330205 ตอบปัญหาปลุกเสกฯ ครั้งที่ 14 (ตอน 1) ศีรษะอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2533
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์388 KB
วันที่แก้ไข10 สิงหาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

330205 ตอบปัญหาปลุกเสกฯ ครั้งที่ 14 (ตอน 1) ศีรษะอโศก

หมายเหตุ : สารบัญและภาคผนวก ท้ายบทความ

ตอบปัญหาปลุกเสกสมณะแท้ ๆ ของพุทธ ครั้งที่ 14 (ตอน 1) โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 5 ก.พ. 2533 ณ พุทธสถานศีรษะอโศก

ก่อนจะได้ตอบปัญหา ก็ขอ.. เพื่อให้พวกเราได้ฟัง ที่เรามาปลุกเสกฯ กันนี่ อาตมาเชื่อแน่นะว่า หลายๆ คนที่มากันประจำๆ นี่ บางคนก็เห็นว่า เอ๊อ! มันก็ไปเรื่อยๆ ธรรมดาๆ อย่างนั้นเองแหละ บางคนก็เห็นว่า เอ๊ะ! เราต้องตั้งใจนะ ตั้งใจ ผู้ใดที่มาเหมือนอธิษฐาน

“อธิษฐาน” แปลว่าความตั้งใจ ไม่ได้แปลว่าขอ : “ อธิษฐาน ” นี่แปลว่าความตั้งใจ ไม่ได้แปลว่าขอ คือการต้องทำใจของเรานี่ ให้ตั้งขึ้นเรื่อยๆ ให้มีสติสัมปชัญญะ แล้วก็ตั้งใจนั้น เป็นความตั้งใจที่จะทำ ทำในสิ่งที่เราคิดว่าเรากำลังจะทำให้มันได้ประโยชน์ ไม่ใช่ปล่อยเรื่อยๆ ไปตามเรื่อง ลอยๆ ไปเฉยๆ อย่างนั้นได้ผลน้อย ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม มันจะได้ผลน้อย แต่ถ้าเผื่อว่าใครรู้สึกว่า ความตั้งใจนี่เป็นตัวประธานในทุกๆ สิ่ง ในทุกๆ ขณะ ในทุกๆ เวลา รู้สึกไหมว่าความตั้งใจนี่ เราคงเข้าใจนะภาษาไทย ภาษาไทยง่ายๆ ความตั้งใจนี่ ถ้าใครรู้สึกว่า ความตั้งใจนี่เป็นตัวประธาน เป็นตัวที่มันจะนำพาให้เราทำอะไรก็แล้วแต่ อยู่ในขณะใดก็แล้วแต่ ถ้าเรามีความตั้งใจ มีสติ มีธัมมวิจัย หรือว่ามันจะมีเอง ตัวปฏิภาณน่ะ

มีสติ มีธัมมวิจัยและมีวิริยะ หมั่นฝึกฝนอบรมมากๆ จึงเกิดเป็นปัญญา : ตัวที่จะวิจัยวิเคราะห์ว่า อะไรดี อะไรไม่ดี อะไรควร อะไรไม่ควรนี่ ในคนน่ะ มันจะมี ยิ่งเรามาเป็นนักปฏิบัติธรรมแล้วน่ะ ธัมมวิจัย หรือว่าตัวที่จะวินิจฉัยว่าอะไรดีอะไรชั่วนี่ มันจะมีมากขึ้น อะไรควร อะไรไม่ควรนี่ มันจะมีมากขึ้นตามภูมิตามปัญญาของแต่ละบุคคล เราได้ซักซ้อม เราได้

อ่านต่อ

ฝึกฝนอบรมมากเท่าใดๆ ตัวความเฉียบคม ความแม่น ความตรง ความถูกต้อง ที่จริงขึ้น มันยิ่งจะมีมากขึ้นน่ะ นั่นคือตัวปัญญา หรือญาณที่แท้จริงของเรานี่ มันเพิ่มประสิทธิภาพขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเราได้อบรม ได้ฝึกฝน ได้ทำเสมอๆ จริงๆ นั่นแหละคือ การอบรมฝึกฝนตนน่ะ เป็น "ธรรมานุธรรมปฏิปัตติ" เป็นการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าเรามี “อัตตสัมมาปนิธิ” คือการตั้งตนไว้ชอบ ก็คือเริ่ม ตั้งแต่ตั้งใจตั้งตนไว้ชอบ ก็คือ เราต้องมีตัวตั้ง ตัวตั้งตัวแรกก็คือตั้งใจน่ะ เพราะฉะนั้นเราจะพยายามทำอะไรก็แล้วแต่ เราพยายามให้ระลึกว่า เรามีความตั้งใจหรือไม่ ทุกทีทุกขณะให้ระลึกให้ดี ถ้าเผื่อว่าเราพบว่าเราได้กำลังตั้งใจ ถ้าใครรู้ตัวแล้ว อ้อ! นี่เรา กำลังได้ตั้งใจนะ เมื่อนั้นนะเรากำลังได้ ได้เดินทาง ได้ก้าว ตั้งใจจริงๆ แล้วก็พึงกระทำต่อไป เมื่อเราได้เป็นเช่นนี้อยู่เสมอๆ นี่ เราก็กำลังเดินทางเข้าสู่อริยมรรค

อริยมรรค แนวทางการประพฤติอย่างผู้ประเสริฐ : อริยมรรค ก็คือการเดินทางอย่างผู้ประเสริฐ มีทางเดินที่เดินไป ก้าวไป เริ่มต้นตั้งแต่จิตตัวแรก ว่าเราตั้งใจจริงๆ เมื่อตั้งใจ มีธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ มีวิริยะ พากเพียรแล้ว ตัวสติที่เราตั้งขึ้นให้มันมีอยู่เสมอ เป็นตัวนำ มันแน่นอนอยู่แล้วว่า เราจะต้องมีสติ ไม่มีสติแล้วคุณจะระลึกถึงความตั้งใจของคุณไม่ได้ คุณจะต้องมีสติก่อน คุณถึงจะระลึกถึงความตั้งใจของคุณได้น่ะ เมื่อได้ตั้งใจแล้ว ก็ลองฟังดูประโยคนี้ก่อนจะตอบคำถาม ไม่ใช่ประโยคหรอก เป็นบทอีกบทหนึ่ง จะจดก็จดน่ะ

ผู้ที่จะประสบผลสำเร็จ : ผู้ที่จะประสบผลสำเร็จนั้น ต้องมีจุดมุ่งหมายแน่ชัด ที่ฝังไว้ลึกสุดในหัวใจ แม่นมั่นอย่างแทบไม่ต้องระลึกถึง แล้วลงมือทำด้วยความอุตสาหะบากบั่น หากปราศจาก "จุดหมาย" และ "ลงมือทำ" จริงๆ แล้ว ไม่มีความสำเร็จใดๆ ในโลก เพราะฉะนั้นมนุษย์เรานี่ ถ้าเผื่อว่าสะเปะสะปะ ไม่มีจุดหมายอย่างแท้จริงแล้วละก็ ผู้นั้นก็เดินไม่ถึงจุด ไม่มีเป้าน่ะ เหลาะแหละๆ ร่องแร่งไป จุดอะไรก็ไม่รู้ แล้วมันจะไปไหนล่ะ มันก็วนเท่านั้นเอง วนเวียนไปไม่เข้าท่า เพราะฉะนั้นจุดหมายของคนนี่ก็ต้องสำคัญ อย่างเรามาทางธรรมนี่นะ อาตมาขอยืนยันนะว่า พระพุทธเจ้าท่านนี่ไม่ได้สอนโลกียะ เพราะโลกียะนั้นน่ะ มันมีมาแต่ไหนๆ ในโลก โดยเฉพาะยิ่งเป็นโลกียะธรรมดาๆ ที่ประกอบด้วยลาภ ยศ สรรเสริญ สรุปลงที่ตรงโลกียสุข “พ้นทุกข์” ที่ว่านี้ ที่คนเข้าใจกันไม่ได้ก็คือ เขาเข้าใจ “โลกียสุข” ไม่ได้ เข้าใจ “วูปสโมสุข” ไม่ได้ เขาเข้าใจไม่ได้ เขาวิเคราะห์ไม่ออก แล้วดูเหมือนจะไม่ระลึกถึงด้วย คำว่า “สุข” เขาก็เข้าใจว่าสุข สุขอย่างที่เขาได้รับคือโลกียสุข สุขอย่างเสพสมอารมณ์นะ เสพสมใจที่ได้ตั้งเป้าไว้ในใจ จะตั้งเป้าไว้อย่างไรก็แล้วแต่ แม้ที่สุด จะตั้งเป้าว่าเป็นนิพพาน เสร็จแล้วเขาก็ไปได้อะไรก็ตามใจ ก็นึกว่าเป็นนิพพาน ไปนั่งหลับตาได้จุดว่าง เบา เขาก็ว่าเป็นนิพพาน แล้วเขาก็ว่านั่นคือสุข เขาสุข แล้วเขาก็คิดว่านั่นคือนิพพาน แล้วก็สมใจตรงนั้นน่ะ นั่นก็คือโลกียะ ไปนั่งทำให้จิตว่างขนาดไหนก็โลกียะ

ผู้ที่ได้นิพพานแล้วไม่เอานิพพาน : ผู้ที่ได้นิพพานแล้วไม่เอานิพพาน นั่นแหละคือโลกุตระ ได้จริงๆ แล้วนี่ มันได้แล้วนี่ มันก็ได้สัจธรรมนี้ ได้แล้วคือได้ ได้แล้วไม่ต้องเอา ได้แล้วก็ไม่ต้องติด ได้แล้วก็ไม่ต้องยึด เป็นแล้วก็คือเป็น มีแล้วก็คือมี มีสิ่งที่เราสามารถอบรมของตน เอาจนมี จนเป็น จนได้ อย่างช่ำชอง อย่างชำนาญ แล้วไม่ต้องไปติดเลย แล้วเราจะรู้ว่าตัวยอดคือตัวอะไร ตัวกลาง ตัวปลาย หรือว่าตัวต้นคืออะไร เราจะรู้ เสร็จแล้วเราก็ทำตัวยอดก็คือตัวยอด ด้วยปัญญาที่จะมีประกอบ ไม่ต้องไปหลงใหล แล้วก็ไม่ต้องไปจำเป็นจะต้องเป็นอย่างนั้นอยู่เท่านั้น เพราะฉะนั้นผู้ที่เป็นสุดยอดได้จึงอนุโลมได้ ผู้สุดยอดไม่ได้เท่านั้นจึงอนุโลมไม่ได้ จะอยู่มันแต่ที่ไอ้ตรงยอดนั่นแหละ เลื่อนลงก็ไม่ได้ ติดมันอยู่ตรงนั้นแหละ แต่ไม่ได้หมายความว่าความเปื้อนนะ สัจธรรมไม่ใช่ความเปื้อน สัจธรรมแท้แล้วนี่ไม่ต่ำและไม่เปื้อน ภาษาพวกนี้นี่ อาตมาไม่รู้จะบรรยายยังไง ก็บอกแต่ภาษาให้คุณฟัง คุณเป็นเสียก่อนเถอะ คุณได้จริงๆ ถึงที่สุดเสียก่อน แล้วคุณจะรู้ พูดแล้วมันเหมือนกับเล่นลิ้น บางทีก็เหมือนกับฟังแล้วก็เอาไปตีกินได้ ฟังแล้วบางทีนี่เอาไปใช้เป็นเลศเป็นเล่ห์หลอกคนได้ เพราะฉะนั้นคนที่หลอกคนเก่งๆ นี่ ชอบที่จะเอาภาษาหรูๆ ฟู่ๆ ฟ่าๆ ไม่เข้าเรื่องอะไรมาหลอกกันต่างๆ นานาสารพัด เสร็จแล้วก็กลายเป็นจอมมาร จอมมารที่ร้ายกาจ ฉลาดเฉลียว แล้วก็มีวรยุทธ์อะไร แต่ไม่จริงน่ะ สิ่งเหล่านี้แหละสำคัญ พระพุทธเจ้าเองก็ต่อสู้กับพญามารนี่มากมาย เราตั้งใจจะไปสู่โลกุตระ เราก็ต้องศึกษาด้วยปัญญา ด้วยความรู้ความเห็น ที่มีนำไปเรื่อยๆ ตั้งแต่ยังไม่เป็นจริงนี่ ศึกษาไปตั้งแต่เรื่องเล็กๆ เรื่องต้นๆ เรื่องตื้นๆ อะไรก่อนไปเรื่อย จนกระทั่งเสร็จแล้วก็ต่อไปเรื่อยๆ น่ะ ต่อตัวสูงๆ ขึ้นไปเป็นลำดับๆ ๆ ๆ ๆ ไล่ขึ้นไปเรื่อยๆ มันจะเป็นความรู้นำ แล้วก็เป็นความเป็นไปได้ จะเกิดตัวเป็นไปได้ ต้องลงมือทำ มันจะขาดลงมือทำไม่ได้ ต้องลงมือทำ ต้องลงมือปฏิบัติ ต้องลงมือเข้า ทำให้เกิดให้เป็นจริงๆ จึงจะประสบผลสำเร็จ โดยเฉพาะยิ่งไปนิพพาน ไปในทิศทางที่จะพ้นทุกข์อย่างแท้จริงนี่ ไม่ใช่เรื่องตื้นเขิน ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ อาตมาขอพูดสักนิดหนึ่งเสียก่อน ตอนนี้ก็ที่จริงก็ไม่อยากจะพูดอะไรมากมายแต่ขอย้ำน่ะ อย่างพวกเรานี่มากมาย เหตุการณ์เกิดรุนแรงน่ะ คำว่าพวกเรามากมายนี่ มากมายอย่างกระจอกๆ มันมากก็แค่ที่เราเห็นนี่แหละ มันไม่ได้มากมายอะไรจริงๆ หรอก ความจริงแล้ว ความรู้ความเห็นอย่างทางด้านฝ่ายเถรสมาคม หรือฝ่ายสถาบันหลักของศาสนาพุทธในเมืองไทย มีมากกว่านี้กี่เท่า ที่เขาเห็นอย่างนั้นน่ะ มีมากกี่เท่า มากมาย เมื่อความเห็นมันขัดแย้งกันอย่างจริงจังแล้วละก็ มันก็วิเคราะห์ได้ว่า ฝ่ายหนึ่งถูก ฝ่ายหนึ่งผิด แน่นอน มันขัดแย้งกันอยู่ ไม่อันหนึ่งถูก อันหนึ่งก็ต้องผิด มันก็ต้องเป็น 2 ฝ่าย 2 ฝั่งอย่างนั้นอย่างแน่แท้ ในที่สุด แม้มันจะมีสิ่งที่เหมือนกัน คล้ายกันร่วมกันอยู่บ้างก็ตาม แต่โดยที่สุดเมื่อแยกกัน เมื่อแยกกันจริงๆ แล้ว ไม่อนุโลมกันจริงๆ แล้วละก็ มันก็ต้องฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็ต้องเป็นที่ถูก อีกอันหนึ่งก็ต้องเป็นที่ผิด มันร่วมกันไม่ได้ มันยอมกันไม่ได้เป็นที่สุด เพราะฉะนั้นลองดูจริงๆ ให้ได้น่ะ เห็นจริงๆ ให้ได้ ไม่เช่นนั้นแล้วมันจะกลายเป็นถูกลวงนะ คุณจะเสียเวลากัน มาอยู่กับพวกหมู่เรานี่ พากันทำ แล้วเราก็ไม่เปลี่ยน อาตมาขอยืนยันได้ว่า อาตมา ถึงแม้อาตมาจะแพ้ด้วยวิธีการต่อสู้ทางโลกอย่างไรๆ อาตมาไม่มีปัญหา จะถูกฆ่าตาย จะถูกเนรเทศ จะเข้าคุก จะอะไรก็แล้วแต่เถอะ อาตมานี่ เขาว่าคนดื้อ คำว่าดื้อ ก็หมายความว่า เราไม่ยอมเปลี่ยนแปลงไปตามที่เขาต้องการ ยืนหยัด ยืนยันอยู่ตรงนั้นล่ะ มันดื้อจริงๆ เลย มันไม่เปลี่ยนแปลงเลยล่ะ มันดื้อ ใช่ไหม ความหมาย อาตมาขอยืนยันว่า อาตมาไม่เปลี่ยนแปลง จะแปลว่าดื้อก็ตาม จะแปลว่ายืนหยัดก็ตาม คำว่าไม่เปลี่ยนแปลงนี่ อาตมาไม่เปลี่ยนแปลงไป ไปเป็นอื่น อาตมาจะเป็นอย่างนี้ไปน่ะ ในภาคของชีวิตที่จะเป็นคนมักน้อย เป็นคนอยู่ง่ายๆ เป็นคนที่จะพยายามมาเสียสละกัน มาสร้างสรร มาทำประโยชน์ อันใดที่จะพูดจะบอกจะอะไรกันได้ ก็จะทำ จะทำอย่างนี้แหละจนตาย จะฆ่าก็เอา ดื้อถึงขนาดว่า จะทำอย่างนี้ล่ะ จะฆ่าก็เอา

พ่อครูพาแก้ปัญหาที่มันทุกข์อยู่ในโลก : อาตมาว่า อาตมาพาพวกเรามาแก้ไขปัญหานะ มาแก้ไขปัญหาที่มันทุกข์อยู่ในโลก มันเห็นเด่นชัด มันไปโลภโมโทสัน เห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ เห็นแก่ไอ้สิ่งที่เรานึกว่ามันดีมันถูกนี่ อย่างที่เขาเห็นกัน แล้วเราก็มาเปลี่ยนแปลงลดละมา ขนาดที่เราเข้าใจแล้ว เราลดละมา มันยังไม่ได้ง่ายๆ เลย เพราะมันเป็นกิเลสที่แท้จริง เราก็เปลี่ยนนี่ เปลี่ยนๆ ไป ให้เห็นความก้าวหน้าความพัฒนาของการเปลี่ยนแปลงตนเอง แล้วก็เข้าใจ “วูปสโมสุข” เข้าใจความสุขที่อาตมาพยายามวิเคราะห์วิจัย พยายามจริงๆ เลยว่า ให้มันชัดนะ เรื่องของ “โลกียสุข” กับ “วูปสโมสุข” นี่ อันหนึ่งบำเรอ อีกอันหนึ่งไม่บำเรอ แล้วก็ไม่มีความอยากที่จะมาบำเรออะไร มันไม่มีความอยาก มันเห็นมันก็เข้าใจ ก็รู้ หลายอย่างเราเคยหลงว่ามันสุข แล้วเราก็เคยหลงติดหลงเสพ ถ้าใครยิ่งมีตัวอย่างอย่างนี้นะ มันยิ่งจะชัด อ้อ! ใจเรามันวางจริงๆ นะ มันเฉย มันไม่มีอัสสาทะ ไม่มีรสอร่อยรสเพลิดเพลิน มันไม่มีรสที่จะไปติดอีกจริงๆ ไม่อาลัยอาวรณ์ ไม่ได้เห็นดีเห็นชอบ ใจมันจืดสนิท แต่ก็เข้าใจก็จำได้ว่า รสชาติเขาเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ถ้าเผื่อว่ายังไม่ลืม มันจำได้

อนุโลม-ปฏิโลม เห็นใจคนอื่นเขาบ้าง ที่เขายังทำไม่ได้ : บางทีมันนานๆ เข้ามันลืมเหมือนกันนะ อาตมาลืมหลายอย่าง ว่าเคยอร่อย เอ๊! มันอร่อยอย่างนี้ มันเป็นยังไงแล้วเว้ยตอนนี้ มันลืมจริงๆ นานๆ เข้ามันก็ลืม ลืมที่เราเคยอร่อย อาการอร่อย รสชาติที่มันอร่อย มันชื่นอกชื่นใจ หรือมันมีลักษณะอะไรต่ออะไรต่างๆ นานา มันค่อยๆ จางค่อยๆ เลือน แล้วมันกลายเป็นใจกระด้างๆ ใจเป็นใจแข็งๆ ไม่ค่อยเห็นใจคนอื่น ถ้าอันไหนที่เรายังเห็นใจคนอื่นอยู่ เห็นอยู่ว่า เออ! เราจำได้ ไอ้นี่แต่ก่อนเราเคยอย่างนี้นะ เราเห็น เราจำได้ว่ามันอร่อย มันติดอย่างนี้ มันเป็นอย่างนี้ เราก็จะได้เห็นใจคนอื่นเขาบ้าง เพราะเราเองเรายังจำได้ เรายัง เอ้อ! มันก็ติดอย่างที่เขาหรือเราเคยติดอยู่นั่น เกิดอย่างว่าล่ะ มันก็เข้าใจ เมื่อเราเห็นใจเด็กนี่ เด็กเคยสนุกอย่างนี้ เราก็จำได้ว่าเคยสนุกอย่างนี้ เราก็เห็นใจเด็กบ้าง แต่ถ้าเรามันไม่ เห็นว่ามันสนุกอะไรแล้วนี่นะ มันจะขี้มักจะกระด้างขึ้น บอก ไม่เห็นมันจะสุขอะไรสนุกอะไร มันก็จะกระด้างขึ้นน่ะ เป็นจริงๆ มันจะเป็นจริงๆ นะ มันจะรู้สึกไม่ค่อยเห็นใจ แล้วก็ไม่ค่อยจะเอื้ออวยอะไรนัก เพราะฉะนั้นระวังหน่อยอันนี้ แม้ว่าเราเองจะจืดจางไปแล้ว เราก็ต้องเข้าใจเขา ฐานะเขา เขายังเป็นเด็ก หรือเขายังติดยังยึด ยังจะต้องอย่างนั้นๆ อยู่ เราก็จะต้องเข้าใจเขา พวกที่ไฟแรงๆ พอได้อะไรถึงหน่อยหนึ่ง ยังไม่ทันเสร็จ ยังไม่ทันจะแข็งแรงอะไรจริงจังหรอกนะ แล้วมันกระด้างก่อน มันก็มีเหมือนกัน พวกไฟแรงนี่ พอได้ปั๊บ แหม! กระด้างกับคนอื่นเลย อะไรกัน อย่างโน้นอย่างนี้ โอ้โห! ทำเก๋ ทำเก่ง ทำเยี่ยม มันมีบ่อยไป มันมีฤทธิ์ได้ ถ้าเผลอๆ แล้ว มันจะเป็นอย่างนั้นน่ะ มันเห็นว่าดี เสร็จแล้วมันก็จะมาให้คนอื่นอยากจะได้ดี ให้ได้ดีเหมือนอย่างที่เราเคยได้ หรือเหมือนอย่างที่เราได้แล้วนี่บ้าง มันเป็นเจตนาดี แต่ว่ามันไม่เหมาะสม มันไม่รู้จักอนุโลมปฏิโลม มันไม่เข้าใจผู้อื่น มันไม่รู้จักฐานะผู้อื่น มันก็เลยจะเอาฐานะของตนเอง เอาใจของตนเองเข้าไปวัด แล้วก็เอาไปบังคับเขา ให้เขาเป็นอย่างเราทันที อันนี้เป็นไปไม่ได้น่ะ มันจะไปทำอย่างนั้นไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราจะต้องรู้จักอันนี้ให้ดี ถ้าผู้ใดรู้จักรส “วูปสโมสุข” คือมันไม่มีจิตอยากจะเสพขึ้นมาที่เราจะต้องบำเรอ มันก็ว่างๆ เฉยๆ แล้วว่างๆ เฉยๆ นั้น ไม่ได้หมายความว่าเราว่างจนไม่รู้เรื่องอะไร ไม่ทำอะไร เป็นคนเด๋อ ไม่คิดอะไร ไม่ใช่ ของพุทธนี่ยังจะคิดยังจะรู้อะไร ยังจะเข้าใจ เมตตา เกื้อกูลคุณค่ายิ่งนับวันยิ่งเราว่างอะไรลง เวลาเรามีการฝึกฝนสังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ เราฝึกฝนซ้อนอยู่ มันก็จะมีงานการ มีคุณค่า มีประโยชน์ มีการเสียสละ มีการสร้างสรร มีการให้ มีการเป็นผู้สร้าง แล้วเป็นผู้เสียสละ เป็นผู้ให้ แล้วเราจะเห็นคุณค่าประโยชน์อันนั้น แล้วมันจะซ้อน

เมื่อเราได้ทำ ได้ให้แก่ผู้อื่นแล้ว จบ ไม่มีอะไรติดยึดอีกเลย : เมื่อเราได้ทำ ได้สร้าง ได้ให้แก่ผู้อื่นแล้ว เราจะเป็นมีคุณค่า แล้วมันจะนึกภาคภูมิ เป็นอัตตะ เป็นภพอีกอันหนึ่ง เป็นอัตภาพ สั่งสมไว้ในใจ แล้วมันเกิดมานะซ้อน อันนี้ก็ต้องเรียนรู้ว่า เรามีความดี เรามีคุณค่าจริง แล้วมันก็จะติดยึดหลงใหล เอ๊! เรามีคุณค่า เราไม่ได้เอาอะไรนะ แต่เรากำลังเอาซ้อนอยู่นะ เอาตัวกู เป็นของกู กูมีค่า กูใหญ่นะ จงจำกูไว้ว่า กูมีประโยชน์ มันซ้อนอย่างนี้ ทีหลังพอเวลาเรา เขาลบหลู่เรามั่ง เขาเรียกว่าทำลายค่าของตัวเราทิ้งมั่ง จำกูไม่ได้หรือไง กูเคยทำประโยชน์ให้เอ็งน่ะ จะออก มึงไม่ออก เมื่อกี้มันไม่ไหว ข้าเคยทำประโยชน์ให้แก่เอ็งนะ เอ็งจำไม่ได้หรือไงน่ะ กูทำประโยชน์ให้แก่มึง มึงจำไม่ได้หรือไง มันจะขึ้นเป็นตัวอัตภาพ ตัวกู มันจะขึ้นเป็นตัวอัตตา ตัวอัตภาพ มันซ้อนเชิงลึกนะคุณ มันซ้อนเชิงลึก จริง เราทำเพื่อเสียสละให้แก่เขา ทำไมไม่เสียสละให้มันหมดล่ะ ทำไมจะต้องมาเป็นของกูอยู่อีกล่ะ นั่นเห็นไหม มันจะซ้อนอย่างนี้จริงๆ เลย แล้วเขาจะลบหลู่ เขาจะดูถูก เขาจะไม่เห็นคุณค่า เขาจะอะไรต่ออะไรนี่ มันจะอยู่ในใจ มันจะ แหม! นะ ไม่เห็นค่าของข้าเลยนะ ไม่เห็นคุณประโยชน์ของข้าเลยนะ ลืม ไอ้โง่ ลืม ทำเป็นลืม ไอ้เนรคุณ อะไรไปเลย มันจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ น่ะ

ได้ทำได้ให้เขาแล้ว เราจบ เขาจะตอบแทนหรือไม่ มันก็เรื่องของเขา : เพราะฉะนั้นเราจะต้องสำเหนียกตัวเอง สำนึกตัวเองให้ดี สังวร เออ! เราจะเป็นขี้ไก่ เราจะเป็นขี้หมา อะไรก็ช่างเถอะ เราเคยทำแล้วก็ช่างมันเถอะ กรรมที่ทำลงไปแล้วเป็นคุณเป็นค่าเป็นกุศลใด มันก็เป็นกุศลนั้นแล้ว เชื่อหรือไม่เชื่อ คนจะต้องจำได้หรือไม่ได้ เขาจะตอบแทนคุณ หรือไม่ตอบแทนคุณ มันเป็นเราหรือเป็นเขาล่ะ มันเป็นเราหรือเป็นเขาที่จะตอบแทนเรา คนเขาจะตอบแทนคุณเรา มันเป็นเราหรือเป็นเขา เขาจะตอบแทนหรือเขาจะไม่ตอบแทน มันก็เรื่องของเขา ถ้าเขาตอบแทนน่ะ เขาเป็นกรรมที่ดี หรือว่ากรรมที่ชั่ว ก็ของเขาเอง ถ้าเขาไม่ตอบแทน มันก็เป็นกรรมที่ชั่ว ก็เป็นของเขาเอง เขาไม่ระลึก เขาจำไม่ได้ หรือแม้จำได้ แต่เขาจะไม่ตอบแทนล่ะ มันก็เป็นเรื่องของเขา แล้วคุณจะต้องไปทำใจเศร้าหมองลงมา แล้วมีมานะขึ้นไป อย่างที่กำลังอธิบาย เราได้หรือเราเสีย โง่ อย่าเสียค่าโง่นัก คิดให้ละเอียดลึกซึ้ง ให้ดีเลย วางใจดีๆ กรรมอันที่ทำแล้ว ถ้าคุณแน่ใจว่าเป็นกรรมดีแล้ว คุณไม่ต้องจำ คุณไม่ต้องไปคิดหรอกว่าใครจะตอบแทน ไม่ตอบแทน มันเป็นอันเป็นแล้ว มันเป็นกัมมทายาโท เป็นกัมมัสสโกมหิ เป็นกรรมของตน เป็นมรดกของตน คนอื่นก็คือคนอื่น เขาจะตอบแทน ไม่ตอบแทน เราก็จะจำได้ ไม่จำได้ เราจะไปบังคับเขายังไง ไม่ต้องไปบังคับเขาหรอก ไอ้การไปบังคับเขา ให้เขามาตอบแทนเรา นั่นแหละคือโลกีย์ บังคับกันในโลก ใช้อำนาจบังคับ ไอ้เณรทำโน่นทำนี่ มันก็กลัว กลัวจะถูกเตะถูกตีถูกฆ่า เพราะเขาจะซักซ้อม จะใช้วิธีนั้นละ จะไม่ได้ลาภ ไม่ได้ยศ ไม่ได้อะไรก็แล้วแต่ มันก็จะเป็นอย่างนั้นแหละ เอาอำนาจโลกมาบังคับ เขาก็จำนน แต่ไอ้คนไหนที่มันไม่กลัวละ กูไม่เอาละ ยศ ศักดิ์ กูไม่เอาละ เงินทอง จ้าง บังคับมันก็ไม่อยู่แล้วตอนนี้ มันก็หนีเท่านั้นเอง ดีไม่ดี มันไม่เตะก่อนไปก็บุญแล้วนะ มันไม่เอา ถ้ามันจะไม่เอาลาภ ยศ สิ่งตอบแทนแล้ว มันก็ไม่ฟังคุณหรอก คุณจะเอาอำนาจอะไรมา ยิ่งมันไม่กลัวตายด้วย บอก เอ้ย! ไม่กลัวตายหรอก ฆ่าตายเดี๋ยวนี้ก็ไม่กลัว มันไม่ทำอะไรให้คุณหรอก นั่นในโลกเป็นอย่างนั้น

ศรัทธา ยอมรับนับถือ เพราะท่านเป็นใหญ่ทางธรรม : แต่ถ้าในทางธรรมแล้วนี่นะ มันศรัทธาเลื่อมใสบูชานี่ มันไม่เหมือนกันกับที่จะเอาอะไรตอบแทน มันไม่ทำเพื่อลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข มันทำเพื่อตัวเองจะได้สิ่งที่เป็นคุณค่า หรือตัวเองนี่ แหม! ยอมรับนับถืออันนี้ บูชา ต่างจากโลกียะที่ซ้อนเชิงอยู่ บางคนนี่ไปยอมรับนับถือเพราะถ้าอยู่กับคนนี้แล้ว เราจะได้ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข จะได้ความรู้ จะได้ความสามารถ จะได้เป็นเหมือนเขาที่เป็นนี่ จะได้ลอกเลียนเอาอย่างที่เขาเป็น เป็นอำนาจทางโลก เป็นใหญ่แบบโลกๆ มันซ้อนเชิง แต่มาทางธรรมแล้วมีอำนาจทางธรรม มีความเป็นใหญ่ทางธรรม คนที่มาเอาทางธรรมนี่นะ มันก็ดูคล้ายๆ กับจะมาเอาอะไรอันหนึ่ง ที่ของคนทั้งโลกเขามี ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข แบบโลกๆ มาเป็นทาสเขา หรือมาเป็นผู้ที่ซูฮกต่อเขา ก็เพื่อที่จะมาเอาสิ่งอย่างนั้นจากเขา นั่นแบบโลก แต่ธรรมะมันกลับกันตรงที่ว่า ผู้ที่เป็นตัวอย่าง หรือผู้ที่เราศรัทธาเลื่อมใสนี่ ท่านมีสิ่งที่ท่านไม่เอา มันย้อนมันซ้อนอยู่ตรงนี้ ท่านมีสิ่ง เราเห็นว่าท่านเองท่านใหญ่ ท่านใหญ่เพราะท่านไม่ใหญ่ ท่านมีเพราะท่านไม่มี มันเป็นยังไงล่ะ ชักยุ่งๆ แล้วซี เรามาศรัทธาเลื่อมใสเพราะท่านใหญ่ เพราะท่านไม่ใหญ่ มาศรัทธาท่าน ท่านสูงเพราะท่านไม่สูง มาศรัทธาท่าน ท่านมีเพราะท่านไม่มี ท่านเป็นคนที่ไม่อย่างนั้น เพราะฉะนั้นมันก็จึงไม่ใช่ว่า อย่างลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ใช่ไหม คนจะมาเอา เออ! ท่านทำอย่างนี้ท่านได้ลาภ ท่านทำอย่างนี้ท่านได้ยศ ท่านทำอย่างนี้ท่านได้สุข ได้สรรเสริญ อะไรก็แล้วแต่ เราก็จะต้องเป็นคนที่ไปมีลาภ มียศ มีสรรเสริญ แล้วท่านก็มีจริงๆ แต่ในทางธรรมแล้ว เราศรัทธาเลื่อมใสท่าน เราจะมาเอาอย่างที่ท่านเป็นนี่ มันก็เป็นอย่างที่ท่านเป็น เป็นคนสูงแต่ท่านไม่สูง ไม่หลงใหลในสูง ไม่ติดสูง ไม่เป็นผู้ที่มีสูง อะไรยังงี้ ภาษาไม่รู้จะพูดยังไงล่ะ คุณฟังก็แล้วกัน ไม่รู้เรื่องก็งงอยู่ตรงนี้ก็แล้วกัน รู้เรื่องก็รู้ไป อาตมาก็ไม่มีภาษาจะพูดแล้วละ ก็คิดว่าคุณรู้กันนะ ใครเมามั่ง เมาไหม โอ้โห! เก่งทั้งนั้นเลย ฮึ! ขนาดพูดอย่างนี้ยังไม่เมาเลยหรือนี่ นั่นน่ะ คุณจะรู้ คุณจะเข้าใจ จริงๆ แล้วมาเปรียบเทียบให้ชัดๆ แล้วคุณจะเข้าใจ มันจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ มันต่างกัน นัยมันซึ้งมันซ้อน มันลึกซึ้งน่ะ เสร็จแล้วเราก็ต้องแม่นตรงให้ดี จุดมุ่งหมายที่เราจะเป็นนี่ เมื่อเรารู้จุดมุ่งหมายที่ชัดด้วยปัญญาแล้ว เราต้องลงมือทำ ลงมือฝึก เหมือนอย่างนั้นน่ะ ต้องทำ ต้องฝึกจริงๆ แล้วมันก็จะได้จะเป็นน่ะ เอาละ อาตมาพยายามเน้นย้ำจุดสำคัญนี้แล้ว ทีนี้ก็กองปัญหามากมาย จะตอบไปถึง 6 โมงน่ะ ตอบปัญหานี่ก็เป็นรายละเอียดที่อาตมาพยายามที่จะอธิบาย แล้วก็จะโค้งจะแวะ หรือจะกระจายออกไปสู่ความตั้งใจที่อยากจะพูดอะไรบ้าง ในบางครั้ง บางคราว ก็พยายามที่จะอธิบายอย่างนั้นไปด้วย ก็สังเกตดูนะ อาตมาก็จะทำอย่างนั้นเสมอ เอ้า! ลองตอบปัญหาดู แผ่นแรกมานี่ มาตั้งแต่วันแรกเลย บอกว่า

อุปาทาน หลงยึดสมมติว่าถูกต้องเสมอ : ถาม ดิฉันเป็นคนใหม่ เคยเห็นชาวอโศกปฏิบัติตัวดังนี้ และดิฉันคิดว่า การปฏิบัติธรรมเช่นนี้ ไม่น่าจะถูกต้อง 1. อาบน้ำไม่ใช้สบู่ และเหม็นมาก เสื้อผ้าก็เหม็น พ่อครูว่า… เอาละ เดี๋ยวอ่านดูจบทุกข้อก่อน เผื่อมันเกี่ยวข้องกัน 2. รับประทานอาหารกลางคืนดึกๆ เช่น 6 ทุ่ม หรือ ตี 2 แต่เขาทานครั้งเดียว เขาบอกว่าตอนกลางวันจะไม่ได้เสียเวลาทำงาน ดิฉันเลยไม่ทราบว่าทำไมพระพุทธเจ้าห้ามกินอาหารตอนเย็น หรือกลางคืน 3. เวลาเข้าสถานที่ราชการ แต่งตัวไม่สุภาพ ผู้หญิงใส่ผ้าถุง ผู้ชายใส่กางเกงขาก๊วย ไม่รีด 4. ไม่ยิ้ม ทำหน้าเฉยๆ เวลาคนไปคุยด้วย เหมือนไม่มีมนุษยสัมพันธ์ ไม่มีชีวิตชีวา พ่อท่านกรุณาให้ความกระจ่างด้วยค่ะ ว่าทำไมจึงสอนให้เป็นเช่นนี้ พ่อครูว่า… 4 ข้อนี่ก็ดีนะ มันมีอะไรแทรกๆ ซ้อนๆ อยู่ในนี้นะ แล้วก็ผิดอยู่ในนั้นซ้อนเสร็จ

ตัวอย่างอุปาทาน หลงติดยึดในเรื่องของหอม-ของเหม็น : เช่นข้อ 1 บอกว่า อาบน้ำไม่ใช้สบู่ และเหม็นมาก เสื้อผ้าก็เหม็น เอาละ ถ้าบอกว่า อาบน้ำไม่ใช้สบู่ แล้วก็เหม็นมาก เสื้อผ้าก็เหม็น ก็ต้องรู้ ก็ต้องไปดูแล้วว่า คนที่อาบน้ำไม่ใช้สบู่น่ะอาบยังไง อาบแล้วให้เหม็นมาก แล้วก็เสื้อผ้าก็เหม็นอยู่นี่ อาบน้ำแล้วก็ยังเหม็นอยู่ แสดงว่าตัวเหม็นน่ะ ใช่ไหม อาบน้ำแล้วก็ยังเหม็นอยู่ แสดงว่าตัวเหม็น เมื่อตัวผู้นั้นเหม็น อาบน้ำแล้วใช้วิธีอาบยังไง ไม่ใช้สบู่ ได้อาบได้ถูได้ขัดได้อะไรหรือเปล่า ถ้าได้ถู ได้ขัดเช็ดไอ้สิ่งที่มันจะหมักหมม มันจะเหม็นอะไรนี่ ได้เช็ดได้ถูออก อาตมาว่า อาตมาใช้ผ้านี่นะ อาบน้ำมีผ้าผืนหนึ่งเช็ด อาตมาก็ว่าอาตมาตัวเหม็นเหมือนกันนะ เหม็น แต่อาบน้ำเสร็จแล้วไม่เหม็นหรอก แต่ต่อไป มันมีขี้เหงื่อขี้ไคล มีอะไรต่ออะไรขึ้นมาอีก แน่นอนมันก็จะเริ่มหมักเริ่มเหม็นขึ้นมาอีกบ้างน่ะ พอถึงเวลาสมควรแล้วก็ แหม! มันเหม็นพอสมควรแล้วนะเรา ต้องอาบ อาบแล้วมันก็จะหายเหม็น เสร็จแล้วมันมีชีวิตต่อไป มันก็จะเหม็นอีก ถ้าจะไม่ให้เหม็นเลยนี่ อาตมาว่ามันไม่มีหรอกมนุษย์ แต่นี่บอกว่าเหม็นมาก ถ้าคนไหนมีกลิ่นตัวมากก็เหม็นมาก อาบแล้วก็ยังเหม็นอยู่เลย เหม็นกลิ่นตัว เอ้า! ก็เอาละ มันก็เหม็น ก็รู้กันไว้ว่าคนนี้กลิ่นตัวนี่ เขาอาบแล้ว เสร็จแล้ว เขาใช้วิธีอาบ ใช้ผ้าใช้ผ่อนถู เช็ด ขัดออกจริงๆ เลยนะ ขี้เหงื่อ ขี้ไคล ก็อาบออกจริงๆ ไม่ต้องไปใช้น้ำหอม โอดิโคโลญจ์อะไรพรมหรอก ออกมาก็กลิ่นสะอาดตามที่เขาอาบได้เท่านั้น เราก็ต้องรู้ว่า คนคนนั้นมีกลิ่นตัวเท่านั้น ช่วยไม่ได้หรอก กรรมวิบากน่ะ ไปไล่ฆ่าสะกั๊งค์มาหรือยังไง มันถึงได้มีกลิ่นตัวติดมากมายยังงั้น ก็ตามใจเถอะ ขี้เต่าขี้แลนอะไรนั่น ไปฆ่าเต่า ฆ่าแลนอะไรมายังไงก็แล้วแต่เถอะ แลนนี่ ภาษาเหนือ ภาษาอีสาน แลนนี่คือตัวเหี้ย มันก็เป็นไป อาตมาก็ว่าไปอย่างนั้นก่อนละนะ เพราะฉะนั้นคนที่มีกลิ่นตัว มันเหม็นกลิ่น แม้อาบน้ำอาบท่า เช็ดถูแล้ว แม้ไม่ใช้สบู่นี่ ไม่ใช้น้ำอบน้ำหอมอะไรกลบเกลื่อนเอาไว้ก็ตาม เขาเป็นเช่นนั้นก็ต้องยอม จำนนจริงๆ อาตมารู้เหมือนกันในหมู่ฝูง มีบางคนอาบน้ำออกมาใหม่ๆ ก็กลิ่นฉุยของเขา เออ! เมื่อไหร่ก็ของเขาขนาดนี้ เพลาๆ ลงบ้าง ถ้าเขายิ่งไม่อาบ ก็ยิ่งหนักกว่านี้ อะไรนี่ เราก็รู้ เราจะบอกว่าเหม็นหรือหอมก็ตามใจ ก็กลิ่นของเขา เราสมมุติเหม็น สมมุติหอมจริงๆ เท่านั้นแหละ เราก็หัดวางใจสิ กลิ่นอย่างนี้บางทีเราสมมุติ มันไม่เข้าท่าอะไรสักหน่อย ทีปลาร้าละหอมเอา หอมเอา ยิ่งคนอีสานแถวนี้ ยิ่งปลาร้าแล้ว หอมเอา หอมเอา บูดู อย่างนี้ หอมเอา หอมเอา มันหอมที่ไหนล่ะ มันเหม็นน่ะ กินทีไรก็กลิ่นนั้น แต่คุณไม่ติดใจนะ คุณไม่ถือว่ามันเหม็น คุณก็กินกันมันเฉย คุณก็กิน ก็มีแต่อร่อยไปเท่านั้นเอง เพราะเราไม่ติดใจ มันก็ไม่มีปัญหา เพราะฉะนั้นเราต้องหัดวาง จะกลิ่นอย่างไรเราเรียกว่าหอม อย่างไรเราเรียกว่าเหม็น กลิ่นหอมที่คุณว่าหอม บางอย่างนี่ โอ้โห! จะอ้วกนะ เหม็นเวียนหัวเลยนะ บางอย่างจะอ้วกจริงๆ กลิ่นหอมบางอย่าง แล้วคุณก็ไปติดใจกัน บางคนติดใจ บางคนก็ทนไม่ไหว นั่นก็เป็นเรื่องของการสมมุติ และก็การอุปาทานกำหนดยึด เพราะฉะนั้นก็รู้เสียบ้างน่ะ ส่วนเสื้อผ้าก็เหม็นนั้นน่ะ แหม! ผ้าธรรมดามันไม่มีกลิ่นติดตัวหรอกนะ นอกจากคุณเอง คุณไม่ซักให้มันสะอาดจริงๆ ก็ซักให้มันสะอาดซี เมื่อซักให้มันสะอาดแล้ว เสื้อผ้ามันจะไปเหม็นอะไรกันนักกันหนาล่ะ หมักๆ หมมๆ มันมีเหตุปัจจัยแน่ๆ ที่มันพาเหม็น มันเหม็นมากนัก แล้วซักยังไงก็ไ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน