590112_พุทธศาสนาตามภูมิ สามัญผลสูตร ตอน ๘.docx
เนื้อหาในไฟล์
590112 พุทธศาสนาตามภูมิ สามัญผลสูตร ตอน 8
พ่อครูว่า….สบายดีไหม ถ้าอยู่ที่บ้านราชฯนี้ไม่สบายก็คงแปลก เป็นคนวิปลาส คนเราก็มีวิปลาส 4 คือเห็นความทุกข์ว่าสุข เห็นความไม่เที่ยงว่าเที่ยง เห็นสิ่งไม่น่าพึงใจว่าน่าพึงใจ เห็นสิ่งที่ไม่มีตัวตนว่ามีตัวตน นี่มันเป็นความวิปลาสที่เกิดจากความยึดมั่นถือมั่น วันนี้อังคารที่ 12 ม.ค. 2559 ขึ้น 4 ค่ำ เดือนยี่ปีมะแม(วอก) ที่ บวร ราชธานีอโศก พวกเรานี่เรียนพระไตรปิฎกกันไม่ใช่ธรรมดา เป็นสิ่งประเสริฐในชีวิตที่ควรได้ควรมีควรเป็นแท้จริง
Sms 100159 _0893867xxx โลกโลกียะอบายมุขยิ่งโต!ชนอธรรมยิ่งขยาย!ชนธรรมะยิ่งพากเพียร!ขยับโลกุตระพามนุษยชนเจริญพ้นโลกธรรม! อาตมา ว่า...อบายมุขนั้นเนื้อหาสาระคือสิ่งที่ไปติดไปยึดทั้งที่มันไม่น่าเป็นสิ่งที่ควรติดยึด เพราะเป็นสิ่งจัดจ้าน ไปติดยึดกันในโลกีย์โลกๆ ในการไปชื่นอกชื่นใจในรสชาติของกามารมณ์จัดจ้าน ในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสจัดจ้านก็อบายมุข ยึดติดในอัตตาจัดจ้านก็โลกธรรม ในโลกธรรมจัดจ้านก็อบายมุข ยึดติดเหลี่ยมโกงไปหาได้ลาภ ได้ยศ แม้สรรเสริญก็เหลี่ยมโกง เสพสุขจัดจ้านก็อบายมุข ทุกวันนี้เขาต้องเสร็จความสุขอย่างจัดจ้าน อย่างรุนแรง ขึ้นเรื่อยๆ ก็คืออบายมุข แล้วยิ่งเสริมให้หนักหน้าจัดจ้านขึ้นอีกไปเรื่อย เพราะไม่สนใจสาระสัจจะของพระพุทธเจ้า ก็เลยไปกับอบายมุข เรียนธรรมะเพื่อจะได้เอาไปเพื่อจะเก่งเพื่อจะรู้มาก เพื่อจะเอาไว้เป็นเครื่องมือ ล่าลาภยศสรรเสริญโลกียสุข กามและอัตตา ทั้งนั้น
_0893867xxx ในโลกที่ท่วมด้วยคนหัวสูงมีแต่คนติดดินอยู่กับดินเข้าใจชีวิตคนเดินดินแล้วนำพาคนบนดินพ้นทุกข์จากโลกธรรมมีเพียงพระพุทธเจ้าที่ลงจากที่สูงตรัสรู้บนดิน และพ่อหลวงฯที่ทำงานติดดินอยู่กับพสกนิกรบนดินจริงๆ แล้วพ่อครูก็เจริญรอยธรรม
อ่านต่อ
ตามพระศาสดาตามปรัชญาพอเพียงในพ่อหลวงแบบคนติดดินจริงๆ มีแต่คนติดดินเท่านั้นที่จะเข้าถึงธรรมจริงๆ คนหัวสูงหยิบโหย่งรวยลาภยศเจ้ายศเจ้าหยิ่งคอแข็งเชิดหน้ามีใจพอที่จะรู้จักคำว่าพอเพียงได้ดีกว่าคนติดดินกินอยู่กับดินที่เข้าถึงความพอเพียงได้ฤา? พุทธศาสนาสอนให้เรามีจิตใจอย่างนี้ คือให้มีจิตใจเป็นอิสระอยู่เหนือวิสัยชาวโลกไม่หวั่นไหวไปตามสถานการณ์ทุกอย่างในโลก! มีแต่ความพอเพียงพาให้ยืนหยัดอยู่รอดได้ท่ามกลางสงครามอำนาจลาภยศที่ถมทุกทวีปเต็มไปด้วยโลกธรรมอันฟุ้งเฟ้อหรูหราฟุ่มเฟือยแปดเปื้อนกลิ่นควันปืนหยดเลือดเปื้อนน้ำตา! อาตมาว่า ...ตอนนี้เกาหลีเหนือก็ไม่ฟังเสียง มีระเบิดไฮโดรเจนเลย อเมริกาก็บอกว่าต้องมีสันติภาพๆ แต่ตนเองก็ทำอย่างตรงกันข้ามเลย ทางรอดอย่างพวกเรามีสาราณียธรรม 6 สาราณียธรรม 6 ประการนี้ 6 ประการ เป็นไฉน เนื้อหา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สาราณียธรรม 6 ประการนี้ 6 ประการ เป็นไฉน คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เข้าไปตั้งกายกรรมประกอบด้วยเมตตา ในเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลายทั้งต่อหน้าและลับหลัง แม้ข้อนี้ก็เป็นสาราณียธรรม อีกประการหนึ่ง ภิกษุเข้าไปตั้งวจีกรรมประกอบด้วยเมตตา ในเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย ทั้งต่อหน้าและลับหลัง แม้ข้อนี้ก็เป็นสาราณียธรรม อีกประการหนึ่ง ภิกษุเข้าไปตั้งมโนกรรมประกอบด้วยเมตตา ในเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย ทั้งต่อหน้าและลับหลัง แม้ข้อนี้ก็เป็นสาราณียธรรม อีกประการหนึ่ง ภิกษุแบ่งปันลาภทั้งหลายที่ประกอบด้วยธรรม ได้มาโดยธรรม แม้โดยที่สุดบิณฑบาต ย่อมบริโภคร่วมกันกับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลายผู้มีศีล แม้ข้อนี้ก็เป็นสาราณียธรรม อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้มีศีลไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย เป็นไท อันวิญญูชนสรรเสริญ อันตัณหาทิฏฐิไม่ยึดถือเป็นไปพร้อมเพื่อสมาธิ เสมอกันกับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย ทั้งต่อหน้าและลับหลัง แม้ข้อนี้ก็เป็นสาราณียธรรม อีกประการหนึ่ง ภิกษุมีทิฏฐิอันเป็นอริยะ เป็นเครื่องนำออก นำออกไปเพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบแก่ผู้กระทำตาม เสมอกันกับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย ทั้งต่อหน้าและลับหลัง
สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท_สังขาร) ตอน ลดกิเลสในจิตได้ถึงเป็นอภิสังขาร Sms 11jan59 _0839975xxx กราบนมัสการครับพ่อท่าน กระผมนัฐ ดนัยครับ วันนี้ผมไม่ได้มาในประเด็นพระคึกฤทธิ์ครับ แต่ผมจะมาสอบถามพ่อท่านเรื่องกายสังขาร วจีสังขาร และ จิตสังขาร ว่าตามที่ผมเข้าใจนี้ ถูกต้องไหมครับ กายสังขาร คือ การปรุงแต่งที่เกิดขึ้นหลังจากที่มีผัสสะกระทบนามรูป และเกิดวิญญาณ เมื่อกระบวนการเหล่านี้ครบถ้วนก็จะเกิดความชอบ ความไม่ชอบ ความดูดความผลัก อาการเหล่านี้คือกายสังขารใช่มั้ยครับ อาตมาว่า...ใช่ คือองค์รวมความรู้สึกทั้งหมดหรือเวทนาก็ใช่เป็น ปฏิจจสมุปบาท เมื่อเกิดกายสังขารแล้ว จิตก็จะเป็นด่านต่อไปที่จะเกิดการปรุงแต่งถ้าจิตดีจิตประเสริฐก็จะเกิดเป็นอภิสังขาร แต่ถ้าจิตยังชั่ว ยังโง่อยู่ก็จะสังขารไปในทางกาม พยาบาท เบียดเบียน ปรุงแต่งไปในอกุศลทั้งหลาย อาตมา ว่า...เป็นการสรุปที่ถูกต้อง ทุกวินาทีของปุถุชนก็ก่อสังขารด้วยอวิชชาตลอด นักปฏิบัติธรรมที่ไม่สัมมาทิฏฐิก็ไม่รู้ว่าต้องสังวรอะไร กลับไปนั่งสมาธิในภพ ออกมาก็ไม่รู้กายสังขาร การมักน้อยสันโดษ เขาก็ว่าเอาวัตถุมาใช้น้อยๆ ไม่ใช่เกิดจากจิตที่ใจพอ รู้และละวางจากมหัปปิจฉะ ลดลงมาจางคลายลงมา อัปปิจฉะลงเรื่อยๆ มีปัญญาทำให้จิตปล่อยวาง นั่นเรียกว่าความใจพอความมักน้อย แต่การไปนั่งสมาธิหลับตานั้นไม่ได้ทำจิตปล่อยวางอย่างมีปัญญา ไม่มีจิตวิเคราะห์ ไม่มีเบื้องต้น กลาง ปลาย