230708 คุณธรรม9ประการ-พ่อท่าน-สันติอโศก-ฬ023.txt

โฟลเดอร์2523 TXT ถอดเสียงเป็นข้อความ รอตรวจอักษร
ประเภทไฟล์เอกสาร (text/plain)
ขนาดไฟล์203 KB
วันที่แก้ไข10 สิงหาคม 2568

เนื้อหาในไฟล์

ถ้าเรามาเรียนต่อพระไตรปิฎกโรงเรียนจากพระไตรปิฎกขณะนี้อังคุตตรนิกายปัญจกนิบาตมาเรียนแล้วเริ่มมาตั้งแต่สูตรที่ 1 และสูตรที่ 2 ขณะนี้เรามาถึงสุดที่ 2 ซึ่งกำลังจะอธิบายโดยพิสดารในวิทยุสูตรนี้ก็เป็นสูตรที่บอกรายละเอียดไว้มากแท้จริงก็มีหลักมาจากสูตรแรกอยู่คือหลักที่มีศรัทธามีอุปสรรคมีวิริยะมีปัญญา เป็นกำลังที่นี่มาถึงสูตรนี้ท่านก็ขยายความขึ้นว่าศรัทธาในกำลังคือศรัทธาเป็นไฉนกำลังคือศรัทธาก็คืออริยสาวกในธรรมวินัยนี้เป็นผู้มีศรัทธาย่อมเชื่อพระปัญญาเครื่องตรัสรู้ของตถาคตคือเป็นผู้มีศรัทธานี่เพราะเชื่อในพระปัญญาเครื่องตรัสรู้ของพระตถาคตและที่ที่เชื่อในกระเพาะแม่เหตุอย่างนี้อย่างนี้เหตุอย่างนั้นอย่างนั้น 9 เหตุด้วยกันมีถึง 9 เหตุด้วยกันจึงเชื่อเราก็ได้อธิบายถึงเหตุเหล่านั้นกันมาอาจจะให้ครบ 9 เหตุโดยจะแสดงนัยยะให้ละเอียดละออไปดูซึ่งเราได้แสดงไปแล้วเหตุที่ 1 คือเพราะท่านเป็นอรหังหรือเป็นพระอรหันต์เอาความเป็นพระอรหันต์ของท่านนั้นท่านมีหลักอยู่อย่างหนึ่งว่าถ้าผู้ใดมีความเป็นอรหันต์เหมือนกันผู้นั้นย่อมแจ้งซึ่งรหัสสกุลหรือความเป็นอรหันต์นั้นได้เองด้วยกันเอง แล้วท่านเป็นอรหันต์เหมือนกันท่านก็แจ้งอรหันต์นั้นด้วยกันได้ทีนี้เมื่อเรามาอธิบายความเป็นอรหันต์หรือความเป็นอรหันต์สู่กันฟังด้วยภาษาเราก็ฟังได้แค่ภาษาถ้าเรายังไม่เป็นอรหันต์เราก็ไม่แจ้งถึงอย่างเป็นหนึ่งเดียวเหมือนกันหรือว่าแจ้งอย่างทะลุปรุโปร่งแจ้งอย่างเรียกว่ามันตรงกันเป๊ะเลยน่ะมันก็ไม่แจ้งทีเดียวเพราะฉะนั้นจึงได้อธิบายให้ฟังพอคร่าวๆว่าความเป็นอรหังหรือความเป็นพระอรหันต์นั้นน่ะก็มีคุณ แล้วแต่ยังตามรหัสแต่ผลอย่างต่ำก็ได้ชี้แนะลงไปถ้าผู้ใดเห็นได้เข้าใจได้ว่าอรหันต์อย่างต่ำเป็นลักษณะอย่างนี้ถ้าเรามีคุณแห่งอรหัตผลนั้นแม้อย่างต่ำเรามีแล้วเป็นแล้

อ่านต่อ

วก็ตรงกันกับผู้ที่ท่านมีสูงขึ้นถ้าเรามีตรงกันเราก็จะรู้ได้ว่าเราเชื่อเพราะเราเชื่อเราเราเชื่อว่าท่านเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเชื่อว่าท่านมีปัญญาที่คุณตรัสรู้เพราะเราก็มีปัญญานั้นเราเห็นเห็นแจ้งจริงด้วยตนเองเห็นของเรา เพลงอ๋อมันดีอย่างนี้มีเหตุผลอย่างนี้ถ้าบอกว่าวิมุตมันๆอย่างนี้มันหลุดพ้นมันหลุดพ้นอย่างนี้มันไม่มีกิเลสมันไม่มีตัณหามันไม่มีอย่างนี้อย่างนี้แม้จะเป็นเหตุปัจจัยอย่างต่ำมาเราก็จะรู้ในอาหารแต่คุณเหล่านั้นตรงกันมาเรื่อยๆเมื่อสูงขึ้นไปสุดหรือว่าผู้มีรหัสแต่คุณที่สูงขึ้นไปเรื่อยๆถึงโสดาสกิทาอนาคาอรหันต์ยิ่งเป็นอรหันต์ตัวปลายของพระอรหันต์ที่ชื่อว่าอรหันต์ก็ยิ่งจะเชื่อมั่นและแจ่มแจ้งมั่นในพระปัญญาอันเป็นเครื่องตรัสรู้ของพระอรหันต์แต่สัมมาสัมพุทธเจ้า ปะโออย่างนี้เองแล้วมันก็เชื่ออย่างที่เรียกว่าผู้นั้นจะเป็นผู้รู้เองเชื่อเองเพราะความมีดั่งทีเด็ดว่าไปแต่ต้นแล้วว่าผู้มีความเป็นอรหันต์นั้นด้วยการพูดเป็นอรหันต์จึงจะรู้อรหันต์ผู้มีอรหันต์เหมือนกันจึงจะรู้อรหันต์นั้นได้อย่างแท้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอันนี้ก็อธิบายถึงอรหันต์หรืออรหังได้เท่านี้เพราะฉะนั้นเมื่อมีผู้ใดพิสูจน์ความอรหังหรืออรหันต์นั้นได้ไปเรื่อยๆพระพุทธเจ้าจึงมีผู้ยอมรับเพราะพูดนั้นพิสูจน์เป็นความเป็นอรหันต์จริงตามแม้ผู้นั้นจะมีความเป็น หรือมีความเป็นนิพพานเป็นวิมุตอยู่ในตัวเองก่อนแล้วแต่ตัวเองไม่รู้ด้วยปัญญาท่านมาชี้บอกว่าคุณนั้นได้แต่วิมุติแล้วนั่นน่ะวิมุตย่อมเป็นอย่างนี้ผู้นั้นมีแล้วจึงเป็นเจโตไปหมดแล้วถึงจะเรามีแล้วเราก็โง่เพราะเราก็ไม่รู้ว่าเรามีอย่างนี้ท่านอธิบายได้ท่านยืนยันได้เราเห็นเหตุเห็นผลเท่าที่ท่านยืนยันกับเราว่าอย่างนี้เราเป็นวิมุตเราจึงจะมีปัญญาไปหมดไปในเจโตวิมุติที่เรามีนั้นอย่างคุณเองคุณไม่ได้ไปมีกิเลสกับสิ่งนั้นสิ่งนี้สิ่งใดอยู่ คุณไม่รู้ว่าตัวคุณวิมุติคุณไม่ได้ไปติดประยุทธ์มันแล้วคุณก็ไม่ได้ไปมีความมีราคะหรือมีโทสะอะไรกับมันแต่คุณยังไม่รู้เท่านั้นเพราะถ้ามาชี้ให้รู้ว่าสิ่งนี้มันไม่ใช่สิ่งที่จะไปติดไปยึดความผิดความยึดเป็นอย่างนี้คุณไม่ติดมันยึดเป็นอย่างนี้คุณไม่เป็นหลงเป็นราคะโทสะกับมันมาจากนี้เป็นอย่างนี้คุณก็ไม่ต้องไปจะได้ล้างอะไรพอรู้อย่างแจ่มแจ้งอย่างนั้นน่ะอ๋อเราก็ไม่ต้องไปติดไปยึดบ้านเราก็ได้เราก็บรรลุธรรมหรือเราก็มีสิ่งที่เราเด็ดขาดอยู่ในตัวเราเองทันทีเมื่อยิ่งเรารู้เหตุรู้ผลด้วยปัญญาเข้าไปซ้อนก็ไม่มีประโยชน์วุ่นวายเราไปตั้งแต่โง่อีกเราไม่ไปโง่ เราไม่ไปติดมันใหม่ถ้าผู้นั้นอ๋ออย่างแท้จริงเกิดปัญญารู้ตัวรู้ตนอย่างแท้จริงมีเหตุมีผลรู้ว่าเป็นอกุศลหรือว่าเป็นของไม่เที่ยงรู้ว่าเป็นเหตุแห่งทุกข์รู้ว่ามันเป็นทุกข์ลูกอมเป็นสมมติสัจจะในโลกไม่ใช่อะไรของตัวของตนของเราของเขาที่ไหนแล้วเราก็ไม่เคยไปเกี่ยวข้องมาเป็นของตัวของตนอะไรคนนั้นก็ไม่ต้องไปปฏิบัติอะไรได้ฟรีเลยถ้าเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งถึงอุปกรณ์สิ่งใดแม้เราจะไปติดมาแล้วแล้วเราก็ไปถูกหลอกมาติดมาอย่างมากก็ตามหรือแม้ติดไม่มากก็ตามขอบคุณมารู้ได้ปัญญาว่าอ๋ออย่างนั้นต้องเดินนี่เป็นสิ่งที่ติด จิตของคุณมีพลังพอวาง Point เดี๋ยวนี้ได้เป็นเจโตวิมุตติตามรู้ด้วยปัญญาและวางด้วยเจโตได้เดี๋ยวนี้คุณก็หลุดเดี๋ยวนี้เหมือนกันชั้นเดียวกันเพราะงั้นอุบัติเหตุอุบัติเหตุจึงเป็นตัวที่จะต้องเข้าใจให้สำคัญว่าอรหันต์นั้นต้องมีอุปโภคเข้าไปหมดเหมือนอย่างที่ท่านใดจัดเอาไว้ว่าพระอริยเจ้าของพระพุทธเจ้าท่านแบ่งเป็นระดับๆขึ้นไปถึง 7 ขั้นขั้น 1 เรียกว่าศรัทธาอนุสาวรีย์อีกขั้นหนึ่งเรียกว่าทำมาอนุสาวรีย์อย่างนี้เป็นต้นแล้วก็ไล่ขึ้นไป ถึงขั้นศรัทธาวิมุตเป็นขั้นที่ 3 มีศรัทธานะมีใจเชื่อมีใจที่มันหลุดมันขาดเป็นวิมุตด้วยซ้ำอย่างนี้เป็นต้นมีทิปัตตะเป็นขั้นที่ 4 นิกายสักขีเป็นขั้นที่ 5 แม้มีปัญญาวิมุติเป็นขั้นที่ 6 ท่านก็ยังไม่ถือว่าเป็นสูงสุดแต่ก็เป็นอริยะรายกันไปตามลำดับตามลำดับจนถึงขั้นอุปถากทวีตเป็นขั้นที่ 7 จึงถือว่าเป็นอริยะสูงสุดดังนี้ซึ่งเราก็เคยได้เอาความหมายหรือว่าเอา เจนอันนี้ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้เนี่ยมาอธิบายสู่กันฟังแล้วเราก็เคยแล้วอุปโภคก็มีหมดจึงเป็นจุดบอกถึงความเป็นอรหันต์ถ้าเข้าใจก็พอผ้าเขาวิมุตจริงแม้เราจะมีเหตุปัจจัยต่ำๆหยาบๆที่เราได้วิมุตแล้วเป็นอุปกรณ์ภาควิมุตแม้อย่างต่ำเราก็จะรู้ลักษณะของอรหัตผลหรือของอรหันต์ของแต่ละท่านแต่ละขั้นไปทีเดียวนั่นก็เป็นเครื่องที่ยืนยันถ้าเราได้รู้ชั้นสูงเราก็จะรู้เชื่อแน่ว่าชั้นสูงอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือเป็นสัมมาสัมพุทโธเป็นอนุรักษ์สัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเราก็จะยิ่งเห็นจริงเรา เชื่อมันจริงคนเขาบอกว่าเขาเชื่อในพระพุทธเจ้าเป็นพระอรหันต์และเขากษัตราเลื่อมใสพระพุทธเจ้าคนคนที่เป็นโสดาบันก็จะเลื่อมใสพระพุทธเจ้าศรัทธาในพระพุทธเจ้าในขณะที่เขามีคุณที่เป็นโสดาคุณคนที่มีสกิทาคามีคุณมีรหัสต่อผลที่สูงขึ้นไปอีกเขาก็จะศรัทธาในพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในพระปัญญาที่คุณในเรื่องจริงที่มันเกิดมันเป็นเป็นสัจธรรมเขาก็จะศรัทธาสูงขึ้นไปตามที่เขาเป็นจริงคนที่เป็นอนาคามีก็ยิ่งจะมีความศรัทธา พระพุทธเจ้าสูงขึ้นไปอีกตามความเป็นจริงมีจริงเชื่อถือแน่มั่นยิ่งขึ้นไปอีกยิ่งเป็นพระอรหันต์ก็ยิ่งจะเชื่อแน่มั่นยิ่งศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธเจ้าสูงขึ้นไปอีกเพราะฉะนั้นการมาโอ้อวดกันว่าฉันศรัทธาพระพุทธเจ้ามันก็มีแต่ศรัทธาศรัทธาแบบศรัทธาตามๆสาลีศรัทธาเพราะได้เห็นคุณของพระพุทธเจ้าเล็กๆน้อยๆก็ตามตามเขาไปแค่นั้นเองแม้จะถึงขั้นศรัทธาวิมุติมันก็เป็นศรัทธาเป็นมนุษย์ต่างๆไปอย่างนั้นมีที่ที่ปฏิบัติมีความเห็นความแจ้งได้ปฏิบัติเข้าถึงและมีความเห็นด้วยเป็น ประแสมีทั้งทิฐิมีทั้งปัตตะทิฐิคือความเข้าใจความเห็นอัตตาคือความเข้าถึงมีทั้งความเข้าถึงมีทั้งความเห็นจะเป็นสภาพของส่วนน้อยส่วนยังไม่เต็มครบก็ตามแต่มันทั้งรู้แจ้งมันทั้งเห็นจริงไม่ใช่ว่าจะมีแต่เชื่อเชื่อถือถือตามๆกันไปว่าเป็นธรรมหรือว่าเป็นสิ่งที่มันได้มาแต่ก็ไม่เข้าใจไม่มีเหตุผลเพียงพอส่วนทิฐินี้มันเกิดเหตุผลมีความเห็นมีความเข้าใจประกอบพร้อมไม่ใช่งมงายศรัทธางมงายศรัทธาไม่มีความเข้าใจไม่ใช่นิติบัญญัติจึงเริ่มมีปัญญาเข้าร่วมประกอบอย่างสำคัญเนี่ยสูงขึ้นไปสูงขึ้นไปก็ รายละเอียดละออขึ้นไปอีกจนเป็นอรหัตตผลหรือเป็นอรหันต์ก็เป็นความแน่มั่นเป็นความมีจริงเป็นจริงศรัทธานั้นไม่ต้องกล่าวแข่งกันไม่ต้องกล่าวอวดอ้างกันมีคนมาบอกว่าเขาศรัทธาศาสนาพุทธศรัทธาพระพุทธเจ้ามากมายอาตมาเองไม่รู้จะกล่าวว่าเขาอย่างไรเขาเองก็บอกว่าเขาศรัทธาศาสนาพุทธศรัทธาพระพุทธเจ้ามากมายก็ศรัทธาจะเป็นจะตายจะฆ่าจะแกงเราทีเดียวบอกโถไอ้เราเองเราไม่รู้จะว่าไงคุณจะศรัทธาพระพุทธเจ้าขนาดไหนกันเชียวถ้าคุณรู้ว่าอา มีคุณธรรมขนาดไหนมีภูมิขนาดไหนอย่างที่อาตมาอธิบายแล้วเมื่อกี้ว่าพระโสดาก็ศรัทธาในพระพุทธเจ้าขณะที่พุงตนมีเชื่อมั่นสกิทาก็สูงขึ้นเพราะมันเห็นจริงมันมีจริงมันแน่จริงมันก็เชื่อยิ่งเชื่อธนาคารมีมันก็ยิ่งเห็นจริงมันก็ยิ่งมั่นจริงมันยิ่งเชื่อสูงขึ้นไปจริงๆตามเนื้อหาที่มันเป็นจริงเพราะถ้าเอาปากพูดคำว่าเชื่อเชื่อเชื่อเท่านั้นน่ะมันไม่ดีไม่ดีมันจะงมงายเอาด้วยแต่การเชื่อที่มีคุณธรรมจริงเป็นสูงขึ้นไปเป็นอริยะคุณสูงขึ้นไปสูงขึ้นไปยิ่งถึงขั้นอรหันต์ยิ่งถึงขั้นโพธิสัตว์ที่ยิงแน่ๆๆมาอีกนับซ้ำนับซากขึ้นไปอีกมันยิ่งมันเหมือนยิ่งแน่มั่น เป็นความจริงที่แปลศรัทธาว่าความเชื่อเชื่อมั่นเชื่อแม่เชื่อมั่นมันจึงเป็นจริงเราไม่มีสัจธรรมจริงไม่มีความรู้แจ้งเห็นจริงไอ้คำว่าเชื่อเชื่อเชื่อเชื่อหรือศรัทธาก็ศึกษาบางทีก็ศรัทธาแต่ศรัทธาตัวจริงที่ได้จริงมีจริงแล้วมันไม่รู้จะไปคุยกับเขายังไงอาตมาเคยพูดก็บอกว่าเขามาอ้างว่าเขาศรัทธาพระพุทธเจ้ามากมายเขาศรัทธาพระศาสนาอาตมาไปเจาะจงพระพุทธเจ้าอย่ามาว่าพระพุทธเจ้าเขานะเขาเองยังไม่ง้อไม่เงยถึงขั้นอะไรยังไม่ได้คุณธรรมอะไรก็เห็นอยู่ทนโท่เลยยังไม่ได้ชั่วจะรู้ทันเพราะยังไม่ แล้วเขาก็มาอวดอ้างว่าเขาเชื่อพระพุทธเจ้าศรัทธาในพระพุทธเจ้าหวงแหนพระพุทธเจ้าไอ้เราไม่รู้จะตอบเขาว่าอย่างไรเราก็มึงไม่ต้องพูดชีวิตของเราทั้งชีวิตกระโดดเข้ามาก็แล้วกันมันเป็นเองมันเป็นแล้วกระโดดหรือไม่กระโดดมันก็เป็นจริงอยู่แล้วเราจะศรัทธาหรือไม่ศรัทธาแค่ไหนเราก็กลายเป็นจีนมโนของเรามีเท่านี้แล้วก็มอบเขาจะไปร้องเพลงกันว่าอะไรอ่ะอะไรที่เขาร้องเพลงอะไรสองแขนมอบทรงทันเทิดว่าอะไรอ่ะอะไรของเขามโนมอบพระผู้เสวยสวรรค์แขนมอบทรงทันเทิดหล้าแต่ มันก็ไม่ใช่อย่างนั้นทีเดียวนะไอ้นั่นของเขาแต่มโนมอบพระผู้เสวยสวรรค์แล้วล่ะก็เรามอบจนไม่เหลืออะไรแล้วอย่าว่าแต่แขนมอบพระทรงธรรมแต่ไม่มอบให้เมียขวัญเพราะเราไม่มีเมียขวัญจะไปมอบที่ไหนอะไรนะก็บอกอะไรมอบเมียขวัญอะไรดวงใจดวงใจมอบเมียขวัญและแม่แม่เขายังมีถึงเกลียดถึงกามถึงกินอยู่เขาก็เกลียดมอบไว้แก่ตัวก็ยังมีตัวมีตนที่มีเกียรติอยู่มันก็เป็นคำกล่าวเรียกว่าคำของท่านคนระดับอย่างนั้นแต่ของเราจะบอกว่ามโนมอบกายมอบวจีมอบหรืออะไรมอบหมดแล้วก็มอบแก่ทรงทันทรงทันมันก็หมายถึง แผ่นดินอันนี้เราก็หมายถึงผู้ทรงธรรมทรงทำขั้นสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือทรงธรรมขั้นมนุษย์แต่ละสัมมาสัมพุทธเจ้าละมอบจริงหรือไม่จริงก็ไม่ต้องพูดก็ได้อย่างพวกคุณมานี่คุณมอบแค่ไหนมอบไปวันนี้พรุ่งนี้ก็บอกผมตายแล้วครับตายกับทำเลยครับประเดี๋ยวฟืนพอไปอีก 3 วัน 3 เดือนฟื้นคุณก็ตายตายฟื้นฟื้นของคุณแต่ถ้าคุณมอบอย่างแท้จริงแล้วตายไม่ฟื้นแล้วมันก็ไม่ฟื้นมอบเมื่อไหร่มันก็ไม่ฟื้นมันตายแล้วมันก็ไม่ฟื้นมอบให้จริงๆมอบจนตายมอบให้ตายเลยไม่ซื้อมันก็แค่ไหนก็แค่นั้นน่ะของใครก็ของมันเพราะงั้นไอ้เรื่องมอบจริงๆไม่จริงๆอย่างนี้ก็เน้นย้ำให้ฟังดู ขอผ่านอันนี้ทวนอรหังแต่ก็มีแง่มุมที่เห็นชัดเด่นอะไรขึ้นมาบ้างจึงไม่ได้อธิบายมากเพราะว่าเอาหลักยืนยันให้ฟังนะว่าผู้เป็นอรหันต์จึงจะรู้ในอรหันต์เพราะฉะนั้นเราจะเชื่อเราจะเชื่อมั่นแน่จริงเราต้องพยายามมีอรหันต์หรือมีอรหัตกับคุณให้ได้เป็นคันๆมาทำเป็นพระโสดาแล้วก็แน่นอนไม่มีการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจพากันไล่ขึ้นไปเรื่อยๆอนาคาอรหันต์ก็ไล่ขึ้นไปอาทิตย์นี้เรามาอธิบายกันถึงสัมมาสัมพุทโธคือตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เองอัตราศรุตชอบด้วยพระองค์เองเราก็ได้แยกแยะให้ฟังแล้วถึงคำว่าพุทธโธ หรืออรหันต์นั่นแหละถ้าในส่วนของอรหันต์ที่จะต้องเป็นพระสาวกจนยังไม่มีคุณเนื่องเข้ามาในส่วนตัวที่เรียกว่าเป็นพระองค์เองหรือว่าโดยตนเองก็ได้แยกให้ฟังแล้วในคราวที่แล้วว่ายังสุตตะพุทธะเป็นสัมมาสัมพุทโธเหมือนกันสัมมาสัมพุทโธที่เป็นแค่ต้องตามพระพุทธเจ้าต้องได้ยินได้ฟังอย่างชัดแจ้งจึงจะรู้ขนาดได้ยินได้ฟังอย่างธรรมดายังไม่รู้เลยต้องเคาะกันต้องหวดกันต้องขอกันได้ยินอย่างโขกอย่างทุบจึงจะตื่นจึงจะเป็นพุทธะจึงเรียกว่าสุตะพุทธะก็มีวสันต์ผู้ที่ฉลาดน้อยก็มาถึงโคกถึงทรัพย์ ให้ฟังให้ได้ยินก็ฟังไปเถอะฟังไปผู้ที่หนักๆหน่อยก็ถึงขอบถึงสัตว์ผู้ที่ไม่ต้องถึงโคกถึงทรัพย์มีปฏิภาณมีปัญญาลึกเหมือนบัวพ้นน้ำรอแสงตะวันก็ได้ยินได้ฟังก็สว่างตื่นบรรลุพุทธเป็นพุทธะอนุมัติพุทธะก็เป็นผู้ที่บรรลุตามพระพุทธเจ้าเป็นพระสาวกตามเรียกว่าเป็นสาวกตามที่ได้บรรลุอย่างสุตตะแล้วแล้วอนุพุทธะก็ตามไปอีกบรรลุแล้วก็ยังตามพุทธะต่อไปอีกจึงจะเรียกว่าเป็นพุทธที่แน่ ตามเห็นตามรอยพระยุคลบาทมันมีสิ่งที่เป็นอนันตังนั้นตามไปเรื่อยๆทีเดียวมีเงื่อนไขหรือว่ามีรายละเอียดที่อธิบายเชิงสุทธิพุทธะอนุพุทธะตามขึ้นไปจนถึงขั้นปัจเจกพุทธะมันมีจนกระทั่งมีในส่วนตัวส่วนตนจนขึ้นเลยท่านสาวกขึ้นไปอีกหน่อยแต่ก็ยังเป็นสาวกอยู่นั่นแหละในรูปรอยเดียวกันของพระอนุตรสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นสายเดียวกันแต่ตอนนี้รู้สึกว่าเราไม่ต้องฟังไม่ต้องได้ยินมาทีเดียวเป็นการเข้าใจเองรู้เองได้เองขึ้นบ้างยิ่งขึ้น ถึงสัมมาสัมพุทธะเสด็จแบ่งไว้เป็น 5 ขั้นแล้วนะมีสูตรพุทธอนุพุทธประวัติสัมมาสัมพุทธะแล้วจึงถึงซึ่งอันยอดเรียกว่าอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณใดๆทั้งปวงอนุตรเจ้ามีมากมายมีจนไม่มีใครเทียบเท่าเรียกว่าเจ้านั้นถือว่าเป็นสัมมาสัมพุทธเจ้าสูงสุดหรืออนุตรสัมมาสัมพุทธเจ้าสูงสุดผู้ที่จะตามไปจนกระทั่งถึงปัจเจกพุทธะแล้วก็จะพยายามเป็นปัจเจกพระพุทธทาสหรือว่ารู้ได้ด้วยตนเองเพิ่มขึ้น อันแรกๆก็จะมีเกี่ยวเล็กๆเกี่ยวน้อยแต่ก็เป็นความรู้แตกแยกเป็นความรู้พิสดารเป็นความรู้ลึกซึ้งของตนเองซึ่งจะไม่เหมือนใครๆในยุคในการนั้นๆที่เขาเห็นเขาเป็นก็ได้มันแตกต่างกันไปด้วยได้แล้วเรารู้ของเราเองเราไม่ได้รู้ตามเขาไม่รู้ตามใครแต่เทียบเคียงกับของพระพุทธเจ้าเมื่อพยายามที่จะหยั่งยานเทียบเคียงด้วยวิธีใดๆก็ตามมีหลักฐานหรือไม่มีก็ตามมันก็ตรงกับของพระพุทธเจ้าอยู่อันนี้เรียกว่าปัจเจกพุทธะของพระพุทธเจ้าไม่ใช่ปัจเจกพุทธะแบบที่ได้แยกให้ฟังแล้วว่าปัจเจกพระพุทธเจ้าที่อธิบายออกไปนอกทาง ใบบัวเป็นผู้ที่เป็นพุทธะตรัสรู้เองอย่างที่เขาอธิบายซึ่งแด่บอกไปแล้วว่าอาตมาไม่เอาตัดทิ้งเลยปัจเจกพุทธะแบบนั้นที่เขาอธิบายแบบนั้นก็ตามจะมีจริงหรือไม่มีจริงก็ตามเพราะคำว่าปัจจัยกับพุทธถ้าเป็นพุทธะแล้วมันก็น่าจะมีส่วนดีส่วนถูกส่วนต้องส่วนที่เป็นร่องรอยเดียวกันแต่เมื่อมันไม่ร่องรอยเดียวกันแล้วอาตมาไม่ไม่เอาไม่รู้ไม่เห็นด้วยประเภทที่เป็นปัจจัยสำคัญรู้จะสอนใครไม่ได้เอ๊ะมันโง่ก็เพราะอรหันต์อย่างนี้เอามาทำอะไรเป็นปัจจัยกำหนดสอนใครก็ไม่เป็นแล้วจะไม่สอนใครหรือสอนใครไม่ได้โง่ๆเรื่องอะไรเงี้ยไม่เอาพุทธะอย่างนี้ไม่เอา สุตาพุทธานุพุทธมาดีกว่าปัจเจกพุทธเจ้ามายกเป็นแต้มสูงอย่างนี้เลยก็โง่ตามพุทธะโง่อนุพุทธะสอนใครก็ไม่ได้ไม่สอนใครด้วยเห็นแก่ตัวอยู่อย่างนั้นน่ะตรัสรู้เองตัดช่องน้อยแต่พอตัวงั้นตัดทิ้งเลยอาตมาตัดทิ้งไม่เอาปัจจัยกับพุทธะอย่างนั้นไม่สอนใครขออธิบายกันอย่างนั้นน่ะจะเป็นความจริงตามที่เขาพูดหรือไม่เป็นความจริงเหตุผลอย่างนี้อาตมาก็ไม่เอาแล้วถ้าเป็นการตรัสรู้ประเภทที่ไม่สอนใครแต่ในความหมายที่ว่าสอนไม่สอนใครของอาตมามีความมีคำอธิบายเพราะไม่สอนใครเพราะใครๆมันไม่มีฐานะที่จะให้สอน สนุกเกอร์อธิบายให้ฟังมากหลายและกาละอย่างไรที่ไม่สอนก็เคยอธิบายให้ฟังเช่นกาละอย่างยุคกรีกยุคเป็นต้นคนมันถูกครอบงำอย่างหนักพูดก็ไม่รู้เรื่องบารมีก็ไม่มีสอนไปก็เหนื่อยเปล่าเพราะฉะนั้นพระปัจเจกพุทธอย่างนั้นเป็นพระโพธิสัตว์ใหญ่ท่านจะดูแลเฉยๆถ้าสัมผัสผ่านรู้เห็นท่านไม่สอนสอนไปป่วยการท่านรู้แล้วว่าสอนไปเปิดการแต่ไม่ได้หมายความว่าท่านสอนไม่เป็นหรือสอนไม่ได้ไม่ใช่เพราะแง่มันต่างกันอยู่สอนไม่ได้ถ้าไม่สอนใครที่ไม่สอนเพราะมันมีเหตุปัจจัยอย่างนั้นสอนไปก็เปล่าไม่ใช่ สอนไม่เป็นหรือสอนไม่ได้หรือไม่มีภูมิไม่ใช่แต่ถ้ามีภูมิปัจจัยกับพันธะย่อมมีภูมิที่เหนือกว่าสุดท้ายเหนือกว่าอนุกูลพุทธะประวัติในตำราไหนกับปัจเจกคนเหนือกว่าสิ่งนี้ทั้งสิ้นเนื้อปลาสุตตะพุทธะเนื้อปลาอนุพุทธะเป็นลำดับอย่างนั้นปัจจัยการผลิตปัจจัยของท่านในความหมายที่อาตมาอธิบายนี้จึงอธิบายด้วยความเห็นด้วยญาณของอาตมาเองไม่ได้ไปตามใครมันก็จะอธิบายอย่างนั้นมาเราก็เข้าใจแต่เราไม่เห็นว่ามันจะได้ความอะไรกันนักหนาเราไม่เอาด้วยจนกระทั่งถึงสัมมาสัมพุทธะก็คือปัจจัยกับพุทธนั้นเป็นผู้สั่งสมบุญบารมีสม ทะยานขึ้นไปเรื่อยๆเป็นสัมมาสัมพุทธะสูงขึ้นไปสูงขึ้นไปสูงขึ้นไปย่อมรู้เองมีปัจจัยกับพุทธะอันสูงขึ้นด้วยแล้วก็ตามเป็นความเป็นอนุพุทธะไล่ขึ้นไปอีกจนกว่าจะสูงยอดซึ่งมีคุณค่าหรือมีภูมิถึงขั้นอันตรายสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นภูมิอันหนึ่งอันเดียวกันประมาณนั้นท่านก็จะปฏิญาณตนว่าท่านเป็นอนุตรสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้ตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เองถ้าเรารู้ในระดับอย่างมีเหล่านี้เราก็จะเข้าใจถึงสัมมาสัมพุทโธได้เพราะว่าทำบันไดให้ดูแล้วว่าสูงอย่างไรถ้าไม่อธิบายอย่างนี้ เราก็จะไม่รู้ว่าสัมมาสัมพุทโธสูงอย่างไรวันนี้ก็ใช้ภาษาหรือความหมายคุณจะเดาไม่ได้เพราะว่าบอกแล้วแม้แต่อรหันต์ก็ยังต้องใช้ความเป็นอรหันต์เท่านั้นจึงจะรู้อรหันต์ฝันยิ่งสัมมาสัมพุทโธแล้วมันเลยคันอรหันต์ไปเพราะสุดท้ายเราถือว่าอรหันต์ระดับหนึ่งอนุพุทธะอรหันต์ระดับต่อไปปัจเจกพระอรหันต์ขั้นต่อไปสัมมาสัมพุทธะอรหันต์ขึ้นไปอีกก็อนุตรสัมมาสัมพุทธเจ้าก็อรหันต์ท่านที่ใช้ภาษาคุณก็ฟังไปตามเหตุผลความหมายและภาษาก็แล้วกันอาจจะมีต่อมาวิชชาจะระณะสัมปันโนก็เข้าใจได้ละเอียดลงมาอีก แตกออกไปได้อีกมีความหมายที่เป็นหัวข้อเป็นข้อย่อยมากขึ้นอีกในคำว่าวิชาในคำว่าจรณะสัมปันโนก็หมายความว่าเป็นผู้ที่เข้าถึงเป็นผู้ที่เป็นแล้วเป็นจริงเราผู้ที่มีพร้อมถึงพร้อมเป็นจริงเข้าไปถึงพร้อมเลยทีเดียวพร้อมด้วยวิชาด้วยจรณะพร้อมทั้ง 2 ส่วนวิชาถือว่าญาณจะชนะถือว่ารูปวิชาถือว่านำจรณะถือว่ารูปจรณาถือว่าพฤติกรรมที่รับรู้ได้เขาเรียกว่า ความประพฤติหรือพฤติกรรมจรณะวิชาคือความหมายยอดเป็นญาณทัศนะวิเศษถึงพร้อมจริงๆวิชาที่มีกี่วิชาก็แล้วแต่ถ้าเราจะเรากำลังอธิบายอยู่ถึงวิชา 9 ประการ 8 ประการท่านก็มีพร้อมจะระณะที่ดีพร้อมมีจรณะ 15 ข้าก็มีอยู่พร้อมแยกออกเป็นข้อย่อยถึง 15 ข้อมีรายละเอียดมีความหมายที่เรากำลังเรียนกันอยู่ถึงจะระณะ 15 ตั้งแต่มีสภาพของศีลศีลที่เป็นของบริบูรณ์สังวรที่เป็นบริบูรณ์สังวรศีลคำว่าสังวรแปลอย่าง ก็แปลว่าให้ระมัดระวังประกอบคำที่กำลังประกอบอยู่ทีเดียวยังไม่พร้อมก็เรียกว่าสังวรเมื่อประกอบพร้อมแล้วจนเป็นแล้วสังวาระเป็นความประเสริฐพร้อมก็ปรึกษาด้วยศีลมีศีลอยู่พร้อมเพราะฉะนั้นคำว่าสังวรศีลโดยผลไม่ใช่โดยมักก็แปลว่ามีศีลอยู่พร้อมพระพุทธเจ้าก็ตรัสบอกว่าถ้าผู้ใดจะชมเราถ้าผู้ใดจะชมว่าใครเป็นผู้ที่มีศีลที่บริสุทธิ์ที่สุดถ้าเกิดใครจะชมชมใครก็ตามที่ว่าเป็นผู้ที่มีศีลไม่ด่างไม่พร้อยไม่ขาดไม่ทะลุไม่บกพร่อง บ่ต้องให้ชมเราตถาคตย่อมเป็นผู้ที่มีศีลไม่ด่างไม่พร้อยไม่ขาดไม่ทะลุไม่บกพร่องเป็นผู้ที่มีศีลบริสุทธิ์บริบูรณ์อย่างแท้จริงท่านยืนยันทุกศีลทุกข้ออย่างนี้เป็นต้นเป็นจรณะสังวรศีลสำรวมอินทรีย์สำรวมก็หมายความว่ารวมไว้ที่ท่านนั่นแหละมีจรณะไว้พร้อมถ้าแปลสำรวมว่ามรรคแปลในนัยยะของมรรคก็แปลว่าเราวางคล้ายๆกันกับสังวรให้เป็นผู้กระทำให้รับรู้เรียนรู้เท่าทันในอินทรีย์ทั้ง 6 หรือจากอินทรีย์มากกว่านั้นก็ตามนอกเมืองในมั่งหรือมีอินทรีย์อะไรละเอียดขึ้นไปอีกก็ตาม พร้อมด้วยความมีพร้อมพรั่งอยู่ในอินทรีย์ที่รู้เท่าทันทั้งหมดอยู่เหนืออินทรีย์ทั้งหลายโภชเนมัตตัญญุตาหัวชะนีมัสยิดตาอันเป็นอันที่ 3 ท่านก็พร้อมเออท่านได้ประมาณแล้วซึ่งเครื่องใช้เครื่องจริงมีเจลระณะมีพฤติกรรมอยู่พร้อมเราเองเราก็เป็นผู้ที่มีพฤติกรรมเหล่านั้นอยู่ตามฐานะของเราทั้งสิ่งแวดล้อมที่จะทำให้เราเองเรามียังไงเราประมาณในเครื่องอาหารการกินแล้วก็มีอาหารการกินอยู่ในฐานะของเราที่เราเป็นเราอยู่นี่มีพฤติกรรมแห่งการกินของเราอยู่ไม่ต้องอธิบายอะไรมากนะสิ่งที่มียืนยันอยู่อย่างนี้คนที่เข้ามาในสันติอโศก ไม่เห็นพวกเราไม่ว่าเป็นพระไม่ว่าเป็นเณรไม่ว่านักปฏิบัติผู้ใดมีให้เห็นได้อย่างสะอาดหมดจดไม่ต้องซ่อนไม่ต้องลบทีมชาติไทยคลุกคลีอยู่เสพค้นพบคุณกันอยู่ก็จะรู้ว่าเรามีความบริสุทธิ์บริบูรณ์ในสิ่งต่างๆโดยไม่จำเป็นจะต้องพูดต้องกล่าวก็รับสัมผัสได้เราประมาณในอาหารเราประมาณในเครื่องอุปโภคบริโภคเราประมาณแล้วและได้มักน้อยสันโดษประมาณเท่านี้เท่านี้แล้วเป็นจริงมีจริงกายกรรมเราก็มีพฤติกรรมและจีนกลับเราก็มีพฤติกรรมมโนกรรมก็อาจจะรู้ยากหน่อยแต่ก็มีพฤติกรรมของเรา นานๆพบคุณกันก็จะพอรู้เราละได้จริงลดได้จริงเราพร้อมได้จริงเราเป็นผู้ประมาณมักน้อยได้จริงตามทั้งนอกทั้งในหรือไม่ผู้เป็นจริงมีจริงก็จะรู้ตัวเราเองแหละเป็นตัวที่รู้ตัวเองได้ดีที่สุดเราไม่ทุกข์เพราะมันเราแล้วก็เราได้มักน้อยตามกฎตามระเบียบตามที่เป็นที่ไปดีที่สุดแล้วเราเป็นฉันมื้อเดียวผ้าของเราก็มีประมาณที่เราได้กำหนดการเท่านี้เท่านี้แหละถ้า 2 ผืน 3 ผืน 4 ผืนมีผ้าโจ๊ะบ้างอะไรเล็กๆน้อยๆไม่ได้ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยหอบหามอะไรหรือเครื่องใช้ประกอบอื่นเป็นบริขารเราก็มีแค่บริขารของเรา ยังไม่ทุกข์ไม่ร้อนแล้วเมื่อไหร่เราก็ไม่ทุกข์ไม่ร้อนให้ละโมบโลภมากกว่านี้เราก็ไม่เอาก็รู้อยู่ในความพอแม่จะมีอติเรกลาโภมีลาภมากลาภเหลือเฟือที่ใครจะนำมาให้ที่เขาจะมาถวายที่เขาก็ยินดีเต็มใจศรัทธาให้เราก็จะฉลาดในการที่จะไม่รับได้หรือว่าเราจะขัดใจเขาไม่รับเด็กเก่งแค่ไหนบางคนเนี่ยเขาให้อนาคตแต่เราไม่มีปัญญาที่จะปฏิเสธเขาปฏิเสธเขาไม่ได้ต้องยอมรับหอบไว้เธออย่างนู้นอย่างนี้ไม่เอาก็ไม่ได้เพราะความไม่เก่ง แล้วถ้าเก่งจริงแล้วไม่รับก็ได้ปฏิเสธคืนสลัดคืนได้ขัดศรัทธาได้อย่างแท้จริงนี่คือพระเก่งถ้าไม่เก่งก็ได้จะอธิบายเขาพูดเขาจะว่าพระขัดใจเขาไม่ได้ขัดใจญาติโยมไม่ได้แต่พระพุทธเจ้านั้นสอนพระสาวกท่านว่าผู้ใดไปตามใจญาติโยมนั้นน่ะปรับอาบัตินะเอาอาบัติสูงด้วยถ้าไปตามใจญาติโยมไปเอาใจญาติโยมอยู่แล้วก็ถ้ามีพระท่านรู้ท่านเห็นส่วนทวงกันขึ้นถึง 3 ครั้งแล้วอาบัติรองปาราชิกอย่างนี้เป็นต้นซึ่งมันคลานแย้งกันอย่างไรดีเพราะคนที่พูดว่าขัดตาเขาไม่ได้โดยไปที่เด็กกะล่อนกะ เอาไอ้เรื่องว่าอย่าทำให้เขาเสื่อมศรัทธาถ้าขัดศรัทธาคนเนี่ยขัดไม่เก่งเนี่ยเขาจะโกรธโกรธแล้วก็เสื่อมศรัทธาเขาจะโกรธและเสื่อมศรัทธาอันนี้ก็จริงแล้วคนที่ไม่เก่งทำไม่ได้ขัดศรัทธาเขาไม่ได้ไม่มีปฏิภาณไม่มีความสามารถไม่มีฤทธิ์ไม่มีแรงพอไปขัดศรัทธาเขาเข้าเขาก็โกรธเค้าก็เคืองเขาก็ไม่เลื่อมใสสุดท้ายก็จะตายเอาไม่มีใครเอาอะไรมาให้กินมาให้อยู่ก็จะตายเอาก็เลยอนุโลมใหญ่เลยมันจะตายเพราะอนุโลมจนกระทั่งหนักเข้าก็เลยทุกคนเห็นด้วยเพราะว่าต่างคนต่างขับมันไม่ใช่ของง่ายขัด เหล้าสัลเลขธรรมเนี่ยธรรมอันขัดเกลาคนนี้ไม่ใช่ของง่ายทำไม่ได้ง่ายๆต้องคนเก่งถึงจะขัดเกลาเขาได้มันยิ่งไม่เป็นเลยแล้วไปขัดผงขัดขวางเขาเข้ามันก็จริงเขาก็ไม่ศรัทธาเพราะงั้นการขัดศรัทธาหรือว่าการขัดเกลาเขาเราก็ทำได้ด้วยจึงเป็นผู้ที่จะมีสันโดษมีอะไรจะเพียงพอขัดเขาได้ประมาณแล้วแล้วก็เป็นไปบางทีจำเป็นขัดไม่ได้ตอนนี้ต้องอนุโลมแต่ก็ไม่ใช่จะอนุโลมก็ไปเสมอเราจะต้องเก่งต้องพยายามสุดท้ายเราก็ขัดได้ไม่อนุโลมตามต่อไปอย่างนี้ก็ต้องทำต้องฝึกปรือไม่ใช่เรื่องเล่นไม่ใช่เรื่องเล่นๆที่เรารู้อยู่เห็นอยู่ทุก เราก็พยายามกระทำกันไอ้เรื่องอื่นๆชาคริตยานุคะก็เป็นจรณะที่เราพึงได้รู้ได้เรียนกันได้มีกันพฤติกรรมที่เรียกว่าความประพฤติพิจารณา 15 มีจริงเป็นจริงทั้งนอกและในของพระพุทธเจ้าท่านมีพรั่งพร้อมไปหมดทั้งอื่นอีกศรัทธา 4 นี้เอ้ยไม่ใช่ศรัทธาจะระณะสีนี้เป็นจรณะที่ยืนหลักสังวรศีลสำรวมอินทรีย์โภชนาการยุทธตาชาคริยานิโยคนี่เป็นตัวปฏิบัติแท้เป็นตัวหลักโดยเฉพาะ 3 ตั้งแต่สำรวมอินทรีย์เพราะฉะนั้นยึดตาชาคริยานุโยค 3 อันนี้เรียกว่าอัปปนากระทำ อะปั่นนากระทำหมายคำว่าธรรมอันปฏิบัติไม่ผิดเป็นธรรมอันปฏิบัติไม่ผิด 3 ข้อ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน