330206 ตอบปัญหาปลุกเสกฯ ครั้งที่ 14 (ตอน 2) ศีรษะอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
330206 ตอบปัญหาปลุกเสกฯ ครั้งที่ 14 (ตอน 2) ศีรษะอโศก
หมายเหตุ : สารบัญและภาคผนวก ท้ายบทความ :
ตอบปัญหาปลุกเสกสมณะแท้ๆ ของพุทธ ครั้งที่ 14 (ตอน 2) โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 6 ก.พ. 2533 ณ พุทธสถานศีรษะอโศก
ที่ให้โศลกอะไรไปแล้ว ก็เลยยังสงสัยกันต่อน่ะ ก็เลยจะอธิบายถึงโศลกนั้น ก่อนนิดหน่อย โศลกเมื่อวานนี้นะ โศลกเมื่อวานนี้ที่บอกว่า
โศลก : เรื่องคนทำงาน กรรมกร กรรมการ ช่างฝีมือ ศิลปิน พระอริยะ คนที่ทำงานโดยใช้กำลังมือ ก็คือกรรมกร คนที่ทำงานโดยใช้สมองและหัวใจ ก็เป็นได้เพียงกรรมการ หรือบัณฑิต หรือนักวิชาการ คนที่ทำงานโดยใช้มือและสมอง ก็เป็นช่างฝีมือ คนที่ทำงานโดยใช้มือและหัวใจ ก็เป็นได้เพียง ผู้หลงตนว่าเป็นศิลปิน คนที่ทำงานโดยใช้มือ ใช้สมองและหัวใจ ก็เป็นศิลปิน คนที่ทำงานโดยใช้มือและหัวใจ พร้อมทั้งสมองและญาณ คือ พระอริยะ หรืออัจฉริยบุคคล
คนทำงาน ลงมือทำ ใช้แรงงานและสมอง : ก็มีคนไม่เข้าใจคำว่า “ สมอง ” มันแค่ไหน กับศิลปินมันแค่ไหน คำอื่นคงพอเข้าใจได้น่ะ คือคนทำงานโดยใช้กำลังมือ ฝีมือนี่นะ มีความสามารถเท่าไหร่ มีฝีมือกระทำด้วยมือทำ ลงมือทำเลยจริงๆ นี่ คนทำโดยลงมือทำ เขาเรียกกันทั่วไปง่ายๆ ว่า เป็นกรรมกร คนที่ลงมือทำ แล้วทำได้อะไรแค่ไหน ก็มีความรู้ หรือถ้าว่าจริงๆ แล้วใช้สมอง ก็ใช้นะ ไม่ใช้สมองแล้วจะไปควบคุมได้ยังไง มันก็ใช้ตามธรรมดา มีความรู้ มีสมอง มีความคิดควบคุมเท่าไหร่ เขาก็ใช้ความรู้ใช้สมองของเขานั่นแหละ ควบคุมฝีมือ ควบคุมกำลังมือของเขากระทำ ไม่มีใครหรอกทำงานทำอะไรต่ออะไรโดยไม่มีสมอง ไม่มีฝีมือ ไม่มี ทำไม่ได้หรอก ทำโดยเผลอๆ เรอๆ ไม่มีสมอง ไม่มีอะไรต่ออะไรเลยนี่ หรือ มันได้เหมือนกันสำหรับคนที่ชำนาญ จนกระทั่งสามารถที่ช่วยควบคุมคว
อ่านต่อ
ามชำนาญของมือกับสมอง และความรู้ความกำหนดของจิตใจ จิตใจนี่ฝึกแล้วมันก็จะเอาไปควบคุม เอาไปควบคุมสิ่งที่เรากระทำนี่ มันสามารถจะแบ่งเอามาทำได้แค่ไหน ถ้ามันชำนาญมาก ก็ใช้มันควบคุมไม่ต้องมากนัก มันก็ทำได้ แต่ก็ต้องมาควบคุมนะ ควบคุมมากหรือน้อยก็ตาม ก็ต้องมาควบคุม ชำนาญมากก็แทบจะหลับตาทำ แทบจะไม่ต้องใช้สมอง หรือว่าใช้ความรู้อะไรมาควบคุมมากนัก ชำนาญมาก แต่ก็ต้องใช้ ไม่ใช้จริงๆ ไม่ได้ ไม่ใช้จริงๆ มันไม่เป็นเรื่องเป็นราว เพราะว่ามันจะต้องเป็นตามจังหวะ ตามเรื่องราวอะไรๆ ของมัน ที่จิตต้องส่งเข้าไปกำหนด สัญญากำหนดให้ทำ จะทำอะไรล่ะ คุณจะทำอะไรก็ตามใจ มันก็จะเป็นเช่นนั้นน่ะ แม้แต่คุณจะก้าว จะเดิน จะขยิบตา จะกะพริบตา จะเอี้ยวแขน ไกวขาอะไร ก็มีจิตเข้าไปสั่งการทั้งนั้นน่ะ มีสมอง มีความรู้ว่าเราควรจะเดิน เดินยังไง ทำอะไรยังไง ยกมือ ยกแขน ยกขา อะไร ยังไง มันมีความรู้ มันรู้ และมันก็สั่งตามรู้นั้น เพราะฉะนั้นคำว่า สมอง นี่ หมายถึง ความรู้ เท่าที่เรารู้ด้วย และมีความรู้ที่ยิ่งๆ ขึ้นไป แล้วก็มาทำงานร่วมกับสมองอยู่ด้วย สมองหมายถึงความรู้ล่ะนะ
กรรมกร ผู้ลงมือลงแรงทำงาน : ทีนี้ คนทำงานโดยใช้สมองน่ะ ใช้สมองและหัวใจ คือใช้ความรู้ แล้วก็ใช้ใจที่.. หัวใจนี่หมายความว่า จิตวิญญาณส่วนหนึ่ง หรือใจส่วนหนึ่งที่..เขามีความชอบ มีความชอบ มีความศรัทธาในสิ่งนั้น มีความเห็นดีเห็นชอบ มีความมุ่งมั่นในสิ่งนั้น อย่างโถม อย่างอะไรเข้าไปมาก มีหัวใจมากเท่าไหร่ก็คือมีใจที่โถมเข้าไปมากเท่านั้นนะ แล้วก็มีความศรัทธาสูงเท่าไหร่ ก็คือหัวใจมากเท่านั้น ศรัทธาอันนี้หมายถึงหัวใจ สมองหมายถึงปัญญา คล้ายๆ อย่างนั้นน่ะ หมายถึงหัวใจ หมายถึงศรัทธา มันยินดี มันเห็นจริง มันเป็นจุดหมาย จุดเลิศ จุดยอด จุดที่เห็นว่าสำคัญ สมควรอะไรอย่างมากมาย ยิ่งมีใจเข้าไปแนบเนื่องเท่าไหร่ว่า โอ๊ย! นี่เป็นจิตเป็นใจทีเดียว ทำอย่างสุดจิตสุดใจทีเดียว เท่าไหร่นั่นคือความหมายคำว่า มีใจประกอบในสิ่งนั้นๆ ทำโดยที่ว่ามีจิตใจประกอบเข้าไปมากเท่าใด ก็มีหัวใจมากเท่านั้น
กรรมการ บัณฑิตหรือนักวิชาการ : เพราะฉะนั้นผู้ที่ทำงานโดยใช้ความรู้ด้วย ด้วยศรัทธาด้วย หัวใจด้วย ก็เป็นได้เพียงกรรมการ หรือบัณฑิต หรือนักวิชาการ ทุกวันนี้นี่มีมาก แต่ไม่ค่อยมีฝีมือ ไม่ค่อยทำ ได้แต่ความรู้ กับใจรัก ใจสมัคร ใจศรัทธา มีแต่ความรู้กับใจศรัทธา นักอุดมการณ์มากมายที่มีความรู้ แล้วก็มีใจศรัทธาผูกพัน มีใจ เต็มใจถึงขนาดกล้าตายด้วยเลยได้ แต่ทำจริงๆ ไม่เป็น ไม่มีฝีมือในการลงมือทำ จะทำอะไรตั้งแต่หยาบจนกระทั่งถึงละเอียด อะไรก็แล้วแต่ในวงชีวิต เช่นว่า ต้องการให้ประชาชนนี่เป็นสุข แต่ตัวเองยังไม่เป็นสุขเลย ยังทำไม่เป็นเลย ของตัวเองล่ะนะ เพราะฉะนั้นยิ่งจะไปลงมือทำกับประชาชนให้เขาเป็นสุข ก็เลิกกันเลย แต่มีศรัทธา มีความรู้นะ โอ๊! มีฉากๆ เลยนะ มีทฤษฎีอย่างโน้นอย่างนี้ อะไรมากมาย แต่ตัวเอง ทำให้ตัวเองเป็นสุขไม่ได้ หรือบางทีนี่ มีความรู้ว่าจะต้องให้ประชาชนนี่ร่ำรวย ไม่อดอยาก แต่ตัวเองยังอดอยากเลย ตัวเองยัง “ ไม่ร่ำรวย ” เลยนะ “ ไม่ร่ำรวย ” คำนี้หมายความว่า ตัวเองยังทำกินทำใช้ไม่เป็นเลย ยังจะต้องไปแฝงกินแฝงใช้อยู่กับคนอื่น มากมาย ไม่ได้ลงมือทำหรอก อาจจะมีความรู้ด้วยซ้ำว่า จะทำกินทำยังไง ทำไร่ทำยังไง ทำนายังไง ทำสวนยังไง ทำงานโน้นนี้ยังไง อาจจะรู้ด้วยซ้ำนะ รู้ทฤษฎี ศาสตร์ต่างๆ จะทำอันนั้น ทำอันนี้ แต่ไม่เป็น ไม่ได้ลงมือทำ ไม่เคยทำน่ะ ถ้าคนที่รู้ว่า ทำอันโน้นทำอันนี้นะ ยังพอบอกคนอื่นได้ ให้เขาไปทำ คนอื่นกลับไปทำเป็นบ้าง แต่ตัวเองไม่เป็นเลย นักอุดมการณ์อย่างนี้มีเยอะ เดี๋ยวนี้ยิ่งเยอะขึ้นทุกวัน จะไม่ทำ แล้วจะไม่เป็น มันเอาแต่รู้กับมีหัวใจกับสิ่งนั้น ผูกพันกับสิ่งนั้น ศรัทธากับสิ่งนั้น ยินดีกับสิ่งนั้น เลยโลกเต็มไปด้วยบัณฑิต แล้วส่งเสริมนะ สนับสนุน แล้วขายได้ด้วยนะ ราคาดีด้วยนะ คนแบบนี้ราคาดี คนในระดับอย่างที่ 1 คือลงมือทำ แล้วก็มีความรู้ มันต้องมีอยู่แน่ บอกแล้ว มีสมอง แล้วมีความรู้พอที่ตัวเองจะทำ เป็นกรรมกรนี่ ในโลกนี้ขณะนี้นี่มากไปด้วยกรรมกร 1 กับกรรมการ หรือบัณฑิต หรือนักวิชาการนี่ ชื่อเขาเยอะ อันนี้ตำแหน่งเขาเยอะ อีกอันหนึ่งเยอะ แล้วก็ดูเหมือนกรรมกรจะแพ้ลงไปทุกที กรรมการ หรือบัณฑิต หรือนักวิชาการจะชนะเข้าไปทุกที ทุกวันนี้ชนะ แล้วคุณคิดดูซิว่า ถ้าเผื่อว่าโลกนี่ส่งเสริมให้แต่ผู้ที่เป็นกรรมการ หรือเป็นบัณฑิต เป็นนักวิชาการนี่ เต็มบ้านเต็มเมือง คือไม่ทำ ทำไม่เป็น เป็นแต่รู้นี่มากขึ้น กรรมกรน้อยลงๆ เป็นไงหือ? ตาย ไอ้อุดมการณ์ที่ว่านั่น ล่มจมหมด จะให้เป็นสุข จะให้อุดมสมบูรณ์ จะให้เป็นโน่นเป็นนี่ อะไรนี่ หมด บรรลัยหมด แม้แต่จะให้เป็นนิกส์ ( NICs : Newly Industrialized Countries ประเทศอุตสาหกรรมใหม่) เป็นนิกส์ก็บรรลัย คิดดูง่ายๆ จะให้คนมาเป็นบัณฑิต เป็นกรรมกร รู้นะ ทำไม่เป็น บัณฑิตกดปุ่มยังไม่เป็นเลย บัณฑิตนี่ เอาง่ายๆ คือไม่ทำ เป็นกรรมกรไม่เป็น เป็นกรรมกรไม่ได้ นี่เป็นเรื่องเสื่อมเสีย เป็นเรื่องที่ไม่รู้ เป็นเรื่องที่หลงใหล หลงใหลจริงๆ เลยทุกวันนี้ พูดจริงๆ เขาก็รู้นะว่า ทำ ลงมือทำนั่นมันดี แต่ไม่ทำหรอก แล้วมาสร้างค่านิยมว่าเป็นศักดิ์ศรี คนทำก็คือคนทำชั้นต่ำ คนที่ชี้ใช้ คนที่บงการ สามารถใช้ความรู้ความสามารถนี่ บอกแต่ปากเฉยๆ นั่นแหละเป็นคนสูง เห็นไหมว่า ความหลงผิด ความเข้าใจผิด นี่มันเป็นอย่างนี้ไปแล้ว แล้วนิยมกัน มันก็พัง เพราะฉะนั้นต้องเห็นว่า ลงมือทำนี่แหละ คนที่ลงมือทำแท้ๆ นี่แหละ เอ๊! ดูเหมือนจะเคยผ่านๆ วาทะคานธีนี่ใช่ไหม? ที่ว่า.. หรือใครล่ะที่ว่า “ ใครที่ไม่ลงมือทำ ก็ไม่ควรกิน ” วาทะคานธีหรือใครนี่ คนที่ไม่ลงมือทำ ก็ไม่ควรกิน อะไร หือ เลนินหรือ? คนที่ไม่ลงมือทำงาน ก็ไม่ควรกินอาหาร หรืออะไรนี่นะ นี่ล่ะ มันเป็นความเข้าใจที่เผินที่ผิดไปทั่วโลกเลย นิยมอย่างนั้น เป็นศักดินานะ เป็นทุนนิยมอะไรไปอย่างที่ว่านั่นน่ะ เอาล่ะ นี่อธิบายความหมายหลักๆ ให้ฟังก่อน
ช่างฝีมือ : ทีนี้ต่อมา คนที่ทำงานโดยใช้มือ ก็คือย่อลงมาจากว่า ใช้กำลังมือ หรือฝีมืออะไรพวกนี้ และสมอง หมายความว่า มีความรู้มากขึ้น ใช้มือ ลงมือทำ แล้วก็ใช้สมองมากขึ้น ศึกษาความรู้ ก็เป็นช่างฝีมือ ช่างฝีมือนี่จะมีความรู้ รู้ในงานที่เขาลงมือทำจริงๆ ช่างฝีมือคือคนทำได้ มีฝีมือ บางทีเขาก็เรียกว่า ศิลปะ ศิลปิน เหมือนกัน พวกช่างฝีมือ บางทีเขาก็เรียกศิลปิน ทำออกมาได้จริงๆ มีฝีมือทำ
Art or Craft งานศิลปะหรือแค่งานฝีมือ : แล้วทีนี้มันมาเหยียดกัน ระหว่างศิลปินกับช่างฝีมือ เขาเหยียดกัน มันมีศักดินาขึ้นมาอีกซ้อนเชิง ศักดินาซ้อนเชิงน่ะ คนที่เป็นช่างฝีมือก็บอก เอ๊อ! ไอ้นี่มัน ภาษาอังกฤษเขาใช้ craft มันเป็นงานแค่ craft มันไม่ใช่ art เขาเหยียดกัน พวกนี้ช่างฝีมือ craft น่ะ ถ้าเผื่อว่าจริงๆ แล้ว มันต้องเป็น art ต้องเป็นศิลปะ ศิลปะ art น่ะ มันเหยียดกันตั้งแต่ทั้งฝรั่งมาจนไทย เหยียดกัน แบ่งชั้นวรรณะกันน่ะ เพราะฉะนั้นคนที่ทำงานด้วยลงมือทำจริงๆ แล้วก็มีความรู้ประกอบ หรือมีสมอง ใช้สมองด้วยก็เป็นช่างฝีมือ ทำได้มาก มีความรู้ที่จะพัฒนา ประยุกต์ ดัดแปลง ปรับปรุงอะไรขึ้นมา แล้วก็ทำขึ้นมาสำเร็จทุกทีๆ ก็เรียกว่าช่างฝีมือ
ศิลปินเก๊ ผลิตงาน Abstract บำเรอสมใจภพในอัตตาตัวเอง : ทีนี้คนทำงานโดยใช้มือ ใช้หัวใจ ไม่ค่อยใช้ความรู้เท่าไหร่ พวกนี้เก๊ลงๆ เช่น พวกภาพ abstract ส่วนมากน่ะ พวกเขียนภาพก็ภาพ abstract พวกปั้นก็ปั้นด้วย abstract คือใช้มือกับหัวใจ ตามใจกูเท่านั้นแหละ ศรัทธาเลื่อมใส แล้วดิ่งไปในภพของตัวเองนะ กูจะหมายอย่างนี้ หรือไม่หมายอย่างนี้ กูจะทำสบายใจของกูเอง มีหัวใจดิ่งไปเลย อู้หู! ยอดเยี่ยม อื้อหือ! ลึกซึ้ง อื้อหือ! แน่จริงๆ โอ้โห! ไปอยู่มันคนเดียว นี่พวกนี้พวก ab abstract art เขาเรียก ศิลปะนามธรรม อะไรพวกนี้ ใจเขาแน่เลยนะ รุนแรงไป บางทีตัวเองยังไม่รู้เลยว่าตัวเองหมายถึงอะไร ขอให้มันสมใจกูอย่างเดียว อยากจะขีด อยากจะเขี่ยยังไงก็ไปของกู โอ้โห! มันมันดีเหลือเกิน มัน อู้ฮู! วิเศษเหลือเกิน คนอื่นไม่รู้ด้วย กูรู้อยู่คนเดียว บ้าอยู่คนเดียว ใช้หัวใจ ใช้มือกับใช้หัวใจทำ อย่างนี้คือก็เป็นได้เพียง ผู้หลงตนว่าเป็นศิลปินเท่านั้น แล้วเยอะด้วย ตลาดศิลปะทุกวันนี้ มีศิลปินแบบนี้มาก ถึงขนาดให้รางวัลเหรียญทองกันเลยนะ อาตมายกตัวอย่างบ่อยนี่ มันซึ้งจริงๆ เลยนะ เขาเขียนภาพเสร็จแล้วก็ โอ้โห! ภาพนี้ได้รางวัลเหรียญทอง คนไปสัมภาษณ์ บอกว่า เออ! ภาพของท่านนี่หมายความอะไร “ ผมยังไม่รู้เลยว่า หมายความว่าอะไร ” แหม! อาตมาฟังแล้วมันเน่าในหัวใจจริงๆ เลย บอก โอ้โห! คนทำยังไม่รู้เลยว่าอะไร แล้วมันจะไปให้คนอื่นรู้ได้ยังไงว่าคืออะไร แล้วหมายว่าอะไร นี่ยังงี้ มันเป็นการทำสมใจตัวเองเท่านั้นเอง ทำไปเถอะ อะไรก็ได้ จะเอาอันนี้ สื่ออันนี้อะไรก็คิดไปของตัวเอง เมาๆ เมินๆ ฝันๆ เพ้อๆ อะไรไป เอาตัวนั้นมาต่อตัวนี้ เอาอันนี้มาอะไรๆ ไปตามเรื่องตามราว คิดฝันวุ่นวายอยู่อย่างนั้นแหละ แล้วก็ไม่รู้เป้าหมาย ไม่รู้จุด ไม่รู้หลัก ไม่รู้ว่าอันนี้มันประกอบด้วยอันนี้ มันจะสื่อให้คนรู้ได้ไหม คนอื่นจะเข้าใจได้ไหม ไม่คำนึงถึงใคร อยู่กับกูคนเดียว เป็นการบำเรออัตภาพ บำเรอภพ อัตภาพ บำเรออัตตา อันนี้อาตมาเคยเขียน เคยว่า เคยเขียนไว้ โอ๊ย! เขาโกรธกัน พวกนักศิลปินเขาโกรธกัน หาว่าไปว่าเขา ที่จริงไม่ใช่หาหรอก อาตมาว่าจริงๆ เลยนะ ว่าจริงๆ เจตนาว่าจริงๆ ไม่ต้องมาหาเหอว่าอาตมาว่าอย่างโน้นอย่างนี้ เจตนาว่าให้รู้ตัว แต่ไม่รู้ตัวหรอก โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ นี่ก็พูดเหยียดๆ หน่อย คือเอาใช้มือกับหัวใจ แล้วทำไปเถอะมือ บางทีก็คิดอยากจะทำอะไรก็ทำ เอาไอ้นั่นมาต่อมาติด เอาไอ้นั่นมาโปะมาปะอะไรก็ทำไป กับหัวใจที่ตัวเองคิดว่ามันดี แต่ไม่มีความรู้ว่า แล้วมันสื่อได้ไหมล่ะ แล้วมันหมายว่าอะไร ไม่มีความรู้
งานศิลปะแท้ เพื่อสื่อสารัตถะ สาระที่เป็นประโยชน์ : ไอ้ที่หมายนั้นน่ะ มันเป็นสารัตถะที่มนุษย์มนาควรจะรู้ ควรจะเรียน ควรจะได้รับการ... พอดูแล้วนี่มีผลกระทบทำให้เกิดสำนึก หรือเกิดสติ หรือเกิดการพัฒนาอะไร หรือการสร้างสรรอะไร ความดีงามอะไรขึ้นไหม ไม่ได้คำนึงถึงสิ่งเหล่านี้ ขาดความรู้ ขาดสมอง ขาดความรู้ มีแต่ใจ หัวใจกับไอ้มือทำเท่านั้นเอง นี่พวกนี้หลงตนว่าเป็นศิลปิน มีเยอะ เพราะฉะนั้นคนที่ทำงานโดยใช้มือ ใช้สมอง ใช้หัวใจ ก็เป็นศิลปินน่ะ ชักใช้ความรู้ มีทำจริงๆ มีมือ มีใช้มือ ลงมือทำ จะทำอะไรก็แล้วแต่ จะเป็นนักสร้างบ้านก็สร้าง จะเป็นนักสร้างอะไรก็สร้าง ทีนี้เขาไปเรียกแต่เพียงศิลปิน แต่นี่กำหนดนิยามคำว่าศิลปิน หน่อย เขาไปกำหนดแต่ศิลปินคือพวกเขียนนะ พวกวาด พวกปั้น พวก.. อะไรอีกล่ะ มีจิตรกรรม ปฏิมากรรม สถาปัตยกรรม พวกเขียน แต่ก่อนนี้อาตมาเรียน Fine art มันมี 5 แขนงเท่านั้นน่ะ เดี๋ยวนี้มันมี โอย! art มันมีไม่รู้กี่ art แล้ว แต่ก่อนอาตมาเรียน เขาแบ่งมันมี 5 แขนงใหญ่ๆ เท่านั้น มีเขียน ศิลปะเขียน ศิลปะปั้น ศิลปะสร้าง ก่อสร้าง สร้างบ้านสร้างเรือนนี่ เป็นสถาปนิกนี่ ส่วนศิลปะทางวรรณกรรม วรรณกรรมทางด้าน literature ทางด้านภาษาหนังสือวรรณคดี อะไรพวกนี้นะ แล้วก็ศิลปะทางดนตรี นาฏกรรม มันมี 5 ดนตรีกับนาฏกรรมนี่ เขารวมไว้อันเดียวกันเสียด้วยซ้ำ ที่จริงมันน่าจะแยกได้ ดนตรี นาฏกรรม การร่ายรำฟ้อนอะไรต่างๆ นานา ลีลาทางด้านท่าทาง เดี๋ยวนี้เขาแยกกันไปเยอะแยะแล้ว มีพาณิชยกรรม มีอุตสาหกรรมศิลป์ มีอะไรก็แล้วแต่ โอ้โฮ! มากมายก่ายกอง มีโฆษณาศิลป์ มีพาณิชยศิลป์ อะไรต่างๆ นานาสารพัด มีศิลปะการ์ตูน ศิลปะรูปประกอบภาพ เขียนประกอบภาพ โอ๊! แบ่งกันไปมากมาย ศิลปะต่างๆนานา มี มัณฑนศิลป์ ศิลปะตกแต่ง อะไรอีกเยอะแยะ อาตมาก็ไม่มีปัญหานะ ที่จริงน่ะจะตามเขาก็ได้ อาตมาตามไอ้พวกนี้ก็ได้ เพราะว่ามันย่อย มันแยกย่อยออกมา แบ่งกันเรียนให้มันมากขึ้นเท่านั้นเอง ที่จริงแล้วศิลปะนี่ แม้แต่ศิลปะลงมือทำหน้าก็มีศิลปะ ลงมือกวาดบ้านก็มีศิลปะ ลงมือขัดส้วมก็มีศิลปะ ศิลปะคือการกระทำด้วย ศิลปะนี่คือการกระทำ นี่ยังไงในนี้บอกแล้ว
ศิลปินแท้ ทำงานด้วยมือ หัวใจและสมองขั้นญาณ : ศิลปะคือ การกระทำด้วยมือและหัวใจพร้อมทั้งใช้สมอง จนกระทั่งสมองนั้นถึงขั้นญาณโน่นแหละ สมองหรือความรู้นั้นจนถึงขั้นญาณ ขั้นญาณหมายความว่า รู้ความจริงตามความเป็นจริง ที่ถ้าเป็นสมมุติสัจจะ ก็มีคุณค่าที่อาศัยได้อย่างดี ถ้าเป็นปรมัตถสัจจะ ก็ได้ลดกิเลสตนเอง เรียกว่าญาณ รู้ความจริงทั้งสัจจะที่เป็นสมมุติ ทั้งสัจจะที่เป็นปรมัตถ์ ที่หมายถึงจิต เจตสิก รูป นิพพาน คือ สัจจะมี 2 อย่างนะ คุณอย่าเผลอไปดูถูกสมมุติสัจจะนะ ชีวิตคนเรานี่อยู่ได้ด้วยสมมุติสัจจะ แต่จะเจริญได้ด้วยปรมัตถสัจจะ คนเราอยู่ได้ด้วยสมมุติ ถ้าไม่มีสมมุติสัจจะ อยู่ไม่ได้ สำคัญนะ พระอรหันต์เจ้าหมดปรมัตถสัจจะแล้ว อยู่ได้ด้วยสมมุติสัจจะ อาศัยชีวิตไปด้วยสมมุติสัจจะ เพราะฉะนั้นพัฒนาปรมัตถสัจจะ จบถึงนิพพานแล้ว ก็อยู่อาศัยอยู่กับสมมุติสัจจะ เพราะฉะนั้นพระอรหันต์เจ้านี่ จึงมีสมมุติสัจจะเป็นสำคัญ คำนึง สำนึก ตรวจตราอยู่กับสมมุติสัจจะ แล้วก็พยายามช่วยเหลือเฟือฟายคนอื่นด้วยสมมุติสัจจะ พร้อมกันนั้นก็ให้คนอื่นได้พัฒนาทางปรมัตถสัจจะด้วย เพราะมีความรู้อันนี้ด้วยน่ะ ศิลปินมีครบครันทุกอย่าง ที่จริงแล้วศิลปินก็ถ้าเผื่อว่าถึงขั้นปรมัตถสัจจะก็เป็นพระอริยะ มีญาณ ถ้าศิลปินอย่างสูงนี่มีญาณ เพราะฉะนั้นจะมีความรู้ทั้งนั้นเลยว่า อันนี้ดีเป็นกุศล ดี แม้แต่กวาดบ้าน กวาดเรือน ขัดส้วม อะไรก็มีความรู้ มีความละเอียดลออ มีฝีมือทำได้ แล้วก็ทำดี ได้อาศัยอย่างดี ปัด กวาด เช็ด ถู สร้าง ก่อ ทำโน่น ทำนี่ ทำกับข้าวกับน้ำ เป็นศิลปะน่ะ ทำอาหารการกิน ตัดเสื้อตัดผ้าใส่ เป็นศิลปะน่ะ สร้างบ้านสร้างเรือนอยู่อาศัย มีที่พักที่อาศัยต่างๆ นานา นี่เอาปัจจัย 4 หลักๆ มาเป็นศิลปะ ทำหยูกทำยา ทำอะไรต่ออะไรขึ้นมาให้ได้รักษา แม้แต่ทำยา ให้มันรู้สึกดีนะ ทำ รู้จักวิธีการที่จะทำยังไงขึ้นมา ให้มันง่าย ให้มันสะดวก ให้มันกินแล้วก็ทำคุณค่าประโยชน์กับร่างกาย ทำปฏิกิริยาสังเคราะห์ได้เร็ว อะไรต่างๆ นานา เป็นความสามารถ ความรู้ และทำด้วยอย่างที่ศรัทธาเลื่อมใส เห็นจริง เลยว่า อันนี้มันดีนะ เป็นประโยชน์คุณค่าน่ะ แล้วทำจริงๆ เป็นศิลปะ สมมุติสัจจะที่ดีน ั้น ยิ่งมีญาณรู้ลึกไปถึงปรมัตถสัจจะ ว่า โอ! ถ้าทำพวกนี้ด้วย แล้วเราก็ละความโลภของตัวเองด้วย เราสร้างได้มากๆ ให้คนอื่นได้มากๆ นี่ยิ่งเกิดญาณปัญญา เกิดจริง โอ๊! ดีนะ เรายิ่งสร้างได้ดี โอ๊! มีคุณค่าต่อมนุษย์ แล้วรู้ด้วย มนุษย์คนนั้นคนนี้ควร คนไหนควรให้ คนไหนควรสงเคราะห์ คนไหนควรช่วย คนนี้ไม่ควรช่วยหรอก ไม่ดีหรอก คนนี้ทำแต่พังๆๆ น่ะ แล้วก็จิตใจไม่ดี นิสัยไม่ดี อกุศลแยะ แล้วก็ฉลาดโกงด้วย โกงแยะด้วย คนนี้อย่าเพิ่งช่วย ช่วยไม่ไหวน่ะ ให้ห่างออกไปไกลๆ ก่อน อยู่ใกล้ๆ ไม่ได้ พออยู่ใกล้ๆ แหม! รวน แล้วจะทำตัวอย่างอันไม่ดีไม่งาม ให้คนอื่นที่ยังเข้าใจไม่ได้พาหลงตาม เป็นบาปของเขาด้วย บาปหนักด้วย ไม่ดี ต้องออกไปก่อน หนีไปก่อนนั่นแหละ ถ้าหนีไปก่อนยังเป็นบุญเสียกว่า ถ้าอยู่แล้วเป็นบาปน่ะ อยู่ด้วยล่ะเป็นบาป เพราะว่าเขาเองเขาไม่รู้ตัวว่าเขาทำชั่ว ที่เป็นตัวอย่างคนอื่น อยู่อย่างไม่เข้าท่าเลย โดยเฉพาะในคนหมู่ที่เขากำลังทำดีอยู่ในขั้นหนึ่งด้วย ไปอยู่กับหมู่ที่ยังไงๆ มันก็เน่า อยู่ด้วยกันมันก็เละๆ อยู่ด้วยกัน หรือ เออ! อย่างนั้นมันก็ค่อยยังชั่ว มันก็ยังขี้โคลนก็ปนขี้โคลนไป มันก็อยู่ด้วยกันได้ อย่าเอามาปน นี่ขาวๆ ผ้าขาวๆ แล้วเอาเน่าๆ มาอยู่กันอย่างนี้ เสียหาย ไม่ดี เพราะฉะนั้นขจัดออกไป การขจัดออกไปเป็นบุญ การเอาไว้เป็นบาปน่ะ เสียหาย อย่างนี้เป็นต้น จะรู้จักอะไรต่ออะไรลึกซึ้งละเอียดลออ คนนี้ควรให้ คนนี้ควรไม่ให้ สมองก็ความรู้ก็ลึกซึ้งสูงเป็นญาณ รู้จักการจัด การแจก การแบ่ง การกำหนด การอะไรต่ออะไรไปต่างๆ นานา มันลึกซึ้งขึ้นไปมากขึ้น และอะไรๆ
ศิลปินแท้ขั้นสูง คือพระอริยะ อัจฉริยบุคคล : ถ้าว่ากันจริงแล้ว ถ้าเกิดประโยชน์ ดำเนินสูงด้วยสัจจะทั้ง 2 ส่วน ทั้งสมมุติสัจจะ และปรมัตถสัจจะ นั่นแหละคือ อัจฉริยบุคคล หรือพระอริยะ หรือศิลปินแท้ๆ แต่มันเหนือกว่าศิลปินแล้ว ถ้าเผื่อถึงขั้นมีญาณ ถึงขั้นเป็นอริยะแล้วนี่ เป็นศิลปินแท้ๆ เขาเรียนศิลปะในระดับปริญญาโท ปริญญาเอก เขาเรียนถึงอภิปรัชญาด้วย เรียนถึงขั้นปรมัตถสัจจะด้วย แต่ว่าในต่างประเทศเขาไม่มีความรู้ทางด้านปรมัตถสัจจะ เขาก็สอนอภิปรัชญาอย่างนั้น อาตมาเลยไม่ต้องไปเรียนในต่างประเทศ เพราะอาตมาเรียนรู้อภิปรัชญา และรู้จักความเป็นอัจฉริยะ หรืออริยะในศิลปะได้โดยเอง โดยตนเองนะ พวกศิลปินทั้งหลายแหล่ พวกที่ได้บัณฑิตมาทางศิลปะทั้งหลายแหล่ ได้ฟังแล้วคงหมั่นไส้ เหมือนกับผู้ที่เรียนเปรียญมา เหมือนกันกับพวกที่เรียนเปรียญมา ก็เลยหมั่นไส้ อาตมามาบรรยายพระบาลี มาบรรยายภาษาที่เขาเรียนมาโดยตรง อาตมายิ่งบาลีไม่ได้เรียนเลย เขาก็ยิ่งเอาใหญ่เลย แล้วอาตมาเรียนศิลปะ ก็ไม่ได้เรียนสูงส่งอะไร เรียนแต่แค่พื้นฐาน เรียนรู้แต่แค่หลักๆๆๆ ส่วนรายละเอียดลึกๆๆๆ ที่แบ่งย่อยออกไป อาตมาไม่ได้ไปเรียน มันประหลาดนะ ซึ่งมันประหลาดไอ้ตรงที่ว่า อาตมาไม่น่าที่จะไม่ได้เรียนน่ะ ความรู้ความสามารถของอาตมาไม่น่าจะ entrance ไม่ได้ ไม่น่าจะไม่ได้น่ะ ประหลาด มันประหลาดที่ว่าอาตมาไม่น่า แม้แต่ศิลปะ จุฬาฯ นี่นะ ในด้านครุศาสตร์ เขามีแขนง จุฬาฯ นี่ อาตมานี่ไปเริ่มคนแรกเลยนะ ตอนนั้นอาจารย์อำไพ เป็นคณบดี เอาไปเลยนะ เอาไอ้พวก I-20 อะไรต่างๆ ไปดู ( เอกสาร I-20 หนังสือรับรองคุณสมบัติสำหรับนักเรียนซึ่งออกให้โดยสถาบันการศึกษาที่ผ่านการรับรองแล้ว) ไปตรวจอะไรหมดแล้ว เสร็จแล้วตอบอาตมายังไง บอกว่า เขายังไม่มีงบประมาณจะเปิด major (สาขาวิชาหลัก) อันนี้ เพราะฉะนั้นยังไม่รับ ขนาดรับไว้หมดแล้วนะ อะไร อาตมามีสิทธิ์ที่จะเรียนได้นะ จะทำปริญญาครุศาสตร์แขนงศิลปะ ที่นี่มีท่านสิริเตโช จบครุศาสตร์ แผนกศิลปะ จุฬาฯ น่ะมี ตอนหลังมี แต่อาตมานี่ไป ไม่มี ก็เลยไม่ต้องเรียนกันศิลปะ ซึ่งมันตลกนะ อาตมานี่ ศิลปากร ก็ไปสอบเข้านะ แต่ไม่รู้มันไปเป็นอะไรก็ไม่รู้ มันไม่ทันการ ทำส่งไม่ทันก็เข้าไม่ได้น่ะซีเนาะ ทำส่งไม่ทัน แล้วจะไปได้เรื่องอะไร มันตลกนะ มันไม่น่าจะไม่ได้นะ มันตลกน่ะ ก็ไม่ต้องเรียนกัน ไม่ได้เรียน ไอ้อันอื่นจะได้เรียน ที่จริงอาตมาควรจะได้เรียนนะ ครุศาสตร์แขนงนั้นน่ะนะ เรียน twilight ด้วย เพราะว่าไม่มีเวลาเรียนตรง เรียน twilight เขาก็เกริ่นๆ นะ จะเปิด เอาไปเอามา ก็ให้อาตมาอุตส่าห์เอาอะไรๆ ไป เสร็จแล้วมาตอบทีหลัง บอกว่าเขาไม่มีงบประมาณ เอ๊ะ! ไม่มีงบประมาณ ทำไมจะต้องบอกว่าเปิด ให้อาตมาเที่ยวได้เอาหลักฐานอะไรไป เที่ยวได้วิ่งเต้นเดินเรื่อง เสร็จแล้วก็มาบอกอาตมาว่า เขายังไม่เปิด เออ! ไม่เปิด อาตมาก็ไม่ต้องเข้า เขาไม่เปิด เข้าไปได้หรือ ใช่ไหม เดี๋ยวก็โดนจับ อย่างนี้เป็นต้นนะ อาตมาก็ประหลาดดีนะ ศิลปะที่อาตมาขวนขวายที่จะเรียนก็มี ด้านวาดเขียน ด้าน painting ด้านวิจิตรศิลป์ กับด้านดนตรี ดนตรีก็ไปนั่งเรียนที่จุฬาฯ อาจารย์กำธรไปสอน ไปนั่งเรียน เรียนแล้วก็มันก็ไปแฝงๆ เขาอยู่เหมือนกันนั่นแหละ เดี๋ยวนี้เขามีแล้ว แผนกดนตรีการ เขาก็มีแล้ว ไอ้ที่ตอนอาตมาไปนั่งเรียนนั่นนะ ก็ไปนั่งเรียนอยู่จุฬาฯ ครุศาสตร์นั่นแหละ อยู่ในห้องเรียน อยู่ในโน่นล่ะ เขาก็ไม่รับ เขาก็ยังไม่ได้จัดการอะไร เวลาจะสอบ ส่งไปสอบ Trinity ส่งไปสอบ ส่ง paper ไปโน่นเมืองฝรั่งโน่น อังกฤษโน่น อาตมาได้เกรด 4 สอบมันจนกระทั่งเกรด 4 ในทางดนตรีนะ สอบได้ certificate ของเมืองนอกนะ เดี๋ยวนี้ไปไหนแล้วก็ไม่รู้ จาก Trinity จาก มหาวิทยาลัย Trinity ที่อังกฤษ เรียนไปเรียนมา อาตมา เอ๊อ! มันยังไง มันไม่เห็นจะมีอะไรกัน ที่นี่ก็ไม่รับสักที ก็เลยหนีอีก ก็ไม่ต้องได้กัน ไอ้เรื่องที่ทางอักษรศาสตร์นั่นน่ะ ไม่ต้องห่วงเลย เพราะว่าไม่ได้เจตนาจะเข้ามาแต่ต้น ซึ่งก็เคยเล่าให้ฟังว่า พี่ชายเขาบอกว่า ถ้าเผื่อว่าจะเข้าศิลปะ อาตมาถ้าว่าเรียน art มันก็คงได้เหรียญ ว่างั้น มันก็คงได้เกียรตินิยม อะไรยังงี้นะ เมื่อมันดันเรียนวิทยาศาสตร์ แหม! วิทยาศาสตร์นั่นก็ คะแนน 100 ก็เอาแค่ 10 อะไรอย่างนี้ มันก็จะไปรอดอะไรนะ คะแนน 100 เอาแค่ 10 อาจารย์สอนนั่น ดร.สตางค์ มงคลสุข อย่างนี้ ดร.ทองสุข พงศทัต อะไรอย่างนี้ โอย! ชั้น 1 เลย อาจารย์ที่จุฬาฯ นะ สอนน่ะ อาตมาเรียนโรงเรียนราษฎร์ แต่ว่าจ้างอาจารย์จุฬาฯ เขามาเป็นอาจารย์ที๋โรงเรียนน่ะ เขาสอน เขาจ้างอาจารย์จุฬาฯ มาสอน ครูก็สอนไป เราก็นั่งวาดรูปไป ครูสอนไป เราก็แต่งเพลงไปอยู่ที่โต๊ะเรียน โต๊ะห้องเรียน เราแต่งเพลงไป วาดรูปไป เขาก็สอนไปสิ วิทยาศาสตร์ เราก็วาดรูปไป แล้วก็แต่งเพลงไป แล้วมันจะไปได้ยังไงล่ะ 100 คะแนน 100 มันก็เอาแค่ 10 ก็บุญแล้วน่ะ สอบคะแนน 100 ก็ได้ 10 ต่อ 100 มันจะไปเหลืออะไร ก็ตกน่ะ ไม่มีปัญหา ไม่เอาถ่านในเรื่องพวกนี้น่ะ ก็ไปเอาถ่านทาง art แต่ก็เอาละ ทุกวันนี้อาตมาก็ไม่สงสัยนะว่าอาตมาเป็นศิลปินการพูด การใช้ภาษา สำนวนโวหาร ท่าทีลีลา อะไรต่างๆ นานา เดี๋ยวนี้ก็เป็นดาราดาเรอ เป็นนักแสดง ก็เป็น art เขาก็ถือว่า art ศิลปินทั้งนั้นแหละ ศิลปินการทำชีวิต
ยอดศิลปะในการดำเนินชีวิตด้วยหลักวรรณะ 9 : สรุปแล้วนี่การทำชีวิตของเราให้พ้นทุกข์ ให้ลดกิเลสได้ด้วย ให้มีความสามารถ มี ฝีมือ มีความรู้ มีหัวใจ มีสมองจริงๆ มีญาณถึงขั้นญาณจริงๆ ลงมือประกอบการให้ชีวิตของเรานี่อยู่เป็นสุข และก็ดำเนินไปตามที่พระพุทธเจ้าท่านได้กำหนดเอาไว้ เป็นคนเลี้ยงง่าย(สุ ภ ระ) กินง่าย เป็นคนอยู่ง่าย เป็นคนบำรุงง่าย(สุโปสะ) ให้เจริญได้ง่าย นี่เรียกบำรุงง่าย เป็นคนมักน้อย (อัปปิจฉะ) เป็นคนสันโดษ(สันตุฏฐิ) ถ้าได้เป็นอย่างนี้ เป็นยอดศิลปิน (ดู วรรณะ 9 ในภาคผนวก)
พวกหลงตัวว่าเป็นศิลปิน : เพราะฉะนั้นพวกศิลปินนี่ ดูแล้วคุณจะสงสัย พวกที่เขาหลง หลง ตัวว่าเป็นศิลปินนี่ หลายคนนี่ก็พอมีแว็บๆ รู้เหมือนกันนะ จะไปรวยทำไม จนๆ ดีกว่า บ้าๆ บอๆ ไม่ต้องไปสะสม เป็นคนสันโดษ มักน้อย ทำเป็นรุ่มๆ ร่ามๆ เป็นเหมือนไอ้บ้าไอ้บอ อะไรต่างๆ นานา มันมี มีอยู่นะ รำๆ ไรๆ วอบๆ แวบๆ แต่เอาจริงมันก็ต้องการชื่อเสียง ต้องการเงินทอง ให้ราคาของของเราดีๆ นะ ต้องราคาแพงๆ งานของเรานี่ต้องขายได้ขนาด แฮ่ เป็นเงินล้านๆ เหมือนอย่างกับ แวน โก๊ะ ( Vincent van Gogh จิตกรชื่อดัง ค.ศ. 1853-1890) อย่างนี้เป็นต้น รูปหนึ่งขาย 50 ล้าน อะไรอย่างนี้ มันก็บ้าๆ บอๆ มันกวัดๆ แกว่งๆ มันไม่แน่ไม่นอนหรอกน่ะ รูปของเรา
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive