600413_พ่อครูเทศน์เปิดงานตลาดอาริยะสงกรานต์ปีใหม่ไทย ครั้งที่ 38 ปี 2560.docx
เนื้อหาในไฟล์
600413_พ่อครูเทศน์เปิดงานตลาดอาริยะสงกรานต์ปีใหม่ไทย ครั้งที่ 38 ปี 2560
พ่อครูว่า…วันนี้ศุภฤกษ์เบิกงาน ตลาดอาริยะ ของชาวอโศก ชาวบุญนิยม ซึ่งเราจัดมาถึง 38 ครั้ง ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 38 เรานับปี 1 จัดครั้งหนึ่งตลาดอารยะครั้งใหญ่ ชื่อร่วมกันทั้งสมาชิกชาวอโศกทุกคนมารวมกันร่วมกัน ครั้งใหญ่ที่สุดของเราในแต่ละปี ก็จัดมาได้เป็นครั้งที่ 38 กำลังหลังก็จะมีการจัดตลาดอาริยะครั้งใหญ่ๆอีกหลายครั้งในแต่ละปี อาตมาใช้คำว่า อาริยะ ไม่ใช้คำว่า อริยะ และคำว่า อารยะ ถ้า คำว่า อารยะเป็นภาษาสันสกฤติ ถ้า อริยะ เป็นภาษาบาลี หมายถึง civilization เป็นความเจริญของมนุษยชาติ แต่ความเจริญของอริยะ หรืออารยะ ตามความหมายเดิมในยุคเก่าท่านหมายถึงความเจริญแบบพิเศษ เป็นความเจริญของศาสนาพุทธโดยเฉพาะ ถ้าเป็นความเจริญที่มีจิตใจ ที่เห็นความจน เป็นคนจนอันประเสริฐ เป็นคนจนมหัศจรรย์ คนจนที่อุดมสมบูรณ์ จนแต่อุดมสมบูรณ์ไม่ขาดแคลนไม่สะสม มีความอุดมสมบูรณ์เต็มอยู่เสมอ ไม่ขาดไม่แคลน เพราะเรามีสมรรถนะและความขยันตลอดเวลา จึงเกิดผล เกิดแรงงานที่สะพัด ทั้งแรงงานทางกาย วาจา แรงงานทางความนึกคิดความรู้ สะพัดไปเกื้อกูลผู้อื่น ตัวเองก็อาศัยกินใช้อยู่ด้วยตามความเหมาะ ไม่มากเกินไม่น้อยเกิน และผู้ที่สร้างแรงงานนั้นได้สร้างผลผลิตได้เกินที่ตนเองกินและใช้ ส่วนเกินที่ตนเองกินใช้จึงสามารถนำไปออกแจกจ่าย เผื่อแผ่เกื้อกูลให้คนอื่นได้ นี่เป็นเศรษฐศาสตร์บทสำคัญ ทฤษฎีหลักของพระพุทธเจ้าที่ค้นพบ และก็เอามาให้มนุษย์ปฏิบัติ จนกระทั่งมีจิตวิญญาณที่เป็นผู้มี วรรณะ 9 คือ เลี้ยงง่าย (สุภระ) บำรุงง่าย, (สุโปสะ) มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) มีอาการน่าเลื่อ
อ่านต่อ
มใส (ปาสาทิกะ) ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ๙ ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ)
เป็นผู้ที่มีความมักน้อย กล้าจน เอาไว้ให้น้อย ให้ตัวเองพอกินใช้ ไม่เกิดการกักตุนเสียค่า นี่เป็นหลักวิธีคิด ของ ครน. หรม. เป็นประโยชน์สูงประหยัดสุด สามารถจัดสรร ทั้งวัตถุอุปกรณ์ทรัพย์สินเงินทองข้าวของและแรงงาน ที่มีองค์รวมของแรงงานแต่ละกลุ่มหมู่ให้มีสัปปุริสธรรม 7 ประการให้จัดสัดส่วนให้พอเหมาะ เส้นทางการรัฐศาสตร์เศรษฐศาสตร์สังคมศาสตร์ ที่มีปัญญาความรอบรู้สามารถประมาณได้ มัตตัญญุตาอย่างพอเหมาะพอดีไม่ขาดไม่เกิน อยู่ในระดับที่ มีประสิทธิภาพสูงสุด เป็นระบบระเบียบได้อย่างดี ซึ่งเป็นความรู้ที่สมบูรณ์ที่สุดดีที่สุด ประหยัดที่สุด ประโยชน์สูงสุด โดยตนเองไม่เดือดร้อนลำบากลำบน เป็นสุดยอดแห่งการศึกษาที่เอาคนแต่ละคนทำได้ ให้แต่ละคนมีความรู้แล้วทำได้มากขึ้น กลายเป็นมวลชนสังคมที่มีระบบที่ได้สัดส่วนพอเหมาะพอดีอย่างนี้ นี่คือหลักคิดและหลักปฏิบัติทฤษฎีหลักของศาสนาพุทธที่สามารถค้นคิดให้แก่มนุษยชาติ พวกเราได้ถ่ายทอดความรู้นี้ของพระพุทธเจ้ามาแล้วเอามาบอกกัน ให้ปฏิบัติศึกษาพิสูจน์จนกระทั่งเกิดผล เป็นความจริงขึ้นมา จนกระทั่งเห็นรูปร่างตามที่เป็นนี้ ขนาดที่เราได้ทำสำเร็จนี้ ยังมีคนสงสัยว่าเรามีเล่ห์เหลี่ยมอะไรมาหลอกล่อมนุษยชาติแบบทุนนิยม แบบประชานิยม ที่ยังมีจิตใจแฝงเชิญเอาเปรียบอย่างซับซ้อน อย่างไม่ให้ลูกค้า สมาชิกรู้ตัว สมาชิกหรือลูกค้าถูกเอาเปรียบอย่างไม่รู้ตัวนี่คือระบบของทุนนิยมประชานิยม ที่เขาทำกันอย่างมีเหลี่ยมโกง แต่ของพุทธที่ใช้คำว่า บุญนิยม จริงๆแล้วเราขาดทุนให้แก่สังคม ทำให้แก่สังคม เสียเปรียบให้แก่สังคมอย่างจริงใจไม่มีอะไรซับซ้อน เพราะทำอย่างมีสมรรถนะทำให้เกินกินเกินใช้มีส่วนเหลือเอาไปเผื่อแผ่แก่คนอื่นได้ เมื่อสังคมมีลักษณะแบบนี้ร้อยคนพันคน ก็มีส่วนเกินรวมกันมาก เมื่อมีมากก็สักพักได้เป็นรูปร่าง เป็นของสังคมหมู่กลุ่ม ของรัฐของประเทศ ที่จะมีส่วนเหลือส่วนเกินอย่างเป็นกลุ่มก้อน จำนวนที่เห็นเป็นรูปธรรม เอาไปแจกจ่ายได้ และเราไม่หยุดขยันอุตสาหพากเพียร ผลผลิตแรงงานจึงเกิดอยู่เสมอ และก็หมุนเวียนสะพัดออกไปสู่ผู้อื่นเสมอ จึงไม่จำเป็นต้องเอาของใครมามีแต่ให้ ให้ ให้ พี่มีแต่ให้จริงๆ ไม่ได้โกหกหลอกล่อพรางลวงเลย ทั้งจริงใจ จริงปัญญาและจริงพฤติกรรมที่เป็นอยู่ จึงเรียกว่าความจริงเป็นวัฒนธรรมที่จริงเป็นปรากฏการณ์จริง ที่เห็นได้พิสูจน์ได้เรียกร้องให้มาดูให้มาพิสูจน์ได้ เชิญให้มาพิสูจน์มาดูได้ เอหิปัสสิโก ไม่เปลี่ยนพฤติกรรมสังคมตามทฤษฎีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ นี่เป็นความจริง เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ อาตมาประกาศตนเองว่าเป็นลูกพระพุทธเจ้าโดย dna ก็คือเชื้อพันธ์ ของพระพุทธเจ้า เป็นเชื้อพันธ์ุของพุทธ เผ่าพันธุ์พุทธโดยตรง ข้ามชาติ ข้ามร่างกายแต่ละร่างกาย ร่างกายเปลี่ยนแปลงได้แต่จิตใจที่มั่นคงตั้งมั่นไม่เปลี่ยนแปลงแล้ว สืบทอดและพัฒนาไปข้างหน้าแต่ละชาติแต่ละชาติ ตราบใดยังไม่บรรลุสูงสุดเส้นพระพุทธเจ้าประกาศศาสนา แล้วปรินิพพานเป็นปริโยสาน ก็จะเจริญพัฒนาอย่างนี้ไปเรื่อยๆ แล้วจะต่อทอด DNA Deoxy ribo nucleic acid เป็นภาษาทางวิทยาศาสตร์ ที่มีพลังงานแตกต่างแต่อยู่ร่วมกัน หลอมรวมกันได้ เป็นพลังงานนิวเคลียร์ฟิวชั่น ที่ควบคุมได้เอามาใช้งานได้ มีตัวการที่เป็นเจ้าของพลังงานนี้เรียกว่า ISH ตัว I คือตัวเจ้าของ S H เป็นพลังงาน 2 อย่างที่เป็นบวกและเป็นลบ ตามฟิสิกส์ แม้ขัดแย้งกันก็เป็น opposite คนละขั้วกัน แต่สามารถเอามาหลอมรวมกันทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ให้เกิดพลังงานที่เกิดความขัดแย้งอันพอเหมาะก็เกิดพลังงานสูงสุด ให้เกิดตัวพลังงานไปจัดการกับ object เกิดเป็นผลผลิตแรงงานให้แก่มนุษยชาติให้แก่ตัวเรา ที่ต้องการ ที่เป็นผู้จัดการพลังงานนั้นได้ผล อาตมามั่นใจในภูมิรู้ที่ได้สืบทอดมาจนถึงทุกวันนี้แล้วเอามายืนยันพิสูจน์ สามารรถตรวจสอบได้ ไม่ได้ท้าทาย แต่ให้มาพิสูจน์ได้ ถ้าคนอื่นรู้อย่างที่อาตมารู้อย่างจริง ก็จะได้เอาข้อผิดพลาดของอาตามาแก้ไขได้ เพราะว่าถ้ามีผู้ตรวจสอบก็เป็นสิ่งที่ดี ถ้าสิ่งที่ท้วงมาอาตมาผิดจริงก็จะได้แก้ไข แต่ถ้าท้วงมาแล้วอาตมาไม่ผิดก็จะได้ชี้แจงกัน เป็นสิ่งที่พาเจริญ ไม่ได้เป็นการเสื่อมลงแต่อย่างใด นี่เป็นความเจริญของศาสนาพุทธ เป็นความรู้จริงของมนุษย์ในจิตที่คนค้นพบ ข้อสำคัญคือจิตใจไม่มีความเห็นแก่ตัว มันเป็นจิตจริง ที่ไม่เห็นแก่ตัว เพราะตัวเองก็มีอยู่มีกินพอสมควร มีอุปกรณ์องค์ประกอบพอเพียง ทำงานได้เต็มที่ สะพัดออกไปแจกจ่ายหมุนเวียนเป็นระบบ เป็นระบบที่สูงสุด เป็นระบบของพุทธธรรมที่มนุษย์คิดได้ เป็นทฤษฎีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ ที่ตรงกัน ทุกพระองค์เป็นทฤษฎีเดียวกันตรงกันถ่ายทอดมา เป็นเรื่องซับซ้อนไม่ใช่รู้กันได้ง่าย คนจะรู้เองโดยไม่มีที่มาที่ไปไม่ได้ต้องมีคนบอกแล้วคนมารู้ตาม คิดเองไม่ได้ ผู้ที่คิดเองได้โดยมีข้อยืนยันจริงๆว่าผู้นั้น ผู้ที่จะยืนยันได้ว่า เป็นผู้คิดเอง ในยุคไหนกาละไหน กัปป์ไหนก็แล้วแต่ คนๆนั้นยืนยันตัวบุคคลอยู่ คนๆนั้นจะเป็นผู้รู้ทฤษฎีนี้อย่างถูกต้องและเผยแพร่อธิบายให้คนอื่นทำตามเอาไปปฏิบัติตามได้ ไม่มีใครเหนือกว่า ยุคนั้นสูงสุด ไม่มีใครเหนือกว่าอีกแล้วคือพระพุทธเจ้าในแต่ละยุคแต่ละยุค เส้นความจริงที่ยืนยันสัจจะไม่มีใครแย่งหรือเสียงได้ ทฤษฎีดังกล่าวเป็นทฤษฎีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือทฤษฎีของพุทธ ได้ปรากฏในประเทศไทยเกิดจริงเป็นจริงในประเทศไทยโดยมีมนุษย์เป็นผู้ปฏิบัติ มนุษย์ผู้มีภูมิปัญญารู้ทฤษฎีนี้ได้ นำทฤษฎีนี้มาปฏิบัติและเป็นได้ ไม่ใช่ทำอย่างอวดอ้างเบ่งข่ม แต่เป็นสิ่งที่มนุษย์ทำได้จริงเชิญให้มาดูได้ จริงหรือไม่จริงก็ใช้ภูมิปัญญาของคุณมาตรวจสอบ พฤติกรรมนี้จึงเป็นพฤติกรรมเพื่อมวลมนุษยชาติ ปราศจากความเห็นแก่ตัว จริงๆ เป็นความจริงใจจริงๆเลย และผู้ที่ทำเพื่อผู้อื่น ไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง ไม่ได้เห็นแก่ตัวเห็นแก่ผู้อื่นจริง จึงไม่ใช่ภาษาโก้ๆ แต่เป็นจริง ของผู้ที่หมดตัวหมดจนหมดความเห็นแก่ตัวเองแล้ว เพราะตนเองได้ฝากชีวิตไว้แก่ผู้อื่น ผู้อื่นเลี้ยงดูไว้ กินใช้ไม่มากเจ็บป่วยก็ช่วยรักษา ถ้าตายแล้วก็ไปเผา ไม่เผาก็เน่าไป ต้องเน่าแน่นอน เขาก็ต้องจัดการเผาไป เอาอย่างนี้แหละ ผู้ที่มีปัญญา ที่เข้าใจความจริงอย่างที่กล่าวคร่าวๆนี้ จะมีภูมิปัญญารู้แจ้งเห็นจริง ไม่ใช่เรื่องเสแสร้งหลอกลวงซับซ้อนอะไร เป็นเรื่องสะอาดบริสุทธิ์ จึงไม่มีอะไรคลางแคลงแฝงใจ จริงร่วมมือทำสิ่งที่ดีอันนี้ เกิดมวลชน ที่มีคุณสมบัติ 3 ประการ คือ พหุชนหิตายะ หมายความว่าเป็นคุณสมบัติที่ทำประโยชน์เพื่อมวลมนุษยชาติ เรียกว่าพหุชนหิตายะ ซึ่งเป็นแกนหลักสาระสำคัญของประชาธิปไตย พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก)พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) คุณสมบัติเหล่านี้เราเรียกว่าคุณวิเศษ มีประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติอย่างจริงๆ จึงเป็นคุณอันประเสริฐ คนที่ทำด้วยความจริงใจและปัญญาอันเพียงพอ จึงมีผลจริงๆ เมืองไทยได้มีปรากฏการณ์นี้ของมนุษยชาติเกิดจริงๆ อาตมาขอพูด อย่างไม่ใช่นักพยากรณ์หมอดู แต่ต้องขอพูดนำร่องไปให้ฟังว่า เป็นเรื่องของมนุษยชาติจริงๆในโลก ขนาดนี้ทุกประเทศต้องการความเป็นประเทศที่ดีทีสุด ทุกประเทศต้องตามความเห็นของมวลมนุษยชาติ ประเทศใดๆก็ทำ ยกตัวอย่างจะเอามาให้เห็นชัดๆคือ พฤติกรรมของประเทศอเมริกา กับพฤติกรรมของประเทศเกาหลีเหนือ สองประเทศนี้มันมีพฤติการณ์ ใครติดตามข่าวได้ กำลังแสดงบทบาทยังไม่จบ ดูไปสังเกตการณ์ไป แล้วจะเห็นตอนจบว่าเป็นอย่างไร แม้นเกาหลีเหนือก็ตาม อเมริกาก็ตาม เขาก็ต้องการเป็นผู้ดีที่สุดถูกต้องที่สุด และสูงสุดต้องเป็นผู้ชนะ ตอนนี้ยังไม่จบเกมส์ ก็ศึกษา เป็นแต่เพียงว่า เรานี่ จะสามารถ จัดการจัดสรรตัวเองให้อยู่ในสภาพที่ดูไม่เสีย บุคลิก ไม่เสียสภาพ ว่าเราจะร่วมมือกับฝ่ายใด ที่เป็นฝ่ายดีที่สุด เราจะไม่เรียกว่าชนะหรือแพ้ แต่เราจะเรียกว่าดีที่สุดสมควรที่สุดตามภูมิปัญญาของเรา แล้วเราก็ทำตามที่ได้นี้
พ่อครูเทศนาจบ …. จากนั้น อ.ประสาน ได้มาทำหน้าที่เป็นพิธีกร เชิญท่านปลัดจังหวัดอุบลราชธานี นายพิจิตร บุญทัน มากล่าวเปิดงานตลาดอาริยะ โดยมีคุณข้าพุทธ ขาวดารา เป็นตัวแทนของสถาบันบุญนิยมในฐานะองค์กรที่จัดงาน เป็นผู้กล่าวรายงาน คุณข้าพุทธ...ได้กล่าวถึงความเป็นมาของตลาดอาริยะ .... งานปีใหม่ตลาดอาริยะจัดครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ.2523 ที่พุทธสถานสันติอโศก เนื่องจากพื้นที่ในการจัดงานที่พุทธสถานสันติอโศกคับแคบเกินไป ในปี พ.ศ.2527 จึงได้ย้ายสถานที่ไปจัดงานที่พุทธสถานปฐมอโศก จังหวัดนครปฐม เมื่อเป็นที่รู้จักของประชาชนทั่วไปมากขึ้น ต้นปี พ.ศ.2541 ก็ได้ย้ายมาจัดที่ชุมชนราชธานีอโศก ตำบลบุ่งไหม อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี เนื่องจากมีสถานที่กว้างขวาง ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน รวมเป็นระยะเวลา 38 ปีแล้ว
ตลาดอาริยะเป็นงานประจำปีที่จัดขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่เศรษฐกิจพอเพียงและระบบบุญนิยม ซึ่งเป็นวิถีการค้าขายที่ไม่หวังกำไร ไม่ฉวยโอกาสเอารัดเอาเปรียบหรือขูดรีดผู้ซื้อ ขณะที่ผู้ขายได้รู้จักการให้และการเสียสละ ฝึกฝนให้ตนเองลดละกิเลส ไม่โลภมากและแสดงน้ำใจต่อผู้อื่น และเพื่อให้ชาวบ้านทั่วไปได้เลือกใช้สินค้าราคาต่ำกว่าทุน เป็นการให้ของขวัญแก่ประชาชนในเทศกาลปีใหม่ไทย และเป็นการพบปะสังสรรกันของชาวบุญนิยมอีกด้วย
จากนั้น ท่านปลัดจังหวัด นายพิจิตร บุญทัน ได้กล่าวสัมโมทนียกถา เพื่อเปิดงานตลาดอาริยะ ได้กล่าวว่า ผมเคยมานอนที่นี่เมื่อหลายปีก่อน แต่มาครั้งนี้ มีอาคารใหญ่โตมโหฬารเกิดขึ้น สถานที่เปลี่ยนแปลง แต่สิ่งเหล่านี้ไม่สำคัญเท่ากับการที่ชาวอโศกได้มีชีวิตตามเศรษฐกิจพอเพียง สอดคล้องตามหลักของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 08.18 น. นายพิจิตร บุญทัน ปลัดจังหวัดฯ ได้ลั่นฆ้องชัย เพื่อเปิดงานตลาดอาริยะอย่างเป็นทางการ