แทนที่จะมีศีลกำหนดกรอบปริตตัง อย่าไปทำร้ายชีวิตเขา อย่าไปแย่งทรัพย์สินเขา อย่าไปโลภรสราคะแรง ต้องจำกัดว่านี่ไม่ใช่ผัวเราเมียเรานะ หรือกามคุณ 5 ที่เราไม่ควรแย่งชิงเขา เราควรมีขอบเขตกำหนดให้แก่ตน นี่นัยลึกซึ้ง แต่เขาทำไม่ได้สังวรไม่ได้ฝึกอย่างที่ว่า ต้องฝึกให้ใจพอมักน้อยสันโดษแท้จริง ให้มีศีล สำรวมอินทรีย์อันเป็นอาริยะ มีสติสัมปชัญญะอันเป็นอาริยะสมบูรณ์ในมรรค 8 และสัมโพชฌงค์ มีจิตสันโดษใจพอที่เป็นไปตามลำดับอย่างน่ามหัศจรรย์ ละวางปล่อยจริงมีมุญจิตตุกัมมยตาญาณ การไปกดข่มตามจารีตประเพณีแบบอย่างนั้น ไม่เกิดการลดที่จิตที่เป็นลำดับขั้นตอนอย่างน่าอัศจรรย์ มีอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา อธิวิมุติไปตามลำดับ สิ่งที่ปรุงอยู่ในจิตนี้คือจิตสังขาร เป็นสิ่งที่เราควรตามเห็นความไม่เที่ยง ความจางคลาย ความดับไป ของกิเลส และคอยเฝ้าดูตรวจตราอยู่เสมอๆ ไม่ให้กิเลสฟื้นคืนชีพ อาตมาว่า...ไม่ใช่แค่เฝ้าดู แต่ต้องเห็นมันเลย คุณก็ทำตามหลักศีล สมาธิ ปัญญา แล้วเห็นกิเลสเป็นอย่างไร ทำให้มันลดได้อย่างไร ดับกิเลสได้อภิสังขารได้ ปฏิบัติไปตามขั้ นตอน ที่สอนกันว่าตามเห็นความไม่เที่ยงคือเห็นอะไร??เป้าหมายแท้คือเห็นกิเลส เห็นกิเลสไม่เที่ยงตรงที่มันไม่เท่าเดิม มันโตขึ้น อ้วนใหญ่หนาขึ้นๆ ก็คือปุถุชน คือหนาอ้วนใหญ่มาก เห็นเลยว่ามันไม่เที่ยง ตัวกิเลสที่เรากำหนดในปริตตังเรา ศีล 5 มีเรื่องราวประมาณนี้ อ่านมีผัสสะเป็นปัจจัย วิจัยกิเลส จับกิเลสได้ ทำให้จางคลายได้มันไม่เที่ยง แต่ก่อนเท่านี้ แต่เราทำให้มันลดได้ คือความไม่เที่ยง ถ้ามันเพิ่มเราก็เห็นมัน แล้วทำให้มันลด จึงวิราคานุปัสสี ทำให้ลดได้ตามที่ท่านสอนใน อานาปานสติสูตร ตามเห็นความดับ เราก็ทำซ้ำ รักษาผล ปฏินิสสัคคานุปัสสี ให้ไม่เกิดสวรรค์ทำไปเรื่อยๆ จนไม่เหลือสวรรค์ ไม่หลงสวรรค์ ทำซ้ำไปเรื่อยๆ
สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท_สังขาร) ตอน กำจัดกิเลสในวจีสังขารด้วยสังกัปปะ 7 เมื่อเกิดกายสังขาร จิตสังขาร ต่อไปก็จะเกิดความคิดหนึ่งที่จะแว๊บเข้ามาในสมองเรา อาตมา ว่า...วจีสังขารไม่ได้แวบเข้ามาในสมองเรา เป็นชุดคำพูดที่เป็นคำสั่งให้เรานั้นแสดงออกมาเป็นกายกรรม วจีกรรม และ มโนกรรม สิ่งนั้นเรียกว่าวจีสังขาร ฟังดูเหมือนไม่มีอะไร อาตมา ว่า...อันนี้ร้อยเรียงตามที่ตนเข้าใจในพยัญชนะ แต่ไม่เป็นลำดับตามสภาวะ แต่ถ้าเราจับมาสโลโมชัน พระศาสดาก็สอนว่า ไอ้เจ้าวจีสังขารเนี่ย กระบวนการของมันเริ่มตั้งแต่ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา จึงจะเกิดออกมาเป็นวจีสังขารา ส่วนวจีสังขารจะปรุงแต่งให้เราเกิดกรรมดี หรือ ชั่วนั้นก็อยู่ที่เรานั้น ดำริออกจากกาม พยาบาท เบียดเบียน หรือว่าเรานั้น ดำริเข้าไปสู่กาม พยาบาท เบียดเบียน ที่ผมเข้าใจเช่นนี้ถูกต้องไหมครับพ่อท่านช่วยขนาบ ช่วยตักเตือน ช่วยติ ช่วยสั่งสอนอบรม ลูกด้วยนะครับ กราบขอบพระคุณครับ อาตมา ว่า...กายสังขารคือรวมทั้งภายนอกภายใน คำว่ากาย คือตัวหนึ่งที่มีเหตุปัจจัยข้อแม้ว่า กายต้องเกี่ยวเนื่องกับภายนอกตามลำดับ คือองค์ประชุม ตา หู จมูก ลิ้น กาย กายต้องมีสัมผัสนอกและในจิตที่รู้ด้วย รู้กายสัมผัสองค์รวมที่ปรุงแต่ง ของรูปกับนาม นั่นคือกายสังขาร แล้วในกายสังขาร เรียกว่ากิเลสภายนอกว่า กาม จะขยายขั้นต่ำของกามว่า อบาย คุณก็ทำไป ลดละได้ กิเลสคุณก็ดับไป คุณก็ลืมตามีร่างนอก แต่จิตคุณสะอาดแล้วก็ทำต่อมา ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ คุณก็เหนือมัน ไม่ได้ปิดหูปิดตา จิตคุณเหนือคุณเจริญก็ทำขั้นต่อมา สมมุติว่าคุณพ้นสกิทาคามี มาอนาคามี หมดกิเลสนอก ก็มีสัมผัสนอกอยู่ แต่จิตคุณทำกับรูปราคะ อรูปราคะที่เหลือ จิตทำมาตั้งแต่ขั้นต้นอบาย แล้วอยู่เหนือกายภายนอกมาเรื่อยๆ รูปราคะ อรูปราคะหมดก็เหลือมานะ อุทธัจจะ เป็นอรูปที่เหลือก็ได้ ก็ทำให้หมดอีกก็ตรวจสอบด้วยอรูปฌาน คุณก็ยังลืมตามีกายสังขาร จิตสังขาร ขณะปฏิบัติกายสังขาร จิตสังขาร ตามสำนวนของคุณนี้ คุณเข้าใจสังกัปปะ 7 เมื่อปฏิบัติตาม ก็คือจิตในจิต ที่จะพิจารณาธรรมในธรรมต่อ เมื่อจิตดำริขึ้นมา ก็จับให้ได้ แยกแยะจิตเราอารมณ์ ก็คือต้องมีผัสสะภายนอก ถ้าคุณไม่มีผัสสะก็ไม่เกิดเวทนา เว้นจากผัสสะเสียไม่เป็นฐานะแห่งการปฏิบัติ จะปฏิบัติต้องมีกรรมฐาน แล้วปฏิบัติด้วย กาย วจี มโน ก็ต้องทำด้วยกรรม เมื่อคุณสามารถแยกแยะวิจัยวิจารออกก็ลดละเจริญมา ภิกษุณีธัมมทินนาอธิบายให้วิสาขอุบาสก ที่เป็นสามีเก่ามาถามธรรมะว่า เวลากิเลสดับ วจีสังขารดับก่อน แล้วเวลาดับแล้ว อะไรเกิดก่อน ก็คือจิตสังขารเกิดก่อน ในวจีสังขาร จัดการ กาม พยาบาท วิหิงสา(กามกับพยาบาทที่ละเอียด) พอทำได้กำจัดกิเลสนั้นได้ จัดการมิจฉาสังกัปปะคือกามกับพยาบาท พอทำได้ก็วิสังขารสำเร็จ เป็นองค์รวมของสัมมาสังกัปปะ ก็เรียกภาษากลางๆ ว่า วิตักกะ คือทำให้กิเลสมันหมดไป สำเร็จอย่างวิเศษ หรือดีเยี่ยม ปฏิบัติกายสังขาร ที่จิตนั่นแหละ เพราะกายพระพุทธเจ้าตรัสว่าคือจิต คือมโนคือวิญญาณ เพราะสิ่งนั้นจึงเป็นสิ่งนี้ สัมผัสข้างนอกมาเป็นข้างใน ถ้าไม่มีข้างนอกก็ไม่มีเหตุปัจจัยต่อเนื่องมา ต้องทำจิตให้บริสุทธิ์เป็นวิตักกะ สั่งสมเป็นอัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา ทำปฏินิสสัคคะไปเรื่อยๆ ก็เกิดส่วนเจโตแข็งแรงขึ้น ได้ทั้งเจโตและปัญญาอย่างถ้วนบริบูรณ์ เสร็จแล้วหลังนิโรธ จะทำวจีสังขารให้เกิด เมื่อลดกิเลสลงไปได้ เวลาที่คุณปฏิบัติ คุณรู้นามกาย รู้รูปกาย รู้อาการลิงค นิมิต อุเทส เมื่อมีปฏิฆสัมผัสโส พอรู้แล้วคุณก็ขานชื่อมันได้เรียกว่าอธิวจนะที่สัมผัสอยู่ข้างนอกนี่แหละ เป็นองค์ประชุมรูปนาม คุณจะขานชื่อมันได้ตลอดว่า ตอนนี้เราสัมผัสฟักข้าว ส้มโอ แล้วมีกิเลสอยากกินส้มโอ ภาษาว่าอยากกินส้มโอก็อธิวจนะมันได้ ลดความอยากได้ก็ขานชื่อมันได้ ถ้ามันมีชื่อก็อ่านกิเลสเป็นหรือไม่เคยเห็นเลยไม่รู้จักชื่อ แต่ก็เกิดกิเลสได้ ลูกมันน่ากินจังเลย คุณสัมผัสมันก็มีวจีสังขารว่าน่ากิน ก็ดับมันได้ วจีสังขารก็เรียกชื่อ กล่าวนาม กล่าวชื่อ จริงๆอาการจิตเป็นนาม เช่น อาการอยาก คุณก็กำจัดมันได้ก็นิโรธ กำจัดตัวอยากกินส้มโอฟักข้าวนี้ ให้เป็น อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา แล้วเป็นวจีสังขารที่จะเกิดหลังจิตสังขาร กายสังขารเป็นองค์รวมอยู่ตรงกลาง ทำนิโรธก็อยู่กลาง พอทำเสร็จจะออกไปก็อยู่กลาง พอดับเสร็จแล้ว นิโรธอะไรเกิดก่อน จิตเกิดก่อน ว่าจะเอาขนาดไหนเป็นวจีสังขารหรือปรุงแต่งออกไป เช่น ปรุงแต่งฟักข้าวส้มโอก็เป็นวจีสังขาร ถ้านิโรธได้แล้วก็ไม่มีกิเลสร่วม แต่ถ้าคนอวิชชาก็มีกิเลสร่วมด้วยตลอด เช่นบอกว่าไอ้หนูเอาฟักข้าวไปทำกินให้อร่อยๆ ก็มีแต่ปรุงแต่งกิเลสไปให้กัน จะกล่าวชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่ คุณก็เอาไปทำเป็นกายกรรมวจีกรรมไป ถ้าคุณเข้าใจตรงกับที่อาตมาเข้าใจนี้ ดูแล้วท่าทางคุณเข้าใจ อาตมาว่า เท่าที่อ่านเรียบเรียงภาษามา ภาษาอาจไม่ตรงกับอาตมาบ้าง พวกคุณฟังมาเป็นปีๆ หลายปีแล้ว หากไม่มีธรรมรสเลยก็ทนไม่ได้แน่ บางคนไม่เข้าใจก็อาจไม่มีรส แต่บางคนว่าทำไมไม่เข้าใจ ก็เลยเกิดฮึดว่ามาบ่อยๆ จะได้เข้าใจเพิ่มมีอุตสาหวิริยะน่าให้คะแนนอย่างยิ่ง เป็นคนพากเพียร รู้ว่าตนไม่ค่อยได้ก็เลยพากเพียร เกิดธรรมรสไปตามลำดับ จนสามารถฟังได้ดีขึ้น เกิดธรรมรสมากขึ้นๆ ใครเป็นเช่นนี้บ้าง ได้มากหรือน้อยก็แล้วแต่
สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน อาสวักขยญาณ เราได้มาผ่านเจโตปริยญาณมาแล้วมาถึงเตวิชโชเมื่อวานนี้ มาถึงอาสวักขยญาณ เป็นญาณรู้ตัวสุดท้ายเรียกว่าอาสวะ เราก็จะรู้กิเลสมาตั้งแต่เบื้องต้น กว่าจะเรียกว่าอาสวะ เราต้องรู้กิเลสตามลำดับ จัดการได้ตามลำดับ อาสวักขยญาณ [138] ภิกษุนั้นเมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลสอ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว อย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่ออาสวักขยญาณย่อมรู้ชัดตามเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา เหล่านี้อาสวะ นี้อาสวสมุทัย นี้อาสวนิโรธ นี้อาสวนิโรธคามินีปฏิปทา เมื่อเธอรู้เห็นอย่างนี้ จิตย่อมหลุดพ้นแม้จากกามาสวะ แม้จาก ภวาสวะ แม้จากอวิชชาสวะ เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ก็มีญาณว่าหลุดพ้นแล้ว. รู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี. ดูกรมหาบพิตร เปรียบเหมือนสระน้ำบนยอดเขาใสสะอาด ไม่ขุ่นมัว บุรุษผู้มีจักษุยืนอยู่บนขอบสระนั้น จะพึงเห็นหอยโข่งและหอยกาบต่างๆ บ้าง ก้อนกรวดและก้อนหินบ้าง ฝูงปลาบ้าง กำลังว่ายอยู่บ้าง หยุดอยู่บ้าง ในสระน้ำ เขาจะพึงคิดอย่างนี้ว่าสระน้ำนี้ใสสะอาด ไม่ขุ่นมัว หอยโข่งและหอยกาบต่างๆ บ้าง ก้อนกรวดและก้อนหินบ้างฝูงปลาบ้าง เหล่านี้กำลังว่ายอยู่บ้าง กำลังหยุดอยู่บ้าง ในสระน้ำนั้น ดังนี้ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงานตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่ออาสวักขยญาณ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่านี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา เหล่านี้ อาสวะ นี้อาสวสมุทัย นี้อาสวนิโรธ นี้อาสวนิโรธคามินีปฏิปทา เมื่อเธอรู้เห็นอย่างนี้ จิตย่อมหลุดพ้นแม้จากกามาสวะ แม้จากภวาสวะ แม้จากอวิชชาสวะ เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ก็มีญาณว่าหลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ดูกรมหาบพิตร นี้แหละสามัญผลที่เห็นประจักษ์ ทั้งดียิ่งกว่า ทั้งประณีตกว่าสามัญผลที่เห็นประจักษ์ข้อก่อนๆ ดูกรมหาบพิตร ก็สามัญผลที่เห็นประจักษ์ข้ออื่น ทั้งดียิ่งกว่า ทั้งประณีตกว่าสามัญผลที่เห็นประจักษ์ข้อนี้ ย่อมไม่มี. อาตมา ว่า...เมื่อเป็นปุถุชน จิตก็เพิ่มกิเลสอยู่ทุกปัจจุบัน แต่ว่าเมื่อมาเป็นอาริยชนก็ตั้งหน้าตั้งตาลดกิเลสในทุกปัจจุบัน ไม่ทำบาปอีกแล้ว อดีตก็สั่งสมกิเล ส 0 อนาค ตก็ไม่เที่ยง เพราะว่าคุณทำกุศลแต่ถ่ายเดียวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สามัญญผลสูตรนี้มีผลที่สูงสุดแล้ว
สื่อธรรมะพ่อครู(สามัญญผลสูตร) ตอน พระเจ้าอชาตศัตรูแสดงพระองค์เป็นอุบาสก [139] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว พระเจ้าแผ่นดินมคธ พระนามว่าอชาตศัตรู เวเทหีบุตร ได้กราบทูลพระดำรัสนี้กะพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก เปรียบเหมือนหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืดด้วยคิดว่าผู้มีจักษุจักเห็นรูป ดังนี้ ฉันใด พระผู้มีพระภาคทรงประกาศพระธรรมโดยอเนกปริยาย ฉันนั้นเหมือนกัน ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันนี้ ขอถึงพระผู้มีพระภาค พระธรรมและพระสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงจำหม่อมฉันว่าเป็นอุบาสก ผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โทษได้ครอบงำหม่อมฉัน ซึ่งเป็นคนเขลา คนหลง ไม่ฉลาด หม่อมฉันได้ปลงพระชนมชีพ พระบิดาผู้ดำรงธรรม เป็นพระราชาโดยธรรมเพราะเหตุแห่งความเป็นใหญ่ ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงรับทราบความผิดของหม่อมฉันโดยเป็นความผิดจริง เพื่อสำรวมต่อไป. พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า จริง จริง ความผิดได้ครอบงำมหาบพิตรซึ่งเป็นคนเขลา คนหลงไม่ฉลาด มหาบพิตรได้ปลงพระชนมชีพพระบิดาผู้ดำรงธรรม เป็นพระราชาโดยธรรม เพราะเหตุแห่งความเป็นใหญ่ แต่เพราะมหาบพิตรทรงเห็นความผิดโดยเป็นความผิดจริงแล้ว ทรงสารภาพตามเป็นจริง ฉะนั้น อาตมภาพ ขอรับทราบความผิดของมหาบพิตร ก็การที่บุคคลเห็นความผิดโดยเป็นความผิดจริง แล้วสารภาพตามเป็นจริงรับสังวรต่อไป นี้เป็นความชอบในวินัยของพระอริยเจ้าแล. [140] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ท้าวเธอได้กราบทูลลาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าเช่นนั้นหม่อมฉันขอทูลลาไปในบัดนี้ หม่อมฉันมีกิจมาก มีกรณียะมาก พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ขอมหาบพิตรทรงสำคัญเวลา ณ บัดนี้เถิด. ครั้งนั้นแล พระเจ้าแผ่นดินมคธพระนามว่าอชาตศัตรู เวเทหีบุตร ทรงเพลิดเพลินยินดีภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล้ว เสด็จลุกจากอาสนะ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค ทรงกระทำประทักษิณแล้วเสด็จไป. เมื่อท้าวเธอเสด็จไปไม่นานพระผู้มีพระภาคตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระราชาพระองค์นี้ถูกขุดเสียแล้ว พระราชาพระองค์นี้ถูกขจัดเสียแล้ว หากท้าวเธอจักไม่ปลงพระชนมชีพพระบิดาผู้ดำรงธรรม เป็นพระราชาโดยธรรมไซร้ ธรรมจักษุ ปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน จักเกิดขึ้นแก่ท้าวเธอ ณ ที่ประทับนี้ทีเดียว. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสคำเป็นไวยากรณ์นี้แล้ว. ภิกษุเหล่านั้นชื่นชมยินดีภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล้วแล. จบสามัญญผลสูตร ที่ 2. อาตมา ว่า...เพราะอนันตริยกรรม จึงทำให้บรรลุไม่ได้ตอนนี้ เป็นอจินไตย คนเขาไม่เชื่อกรรมอนันตริยกรรม หรือไม่เชื่อกรรมอันใดก็แล้วแต่ ทั้งหยาบหรือหนัก ก็เป็นของเราตามจริงลบล้างไม่ได้ด้วย แล้วมีอำนาจมีฤทธิ์เดชจริง คนเชื่อกรรมก็พยายาม ไม่ทำกรรมบาปใหม่ตามลำดับ ถ้ารู้เลยว่ากรรมอันน้อยนิดแม้ไม่ดีก็อย่าทำเลย จะบอกว่าไม่เป็นไรเล็กน้อยนั้นไม่ได้อย่าทำเสียเลย ถ้าคุณรู้อยู่ คุณจะไม่ทำก็ได้ เพราะมันเล็กน้อย แต่อย่าประมาท มันทำแล้วก็อยู่กับคุณจนปรินิพพาน ไม่สูญหาย ศาสนาพุทธล้างบาปไม่ได้ ถ้าทำแล้ว บาปทุกปัจจุบันมาหาคุณ เป็นวิบากเก่า มันออกฤทธิ์มันไม่หาย หากคุณหยุดบาปทุกปัจจุบัน คุณทำแต่กุศล กำแพงกุศลก็จะดันบาปนั้นให้ตามมาไม่ถึงได้ เป็นอจินไตย มันจะมาได้ยากขึ้นๆ เบาลงๆ ไม่ได้หมายความว่ามันสูญหายไปนะ กรรมบาปแม้แต่พระพุทธเจ้าแล้วมันยังมีส่วนเศษตามทันท่านเลยเป็นวิปากทุกข์ เลี่ยงไม่ได้ แต่มันน้อยลงบางเบาลง หรือไม่ถึงเลยก็ได้ เพราะกำแพงนี้จะดันไว้ แต่มันเหมือนหมาไล่เนื้อ มันควบอยู่มันก็ต้องมา ต้องสร้างกำแพงกุศลไว้เรื่อยๆๆ ไม่ประมาท แล้วหยุดวิบากบาปทุกปัจจุบันไว้ พระเจ้าอชาตศัตรูเข้าใจปริยัติแต่ทำใจไม่ได้ ไม่มีพลังพอ เพราะวิบากบาปมีมาก ความหมายที่ว่า บาปแม้น้อยอย่าทำเสียเลย ก็คือบาปแม้น้อยไม่ทำก็ได้ ก็ไม่ประมาท อย่าทำเลย แต่ถ้าบาปใหญ่ก็แบ่งไม่ทำได้ เอาที่เราไม่ทำได้ ที่เล็กน้อยที่เลิกได้ก็จงเลิก
สื่อธรรมะพ่อครู(ประวัติศาสตร์อโศก) ตอน ความในใจของพระโพธิสัตว์ ขอทวนสามัญผลสูตร ต่อในเวลาที่เหลือ สามัญผลสูตรนี้ชัดเจน ท่านยังไม่ได้กล่าววิชชาจรณะในสูตรนี้ แต่ท่านกล่าวแต่ต้นว่าพระพุทธเจ้าเป็นผู้มีวิชชาจรณะ เพราะพระพุทธเจ้าเป็นธรรมสามี เป็นเจ้าของศาสนา เป็นศาสนาเดียวในโลก เมื่อไหร่ก็แล้วแต่ ที่เป็นศาสนาโลกุตรธรรม ศาสนาอื่นทำได้บ้างแต่ไม่เต็ม เอาไปได้บ้างเพราะรู้ว่าดี แต่ก็ไม่ได้สมบูรณ์ เหมือนกับยุคนี้ พุทธศาสนาทุกวันนี้บัญญัติโลกุตระ ผู้ศึกษาเอาโลกุตระไปบ้างผิวเผิน นิดๆ หน่อยๆ ก็ได้บ้าง ถ้าว่ามี อาตมากล้าพูดว่า ท่านที่ได้ไปไม่ถึงครึ่งโลกุตรธรรม ที่จะแสดงรูปร่าง หรือบัญญัติชี้แจงถึงจิตเจตสิกถึงอภิธรรม เช่น แจกแจงเวทนา 108 ไม่ได้ แจกแจงคำว่ากาย แจกแจงคำว่าบุญอย่างที่อาตมาแจกแจงไม่ได้ เพราะไม่มีโลกุตระ ไม่ถึง ห้าสิบเปอร์เซ็นเลย อาจรู้บัญญัติ ความหมายเลาๆ แต่เข้าไม่ถึงจิต เข้าไม่ถึงความเหนือโลก โลกทุกยุคสมัย หากไม่มีศาสนาพุทธมาประกาศโลกุตรธรรมก็ไม่มี แต่เมื่อประกาศแล้วก็มีขึ้นมา จนก็เลือนหายไปตามเวลา มาถึงวันนี้ 2600 ปีก็เลือนไปเกือบหมดแล้ว อาตมาเดินมาเจอสระน้ำลึก เห็นมนุษย์ตกน้ำสำลักน้ำเต็มไปหมด จมแล้วก็เยอะแยะ อนันตริยกรรมก็เยอะ อาตมาช่วยไม่ได้ก็เยอะ แต่ก็ลอยคออยู่อีกมาก อาตมาก็เลยต้องช่วย เอาเครื่องมือช่วยคนตกน้ำคือโลกุตรธรรม เสร็จแล้วมันวุ่นเหลือเกิน ถ้าอาตมาไม่แข็งพวกนี้ดึงอาตมาจมน้ำหมด แต่อาตมาพอฉลาดบ้างก็เลยรอด ช่วยคนมาได้บ้าง แล้วตนเองก็ไม่ตาย เป็นอย่างนั้นอาตมานำเครื่องมือช่วยคือโลกุตรธรรม อาริยธรรม คนทุกวันนี้ไม่มีชูชีพช่วยตนเอง ก็เลยต้องมาช่วย คนที่ได้รับการช่วยยอมให้ช่วย ก็ได้ขึ้นฝั่ง คนไม่ยอมให้ช่วยไม่เชื่อว่าอาตมาช่วยได้ หาว่าอาตมาจะมาช่วยให้ตายอีกด้วยก็มี เพราะทำลายความหลงของเขา ถ้าลึกซึ้งก็คือคุณหลงว่ายในน้ำ ตกนรก สำลักน้ำจะตายชัก ก็นึกว่าตนเองอยู่ในสวรรค์มีสุข อาตมาบอกว่าหลงสุข ให้มาขึ้นบก เขาก็ไม่เชื่อจะสำลักน้ำอยู่เช่นนั้น พอมาสามัญผลสูตรก็ขยายความไว้เบื้องต้น เขาวิปลาสเห็นว่าสิ่งไม่ดีไม่งามเป็นสิ่งดีงาม เราบอกว่านี่ขี้ เขาก็ไม่เชื่อว่าขี้ แถมบอกว่าเราจะมาทำลายกองขี้เขาอีก เป็นกันทั้งโลกมีแต่กองขี้เต็มไปหมด จะทำร้ายเราอีก เราก็รักษาตัวรอดมาได้ เรารอดได้เพราะสร้างความจริงในโลก และโลกนี้ก็ยังดีที่มีผู้มีปัญญา รู้ว่าอะไรใช่ของจริง ก็เลยมีธรรมที่รักษาผู้ประพฤติธรรม เพราะคนยังมีปัญญา แม้ยุคนี้ได้น้อยก็ยังหวังว่าจะได้มากขึ้น เป็นแสงสว่างปลายอุโมงค์นะ แม้ไม่ได้มากขึ้น อาตมาก็จะยืนหยัดยืนยันเช่นนี้ แม้จะไม่ได้มาก อาตมาก็พากเพียรให้พวกเราเจริญกว่านี้ เมื่อเจริญขึ้น รูปธรรมก็จะดีกว่านี้ คนก็จะเห็นได้ง่าย เท่าที่อาตมาฝืนสังขารยืนยาวไป ตั้งเป้าไว้ 151 ปี ก็ไม่ได้คิดว่าจะถึงไม่ถึงก็พากเพียรไป ไม่ได้ดูถูกตนเองนะ อาตมาไม่ได้ตั้งที่มาตัวเลข 151 นี้นะ อาตมาว่า…ถ้าอาตมาอยู่ได้จริง ลองเดาดูว่าศาสนาพุทธที่อาตมาต่อมานี้จะคล่องตัวกว่าไหม มั่นใจว่ามนุษยชาติแสวงหาอันนี้ แต่ 1 เขาไม่เข้าใจว่าโลกุตระต้องมาขาดทุน ของเราคือกำไรของเราหรือเอาแบบคนจนเช่นนี้หรือ เขาไม่เข้าใจแม้เข้าใจก็ไม่เชื่อ หาว่าเสแสร้งกดข่มไว้ พวกคุณนี่รอวันออกไปหรือ ถ้าอาตมาตายไปก็แตกกันหมดอย่างนั้นหรือ อาตมาว่าไม่ใช่นะ มันมีญาณลึกรู้ว่าอย่างนี้ใช่ๆ จบ