600416_วิถีอาริยธรรม บ้านราช ตลาดอาริยะสงกรานต์ปีใหม่ไทย 2560.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์25 KB
วันที่แก้ไข26 เมษายน 2560

เนื้อหาในไฟล์

600416_วิถีอาริยธรรม บ้านราช ตลาดอาริยะสงกรานต์ปีใหม่ไทย 2560

สมณะฟ้าไทว่า...วันนี้วันอาทิตย์ที่ 18 เมษายน 2560 เราผ่านงานปลุกเสกฯ ต่อด้วยงานตลาดอาริยะ ไปเรียบร้อยแล้ว เมื่อสองสามวันที่จัดงานตลาดอาริยะ คนมาเป็นเรือนหมื่นหลายหมื่น แต่มาวันนี้จัดงานเสร็จ คนหายเรียบ พื้นที่เกือบเหมือนเดิม เศษขยะไม่ค่อยมี เหมือนไม่ได้จัดงานอะไรเลย เป็นเรื่องน่ามหัศจรรย์ (พ่อครูว่า ไปมาไร้ร่องรอย)

ตลาดอาริยะกับตำนานสงกรานต์ปีใหม่ไทย พ่อครูว่า....วันนี้อาตมาจะขยายความจากพฤติการณ์ ของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นผ่านไปหยกๆ ที่ผ่านไปหยกๆคือ สงกรานต์กับตลาดอาริยะ ขอพูดถึงเรื่องสงกรานต์ก่อน ก็เคยอธิบายมาไม่รู้กี่ที สงกรานต์เป็นเรื่องซับซ้อน บานปลายงมงายไป ทุกวันนี้หนักเข้า เป็นเรื่องเล่น แฝงการหาเงิน หนักเข้าเป็นเรื่องลามก เป็นเรื่องที่รู้กันอยู่และพยายามควบคุมกันอยู่ เมืองไทยก็ยังดี ที่อื่นเอาตามอย่างก็ไม่รู้ ก็เลยลามกไป เราก็ต้องดึงมาสู่ความเรียบร้อยสุภาพเป็นผู้ดี ต้นเรื่องที่สุด สงกรานต์เป็นเรื่องของน้ำ หน้าแล้งน้ำก็น้อย เป็นธรรมชาติ ที่จริง หน้าแล้งน้ำมันน้อย ขาดแคลน ผู้ใดมีน้ำ ได้รับน้ำ ถือว่าเป็นผู้ที่มีโชคมาก ถือว่าเป็นผู้ที่ต้องยกไว้ว่าท่านมีบารมีสูง ท่านได้รับน้ำไม่ขาดแคลนน้ำ ชุ่มเย็นด้วยน้ำ คนที่ได้น้ำโดยสุจริต โดยตนเองสร้างเองได้ เป็นพระเจ้า แต่แม้สร้างน้ำเองไม่ได้ หน้าแล้งจัด ก็เลยเกิดน้ำใจ ต่างคนต่างก็พอมีเล็กๆน้อยๆก็แชร์กัน คนนี้เอาไปจอกหนึ่งเล็กๆ เอาไปมากเดี๋ยวไม่ไหว บ้านเราต้องใช้น้ำ ผู้นี้ควรไปเคารพคารวะ เป็นผู้ที่มีความรู้มีการเสียสละเป็นประโยชน์ต่อสังคม เป็นผู้ควรยกย่องเชิดชูสรรเสริญ ก็ไปแสดงความสรรเสริญ ก็จะไปให้ท่านสุขเย็นด้วยน้ำก็คนละจอกน้อยๆ ถ้าคนนี้มีคนเคารพมาก พันจอกหมื่นจ

อ่านต่อ

อก ก็อาบได้เลย สบายเย็นตัว เป็นเรื่อง แชร์ที่ยิ่งใหญ่ หรม. ครน. เสียสละกันคนละนิดออกไปทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ นี่คือสัจจะที่ต้องเข้าใจดีๆ แล้วก็ทำให้เรียบร้อยประเสริฐเลิศยอดก็ทำกันได้ ต่อมากิเลสของคน คนนี้ก็อยากใหญ่ คนนี้ก็อยากได้เป็นผู้ได้รับการรดน้ำ ไม่มีใครก็ให้ลูกหลานมารด บังคับ เสแสร้ง pretender มารดน้ำปู่ รดน้ำพ่อนะ ก็เกิดการสร้างภาพซ้อนๆขึ้น หนักเข้าไม่ต้องพ่อต้องปู่หรอก รดพี่ได้ ต่อมาก็บอกว่ารดข้านะ ให้เป็นคนที่ควรได้รับการยกย่อง ก็เกิดความไม่จริงขึ้นได้เรื่อยๆ หนักเข้าต่างคนต่างสาดกันเล่นเลย น้ำนี้ขาดแคลน แต่เอามาสาดกันเล่น แล้วมันเสียหายไหม แต่พวกเราทำสงคราม แต่ไม่เสียหายน้ำ แน่นอนว่าไปสาดกันทั่วไป น้ำกระจายหายไปไม่กลับคืนมาสู่มวลน้ำที่จะใช้เป็นประโยชน์ กระจายทิ้งไป นี่คือความสูญเสียที่เกิดจากอวิชชา เกิดจากความโง่ แล้วก็เกิดความสนุก บำเรอ โดยเอาน้ำเป็นเครื่องมือมาสาดในวันสงกรานต์ น้ำก็หมดไปเสียหายไป กว่ามันจะรวมตัวกันให้มาใช้ได้ เป็นประโยชน์อีกก็เสียเวลา ซึ่งโดยวิธีที่คุณจะ ดูดเอาคืนมา ก็เสียเวลา ทุนรอน แรงงาน ไม่เข้าท่า อย่างนี้เป็นต้น การเล่นสงกรานต์จริงๆแล้ว มันเป็นการแชร์จริงๆ แต่ละคนเสียสละคนละนิด มารวมกันเป็นน้ำในกาละมังหนึ่งตุ่ม หลายคน 100 คนพันคนหมื่นคนแสนคน คนที่ควรได้รับการยกย่องก็ควรให้การยกย่องจริงๆ แต่คนมันมีกิเลสก็อยากจะเท่ห์ อยากได้รับการเคารพยกย่อง ก็ไม่จริง คนที่อยากให้เขายกย่อง ที่แท้มันไม่ถึงคุณค่าจริง ที่ควรได้รับการยกย่องก็ไม่จริง สังคมก็พรางลวงกันอย่างอยากเด่น ดังอยากสูง เป็นผู้ได้รับการยกย่องเชิดชู ก็เกิดการสูญเสียกันไป ทีนี้สัจจะจริงๆ ผู้ควรได้รับการยกย่องก็มีจริง ไม่ต้องแยกหลายคนหรอก หรือมีจริงๆ แล้วคนก็มีมากพอ ก็แบ่งเป็นสองคนสามคนที่ควรได้รับการยกเว้น คนหนึ่งเอก อีกสองคนรองก็น่าจะพอ ในสังคมใหญ่ สื่อสังคมที่ไม่ใหญ่ก็น่าจะคนเดียวพอ เป็นการใช้น้ำสื่อในหน้าที่ขาดแคลนน้ำ แล้วก็จะหมุนเวียนใช้น้ำอย่างถูกต้อง สอดคล้องกับภาวะธรรมชาติ ที่จำเป็น แล้วใช้เป็นจิตวิทยาสังคม ทีนี้มาถึงชาวอโศก ก็เกิดสงกรานต์อย่างธรรมชาติ เรียกว่าสงกรานต์อย่างธรรมชาติ มาได้เล่นน้ำสงกรานต์ เพราะมีน้ำตก มีน้ำพุ มีน้ำลำธาร มีแม่น้ำ แม้จะไม่ใช่แม่น้ำใหญ่หรือทะเล หรือแม่มูลก็ไม่ห่างนัก ไปกระโดดได้ แล้วเราก็มีบึงหรือบุ่งที่ย่อยจากลำน้ำมูล เรามีบุ่งไหม เราก็ทำให้หมุนเวียนสะอาด ทำปฏิกิริยากันสะอาดสังเคราะห์กันในตัว เกิดการหมุนเวียนแตกตัว ทำให้เกิดแก่ง น้ำตก ทำให้ออกซิเจนเข้าไปแทรกในน้ำ มันได้จริง แม้จะยังไม่สมบูรณ์แบบ ก็มีภาวะตก แตก มีภาวะสูงต่ำ ก็จะทำให้ครบไปเรื่อยๆ ตามประสาที่เราเงินน้อยทรัพย์สินน้อย ใช้แต่แรงงานไปตามลำดับ ทีนี้เราทำขึ้นแล้ว คนที่มาสัมผัสมารู้ โดยเราเองเปิดให้มา เขาก็จะมาเล่นน้ำตกเล่นน้ำแก่งด้วย และมาด้วยตลาดอาริยะ ตลาดเป็นสถานที่แบ่งแจก ด้วยการค้าพาณิชย์ แลกเปลี่ยนกันโดยใช้ตั๋วเงิน ธนบัตร เป็นตัวแรกด้วยอัตราราคา ซึ่งอัตราราคาที่จะแลก เราก็ทำด้วยจริงใจว่า เรามีวัตถุที่ผลิตได้ เราเป็นพ่อค้าแม่ค้า เราไม่เอาเงินมาเป็นตัวสินค้า เอาแค่เงินมาเป็นสินค้าพวกนี้ บาปกินหัว หาวิธีกั๊กหรือใช้เงินต่อเงินอย่างไร ให้ฉันมีเงินมาก แบบทุนนิยม พวกให้กู้เงินเพื่อได้ดอกเบี้ย เขาก็ได้เปรียบตรงนี้ พวกนี้บาป บาปตกกับพวกนี้ พวกทุนนิยม นายทุน ที่กักตุนให้ตัวเองแล้วเอาเงินเป็นสินค้า เป็นอำนาจให้คนยอม เราจะได้เปรียบคนอื่น เราก็รีดเลือดจากหลังคน ทำนาบนหลังคน หรือรีดจากเลือดคนอื่นมา ซึ่งคนที่ให้ถูกรีดก็ต้องคนจน คนจนที่เดือดร้อนก็มาให้ขูดรีด แต่เราคนจนแบบเราไม่มีเท่าคุณ แต่เรามีพอของเรา ไม่ไปให้คุณขูดรีดได้ สรุปเราจัดตลาดอาริยะ เพื่อช่วยคนจน แต่คนรวยจะร่วมด้วยก็ไม่ว่า ถ้าคุณไม่ละอายมีเงินมากแล้วก็จะมาแย่งซื้อก็ไม่ว่า ส่วนคนรวยที่จะมาช่วยกันแชร์ให้คนอื่นก็สาธุอนุโมทนา ช่วยแชร์ให้คนจนจริงๆ เป็นระบบสังคมที่ช่วยเกื้อกูลคนได้อย่างแท้จริงและจริงใจ และปัญญา เสียสละด้วยใจจริง ปัญญารู้และทำ ตลาดอาริยะนี้ เขามาเห็นสถานที่ บอกว่า แล้วคนจนอาบได้หรือเปล่า ก็คนจนนี่แหละอาบได้ คนรวยเขาไม่อาบหรอก คนรวยต้องไปอาบที่หรูๆ มีสกี มีเครื่องบันเทิงอะไรเยอะแยะก็เป็นเรื่องชัดเจน คนมีปัญญาก็จะรู้ แต่อย่างโน้น มลพิษหลายอย่างมันเยอะ ในสังคมชั้นสูง แต่ของเรามีแต่สะอาด และเราได้สร้างภูมิคุ้มกันด้วย ไปโน่นมีแต่ภูมิคุ้มกันต่ำ พิษผสมแฝงมีเยอะ อาตมาพูดความจริง ไม่ได้ตู่นะ สรุปความว่า สังคมใด หรือในหมู่กลุ่มที่มีผู้ให้ด้วยความบริสุทธิ์ใจมากกว่าผู้ขอรับหรือผู้ไปรับเอา สังคมนั้นคือสังคมเจริญ เพราะฉะนั้นสังคมที่จะเอาแต่รวยไม่รู้จักพอนั้น ตัดไปได้เลย สังคมที่เอาแต่รวยไม่รู้จักพอ พวกนี้พวกบาป พวกไม่มีกุศล ไม่รู้จักฐานะที่ควรเป็น แต่สังคมใด หมู่กลุ่มไหน ที่มีคนรู้จักพอ และไม่เอารวย มีพอสมควร รวยพอตัว ถ้าจะเรียกว่ารวยก็คืออุดมสมบูรณ์ พอตัว ไม่ขาดแคลนไม่เบียดเบียนใคร พึ่งตนเองรอด และแถมช่วยคนอื่นด้วย เป็นประโยชน์คุณค่าต่อผู้อื่นอย่างแท้จริง นี่คือสังคมสมบูรณ์แบบ อาตมาไม่ลำเอียงไม่มีอคติอะไร ตรวจสอบชาวอโศกมาถึงวันนี้แล้วครบ ได้ทั้งภายนอกที่เป็นวัตถุและภายในที่เป็นจิตวิญญาณ ถูกต้องจริง มีปัญญาจริง ไม่ได้เฉโก ปัญญาที่ไม่มีตัวตน ไม่มีเล่ห์ที่โค้งงอให้แก่ตน

สังคมบวร บ้าน-วัด-โรงเรียน สิ่งเหล่านี้อาตมาขยายความต่อว่า สิ่งที่อาตมาพบอย่างแท้จริง และใช้บัญญัติภาษาสื่อว่า จุดนั้นคือ บวร เป็นจุดยิ่งใหญ่มาก จุดบวร คือลักษณะสังคมสามเส้า คือสังคมมวลชนที่อยู่ในหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ หรือจังหวัด หากมีความสมบูรณ์มากพอ ก็จะเจริญเป็นจังหวัดเป็นประเทศ เมื่อโตไม่ได้ก็เล็กก่อน แล้วค่อยโตขึ้นตามลำดับ หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด แต่คนเป็นคนที่มีความเจริญ เป็นแก่นแกนของที่นั่น คนในสังคมนั้นเป็นสังคมมีประโยชน์คุณค่า แต่ละคนมีผลงานมีผลผลิต พึ่งพาตนเองได้พอ และมีส่วนมากส่วนเกินของตัวเองเอาไปรวมกัน นี่คือเศรษฐศาสตร์ที่สูงสุดแล้ว คนที่จะเป็นอย่างนี้ได้ มีสังคมที่มีคนจริง คือสังคมที่เรียกว่าบ้าน และคนในสังคมเหล่านี้ต้องมีคุณธรรมเรียกว่าวัด มีคำว่ามีคนเอาพิเศษแท้เรียกว่าวัด สามต้องมีการศึกษาเรียกว่าโรงเรียน เพื่อให้เกิดความจริงอันนี้ ความจริงที่เป็นโลกุตรธรรม เรามีโรงเรียนในนี้สามเส้า บ้านวัดโรงเรียน แล้วมันจะซึมซับหากัน อย่างละเอียด ภาษาบาลีเรียกว่า นิปุณา ละเอียดยิ่งกว่าปณีตา แต่ณิปุณาคือละเอียดขั้นนิพพาน ที่เป็นการศึกษาแบบ osmosis มันซึมซับอย่างไม่รู้ตัวนะ แต่มันมีสภาวะจริง คนอยู่ในนี้ก็ซึมเข้าไปเอง ความจริงความรู้ที่เป็นโลกุตรธรรมก็จะ แทรกซึมเข้าไป ให้ทุกคน แม้คนโง่คนไม่รู้เรื่องก็ซึมซับเข้าไป นี่คือสัจจะของบวรที่อาตมาชัดเจนและขยายความ อาตมาให้สลักหินหน้าหมู่บ้านไว้เลยว่า บวร คือบ้าน วัด โรงเรียน ไม่แยกกันจะต้องเป็นภาวะสามเส้า จะมีการปฏิสัมพันธ์ ปฏิสังเคราะห์ มันจะต้องทำงานทั้งบวกลบหาร รวมกันและสลายกันอยู่ในนี้ให้เข้มข้นเป็นเนื้อแท้ที่สะอาดจริง นี่คือคนต้องทำได้ลักษณะสามเส้านี้ อาตมาถึงจะให้ตั้งแผ่นหินข้างหน้า แล้วสลักว่า บวร (สังคมบุญนิยมราชธานีอโศก) ที่จริงหมู่บ้านนี้จดทะเบียนนิตินัยว่าหมู่บ้านชุมชนราชธานีอโศก เราจะทะเบียนชื่อนี้แล้วจะแก้เป็น หมู่บ้านราชธานีอโศกก็ไม่ให้แก้ เราก็เลยต้องใช้แบบนี้ สังคมหมู่บ้านชุมชนราชธานีอโศก ตำบลบุ่งไหม อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ประเทศไทย ยาวเลย ประเดี๋ยวจะบอกว่า สังคมบวร ที่มีเนื้อหาเช่นนี้ เขาจะถามหาว่าอยู่ที่ไหนในโลก ต้องกำกับไปเลยว่าประเทศไทย ถ้าจะเติมให้ครบก็ในโลกใบนี้ ณ ยุคนี้ กัปป์นี้ แต่มันจะฟุ่มเฟือย สังคมบวร หรือเรียกประเทศบวร หรือโลกบวร ก็ได้ สังคมบวรอยู่ที่ไหนอยู่ที่นี่ ประเทศบวรอยู่ที่ไหนก็อยู่ที่นี่ โลกบวรอยู่ที่ไหนก็อยู่ที่นี่ คำว่า บวร จึงต้องศึกษาให้ความรู้ รายละเอียด เพราะจะครบรัฐศาสตร์การเมือง เศรษฐศาสตร์การเมือง และสังคมศาสตร์ จะมีจิตวิทยาอีก ครบในนี้และสุดท้ายลงตัวที่ จิตเป็นประธานของสิ่งทั้งปวง เป็นคำตรัสตายตัวของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ มโนปุพพังคมาธัมมา มโนเสฏฐามโนมยา

จิตวิญญาณเป็นประธานของสิ่งทั้งปวงแล้วเอามาศึกษา คุณจะปฏิบัติประพฤติให้ทุกคนมีจิตวิญญาณที่ดี จึงต้องเรียนรู้ว่าจิตวิญญาณเป็นอย่างไร ท่านก็ได้โดยภาษาว่ามีอาการ ลิงค นิมิต อุเทส คำว่าอุเทสคือคำอธิบายจากผู้รู้ความจริงที่ต่อทอดมาจากพระพุทธเจ้ามี DNA ของพระพุทธเจ้าออกมาประกาศ ไม่ต้องคิดไม่ต้องเสียเวลาคิดเอง มันเสียเวลาและนานมาก จนท่านไม่รับรองว่าจะได้ง่ายๆหรือจะได้จริง ศาสนาพุทธ จึงไม่รับรองว่าคุณจะคิดเองได้ ไม่รับรอง คุณมารับถ่ายทอดจากลูกๆๆๆๆๆๆ จะเรียกหลาน เหลน โหลน ติดต่อเชื้อมาจากพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆมาได้จริงๆ จึงเรียกว่าสัตบุรุษ ได้ฟังธรรมสัตบุรุษ จงฟังให้บริบูรณ์ นี่เป็นหลักเป็นสูตรอีก ในอวิชชาสูตร ฟังให้บริบูรณ์ไปตามรอบ รอบโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ ก็ได้ เป็นขั้นตอน ต้น กลาง ปลาย แล้วออกไปปฏิบัติให้เกิดจริง แล้วก็เพิ่มรอบอีก เป็นต้น วิธีที่จะทำให้เกิดจิตเช่นนี้มีอยู่ 2 วิธีเท่านั้น หนึ่งทาน สองศีลหรือหลักสูตรทฤษฎีปฏิบัติเรียกว่าศีล อันหนึ่งเอาออกเอาให้จริงๆคือทาน คนที่รู้ว่าทานคือทำใจให้ทานจริงๆ ทานเคยรู้จักอาการของจิต รู้ว่าจิตมีลักษณะอย่างไร อย่าให้มีลักษณะ โค้งงอเข้าหาตัวเอง ทำให้ตรงที่สุดโดยไม่มีโค้งงอเข้าหาตัวเองเลย ไม่มี boomerang ไม่มีloop ไม่มี curve ตรงจริงๆเลยไม่มีเข้าหาตัวเอง มีแต่ตรงออกไปอย่างเดียว เป็น isotope เป็นนิวเคลียร์ฟิวชั่นจริงๆ เพราะอะไรเป็น fusion จะโค้งกลับมาเสมอ 180 องศาเรียกว่าโค้งอยู่นะ แต่ท่านก็เห็นว่าตรง แต่อันเดียวกันแล้วแต่ใช้ภาษาสองภาษา แต่สภาวะอันเดียวกัน โค้งของผมกับตรงของท่านอันเดียวกัน สภาวะอย่างเดียวกัน ไม่มีโค้งแล้ว ผมเข้าใจ ว่าคนอื่นเขายังแย้งอยู่ว่าตรง ผมไม่เถียง แต่ผมรู้ว่ามันโค้ง เราก็ยอมแพ้ได้ เราเอาอย่างพวกมาก เพราะแท้จริงมันมีโค้งอยู่แต่คุณไม่รู้ เราก็ยอมให้คุณถูกว่าตรง แต่แท้จริงโค้งอยู่ เหมือนกัน แสงมันเดินตรง แต่ทุกอย่างมันโค้งหมด เหล็กที่เห็นมันตรงที่สุดแต่แท้จริงมีการโค้งอยู่ เพราะจะเหล็กแกร่งอย่างไรก็สู้แรงดึงดูดโลกไม่ได้ แรงดึงดูดของจุดกลางโลก มันมากพอจะดูดดึงทุกอย่างไว้นะ มันใหญ่ที่สุด ถ้ามันไม่ใหญ่ที่สุดจะรักษาความเป็นโลกไม่ได้ มันจะต้องดึงให้มากที่สุดเท่าที่ความจริงที่มันดึงได้ อะไรดึงไม่ได้ก็ต้อง หลุดไป สักวัน แรงดึงดูดไม่พอก็ถูกแรงดึงดูดฝุ่นในมหาจักรวาลดึงดูดไป พอแรงคุณน้อยไปข้างๆก็ดูดไปแล้ว ถ้าแรงของคุณดึงปรมาณูนี้ไม่ได้ อันอื่นก็ต้องดึงไป มันก็เลยโค้ง ทุกอย่างโค้งหมดในสิ่งที่มี ทุกอย่างที่มีก็จะโค้งทั้งนั้น สิ่งที่ตรงที่สุดคือนิพพาน แล้วปรินิพพานเป็นปริโยสานก็ กระจายหายไปหมดเลย ทุกอย่างในโลกก็โค้งหมด แม้แต่แสงที่วิ่งอยู่ในนี้ก็โค้ง ถ้าแสงมันตรงวิ่งไปนอกมหาจักรวาล มันก็ไม่เหลือให้คุณเห็น แต่แสงที่มันอยู่ในนี้ มันก็ต้องโค้งให้คุณเห็น

ความเดือดร้อนความขาดแคลนเดือดร้อน(มีจดหมายน้อยเข้ามา)พ่อครูอ่านว่า ...ตั้งแต่เช้ามาจนบัดนี้เด็กๆได้มาช่วยเข็นปุ๋ย ผู้ใหญ่มีบ้าง ซึ่งมีรถมาเข้าคิวขอรับเป็นจำนวนมาก คำว่ามากคือมันไม่ทัน ท่านใดเสียสละได้ ให้ไปช่วยที่โรงปุ๋ยพลังชีวิตเดี๋ยวนี้ได้เลย เราก็น่าจะพักได้นะ เราก็น่าจะพักรายการไปขนปุ๋ยกันดีกว่า….อาตมาก็จะสัญญาว่าจะพยายามอายุยาวไปเพื่อบรรยายต่อ อาตมาก็จะไปช่วยขนปุ๋ย เราเห็นความสำคัญในความสำคัญของการและเวลา อาตมาว่า มาบรรยายต่อ อย่าเพิ่งโรยรา มีคนบอกว่าพ่อครูไม่ต้องไปหรอก เด็กและผู้ใหญ่ก็พอแล้ว

ประเด็น ตลาดอาริยะ 2560

_อาคารหลักสองที่ มีหลังคา ไม่กระจาย ทำให้ซื้อของได้ง่าย ไม่เหนื่อย ไม่ร้อนเหมือนปีก่อนๆ

_เป็นตลาดสำหรับคนจน ตลาดอาริยะที่จัดโดยคนที่อยากจน มุ่งมาจน จนจนสำเร็จ จนอีหลีอีอีหลอ อย่างชาวบุญนิยม ขายแต่สินค้าที่จำเป็นและมีสาระต่อชีวิต เป็นที่น่าสังเกตุว่า ผู้คนที่มาซื้อหา ล้วนแล้วแต่เป็นคนจนแทบทั้งสิ้น บางคนเก็บเงินไว้ทั้งปี บางคนกำธนบัตรใบเก่าๆมา พอคลี่ออกมาธนบัตรก็เปียกเลย ต่างหอบลูกจูงหลานมา เพื่อจะมาซื้อหาสินค้าหลายอย่างที่ได้ใช้ดำรงชีวิตไปตลอดปี ประชาชนจะเรียกว่า "ตลาดของถูก" ต้องมาซื้อของเป็นประจำทุกปี และบอกต่อๆกัน ทั้งญาติพี่น้อง และคนในหมู่บ้าน สินค้าเหล่านี้ที่ดูเหมือนเป็นสิ้นค้าพื้นๆ พวกกระติกน้ำเป็นสีๆ กระติ๊บข้าวเหนียว กระด้ง นำ้ตาลน้ำมันพืชที่มีคนเข้าคิวซื้อกันยาวเหยียด ซึ่งเราจะไม่ได้เห็นสิ้นค้าเหล่านี้บนห้างสรรพสินค้าไฮโซทั้งหลาย เป็นสินค้าที่บรรดาคนรวยผู้นิยมหรูหราจะไม่แยแส แต่สำหรับคนจนแล้ว สิ่งเหล่านี้ จำเป็นอย่างยิ่งต่อชีวิต

_ที่ลานจอดรถ ล้วนคราคร่ำไปด้วยรถยนต์เป็นส่วนใหญ่ มีทั้งรถกระบะ และรถบรรทุก รวมทั้งรถจักรยานยน ที่แปลกคือแม้จะมีรถมาจอดเป็นจำนวนมาก แต่ก็มีแต่ความเป็นระเบียบเรียบร้อย และที่สำคัญ ขยะมีน้อยมาก และแม้ว่าจะมีประชาชนมากันมากเต็มเฮือนสวน. แต่แทบจะไม่มีเศษขยะเกลื่อนกลาดตามพื้นเลย คนที่มารับประทานอาหารก็ร่วมมือล้างจานเช็ดจานที่ตนเองรับประทาน ทำให้เห็นถึงความเจริญทางจิตใจของประชาชนที่มาร่วมงาน ที่เจริญขึ้นๆทุกปี

_ปุ๋ยใส่แล้วงอกใส่แล้วงาม ในราคาต่ำเตี้ยติดดิน กระสอบละ 50 กก.ราคาเพียงกระสอบละ 160 บาทเท่านั้น ซื้อกันได้แบบไม่อั้นนนนนๆๆๆๆ จำหน่ายแบบไม่จำกัดจำนวนอีกด้วย มาขนกันไปโลด พ่อแม่พี่น้องต่างเอารถกระบะ รถหกล้อ รถสิบล้อ มาขนกันไปอย่างไม่ขาดสาย ปุ๋ยงอกงามหมดโกดังไปตั้งแต่วันแรกของงาน เพราะประชาชนมาซื้อมากกว่าปีก่อนๆ

_ปีนี้ยังเป็นปีแห่งบรรยากาศอาลัยในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงเป็นต้นแบบแห่งการเสียสละอุทิศชีวิตเพื่อประชาชนอย่างแท้จริงมาตลอด 70 ปี จนเมื่อพระองค์เสร็จสรรคต ระเบิดแห่งความรักที่พระองค์ท่านเป็นผู้เริ่มต้นทำ ก็ระเบิดครั้งใหญ่ที่สุดในโลก มีอานุภาพยิ่งกว่าระเบิดปรมาณูลูกใดๆ เพราะแตกเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ Chain reaction กระแทกสู่กลางใจของประชาชน ทำให้เกิดปรากฏการณ์ Bomb of love. ที่สนามหลวง ต่อเนื่องยาวนานมาจนข้ามปี ส่งผลให้เกิดตลาดอาริยะ ที่คนมาเต็มใจจริงใจในการให้เพิ่มขึ้นกว่าปีก่อนๆ

จิตว่างที่เป็นลำดับอย่างน่าอัศจรรย์ ขยายความคำว่าให้อย่างเต็มใจ อาตมาเห็นทานสูตร แล้ว อาตมารู้จักอาการใจตนเอง รู้ว่าอาการที่จะเอาหรือจะให้ มันเป็นอาการอย่างไรที่ชัดเจน ไม่ต้องพูดถึงอาการสุข ทุกข์ หรือเศร้า ดีใจหรือเป็นธุลีหมองธุลีเริ่ง (อโศกะ วิรชะ) อโศกะหรือธุลีหมอง วิรชะหรือธุลีเริง ความดีใจแม้น้อย อาตมาว่าอาตมาอ่านสภาวะนั้นได้ มันเกษม มันไม่สุขไม่ทุกข์ มันสัปปายะ อ่านออกแต่ชัดเจน และเชื่อมั่นว่าเป็นความจริง จึงได้นำมาขยายผลให้ฟัง การจะให้จิตตัวนี้เกิดเรียกว่าจิตว่าง คำว่า ว่าง ก็น่าเห็นใจสงสารพวกที่ตรรกะ ไม่เข้าใจคำว่า ภพ ชาติ ไม่เข้าใจตรรกะ ที่มีแต่เก็งหาความจริง ไม่รู้จักรูปนามของเจตสิกต่างๆ เขาหลงภพคำว่า ว่าง หลงสภาพจิตว่าง โดยไม่มีเหตุ ไม่ได้ปฏิบัติธรรมะ 2 ตั้งแต่ความยาว กามภพ เช่น ที่นี่ว่างจากไดโนเสาร์ สัตว์ใหญ่ แต่ไม่ว่างจากช้าง ยังไม่ว่างจากปลาวาฬ สัตว์ใหญ่รองลงมา ที่นี่ว่างจากปลาวาฬ ว่างจากช้าง มันไม่เกิดอีกเลยไม่มีจริงๆเลย ที่นี่มันก็ว่าง ว่างจากสิ่งที่เรารู้ว่าอะไรมันว่าง ตามลำดับ หยาบ กลาง แต่ที่นี่ไม่ว่างจากสัตว์ วัว ควาย กระทิง สัตว์ 4 ขา สัตว์โตในระดับหนึ่งไม่มีแล้ว แต่ถ้าหมดสัตว์ 4 ขาเหล่านี้ก็ว่างไปอีก เหลือแต่แบคทีเรีย แต่ถ้าหมดแบคทีเรียอีก ก็หมดชีวิตินทรีย์ รู้รูปที่เรียกว่าชีวิตินทรีย์ รู้รูปของสิ่งที่เรียกว่า อาหารที่จะให้ยังชีพของชีวิตินทรีย์ที่เป็นนามธรรม นามธรรมที่เป็นชีวิตินทรีย์ในระดับรูป หรืออรูป ถ้าขั้นรูปก็หยาบ แต่ขั้นอรูปก็ละเอียดเป็น อากาสาฯ วิญญานัญจา อากิญจัญญา แม้แต่เนวสัญญานาสัญญายตนภพ ก็ต้องว่างให้ได้อีก จิตว่างจากเนวสัญญานาสัญญายตนสัตว์ สู่ความเป็นนิโรธ เป็นสัญญาเวทยิตนิโรธ เป็นการรู้ครบเวทนา 108 ต้องพ้นต้องว่างตั้งแต่อบาย ที่เป็นรสหยาบ ทุกวันนี้เขาปรุงแต่งกันให้หนักให้จัดจ้าน หยาบมากขึ้นไม่มีลดลงเลย ถ้าพร่องกว่าเบากว่าก็ไม่ยอมต้องแรงยิ่งขึ้นด้วย ผู้ที่รู้อาการหรือรสชาติพลังงานจิตที่กระแทกอาการเกิดอารมณ์รู้แล้วว่าอารมณ์ต้องกระแทกหนักขนาดนี้มันไม่ดี ก็เอาแบบเบาลงดีกว่า คนที่เข้าใจได้จริงก็จริง พระพุทธเจ้าถึงได้ตรัส ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.10 ข.60 ไม่ใช่ว่ามุ่งแต่หาว่างหาหนึ่งๆๆ โดยไม่ได้เรียนรู้ธรรมะ 2 นี้เลย โดยวิธีที่ผิด ขออธิบาย ขออภัยที่ต้องยกตัวอย่างบุคคล ติช นัทฮันห์ หรือท่านพุทธทาสภิกขุ ต้องขออภัย ท่านบวชก่อนอาตมาทั้งคู่และก็มีสัมมาทิฏฐิระดับหนึ่ง แต่ท่านก็อธิบายความว่างผิด โดยไม่ได้เรียนรู้ธรรมะสอง แล้วทำให้เป็นหนึ่งไปตามลำดับ ไล่ตั้งแต่กิเลสอบายมุข กามภพ รูปภพ อรูปภพ ที่เป็นลำดับอันน่าอัศจรรย์ ในปหาราทสูตร ถ้าผู้ใดไม่สามารถเข้าใจสภาวะ เคยสัมผัสอาการของนามธรรม หยาบขั้นไหน กลางขั้นไหน ละเอียดขั้นไหน และเวทนานี่ต้องเรียนอย่างเป็นกรรมฐานเลยที่มันความสุขทุกข์อยู่ตรงนี้ จนกระทั่งมันไม่สุขไม่ทุกข์ ซึ่งจะมีไม่สุขไม่ทุกข์อย่างโลกียะก็ได้ มันจะได้โดยธรรมชาติหรือเป็นเจตนาที่เป็นมิจฉาทิฐิ ก็จะใช้โดยเจตนาได้ กดข่มบังคับ ก็เป็นไปตามที่คุณตั้งใจให้เป็น มันไม่ใช่เป็นเพราะมันไม่มีเหตุปัจจัย แต่คุณตั้งใจให้เกิด ภพว่าง คุณก็รู้สึกอย่างนั้น เหมือนคนที่เก่งเจโตสมถะ สะกดจิตตัวเองเก่ง แม้จะกระทบอาการอย่างไรก็เฉย เจ็บปวดอย่างไรก็เฉย ร้อนอย่างไรก็เฉย เพราะเขาสะกดจิตไม่รับรู้ เป็นสมถะแท้ๆ เขาก็เชื่อก็ทำได้ แต่มันเป็นพลังสู้ได้เท่านั้นเอง เป็นพลังไม่ยอมรับอันนั้นเท่านั้นเอง แต่ไม่ใช่ว่าเหตุปัจจัยมันสลายไปมันไม่มีอีกไม่เกิดอีก สมถะหลับตาจิตไม่รับรู้ได้เก่ง เก่งจนกระทั่งตายแล้ว ธาตุแคลเซี่ยมที่ควรสลายก็ดันมาจับตัวเป็นก้อน พวกสะกดจิตเก่งหรือฤาษีชีไพรตายแล้วเผาแล้วจะมีพระธาตุ มันเกลี้ยงแสดงแสงแวววาม เป็นเม็ดของพระธาตุ คนที่เป็นอาริยะชนจริง ก็จะเป็นพระธาตุได้ แต่พวกเจโตเก่งก็ทำได้เป็นพระธาตุ แต่ดูดเอาไว้ให้มันแน่นเท่านั้นเอง ส่วนอาริยะของพระพุทธเจ้าจะต้องมีพลังงานสูงที่เป็นสมถะ ดูดได้แน่นและสลายได้เกลี้ยงจริงด้วย จุดที่มีพระธาตุมีถึงขั้นพระบรมสารีริกธาตุอย่างพระพุทธเจ้า จึงเป็นเม็ดเล็กที่สุด มันที่สุด เลื่อมพรายที่สุด ของพระพุทธเจ้ายิ่งกว่าเมล็ดงาเมล็ดข้าวสารอย่างใหญ่ เมล็ดถั่ว ส่วนผู้เป็นเจโตสมถะ มันจะไม่เล็กไม่กลมเท่าของพระพุทธเจ้า จึงมีพระธาตุปลอมเยอะมาก กลมเล็กเลยนะ เยอะเลย อาตมามีคนเอามาให้เยอะ อาตมาก็รู้ว่าปลอม แต่คุณว่าใช่ก็ใช่ ธาตุรู้ของปุถุชน จะมีความฉลาดขนาดเท่าใดก็มีครบที่วนเวียนอยู่ในวัฏสงสารไม่ออกจากลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข จนกว่าจะมีธาตุรู้อีกอันหนึ่งแม้จะเล็กขนาดไหนที่เรียกว่า อัญญะ แตกออกมาจากโลก รู้ว่าพอแล้ว แม้จะเห็นว่าไม่เอาโลกียะแล้ว แต่ก็มีมวลที่หลงอยู่ แต่เรามีพลังงานจริงที่แตกออกมาแล้ว เราต้องพยายามหาทางสร้างจิตที่เป็นอาริยธาตุ อัญญาธาตุ อัญญะแปลว่าอื่น อัญญา แปลว่าความรู้อื่นที่แตกต่างจากเฉโก ที่เป็นความรู้แบบปุถุชน เหมือนคำว่า ปร แปลว่าอื่น เช่น ปรโลก แต่อัญญานี้ มันเป็นอื่นที่หมายถึงจิต ธาตุรู้ที่มันแตกจาก DNA ของโลกีย์ สัตว์โลก มันแตกจากเชื้อจิต ต้นเชื้อเกิดเลย ที่เรียกโดยภาษาอังกฤษว่า DNA มันแยกออกมาตรงนี้เลย แยกออกมาเป็นตัวใหม่ตัวพิเศษอีกโลกเลย แต่จิตมันยังมีอยู่ แต่มีจิตจริงที่ออกมา เป็นเซลล์ใหม่ที่เกิด เป็น Primary cell Secondary cell Tertiary cell Quatery cell กว่าจะรวมตัวกันได้ ได้เป็น 1 2 3 4 5 6 7 เจ็ดก็สู่ความเที่ยงแท้ จนเป็น 8 9 ก็เข้าหา 0 ถ้าจะพัฒนาต่อก็ต้องใช้หลักเกณฑ์ 3 3 3 ซับซ้อนต่อไปอีก นี่พูดด้วยภาษาพยัญชนะ หน่วยซับซ้อนให้พวกเราเข้าใจได้ อาตมาที่มาพูดอธิบายขยายความ นามธรรม ด้วยภาษาสังขยาเลข อันเกิดจากความจริงอาตมาเอง ภาษาตรรกะมันวน ถ้าไม่มีสภาวะจริงอธิบายไปไม่ถึงหรอก อธิบายไม่ออกไม่ถูกสภาวะ ที่อาตมามีความจริงและพูดไปก็ขออภัย ว่าอาตมาไม่ได้อยากอวด แต่พูดเรื่องวิชาการที่มีจริง ที่อาตมามีจริง แม้บางอย่างอาตมารู้แต่ยังเป็นไม่ได้ ก็จะไม่พูด หากพูดไปแล้วถูกพระโพธิสัตว์ ผู้พี่มาซักจนจนแด้ม อาตมาก็ปาราชิกเลย ถ้ามีคนซักแล้วอาตมาปาราชิกจริง ก็จะดีนะ จะได้รู้และได้ใช้วิบาก แม้ไม่มีใครรู้หรือคุณไม่รู้แต่ความจริงของปาราชิกก็ยังอยู่ มันก็จะอยู่กับคุณไปอีกนานเท่านาน แต่นี่อาตมาพูดไปถ้ายังไม่มี ผู้พี่ที่รู้จริงมาให้เจอกันเลย ถ้าเป็นพี่ที่จริงก็จะมาช่วยกันถ้ารู้ว่าอาตมาผิด อาตมาก็รู้ซับซ้อนว่า อาตมาไม่มีพี่ แต่มีน้อง น้องบางคนก็พูดไม่ได้ บางคนพูดไม่ได้เพราะว่าน้องมีอัตตาอยู่ อัตตามีสองอย่าง อันหนึ่งเขาก็จะหาว่าไปว่าเขาเป็นน้องหรือ แต่ถ้าเป็นพี่อาตมาจะพูดเลย แต่เมื่อไม่มีเป็นพี่อาตมาก็พูดไม่ได้ ก็เลยชัดอยู่ว่า ปางนี้อาตมาเป็นสยังอภิญญา ในสัมมาทิฏฐิข้อที่ 10 คืออาตมา อาตมาสแตมป์แล้วว่าเอ็งนั่นแหละไม่มีใครอีกแล้ว ที่อาตมาอธิบายไม่ได้ง่ายเลยนะ

ทำเวทนาสองให้เป็นหนึ่งให้ถึงอุเบกขา คำว่ากายที่เป็นรูปนามสองตัวแยกกันไม่ได้ ใครจะพูดได้ แยกแม้แต่ว่าเล็บคือพีชนิยามตอนไหน เป็นอุตุนิยามตอนไหน เป็นจิตนิยามอย่างไร เล็บหากยังไม่ตัดเป็นพีชะ แล้วพอตัดออกไปเป็นอุตุ เล็บเอาไฟจี้มันไม่รู้สึก มีดผ่าไม่รู้จัก อะไรที่เราไม่ควรยึดกันเราเป็นของเรา ก็ต้องรู้ แยกกายแยกจิตให้ออก ผู้รู้กายโดยไม่ตัดขาดจากกัน หนึ่ง เวทนาแท้ อารมณ์ของจิตเลยนะ อีกอันหนึ่งมันไม่แท้ ก็อย่าไปยึดเป็นเราเป็นของเรา ไอ้โง่เอ๊ย มันไม่แท้แล้ว ไปยึดเป็นเราเป็นของเราเอง คนมันโง่จริงๆ ให้มาหยุดโง่เลิกโง่กันเถอะ ขนาดเราพอรู้แล้วกว่ามันจะหายไป ไม่มีอาการจะรู้สึกสนิทเลย มันก็ยาก อีกตั้งนาน พระพุทธเจ้าสมณโคดมจึงได้ตรัสกับพระอานนท์ ว่า พระสารีบุตร ว่า นี่สารีบุตร อะไรที่พอจะทิ้งขาดหายจากกันง่าย ก็ยังเหลือแต่เชื้อสัญญา สัญญามันนานเหลือเกินกว่าจะหายไป กว่าเราจะลืม เช่น อาตมากินพริกอร่อย เคยอร่อยจริงๆ กินพริกขี้หนูสวน ข้าวคำพริกคำ อร่อยปากลำบากตูดนี่ ตอนอุจจาระมันแสบ รสชาติมันเป็นอย่างไรก็จำได้ นานมาแล้วเราก็ไม่เอาแล้ว กว่าจะลืมสนิทเลยว่า รสชาติกินพริกอะไรมันเป็นอย่างไร เดี๋ยวนี้อาตมาลืม แตะทีไรมันเกินเลย ถึงขั้นว่าแตะทีไร กายก็ไม่รับ อย่าว่าแต่จิตไม่รับ กายประท้วงเลย ไอ คั

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน