600326_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ศีลเครื่องวัดความสูงต่ำของมนุษย์_.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์24 KB
วันที่แก้ไข13 เมษายน 2560

เนื้อหาในไฟล์

600326_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ศีลเครื่องวัดความสูงต่ำของมนุษย์

สมณะฟ้าไทว่า…วันนี้วันอาทิตย์ที่ 26 มีนาคม 2560 ที่บ้านราชฯ กำลังเตรียมงาน ปลุกเสกพระแท้ๆของพุทธ และงานตลาดอาริยะ ตอนนี้มีแตงโม แตงไท แตงร้าน ที่บ่อผำในหมู่บ้านเรา ก็เขียวชอุ่มพุ่มไสว รอบบ่อผำ มีกล้วยหักมุกออกแทบทุกต้น เด็กๆบอกว่า กล้วยไม่อร่อย เอาไว้ให้สมณะสิกขมาตุได้ฉัน ผักผลไม้เหล่านี้ ออกมาให้เรากิน อย่างอุดมสมบูรณ์ อาหารสัปปายะ สถานที่สัปปายะ บุคคลสัปปายะ ธรรมะสัปปายะ พ่อครูได้เทศน์ไปในทิฏฐิ 62 พรหมชาลสูตร มีอดีต 18 อนาคต 44 พ่อครูเน้นปัจจุบัน 5 กามเป็นเท็จ ส่วนฌาน 1- 4 ก็มีสองแบบ ฌานหลับตา กับแบบโลกุตระ ที่รับรู้ร่วมกันตรงกัน ลดละกิเลสเหมือนกัน ได้ผลตรงกัน ใครทำใครก็ได้ผลตรงกัน ลดอบายมุขได้ตรงกัน ลดกามได้ตรงกัน ลดโทสะได้ พูดกันได้ สื่อสารกันได้ ตั้งแต่สองคนขึ้นไปตรงกัน พ่อครูจะเริ่ม สามัญผลสูตร ที่มี ศีลอันเป็นอาริยะ อินทรีย์สังวร อันเป็นอาริยะ สันโดษอันเป็นอาริยะ

พ่อครูว่า...อาตมาก็ยังขมีขมัน ยังไม่ท้อ อาการร่างกายพยายาม จะอ่อนแรง อาตมาก็ไม่ยอมให้มันอ่อนแรง ก็พยายามพัฒนา เร่งเร้าเร่งรัด ให้มีความรู้ความสามารถ ให้ร่างกายสรีระของเรามันเพิ่ม อาตมาก็ได้ความรู้ธรรมะพระพุทธเจ้า ตั้งแต่ความรู้ ระดับพลังงาน ที่มาสะสมรวมกัน เพื่อให้เกิดเป็นคณะ เป็นก้อน เป็นหลัก มีจุดที่เป็นก้อนคงที่ เป็นหลักแกน กับสิ่งที่รวมกันอยู่ ตามที่วิทยาศาสตร์เข้าใจตรงกัน มีธรรมะสอง มีรูปกับนาม เป็น Static Dynamic ตรงกัน เป็นพลังงาน คนละลักษณะ ทำให้ได้ถึงขั้นที่ อาตมาพยายามขยายความคำว่า Coefficient ซึ่งหมายถึง สัมประสิทธิ์ ก็คือธรรมะ 2 มีลักษณะคงที่ แก่น กับ อีกลักษณะ เสริมร่วมกันอยู่ ที่ทำร่วมอยู่ เป็นพลังงานเคลื่อนที่เคลื่อนไหว

อ่านต่อ

มีนัยยะสำคัญคือ มีประสิทธิภาพ มีคุณภาพ ในขั้นบวก ขั้นคูณ ขั้นคูณหมายถึง สูงกว่าครึ่งขึ้นไป เป็นอัตราก้าวหน้า เป็นขั้นมีพลังงานเสริมเติมขึ้นได้ เป็นปฏิภาคทวี สัมประสิทธิ์จะมีตัวหลัก ที่เป็นเรี่ยวแรง ที่จะรับแรงหมุนเหวี่ยงได้ เร็วแรงเหมาะสมกัน รวมตัวที่เป็นตัวคงที่ และปักหลัก ต้องแข็งแรง รับแรงกันได้ ตัวเคลื่อนที่ เป็นตัวอ่านได้ง่าย รู้ได้ง่าย ก็จะสามารถรู้ได้ โดยจะนับว่า เป็น Coefficient คือมีพลังงานเกิดขึ้น พลังงานระดับก้าวหน้า ไม่ใช่ระดับพอดีกันหรือต่ำกว่าครึ่ง ต้องเกินกว่าครึ่ง จึงเรียกว่าก้าวหน้าเป็น ระดับคูณ อันนี้แหละ เรียกว่า Coefficient ไม่อย่างนั้น จะไม่เกิดผลตามเป้าหมาย ถ้าได้มากได้เต็มรอบๆ เป็น cyclic order ครบๆๆๆ อย่างนั้น เป็นตัวสมบูรณ์ หรือแม้แต่ Coefficient ก็เป็นลักษณะไม่ถอย มีการเดินหน้า วันนี้มีค่ายสัมมาอาริยมรรค ก็มีประเด็นมาซักถาม ก็เป็นเรื่องดีน่าชื่นใ ทิฏฐิพระ มานะกษัตริย์ _ทิฏฐิพระ มานะกษัตริย์ เปรียบเทียบหมายถึงอะไร คำว่าพระมีทิฏฐิอะไร ตอบ...คำว่าทิฏฐิแปลได้กว้าง แปลว่าความรู้ ความเชื่อ ความเห็น ความเข้าใจ เป็นต้น แปลได้หมด แปลว่าสิ่งที่เราเห็นแบบนี้รวมๆ คือภาพรวมความรู้ รู้จนกระทั่งถึงเชื่อ ถึงขั้นที่เอาอย่างนี้แหละ เรียกว่าลัทธิ อย่างนี้เป็นต้น ทำตามทิฏฐิ คือทำตามความรู้ ความเห็น ความเข้าใจ ความยึดถือของเรา ทิฏฐิพระ พระคือผู้บวช หรือผู้ศึกษาแล้วก็ยึดถือ ยึดของตนๆ เรียกว่าทิฏฐิ ก็ยึดถืออย่างนั้น ของคนอื่น เราไม่อยากเชื่อไม่ฟัง ไม่ยอมรับนับถือ หรือครูบาอาจารย์ผู้ที่เรานับถือ ก็จะยกให้ คนไม่นับถือ แต่ว่าเราต้องเปิดใจ ว่า เขามีทิฏฐิอะไร เขาก็น่าจะมีความรู้ความจริงอะไร แล้วเราก็ใช้ปฏิภาณปัญญา วิจัยเอา อย่างไม่อคติ อคติ คือพลังงานมันลำเอียง ชอบหรือชังมากไป หรือไม่รู้โมหะ หรือไม่ก็ขี้กลัว กลัวมากไปไม่กล้า ก็จะต้องอย่าให้มีอาการ อคติ 4 นี้ในใจ พลังงานที่เป็นอคติเราต้องรู้ ต้องเข้าใจด้วยตน ว่า ลำเอียงเพราะว่า 1. พ้น ฉันทาคติ (ไม่ลำเอียงเพราะ รัก) 2. พ้น โทสาคติ (ไม่ลำเอียงเพราะ ชัง) 3. พ้น โมหาคติ (ไม่ลำเอียงเพราะ หลงผิด) 4. พ้น ภยาคติ (ไม่ลำเอียงเพราะ กลัว) (พตปฎ. เล่ม 21 ข้อ 17) ต้องอ่าน อาการ ว่ามันมีอาการให้เราอ่าน ที่อาตมาพยายามอธิบายให้ง่าย อาการโกรธ เกิดขึ้นที่ใจเราก็อ่าน ขนาดนี้มันกำลังโกรธนะ อาการมันไม่มีเส้น แสง สี เสียง ตอนนี้อาการโลภ มันเป็นอย่างนี้ ต่างกันกับโกรธนะ เราจะศึกษา อ่านอาการของจิต กิริยาของจิต รู้ความแตกต่างได้ลิงคะ หรือเพศ แยกออก มันตระกูลไหน โทสะ โลภะ มันก็จะชัดเจน การเรียนรู้อย่างนี้ เรียกว่า เรียนรู้ปรมัตถธรรม จิตเจตสิก สิ่งที่ถูกรู้ ได้แยกแยะได้ จนแยกแยะได้ว่า มีสภาพอย่างนี้ เรียกว่าธรรมะ อย่างนี้เรียกอกุศลธรรม โลกียธรรมโลกุตรธรรม แยกความแตกต่างได้ชัด โดยใช้ปัญญาวินิจฉัย อ่านออกถูกต้อง ตรงกับหลักเกณฑ์ของพระพุทธเจ้า ที่ท่านตรัสรู้มา ไม่ผิดเพี้ยนไป นี่แหละ เราจะต้องเห็นของจริง แล้วเอามาพูด สื่อภาษาให้กันฟังได้รู้ได้เข้าใจได้ว่า อย่างนี้ใช่ พิสูจน์ยืนยันกันได้ ความจริงต้องยืนยันให้รู้กันได้ อย่างน้อย 2 คน เรารู้อยู่คนเดียว เราว่าถูก เราไม่มีอะไรเปรียบเทียบ ให้คนอื่นเขาเช็ค เขาวัดเลย อย่างน้อยครูบา ที่เราจะรู้ว่า ช่วยบอกกันได้ แม้อาจารย์บอกแนะ สื่อภาษา มันก็ตรงกัน ที่ว่าใช่ อย่างน้อย ก็เรากับอาจารย์สองคน แล้วมีเพื่อน ที่เป็นลูกศิษย์พี่น้อง สี่ห้า คน ตรงกันอีก ยิ่งมากเท่าไหร่ ก็เป็นการยืนยันว่า ใช่ถูกต้องจริง คำว่าปรมัตถธรรมนี้ ลึกซึ้งสูงส่ง แล้วต้องควบคู่กับ สมมติธรรมคือ ผู้อื่นรับรู้ร่วมกันด้วย เปรียบเทียบว่า อย่างนี้สูงหรือต่ำกว่าเรา หรือผู้ที่เรียนรู้ ศึกษาร่วมกัน ผู้อื่น เห็นด้วยกันกับเราไหม ก็เป็นการยืนยันกับเราชัดเจน สัจจะเราต้องเช็คอย่างนี้ ผู้ที่ไปนั่งหลับตา รู้คนเดียว คนอื่นไม่รู้ด้วย อย่างนั้น เอาอะไรเป็นเครื่องตัดสินได้ เอาอะไรเป็นเครื่องยืนยันวัดได้

มานะกษัตริย์ อันนี้ กษัตริย์ถือว่า เป็นผู้สูงสุดทางโลก ในหมู่ใดหมู่นั้น ก็ถือว่าสูงสุด ผู้มีกิเลส เป็นกษัตริย์ผู้มีกิเลส ยึดแต่ว่า ฉันเป็นคนถูก ถือว่ามานะกษัตริย์ แม้จะเป็นกษัตริย์ ก็จะเอาเสียงหมู่มาก เป็นเครื่องตัดสิน

ผู้ที่คิดแล้วพูดเลย อยู่ในฐานะโสดาบันหรือไม่ _ผู้ที่คิดแล้วพูดเลย อยู่ในฐานะโสดาบันหรือไม่ ตอบ...ผู้ที่เก่งจริงๆแววไว มีธาตุจิตแววไว คมชัดแม่น ตัดสินเร็ว คิดแล้วก็พูดเลย ตัดสินได้เร็วๆ บางคนจิตเร็วกว่าแสง ผู้ที่ทำได้มันเร็ว จะบอกว่า อยู่ในฐานะโสดาบันไหม แต่ที่จริงแล้ว เป็นโพธิสัตว์ระดับสูงเลยนะ มีประสิทธิภาพของจิตอย่างนั้น จะตอบให้ตรงๆ ว่าโสดาบัน ยังไม่ได้อย่างนั้นหรอก ผู้ที่ไตร่ตรอง เป็นฐานะที่ควรสังวรระวัง

มโนมยอัตตา อรูปอัตตา ต่างกันอย่างไร _มโนมยอัตตา อรูปอัตตาต่างกันอย่างไร ตอบ..โอฬาริกอัตตา เป็นอัตตาหยาบ เกี่ยวข้องกับดิน น้ำ ลม ไฟ ภายนอก มโนมยอัตตาเป็นตัวกลาง เข้าใจยากอยู่ จิตยึดข้างนอกด้วย แต่เราเองไม่ได้ยึดเอานอก เป็นความจริง แต่มันเกี่ยวเกาะกับข้างนอก ดีไม่ดี คำว่ารูปที่สำเร็จด้วยจิต หรืออัตตาที่สำเร็จด้วยจิต จิตมันต้องการให้เป็น มันปั้นเป็นรูปข้างนอกได้ด้วย จิตมันมีพลังงานอย่างนั้นได้ด้วย ปั้นเป็นรูปร่างตัวตน เป็นกลิ่นเป็นเสียง แล้วก็เสพเสียงกลิ่นสัมผัสรูปนั้นได้ อย่างที่อาตมาเคยยกตัวอย่าง ที่เคยรักษาโรคจิต ที่เป็นเด็กสาว เขาว่าเขามีสามีเป็นพระพรหม ทั้งที่มันไม่จริง มาสัมผัสแตะต้องสมสู่เหมือนคนมีเมีย เป็นนางตานี มันเหมือนจริงเหมือนจังเลย คนพวกนี้ เป็นอาการโรคจิตหนักมาก เป็นกันไม่ได้ง่าย มีน้อยคน คนที่ปั้นอย่างนั้น ก็เรียก มโนมยอัตตา ถ้าหลุดพ้นมโนมยอัตตา ภายนอกแล้ว ก็ไปปั้นข้างในเป็นรูปราคะ ข้างในเหลือรูปราคะ อรูปราคะ รูปราคะคือหยาบกว่า อรูปราคะ เมื่อหมดรูปราคะ ก็เหลืออรูปราคะ เหลือปลาย เหลือน้อยสุด เป็นอรูปอัตตา

_ความเหงา และความรู้สึกว่าตัวเองขาด จัดอยู่ในส่วนไหน ตอบ...อยู่ในส่วนโสกะ และส่วนที่ไม่เบิกบานร่าเริง วิรชะ คือฝ่ายร่าเริง romanticism ส่วนฝ่ายเหงาเศร้า อยู่ในฝ่าย sadism ความรู้สึกขาด คือเรายังอยากได้ ยังต้องการอยู่ มันซ้อน คุณต้องการอยู่นี่แน่นอน คุณยังไม่ได้ก็เหงา เศร้าไม่รื่นเริง ตนเองขาดโดยยังไม่ได้ ก็คืออันเดียวกับพวกเหงา พวกศาลาคนเศร้า ถ้ามันได้แล้ว จะกระดี๊กระด๊า ระริกระรี้ชื่นใจ ก็มีสายโศก กับสายรชะ

_ค่ายอาริยมรรค ให้ประโยชน์แก่ลูกมาก จึงตั้งใจจะเข้าร่วมในทุกครั้ง

_ลูกมีความศรัทธากับพ่อครูมาก แต่ตรงกันข้ามกับคู่วิบาก จะทำอย่างไรดี ตอบ..เราก็ทำตัวของเราไป คนอื่นเขาก็ทำของเขาไป กรรมใครกรรมมัน พระพุทธเจ้า บอกว่า คนที่อธิบายแล้วพูดกันแล้ว ก็ไม่มีทาง ทำให้เขาเข้าใจเลย มันไม่ได้ เขายังแย้งอยู่ สุดท้ายพระพุทธเจ้าบอกว่า ความเห็นของเธอกับความเป็นของเรา มันคนละอย่างแล้ว จบ เอวัง ก็มีด้วยประการฉะนี้ ขนาดพระพุทธเจ้า ก็ยังยอมเลย คุณเป็นใคร คุณจะไปใหญ่กว่า พระพุทธเจ้า ได้อย่างไร ไม่แน่นะ เขาอาจจะถูก เราอาจจะผิดก็ได้นะ

_ให้พ่อครูเน้นเรื่อง อุทิศบุญให้แก่ผู้ตาย กับเรื่องกาย กับสติปัฏฐาน 4 ตอบ..ไม่อธิบายตอนนี้หรอก มันจะยาว ขออภัยอธิบายตอนอื่น ตอนนี้ยังไม่ถึงปลุกเสกฯ ตอนนี้ไปเรื่อยๆก่อน

เจตนาแต่อย่าอยาก ทำอย่างไร _เจตนาแต่อย่าอยาก ทำอย่างไร ตอบ...ต้องพยายามแยกรายละเอียด ที่ต่างกันให้ได้ เจตนาหมายความว่า มีทิศทาง มีเป้ามุ่งไป เรามีเป้าก็ตั้งเป้าไว้ แล้วมีความรู้ว่า ทำอย่างไร จะมีเหตุปัจจัยให้ไปถึงเป้าหมาย เช่น เราตั้งเป้าจะได้ 5 มันต้องมี 1 กับ 4 หรือจะเอา 3 กับ 2 ก็ต้องพากเพียรเอา 1 กับ 4 หรือ 3 กับ 2 ให้ได้ ไม่ต้องคำนึงว่าจะได้ 5 หรือเปล่า แต่ให้ทำ 1 ให้ทำ 4 ให้ได้ อื่นใดเป็นเหตุปัจจัย องค์ประกอบ ถ้าทำไม่ถูกต้อง ตามเหตุปัจจัย ก็จะไม่ได้

_เมื่อวานโยมได้ฟังธรรมะ จากท่านถักบุญ มีความสุขและปีติในธรรม ท่านอธิบาย E=IxR(อุเบกขา) โยมคิดว่า มีอยู่บ้างในตัวในตน และเล็กมีน้อย พ่อครูว่า...E คือพลังงาน I คือกระแสเคลื่อน R คือ ความต้านทานเป็นอุเบกขา อุเบกขาเป็นกลาง แล้วก็จะต้านพลังงานเคลื่อนด้วยก็ได้ ในระยะลึกๆ พลังงานที่เป็นกลางแข็งแรง มีประสิทธิภาพสูง ก็ต้านพลังงานบวกลบ ให้แข็งแรง พลังงานปรองดอง ต้องใช้ พลังงานเชื่อมบวกเชื่อมลบ ข้อกลาง กลางเป็นพลังงาน static เป็น status quo เป็นพลังงาน static ที่เกิดในปัจจุบัน ของใครของมัน มาเน้นปัจจุบัน เลยจากปัจจุบันแล้ว ไม่มีอะไรเที่ยง ถ้ามันแข็งแรงจริง กลางจริง จะต้านบวกต้านลบ

_เส้นแบ่งของคำว่า เจตนากับความอยาก อยู่ตรงไหน ตอบ...ตอบไปแล้ว เจตนาคือมุ่ง มุ่งแล้วจบ แล้วทำเหตุให้ครบ ไม่ต้องอยากได้เป้า เอาพลังงานไปทำเหตุปัจจัย ไม่ต้องเสียพลังงาน ไปอยากได้เป้า

_มีป้าคนหนึ่ง บอกว่า เข้ามาอโศก ก็จะเดินทางไปนิพพาน ดิฉันบอกว่า อยู่ไปเห็นว่า สังคมดีก็อยู่ไป แต่ว่ามันไม่มีเป้าหมายไปนิพพาน ป้าก็ถามว่า ไม่อยากกลับบ้านเราหรือไง เรายังสาว ก็สะดุดใจ พอถูกย้อนถาม อยากให้พ่อครูอธิบายความหมาย ไปนิพพานเหมือนกลับบ้าน ตอบ...ไม่ต้องกังวลหรอก อยู่กับหมู่ไป ทำไปเรื่อยๆ ก็จะค่อยๆเพิ่มได้เอง โดยไม่ต้องมี บัญญัติภาษา ว่าไปนิพพาน พอรู้ตัว ก็ถึงสูงเสียแล้ว นิพพานเสียแล้ว ไม่ต้องมีบัญญัติก็ได้

ความกลัวคืออะไร _ความกลัวที่มีอิทธิพล กับชีวิตของคนมีเรื่องใดบ้าง ตอบ...คนเราจะกลัวสิ่งที่ไม่เข้าใจ ไม่รู้จริง ไม่รู้แท้ เช่น คนกลัวความมืดเพราะว่า มันมืดมันดำอยู่ แต่กลัวซ้อนว่า ในความดำความมืด มันมีอะไรอยู่ เพราะมันไม่เห็น นี่มันเป็นตัวซ้อน ถ้าเรารู้เสียแล้วว่า ที่ดำมืดนี้ เราอยู่กับมัน มันไม่มีอะไร รับรอง ว่าไม่มีอะไรเลย เรารู้ดีก็ไม่กลัวมัน แต่คนไม่รู้ว่ามีอะไรจะกลัว ถ้ารู้เสียแล้วไม่กลัว เรารู้จักนิสัยเสือ จริตเสือ รู้ใจเสือ เราก็อยู่กับเสือ โดยไม่กลัว สรุปคือ เรากลัวสิ่งที่เราไม่รู้ ถ้าเรารู้จริงเราก็ไม่กลัว

_พ่อครูหาทุกสิ่งทุกอย่างไว้ให้เรา มิตรดีสหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี อาหารดีๆ ที่อุดมสมบูรณ์ เรามีภาระที่ควรทำอย่างยิ่ง คือลดกิเลส คนที่ทำได้ ผลดีก็มีแต่ตัวเราเอง ไม่มีใครอื่น ดีอย่างนี้เราต้องมาฝึกฝนแล้ว แม้ยากก็จะต้องทำ บอกตัวเองค่ะ

มาเข้าสู่ตำรา พรหมชาลสูตรว่า.. ล.9 ข้อ 1. พรหมชาลสูตร เรื่องสุปปิยปริพาชก กับพรหมทัตตมานพ [1] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาค เสด็จดำเนินทางไกล ระหว่างกรุงราชคฤห์กับเมืองนาฬันทา พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ประมาณ 500 รูป แม้สุปปิยปริพาชกก็ได้เดินทางไกล ระหว่างกรุงราชคฤห์ กับเมืองนาฬันทา พร้อมด้วยพรหมทัตตมาณพ ผู้อันเตวาสิก. ได้ยินว่าในระหว่างทางนั้น.สุปปิยปริพาชก กล่าวติพระพุทธเจ้า ติพระธรรม ติพระสงฆ์ โดยอเนกปริยาย ส่วนพรหมทัตตมาณพ อันเตวาสิกของ สุปปิยปริพาชก กล่าวชมพระพุทธเจ้า ชมพระธรรม ชมพระสงฆ์ โดยอเนกปริยาย อาจารย์และอันเตวาสิก ทั้งสองนั้น มีถ้อยคำเป็นข้าศึกแก่กัน โดยตรงฉะนี้ เดินตามพระผู้มีพระภาค และภิกษุสงฆ์ ไปข้างหลังๆ ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาค เสด็จเข้าไปประทับแรม ราตรีหนึ่ง ณ พระตำหนักหลวง ในพระราชอุทยาน อัมพลัฏฐิกา พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ แม้สุปปิยปริพาชก ก็ได้เข้าพักแรมราตรีหนึ่ง ใกล้พระตำหนักหลวง ในพระราชอุทยาน อัมพลัฏฐิกา กับพรหมทัตตมาณพ ผู้อันเตวาสิก ได้ยินว่าแม้ ณ ที่นั้น สุปปิยปริพาชก ก็กล่าวติพระพุทธเจ้า ติพระธรรม ติพระสงฆ์ โดยอเนกปริยาย ส่วนพรหมทัตตมาณพ อันเตวาสิกของสุปปิยปริพาชก กล่าวชมพระพุทธเจ้า ชมพระธรรม ชมพระสงฆ์ โดยอเนกปริยาย อาจารย์และอันเตวาสิก ทั้งสองคนนั้น มีถ้อยคำเป็นข้าศึกแก่กัน โดยตรงฉะนี้ (เดินตามพระผู้มีพระภาคและภิกษุสงฆ์ ไปข้างหลังๆ) ครั้งนั้น ภิกษุหลายรูป ลุกขึ้นในเวลาใกล้รุ่ง นั่งประชุมกันอยู่ ณ ศาลานั่งเล่น เกิดสนทนากันว่า ท่านทั้งหลาย เท่าที่พระผู้มีพระภาค ผู้รู้เห็นเป็นพระอรหันต สัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์นั้น ทรงทราบความที่หมู่สัตว์ มีอัธยาศัยต่างๆ กันได้เป็นอย่างดีนี้ น่าอัศจรรย์นัก ไม่เคยมีมา ความจริงสุปปิยปริพาชกผู้นี้ กล่าวติพระพุทธเจ้า ติพระธรรม ติพระสงฆ์ โดยอเนกปริยาย ส่วนพรหมทัตตนาณพ อันเตวาสิกของสุปปิยปริพาชก กล่าวชมพระพุทธเจ้า ชมพระธรรม ชมพระสงฆ์ โดยอเนกปริยาย อาจารย์และอันเตวาสิก ทั้งสองนี้ มีถ้อยคำเป็นข้าศึกแก่กัน โดยตรงฉะนี้ เดินตามพระผู้มีพระภาค และภิกษุสงฆ์ไปข้างหลังๆ เมื่อแย้งกันมาก

ทำใจกับการถูกกล่าวติ ชม พระพุทธเจ้าก็เลยบอกว่า ถ้าใครมากล่าวติ พระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ หรือจะมากล่าวชม พระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ ก็อย่าหลง ให้ตรวจสอบว่าจริงไหม อย่าเหลิงอย่างภูมิใจ ตรวจความจริงแล้วก็จบ อาตมานี้ติมาก ตรงตามคำสอนพระพุทธเจ้า คนที่จะมาติ พระพุทธ พระธรรมพระสงฆ์อย่างไร ก็ต้องทำใจ ถ้าเขาชมก็ตรวจสอบ แล้วก็แล้วไป แต่ถ้าเขาชมเราต้องมาอ่านใจเรา ว่าเราน้อยใจ แหว่งใจ เศร้าใจ โทมนัสจากคำติ นั้นหรือไม่ มีพวกบางคน ชอบถูกกระทำรุนแรง วิตถารซ้อนเป็นพวก masocism ถ้าเราอาฆาต พยาบาทต่อหรือไม่ เราเหลือเศษเล็กเศษน้อย เหลือหรือไม่ ก็ตรวจจนไม่มี ทำได้ชั่วคราวหรือถาวร พระพุทธเจ้า ให้ตรวจแล้วตรวจอีก ทุกปัจจุบัน พหุลีกัมมัง อาเสวนา ภาวนา ให้มันได้ผล เป็นความจบ อย่างนั้นแหละ ทำทุกปัจจุบัน สั่งสมเป็นอดีต ทุกกระบวนท่า จะมีเผลอไม่เผลอ ก็ทำได้ ทำได้จนเป็นอัตโนมัติ ทั้งเชิงปัญญาและเจโต เร็วเด็ดขาด คุณก็จะมีตัวรู้ ทั้งทำได้เร็วและปรับปรุง ปรับเปลี่ยนได้เร็วไว ทัน สะอาด เรียบร้อยด้วย ถ้าใครประมาทบอกว่าตนเองได้ ก็ประมาทของคุณเอง (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) ตัวเราเอง ต้องทนต่อการติให้ได้ ส่วนการชมนั้น เรียนรู้อาการฟู ส่วนตินี้กระเทือนมีผล ถ้าเราไม่ชอบใจ จะมีผลซ้อน เป็นภัยต่อผู้อื่นต่อ ไม่ดี เป็นวิบาก ไม่จบ แต่ถ้าเรารัก เราชอบ ไม่ไปเป็นภัยคนอื่น ก็มีแต่ภัยในตน จนกว่าจะหมดอัตตา แต่ถ้าไปมีผลกระทบ ก็จะเกิด reaction ซ้อนอีกเยอะไม่จบ อีกยาวนาน อันนั้นต้องระวังมาก ใครกล่าวติ กล่าวชม อย่ามีใจแฟบใจฟู การชมก็ทำใจฟู การติทำใจแฟบ ในพรหมชาลสูตร เน้นว่า ใครจะติจะชม ก็ต้องชี้แจงว่า ผิดอย่างไร ไม่ผิดอย่างไร ถูกอย่างไร ไม่ถูกอย่างไร มากน้อยแค่ไหน ไม่ใช่อมพะนำ จะได้ชัดเจนยืนยันไม่เข้าใจผิด จนกว่าจะเห็นว่าเข้าใจ เขาจะไม่ได้เข้าใจผิดซ้ำซาก จะได้ถูกต้อง แม่นตรง ให้ครบ ถ้าเราไม่ผิดเราก็บอก ถ้าเราผิด ก็รับว่าผิดจริง ถ้าเราถูก เราก็บอกถูก เราถูกขนาดนั้นขนาดนี้ บอกให้ตรง อย่าคุยเกินตัว ไม่ใช่ว่าไม่พูด ไม่ให้บอก อยู่เฉยๆ ซึ่งก็ไม่ควรทำ แต่จะถ่อมตนไว้บ้าง อย่าอวดดี ไปบอกหมด ไม่ยัดเยียดเกินไป ไม่พูดส่วนดี ของเราทั้งหมด แต่เราทำดีของเราเต็มที่ อันนั้นไม่เป็นไร

ถ้าคนไม่ศรัทธากัน ที่จะไม่ชอบ หมั่นไส้ คนที่พูดความถูกต้อง ของตนเอง ก็คือ ใจเราเห็นว่าไม่ดี ก็ควรฟังเขาบ้าง คนที่ถือดีเกินไป ไม่ฟังของคนอื่น คือขาดปรโตโฆษะ ไม่ฟังเสียงคนอื่นเลย คุณเชื่อของตัวเอง ก็เชื่ออย่างนั้น ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ความเชื่อตัวเองเลย ก็จมอยู่อย่างนั้น ถ้าคุณถูกก็ถูก แต่ถ้าคุณผิด ก็จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ สมมุติว่าเราฟังแล้ววินิจฉัยผิด คือทั้งที่มันถูก แต่คุณเข้าใจผิด คุณก็ต้องทำ ไปตามที่เราเห็น แต่ว่าพอทำไปแล้ว ก็จะรู้ว่าเราผิด ก็จะรู้ว่าตนเองโง่ เพราะมันออกมาเสีย เราก็จะรีบแก้ไข ไม่อย่างนั้น ก็ค้างอยู่ ไม่ได้เรื่องอะไร

ศีลเครื่องวัดความสูงต่ำของมนุษย์ การกล่าวชม ขั้นต่ำสุด จะชมคน ขั้นต่ำสุดนี่คือ ชมด้วยศีล เอาศีลเป็นหลัก คนใดบรรลุศีล ที่ท่านห้ามไว้ เช่นข้อ1 ห้ามฆ่าสัตว์ จะชมคนด้วยหลักเกณฑ์อย่างไร ก็เอาศีลมาจับ ถ้าคนนี้ไม่ฆ่าสัตว์เลย ก็ชัดเจนว่า คนนี้ชมได้ เพราะเขาคือจิตนิยาม เขาเป็นสัตว์จิตนิยาม รู้จักปานะ รู้จักจิตนิยาม ไม่ทำร้ายสัตว์อื่น แม้สัตว์เล็กสัตว์ใหญ่ หากไปทำร้ายก็เป็นวิบาก คนนี้ปลอดภัยที่สุด ข้อแรกเลย คนไม่ฆ่าสัตว์ จนไม่กินเนื้อสัตว์ คนเราจะฆ่าเล่นๆ ก็เลวมาก ฆ่ามากิน ก็พออภัยกันได้ เพราะบางที่ไม่มีอะไรกิน หรือหลงว่าเป็นอาหาร แต่นี่ฆ่าเล่นๆ ชีวิตของสัตว์เล็กน้อย ก็เป็นชีวิต ปลามันก็เป็นชีวิต เป็นพีชนิยาม ก็ต้องมีการพัฒนา มายาวนาน กว่าจะมาเป็นจิตนิยาม มันเป็นสัตว์ แล้วคุณจะไปทำลายมันทำไม เขาพัฒนามา กว่าจะเป็นสัตว์ คุณไปทำลายพืชหรืออุตุ มันไม่พยาบาท แต่ไปทำมันทำไมสัตว์ ยกเว้นเขาได้ไหม ถ้ายกเว้น ก็ไม่เป็นวิบาก คนที่มีจิตวิญญาณ เข้าใจ บรรลุศีลข้อ1 จะไม่ทำร้ายใคร กินก็กินพืช กินดิน

สมณะฟ้าไทว่า... เกณฑ์ที่จะหลุดจากอุตุ มาเป็นพีชะตรงไหน ? พ่อครูว่า… ถ้าอุตุ มาเป็นพีชะ มันมีอัตโนมัติ มันเริ่มจาก nich ห้องว่างแล้วมาเป็นเซลล์ ที่เป็น ish กว่าจะหลุดจาก nich ถ้าพืชมันต้อง อยู่กับดินกับน้ำ ไม่หลุดไปอิสระ แต่ถ้าเป็นสัตว์ มันอิสระกว่า เราก็ต้องรู้ว่า พีชะมีสัญญา แต่ไม่รู้จักสัญญา ไม่มีความรู้ซ้อนไปรู้ตัวเอง แต่มันมีอัตโนมัติ คือเอาธาตุที่จะสังเคราะห์เป็นตัวมันเองได้ตามตระกูลของมัน และจะพัฒนาไปถึงขั้นจิต จิตจะมีเวทนา คือจะรู้สึก ทีนี้รู้สึกอย่างไร รู้สึกผลัก แต่ถ้าพีชะรู้จักแต่ดูด แต่จิตมีดูดมีผลัก ถ้าเห็นแก่ตัวมาก จะผลักแรง หากแรงมาก จะทำร้ายเขา เจตนาแรงมาก จนทำร้ายเขา แล้วเป็นผลร้ายหนักหนาสาหัส ขึ้นเรื่อยๆๆ จึงต้องฟังให้มาก ฟังแล้วต้องเห็นของจริง ในตนและตนเอง ไม่ทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ ทำแต่สิ่งที่ควรทำด้วยซ้ำ ความซื่อสัตย์สุจริต จะต้องมีว่า อันนี้ควรทำก็ทำ อันนี้ควรทำอย่างยิ่ง ก็ให้น้ำหนักมาก ความชั่วในการพัฒนา จากเวทนาผลัก ชั่วแรกที่สุดคือ อำมหิต ใจร้ายรุนแรงทำร้ายชีวิตอื่น เรียกว่า สัตว์อื่น ได้รับการกระทบจากเรา แรงที่สุด คนฉลาดจะรู้ว่า ถ้าได้รับการกระทบแรง คนอื่นก็รู้ได้ด้วย ก็จะรู้ว่าเราไม่ดี ก็เลยหลอกซ้อน ว่าเราทำเป็นดี แต่มีความซับซ้อน ร้ายแรงลึกข้างใน เขานึกว่าตนฉลาด แต่ที่จริงตนเองนั้น โง่มาก คนที่ตรงไปตรงมา จะรู้ทันก็เข็ด ไม่ทำอีกไม่เอาอีก แต่นี่คนนี้ฉลาด ให้คนอื่นไม่รู้ ก็โง่ไป

สมณะฟ้าไทว่า…จิตวิญญาณคน ต้องเลวถึงที่สุด ถึงจะรู้สึกถึงธรรมะหรือไม่? ตอบ...ก็ต้อง ฟังไม่รู้เรื่องเท่าไหร่ บันทึกตามไม่ได้

คนที่ใจร้าย ทุจริตขั้นต้นที่สุด สรุปแล้วก็คือ ทำร้ายหรือว่า เอาของที่เป็นของคนอื่น เขาไม่ได้ให้ เอาวัตถุ เอาชีวิตของเขา เอาสิ่งที่เขารักเขาหวง มันจะไม่จบง่าย เพราะว่าคนเรานั้น รักชีวิต ยิ่งกว่าสิ่งของ ใช่ไหม คนที่ไปทำร้ายชีวิต สัตว์เล็ก หรือคนก็รักชีวิต ยิ่งกว่าสิ่งของ พวกวิปริต บางคน มันรักสิ่งของ ยิ่งกว่าชีวิต ผู้ที่สละชีวิต เพื่อสิ่งที่ควรยิ่งกว่า นี้ประเสริฐ อันนี้แม้แต่ ของเทวนิยม เขาก็บอกว่าถูกต้อง เสียสละชีวิต เพื่อพระเจ้าได้ หรือเสียสละชีวิต เพื่อสิ่งที่ควรกว่า เสียสละเพื่อพระบุตร ก็สมควรกว่า เป็นต้น การใช้ศีล เป็นเครื่องวัดคน จึงเป็นหลักพื้นฐาน ของมนุษย์ ผู้มีจิตนิยาม มันก็อยู่เหนือกว่า สัตว์ทั้งหลาย ผู้นี้จึงเข้าขั้นอาริยะ ผู้นี้ใช้ศีลเป็นเครื่องวัด เพราะชีวิตกับจิตใจ คืออัตตา สิ่งของที่ตนเองหวงแหน คืออัตตนียา แต่ว่าสิ่งของ ไม่ใช่ชีวิตจิตใจ มันเป็นอัตตนียา เป็นของๆเรา ใครไปหลงของ ยิ่งกว่าตัวเรา ก็บ้า

ศีลเป็นเครื่องวัด ขั้นต่ำสุดแล้ว สำหรับคน ในความเป็นคน แม้แต่พระพุทธเจ้า ก็ตรัสไว้ชัดเจนว่า เมื่อปุถุชน จะกล่าวชมตถาคต จะพึงกล่าวด้วยประการใด นั่นมีประการน้อย จะเอาฟ้าดิน มาชมเชย ยกย่องท่าน ก็ถือว่า ยังน้อยนัก ยังต่ำนัก เป็นเพียงศีล ศีลคือหลักเกณฑ์กรอบ ถ้าเอามาชม ส่วนที่สูงกว่าหลักเกณฑ์ กว่าศีลมีอีกเยอะ ที่ท่านมีดีกว่าหลักเกณฑ์ จึงไม่มีอะไร ที่ต่ำกว่าศีลอีกแล้ว ที่จะใช้เป็นเครื่องวัด ความต่ำความสูง ของคนดีไปกว่าศีล ศีลเป็นเบื้องต้น ในการจัดลำดับคน คนนี้อาจเป็นเดียรัจฉาน ฆ่าสัตว์ได้ อ้างว่าฆ่ามากิน ก็มันไม่มีอื่น ให้กินหรือ พืช ดิน น้ำ ก็กินแทนได้ จะไปฆ่าสัตว์ทำไม กว่าจะพัฒนา มาเป็นจิตนิยาม หากคนมีความรู้เรื่อง การพัฒนา จิตนิยาม จะไม่ฆ่าสัตว์ สมณะฟ้าไทว่า… มนุษย์ในยุคแรก ก็กินพวก ง้วนดิน แต่ต่อมา พัฒนามากินพืช พ่อครูว่า… พืชมีสารพัดให้กิน พืชมีมากกว่าสัตว์อีก ศีลข้อ1 คนไม่ฆ่าสัตว์ก็สูงแล้ว แต่คนไม่กินเนื้อสัตว์ได้ ก็สูงกว่า เพราะการจะกินสัตว์ ต้องเป็นเหตุให้สัตว์ถูกฆ่าอีก ถ้าไม่กินก็ตัดปัจจยาการ ตัดปฏิกิริยาลูกโซ่ได้เด็ดขาด

ศีล เป็นเครื่องวัดสัจจะ 2 ชนิดคือ ปรมัตถสัจจะ และสมมุติสัจจะ ที่นี้ ศีล 5 นี่ครบ กาย วาจา ใจ

ศีล 1 2 3 คือกาย ประพฤติกับดินน้ำไฟลม ศีลข้อ 4 คือวาจา คืออธิวจนะ ส่วนศีลข้อ 5 เป็นพลังงานทางใจ พลังงานทางใจ คนไม่ติดแม้แต่สุรา เป็นสิ่งมอมเมา จัดจ้าน กล้า เราเข้าใจแล้วก็เลิกละมาได้ คนติดก็โง่งมงาย เมามายกับสิ่งเหล่านี้ สรุปศีล 5 ครบ กาย วาจา ใจ แวะไปหา กาย คำว่า กายนี้ละเอียด กายต้องเป็นธรรมสอง และในธรรมะสอง ต้องมีนามธรรมเป็นหลัก กายต้องมีนามธรรมเป็นหลัก หากไม่มีนามธรรม ไม่มีธาตุรู้ ที่จะไปรู้อะไรได้ ถ้าธาตุรู้ไม่ถึงจิตนิยาม ก็ไม่ได้ แม้เป็นจิตนิยาม แต่เป็นอเวไนยสัตว์ ก็ปฏิบัติไม่ได้ อย่างเช่นพระพุทธเจ้า บอกแล้ว แต่เขาก็ยังไม่รู้ ท่านก็ตอบว่า ความเห็นของเธอ ก็อย่างหนึ่ง ความเห็นของเรา ก็อีกอย่างหนึ่ง ศีลเป็นเครื่องวัด ความสูงต่ำของมนุษย์ เพราะมันไม่รู้ถึงปานะ รู้ชีวิต จึงเป็นภัยต่อสัตว์โลก แต่ถ้ารู้ แม้แต่สัตว์เล็กแค่ไหน ก็จะไม่ทำร้าย คนมีเครื่องวัดชั้นสูง อันเป็นอาริยะ รู้จักหาทางปลอดภัยของตัวเอง ตนเองไม่สร้างวิบากไม่ดีอีก เราละเว้นแล้ว แต่คนอื่นจะพยาบาทไม่จบก็เรื่องของเขา เราเองเราแข็งแรงขึ้น คุณตบแรง เราก็แข็งแรงขึ้น แต่ถ้าคุณทำก็สั่งสมวิบากไม่ดีไป พยาบาทแรงไป เราก็ยิ่งแข็งแรง

ศีลข้อที่ 1 รู้จักชีวะ ปานะ หรือจิตนิยาม จนเราไม่เป็นภัย ให้แก่ตนและคนอื่น คนอื่นเขาจะยังมีโทษ ใครก็ตบมือข้างเดียวของเขา

จุลศีล จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล จุลศีล คือขั้นตอนหลักเกณฑ์ ที่ถ้าเราปฏิบัติอย่างสัมมาปฏิบัติ จะทำให้เราบรรลุธรรมโลกุตระได้ จุลศีล 26 ข้อ ข้อแรกไม่ฆ่าสัตว์ แล้วให้ทำใจอย่างไร อีกนะ ละการฆ่าสัตว์ เว้นจากการฆ่าสัตว์ [3] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกอย่างหนึ่ง เมื่อปุถุชน กล่าวชมตถาคต พึงกล่าวเช่นนี้ว่า1. พระสมณโคดม ละการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ วางทัณฑะ วางศาสตรา มีความละอาย มีความเอ็นดู มีความกรุณา หวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่. ศีลข้อ 1 มีนัยยะซับซ้อนถึง กาย วาจา ใจ ไม่ลงมือฆ่า ไม่บอกให้ฆ่า จิตไม่ต้องการให้เขาตาย นี่เป็นเครื่องวัด เราเป็นสัตว์ สัตว์อื่นก็จิต

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน