600406_ทำวัตรเช้าปลุกเสก #41 บ้านราช ศีล สมาธิ ปัญญา (แบบพุทธ)ตอน1.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์28 KB
วันที่แก้ไข25 เมษายน 2560

เนื้อหาในไฟล์

600406_ทำวัตรเช้าปลุกเสก #41 บ้านราช ศีล สมาธิ ปัญญา (แบบพุทธ)ตอน1

พ่อครูว่า....วันนี้วันพฤหัสบดีที่ 6 เมษายน 2560 เป็นวันที่สอง ของงานปลุกเสก พระแท้ๆของพุทธ ครั้งที่ 41 ใครจะเป็นพระแท้ๆ โปรดติดตาม ทำตนเองให้เป็นพระแท้ให้ได้ sms เมื่อวาน คุณ 3867 เกือบทั้งนั้น SMS 5 เม.ย.60 0893867xxx นมก.พ่อครูฯสณ.สม.จรธ.ญตธ.ทุกพุทธสถ.อโศกณ.งานปลุกเสกพระในจิตปลุกธรรมะในใจ!ณ.บ้านราชธานีอโศก! คนปลุกศีลในวิญญาณตามโพธิโปรดเวไนยสัตว์ฯ 0893867xxx เห็นพ่อครูเทศน์คู่อภิมหาฟักแฟงแตงยักษ์จากปุ๋ยงอกงาม โดยน้ำมืออาริยะชนมังสะวิรัติ เสมือนเห็นนามธรรมที่จับต้องไม่ได้ออกดอกออกผล เป็นรูปธรรมที่จับต้องได้เบ้อเริ่มเทิ่ม ชัดเจนทะลุผัสสะ ทุกทวาร 5เลย

ยิ่งอยากยิ่งเนิ่นช้า 0893867xxx อนุโมทนาพ่อครูสอนสมาธิทุกวัน ทุกงานบุญเลย!หลับตาลืมผัสสะเห็นแต่โลกของตัวเอง! ลืมตารู้ผัสสะเห็นทุกตัวตนทั้งโลก พ่อครูว่า...หลับตา ลืมผัสสะเห็นแต่โลกของตนเอง คนที่ตายไปแล้ว ไม่มีทวาร โดยเฉพาะ ทวารทั้ง 5 ตาหูจมูกลิ้นกาย คนตายไปแล้ว มีแต่จิตวิญญาณ ไม่มีตาหูจมูกลิ้นกาย ให้เป็นทวารที่จะไปรู้อะไรได้ เพราะฉะนั้น จึงอยู่ในภพของตนเอง ไม่เห็นอะไร ไม่ได้รับรู้อะไรข้างนอก คนตายไปแล้ว จึงเป็นคนที่ไม่สามารถที่จะไปรู้ ไปเห็นอะไรต่ออะไรทั้งนั้น มีแต่ความรู้สึก มีแต่ความรู้สึก รู้สึกตัวเองอย่างไร ก็เป็นอย่างนั้น รู้สึกตัวเองเป็นเวทนาเก๊ เวทนาเทียม ซึ่งเป็นอุปาทาน ใครก็ตาม ที่มีอุปาทาน แล้วเขามีจริงๆ คนนั้นมีจริงๆ จิตของตัวเอง มีอวิชชา ถ้าจิตใจตัวเอง ไม่มีอวิชชา ไม่มีอุปาทาน คนที่หมดอุปาทานแล้ว คนที่ปฏิบัติไป จนจิตตัวเองมีธาตุรู้ อัญญา ปญญะ ปัญญา จนกระทั่งเป็นญาณรู้ เป็นวิมุตติญาณทัสสนะ ครบถ้วน แล้วก็รู้ว่า ตัวเองกิเลสหมดจริงๆ จึงจะใสสะอา

อ่านต่อ

ด จะรู้ทะลุปรุโปร่งจริงๆ รู้ทะลุปรุโปร่งไปรอบตัว และสามารถที่จะมีพลัง รู้ออกไปนอกตัวได้ เพราะฉะนั้น คนที่ยังไม่ได้ฝึก มีธาตุรู้ที่เกิดจริง มันไม่ได้ถึงขีดเขต ไม่มีคุณสมบัติ คุณภาพที่จริง คุณได้เท่าไหร่ ก็เท่านั้นของคุณ คุณจะไปได้เกินตัวมากกว่าความจริงที่คุณเป็น มันเป็นไปไม่ได้ ก็ได้เท่าที่ตนเองมี อยากจะเก่ง อยากจะรู้เท่าไหร่ ยิ่งยากยิ่งจะไม่ได้ เพราะฉะนั้น ที่อาตมาเคยบอก หลักเกณฑ์สำคัญให้ว่า มีเจตนาแต่อย่าอยาก เราจะเป็นพลังงานซ้อนให้สลายพลังงานให้เสื่อมลดไป เพราะว่ามัน spark มันปะทะกัน ถ้าเรามีความมุ่งหมาย มีเจตนารมณ์ มีจิตที่จะตั้งเข็มทิศไปทางไหน ตรวจสอบให้ชัด เมื่อตรวจสอบชัดแล้วว่า เดินอย่างนี้ทำๆ มีหน้าที่กระทำกรรมกิริยา กาย วาจา ใจของเรา ให้เป็นเช่นนี้เช่นนี้ไป ทำให้มันถูกต้อง ตามที่เราเข้าใจ เสร็จแล้วการก้าวหน้า มันจะเกิดเอง ถ้ายิ่งไปอยาก มันจะช้า จะเกิดปฏิกิริยาซับซ้อน Action reaction มันจะยิ่งช้า ที่พูดความนี้ เจตนาขยายความให้รู้ว่า สายหลับตาสมาธิ เป็นสายที่ ไม่รู้ข้างนอกเลย เพราะฉะนั้นจะรู้รอบ เป็นผู้รู้รอบไม่ได้ จะรู้แต่ในภพ รู้แต่ในสิ่งเดียวสิ่งหนึ่ง จะเกิดปฏิกิริยาพลังงานซ้อน ที่มีพลังงานมากขึ้น สั่งงานมากขึ้นนั้น จะเป็นพลังงานที่วิจิตรพิสดาร เป็นพลังงานที่มีสมรรถนะสูงขึ้น แต่ถ้ามีแต่อันเดียวพลังงานนั้นไม่เจริญ หลังงานไม่วิจิตรพิสดาร ไม่มีความหลากหลาย พลังงานไม่เจริญเร็ว ฟังพอจะเข้าใจนะ เพราะฉะนั้น การปฏิบัติที่ผิด อาตมาก็เตือนให้ ท่านผู้ใดเจตนาจะพัฒนาตัวเอง ก็ฟังให้ดี แล้วทำความเข้าใจ ถ้าเข้าใจตัวเองดี แล้วก็เอาไปปฏิบัติดู แล้วก็จะได้ที่อาตมากล่าวไป คร่าวๆนั้น

กรรมแบ่งกันไม่ได้ 0893867xxx กราบขอบคุณพ่อครูกับธ.ปฐมเทศนา! เรื่องกรรมแบ่งให้ใครไม่ได้ แต่แบ่งธรรมะให้เป็นธ.ทาน แยกอกุศลกรรมพ้นจากจิต ให้ใจเจริญกุศลกรรม ด้วยวิญญาณตัวเองได้ พ่อครูว่า... กรรมแบ่งใครไม่ได้ ตนเป็นทายาทรับมรดก กรรมของตัวเอง แบ่งให้ใครไม่ได้ แต่คนที่ยังติดยึดในอุปาทาน ก็ยังหลงเลอะเทอะ แบ่งกันอยู่นั่นแหละ พวกเราเองก็เถอะ บางทีไม่สุดไม่จบ ไปหลงเลอะอะไรบ้าง กว่าที่เราจะสิ้นเกลี้ยง ไม่มีอุปาทานเลย ไม่มีเศษอะไร จึงไม่ได้ง่าย ปฏิบัติไป จะรู้จะเห็นจะเข้าใจ อาตมา ก็ทำงานมาปีนี้ ปีที่ 47 แล้ว พุทธาภิเษกฯ ปลุกเสกฯ ปีที่41 แล้ว ขึ้นเลข 4 แล้วขึ้นเลข 1 จากสามเส้า นี่คือ cyclic order เป็นตัวตน สามเส้าคือตัวตน พีชนิยามมีสามเส้า มีตัวเองเป็นประธาน แล้วมีอีกหนึ่งอีกสอง เรียกเป็นภาษาว่า อิตถีภาวะ ปุริสภาวะ แล้วเราก็เป็นเจ้าของพลังงาน ISH คือ I she he ก็ควบคุมพลังงาน 2 ที่มาทำงาน จะเกิดวงวน มันยังไม่เข้าใจตัวเอง แต่มันมีตัวเองแล้ว แต่มันไม่สามารถควบคุมตัวเอง รู้ตัวเองได้ มันเป็นอัตโนมัติที่เป็นเอง ตามพลังงาน ที่มันสร้างขึ้นมาได้อย่างมีส่วนสมดุล มีรู้เท่านั้น ทำได้แค่นั้น ไม่ทำเกินไปกว่านั้น พลังงานในระดับ พีชะ มีอัตโนมัติในตัวเอง จึงมีประโยชน์สร้างสรรค์ให้แก่ตัวเองดีที่สุด อันนี้แหละ เป็นความรู้ของพระพุทธเจ้า ที่สามารถรู้ได้เกินกว่า ชาวนักวิทยาศาสตร์ ทางฟิสิกส์เคมีทั้งหลาย ที่เป็นวัตถุเท่านั้น ท่านก็เอาความรู้ ที่จริงมันอันเดียวกัน เป็นความรู้เดียวกับฟิสิกส์เคมี แต่ตัวเองที่เป็นธาตุรู้อัตโนมัติ ควบคุมและสร้างจัดสรร รู้จักแบ่ง เอาเท่านั้นเท่านี้ มีมัตตัญญูตา จึงเป็นพลังงานสุดยอด ที่ความรู้ของมนุษยชาติ จะพึงมีความรู้ได้ คือเดินทางสายเอก สายที่พระพุทธเจ้าค้นพบ พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ค้นพบ อาตมาเดินถึงโพธิสัตว์ระดับ 7 จึงอธิบายได้ ไม่ได้หาฟังได้ง่ายๆ นี่ไม่ได้คุยตัว จะเป็นเรื่องจริง เป็นเรื่องวิสามัญที่ยาก ที่ต้องเพิ่มภูมิจริงๆ จึงได้จะได้จริง การต่อสายการศึกษา จึงต้องต่อสายมามหาศาล กว่าอาตมาจะมาพูด อธิบายศาสนามาขณะนี้ ไม่ใช่เรื่องง่าย เป็นเรื่องสัจจะที่อจินไตย ผู้ปฏิบัติไปได้แล้ว จะเข้าใจไปได้ด้วย

0893867xxx เกิดมาก็เพิ่งเคยเห็น การอัญเชิญพระฯสมานัตตา โดยพละกำลังสมณะ สมานสามัคคี แสดงพิธีอัญเชิญ คล้องจองสมพระนาม พระฯปางสมานัตตา ลงตัวที่สุดๆ ใจลุ้นระทึก! อนุโมทนาสาธุ! พ่อครูว่า...ลุ้นจะให้เกิดความเรียบร้อยดีงาม ไม่เกิดความบาดเจ็บเสียหาย มันก็ไม่มีอะไรเสียหายเลย แต่มีท่านผืนฟ้า ที่ท่านเป็นผืนฟ้า ครอบจักรวาล เป็นผู้เสียสละให้ ได้รับบาดเจ็บนิดหน่อย มีองค์เดียว ท่านองค์นี้ ได้รับ 2 ทีแล้ว ตั้งแต่เริ่มเปิดอุตสาหกรรม ของชาวอโศกมา ก็โดน เครื่องพิมพ์ หนีบเอา เลือดออก คราวนี้ก็มาอีกที ท่านเป็นผู้รับ ท่านชื่ออนุตตโร ชื่อของท่านก็สุด ผืนฟ้า อนุตตโร เป็นผืนฟ้าครอบอะไรไว้หมด ท่านก็เป็นผู้เสียสละ เป็นผู้รับวิบากแทนพวกเราไป เป็นผู้เสียสละอย่างนั้น คล้ายๆกับพระเยซู ที่เสียสละเพื่อมวลมนุษยชาติ

จากคุณแยม ไลน์มาว่า จากไลน์คุณแยม ลุ้นน่าดูเลยค่ะ แต่รู้สึกอบอุ่น ในความสามัคคี ของสมณะและฆราวาส น่าประทับใจค่ ะ พ่อครูว่า...จริงๆแล้ว เราสามารถใช้เครื่องจักร มาทดแทนได้ แต่มันไม่ดี อย่างนี้แหละดี เกิดคุณสมบัติ ทางจิตวิญญาณมนุษยชาติด้วย ตรวจคุณสมบัติทางวัตถุด้วย ให้มันสมบูรณ์ให้ได้ จะผิดพลาดอะไรบ้างก็พยายาม ความพยายามเป็นการสร้างสรรค์ที่ยิ่งใหญ่ ก็สำเร็จงานที่ผ่านมาได้ นี่เป็นไปตามธรรม ที่อาตมามององค์รวม ของสิ่งที่เป็นที่มีอะไรก็แล้วแต่ ในสิ่งที่เรามีเจตนา มีภูมิปัญญา รู้ว่าควรเกิด อันนี้ควรเอาออก อันนี้ควรปรับแต่งลดลง เกิดจากภูมิปัญญา และเราก็จัดสรรให้ลงตัว ให้เป็นประโยชน์แก่ตัวเรา และคนอื่นๆ ไม่ได้ทำเพื่อที่จะไปเบียดเบียนใคร มีแต่ทำไปเพื่อที่จะเกื้อกูลกัน ช่วยเหลือกัน ให้เกิดการแบ่งกินใช้อาศัยได้รับประโยชน์ อันนี้เป็นสัจจะสูงสุด และอาตมาก็พาทำอยู่

ปัญญาไม่ใช่เฉกา มาเข้าสู่บทเรียนที่เรากำลังตั้งใจคือคำว่าศีลสมาธิ ศีลก็พูดซ้ำซากพอควรแล้ว สมาธิ ปัญญา ปัญญาเกิดจากอะไร มาจากอะไร ปัญญาไม่ใช่เฉกาหรือเฉโก อยากจะพยัญชนะให้ฟัง แล้วเป็นรากฐานของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ เฉกะหรือเฉกา เป็นภาษารากเหง้า เฉกาเป็นพหูพจน์ มาจากพยัญชนะ ฉ ฉ หมายถึง 6 คำว่า ฉ + เอก เป็นเฉกะ คนจะมีทวารทั้ง 6 เป็นประตูที่ทำให้เกิดความรู้ คนที่มีทวาร 6 ดันไปมีหนึ่งเดียว รู้อยู่อันเดียว เอก หรือเอกะ คนที่มีตาหูจมูกลิ้นกาย และประสาทไม่เสีย จิตใจก็มีความรับรู้เต็มหกทวาร แต่ดันไปรับรู้แค่ทวารเดียว ฉลาดรอบอย่างไร ก็รู้อยู่ในกรอบแค่ประตูเดียว มันจึงไม่พิสดาร ไม่ครบทุกอย่างที่พึ่งรู้ คนที่มีทวารทั้ง 6 แต่รู้แค่หนึ่งเดียว จึงเป็นผู้แค่เริ่มรู้ จึงต้องศึกษาให้ครบทวารทั้ง 6 เมื่อรู้ครอบทวารทั้ง 6 จึงเป็นผู้รู้เรียกว่า ผู้ ฉลาด มีอายตนะ 6 มีสะพานเชื่อมต่อ ให้เกิดความรู้ในทวารทั้ง 6 เกิดจากตาหูจมูกลิ้นกายใจ ทั้ง 6 ทวารครบ จึงจะเป็นผู้ที่มี ฉฬายตนะ แล้วคำนี้ ก็กร่อนมาเป็นคำว่า ฉลาด แล้วรู้อย่างมี อัญญะ รู้รอบทั้งโลกียะและโลกุตระ มันรู้ทั้งสองส่วน ผู้ที่สามารถเรียนรู้ได้อย่างนี้ จึงเป็นผู้ที่รู้รอบรู้สมบูรณ์ แล้วเอามาสืบสานกัน ยุคแล้วยุคเล่า กัปป์แล้วกัปป์เล่า แต่ละกัปป์ก็สืบสานทำงานเรียนรู้ไป เชื่อมต่อหมุนเวียน

โลกกับอัตตา ในวัฏฏะสงสารนี้ ทุกอย่างระหว่างโลกกับอัตตา อัตตาคือตัวเรา โลกคือทุกสิ่งทุกอย่าง ตั้งแต่โลกเลวร้าย อบาย เป็นสิ่งที่ไม่ดี ด้วยประการทั้งปวง เรียกว่าโลกอบาย ผู้ศึกษาถูกต้องตามสัมมาทิฏฐิ จะรู้จักความวน ตัวมันเองไม่รู้ตัวมันเองหรอก โลกนรกคือความร้อน มันไม่รู้ตัวมัน พระอาทิตย์มันไม่รู้ว่า ตัวมันเองร้อนหรอก มันไม่รู้สึกอะไร จนกว่าจะมี ชีวะ ชีวะที่ไม่ประสีประสาอะไร ก็ไม่รู้ร้อนรู้หนาว จนกว่าจะแยกแยะออก จนรู้ถึงดีกรี ความหนักเบา ความหยาบ ละเอียด ความหนา บาง ก็ค่อยๆรู้ไปเรื่อยๆ รู้เพิ่มเติมและกว้างขึ้น จนกระทั่ง รู้เองทำเองอัตโนมัติ เป็นชีวะ มันพัฒนาหมุนเวียนอย่างนี้ ในมหาจักรวาลนี้ ในมหาจักรวาล มีทั้งสิ่งที่ไม่มีชีวิต จนมาเป็นชีวะคือชีวิต แล้วมาเป็นจิต เรียนรู้กรรม ที่จัดสรรลงเป็นธรรมะ ธรรมะคือสภาพที่ตั้งอยู่ ทรงอยู่แน่น จนสลายไม่ออก แล้วก็มาเรียนรู้สลายให้เป็น สลายได้สลายออก ผู้ที่จบ 1 ทำให้เป็น 2 ทำลายให้หมด คุณอยากจะรู้ช่วยสร้างตลอดเวลา เหมือนพระอวโลกิเตศวร จะอยู่ช่วยมนุษยชาติ ไปตลอดก็เชิญ เป็นปณิธานที่ยิ่งใหญ่ ไม่มีปัญหาอะไรเลย แต่ใครจะอยู่ช่วยได้เท่าไหร่ แล้วจะเลิกเมื่อไหร่ก็ได้ เพราะมีสิทธิ์ที่จะให้ตัวเอง เลิกเมื่อไหร่ก็ได้ เพราะเป็นความรู้ของ ชีวะ ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแล้ว ไม่มีอะไรจะสูงสุดเท่า ในบรรดาโลกแต่ละลูก ในมหาจักรวาลนี้ โลกที่มีมนุสโส จึงเป็นโลกที่เจริญที่สุด มีสัตว์โลกที่เจริญสูงสุด คนไปหลงว่า มนุษย์ต่างดาว ดาวอังคารหรือดาวอื่น ไม่มีมนุษย์ดาวไหน ที่เจริญเท่ามนุษย์โลกเราหรอก มนุษย์ต่างดาว ไม่ได้เจริญเท่าเรา แล้วก็ไปหลงว่า มนุษย์ต่างดาว เจริญกว่าเรา ฉลาดกว่าเรา ออกแบบให้เป็นรูปร่างหงิกงอ ไม่เห็นได้สัดส่วนเท่ากับมนุษย์โลกดาวนี้เลย ออกแบบมา ก็ไม่ได้สวยเท่ามนุษย์โลกเราแล้ว มนุษย์โลกที่สวยที่สุด ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง แล้วก็หลงความหล่อความสวย โง่ที่สุดแล้ว ไม่มีโลกไหน จะโง่เท่าโลกมนุษย์นี้แล้วไม่มี มันสุดแห่งที่สุดแล้ว โง่ที่สุดเท่าที่มีแล้ว ในกาแล็กซี่ไหนๆ อาจจะมีโลกที่มีความคล้าย กับโลกมนุษย์เรา มันจะคล้ายจะเหมือน จะตรงกันมากหรือเปล่า แม้จะตรงกัน เป๊ะ ก็ไม่มีสิทธิ์มาเกี่ยวข้องกัน ต่างคนต่างเป็นไป เพราะฉะนั้น ไม่ต้องไปคิดให้ปวดหัว เราก็เรียนรู้ให้สุด คุณเรียนรู้เป็นอะไร แล้วก็อยากจะรู้อีก ก็เป็นโพธิสัตว์ได้ จนสุดท้าย เป็นพระพุทธเจ้า อาตมารู้ขนาดนี้ ก็ไม่น้อยแล้ว มันควรปรินิพพาน เป็นปริโยสานแล้ว แต่ก็ยังเห็นว่ามันมีประโยชน์ ถ้าจะใช้ชีวิตต่อไป ก็ไม่ได้ใช้อย่างเอาเปรียบ แต่พูดตรงๆว่า ใช้ชีวิตอย่างเสียเปรียบ ก็ไม่น่าจะเป็นอะไร ให้ประโยชน์แก่ผู้อื่น อย่างมากๆ แล้วตัวเอง ก็ได้ความรู้เพิ่ม สิ่งที่ยังไม่ได้รู้ ก็ยังจะรู้ต่อไป เป็นโพธิสัตว์ระดับ 8 ระดับ 9 ต่อไป ก็สูงสุดแล้ว จากนั้นก็ 0 แล้ว ก็เลิกแล้ว อาตมาก็ว่าเอา.. มันน่าจะต้องยากเย็นอยู่ ก็ทำไป อย่างยากเหน็ดเหนื่อยหนักหนา ก็ไม่เป็นไร เราเอง ก็ต้องเผชิญ ไม่ออกแรงไม่ได้ ก็ต้องบอกแล้ว

มหาจัตตารีสกสูตร ตอน 1 มาเข้าสู่ สัมมาสมาธิของพระพุทธเจ้า ทุกพระองค์ มหาจัตตารีสก แปลว่าสี่สิบ สี่สิบอันยิ่งใหญ่ มหา มีโลกียะ 20 มีโลกุตระ 20 แล้วแบ่งโลกียกุศล 10 ของกุศลโลกุตระ 10 รวมแล้วเป็น 40 แบ่งสองก่อน คือโลกียะกับโลกุตระ 2 แล้วสองก็แบ่งเป็นกุศลอกุศล เช่น เคหสิตเวทนา เป็นโลกีย์ ก็มีกุศล 10 อกุศล 10 มรรค 8 ผล 2 เป็น 10 เพราะฉะนั้น เราทำกุศลโลกีย์ ก็ครบ 20 มาโลกุตระ ก็ทำกุศลโลกุตระ ให้เป็น 10 คือมรรค 8 ผล 2 ก็เป็นอีก 20 เป็น 40 เช่น เนกขัมสิตเวทนา เนกขัมมะคือออกจากโลกีย์ มาเป็นอีกโลกหนึ่ง เป็นคนอีกระดับหนึ่ง ผู้ยังเป็นโลกีย์อยู่ ยังไม่ข้ามโคตร ข้ามมาโลกโลกุตระไม่ได้ ก็มีอัญญะ ที่เป็นพลังงานทางความฉลาดนี้แหละ มีธาตุรู้ที่ใช้พยัญชนะ เรียกว่าอัญญะ เป็นธาตุรู้ที่สามารถรู้ได้ เป็นการรู้ความหมายของโลกุตระ อย่างแท้จริง สายเนกขัมสิตะ ที่เป็นมโนปวิจาร 18 ทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ มันก็สามารถรู้และเป็นเวทนา 3 ได้ สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ ในโลกียะก็เป็นอย่างนั้น สุขทุกข์ไม่สุขไม่ทุกข์ แบบโลกียะ แบบอุปาทาน บำเรอตัณหาอยู่เช่นนั้น พอมาเรียนรู้แล้วออกจากโลกแบบนั้น มาว่างตามลำดับ มโนปวิจาร 18 ของโลกุตระ เราก็มาเรียนรู้ ทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ แยกสุขโลกีย์ออกให้ลดลง สุขกับทุกข์ลดลง ลดเหตุแห่งสุข ก็คือตัวเหตุแห่งทุกข์ ลดเหตุดับเหตุไปตามลำดับๆ ที่พระพุทธเจ้า ตรัสไว้ ก็ไล่ไปตามลำดับ เริ่มต้น พระพุทธเจ้าสอนก็บอกว่า ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงสัมมาสมาธิ ก็ขอตะโกนดังๆ ไปสู่ผู้หลงในมิจฉาสมาธิทั้งหลาย หลับหูหลับตามีทวารเดียว ให้ตื่นขึ้นมารู้ มีทวารทั้ง 6 ให้ตื่นออกมา ท่านบอกว่า เราจักแสดงสัมมาสมาธิของพระอาริยะ (อันประเสริฐ) อันมีเหตุมีองค์ประกอบ ทุกอย่างต้องมาแต่เหตุ แล้วมารวมกัน เป็นปัจจัยสังเคราะห์สังขารกันอยู่ 7. มหาจัตตารีสกสูตร (117) [252] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาค ประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาค ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสแล้ว ฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงสัมมาสมาธิของพระอริยะอันมีเหตุ มีองค์ประกอบ แก่เธอทั้งหลาย พวกเธอจงฟังสัมมาสมาธินั้น จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวต่อไป ภิกษุเหล่านั้น ทูลรับพระผู้มีพระภาคว่า ชอบแล้ว พระพุทธเจ้าข้า ฯ [253] พระผู้มีพระภาค จึงได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสมาธิของพระอริยะอันมีเหตุ มีองค์ประกอบ คือ สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง ประกอบแล้วด้วยองค์ 7 เหล่านี้แล เรียกว่า สัมมาสมาธิ ของพระอริยะ อันมีเหตุบ้าง มีองค์ประกอบบ้าง ฯ [254] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ทั้ง 7 นั้น สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธาน ก็สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร คือ ภิกษุรู้จักมิจฉาทิฐิว่ามิจฉาทิฐิ รู้จักสัมมาทิฐิว่าสัมมาทิฐิ ความรู้ของเธอนั้น เป็นสัมมาทิฐิ ฯ [255] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มิจฉาทิฐิเป็นไฉน คือ ความเห็นดังนี้ว่า ทานที่ให้แล้วไม่มีผล ยัญที่บูชาแล้ว ไม่มีผล สังเวยที่บวงสรวงแล้ว ไม่มีผลผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้วไม่มี โลกนี้ไม่มี โลกหน้าไม่มี มารดาไม่มีบิดาไม่มี สัตว์ที่เป็นอุปปาติกะไม่มี สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในโลกไม่มี นี้มิจฉาทิฐิ ฯ ออ พ่อครูว่า… ทาน ยัญพิธี สังเวย ก็คือ ทาน ศีล ภาวนา เป็นสามตัวแรกของทิฏฐิ 10 ทาน ศีล ภาวนา คือ ทาน วิธีปฏิบัติ และการเกิดผลที่จิต เกิดผลให้จิตลดกิเลส ทำทานก็ลดกิเลสเป็น ปฏิบัติศีลก็ลดกิเลสเป็น แต่ทุกวันนี้ปฏิบัติศีล อย่างสีลลัพพตุปาทาน อย่างเก่งก็สีลพตปรามาส อาตมาแยกแยะ สองคำนี้มันไม่มีผลทั้ง สีลลัพพตุปาทาน สีลพตปรามาส มันไม่มีผลทั้งคู่ สีลลัพพตุปาทาน ก็ถือศีลตามเขาไป เขาถือกันก็ถือไป เช่น ไม่ฆ่าสัตว์ ก็ไม่ฆ่าสัตว์ไปเฉยๆ ดีไม่ดีเอ็นดูสัตว์ รักสัตว์ สัตว์ของข้าใครอย่าแตะ ถือศีลแล้วก่อบาปเวรภัย ศีลข้อ 1 ไม่ทำร้ายสัตว์ แต่ดันไปรักสัตว์ รักจนใครไปแตะต้องไม่ได้ จะต้องทำร้าย ฆ่าคนมาแตะอีก คนนี้ถือศีลอย่างอุปาทานมีโทษภัย รักก็รักเกินไป ช่วยก็ช่วยเกิน จนไปทำร้ายคนอื่น ต่อเวรภัย ไม่เข้าใจความเหมาะพอดี คือ ก็ถือศีลตามเขาไป เขาถือกันก็ถือไป จะไม่ลงตัว ไม่มากไปก็น้อยไป ไม่มีวิธีปฏิบัติให้ลงตัว ส่วน สีลพตปรามาส มีปัญญาแล้วรู้วิธีปฏิบัติ แล้วทำได้ ถ้าจะทำก็ทำได้ ข้อสำคัญคือ ยังไม่ทำให้สำเร็จ ทำได้ถูกต้องด้วยถ้าจะทำ แต่ไม่สำเร็จ ทำตามเหตุปัจจัยอยู่กับหมู่ไป แต่ลูบคลำ เล่นไปอยู่อย่างนั้น ไม่เอาจริง ไม่ทำให้สำเร็จ ก็เลยไม่เกิดผล ไม่ได้ผลและไม่จบสักที ลงมือสักทีสิ ถ้าทำไม่เป็นไม่รู้ก็เห็นใจเขา แต่คนรู้แล้ว มาฝึกปฏิบัติ ได้ไปบ้างแล้ว ดีไม่ดี ได้จนเกือบจะสำเร็จแล้ว แล้วต่องแต่งอยู่ทำไม (วะ) นั่นแหละคือ สีลพตปรามาส เพราะฉะนั้น ในสังโยชน์ 3 1.เป็นผู้รู้จักตัวกิเลส คือสักกายะ รู้จนครบ ไม่มีความสงสัย ไม่มีอะไรที่ไม่รู้ พ้นวิจิกิจฉา สังโยชน์ข้อที่สาม สีลพตปรามาส ต่องแต่งปรามาสอยู่ รู้แล้วทำไมไม่ทำเสียที เท่านั้นแหละ เพราะฉะนั้น พระโสดาบัน ถ้าผ่านสังโยชน์สองข้อ ผ่านสักกายะ รู้เหตุปัจจัย รู้จักกิเลสที่จะต้องปฏิบัติแล้ว จนไมสงสัย ไม่มีอะไรข้องคา แต่ยังไม่ลงมือทำ มันจะได้อยู่แล้ว มันน่าเขกกบาล ทำแล้วให้ได้ จะได้มาช่วยกัน แม้บรรลุแล้ว ตัวอย่างมีทางพัฒนาต่อไป ให้แข็งแรงตั้งมั่น มีอย่างอื่นที่จะให้เจริญพัฒนาต่อไปอีก จนกว่าจะเป็น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่จะช้าอยู่ไย ปปัญจรามตา ยินดีในความเนิ่นช้า ยกตัวอย่างเถอะ พระอวโลกิเตศวร ผู้พี่ ก็ยังต่องแต่งอยู่นั่นแหละ ทำเป็นตัวอย่าง ของมหาจักรวาล ใจอยากจะช่วยทั้งมหาจักรวาล ดีสุดดีเลย ก็ไม่เป็นไร เป็นปณิธานที่ยิ่งใหญ่

ทานอย่างไรถึงมีผลต่อจิต เอาทานสูตรมาอธิบาย ต้องทำจิต อย่าไปทำให้มันมีพลังงานออกไป เป็นพลังงานออกไปที่ใช้ศัพท์ว่า หวัง(สาเปกโข) ให้มีพลังงานอะไรต่อไป ไม่เอา ต้องรู้พลังงานที่ยื่นออกไป มันไม่มีเส้นสาย มันเกิดยิ่งกว่า ปรมาณู อย่าให้มีหน่วยพลังงานออกไป แต่ต้องศึกษาฝึกฝน ทำใจในใจ มนสิกโรติ ต้องทำใจในใจของเรา ต้องอ่านอาการของจิต อย่าให้มีอาการออกไปเลย ท่านสอนพยัญชนะ อุปจยะ คือจะมีเหตุปัจจัยเกิด อุ เป็นตัวที่สาม อะ อิ อุ ตัวอุเป็นตัวที่สาม พลังงานที่อะไม่มีเลย อิเริ่ม อุ ครบสามเส้า ถ้าเกิด อะ อิ ยังพอกลับได้แต่ถ้า อะ อิ อุ มันเป็นสามเส้า หมุนเลยนะ เพราะฉะนั้น อย่าให้เกิด อุปจยะ ก็สามอีก คือ อุ ป จ ยะ ตัวยะคือตัวตน ตัว ป คือตัวทำ ตัวประกอบการ ตัว จ คือธาตุรู้ ถ้าทำอย่างรู้ก็ดี คนที่จะทำอย่างรู้ ก็ทำแค่สอง ไม่ให้เป็นสาม จะเป็นวัฏฏะวน ผู้ที่สามารถทำให้เกิด 2 ได้แต่ยิ่งสบาย ไม่มีทางเป็นวง เป็นอัตตา คนที่เก่งจริงๆจะทำให้เกิด วนได้ เป็นพีชะ หากพลังงานสอง เป็นบวกกับลบ เดินในระนาบ พลังงานวงวนแล้วเป็นชีวะเป็นพีชะ ส่วนอุตุเป็นพลังงานแนวระนาบบวกลบ พอเป็นสาม ก็มีอัตโนมัติรู้ทำตัวเองได้ ISH

ทานแล้วต้องไม่ให้เกิดสาเปกโขให้ได้ แต่ถ้าทำแล้วมีสาเปกโข ทานแล้วจะได้วิมานมหาศาล ได้ลาภยศสรรเสริญ ได้วิมานไม่สิ้นสุด อย่างความรู้ของธัมมชโยสอน เพราะว่าโง่เง่า ยึดติดเป็นตัวตน อีกนาน เป็นปฏิปักษ์อย่างแรง ต่อนิพพาน 180 องศา ดึงกลับยากมาก หากทำทานแล้ว ทำใจในใจเป็น ก็มีสิทธิ์ หรือถือศีล ดูวิธีปฏิบัติ ปฏิปทา มีวิธีปฏิบัติที่จะล้างกิเลสออก เช่นอย่าทำร้ายสัตว์ อย่าทำร้ายชีวิต ก็ต้องรู้ว่า สัตว์มันมีชีวิต กว่าจะจากอุตุ มาข้ามเขตเป็นพีชะ ก็กว่าจะข้ามมาเป็นจิต แล้วกว่าจะข้ามมาเป็นโคตรภู มาเป็นเวไนยสัตว์ได้ต้องใช้ระยะเวลา นานขนาดไหน สัตว์จะเป็นเวไนยฯ หรือไม่ก็เป็นวิบากเขา จะไปเติมวิบากไม่ดีทำไม ถ้าจะต่อก็มาต่อวิบากกุศล กับอาตมาดีกว่าไหม จะไปร่วมทำไมกับธัมมชโย หรือไปเข้าข้างมหาเถรสมาคม ที่เข้าข้างธัมมชโย แค่นี้ไม่ฉลาดก็โง่ต่อไป จะไปเชื่อมโยงกับเขาทำไม คุณจะอยู่ข้างไหน อาตมาถึงได้เตือนมหาเถรสมาคม ตื่นเสียที งมงายอะไรนักหนา มันควรจะเลิกได้แล้ว กับสิ่งที่เป็น บาป เวรภัย มาทำสิ่งที่ประเสริฐ ทุกวันนี้ อาตมาพูดอย่าง อาสภิวาจา พูดอย่างองอาจไม่ไว้หน้า พูดอย่างผู้ใหญ่เต็มที่แล้ว มันเหลาะแหละมานานแล้ว

สามเส้าแรก ในสัมมาทิฏฐิ 10 มี เป็นส่วนแห่งบุญ (ปุญญภาคิยา) ให้ผลวิบากแก่ขันธ์ (อุปธิเวปักกา).

1. ทานที่ให้แล้ว มีผล(ให้กิเลสลด) (อัตถิ . ทินนัง) . . . . 2. ยัญพิธี (พิธีการปฏิบัติ) ที่บูชาแล้ว มีผล (อัตถิ ยิฏฐัง) 3. สังเวย(เสวย)ที่บวงสรวงแล้ว มีผล (อัตถิ หุตัง) 4. ผลวิบากของกรรม ที่ทำดีทำชั่วแล้ว มีแน่ . (อัตถิ สุกตทุกกฏานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก) . . 5. โลกนี้ มี (อัตถิ อยัง โลโก) หมายถึง วนในโลกีย์เดิมๆ . . 6. โลกหน้า มี (อัตถิ ปโร โลโก) หมายถึง โลกโลกุตระ . 7. มารดา มี (อัตถิ มาตา) . . . 8. บิดา มี (อัตถิ ปิตา) . . 9. สัตว์ที่ผุดเกิดอุปปัติเอง มี (อัตถิ สัตตา โอปปาติกา) . . . 10. สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) . . . . . (พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 257) พ่อครูว่า… กว่าอาตมาจะกล้าประกาศว่า อาตมาเป็น อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ อาตมาเป็นสยังอภิญญา ไม่ใช่สัมมาสัมพุทธะ ไม่ใช่พระพุทธเจ้า แต่เป็น สมณพราหมณ์ผู้ ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ แล้วปฏิบัติจนถึงผลบรรลุ อย่างรู้แจ้งเองสัจฉิกตวา รู้แล้วได้แล้ว เป็นเองเป็นจริงแล้ว ถึงลมหายใจเฮือกนี้ อาตมาชัดเจนว่าอาตมาใช่ อาตมาไม่ได้หลอกลวงใคร ถ้าหลอกก็บาป อาตมาแน่ใจว่า ไม่ได้โกหกหลอกลวง ไม่เลียบเคียง ไม่เหลือเชื้อมังกุ ไม่เก้อยาก ไม่มีแล้ว ไม่เหลือแล้ว เป็นความบริบูรณ์ ชัดเจน แจ่มแจ้ง สัจฉิกตวา จึงประกาศไปอย่าง องอาจแกล้วกล้า ประกาศอย่างผู้ใหญ่ ที่พูดกับผู้น้อยทั้งหลาย พูดอย่างเป็นปู่ เป็นพ่อ พูดกับลูกหลาน เป็นความเมตตาปรารถนา เป็นเจตนาที่จริงใจ ไม่มีอะไรแอบแฝง ไม่มีอะไรไม่ซื่อสัตย์ อธิบายโลก กับอัตตา อาตมารู้แจ้ง อัตตา 3 โอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตา อรูปอัตตา อาตมาสามารถอธิบายให้คุณเข้าใจ แล้วเอาไปล้างอัตตา ของตัวเอง ทำโอฬาริกอัตตาก่อน อย่าไปหลง มโนมยอัตตา อรูปอัตตาก่อน ถ้าหลงแต่นอก ไม่เข้าหาในเลยไม่ได้ ต้องมีสอง มโนมยอัตตาภายนอก ก็อย่างหนึ่ง มโนมยอัตตาภายใน ก็อย่างหนึ่ง

โลก ประกอบไปด้วย การสังเคราะห์สังขารหมุนเวียน ปนเปกันเลอะไปหมดไม่เป็นระบบ ก็ไม่มีวันจัดสรร ให้ลงรอยลงรูปได้ จนกว่าจะรู้ ตั้งแต่โลกต่ำสุด เป็นโลกอบาย หรือนรกอวเวจี ก็เข้าใจให้ได้ว่าเป็นความวน ในความเดือดร้อนวุ่นวายเลวร้าย ในบรรดาที่ไม่ควรจะเป็น ที่มนุษย์ไม่ควรเป็น ก็เลิกมาให้ได้ เช่น ไปรวยไม่รู้จักจบ นี่มันโง่ฉิบหาย ทำไมมันดื้ออย่างนี้พวกนี้ ลูกพวกนี้ อาตมายังถือว่าคนรวย เขาเป็นลูกอยู่นะ อาตมายังมีน้ำใจให้เขานะ ให้เลิกเสียเถอะ เพราะว่ายิ่งรวยยิ่งบาป ยิ่งทำให้คนอื่นเดือดร้อน ถ้าแจกออกสะพัดออก คนอื่นจะยิ่งได้รับการช่วยเหลือ ไม่รู้ได้อย่างไรแค่นี้ จะทำโง่ดักดานไปถึงไหน ขี้หอบหวงกอบโกยถึงไหน โดยเฉพาะ ทำการเบียดเบียน ทำร้ายคนอื่น ไม่รู้กี่ชั้น คนอื่นเดือดร้อน คุณพอได้ไหม คำว่าพอ คุณเริ่มได้ เอาก่อนเลย คุณรวยขนาดนี้ แสนล้านพอ เกินแสนล้าน ก็กระจายสู่คนอื่น มันก็มากแสนมากแล้วนะ แค่หมื่นล้านก็เหลือพอ ถ้าคุณลดจากแสนล้าน มาหมื่นล้านได้ก็เจริญ อย่าหลงว่าตนเองชื่อเจริญ แล้วเจริญนะ แต่แท้จริงเสื่อม เหมือนธัมมชโย ไม่ใช่ผู้ชนะ แต่เป็นผู้แพ้ อย่างที่มองไม่เห็นฝั่งเลยปาราชิก แพ้แล้ว ไม่พากเพียรอย่างมหาชนกด้วย ป่านนี้ขาดำไปไหนแล้ว

กรรม โลกนี้ โลกหน้า

กรรมคือการทำกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม คือกัมมันตะ แล้วก็วาจา ทางใจ สังกัปปะ พระพุทธเข้าตรัสทาน โลกนี้ โลกหน้า ท่านตรัส ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ สัมมาทิฏฐิ องค์แห่งมรรค ไปที่สังกัปปะ 7 _ฝ่ายไตร่ตรอง-ร

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน