี่หมายความว่าเป็นความมันเป็นนามธรรมและก็บอกความเป็นหนึ่งอย่างยิ่งหรือความเป็นหนึ่งอย่างยอดเขาเรียกว่าเอกัคคตาความเป็นหนึ่งอย่างยอดความเป็นหนึ่งอย่างยิ่งมันไม่กลับไปกลับมาสับมาสับไปละมันอยู่ในสภาวะที่กฎไว้หรือว่าทำไว้ให้ได้จะกดเอาผมเอาแบบวิทย์คำชนะก็ได้ หรือจะแบบจะทำกับประหารก็ได้หรือจะแบบใครมีบารมีจะเป็นนิจสรณะจะเป็นปฏิปอะไรก็ตามใจนะอาตมาเคยพูดถึงเรื่องพวกนี้ภาษาพวกนี้มาบ้างแล้วถ้าผู้ใดทำให้เป็นหนึ่งได้จริงคุณไม่มีฉันที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 อย่าเพิ่งพูดเดี๋ยวไปพูดตอนที่ถึงคำว่าฌานให้ความเป็นหนึ่งได้อย่างนี้แหละเรียกว่าฌานจะขนาดไหนก็ตามแต่แล้วแต่บารมีหรือแล้วแต่จิตของความสามารถของผู้นั้นมีสมรรถภาพเท่าใดก็เท่านั้นอย่าวอกแวกอย่าวอกแวกอย่าให้มันไปนั่นมานี่ไปนี่มันจึงต้องผลัดที่ไหนก็ได้หัดที่กายที่จมูกที่หูเพราะฉะนั้นจุดที่อาตมาว่านี่นะ ที่เรานั่งหลับตาเข้าแล้วที่เราจะทำได้อย่างดีที่สุดก็คือที่หูเสียงพยายามอยู่ที่เสียงง่ายๆง่ายดีอย่าบอกว่าไปที่อื่นนะเอาแต่ที่เสียงกายเราก็ไม่รู้แต่ตาเราหลับแล้วล่ะนะปากแล้วก็หุบแล้วเอาเอาที่หูใครจะให้ละเอียดขึ้นมาก็ที่มาที่จมูกมาที่จมูกนี่ท่านมีแล้วมีเครื่องที่จะทำเครื่องที่จะประพฤติคือลมหายใจลมหายใจเป็นเครื่องไหวเป็นตัวสภาพธรรมที่เดินเข้าเดินออกเสียงก็เป็นตัวที่ไหวเสียงดังไปมาดังเข้าดังออกเสียงด้วยเสียงมีอะไรที่เข้าที่หูนี่ก็เป็นเครื่องที่ หวยเป็นตัวรูปประธรรมที่มันไหวไปไหวมาได้เหมือนกันที่จมูกก็เป็นรูปธรรมเหมือนกันคืออากาศลมหายใจมันเข้ามันออกเป็นสภาพธรรมเป็นรูปธรรมอันหนึ่งที่เราสามารถที่จะจับมันได้แล้วละเอียดยิ่งกว่าเสียงละเอียดยิ่งกว่าเสียงเพราะว่าเสียงมันยังตัวโตนะมันชัดนะมันได้ยินมันชัดแต่ไอ้ที่จมูกเนี่ยมันยากกว่าพระพุทธเจ้าท่านถึงสรรเสริญอานาปานสติอานาปานสติแปลคร่าวๆก็หมายความว่าลมหายใจลมหายใจลมหายใจเข้าลมหายใจออกนี่แปลเอาความคร่าวๆนะตามเนื้อหาอัตถะอานาปานสติก็แปลว่าอย่างนี้เขาก็แปลได้เพราะงั้นถ้า ใครจะทำอานาปานสติคือมีสติผูกอยู่ที่ลมหายใจได้อย่างดีอยู่ประตูเดียวทำที่ประตูเดียวไม่ใช่ประเดี๋ยวเสียงก็ยังได้ยินจมูกก็ยังมีลมอยู่อะไรนี่ยังไม่ค่อยพอนะเพราะฉะนั้นผู้ใดจะเป็นชานอย่างที่ว่าหลับตาแล้วล่ะก็เสียงมันอาจจะได้ยินแต่ว่าเราไม่เอาใจใส่เลยจิตของเรามั่นอยู่ที่ได้ยินนี่หมาคำว่ามันแว๊บไปรู้มันขนาดนี้เขาเรียกว่ายังเป็นทานได้บ้างแล้วล่ะทานได้บ้างแล้วล่ะพยายามฟังให้ดีนะผู้ใดเคยฝึกมาแล้วเป็นทานได้บ้างแล้วล่ะแต่ว่ามันยังเป็นชานแค่คณิตศาสตร์ ยังไม่ค่อยมั่นคงนักถ้าผู้ใดสามารถที่จะให้จิตสำเนาฝูงอยู่ที่ลมหายใจอย่างชัดเจนจนกระทั่งเสียงไม่ได้ยินฮาหายไปเลยแฮะหรือจะได้ยินบ้างก็ได้แต่ว่าน้อยเต็มทีแทบจะไม่รู้สึกว่าเราได้ยินเสียงแต่เนี่ยบางคราวเราก็ต้องรู้สึกว่าเออมันมีเสียงยังไม่ขาดไปทีเดียวถึงอย่างนั้นก็สูงขึ้นมาจากคณิกาสมาธิแล้วเรียกว่าอุปจารสมาธิเป็นทานแล้วเป็นสิ่งที่จะใช้ผลงานได้บ้างแล้วล่ะนี่เรียกว่าฌานอย่าไปหลงใหลฝ่ายเพ้อจนกระทั่งไปฟังของผู้ใดอธิบายซะแล้วก็อธิบายทรงตัวเพลงเพลงจนกระทั่งว่าแม้มันทำยากจริงหนอไอ้เรื่องชาในเรื่องอะไร ลายนี้เมื่อไหร่มันจะได้สักทีก็เลยไม่ได้พากเพียรหรือไม่ได้ทำอะไรตัวสภาพธรรมกันสักทีนึงนะแต่ยิ่งใครผู้ใดสามารถทำได้อย่างสนิทเลยหูไม่ได้ยินเสียงแล้วมีแต่อยู่ที่ลมหายใจประตูเดียวอย่างชัดเจนเลยไม่ได้ยินหูไม่ได้ยินเสียงกายก็ไม่รับรู้สึกตาน่ะปิดแล้วปากลิ้นขุดไว้แล้วอย่างเรียบร้อยผู้นั้นเรียกว่าอัปปนาสมาธิสมาธิตั้งมั่นมั่นมั่นคงอยู่เอกัคคตาคือเป็นหนึ่งเดียวอย่างจริงจังที่สุดแล้วไม่มีจิตวอกแวกไปประตู 1 ประตู 2 ประตู 3 ประตู 4 ประตู 5 ใดๆอีกแล้วหมดเลยนี่เรียกว่าตัดกามภพเรียกว่าตัด ไม่ใช่ตัดกามมาพบแท้ๆแต่ว่าเรียกว่าตัดกาวมาพบอย่างลำรองเพราะเรายังใช้ที่จริงเรายังใช้จมูกอยู่แต่เราไม่ได้ใช้จมูกกับกลิ่นกลิ่นเป็นการมาพบชัดแต่ที่เรากำลังเพ่งอยู่ที่อากาศอันนี้ที่ลมหายใจอันนี้อากาศอันนี้ลมหายใจอันนี้เราไม่ได้พิจารณากลิ่นแต่เราพิจารณาอากาศฟังให้ดีนะเราพิจารณาอากาศสภาพของอากาศอันนี้เป็นสภาพของรูปประชานเบื้องต้นฟังให้ดีนะอาตมาจะพูดถึงรูปรูปบัญชาการรูปบัญชาเกี่ยวกันนิดนึงอากาศอันนี้เค้าเรียกว่าอาการ อากาสานัญจายตนะเนี่ยเรียกว่ามีอายตนะสัมผัสอยู่กับอากาศอย่างเดียวอากาสานัญจายตนะกับฌาน 4 นี้รูปประธานจตุจักรคือฌานที่ 4 นี่มันติดกันเพราะฉะนั้นผู้ใดถ้าสามารถทำได้ถึงขั้นอัปปนาสมาธิจริงๆแล้วก็ผู้นั้นแลชื่อว่าเป็นผู้ที่สำเร็จฌานชั้น 4 อย่างสูงและเริ่มต้นเข้าหาอรูปอรูปฌานชั้นที่ 1 แล้วพร้อมกันฟังฐานให้ชัดนะถ้าใครยิ่งนั่งเล่นทานมาก่อนแล้วฟังให้ชัดอยู่ในสภาพเกี่ยวเนื่องกันทุกอย่างไม่มีอะไรหรอก relative หรือสัมพัทธภาพหรือเส้นที่มันยังโยงสืบสัมพันธ์กันเนี่ยเหมือนสืบพันธุ์กันทุกจุดนั่นแหละเพราะฉะนั้นฌาน 4 กับอรูปฌานชั้นต้นก็ยังสืบสัมพันธ์กันอยู่อย่างนี้ อย่าไปตัดขาดลอยขาดลอยจนกระทั่งเราไม่รู้ลูกรู้รอยอะไรมันมากนักเลยมันมีสันติมันมีการสืบต่ออยู่ในช่วงอะไรต่ออะไรบ้างเพราะฉะนั้นผู้ใดถึงขั้นอากาศอย่างแท้จริงปิดประตูอื่นหมดเลยนี่ท่านเรียกว่านี่แหละคืออรูปฌานชั้นต้นและเป็นผู้ที่มีฌานชั้นธรรมดานี่จนถึงฐานชั้น 4 แล้วเอกก็ตายอย่างแน่วแน่เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าผู้ใดถึงขั้นนี้จึงเรียกว่าอัปปนาสมาธิสูงอัปปนาสมาธิไม่ใช่อุปจารสมาธิแล้วเพราะฉะนั้นผู้ใดอุปการะสมาชิกยังไม่ต้องไปถึงขั้นรูปขั้นเอารูปประชานอย่างที่ว่านั้นหรอกอุปจารสมาธิแบบๆไปถึงรูปประชาชนหน่อยๆก็ได้ เพราะฉะนั้นผู้ที่ใช้วิปัสสนานั้นไม่ได้เอาอัปปนาสมาธิมาใช้วิปัสสนาไม่ได้เอาอัปปนาสมาธิมาใช้วิปัสสนาจะวิปัสสนานั้นใช้แค่ฌาน 4 มาวิปัสสนาไม่ใช่ไปเอาอรูปฌานมาวิปัสสนาถ้าใครไปเอารูปประชานมาวิปัสสนาหลุดหายหมดไอ้เนี่ยมันจะเข้าสภาพดับอีกแล้วพอขึ้นรูปบัญชาจะลอยหาเข้าสภาพอากาศจะเป็นนิโรธสมาบัติก็ไปเรื่อยๆเลยพอไปอาการศาลแล้วรู้สึกตัวพอเรานึกรู้ตัวว่าอ๋อวิญญาณเรายังอยู่ไหมก็เป็นวิญญาณชนะอันดับวิญญาณดูซิไม่มีอะไรเลยตอนนี้อากิญจัญญายตนะนี่มันดับหมดเลยมันแทบจะเรียกว่านิโรธสมาบัติก็ได้แต่เขายังไม่แน่ใจไหนลองดูซิมีจิตดูไหมอันนี้เราจะมาบัตรตัวนี้หรือเปล่าหมายความว่าว่างเปล่าจากอะไรนิดหน่อย ไม่มีแล้วเรารู้สึกที่มันมีไหมมันยังไม่ตายจริงมันก็มีคนเรามันยังไม่ตายจะดูจิตของตัวเองมันก็เห็นได้ทั้งนั้นแหละแต่มันเห็นน่ะมึงเรื่องนิดนึงมีว่าสัญญานะสัญญามันยังมีท่านรองนี่แหละเป็นสภาพของอรูปฌานไม่มีปัญญาหรอกไม่มีปัญญาหรอกใจมันจะขาดรอนๆอยู่แล้วมันไม่รู้เรื่องอะไรมันเหมือนจะฝันฝันลอยๆอยู่ไหนก็ไม่รู้บอกว่าเบาว่างมากดับดูสิดับตัวที่ร้อนๆตอนนี้ดูซิปื้นทีนี้ก็เป็นนิโรธสมาบัติเท่านั้นเองก็ดับไปเลยก็อาจกินจันทร์อยู่แล้วล่ะมันตัวจะดับอยู่แล้วล่ะภาษาเรียกไว้เป็นอันดับเท่านั้นเองว่าเอากินกันจริงๆอ่ะกินกันตัวดับตัวว่าไม่มีอะไรเลยแม้แต่น้อยนิดนึง ภาษาท่านเรียกไว้เฉยๆแต่ถ้าเราจะฝืนกลับมาหาชาญตัวที่เรียกว่าไหนดูที่จิตมันยังอยู่ไหมว่าสัญญานะสัญญาเลยก็อันเดียวกันนั่นแหละจะเรียกกินจันทร์กลับมาที่กินจันทร์เรียกนิโรธนิโรธสมาบัติก็ได้ตัวเดียวกันดับไปเลยนะเพราะงั้นพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าถ้าจะทำสมาบัติตัวที่ดับจริงๆดับเกลี้ยงๆดับไม่ให้รู้อะไรเลยเนี่ยเป็นอภิอภิสิทธิ์สัญญานิโรธจะดับแบบอภิสิทธิ์สัญญานี้ก็คือไม่ให้มีจิตสัญญาตัวไหนรับรู้รับเรื่องอะไรเลยอภิหมายคำว่าจิตอย่างยิ่งไม่รู้ตัวจิตจากไหนอ่ะสัญญามันก็มารับรู้รับรู้อย่างไรไม่ให้รับรู้อย่างยิ่งพระพุทธเจ้าท่านอธิบายให้พระอานนท์ฟัง ถ้าอธิบายแค่พอวิญญาณัญจายตนะอาทิจันทร์นี่แหละท่านเรียกสัญญานิโรธเลยถ้าไม่ไปถึงต่อไปนี้ว่าสัญญานะสัญญาอะไรให้มันยุ่งไปอีกหรอกฉันบอกนี่แหละด

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน