590127_พุทธศาสนาตามภูมิ แสงอรุณ ๗ ก่อนมรรคมีองค์ ๘.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์347 KB
วันที่แก้ไข16 พฤศจิกายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

590127 พุทธศาสนาตามภูมิ แสงอรุณ 7 ก่อนมรรคมีองค์ 8

สื่อธรรมะพ่อครู (ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ในสูตรแรก พ่อครูว่า…. วันนี้วันพุธที่ 27 มกราคม 2559 ที่ บวรราชธานีอโศก เดี๋ยววันเดี๋ยววันอาตมาแก่ไม่ทัน คงไม่ได้แก่ก็คงจะได้อยู่ไปเรื่อยนี่แหละ คนหาว่าอาตมาแก่อยู่เรื่อย อาตมาไม่เห็นว่าแก่อยู่ตรงไหน ไม่ได้อยู่ เพราะพวกเราที่ราชธานีอโศก 15 วันก็ถือโอกาสไปพักที่ทางเหนือ เอาเสร็จแล้ว กลับมาก็พอดี ร่างกายก็พอใช้ได้ เราก็มาเรียนกันต่อ ผู้ยังไม่เคยได้ยินได้ฟัง ก็ฟังใหม่ผู้ได้ยินได้ฟังแล้วก็ฟังซ้ำ ตั้งใจเอาพระไตรปิฎกเล่ม 1 ที่ต่อจากพระวินัย 8 เล่ม ที่เป็นหลักเกณฑ์ของพระสงฆ์ สูตร 1 ของพระสูตรคือพรหมชาลสูตร ว่าด้วยเรื่องศีล ศีลเป็นเรื่องต้น เป็นหลักชี้บ่งศาสนาพุทธ เป็นหลักเกณฑ์ที่ผู้ศึกษาศาสนาพุทธต้องนำมาศึกษาและปฏิบัติ หมวดแรกคือจุลศีล ศาสนาพุทธก็มีศีลเป็นหลัก ไม่มี ศีลไ ม่ใช่ศาสนาพุทธเส้นอย่างง่ายๆว่าศาสนาพุทธมีศีล 5 ศีลข้อ 1 ไม่ฆ่าสัตว์ ศีลข้อ 2 ไม่ลักทรัพย์ ศีลข้อ 3 ไม่ผิดผัวเขาเมียใคร ศีลข้อ 4 ไม่พูดปดศีลข้อ 5 ไม่ลงติดอบายมุข ชาวพุทธต้องเอาใจใส่ลดละปฏิบัติ ให้ได้ผลตามศีลแต่ละข้อ จุลศีลมี 26 ข้อ มัชฌิมศีลมี 10 ข้อมหาศีลมี 7 ข้อ จุลศีล เป็นศีลหลักปฏิบัติส่วนตน มัชฌิมศีลก็ขยายจุลศีล ส่วนมหาศีลก็เป็นศีลที่บ่งบอกลักษณะของศาสนาพุทธ จะต้องไม่มีการประพฤติอยู่ในชาวพุทธ โดยเฉพาะ บวชเป็นภิกษุผู้สืบสานศาสนาต้องไม่มีไม่เป็นเด็ดขาด ถ้าไม่ใช่อย่างนั้น สิ่งที่ชี้บ่งว่าศาสนาพุทธคืออะไรก็ไม่มี พระในมหาสิน เนื้อแท้นั้นคือ เดรัจฉานกถากับเดรัจฉานวิชา คือความรู้ ที่ไม่พาไปบรรลุเนื้อหาธรรมะของพุทธคืออาริยธรรม พุทธธรรมแท้ๆ ภิกษุเริ่มต้นมาบวชก็ต้องไม่ประพฤติเลย ต้องสังวรสำ

อ่านต่อ

รวมจริงๆ พากเพียรให้บรรลุธรรม มาศึกษาปฏิญาณตนสืบสานศาสนาต้องอยู่ในกรอบของพุทธ แต่ทุกวันนี้ล้มเหลวสิ้นเชิง พระทั้งหลายเกือบหมด ละเมิดเกือบหมดทุกข้อ น้อยบ้างมากบ้างเกือบหมดทุกข้อ หาไม่ละเมิดเลยไม่ได้ แต่ละข้อแต่ละอย่าง เพราะท่านตรัสไว้ชัด เช่นในเดรัจฉานวิชชามีรดน้ำมนต์ท่านไม่ให้ทำ ไม่จุดธูปเทียนบูชาไฟ แล้วจะเหลือหรือ มีพระไหนที่ไม่จุดธูปเทียนบูชาไฟ ซึ่งเป็นเรื่องของศาสนาเดียรถีย์เขายุคไหนก็ตามเขาปฏิบัติอย่างนั้นพระพุทธเจ้ามาประกาศศาสนาท่านว่าให้เว้นขาด ว่าไม่ให้มีนะ นี่คือความสำคัญของศีลเราจะดูศาสนาพุทธได้อย่างไรก็เอาศีลนี่มาจับว่ามีศาสนาพุทธหรือไม่แล้วถ้าประพฤติได้ก็คือศีลเข้าไปขัดเกลาจิต จนเกิดเป็นสมาธิคือจิตไม่มีความฝืนเลยแล้วมีปัญญารู้ชัดเจนว่าของศาสนาพุทธเป็นเช่นนี้มีพลังของปัญญาไม่ต้องฝืนต้องฝืนไม่ต้องกดต้องข่มมีพลังของปัญญาเป็นสมาธิอันบริบูรณ์ คือจิต ละเว้นขาดไม่มีหลุดพ้น เดี๋ยวนี้ศาสนาพุทธกลายเป็นว่าสมาธิต้องไปนั่งหลับตาซึ่งไม่เข้าหลักเกณฑ์ของพระพุทธเจ้าเลย ในจุลศีลเขามีบ้างก็เป็นไปอย่าง ไม่บริบูรณ์ ไม่มีปัญญาที่จะรู้ถึงอธิศีลอธิจิตอธิปัญญาอธิวิมุติไม่เกิดความรู้ปฏิสัมพันธ์ต่างๆ ของศีลสมาธิปัญญา วิมุต วิมุติญาณทัศนะ แจ้งยืนยันได้ว่าศาสนาพุทธไม่มีเนื้อแท้แล้ว พระพุทธเจ้าเริ่มต้นที่ศีลในพรหมชาลสูตร เล่นขั้นต้นเป็นพื้นฐานเป็นเครื่องชี้บอกว่าศาสนาพุทธเป็นเช่นนี้เพราะมีศีลจึงถือว่าเป็นศาสนาพุทธจะชมพระพุทธเจ้าก็ต้องชมว่ามีสิ่งอย่างนี้ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล เช่นนี้ อาจมีบางคลอดซ้ำซ้อนกับศาสนาอื่นได้ยืนยันว่าไม่เหมือน เส้นศาสนาอื่นไม่ฆ่าสัตว์ก็ไม่เกิดภูมิปัญญาในจิต อย่างที่มีปัญญารู้เลยว่ามีกิเลสตัวไหนในจิต ที่ทำให้เราได้ละเมิดศีลนี้ไปฆ่าสัตว์หรือทำร้ายสัตว์อยู่หรือไม่เกิดเมตตา ไม่เข้าใจในความเป็นชีวิตของสัตว์โลก ให้มีแต่ใจเมตตาเกื้อกูลปรารถนาดีแก่กันและกัน มันเป็นอาการอย่างไรของจิต มีความละอายมีความเอ็นดูหวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวง เพราะมันเข้าใจว่าสัตว์ทั้งหลายทั้งตัวเกิดมารับวิบากเราจะไปทำร้ายเขาทำไม เราก็มีวิบากของเราสัตว์ทั้งหลายก็มีวิบากของเขาเราจะเอาตัวเราไปร่วมวิบากทำไม เราก็มาปลดปล่อยมาให้อภัยสวนสัตว์ตัวไหนเขาจะคาดพยาบาทก็จะไปบังคับใจเขาไม่ได้แต่เราทำของเราให้ดี ก็จะปลดปล่อยมันจึงจะมีนิพพานถึงจะหลุดพ้นจากความคล่องแคล่วก็ติดอะไรโดยเฉพาะเราไปก็ติดข้องเกี่ยว ไม่เช่นนั้นเราจะมีจิตวิญญาณเกาะเกี่ยวเรื่องอาฆาตมาดร้าย ต้องเรียนรู้จิตที่จะมีอาการให้เราได้เรียนรู้นี่คือศาสนาพุทธ ถ้าเข้าใจความสำคัญยิ่งของศีลนี้แล้วเอาศีลนี้เป็นเครื่องตัดสินว่าจะบรรลุไปถึงนิพพานเช่นตั้งแต่โสดาบันก็บรรลุสินไปตามลำดับ ตั้งแต่ศีล 5 จิตหลุดพ้นศีล 5 ก็เป็นโสดาบัน สูงขึ้นไปเป็นสกิทาคามีอนาคามี อนาคามีก็เป็นศีล 10 จากศีล 10 ก็ไปหาอนาคามีผลเป็นอรหัตตมรรคก็ได้ไปครับ มหาศีลก็ได้มาตั้งแต่ต้นเพราะต้องเลิกเดรัจฉานวิชาที่เป็นเบื้องต้น พอศึกษาก็จะรู้ว่าเป็นเรื่องของศาสนาอื่นไม่ใช่เรื่องของหลักเกณฑ์ที่จะพาให้บรรลุธรรม มันเป็นเดียรถีย์เป็นเรื่องไร้สาระ เป็นเรื่องไม่ได้นำพา ให้เป็นแบบศาสนาพุทธไม่ได้เกิดการบรรลุเดรัจฉานแปลว่าขวางทางนิพพาน มหาศีลไม่ได้พาไปนิพพาน แต่จุลศีลมัชฌิมศีล พาไปนิพพานแต่มหาศีลยิ่งใหญ่เพราะยืนยันความเป็นศาสนาพุทธ แล้วเดี๋ยวนี้เอาเดียรัจฉานวิชชามาเป็นสรณะก็หมดรูปศาสนาพุทธ เอามหาศีลมาจับก็ไม่เหลือ ศีลจะพาสู่นิพพานได้ ไม่รู้เรื่องกันแล้ว แล้วไปอธิบายว่าศีลควบคุมกายกับวาจาเท่านั้น มันชัดเจนที่สุดว่าศาสนาพุทธไม่เหลือแล้วไปเอาพระวินัย 227 มาเป็นสรณะก็ยังดี ไม่เช่นนั้นไม่เหลืออะไรเลย ในทุกสูตรต่อไปในเล่มนี้จำย้ำเรื่อง จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ตลอด ทำให้เห็นถึงความสำคัญของ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ในวัดวาไหนก็ไม่เห็นพูดกัน แก่นศาสนาพุทธจึงไม่เหลือ ยังดีมีพระไตรฯเหลืออยู่ให้เห็นเป็นกุศลแก่ศาสนา สมมุติว่าเขาตัด จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ออกจากไตรปิฎกแล้ว หมดเลย อาตมาทำงานต่อไม่ได้ ไม่มีหลักฐาน นี่เกือบไป ก็ขอบคุณที่ยังรักษาไว้

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ต้องมีแสงอรุณ 7 ก่อนมรรคมีองค์ 8 พรหมชาลสูตรนอกจากศีลที่สำคัญแล้วก็ยังมีเรื่องความรู้ความเห็น แล้วมี 62 ทิฏฐิที่มิจฉา ซึ่งศาสนาพุทธทุกวันนี้จมในมิจฉานี้ อาตมาขอไม่เสียเวลาที่พูดประนีประนอมแล้ว ทำงานมา 45 ปีแล้วก็ต้องพูดให้ชัดเจนยืนหยัดยืนยัน ทิฏฐิที่ผิดหมดคือศาสนาพุทธทุกวันนี้ศีลก็ไม่เหลือ สมาธิก็นอกพุทธ เป็นสมาธิตามทิฏฐิ 62 ไปนั่งหลับตาได้เจโตสมาธิ จมในอดีต อนาคต ปัจจุบัน ปฏิบัติธรรมะต้องปัจจุบันแล้วปัจจุบันคือมรรคมีองค์ 8 ลืมตาปฏิบัติในทุกกรรมการงานอาชีพ กัมมันตะ แล้วเรียนรู้หยั่งถึงสังกัปปะ เป็นการทำใจในใจต้องทำที่สังกัปปะ ไม่ใช่ทำที่อื่น แต่ทำขณะพร้อมประกอบอาชีพการงานการพูด การคิดการนึก ไม่ใช่ว่าอยากคิดๆ อาตมาอ่านของอ.บูรพา เล่มหลังสุดที่ออกมา ในไทยโพสต์ เห็นแล้วก็สงสาร บรรยายว่า นั่งสมาธิแล้วให้หยุดคิดหมด แต่ศาสนาพุทธต้องใช้ความคิดพิจารณาอย่างยิ่งต้องมี analysis ต้องมีวิจัยวิจารณ์วิเคราะห์ แต่ไม่ กลับให้หยุดคิดนิ่งเฉย น่าสงสาร เพราะแสงอรุณ 7 อย่างนั้นไม่มี ก่อนจะได้ปฏิบัติมรรคองค์ 8 ต้องมีแสงอรุณ 7 อย่างเสียก่อน นี่คือคำตรัสของพระพุทธเจ้า แสงอรุณ 7 อย่างนี้มี สุริยเปยยาลสูตร (เล่ม 19 ข.129 - 136) [129] มิตรดี เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [131] สีลสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [132] ฉันทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [133] อัตตสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [134] ทิฐิสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [135] อัปปมาทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [136] โยนิโสมนสิการสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค เป็นไปตามอวิชชาสูตร เมื่อไม่ได้คบสัตบุรุษก็ไม่ได้ฟังสัทธธรรม ก็ไม่เกิดศรัทธา หรือมีก็เป็นมิจฉาศรัทธา ไม่ได้คบสัตบุรุษที่เป็นมิตรดี มิตรดีคือผู้มีธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นสัมมาปฏิปัณณาสัมมัคตา เป็นสัมมาทิฏฐิ_ปฏิบัติ_ผล ก็ได้ฟังธรรมะที่เพี้ยน ศรัทธาก็เพี้ยน ก็ อโยนิโสมนสิกมาร ทำใจในใจเพี้ยน เช่นจะให้เกิดสมาธิต้องไปนั่งหลับตา นี่คืออโยนิโสมนสิการเลย แต่ถ้าสัมมาทิฏฐิจะไปนั่งก็ได้ นั่งเป็นอุปการะตัวเสริมไม่ใช่ตัวแท้ เมื่อไม่ได้ฟังสัทธรรมก็ไปศรัทธาเดียรถีย์นอกพุทธก็โยนิโสฯไม่ถูกตรง จะปฏิบัติก็เอาสติสัมปชัญญะไม่ถูก ก็เอาแต่มีสติอยู่ข้างใน ไม่รู้ว่าควบคุมกรอบขอบเขตเช่นไหน กรอบศีล 5 เราก็มีกรอบของเรา มีสติสัมปชัญญะ สัมปชานะ สัมปัชลติ สัมปฏิเวธ อย่างนี้เขาไม่รู้กันแล้ว คืออธิจิตที่พาเจริญไปเรื่อยๆ ลึกซึ้งไปตาม สัมปัชชติ เป็นเรื่องค่อยๆ ลึกขึ้นไปแยกแยะชัดเจนจนถึงสัมปัชชลติ มีพลังปัญญาไปสลายกิเลสได้เลย มันทำให้เกิดใสสะอาดเรืองรอง มีพลังปัญญาเป็นไฟฌาน สลายไฟราคะโทสะโมหะ เป็นอุณหธาตุ ที่อธิบายนี้เอาสภาวะที่ตนมีมาพูด ไม่ได้แปลตามแต่พยัญชนะ แต่ก็เป็นไปตามพยัญชนะด้วย เก็บละเอียดสมบูรณ์ สติสัมปชัญญะก็ไม่ถูกต้องไม่เป็นสัมมาสติ จะปฏิบัติมรรคองค์ 8 ด้วยสัมมาสติไม่เข้าเกณฑ์เลย ไปสำรวมอินทรีย์ 6 ก็ได้แต่เดินหนอก้าวหนอ สักแต่ว่ารู้ได้ยินก็สักแต่ว่าได้ยิน ไปเอาคำจบมาพูด แต่ไม่ทำอย่างเป็นลำดับ ตามเห็นกิเลส ตามเห็นความจางคลายความดับกิเลส แล้วทำทวนทำซ้ำเป็นลำดับ เขาไม่ทำอย่างนั้นเลย ถ้าเมื่อไม่มีมิตรดีมาเป็นแสงอรุณเริ่มต้นคุณจะไม่ได้ คุณจะมาสำรวมอินทรีย์ 6 ก็ไม่ได้สุจริต 3 ก็ไม่รู้เรื่องยิ่งสติปัฏฐาน 4 ก็เลิกเลยคำว่ากายในกายก็ไม่รู้ คำว่ากายทำเดี๋ยวนี้ หากไม่รู้เรื่องจะไปพิจารณาถึงเวทนา 108 ได้อย่างไรแล้วจะไปแจกเจตสิกอีกตามอภิธรรมอีกก็ไม่ต้องพูดให้ยาวความ 1เมื่อมีมิตรดีแล้วก็ต้องมีข้อ 2 คือมีศีลเป็นแสงอรุณข้อที่ 2 ก่อนจะมา ของพระอาทิตย์จะต้องเห็นแสงอรุณก่อนผู้จะปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 ต้องมี 7 ข้อของแสงอรุณนี้ก่อน แล้วต้องเข้าใจอัตตาว่าลักษณะอย่างไรคืออัตตา ถ้าไม่รู้ผู้รู้จะแจกแจงให้ฟัง เริ่มปฏิบัติที่ศีล เมื่อปฏิบัติแล้วคนก็จะต้องมีใจฉันทะ เป็นข้อที่ 3 ของแสงอรุณ ถ้าไปยังเหนื่อยหน่ายฝืนอยู่ก็ไม่สำเร็จ แต่ใจต้องเห็นว่าน่าสนใจ ต้องมีตัวฉันทะ ถ้ายาก อย่างไรก็ต้องมีฉันทะแม้เวลาน้อยก็ต้องมีฉันทะ จะหาเวลามาจะมีใจมา ถ้าไม่มีฉันทะตัวนี้เพียงพอก็เมินเสียเถิด เมื่อมีฉันทะเพียงพอก็มาเรียนรู้อัตตา พระศาสนาพุทธให้เรียนรู้อัตตากับโลก โลกกามโลกรูปโลก โลกอรูปโลก ความเป็นโลก กับอัตตาเป็นอย่างไรต้องเรียนรู้ อัตตาเราไปโง่กับโลก อัตตากับโลกไม่ได้แยกกันเรียนรู้หรอก คือตัวเราคือจิตเรา คือความโง่ความฉลาดของเรา เมื่อไม่เข้าใจอัตตาคืออะไรตั้งแต่สักกายะตัวแรกเลย คืออัตตาตัวแรกต้องแยกรูปแยกนามออก แยกตัวที่เป็นเหตุเป็นสมุทัยได้ ต้องกำจัดให้ชัดไม่ใช่สะกดจิตทั้งดุ้นเลยไม่มีวิจัยวิจารละอียดไม่ใช่แค่หยาบๆ ตื้นๆ ถ้าไม่ได้เรียนรู้ละเอียดละออกจากผู้สัมมาทิฏฐิจะไม่ครบ เมื่อรู้อัตตาก็จะรู้ทิฏฐิ 10 ตั้งแต่ทานศีลภาวนา ทาน คือทินนัง ศีลคือยิฏฐัง ได้ผลคือภาวนาเป็นหุตัง เสวยผล ทำทานให้ได้ผลเป็นยิฏฐัง ก็ต้องรู้สัมมาทิฏฐิ 3 ข้อต้นแล้วปฏิบัติอาชีพคือกรรม วาจา กัมมันตะ ต้องปฏิบัติ สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะนี้เป็นหลักแล้วจะได้ผลเป็นสุกฏทุกตานังอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับกรรม ต้องเรียนรู้ขณะมีผัสสะ กระทบแล้วเกิดกุศลอกุศลในจิตอย่างไร ถ้าอ่านไม่ชัดไม่ถูกต้องก็เลอะเทอะ ปฏิบัติธรรมจะได้อาริยผล โลกุตรผล ได้มรรคผลจากกรรม มรรคองค์ 8 ก็คือกรรม สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะคือกรรม 4 จะสัมผัสอย่างไรจะวิเคราะห์อย่างไรจะตัดตรงไหน จากนั้นท่านก็ขยายความถึงโลกนี้ คือโลกโลกียะ ตั้งแต่ต่ำกว่าศีล 5 ต้องอ่านว่ามีอาการของโลกๆ กายนั้นมาเป็นเวทนา เราทำเหตุให้ลดได้ด้วยวิปัสสนาวิธี ตามเห็นความไม่เที่ยงว่ามันโตขึ้นแปลว่าใหญ่ขึ้นมันมากขึ้น ก็ไม่เที่ยงมันลดลงแล้วทำให้มนุษย์ทำให้มันจางคลายมันก็ไม่เที่ยงจะเห็นความไม่เที่ยงของจิตจริงไม่ใช่แค่ตรรกะ ตามเห็นความจางคลาย ในอนุปัสสี 4 อนิจจานุปัสสี วิราคานุปัสสี นิโรธานุปัสสี ปฏินิสสัคคานุปัสสี พิจารณาอย่างนี้กิเลสเราลดลง แต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่ละแง่ เห็นความไม่เที่ยงเห็นความยึดด้วยเหตุผลอย่างนั้นอย่างนี้ของใครก็ของใคร สรุปเห็นความไม่เที่ยงทำให้จางคลายได้ไม่ใช่กดข่มมัน แต่ด้วยไฟฌานที่มันทำให้กิเลสลด เห็นสภาวะอาการราคะ โทสะโมหะเป็นอย่างไรมันจางคลาย ไม่ใช่แค่พยัญชนะท่องเอา แต่มันเข้าใจพยัญชนะความหมายแล้วเอาปฏิบัติกิเลสจางคลายได้จนกิเลสดับสนิทไม่มีอาการเคลื่อนไหว ไม่มีวิญญัติ ไม่ใช่สะกดจิตให้นิ่ง ไม่มีอาการเพราะค่อยลดจางคลายไม่ใช่กดข่ม ไม่ใช่สะกดไว้กับกสิณ หยุดนิ่งกับกสิณ อย่างนั้นมันสะกดจิต hypnotize ไม่ใช่ analyse อันหนึ่งมีปัญญาเห็นว่าหมด แต่อันหนึ่งให้นิ่งให้ทิ้งไปเกาะอันอื่น มันคนละอย่างเลย ถ้าเข้าใจจะรู้เลยว่าเคยหลงทางกันมานะ สัมมาทิฏฐิต้องเข้าใจโลกนี้โลกหน้า แยกออก แล้วมีเหตุปัจจัยคือมาตา ปิตามีเหตุปัจจัยเป็นธรรมะสองที่จะช่วยกันสร้างให้จิต เกิด เป็นสัตว์โอปปาติกะ ศีลเป็นแม่ ปัญญาเป็นพ่อ เป็นต้นแล้วทำให้เกิดอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ปัญญากับศีลช่วยกันเหมือนมือล้างด้วยมือ ล้างเท้าด้วยเท้า เกิดอุบัติเทพ วิสุทธิเทพ จิตเป็นเทวดาจริงเป็นอย่างไร ไม่ใช่เทวดาใส่ชฎาเหาะลอยไปมา อย่างอ.ใหญ่ๆ ท่านบอกว่านั่งสมาธิเก่งแล้วสอนเทวดาที่เหาะไปมา มันไม่ใช่ เทวดาคือนามธรรมในตนที่จะเจริญเป็นอุบัติเทพวิสุทธิเทพ ต่างหาก ต้องทำสัตว์ในจิตเราสัตว์โอปปาติกะในจิตเราให้สะอาดพ้นสัตตาวาส 9 ก็จะได้ผลจริง ตามมรรคองค์ 8 แล้วอย่าประมาท ในแสงอรุณข้อ 6 แล้วจะทำโยนิโสมนสิการได้ตามข้อที่ 7 โดยปฏิบัติมรรค 7 องค์ ได้สัมมาสมาธิ

สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน สามัญผลสูตรอันลึกซึ้ง พอมาสามัญผลสูตรก็มาปฏิบัติศีลอันเป็นอาริยะ สำรวมอินทรีย์อันเป็นอาริยะ มีสติสัมปชัญญะอันเป็นอาริยะ มีการสันโดษอันเป็นอาริยะ เรียกว่าใจพอเข้าไป จนสุดท้ายถึงสูญ หมดตัวตนแล้วสูญเลย อัปปิจฉะสันตุฏฐิปวิเวก อสังสัคคะวิริยารัมภะ ไปตามลำดับ จิตก็จะพอ เช่นเรายกตัวอย่าง ใช้เงินเดือนละแสนก็ลดลงไป เอาเดือนละห้าหมื่นก็พอพากเพียรทำจนจิตคลาย จะกินใช้แค่นี้ก็พอ ต่อมาลดลงอีกเหลือสองหมื่นก็พอ พอได้จิตก็วิเวกสงบ ไม่ใช่นั่งหลับตาสะกดจิต แต่กิเลสหายไปไม่วุ่นวายนี้คือสงบจิต กำจัดกิเลสตายครึ่งหนึ่งก็สงบครึ่งหนึ่ง เหลือเศษเท่าไหร่ก็ไม่สงบเท่านั้น จนหมดสมบูรณ์ ทำกรรมกิริยากับโลกแข็งแรงเต็มที่ มีกายกัมมัญญตา มีกายปาคุญญตา องค์ประชุม สัญญา เวทนา สังขารแคล่วคล่อง อารมณ์แคล่วคล่อง กำหนดรู้ ต่างแข็งแรงปราดเปรียวว่องไว นี่คือองค์ประชุมรูปนามที่เป็นกายกัมมัญญตา เวทนาสัญญาสังขารแคล่งคล่องว่องไว เป็นเรื่องเดาไม่ได้ ถ้าไม่มีสภาวะสัจจะจริงไปไม่ออก อสังสัคคะ เขาแปลกันว่าไม่คลุกคลีด้วยหมู่คณะ ก็ไม่รู้ว่าคณะอะไร คณะคือกอบกองของมวลสวรรค์รสโลกีย์แม้แต่อุปกิเลสก็เป็นสวรรค์ อุบัติเทพก็ต้องลด มันดีแต่อย่ายึดถือให้จางคลายเป็นผรณาปีติ อย่าไปเกาะเกี่ยวสร้างกลุ่มก้อนเป็นอุพเพงคาปีติ แต่ให้มีปีติ มีอภิปโมทยังจิตตัง ศาสนาพระพุทธเจ้าไม่แห้งเหี่ยว เป็นพุทธคือผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานไม่ใช่ผู้แห้งเหี่ยวเดียวดาย ในอุนุปุพพิกถาแม้สวรรค์ก็ไม่ได้ให้ยึดถือในรสอร่อย ก็ไม่เห็นโทษอาทีนวะ ไม่เห็นเนกขัมมะแน่ อสังสัคคะไม่ได้ แม้ทานศีลภาวนาจะทำอย่างไรให้เกิดผลก็ไม่รู้ เรื่องที่ชักนำให้มักน้อย กล้าจน (อัปปิจฉกถา) . เรื่องที่ชักนำให้สันโดษ ใจพอ (สันตุฏฐิกถา) เรื่องที่ชักนำให้สงัดจากกิเลส (ปวิเวกกถา) . เรื่องที่ชักนำไม่ให้คลุกคลีกับหมู่กิเลส (อสังสัคคกถา) . เรื่องที่ชักนำให้ปรารภความเพียร (วิริยารัมภกถา) . เรื่องที่ชักนำให้บริสุทธิ์ในศีล (สีลกถา) เรื่องที่ชักนำให้จิตตั้งมั่นในสมาธิ (สมาธิกถา) . เรื่องที่ชักนำให้เกิดปัญญา (ปัญญากถา) เรื่องที่ชักนำให้หลุดพ้นจากกิเลส (วิมุติกถา) 10. เรื่องที่ชักนำให้เกิดความรู้แจ้ง เห็นจริงในความหลุดพ้นจากกิเลส (วิมุตติญาณทัสสนกถา) (พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 69) ก็ทำให้เกิดผลไปตามลำดับ แต่ทุกวันนี้กถา แปลว่าคำพูดไม่ได้พูดไปตามกถาวัตถุ 10 หรอก แต่พูดเดรัจฉานกถา พูดไปเรื่องต่างๆ แต่ไม่เป็น กถาวัตถุ 10 กลายเป็นเรื่องจะไปรวย สุขสบาย เจริญ โลกีย์ไปหมด ไม่เป็นลำดับต้นกลางปลาย เป็นแต่เดรัจฉานกถา มาเข้าสามัญผลสูตร สำรวมอิทรีย์ สติสัมปชัญญะ ปฏิบัติศีลก็สำรวมอินทรีย์ โดยมีสติสัมปชัญญะ โดยเป็นองค์รวม จิตจึงเกิดสันโดษ มีผล สมาธิปัญญาวิมุติ วิมุติญาณทัสนะ หรือเป็นตามวรรณะ 9 เลี้ยงง่าย (สุภระ) บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ 9 ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) เข้าตามหลักธรรมะของพระพุทธเจ้าคือมีสัจธรรม สัลเลขธรรม นิยานิกธรรม สันติธรรม ปฏิบัติธรรมนี้อยู่กับคนอื่น ที่คอยยอดจี้ ยอดขลัดเกลา เราก็ทำจิตให้สงบได้ สุดท้ายก็มีสันติธรรม ปฏิบัติธรรมให้มีศีลเคร่งเป็นธูตะ คือปฏิบัติได้ก็ศีลเคร่งขึ้นๆ เพราะปฏิบัติได้ ไม่ใช่ว่าธุดงค์คือการเดินออกป่า หรือเดินดราม่า เอาดอกดาวโรยโปรยแล้วเดิน นี่คือไม่รู้เรื่อง เขลา โง่ ทำไปตามประสา ดูแล้วน่าเกลียดแล้วหลอกชาวบ้านชาวเมือง ธูตะคือศีลเคร่งที่ปฏิบัติได้แล้วก็จะไม่เคร่งเลย ทำได้อย่างสบาย แต่มันเคร่งสำหรับคนทำไม่ได้นะ ปฏิบัติแล้วตายเลย แต่ท่านทำได้แล้วไม่เคร่งอย่างพระมหากัสสปะ มีธุดงควัตร 13 ข้อ เช่นใช้แต่ผ้าบังสุกุล ผ้าที่เขาทิ้งแล้วมาตัดเป็นผ้านุ่มห่ม สมัยโบราณผ้าหายากจริงๆ ธุดงควัตร หมายถึงกิจวัตรของการธุดงค์ที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตมี 13 วิธีจัดเป็นข้อ สมาทาน ละเว้น และข้อสมาทานปฏิบัติ คือ ปังสุกูลิกังคะ ละเว้นใช้ผ้าที่ประณีตเหมือนที่คหบดีใช้ (พระป่า นิยมใช้ผ้าท่อนเก่า) สมาทานถือใช้แต่ผ้า บังสุกุล ที่เขาทิ้งแล้ว เตจีวริตังคะ ละเว้นการมีผ้าครอบครองและใช้สอยผ้าเกิน 3 ผืน (วัดป่าสมาทานการใช้สอยผ้าไตรจีวร ในความหมายว่าผ้านุ่ง ผ้าห่ม ผ้าคลุมด้วย ปิณฑปาติกังคะ ละเว้นรับอดิเรกลาภ (คือรับนิมนต์ไปฉันที่ได้ มานอกจากบิณฑบาตรเช่นไปฉันที่บ้านที่โยมจัดไว้ต้อนรับ) สมาทาน เที่ยว บิณฑบาต เป็นประจำ สปทานจาริปังคะ บิณฑบาตไปทางเดียว ไม่ข้ามฝั่งถนนไปรับ บาตรอีก เอกาสนิกังคะ ละเว้น อาสนะ ที่สอง สมาทานอาสนะเดียว (ฉันมื้อ เดียว). ปัตตปิณฑิกังคะ ละเว้นฉันภาชนะที่ 2 ใส่อาหารรวมในภาชนะ เดียวกันทั้งหมด สมาทาน ฉันเฉพาะใน บาตร . ขลุปัจฉาภัตติกังคะ ละเว้นการรับประทานอาหารเหลือ สมาทาน เมื่อเริ่มลงมือฉันแล้วไม่ยอมรับเพิ่ม. อารัญญิกังคะ ละเว้นการอยู่ในเสนาสนะใกล้บ้าน รุกขมูลิกังคะ ละเว้นนอนในที่มีที่มุงที่บัง (เช่นบ้าน ถ้ำ กุฏิ) สมาทานอยู่โคนไม้ อัพโภกาสิกังคะ ละเว้นการเข้าในที่มีที่มุงที่บังและใต้ต้นไม้ สมาทานอยู่กลางแจ้ง โสสานิกังคะ ละเว้นการอยูในสถานที่ไม่เปลี่ยว สมาทานอยู่ ป่าช้า ในคัมภึร์หมายถึงป่าช้าเผาศพ ซึ่งต้องเคยมีการเผาศพมาก่อนอย่างน้อยครั้งหนึ่ง ยถาสันถติกังคะ ละเว้นการโลเล (ยึดติด) ในเสนาสนะ สมาทานอยู่ในที่ตามมีตามได้ เสนาสนคาหาปกะจัดให้อย่างไรก็อยู่ตามนั้น. เนสัชชิกังคะ สมาทานถืออิริยาบถนั่ง-อิริยาบถยืน-อิริยาบถ เดินเพียง 3 อิริยาบถไม่อยู่ในอิริยาบถนอน ...เรื่องนี้เป็นเรื่องไม่สามัญของศาสนาพุทธ เป็นกรณีพิเศษสุดของศาสนาพุทธมีแค่ท่านกัสสปะท่านเดียว เพราะท่านสั่งสมจริตเช่นนี้เป็นวิสัยของท่านไม่สามัญทั่วไปจะไม่เอาตามก็ไม่เป็นไรมันเกินไปทางทุกรกิริยา สามัญผลคือผลที่ทำให้บรรลุธรรมเป็น โสดาฯ สกิทาฯ อนาคาฯอรหันต์ จริง เมื่อสำรวมอินทรีย์ทำให้สันโดษได้ ใจมันพอมันหยุดมันจบ โดยปฏิบัติมักน้อยสันโดษไปเรื่อยๆ จนอสังสัคคะ มีธูตะ ปาสาทิกะ มีอาการน่าเลื่อมใสเป็นปกติ จะอนุโลมปฏิโลมอะไรก็ได้ ถ้าได้แล้วก็มีสัจจานุโลมมิกญาณ เพราะสังขารุเปกขาญาณแข็งแรง จิตอุเบกขาแข็งแรงกับสังขารทั้งหลายก็ทำให้อเนญชาภิสังขาร ไม่กระทบกระเทือนกับสวรรค์ ท่านจะประมาณของท่านเอง เช่นจะช่วยคนตกบ่อก็จะช่วยได้อย่างไรตามน้ำหนักที่ท่านรับไหว แน่ใจว่าคนข้างล่างดึงท่านลงบ่อไม่ได้นะ ไม่เช่นนั้นจมบ่อทั้งคู่แน่ ต้องไม่ประมาท ผู้ทำได้จะอนุโลมปฏิโลม เมื่อสามารถสันโดษอันเป็นอาริยะได้ คุณสมบัติอันเป็นอาริยะนี้เจริญเป็นฌาน เป็นสมาธิ ฌานเป็นภาคปฏิบัติเพ่งเผา มีพลังปัญญาเป็นไฟฌาน ไม่กดข่ม แต่จะละลายไฟราคะโทสะโมหะได้ ไฟฌานมีฤทธิ์ไปสลายได้จริงๆ เมื่อถึงขีดถึงรอบจะสลายได้จริงๆ จิตที่ได้จะสั่งสมฌาน เป็นสมาธิตั้งมั่นแข็งแรงสั่งสมผลตกผลึกจิตตั้งมั่นจากฌาน เป็นสมาธิ ไม่ใช่ไปนั่งสมาธิแล้วเกิดฌาน แต่ฌานจะสั่งสมลดละจางคลายตกผลึกควบแน่นเป็นสมาธิตั้งมั่น เป็นสมาหิโต ตั้งมั่นสมบูรณ์แล้วทำได้แล้ว อนุตตรังจิตตังจะต้องสั่งสมเจโต ปัญญา มีวิมุติ มีสมาหิตังจิตตังสมบูรณ์แบบเต็มรูป เป็นอุภโตภาค มีเจโตวิมุติปัญญวิมุติเต็มรอบ ลืมตาปฏิบัติมีฌาน 1 2 3 4 โดยมีปัญญาที่เรียกว่าวิชชา 8 ร่วมตลอด วิปัสสนาญาณ รู้เห็นตลอด มีรู้ๆ เห็นๆ วิปัสสะ คือความรู้หลัก ถ้าไม่รู้อย่างเห็นๆ เลย วิ แปลว่ายิ่ง ปัสสะแปลว่าเห็น รู้อย่างเห็นยิ่งเลย วิปัสสนาญาณคือรู้อย่างเห็นยิ่งเลย ต้องมีตัวเห็นตัวสัมผัสกันรู้ เช่น กิเลส รู้จักกิเลส ปฏิบัติแล้วเห็นกิเลสจางคลาย มีนิโรธานุปัสสี อย่างจริง ปฏิบัติมีเวทนา 108 จับเหตุที่เป็นเคหสิตะได้ จับได้เป็นอัตตาก็กำจัดมันด้วยวิธีต่างๆ มีวิกขัมภนะ ปหาน 5 ก็เกิดวิปัสสนาวิธี ด้วยการพิจารณา ให้เกิดพลังปัญญาอย่างเห็นๆ ทำได้ก็มีมโนมยิทธิ มีฤทธิ์เดชเก่งทำได้ มีฤทธิ์ทำให้กิเลสลดไม่ใช่เหาะเหินเดินน้ำดำดิน ไม่ใช่ไปหลงโลกีย์หมด แล้วแยกมโนมยิทธิ กับอิทธิวิธญาณกันไม่ออก มโนมยิทธิคือทำได้ เมื่อทำได้ก็หลากหลายเรียกว่า อิทธิวิธญาณ เอโกปิ หุตฺวา พหุธา โหติ, พหุธาปิ หุตฺวา เอโก โหติ ก็ไม่ใช่ว่า มีฤทธิ์เนรมิตคนเดียวให้เป็นหลายคนได้เหมือนกันหมดเต็มห้องมีแฝดเป็นพันเลย ก็ว่ากันไปแล้วหาตัวจริงไม่เจอ นอนนั้นทำให้ปรากฏก็ได้ทำให้หายก็ได้ คือกิเลส ถ้าคุณทำได้เก่งแล้วจะอนุโลมก็ได้ แต่บางอย่างลองไม่ได้นะ อย่างอาตมาเป็นโพธิสัตว์ก็ต้องร่วมรู้ไปกับเขา ไม่อย่างนั้นก็ช่วยเขาไม่ได้ เช่นแม่ไปเล่นหม้อข้าวหม้อแกงกับลูก ไม่เช่นนั้นอยู่ด้วยไม่ได้เลี้ยงดูกันไม่ได้ ทำให้ทะลุกำแพงภูเขา หากไม่มีสภาวะก็คิดเป็นตัวตนไปเลอะใหญ่ นั่นมันเป็นอิทธิปาฏิหาริย์ที่พระพุทธเจ้าท่านเบื่อหน่ายระอาเกลียดชัง เพราะฉะนั้นกองกิเลสเท่าภูเขาเราเดินผ่านได้เหมือนไปในที่ว่าง ทุกวันนี้กิเลสกองยิ่งกว่าภูเขา แข็งยิ่งกว่ากำแพงเหล็ก แต่ผู้พ้นแล้วก็เดินผ่านไปได้สบาย เหมือน invisible man อย่างท่านพุทธธรรมตั๊กม้อ เดินบนน้ำเลย เอามาฉายกันดูอย่างนั้นไม่ใช่ไม่ใช่เรื่องศาสนาพุทธ หมายความว่าท่านเหนือโลกีย์ไม่สามัญปุถุชน ปุถุชนนั้นทนไม่ได้ เดินบนน้ำก็ตกตุ๋ม ดำดินก็หัวแหลก แต่ของท่านนี้อยู่กับกิเลส กิเลสมันเผาไหม้ ชาวโลกเขาทำไม่ได้แต่ท่านทำได้ กลับกับชาวโลกเขา ปฏิโสตังทวนกระแส น้ำก็เดินบนน้ำไม่ได้ ดำดินไม่ได้แต่ท่านทำได้กลับกันทวนกระแสกับเขา เหาะไปในอากาศเหมือนนกก็ได้ ไม่ใช่เหาะจริงๆแต่เบาว่างเหมือนเหาะอยู่ลอยพื้นไม่ติดดินสบายคือว่าง ลอยเบา เหมือนบาตรบริหารท้องจีวรบริหารกายเหมือนนกน้อยปีกแข็งบินไปได้ทั่วสารทิศ ลูบคลำพระจันทร์พระอาทิตย์ที่มีอานุภาพด้วยฝ่ามือ ไม่ใช่เอามือไปทำจริง แต่คือท่านมีสิ่งเกินกว่ามนุษย์ทำได้จะมีไฟราคะไฟโทสะเท่าใด ท่านก็สัมผัสได้แตะต้องได้ไม่ต้องหนีหลีกเร้นไปผู้เดียวแต่อยู่กับกองไฟ ไฟนรก แต่ท่านอยู่ได้ไม่มอดไหม้ ลูบคลำแตะต้องได้ด้วยฝ่ามือไม่หนีไปไหน แม้ที่สุดใช้อำนาจทางกายไปตลอดพรหมโลกได้ พรหมโลกคือที่สะอาด อำนาจรูปนามท่านก็ไปที่บริสุทธิ์ได้เมื่อใดก็ได้จะเข้าไปคลุกคลีได้ ใจท่านสะอาดบริสุทธิ์ตลอดเวลาทำได้ หรือจะอนุโลมไปคลุกคลีกกับเขาก็แตะไม่เปื้อนปริสุทธา ปริโยทาตา จะมีก็ได้ไม่มีก็ได้ เป็นเรื่องความวิเศษ อิทธิวิธญาณ ไม่ใช่อิทธิปาฏิหาริย์อาเทสนาปาฏิหาริย์แต่เป็นอนุสาสนีย์ปาฏิหาริย์ ทิพยโสตย์คือลึกละเอียดไปเรื่อยๆ เหมือนบุรุษเดินทางไกลได้ยินเสียงกลอง เสียงดังก็ได้ยิน เสียงเบาก็ได้ยิน ไกลใกล้ได้ยินตามบารมี นอกจากได้ยินแล้วแยกเสียงออกด้วยว่าเสียงนี้ตะโพน กลอง บัณเฑาะว์ เปิงมาง จะแยกแยะออก ผู้ลึกซึ้งจะสัมผัสอาการกิเลส แม้แรง เบาก็รู้ได้แ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน