600409_ทำวัตรเช้าปลุกเสก #41 บ้านราช ศีล สมาธิ ปัญญา (แบบพุทธ)ตอน4.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์27 KB
วันที่แก้ไข15 เมษายน 2560

เนื้อหาในไฟล์

600409_ทำวัตรเช้าปลุกเสก #41 บ้านราช ศีล สมาธิ ปัญญา (แบบพุทธ)ตอน4

พ่อครูว่า… วันนี้วันอาทิตย์ที่ 9 เมษายน 2560 เป็นวันโกน เป็นคนไม่มีอะไรหรอกชีวิต เรามาให้แก่สาระ สำคัญอยู่ที่ว่ามาแล้วเราเอาใจใส่ยา คุณจะได้พยายามยังไงก็แล้วแต่ จะใช้วิธีอย่างไร เพื่อที่จะได้สิ่งที่เราต้องการ คุณจะทำแบบหารร่วมมาก หรือจะทำแบบ คูณร่วมน้อย ก็คือพยายามเพิ่ม แล้วก็พยายาม ให้มันได้แก่น ให้มากที่สุด ที่พูดไปแล้วเป็นนามธรรม เป็นเชิงคณิตศาสตร์ เราจะละลายเอาแก่นให้ได้หารร่วมมาก เพราะฉะนั้น ต้องระวังอย่างมาก ระวังเศษ หรือสิ่งที่จะออกจากตัวเรา อยากให้ไปก็ไป ให้มีความกระทบเสียหายน้อยที่สุด หรือจะให้มีผลก้าวหน้ามากที่สุด แต่ก็ให้เสียหายน้อยที่สุด เช่นกัน เรามาทำกัน เป็นชาวอโศก ก็รู้เวลาวาระกันว่า เราจะมีงานนี้กัน เห็นเป็นความสำคัญ จึงทำกันมาตั้ง 41 ครั้งแล้ว ถ้าเป็นคนก็เริ่มจะแก่แล้ว

ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ การศึกษาของเรา เราเห็นว่านี้เป็นสาระ ก็เพื่อที่จะให้ความรู้เพิ่มขึ้น โดยมีศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ เป็นผลกับชีวิต ถ้าใครก็แล้วแต่ สามารถดำเนินไปในชีวิต ให้มีผลวิมุติให้แก่ตัวเอง เพิ่มเป็นอินทรีย์พละ ก็คือเพิ่มศรัทธา เพิ่มความเชื่อถือ เพิ่มความรู้ความเข้าใจ ศรัทธาเป็นเชิงเจโต จิตก็ยิ่งจะควบแน่นเข้าไปได้ เป็นแก่นแก่นสาระของสัจจะ เป็นศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา มีกระบวนการ อาชีวะ กัมมันตะ วาจา จนถึงสังกัปปะ เราก็จะทำอาชีพ ทำวาจา มีกาย มีเวทนา มีจิต มีธรรม ที่เราจัดสรรมันได้ ทำให้เกิดเป็นประโยชน์ เป็นผล ที่ไม่ประกอบไปด้วยกิเลส เราจะฝึกตนได้ความรู้ได้ทฤษฏี ที่จะยังชีวิตไปได้ สิ่งที่ได้ไป เราจะเรียกรวมว่า สิกขา หรือการศึกษา จะได้ไป ทีนี้เราจะรู้ว่า เราเจริญหรือไม่เจริญ ก็อยู่ที่ ศีล

อ่านต่อ

เป็นเครื่องบ่ง แต่คนไม่ค่อยรู้ว่า ถือศีลเวลาไหน นอกวัดหรือในวัด เขาถือศีลก็หยาบๆง่ายๆ มาวัดวันศีลวันพระ บางวันมาวัด ก็ทำศีล 8 ก็บอกว่า ไม่นัจจะคีตะวาทิตะ สำรวม ท่าทางสุ้มเสียงสำเนียงภาษาคำพูด แต่ไม่รู้เรื่องว่า ควรจะสำรวมอะไร ศีลข้อที่ 6 ก็บอกว่ามาวัด จะกินสองมื้อ หรือหนึ่งมื้อ พวกเรามื้อเดียวเป็นหลักก็ระวัง วิกาลโภชนา ก็ค่อยยังชั่ว ส่วนข้อ 7 มาลาคันธวิเลปนธารณมัณฑนะ ก็ไม่รู้เรื่องเลย ไปวัดก็มีดอกไม้ดอกไร่ ประดับประดาตกแต่ง คิดอ่านเป็นเรื่องอะไรไป ส่วนข้อ 8 อุจจาสยนมหาสยนา คือรวมกันเข้า ก็คิดอ่านทำใหญ่ใน ลาภ ยศสรรเสริญ โลกียสุข แทนที่จะไปลดละเรื่องเหล่านั้น ที่เราไปหลงไหลแย่งชิง ในลาภยศสรรเสริญ โลกียสุข ก็ไม่ได้สำนึก หรือคั้นเอาแก่นอย่างที่ว่า สิ่งที่เราคั้นเอาแก่น นี่เรียกว่าสมาธิ เมื่อคั้นเอาแก่น แก่นที่ได้สมบูรณ์สุด ก็คือนิโรธหรือวิมุติ ไม่มีกิเลสเลว คั้นเอากิเลสออกหมด โดยระมัดระวัง ทั้งคูณร่วมน้อย หารร่วมมาก เอาแก่น แต่อย่าให้แก่นติดออกไปนะ สาระที่เป็นจิตแท้ๆ อย่าให้จิตเราเสียออกไป ให้เอาแต่อกุศลจิต ชัดเจน เลือกเอาออกไปให้ได้ วิธีเอาออกไปก็มี เบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย กระทบสัมผัสทางข้างนอกตาหูจมูกลิ้นกาย เป็นวิธีทำสมาธิของศาสนาพุทธ ไม่ใช่นั่งสะกดจิตเข้าไป อย่างนั้นไม่ ครน. หรม.เลย ไม่ได้ประโยชน์สูงประหยัดสุดเลย มันกลายเป็น เอาคนไปทำเป็น เศษดินเศษหิน ไร้สาระ ไร้ประโยชน์ คนมีกายกรรมวจีกรรม ความรู้ความสามารถ ที่ยิ่งเป็นสมาธิ จะยิ่งทำอาชีพใดเจริญ มีกัมมันตะที่เจริญ มีสมรรถนะ มีการพูดที่ดี ไม่มีการพูด อย่าพูดโกหก พูดส่อเสียด พูดเพ้อเจ้อ มีแต่พูดที่ดีได้สาระ ได้ประโยชน์เป็นต้น มีการคิดอย่างไม่มีกามหรือพยาบาท มาปนในความคิด ได้ประโยชน์สูงสุด ก็ไม่ได้สมาธิ ไม่ได้สาระอย่างนั้น สาระของสมาธิ ก็คือวิมุติเป็นผลที่จะได้จากคำว่าสมาธิ สมาธิคือจิตตกผลึกตั้งมั่น มันได้อะไร ก็ได้ความเป็นวิมุติ ตั้งมั่นแข็งแรง วิมุติ มีคุณสมบัติเป็นอุเบกขา อุเบกขาเป็นคุณสมบัติของจิต ที่เป็นฌาน ถึง ฌาน 4 คั้นออกมาแล้ว จะได้คุณสมบัติ ฌาน 4 และได้อุเบกขาเจตสิก และจะเจริญด้วย ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา อุเบกขาเป็นสมาธิที่เจริญ ในระดับฌานที่ 4 ไม่ได้หลับตาปฏิบัติด้วย แต่กระทบสัมผัสเกี่ยวข้อง ในการทำงาน ในการอาชีพ ในการทำกัมมันตะ ในวาจา จิตใจก็สะอาดขึ้น สะอาดขึ้น ปริสุทธา ผุดผ่องขาวรอบ ยิ่งผุดผ่องขาวรอบ ยิ่งเจริญมีสมรรถภาพ ซึ่งขัดแย้งกับทางโลก ที่จิตใจจะยิ่งมีแต่ติดยึด ในลาภยศสรรเสริญโลกียสุขมาก พวกเราสังเกตตัวเองไหม ชีวิตตัวเองที่มาปฏิบัติ ตามที่อาตมาพาทำ เราไม่ได้จี๋จ๋า กับลาภยศสรรเสริญโลกียสุข ถ้าเป็นคนข้างนอก อายุยาวขึ้น ทำกิจการเจริญขึ้น ก็ยิ่งจะหวงแหนสะสม พอจะตายก็ตายไม่ลง เพราะมีสมบัติมาก กลัวจะพรากจากสมบัติไป เป็นปู่โสมเฝ้าทรัพย์ ตายไปแล้ว จิตวิญญาณก็เกาะอยู่กับสมบัติตัวเอง ไม่ไปไหน มีอุปาทานติดยึด ในองค์ธรรมต่างๆ ที่มีในพระไตรปิฎก อย่างองค์ธรรม 5 ของอุเบกขา อาตมาไม่เห็น อาจารย์สำนักไหน ปราชญ์คนไหน เอามาให้เรียนรู้ และปฏิบัติให้ได้คุณสมบัติอย่างนี้ ให้มีคุณสมบัติจิตบริสุทธิ์ ปริโยทาตา คือจิตบริสุทธิ์ แม้จะต้องเกี่ยวข้องสัมผัสกับ ลาภยศสรรเสริญโลกียสุข กับบุคคล หรือนัจจะคีตะวาทิตะ รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสภายนอก เราก็ยิ่งแข็งแรงบริสุทธิ์ สู้ได้กับสิ่งยั่วยวน สู้กับสิ่งที่จะทำให้เรามีกิเลส มันจะมี ปริโยาทาตา มุทุ คือจิตหัวอ่อน ทางเจโตก็ปรับได้ง่าย ปัญญาก็แววไว อกุศลไม่ให้เกิด กุศลก็เจริญยิ่งขึ้น เป็นมุทุภูตธาตุ มีปาคุญญตา เกิดกรรมการงาน ไม่ว่าจะเป็นทางอาชีพ กัมมันตะ วาจา สังกัปปะ ก็เจริญขึ้นดีขึ้น ทำอะไรได้เหมาะควรขึ้น งานทำได้ใหญ่ยิ่งขึ้น และจิตใจยิ่งจะผ่องใส ปภัสรา ยิ่งสะอาดขึ้นๆ ไม่ใช่ยิ่งนาน ยิ่งจะหมองหม่นขึ้น เศร้าสร้อยขึ้น อาตมาเองตอนเมื่อกี้นี้ ทำวัตรก็นึกถึงว่า เราเองไม่เคยมีอาการ ใจเศร้าหมอง พอจะรู้ไหม อาการใจเศร้าหมอง เป็นอย่างไร… อาตมาระลึกถึงตัวเอง ตั้งแต่เกิดมาจนถึงทุกวันนี้ อาตมาไม่เคยมี อาการใจเศร้าหมอง หรืออาการเครียด อาตมานึกๆ ตามที่คนเขาพูดกันว่า มีความเครียด มีความเศร้าหมอง แม้แต่ว่า อย่าว่าแต่อาการ ใจเศร้าหมองเลย เห็นแต่หน้าตาก็รู้แล้วว่า คนนี้มีใจเศร้าหมอง มันก็จะต่างกันกับความเฉย ความเศร้าหมองกับความเฉย จะต่างกัน อาตมาก็ว่า อาตมาไม่เคยเศร้าหมองเลย ตั้งแต่เกิดมาจนถึง 80 กว่าปี ไม่เศร้าหมองก็คือ อโศก ไม่โศก วิรชะ ไม่กระดี๊กระด๊า ไม่แถไปกับโลก ระเริงไปด้วยลาภยศสรรเสริญโลกียสุข รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส เรื่องโลกๆเริงรมย์ ยิ่งชอบรุนแรง ยิ่งชอบทั้งโรแมนติก ทั้งซาดิสม์ ทางโลกเขา ทั้งนิยมความรุนแรงจัดจ้าน ทั้งนิยมความหวานเยิ้ม นิยมยิ่งหวานเยิ้มยิ่งขึ้น หรือจัดจ้านทางลาภยศสรรเสริญสุขนั่นมันเป็นโลกีย์ไปทั้งหมด

เจโตสมาธิกับสัมมาสมาธิต่างกันไฉน ในมหาจัตตารีสกสูตร มาคั้นเอาผลของจิต คือสมาธิ อย่างสัมมาสมาธิ ซึ่งแตกต่าง จากสมาธิที่ทำแล้ว จะได้มิจฉาทิฏฐิ 62 สมาธินั่งหลับตา เรียกโดยศัพท์ว่า เจโตสมาธิ ผู้ที่ทำเจโตสมาธิทั้งหลาย ที่นั่งหลับตาสะกดจิตเข้าไป เรียกว่าเจโตสมาธิ ไม่ใช่สมาธิที่เกิดปัญญา สมาธิที่จะเกิดปัญญา กับสมาธิที่จะเกิดเจโตสมาธิ สมาธิที่จะเกิดเจโตสมาธิ คือนั่งสะกดจิตแล้ว เข้าไปอยู่ในภพ คุณก็ไม่มีปัจจุบัน คุณก็จะมีแต่อดีต กับจิตใจที่ปั้นอนาคต เป็นภพชาติ ใช้แต่สัญญา จะไม่มีทางเป็นปัญญาได้เลย การเรียนผิดๆ ว่านั่งสมาธิ สงบจิตในภพ แล้วปัญญาจะเกิด ไม่ได้หรอก มีแต่สัญญา ความจำเกิด แล้วระลึกรู้ หรือคิดเอง เรียกว่า ตักกะ ตรีกไตร่ตรอง สร้างไปเอง มีแต่อดีตกับอนาคต ศาสนาพุทธทุกวันนี้ เรียนรู้กันมา อย่างไม่เข้าใจธรรมะพระพุทธเจ้า เสื่อมไปจน ยิ่งหลงว่าตนเองเจริญ แต่แท้จริงยิ่งเสื่อม เสื่อมเป็นมิจฉาทิฏฐิ 62 นั่งหลับตาสมาธิ ที่จะเกิดทิฏฐิ 62 เท่านั้น ทั้งหมดไม่มีอย่างอื่นเลย จะเกิด ปุพพันตกัปปิกาทิฏฐิ ๑๘ แล้วนอกนั้นก็จะมี อปรันตกัปปิกาทิฏฐิ 44 มีปัจจุบัน 5 ในนั้นด้วย กาม ฌาน 1-4 ซึ่งถ้าปฏิบัติผิด ก็คือปฏิบัติหลับตา ฌานก็เป็นฌานหลับตา กามก็เป็นกามหลับตา คือปิดทวารทั้ง 5 แต่ดันฟุ้งซ่าน ปรุงแต่งให้เกิดรูป รส กลิ่นเสียง สัมผัสใน ภพ ปัจจุบัน หากเราได้รสอร่อยทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ทั้ง 5 ทวารเป็นรสเก๊แล้วยังดันนั่งหลับตา ไปสร้างรสเก๊ในจิตอีก มันเก๊ซ้อนเก๊อีก คนที่ตายไปแล้ว ไม่มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ตายไปแล้ว เขาก็มีกามเหมือนกัน ตายไปแล้วไม่มีองคาพยพภายนอก มีแต่จิตวิญญาณแท้ๆ จิตวิญญาณก็ยังหลงกาม ก็จะหลอกลวงไปใหญ่โต อย่างคนฝัน ในฝันมันซ้อนลงไป เราจะไม่รู้ตัวเลย เราจะไม่รู้สึกว่าเราเกี่ยวข้องกับอันอื่นๆ ก็จะยิ่งเป็นลักษณะของจิตแท้ๆ ไม่มีอะไรแบ่ง เอาความรู้สึกไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย จึงเป็นความรู้สึกเต็มๆในจิต จะยิ่งมีอุปาทาน กิเลสยิ่งรวมตัว เต็มที่ด้วยความหลง ความไม่รู้ด้วยอวิชชา อาตมาจึงพยายามอธิบาย ตั้งแต่ทำงานศาสนา จนถึงทุกวันนี้ ก็ย้ำเรื่องสมาธินี้ แค่นี้ให้เข้าใจ ให้รู้สึกกันว่า นั่งหลับตาไม่ใช่ของศาสนาพุทธ แต่เรียนรู้อย่างสัมมาทิฏฐิ แล้วก็ปฏิบัติเป็นอุปการะ นั่งสมาธิหลับตา มีอุปการะอะไรบ้าง ๑. ได้พักผ่อนแบบสงบจิต มีอุปการะมาก ๒. ศึกษาเพิ่มทักษะในเจโตสมถะ และใช้ตรวจอ่าน ภาวะจิตต่างๆ ในภวังค์ มันฟุ้งซ่านไปเป็นกาม พยาบาท หรือง่วง ถีนังมิทธัง ตกลงไป จะเรียนรู้จิต หรือเรียนรู้สะกดจิต ให้เป็นหนึ่ง ลงไปแบบเจโต ๓. เอื้อให้ปฏิบัติเตวิชโช (ทบทวน) ได้อย่างดี เอาสัญญามาตรวจสอบเหมือนวัวเคี้ยวเอื้อง ตรวจสอบเตวิชโช เราผ่านอะไรมา รู้ทันกิเลสเกิดหรือไม่อย่างไร เรามีกิเลสไปในกรรมกิริยา หรือกำลังระวัง เกิดแล้วคว้าทัน หรือไม่ทันไปออกฤทธิ์ออกเดชอย่างไร ก็ตรวจสอบสิ่งที่ผ่านมาก่อน ตรวจดูว่า กิเลสมันเกิด กรรมกิริยามันเกิด โดยเฉพาะมีกิเลสเกิดร่วม ขณะทำการงานอาชีพ ขณะทำ ขณะพูด ขณะคิด มีกิเลสปรุงแต่งหรือไม่ ถ้าตรวจสอบแล้วทุกขณะ ไม่มีกิเลสเกิด คนเป็นอรหันต์แล้ว ตรวจสอบตลอดเวลา ขณะเรามีชีวิตประจำวัน กิเลสเราก็ไม่เกิดเลย ในทุกๆผัสสะ กรรมกิริยาทุกความเกี่ยวข้อง สัมพันธ์กับทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งดินน้ำไฟลมวัตถุ ไปจนกระทั่งวัตถุผู้คน การแสดงออก แม้เชิงคิด กระทบสัมผัสอยู่ กิเลสก็ไม่เกิดเลย พระอรหันต์ ก็เป็นคนอย่างนั้น ตรวจสอบได้ว่า อาสวะเราสิ้นแล้ว กิเลสไม่เกิด มีชีวิตในแต่ละวันๆ กระทบสัมผัส เกี่ยวข้องกับอะไรทางโลก นั่นคือผู้มีฌาน มีสมาธิสมบูรณ์ ได้ฝึกเพ่งเผากิเลส ฌานไม่ใช่สะกดจิต ให้จิตเป็นแท่งก้อน แล้วหยุดแข็งทื่อ เป็นพรหมลูกฟัก แบบนั้นไม่ใช่ฌาน ไม่ใช่สมาธิ แต่ต้องอ่านเข้าไปในจิต แล้วทำให้สะอาด เราใช้ทั้ง เวทนาสัญญาสังขาร เจตสิก 3 สัญญาคือสิ่งที่เราต้องฝึก ให้มันกำหนดรู้ มีหน้าที่ กำหนดรู้ สร้างกำหนดหมายนิมิตหมาย สั่งให้จิตมันสัมผัสกับอะไร ก็พยายามตรวจสอบ รู้ให้ได้ว่า อะไรคืออะไร ตั้งแต่หยาบถึงละเอียด ในจิตเจตสิกต่างๆ เวลาจะตรวจสอบอะไร ก็ตรวจสอบที่ สังขาร กับเวทนา สังขารคือจิตมันรวมปรุงแต่งออกมา เป็นองค์รวมของการปรุงแต่ง ออกมาปุ๊บ ก็เกิดเวทนาปั๊บ เวทนากับสังขาร มันปรุงแต่ง กายสังขาร วจีสังขาร ปรุงแต่งก็ออกมาเป็นอารมณ์ อารมณ์อย่างนั้น จะเป็นการปรุงแต่งอย่างเร็ว คน ไม่ได้ศึกษา ก็จะรู้ไม่ทัน ชอบหรือไม่ชอบ สุขหรือทุกช์ ผลักหรือดูด ทันทีขึ้นมา คนที่รู้สังขาร วิจัยสังขารออกมาเป็นเวทนา ในกระบวนการของเวทนา ถึงได้แยกออกไป ถึงร้อยแปด เวทนา เป็นกรรมฐานหลัก ของศาสนาพุทธ แต่มันได้ผิดเพี้ยนไป ในความรู้นี้แล้ว โบราณอาจารย์ได้บอกว่า กรรมฐานมีกสิณ 40 ซึ่งเป็นการสะกดจิต แต่ที่จริงแล้ว จะเอาเกินกว่า 40 ก็ได้ เอาชมพู่เป็นกสิณ เอาลูกแก้วเป็นกสิณ ในกสิณ 40 ไม่มีลูกแก้วนะ ในกสิณ 40 ของพุทธโฆษาจารย์ไม่มี แต่ธรรมกายใช้ลูกแก้วเป็นกสิณ อาตมาเห็นชมพู่ ก็หยิบชมพู่มาเป็นอุปกรณ์อธิบายธรรมะ ใช้ชมพู่เป็นกสิณก็ได้ อะไรก็ตาม ที่ใช้เป็นเครื่องมือ ให้จิตจดจ่อให้นิ่ง นั่นคือวิธีรวมจิต สะกดจิตก็ได้ ใช้อะไรเป็นสื่อ กสิณคืออะไร ที่ทำให้เราจดจ่อจดจ้อง แล้วรวมจิตให้นิ่ง ไม่มีพลังงานอะไรออกไป อย่างเดียว ถ้านิ่งอยู่นั้นเขาเรียกว่า ฌาน หรือมีผลเป็นสมาธิ เขาเรียกโดยศัพท์ว่า เอกัคคตาจิต ที่นิ่งเป็นหนึ่งอย่างเลิศ ความจริงแล้ว ของพระพุทธเจ้านั้น ลืมตา มีกสิณเป็นเวทนา อ่านจิตให้ออก โดยเฉพาะ เวทนาที่สำคัญมาก คือ มโนปวิจาร 18 ซึ่งเป็นแกนกลาง ที่จะปฏิบัติธรรม ผู้ปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า ที่ทำให้ลืมตาปฏิบัติ ต้องเข้าใจ มโนปวิจาร เนกขัมสิตเวทนา กับ เคหสิตเวทนา ว่าจิตใจเรา มันปรุงแต่งไปเป็น เคหสิตเวทนากลายเป็นรสโลกีย์ แล้วเรารู้ทันวิจัย มีฌาน คือเพ่งรู้แยกแยะกิเลสออก ในสังกัปปะ 7 อาการในกาม พยาบาท ที่ปรุงแต่งในจิต จัดการอาการกามได้ หยุดอาการกาม ด้วยกดช่ม วิขัมภนปหาน ว่าเอ็งอย่ามาหลอกข้า เอ็งเป็นผี เอ็งอย่ามาหลอกข้า เอ็งไม่ใช่ตัวจริง เป็นของหลอก เรียกว่าผี ไม่ใช่สิ่งดีเลย คือสิ่งโง่ พูดเหมือนกับคนละชิ้น แต่ที่จริงแล้ว เป็นจิตตัวเอง รู้กามพยาบาท ว่ามันไม่ใช่ของเที่ยงแท้ มันไม่ใช่ตัวจริง มันเป็นเหตุแห่งทุกข์ วิหิงสาคือกามพยาบาท ที่เหลือเป็นรูปราคะ อรูปราคะต่อไป ทำให้อย่างหยาบ โอฬาริกอัตตา ตาหูจมูกลิ้นกาย ล้างกามในจิตออกไปก่อน กระทบสัมผัส ทางตาหูจมูกลิ้นกาย แล้วเกิดกิเลสสองตระกูล คือ กาม กับ พยาบาท หรือโลภกับโกรธ อ่านอาการจิต ว่ามันเป็นเช่นนั้น อ่าน อาการ ลิงค นิมิต อุเทส แล้วทำให้อาการนั้น มันสะอาดบริสุทธิ์ขึ้นจาก กาม พยาบาทได้ เรียนรู้ในชีวิตสามัญ เอากิเลสออกได้เรื่อยๆ จิตใจก็สะอาดขึ้น ตกผลึกเป็นสมาธิ ทำให้สะอาดขึ้น ท่านเรียกว่า ทำฌาน ไฟฌาน เป็นพลังงานที่ไปล้าง ไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ ทำให้จิตสะอาดตกผลึกขึ้น เป็นสมาธิอย่างแท้จริง ลืมตาทำนี่ศาสนาพุทธ ไปนั่งหลับตาทำนั้น ไม่ใช่วิธีของศาสนาพุทธ ก็คงพูดจนตาย เรื่องนี้

กรรม 4 ของชีวิต จัดการกับ กรรม 4 ของชีวิต 1.กรรมกิริยาที่ประกอบอาชีพ เรียกว่าอาชีวะ กรรมกริยาที่มีทั้งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม เรียกว่ากัมมันตะ วจีกรรม ที่เรียกว่าคำพูดภาษา กรรมที่เป็นมโนกรรม ที่ปรุงแต่งกันอยู่ ถ้าใครสามารถอ่านอาการของจิต ที่เรียกว่า ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ หรืออาการจิต อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา หรือวจีสังขาร วจีสังขารไม่ใช่วจีกรรมนะ วจีกรรมนั้น พูดออกมาเป็นเสียงแล้ว ส่วนวจีสังขาร เป็นนามธรรมอยู่ภายใน ถ้าเราสามารถอ่านออก ยังไม่ออกมาเป็นกายกรรมวจีกรรม วจีสังขารเป็นมโนกรรม เมื่อปรุงแต่งสังกัปปะ 7 ออกมาเป็นวจีสังขาร เราอ่านวจีสังขารได้ว่าเป็นอาการอย่างนี้ เมื่อเราสัมผัสแล้ว จิตเราเป็นแบบนี้ แม้ยังไม่เป็นภาษาเรียกได้ว่าเป็นจิตอะไร จิตอย่างนั้นท่านเรียกว่า เราสัมผัสอ่านจิตเรารู้แล้ว มันยังไม่มีภาษาเรียกสภาวธรรมอันนี้ ท่านเรียกอันนี้ว่า ปฏิฆสัมผัสโส ปฏิคือ action reaction สัมผัสรูปกับนาม แล้วเกิดสิ่งที่เรียกว่า ฆ แต่นามธรรมอันนี้ ยังไม่มีชื่อเรียก ก็เป็นนามธรรม ที่จะเรียกชื่อไม่ได้ แต่ก็ยังเรียกให้มีชื่อเรียกว่า อธิวจนสัมผัสโส อธิวจน แปลว่าชื่อ เราจะสัมผัสชื่อ แต่มันยังไม่ได้ตั้งชื่อ ซึ่งมีผู้ที่เรียนอภิธรรม เรียกจิตเจตสิกต่างๆ เป็นชื่อต่างๆ แต่รู้จักภาษา แต่ไม่รู้การปฏิบัติ จนกระทั่งให้ ปฏิฆสัมผัสโส สัมผัสรูปนามของตนเอง แล้วรู้ตัวจริงเลยว่า ตัวนี้เรียกว่า ...ที่พวกอภิธรรมเขากำหนดกัน กุศลโลกีย์ คืออยากได้ อยากมี อยากเป็น แต่ทำให้กลางๆ มีก็ไม่มี ไม่มีก็ไม่มี กลางๆ ซึ่ง เราสามารถเข้าใจพยัญชนะภาษาที่พูดไม่ได้ จนเป็นภาษาสภาวะที่ตรงกัน ที่อาตมาพูดนี้ได้ คุณทำจิตเป็นกลางได้ ไม่มีอาการผลักหรืออาการดูด แม้เรามีแล้ว ก็ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่น แม้ไม่ดูดไม่ผลัก เป็นจิตกลางๆ อุเบกขาแล้ว ก็อย่าไปยึดว่า อุเบกขาเป็นจิตถาวรนิรันดร์ เป็นแต่เพียงกิริยาที่ปรุงแต่งในคน เป็นจิตธาตุรู้ทำงานในปัจจุบัน เท่านั้น พระอรหันต์ มีจิตอยู่ในปัจจุบัน ตายลงก็ไม่มี ศาสนาพุทธ รู้จักจิตวิญญาณแท้ นอกจากจะไปตั้งจิตตนไปอีก ว่าจะไม่ยอมสูญ อาตมาเป็นโพธิสัตว์ รู้จิตตัวนี้ โพธิสัตว์คือ ผู้ที่ผ่านอรหัตผลมาแล้ว โพธิสัตว์ ๙ ระดับ โสดาบันโพธิสัตว์ สกิทาคามีโพธิสัตว์ อนาคามีโพธิสัตว์ อรหันต์โพธิสัตว์ อนุโพธิสัตว์ อนิยตโพธิสัตว์ นิยตโพธิสัตว์ มหาโพธิสัตว์ สัมมาสัมพุทโธ คือพระพุทธเจ้า โพธิสัตว์จะรู้จักจิตอรหันต์อย่างดี คือทำให้จิตไม่มีได้ เวลาตายจริงๆ ปรินิพพานเป็นปริโยสาน จะตายอย่างสิ้นรอบ ไม่มีอะไรเหลือเลย ก็ไม่มี อัปปนิหิตตังจิตตัง ตายไปอย่างไม่มีนิมิต ไม่ตั้งจิดต่อ ตายอย่างทำสูญ ไม่มีนิมิต นิพพานมี 3 ถ้าเราไม่มีสภาวะอย่างจริง ก็จะเรียนรู้ได้แค่ตรรกะ เป็นพยัญชนะ ผู้ที่สามารถ ที่จะตายหรือดับ หรือนิโรธ ไปอย่าง สุญญตนิพพาน อนิมิตนิพพาน นิพพานแปลว่าตาย วิโมกข์คือหลุดพ้น ไม่ตาย แต่เราก็ไม่มีสิ่งนั้น วิโมกข์อยู่กับ 0 ไม่ตั้งจิตมีนิมิตหมายอะไร หากเราจะมีนิมิต ก็เพียงอาศัย เท่านั้น ผู้ที่ไม่ยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นเรา ก็มีแต่อาศัย พระอรหันต์ไม่มีอะไรเป็นเรา มีมือ ก็ไม่ใช่มือของเรา อาศัยมือ สำหรับทำงานใช้ประโยชน์อย่างนั้นอย่างนี้ อยากไปใช้มือเป็นโทษ มีมือสำหรับตบคนอื่น หรือสร้างอาวุธ สร้างอบายมุข สร้างกาม พยาบาท ไม่เอา แต่มีไว้อาศัยทำกุศล สร้างสิ่งที่มีประโยชน์ แม้แต่มีจิตไว้เพื่อสร้างประโยชน์ ไม่ใช่สร้างสิ่งที่เป็นโทษภัย เช่น สร้าง กาม พยาบาท วิหิงสา ไม่ทำ เราสามารถทำให้จิตใจเราเป็นถาวร ที่จะไม่สร้าง กาม พยาบาท วิหิงสา ถาวรยั่งยืนตลอดกาล คือจิตอรหันต์ นั่นแหละคือ อารมณ์นิพพาน อารมณ์วิมุติ ที่พูดไปนี้ขอยืนยันว่า พูดไม่ผิด พูดสภาวะถูก ไม่ได้ลอกเลียนใคร มาจากสภาวะจิตของตนเอง ที่มีแล้วพูดให้ฟัง ที่พูดซ้อนๆ ขยายความคือการอวดอุตตริมนุสสธรรม คือธรรมะที่เหนือความเป็นมนุษย์ เป็นโลกุตรจิต เป็นอาริยธรรม

รู้เท่าทันกามกับอัตตา คนที่มาเรียนรู้ แล้วพยายามพากเพียร แล้วเอาไปปฏิบัติ เรามาฟัง เรารู้ความหมายอะไรให้ละเอียด เราก็ได้ความรู้ แต่ความรู้เหล่านี้ เรียนเสร็จแล้ว ก็เพียงแต่รู้ จะเอามาใช้ทีหนึ่ง ก็เอาไว้สอบ ว.บบบ.แล้วก็จะได้เข็ม อย่างนั้นก็เรียนอย่างหนึ่ง แต่ถ้าใครเรียนแล้ว เอาไปใช้ในการปฏิบัติทุกเวลา ในการทำอาชีพ ในการทำกรรมกิริยา กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ไปใช้ในการพูด การคิด เอาไปใช้ประกอบ ในการอ่านจิต อ่านเวทนาในเวทนาได้ แยกเวทนาในเวทนาได้ ว่านี่มีตัวผีผสม เป็นเคหสิตเวทนา เราก็รู้ทัน ตราบใดคุณไม่เป็นอรหันต์ ก็จะมีผีพวกนี้มาหลอก มาปนมาผสม เราก็ต้องอ่านให้ทัน โดยเรามีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ เป็นตัววิจัย อ่านจิตของเรานี่ออกได้เสมอ ดีขึ้นเร็วขึ้นเก่งขึ้น แล้วก็กำจัดมันได้ กำจัดมันได้ จนมันไม่เหลือ วิธีปฏิบัติก็คือ มรรคมีองค์ 8 กับโพชฌงค์ 7 มรรคมีองค์ 8 กับโพชฌงค์ 7 ในขณะที่คุณฟังอาตมาไป ขยายความให้ฟัง ก็จะได้ความรู้ความเข้าใจ ความเห็นเรียกว่า ทิฏฐิ อันสัมมา อย่างถูกต้อง เสร็จแล้วก็เอาไปพยายามปฏิบัติตามที่รู้ แล้วได้สัมมาทิฏฐิไปแล้ว จะไปทำทาน เพื่อให้แก่ใคร ชีวิตของคน จะต้องเกิดมา เพื่อทำแล้วก็ให้ แต่คนที่ไม่ได้ศึกษา ไม่ได้เป็นอรหันต์ ก็มีแต่จะทำแล้วก็เอา เราทำแล้วได้ชมพู่มาลูกหนึ่ง เป็นของเรา เราไม่ให้ใคร ถ้าจะให้ก็ให้เขาซื้อ หรือเอาอะไรมาแลก ถ้าเขามาแลกให้ราคาแพง ได้เปรียบมากเท่าไหร่ก็ชอบ นั่นคือคนโลกีย์ คนโลกๆเป็นอย่างนั้น อย่างน้อยที่สุด ก็ให้ด้วยความเสน่หา ให้ไปเพื่อได้สิ่งแลกเปลี่ยน อย่างน้อยที่สุด จะได้กาม เช่น สาวคนหนึ่ง เราต้องการกามจากสาวคนนี้ เราได้ชมพู่มา ก็ว่าได้ของดี สมมุติว่า สาวคนนั้นชอบชมพู่ เราก็เอาไปกำนัล สาวจะได้ชอบเรา เราจะได้กามจากสาว คนก็เอาเป็นเครื่องล่อ เป็นเรื่องให้อะไรใครแล้ว จะต้องได้สิ่งแลกเปลี่ยนมา หรือไม่ได้กามก็ได้อัตตา อัตตาคือจิต ไม่เกี่ยวกับกาม คือรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส แต่เป็นตัวใจจริงๆ เป็นรูปภพ อรูปภพ ได้สิ่งที่เราต้องการสมใจ นอกจาก รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ได้บำเรออัตตา ก็มีบำเรอกาม บำเรออัตตา สองอย่างนี้ พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว ก็เอามาเทศน์ เป็นธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ท่านตรัสรู้แล้วก็รู้ว่า โลกนี้มีกามกับอัตตาเท่านั้น ขยายความ คำว่ากามก็คือโลก กาม คือกามโลก กามคือโลกธรรม หรือกามคุณ ๕ ภายนอก กับภายใน คืออัตตา เท่านี้ ตรัสรู้ขึ้นมาแล้วมาเทศนา ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ให้รู้ว่ากามคืออะไร คือสิ่งที่น่าได้น่ามีน่าเป็น เป็นสุข เรียกว่ากามสุข เรียกอีกทีว่า กามสุขขัลลิกะ เอาคำว่า อัลลิกะคือเท็จมาต่อ กามสุขมันของเท็จ อีกอันหนึ่ง พระพุทธเจ้า ท่านตรัสรู้ตอนแรกว่า อัตตา มีสองอย่าง คือกามกับอัตตา อัตตาคือจิต ผู้ที่มีจิตอวิชชา มีความลำบากมาก กิลมถะ มีจิตอย่างไม่มีปัญญารู้เท่าทันจิต แล้วจะอยู่เหนือจิตได้ คนที่ยังอยู่เหนือจิตไม่ได้ ก็จะ กิลมถะ ก็จะลำบาก พระอรหันต์ รู้ว่าจิตนี้มันไม่ กิลมถะอะไร เป็นแต่แค่ ทรถะ เป็นภาระ ที่เป็นทุกข์ อย่างเลี่ยงไม่ได้ หรืออัตตา มันเป็นสภาพอัตตาที่อาศัยอยู่ พระอรหันต์จะรู้จักอัตตาอาศัย หากท่านว่า จะไม่อยู่ต่อแล้ว จะจบแล้ว ปรินิพพานแล้ว ไม่ต้องมีอะไรอีก สลาย อัปปนิหิตตัง ท่านก็มี อนิมิตนิพพาน ปณิหิตนิพพาน คือกำหนดหมายจะอยู่ อย่างอาตมาเป็นพระโพธิสัตว์ ก็จะมาทำงานต่อ ยังไม่หยุดให้จบ แต่พระอรหันต์ท่านรู้ว่า จะหยุดจะจบ ท่านจะสูญเลยก็ได้ ตายอย่างสุญญตนิพพาน ไม่สร้างนิมิตอะไรอีก อนิมิตนิพพาน หรือไม่ตั้งจิตต่อ อัปปณิหิตตนิพพาน พระอรหันต์พระโพธิสัตว์ ทำได้ทุกองค์

สังกัปปะให้เป็นบุญ อาตมาทำงานมา จนถึงป่านนี้ แล้วมีพวกเรา รวมตัว มานั่งฟังธรรมกันเป็นกิจจะลักษณะ บางคนก็มาได้หนึ่งวัน สองวัน สามวัน บางคนมาได้ 5 6 วัน บางคนมาครบ 7 วันได้ วันนี้ก็เป็นวันที่ 5 แล้ว ยังเหลืออีก 2 วัน คนที่รู้สาระ ก็มาตั้งใจศึกษา การศึกษาของพระพุทธเจ้า ไม่มีอะไรเลยก็มีคือการศึกษา 3 มีสิ่งที่จะตั้งกรอบขอบเขตอะไร ให้แก่ตัวเองปฏิบัติเป็นศีล จะตั้งใจปฏิบัติจริงๆ ให้เกิด อธิจิตขึ้นเป็นสมาธิ แล้วจะเกิดอธิปัญญา เป็นธาตุรู้ว่า ทำได้ไม่เป็นวิมุติ หรือเป็นวิมุติหมดแล้ว เป็นการศึกษาที่ยิ่งใหญ่ ถ้าเข้าใจศาสนาพระพุทธเจ้าแล้ว เข้าใจการศึกษาสามนี้แล้ว จะไปเรียนทางโลก คณะไหนก็แล้วแต่ การศึกษาไหนก็แล้วแต่ หากเอาการศึกษา 3 นี้ไปร่วมด้วย จะเรียนได้ดีได้เจริญ เพราะการศึกษาของพระพุทธเจ้า อยู่กับการศึกษา อยู่กับชีวิตทั้งหมด เจริญไปด้วยอธิศีล จิตยิ่งคิดดี เจริญไปด้วยปัญญา ด้วยความรอบรู้ อาตมาพยายามอธิบาย ให้ละเอียดกับพวกเรา ในยุคนี้ ก่อนอาตมาจะมาทำงานศาสนาพุทธ ท่านมีความรู้ของศาสนาพุทธเละเทะเพี้ยน เสื่อมไปจากความถูกต้องเยอะ อาตมาก็มาพูดความถูกต้อง โดยปรามตำหนิสิ่งที่ผิด เพราะมันได้ผิดมามาก จนเกือบจะไม่เหลือสิ่งที่ถูก ยังมีเหลือแต่ภาษาบัญญัติ แต่ความเข้าใจของท่าน ได้เข้าใจผิดเพี้ยน ไปหมดแล้ว คนที่เข้าใจความหมาย แม้จะแปลได้ถูก แต่ก็ยังเข้าใจผิดอีก มันเป็นเรื่องที่ลึกซึ้งมาก พยัญชนะแปลออกมาก็ถูก แต่เวลามีชีวิตอยู่ ตั้งแต่คิดเลยก็คิดผิด พูดก็พูดไปอีกอย่าง ทำก็ทำไปอีกอย่างหนึ่ง ไม่ตรงกับที่รู้ อันนี้ก็น่าสงสาร เช่น คำว่า บุญ ที่อาตมาย้ำคำว่าบุญ ก็เพราะว่า คำว่าบุญ ได้ทำลายศาสนาพุทธหนักมาก คำว่าบุญเป็นคำของ ศาสนาพุทธเท่านั้น เพราะมันเป็นอัตลักษณ์ ของศาสนาพุทธศาสนาเดียว ศาสนาไหนๆ ก็ทำบุญไม่เป็น แม้ในยุคนี้ศาสนาพุทธ ก็ทำบุญไม่เป็นแล้ว เอาบุญไปปู้ยี่ปู้ยำหมด บุญเป็นเครื่องมือ ในการตัดกิเลส ทำหน้าที่เดียว เมื่อทำหน้าที่เสร็จจบ จบแล้วตาย บุญนี่ เหมือนผึ้งตัวผู้ มันผสมพันธุ์เสร็จ มันก็ตาย นั่นแหละคือบุญ มีหน้าที่จะปราบกิเลส หรือทำจิตให้สะอาด สันตานังปุนาติวิโสเทติ มีหน้าที่ทำจิตสันดาน ให้สะอาดหมดจด ทำหน้าที่เสร็จแล้วก็ตาย ไม่มีเศษอะไรเหลืออีกเลย บุญไม่ใช่สมบัติโดยยิ่งทำจะได้สะสม ไม่ใช่ ยิ่งทำยิ่งหมด เป็นพระอรหันต์แล้วบุญหมด เพราะทำบาปหมดแล้ว ปุญญปาปปริกขีโณ สิ้นบุญสิ้นบาป อรหันต์เป็นคน สัพพปาปัสส อกรณังแล้ว แต่ยังมีกรรมกิริยา ก็มีแต่กุศล กุสลัสสูปปสัมปทา ในโอวาทปาติโมกข์ จึงใช้คำว่าสัพพะปาปัสสะ อะกะระณัง เพราะท่าน สจิตตปริโยทปนัง ได้ทำกิเลสหมดแล้ว จึงมีชีวิตอย่าง กุสลัสสูปสัมปทา ทุกกรรมกิริยา ก็แต่กุศลเกิด อาตมาจึงพยายามย้ำ ให้เข้าใจบุญ อย่าเข้าใจบุญผิด กลายเป็นเอาบุญมาเป็นบาป เอาไปค้าขาย คำว่าบุญคำเดียว ทำลายศาสนาได้อย่างมหาวินาศ การปฏิบัติธรรม จะต้องทำจิตให้เป็นบุญ เป็นหนึ่งเดียว จะมีประสิทธิภาพสูง ทำหน้าที่ประหารกิเลสได้ เพราะว่าบุญ ทำหน้าที่ประหารกิเลส เ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน