590126_พ่อครูเทศน์ก่อนฉัน ชมร.เชียงใหม่ _.docx
เนื้อหาในไฟล์
590126 พ่อครูเทศน์ก่อนฉัน ชมร.เชียงใหม่
วันนี้วันอังคารที่ 26 มกราคม 2559 ที่ บวรราชธานีอโศก พ่อครูมาเทศนาก่อนฉัน ที่ชมรมมังสวิรัติแห่งประเทศไทยสาขาจังหวัดเชียงใหม่ พ่อครูเดินทางมาถึง ชมร.เชียงใหม่ ตอนประมาณเกือบ 8 นาฬิกา จากนั้นพ่อครูเดินชมภายในบริเวณ ชมร.เชียงใหม่ ทักทายโอภาปราศรัยกับญาติธรรมชาวเชียงใหม่ที่มากันอย่างล้นหลาม จนแน่นขนัดไปทั่วภายในชมร.เชียงใหม่ จากนั้นพ่อครูนำสมณะบิณฑบาตภายในชมร.ชม.
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ต้องเรียนรู้เวทนา จึงฆ่าอาการที่ 33 ได้ พ่อครูว่า….จะหมดเดือนอีกแล้ว ยังไม่ทันหายใจเลยกองบรรณาธิการก็ทวงต้นฉบับแล้ว ก็บอกว่าขอเวลาป่วยหน่อยได้ไหม ทวงแม้กระทั่งตอนป่วย ก็ไม่เป็นไร เราก็สู้ได้ เขาบอกว่าที่นี่ตอนนี้สิบองศาเซลเซียสก็เย็นพอสมควรขออนุญาตสวมหมวก เพราะตอนนี้ก็ยังไม่หายสนิทดีทีเดียว แต่ก็คิดว่า 99.95 % แล้ว ก็ฟังดูว่าจะหายจริงหรือไม่ ว่าจะมีอาการต่างๆ ที่จะสอนให้เห็นความจริงได้ความสมดุลหรือไม่สมดุล ก็สังเกตจากอาการ เช่น อาการ 32 ในร่างกายมนุษย์พระพุทธเจ้าประมวลไว้มันมีอาการให้เรารู้ แต่อาการต่างๆ ข้างในเรารับรู้ได้ยาก พระพุทธเจ้าก็ให้เรียนรู้อาการของ 32 ส่วนอาการที่ 33 ที่เรียกว่าดาวดึงส์ เป็นอาการที่คนโลกๆ ไม่เข้าใจ ก็ไปเข้าใจว่าเป็นอาการของจิตที่เป็นเวทนาเป็นความรู้สึกของสวรรค์ ของสิ่งที่ชอบใจที่พอใจ สบายใจ อิฏฐารมณ์ เป็น สวรรค์ อารมณ์สวรรค์ที่จริงไม่มีจริงเป็นของหลอก แต่อาการที่ 33 นี้มีจริง จะเรียกว่าสังขารจิตหรือจะเรียกว่าเวทนา เป็นองค์รวมเลยก็ได้ เช่น ตากระทบรูปก็เห็นภาพแล้วก็ปรุงแต่ง มันมีสัญญาบอกตัวเองว่าคืออะไร เช่น ตาเรากระทบรูปสัมผัสรูป รูปนี้มันดูดี เราก็ใช้ศัพท์ภาษาไทยว่าสวยงาม บาลีเรียกว่าสุภะ ตามสมมุติโลกก็เขียนได้
อ่านต่อ
ว่าขี้เหร่หรือว่าสวย แต่ใจเรานี้มีอาการชื่นใจชอบใจ มีอาการกับที่เราเห็นตามสมมุติโลกว่าแบบนี้มันดีรูปร่างอย่างนี้สวยดีหรือไม่ดี มันมีนิมิตหมายถึงให้เราเห็น ให้เรารู้ว่าเป็นอย่างไร แต่ละคนก็กำหนดเอาตามที่ตนเองตัดสินว่าเอง ของใครของมัน จะใกล้เคียงกันจะสำคัญหรือเหมือนกันที่สุดก็ได้ แต่มันมีความต่างเรียกว่าลิงคะ อาการของจิตมีความพอใจชอบใจ พอใจอาการอันเกิดรุนแรง ก็ไม่ชอบน้อยลงมา ให้ลดลงมา คนที่ไม่มีอะไรรุนแรง ก็ไม่มีอะไรผลักดันเป็นอาการพลังงานที่ออกไปดิ้นรนแสวงหา แต่ถ้ามีแรงมากก็จะอยากได้มาเป็นของตัวเอง อยากได้ไปนา นๆ ถาวรอย่างนี้เป็นต้น คนก็เป็นสัตว์เดรัจฉานก็เป็น มีอาการเห็นแก่ตัวที่เกิดความจริงตามความเป็นจริง คำว่าความจริงตามความเป็นจริงคืออะไร คืออันนี้มันก็เป็นจริงอย่างนี้ ใครเห็นเหมือนกันหมด ส่วนอันนี้มันเกิดการเปรียบเทียบ สมมุติว่ารูปนี้มันไม่สวยเท่ารูปนี้ คุณว่ารูปนี้ส วยกว่า รูปนี้ไม่สวย ที่จริงรูปของโพธิรักษ์รูปไหนก็สวยหมดแหละ (พ่อครูยกภาพพ่อครูให้ดู) สมมุติโลกมันก็ต่างกันไป แต่อารมณ์ที่คนมีอาการชอบใจไม่ชอบใจนี้มีแต่จิตของคุณหรือไม่ จิตของคุณไม่มีอาการฟูฟองกระเพื่อม แล้วรู้ความจริงตามความเป็นจริงของโลกสมมุติ แต่จิตของเราไม่มีอาการฟูเลย ก็ธรรมดาก็รู้ความจริงตามความเป็นจริง ว่านี้คืออะไร แต่จิตเราไม่ฟูฟองอะไรเลย คนนี้แหละคือคนไม่มีโรคไม่มีอาการของโลกธรรมที่ทำให้จิตฟูฟอง เรียนรู้อาการฟูฟองที่เป็นอาการซ้อนอาการ อาการรู้ความจริงตามความเป็นจริงก็เป็นอย่างหนึ่ง เรียกว่าธรรมะ 1 เอกัคคตาจิต ถ้าเรามี เอกัคคตาจิต แข็งแรงไม่ฟูไม่ฟองกับอะไร พระอรหันต์มีจิตเอกัคคตาตลอดถาวร รู้ตามโลกตามสมมุติว่า เขาว่าดีว่างามว่าสวยหรือไม่สวยตามเขา บางอย่างอาจจะไม่รู้สมมุติตามเขาก็ได้ พระอรหันต์ท่านไม่รู้ตามเขาทัน แต่ท่านก็ไม่ทุกข์ แต่อาตมาเป็นพระโพธิสัตว์ ถ้าอยากจะรู้ตามเขาก็ต้องเข้าไปเป็นเหมือนเขาคลุกคลีไปตามเขาให้รู้รสชาติมีอารมณ์เหมือนเขา พระโพธิสัตว์บางทีต้องไปเกิดมีจิตมีชีวิตมีวิญญาณร่วมกับเขา ดีไม่ดีก็เกิดเป็นชาติเลย อยากจะรู้ว่าสัตว์ชนิดนี้มีอารมณ์อย่างนี้ พระโพธิสัตว์แต่ละองค์ที่ท่านอยากจะรู้ก็เกิดเป็นสัตว์ชนิดนั้นเป็นเดรัจฉานตัวนั้น เพื่อจะรู้ความจริงว่ามันเป็นอย่างไร อาการที่รู้ความจริงตามความเป็นจริง กับอาการของกิเลสมันต่างกัน การศึกษาต้องศึกษาจิตที่มีอารมณ์อาการมีรสชาติต่างกันอย่างนี้แหละ เวทนาจึงเป็นแหล่งกลางของการศึกษาที่จะบรรลุถึงอรหันต์ได้ ถ้ารู้เวทนาในเวทนา 108 รู้จักอารมณ์ที่จริงมันมีเป็นล้านล้านอารมณ์ แต่ในหลักวิชาของพระพุทธเจ้าเรียบเรียงไว้ 108 แยกเป็น 108 ลักษณะ กายนั้นพระพุทธเจ้าเรียกว่า จิต เรียกว่ามโน เรียกว่าวิญญาณ เป็นหลัก แต่ก็รวมถึงดินน้ำไฟลมภายนอกด้วย มีสองอย่างแล้วก็ไปศึกษาที่จิต ไม่ใช่ไปศึกษาที่ร่าง ไม่ใช่ศึกษาเอาภายนอกเป็นหลัก ต้องศึกษาเข้าไปถึงภายใน หรือเข้าไปถึงอนุสัย แล้วล้างอนุสัยก็จบ
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน พุทธสอนให้ทำดี แต่ไม่ยึดดี ทุกวันนี้ศาสนาพุทธเพี้ยนผิดจนไม่เป็นพุทธ ไม่มีโลกุตรธรรม ไม่มีอาริยธรรม กลายเป็นเหมือนศาสนาอื่นที่เขามีมาแล้วที่ปราชญ์ได้ศึกษาความดีที่สุดของโลกียะเขาได้ศึกษามาแล้ว มีปราชญ์มีศาสดามีผู้รู้ได้ศึกษาทางโลกีย์นี้ โลกียะคือจิตวิญญาณที่เข้าใจความดี ดีสูงสุดเลยตามสมมุติของแต่ละยุคไม่เท่ากันหรอก ของแต่ละยุคก็สมมุติความดีสูงสุดต่างกัน แล้วช่วงต่ำสุดต่างกันอย่างไร นั่นคือสมมุติของชั่วของดีเป็นโลกียะบนขึ้นไปสู่ดีแล้วก็ค่อยลดลงมาเป็นชั่ว จากชั่วก็ค่อยขึ้นไปดี ไม่เลิกชั่วเลิกดี ศาสนาโลกียะไม่เลิกชั่วไม่เลิกดี เลิกชั่วเลิกดีไม่เป็น เพราะฉะนั้นผู้ใดแปล สัพพปาปัสสะ อรกณัง กุสลัสสูปสัมปทา สจิตตปริโยทปนัง แปลเป็นว่าคือดีกับชั่ว แยกบาปบุญไม่ออก ได้แต่แค่ดีกับชั่ว เพราะฉะนั้นถ้าไม่ดีก็ชั่ว ถ้าไม่ชั่วก็ดี ไม่ชั่วไม่ดีเลยคือจิตลดชั่วลดดี จิตลดชั่วลดดี จนจิตหมดชั่วหมดดี แล้วก็รู้ความชั่วในโลกรู้ดีในโลก ไม่ได้ยึดติดความดีความชั่วในโลกได้ อยู่อย่างมีโลกะวิทูรู้ความจริงตามความเป็นจริงที่ควรจะเป็น ทำความดีที่ ควรจะเป็นให้แก่โลก เขาผู้นี้รู้ดีรู้ชั่ว แต่ไม่คิดดีคิดชั่ว ไม่ติดดีติดชั่ว จิต หลุดพ้นจากดีจากชั่ว มีดีมีชั่วตามโลกเขา แต่ท่านไม่ติดไหนดีไหนชั่ว แล้วก็รู้ว่าควรจะมีดีในมนุษย์มากกว่าชั่ว แล้วก็ มีความดี แต่อย่ายึดดียึดชั่ว แม้เราจะชอบความชั่ว มันมีรสชาติเหลือเกิน เช่น รวยนี่มันชั่ว แล้วคนที่อยากรวยมากเท่าไรก็ยิ่งชั่วมากเท่านั้น คนที่อยากจะรวยต่อไปเรื่อยก็ชั่วต่อไปเรื่อย แล้วก็อยากรวยต่อไปเรื่อยก็ชั่วต่อไปเรื่อย infinity เลยไม่มีจบ เคยเป็นไหมเคยมีไหม เดี๋ยวนี้ยังอยากเป็นไหม ไม่เป็นแล้วก็ดีมาก สุดท้ายของสุดท้ายแล้วไม่มีอะไรเหลือให้คุณจริง ถ้าคุณเกิดชาติเดียวแล้วสูญ คุณจะแย่งเอาไปไว้ทำไม ชาติเดียวก็จบ ต่อให้คุณเกิดมาอีก ชาติหน้าก็ไม่ใช่ของตัวคุณแล้ว คุณจะแย่งไปทำไม มีบางวงการบอกว่าเกิดมาใหม่ ก็ตามหาชาติที่แล้วถูก เขาก็ยอมยกทรัพย์สมบัติให้แก่คนที่เกิดมาใหม่นี้เลย เช่น ทิเบต สมบัติ ดาไล ลามะ เป็นของกลาง คนเกิดมาใหม่ก็ตามคืนสมบัติให้เลย การไปยึดมาเป็นเราเป็นของเรามันเป็นเรื่องของจิตที่ยึดมาเป็นเราเป็นของเราเองทั้งสิ้นเลย ถ้าเข้าใจตรงนี้ได้จะรู้ว่าเราเองมันโง่เอง ไปคิดมาเอง เข้าใจให้ได้จริงสมบูรณ์ คุณก็จะรู้ว่าโง่ไปยึดทำไม คุณก็จบแล้ว ก็อยู่กับสิ่งที่จะต้องอาศัยเช่น คุณทนไม่ได้มันหนาว คุณก็ต้องอาศัยสิ่งที่แก้หนาว พวกเราที่มีภูมิธรรมมีบารมี ติดตามฟังเข้าใจได้เห็นจริงได้รู้ได้ ติดตามมาพากเพียรมาเอา คนชนิดนี้มีอยู่เป็นคนโลกุตระ ซึ่งไม่ง่าย คนที่มีก็มีจำนวนน้อย ซึ่งยุคนี้คนที่เกิดมาจะได้อย่างนี้ก็มีน้อย มันมีความซับซ้อนอีกเยอะ
บทกวีของไม้ร่ม ธรรมชาติอโศก ตื่น ตื้น ตัน …...
สื่อธรรมะพ่อครู(นิยามชีวิต 5) ตอน พลังพีชะคือจิตที่ล้างความเห็นแก่ตัวช่วยเหลือผู้อื่น ที่ได้บรรยายธรรมะมามีคำอยู่ 3-4 คำโดยละเอียด ขยายความถึงคำว่าเซลล์ ที่เป็นเรื่องของชีวะ พีชะเริ่มเกิดชีวะ เซลล์อันแรกเลยที่เกิดเป็นชีวะ niche คือห้องว่าง ในมหาจักรวาลเรียกว่าโพรงอากาศ หรือ space กำหนดแคบหรือกว้างแล้วแต่ ในพลังงานจิตช่องว่างเล็กมาก ในมหาจักรวาลกว้างมาก ในโพรงไม่มีอะไรในนั้น แต่ในนั้นมีอะไรอยู่ตามสภาพ มีอะไรไปอยู่เป็นเทหวัตถุขึ้นมาก็เป็นหนึ่ง เข้ามาหาจิต จิตมีช่องว่าง ทำให้ดูนี่เป็นการขยายล้านๆๆๆเท่า ของความจริงของช่องว่างของจิตเล็กกว่าที่ทำให้ดูนี้ไม่รู้กี่ล้านเท่า ความจริงมันนิดน้อยมาก niche แล้วเริ่มเกิดเซลล์ พีชะก็เกิดช่องว่าง แต่โตกว่าจิต แล้วเริ่มเกิดเซลล์ เซลล์ก็คุณสมบัติไม่เหมือนเซลล์ของจิต เซลล์ของพืชเกิดมาเป็นตัวเอง ภาษาอังกฤษเรียกว่า I(ไอ) ถ้าไม่ต่อก็เกิดชีวะไม่ได้ เช่นเดียวกับพระพุทธเจ้าถามภิกษุว่า ถ้ามีอันหนึ่งเกิด แล้วไม่มีการต่อเป็นอีกหนึ่งสิ่งนี้ก็ต้องเสื่อมลงไป ชรตา มีช่องว่างหรือ space เรียกว่ารูป มีหนึ่งขึ้นมา ก็รวมเป็น 2 ถ้าไม่มี 3 ก็ไม่ต่อ แต่ถ้ามี 3 หน่อยครบก็เป็นวงจรขึ้นมาได้ก็จะเกิดมี 3 จุดนี้ก็ยังไม่เคลื่อน ต้องมีอะไรอีกอันหนึ่งเป็นอันที่ 4 จึงจะเคลื่อน ถ้าไม่เคลื่อนที่มันก็จะเสื่อมลงเหมือนกันของชีวะ แต่ถ้าเคลื่อนที่และหมุนในตัวมันเอง มันก็จะไม่ออกนอกวง หมุนในวัฏฏะนี้ ออกไปไม่ได้ นี่เป็นชีวะของพืช ชีวะของจิตนี้นัยยะคล้ายกัน แต่สภาพการรับรู้ต่างกัน มีเวทนามีสัญญามีสังขาร แต่พืชนี้มีแต่สัญญากับสังขาร ถ้ามีสังขารปรุงแต่งเป็นตัวตน จึงเกิด 3 อย่าง จะเรียกว่า ish คือ i และ she และ he เครื่องเป็นวงวนสามอย่างนี้ ish แต่ถ้า ish นี้ ออกมาเป็น 4 ตัวนี้เชื้อดีเอ็นเอ ish ออกมาเป็น 4 จะเกิดการเคลื่อนที่ แต่ถ้าไม่มีออกมาเป็น 4 จะไม่เคลื่อนที่แม้มันมีตัวเอง แต่ไม่เคลื่อนออกจากตัวเองไม่ได้หมายความว่าตัวมันไม่เคลื่อนไปไหน แม้พืชมันเป็นตัวเองของมันก็เพียงแต่รวบรวมอันอื่นมาเป็นตัวของมันเอง อะไรไม่ใช่ส่วนที่มันต้องเอาตามที่มันมีสัญญากำหนดรู้มันก็ไม่เอา เช่น มะม่วงก็ต้องอาศัยธาตุที่มามีสีมีกลิ่นมีรสเป็นมะม่วงอย่างนี้ มันไม่เอาที่ไม่เกี่ยวกับมัน พระพุทธเจ้าสอนให้จิตวิญญาณลดความเห็นแก่ตัว ish คือให้กลับมามีสภาพจิตวิญญาณคล้ายพีชะ มี ish แต่ไม่ออกไปทำร้ายใคร วนของตนเท่านั้น ท่านให้ล้างตัวพิษภัยตัวที่สี่นี้ ให้ทำเป็นลำดับ ตั้งแต่ลดตัวที่ล้านๆ ลดมาเป็นปริตตัง จนเป็นอนาคามีจะเหลือในวงวน 9 แล้วลดลงมาอีก จนเป็นสาม เป็นสองหนึ่ง ถ้าหนึ่งก็ปลอดภัยแล้ว จนลดเหลือ นปุงสกลิงค์ เป็นพลังงานที่สะอาดไม่มีพิษภัย มีพลังงานในลักษณะพีชะ สมมุติว่าผู้ที่มีพลังงานร้อยมีพลังงานพันมีพลังงานหมื่น จิตลดมาเป็นพีชะ แต่ว่ามีคุณภาพมีปริมาณพีชะที่มาก เป็นพลังงานสะอาดสร้างแต่ประโยชน์ ตัวมันเองสะสมตัวมันเองเท่านั้น พระพุทธเจ้าทำพลังงานจิตให้มามีลักษณะของพีชะ ซึ่งเป็นลักษณะที่ทำประโยชน์ได้มากเหมือนพืชตามฐานะบารมี วิธีการพระพุทธเจ้าทำสิ่งเสียให้เป็นดี กุสลัสสูปสัมปทาได้มาก เพราะสัพพปาปัสสะ อกรณังแ ล้ว มีสจิตตปริโยทปนัง เป็นผู้ที่ช่วยโลกได้มากจริงๆ เมื่อเป็นเซลล์หนึ่ง เกิดสามเซลล์ก็เป็น self แต่ไม่เป็นพิษภัย เป็นพีชนิยามทำแต่ประโยชน์ เมื่อ ish ออกไปอาละวาด เป็น selfish ในตัว self มันมี ish ของมันแล้ว สามเส้านี้มี ish แล้วมันรวม ish มาเป็นอันที่สี่ เป็น selfish เอาไปอาละวาดมาให้ตัว คืออวิชชาตัวแรกคือไม่รู้ ต้องเริ่มจากอวิชชาทั้งนั้น แล้วก็เพิ่มเป็นสี่เป็นห้าเป็นหกจนเป็นสิบ แล้วเพิ่มอีกจนมีหลายสิบมากมาย โลกนี้จึงซับซ้อนมาก คนไหนหลอกมาให้ได้ มากคนก็ตกเป็นเหยื่อได้มาก โลกนี้ศึกษาความซับซ้อนแล้วเอาความซับซ้อนที่รู้มากกว่าคนอื่น เอาไปอาละวาดต่อ ด้วยอำนาจ selfish มันมี ish สองลักษณะ คือแบบที่ไม่ระรานใครเป็นพีชะ กับ ish ตัวเลว ตัวนี่ต้องล้างออกให้ลดลง จนเป็นอรหันต์จะเหลือ ish คือ self ไม่เป็น selfish มีแต่ self ที่เสียสละ จะมีไหมภาษาอังกฤษที่เป็น self ที่เสียสละ นี่อาศัยภาษาไม่ใช่เดานะ ภาษาสื่อสภาวะ ต่อให้ใครหาว่าอาตมาเดา แต่มันเป็นโครงสร้างสัจธรรมแสดงว่าอาตมาใช้สิ่งที่มีมาให้คุณเข้าใจเอาไปล้างกิเลสได้ก็ทำได้ตามสมมุติ ถ้าคุณทำได้ก็เป็นปรมัตถสัจจะของคุณแล้ว คนทำได้จะมีสมมุติและปรมัตถ์ จะรู้สมมุติได้ดีด้วย คนที่ถึงที่สุดปรมัตถ์ก็อยู่กับสมมุติ อนุโลมช่วยเขาไป เป็นอรหันต์ก็เกิดมาเป็นโพธิสัตว์ หรือเป็นพระพุทธเจ้าจนกว่าปรินิพพาน อาตมาใช้ภาษาบัญญัติมาสื่อสภาวะ แม้ชาตินี้ไม่เก่งแต่ก็ขออาศัย เพราะมันกว้างขึ้นทำให้คนอื่นเข้าใจเพิ่มได้ คำว่า i คำว่า she คำว่า he ใครเข้าใจภาษาก็เอาไปปฏิบัติ มันคือพลังงาน ish ระดับพีชะ หรือ ish ระดับเลวร้ายอาละวาดก็มี ต้องเข้าใจแล้วเอาไปปฏิบัติ ให้คนเข้าใจภาษานี้ปฏิบัติได้ด้วย ยกตัวอย่าง นิวเคลียสเป็นองค์รวมพลังงานเล็กสุด พอแตกระเบิดจะเป็นสอง เป็น Isotope เป็น Chain reaction ต่อไปเรื่อยๆรวมตัวไม่ติดเป็นวิกขิตตังจิตตัง ไปไกล Infinity เลย เลยตัดแต่ Half life จะรู้ระยะสลายได้ ครึ่งเวลา มีขุฑกะกับขณิกกะ อีกอันมีลักษณะรวมตัวกัน ถ้าแตกจะมีสองแบบ คือแบบรวม สังขิตตังจิตตังกับวิกขิตตังจิตตัง ทางฟิสิกส์ก็มีสองแบบ Fusion กับ Fission คนสามารถรู้ได้ นิวเคลียร์ Fusion กับ Fission เป็น he กับ she แล้วก็มีเราคือนามไปรู้รูปคือ she กับ he ได้ ก็เป็นสภาพสองเล็กสุดก็เป็น Fusion กับ Fission รวมในนิวเคลียสเท่านั้นเอง นั่นคือทางวัตถุก็จบ นามธรรมแบ่งเป็น i เป็น she เป็น he ภาวะสองคือ เป็น she เป็น he แล้วแยกให้ออกว่าอันไหนเป็นอิตถีภาวะที่ดิ้นไม่หยุด Fission ส่วนปุริสภาวะรู้จักหยุดรู้จักพอ Fusion มีเศรษฐกิจพอเพียงหยุดได้ ส่วนพวกไม่พอก็หยุดไม่ได้เป็น Chain re action ไปไม่รู้จบหมด ดิ้นไม่หยุด เพศหญิงเป็นเช่นนั้น ผู้หญิงจะมีอิตถีภาวะมากพอจะมีตัวตนเป็นเพศหญิง ในสัจธรรมจะมีอิตถีภาวะมากกว่าปุริสภาวะ แต่ผู้หญิงที่อยากเป็นชายก็เลยเป็นกระเทย มันอยากเป็นแต่ความสมบูรณ์คุณยังไม่ได้ก็ยอมรับดีกว่า แล้วทำสัจจะให้ครบอย่าไปนั่งตะแบงก็เสียเวลา ลักษณะกระเทยนี่ดิ้นยิ่งกว่าเพศหญิงเสียเวลา ดัดจริตมากกว่าหญิงแท้อีก นี่เป็นสัจธรรมลักษณะเพศหญิงคือดิ้น ลักษณะเพศชายคือหยุดจบ พระเจ้าอยู่หัวท่านบำเพ็ญปางเตมีย์ใบ้ ท่านตรัสน้อยบอกแต่สัจธรรม ว่าให้พอเพียงเสียที แล้วก็รวมเศรษฐกิจพอเพียงแต่คนไม่พอก็ไม่รู้จักพอ บอกว่า ความรวยนี้จะพอไหม แล้วบอกว่าเศรษฐกิจพอเพียงก็รวยได้ ต้องไปถามธัมมชโย ว่าจะพอไหม ตายแล้วก็ไม่จบยังพยาบาทต่อ เกิดมาก็ยังทำแบบนี้ต่อ พวกนี้โง่ไม่เสร็จตายแล้วก็เกิดมาโง่ใหม่ น่าสงสาร ในหลวงตรัสเศรษฐกิจพอเพียง ต่อมาก็มาตรัสเรื่องแบบคนจน คนก็ไม่เข้าใจว่าจนคืออะไร ความจนก็คือการขาดทุน แล้วขาดทุนคือตนเองจะต้องเสียออกไป แล้วขาดทุนนั่นแหละคือกำไร คุณอยากได้กำไรคุณก็ต้องขาดทุนสิ ถ้าเข้าใจได้ก็มาเป็นคนขาดทุนก็จบเลยชีวิตนี้มีแต่ขาดทุน ยกตัวอย่าง เราสร้างอันนี้ได้ลงทุนไป 100 เอาไปแลกเป็นสินค้าราคา 100 คืนมาก็เจ๊า ไม่มีใครได้ใครเสียค่าของนี้คุณลงทุนไป 100 คิดค่าโสหุ้ยให้หมดแล้ว คุณจะไปแลกที่ราคาแล้วมันได้น้อยกว่า 100 ได้แค่ 80 คุณก็ได้ 80 มานั่นแหละคือคุณได้กำไร 20 ถ้าคุณเต็มใจบอกว่าได้กำไร 20 ก็สบายใจ ได้ขาดทุนไป 20 นี้คือกำไร 20 คุณจะขาดทุนอย่างนี้ต่อไปได้หรือไม่ ถ้าได้ก็ขาดทุนต่อไปเลยคุณก็กลายเป็นคนเสียสละ เสียสละทีละ 20 ก็เอาละเสียสละให้ได้ตลอดกาลก็แล้วกัน อย่าไปแอบเอาเปรียบเขามาแล้วมาบอกว่าเสียสละออกไป เพราะแสดงออกขาดทุนทีละ 20 แต่ไปแอบหามาเยอะกว่านั้น แบบนี้นั้นหลอกกัน ถ้าคุณถูกหลอกให้เห็นว่าอะไรก็ดีไปหมดสวยไปหมดเงินไปหมดก็ไปโดนหลอกไปเอาขี้หมาที่มาทาสี ก็ไปซื้อหามา เช่น ชามแตกชามบกพร่อง ชามไม่สมบูรณ์ที่เรียกว่าเครื่องสังคโลก เขาก็ทิ้งไป เขาโยนทิ้งแล้วคนก็ไปเก็บมาได้ของเก่าแบบนี้คนไม่ทำอีกแล้ว เขาก็มาตีราคาสำหรับนักโบราณคดีเอาไว้ศึกษาเรื่องโบราณคดีเท่านั้น แต่ถ้าไม่ใช่นักโบราณคดีคนเอาไปหาหอกทำไม คนก็ไปตั้งโชว์ในตู้ ซื้อมาแพงมากเอามาโชว์ทำไม เอาไปให้นักโบราณคดีศึกษาได้ความรู้จะดีกว่า ตนเองก็หวงแหนไว้ มีเงินซื้อมาแต่ไม่มีความรู้จะศึกษาเลย คนแบบนี้ทำลายโลก เอาเงินเป็นที่ตั้งแล้วเบ่งอำนาจ พวกนักโบราณคดีอยากได้ไปศึกษาก็เอาไปไม่ได้ คุณก็หวงเอาไว้เท่านี้ก็ไม่จบหรอก โง่ดักดานโง่ไม่จบ ชาติหน้าก็โง่หนักกว่านี้ แล้วไม่เจริญเท่าเก่าด้วย ชามแตกชามพิการเอาไปใส่อะไรกินก็ไม่ได้ มันรั่วออกตั้งไว้เป็นของโชว์ซื้อมาราคาแพงมีสิ่งเดียวในโลก นี่คือคนบ้าชนิดนี้ทุกวันนี้เขาก็นิยมกัน เอาไปประมูลมามีชิ้นเดียวในโลก กูก็ชนะประมูลมาเท่ชิบหายเลย ก็ชิบหายสิเงินซื้อไปมันแพงเท่าไหร่ ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ถ้าเป็นหนึ่งที่ไม่มีความรู้ เห็นแก่ตัวจัดจ้าน เอาแต่กูจะมี he มี she เท่าไหร่กูไม่สน เอาแต่กูอย่างเดียวอันนี้เห็นแก่ตัวเลวร้ายสุด แต่ถ้าทำให้เป็นหนึ่งเดียวอย่างมีความรู้ ถ้าเข้าใจลักษณะสองลักษณะสาม แล้วขยายเป็นสี่เป็นห้าต่อไปอีก ถ้าเข้าใจแก่นแกนแล้วก็สรุปรวมลงได้ ถ้าเข้าใจก็จบ อย่างอาตมาเป็นโพธิสัตว์ไม่ติดไม่ยึดแล้ว อาจพูดว่าติดที่ต้องศึกษาต่อ ไม่เพื่อตนแต่เพื่อช่วยผู้อื่นได้กว้างขวางต่อไป ถ้าจะหยุดวันนี้พรุ่งนี้ก็หยุดจบได้ แต่เราจะศึกษาต่อก็ช่วยคนอื่นต่อ แต่อย่างพระสมณโคดมท่านจบแล้ว ท่านจะจบชาตินี้ ได้เป็นพระพุทธเจ้าก็พอแล้ว ไม่เป็นพระพุทธเจ้าสองสมัย ท่านไม่ใช่บารัค ไม่ใช่ทักษิณ เปรียบเทียบคุณจำลองกับคุณทักษิณ ทักษิณนี่ไม่จบ ไม่ยอมจบ ถ้าเขาจบก็สบายสงบ แต่คุณจำลองนี้จบไม่ต่อ แต่จบอย่างไม่เข้าใจ จบอะไร อาตมาพูดถึงความเก่า คุณจำลองได้เป็นผู้ว่ากทม. อาตมาบอกว่า Thailand is Bankok และ Bankok is Thailand. คุณจำลองไม่ทำอย่างอาตมาพูด พอสมัยสองก็ไปสมัครสส.ไม่ทำปริตตัง เป็นสมัยสองก็ไปตั้งพรรคพลังธรรม มาพบอาตมาแล้วบอกว่าตั้งแล้ว มีโลโก้มาเลย อาตมาก็ลงเรือลำเดียวกัน ก็ไปดันพลังธรรมก็เลยเข้าถ้ำเลย ไม่สมบูรณ์ คุณจำลองก็มารู้ทีหลังว่าเราไม่พอ ถ้าสะสมคนดี ทำกทม.นี่แหละ ประเทศไทยจะไปได้ดีกว่านี้อีก แต่ก็ไม่เสียท่าทีเดียว เมืองไทยยังรักษาทางธรรมได้
สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน ใครคือปรอท ใครคือโฟม โลกเขาทำสถิติว่าประเทศไทยก็ยังมีทุกข์น้อยกว่าทุกประเทศ เศรษฐกิจประเทศไทยก็ยังดีกว่า แต่คนทำสถิติก็ยังคิดโลกุตระไม่ได้ แต่ตอนนี้เป็นประเทศเศรษฐกิจลำดับที่ 21 ตอนนี้อาตมาก็จะพยายามลากสังขารเพื่อช่วย อาตมาไม่ได้คิดว่าตัวเองดีเด่นอะไร อาตมาให้ฟรี เอาหรือไม่ก็แล้วแต่ อาตมาเกิดมาให้อย่างเดียว ใครจะเอาหรือไม่เอาไม่มีปัญหา อาตมามีแต่ปัญญา ที่อาตมาให้นี้ให้ สูญ อาตมาหมดสูญแล้ว ไม่มีอะไรอื่นมีแต่สูญ จะเอาอะไรอีกก็มีแต่สูญ อาตมาให้ไม่หมดเพราะมีสิ่งที่ไม่มี ให้ มีแต่สูญ จะเอาอีกเมื่อไหร่ก็สูญ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าคนจะเห็นเรา เหมือนพวงมะม่วงสมบูรณ์แบบครั้งสุดท้าย เมื่อถูกตัดลงแตกกระจายจากขั้วแล้ว จะไม่รวมตัวกันติดอีกแล้ว คนจะเห็นพวงมะม่วงชื่อว่าตถาคตครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย ต่อจากนี้จะไม่มีพวงมะม่วงที่ชื่อว่าตถาคตอีกแล้ว ในหลวงท่านตรัสเรื่องแบบคนจนกับรัฐมนตรีเกาหลี บอกว่าจะบริหารประเทศแบบคนจน เกาหลีก็ปวดหัวเลย จะบริหารประเทศแบบไหน ทุกวันนี้เกาหลีแข่งรวยกันจนชนะหลายประเทศแล้ว แล้วแบบคนจนที่ไปรอดจะนึกออกอย่างใด อาตมาก็เท่าที่จะมีความรู้สามารถจะสืบสานบริหารแบบคนจน ทุกวันนี้อาตมาบริหารชาวอโศกอย่างแบบคนจน ทุกวันนี้มีขบถอโศกนี่เราดูออกนะ ว่าซ่อนแฝงมีตัวกูของกูมา ถ้าผู้ใดมีลักษณะจริง ชาวอโศกเราก็อยู่รอดแบบคนจน เราก็ปราบกบฎพวกเราอยู่นะ ใครจะมาแฝงเราก็ขจัดออกได้ อย่าปล่อยอย่างเลี้ยงกบฎออกลูกออกหลานมานะ พวกนี้แตกตัวเร็วเหมือนแบคทีเรียด้วย แบบคนจนนี้มีในเมืองไทยแล้ว จึงกล้าประกาศแบบที่เป็นคนอยู่พื้นดินจริงๆ แล้วก็มีฟ้าอย่างในหลวง ใครจะเป็นดินยิ่งกว่าประมาณนี้อยากรู้ที่ถูกกระทืบกระทืบกระทืบจนจมดิน ทุกวันนี้ 45 ปีก็ยังถูกกระทืบอยู่ ก็ยังยินดีที่จะถูกกระทืบ เพราะเป็นดินไม่ได้เป็นฟ้า ฟ้าท่านก็ทำหน้าที่ได้สมบูรณ์แบบ ในหลวงท่านก็ทำด้านบน อาตมาก็ทำด้านล่าง คนที่เข้าใจก็มารวมกันติด แต่ด้านบนนั้นไม่เข้าใจได้แต่เข้าหู เข้าหูนานๆแล้วก็ไหลเป็นขี้หูออกไป ไม่เข้าถึงกลางใจข้างในเลย คนเข้าใจแล้วไม่ไปรวยจริงๆ จึงร่วมกันได้ คนเกือบ 70 ล้านไม่ได้เท่านี้แหละแต่ถึงมีเท่านี้ ก็คือปรอท คนในประเทศไทยทั้งหมดคือโฟม ไม่กลัวหรอก เท่านี้แหละถ่วงอยู่ แต่ตอนนี้ต้องถ่วงหนักต้องใช้แรง จนกว่าจะมีมวลมาช่วยเพิ่มขึ้นก็จะเบาแรง ถึงจะถ่วงโฟมนี้อยู่ได้ มันมี 2 อย่างแค่นี้แหละคือปรอทกับโฟมอยู่เท่านี้กาลนาน เมื่อถึงจุดก็จะหมุนแรงและเร็วได้อาศัยความแรงและเร็วสร้างสรรให้แก่โลก เท่านั้นแหละคือสิ่งที่เป็นไปในโลก เราต้องการพลังงาน ทุกวันนี้พลังงานชาวอโศกมาได้เท่านี้ ถ้าได้น้ำหนักที่ได้สัดส่วนมากกว่านี้ก็จะหมุนได้แรงและเร็วกว่านี้ จะมีทั้งแรงที่สร้างได้แน่นสูงขึ้นเร็วขึ้นมากขึ้น ข้อสำคัญของสัจจะมีอยู่ที่ว่า สิ่งที่จริงแล้วมีความเสถียรอย่างยั่งยืน เป็นหลักประกัน ไม่จริงไม่มีการเสถียรไม่ยั่งยืน จริงแล้วจะยั่งยืน นิจจัง (เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) คือนิพพานเท่านั้นแหละที่เที่ยงแท้ ชาวอโศกอยู่ในเมืองไทย รวมกลุ่มอยู่ในเมืองไทย อาศัยเมืองไทยอยู่ในนี้มีเปลือกหอยคือพุทธศาสนา แต่ก็ยังมีตัวที่ไปขโมยเอาเปลือกคือปูเสฉวนนี้อยู่ ตอนนี้ปูเสฉวนกับเปลือกหอยพุทธนี้ไปเยอะ ทุกวันนี้เอาเปลือกหอยคือพุทธนี้ไปอาศัยเยอะแต่ไม่รักและคอยหลอก อาศัยเปลือกหอยนี้เลี้ยงตัวเองจนอ้วน อ้วนแล้วก็ไปหาเปลือกหอยอื่นอีก จนเปลือกหอยไม่มีแล้วมันก็โง่หาเปลือกหอยไม่ได้ ก็ไปเอากระป๋องโค้กกระป๋องเบียร์เป็นเปลือกอยู่ไป ตอนนี้ปูเสฉวนมันทำเป็นหลอกโลกอยู่ทุกวันมีเปลือกว่าเป็นพุทธ แต่พวกเรานี้เนื้อเป็นพุทธแท้ไม่ใช่ปูเสฉวน ได้หยั่งลงในประเทศไทยแล้ว โดยมีดินกับฟ้าเป็นดัชนีตัดสินว่านี่คือเมืองพุทธ กระแสโลกก็ให้เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ เราไม่ได้คิดตัวเรา เรามีเนื้อจริงขอยืนยันถึงบอกประกาศไปว่าประเทศไทยเป็นชมพูทวีป ชมพูทวีปคืออะไร คือมนุษย์ที่มี สุรภาโว สติมันโต อิธพรหมจริยวาโส มีอาการ 32 ครบ มีสติตื่นรู้ทั้งนอกและใน เป็นสติมันโต รู้อัชฌัตตัง อรูปสัญญี ในภาวะกรรมของโลก กรรมที่หนึ่งเรียกว่าอาชีพ กรรมอีกอันคือรวมทั้งหมดกาย ท่าทีลีลา นัจจะคีตะ รวมทุกอย่างคำพูดด้วย เรียกว่าองค์รวมทั้งหมดคือ อันตา คือ กัมมันตะ สติมันโต คือ องค์รวมครบนอกใน ในรูป 28 ที่โลกต้องการมีปัญญาที่แท้จริงเป็นปัญญาที่พึ่งตนเองรอดไม่เบียดเบียนใคร แล้วเอาสิ่งที่ตนเองสร้างเหลือ เกินกินเกินใช้นี้ไปช่วยคนอื่น อย่างจริงใจอย่างบริสุทธิ์ ประเทศไทยจะมีพาณิชย์แบบบุญนิยม จะมีการเมืองแบบบุญนิยม จะมีการศึกษาการกสิกรรมแบบบุญนิยม จะมีสื่อสารแบบบุญนิยม จะมีการศึกษาแบบบุญนิยม ที่จะทำกับสังคมเขา บุญนิยมหมายถึงล้างกิเลส ละกิเลส ไม่เอากิเลสมาอีก ไม่เอาเปรียบใคร มีแต่เสียสละอย่างแท้จริง เราจะช่วยโลกอยู่อย่างมีอะไรจะเสียเท่านั้น ไม่เป็นหนี้ ไทยจะเป็นประเทศตัวอย่างที่เป็นประเทศไม่เป็นหนี้ ไม่เป็นประเทศที่รวย ที่ไม่รวยเพราะสร้างเท่าไหร่ก็เผื่อแผ่คนอื่น สร้างมากเท่าไหร่ก็กระจายให้คนอื่น เรามีตัวคนเดียวแต่เราจะช่วยคนอื่นอีกเป็นร้อย ประเทศทุกวันนี้ก็มี 200 กว่าประเทศ หรือยังมีเพิ่มขึ้นอีกเรื่อยก็มีแต่จะช่วยคนอื่นเขาเท่าไหร่มันก็ไม่พอ แล้วเราจะไปมีวันรวยได้อย่างไร ไม่มีวันรวยแต่มีแต่จะสะพัดให้มาก แม้ประเทศเราจนจะมีผู้ร่วมด้วยจะมีผู้ร่วมมือ เพราะจะมีประเทศที่มีปัญญาว่าต้องอย่างนี้ ถึงประเทศไม่เอาเปรียบใครมีแต่เสียสละให้แก่ประเทศอื่น นี่คือความจริงนี่คือความดี ประเทศที่มีปัญญาเขาก็จะมาร่วมมือและจะช่วยกัน เราก็จะได้ประเทศที่มีปัญญามาช่วย ไม่เอาประเทศควายมาช่วยมันจึงไม่มีตกต่ำ มั่นใจเถิดชาวอโศกว่าเราคือหน่อเนื้อเชื้อแท้ของพุทธ เป็น dna พุทธแท้เอาให้บริบูรณ์เป็นอรหันต์ให้ได้เร็ววันที่สุดก็แล้วกัน เพราะฉะนั้นถ้าใครตั้งใจปฏิบัติ มันมีบารมีของแต่ละคน จะอายุยืนจะแข็งแรงมันก็เป็นบารมีของมัน คนพากเพียรไปจะมีคนดูแลคนเสียสละด้วย ถ้าคุณให้ คนอื่นก็จะมาเสียสละด้วย ยิ่งเสียสละมากเท่าไหร่ คนอื่นก็จะยิ่งมีมาเสียสละเพิ่มขึ้นเท่านั้น เท่าที่บารมีคุณมี คุณไม่สามารถเอามากกว่าบารมีที่คุณ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive