330426 ตัดสะพานเมถุน โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
330426_ ตัดสะพานเมถุน โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก
พระไตรปิฎก แล้วมาถามว่า กายนี้เกิดขึ้นด้วยตัณหา อาศัยตัณหาแล้ว พึงละ ตัณหาเสีย กายนี้เกิดขึ้นด้วยมานะ อาศัยมานะ แล้วพึงละมานะเสีย กายนี้เกิดด้วยเมถุน ควรละเมถุนเสีย
กายนี้ เกิดขึ้นด้วยตัณหา พ่อครูว่า…พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เป็นเสตุฆาต หมายความว่า งดเด็ดขาด เมถุนนี่ ให้งดเด็ดขาด อันนี้เป็นเสตุฆาตในเมถุน คำว่า กาย อาตมาก็เคยอธิบายแล้วนะ มันหมายความว่าองค์ประชุม จนกระทั่งมาประชุมเป็นสังขารกาย มีดิน น้ำ ไฟ ลม เป็นแท่งก้อน มีผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ไปจนกระทั่งถึงเครื่องใน ตา หู จมูก ลิ้น กาย ไปจนถึงข้างใน เป็นองคาพยพของ ร่างกายนี้นั้นน่ะ เป็นองค์ประชุมที่เกิดมาจากตัณหา กายนี้เกิดขึ้นด้วยตัณหา องค์ประชุมที่จะเป็นร่างกายก็เกิดขึ้นด้วยตัณหา พระโพธิสัตว์อย่างที่ ก็ขอพูดให้ฟังสูงๆ ตอนหนึ่งก่อนว่า พระโพธิสัตว์ ถ้าเป็น พระอริยเจ้าชั้นสูง เป็นพระอรหันต์แล้ว มีจิตที่สามารถวิมุติได้ทุกอย่างแล้ว เมื่อวิมุติได้ ทุกอย่างแล้ว แต่ก็ยังไม่ยอมที่จะหยุดเกิด อธิษฐานจิต ตั้งใจ ตั้งอีก ปรารถนาอีก เรียกว่า มีตัณหา วิภวตัณหา มีตัณหาอีก มีตัวปรารถนาที่จะยังจะต้องศึกษาโลกวิทู ศึกษาสัพพัญญู หรือบำเพ็ญประโยชน์อะไรต่อไปอีกอยู่ แม้แต่ตั้งจิตที่จะมีตัณหา มันก็นำมาให้ก่อกาย ให้เกิดกาย จะต้องหยั่งลงสู่ครรภ์ จะต้องเวียนวนอีกนะ เป็นเรื่องธรรมดาของตัณหาพาให้เกิด กายนี้เกิดขึ้นด้วยตัณหา อาศัยตัณหาแล้ว พึงละตัณหาเสีย เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อว่าเรายังไม่ละแม้แต่ตัณหา ที่สุดถึงตัณหาอุดมการณ์ ก็ย่อมจะเกิดกายได้ ในจิตที่เราปรารถนาจะเกิดกาย ฟังให้ดีนะ ในจิตที่เราปรารถนาจะ เกิดกาย ในภพที่เราจะต้องตั้งจิต หรือว่าปรารถนาที่จะเกิดภพ ภพที่เราเคยทำเ
อ่านต่อ
กิดได้ ไม่ยากหรอก ภพที่ทำเกิดได้ เคยทำเกิดได้นี่ และก็ทำเกิดเป็นภพที่เราให้เกิดภพเกิดชาติ มันไม่ยาก เพราะคนมันเก่ง มันชำนาญสร้างภพ สร้างชาติมา จนกระทั่งจะล้างจะเลิกจากภพจากชาตินี่ยากเหลือเกิน เพราะฉะนั้น ผู้ที่ทำให้เกิดนั่นมันไม่ยาก ทำให้ตาย ทำให้ล้าง ปล่อยวางให้สนิทนี่มันยาก ผู้ที่เป็นพระอนาคามีนี่ ปล่อยวางภพแล้วก็ไม่ปรารถนาตั้งภพใน กามภพ ไม่วนเวียนสู่กามภพอีก เหลือสังโยชน์ 5 เบื้องสูง ซึ่งไม่ถึงกายหยาบ ไม่ถึงตา หู จมูก ลิ้น กาย ไม่ปรารถนามี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ไม่ได้ติดใจในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสนอก ก็ไม่มีอายตนะ ไม่มีทวารที่มันจะต้องมาอาศัยต่อไปเมื่อเลิกล้มแล้ว เพราะฉะนั้น ตายไปแล้วไม่เวียนกลับมาสู่โลกกามโลกมนุษย์ มาเป็นมนุษย์ ไม่หยั่งลงสู่ครรภ์มนุษย์อีก หรือแม้แต่สัตว์เดรัจฉาน อะไรก็ตาม ที่จะต้องมีเนื้อ มีกาย องค์ประชุมของตา ที่จะมาก่อตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็ย่อมไม่เกิด เพราะวาง เพราะปล่อย ไม่มีจิต ไม่มีตัณหาพอที่จะต้องมาเอาอันนี้ เพราะมันเบื่อหน่าย มันละวางอย่างจริง เพราะฉะนั้นพระอนาคามีไม่เวียนกลับมาเกิดในกามภพอีก แต่ก็ยังมีภพที่ตัวเองยังละไม่ได้ เป็นภพที่เป็นสังโยชน์ 5 ที่ละเอียดลออ ลึกซึ้งซับซ้อนเข้าไปอีกมากมาย หยาบ กลาง ละเอียด จะเป็นภพของระดับสังโยชน์ชั้นสูงอยู่ ก็ยังจะติดอยู่ วนเวียนอยู่ ก็ยังไม่จาง ไม่คลายอยู่ ก็ต้องเรียนรู้ จะเหลือภพ ไม่เวียนมาสู่ อย่างนี้มันก็เป็นสภาพ ของภพของพระอนาคามีภูมิ เป็นภพเป็นภูมิของ พระอนาคามี ถ้าเราเรียนรู้ตั้งแต่เป็นๆ นี่ เราจะรู้หมด แม้แต่ภพของพระอนาคามี จะเป็นรูปราคะ อรูปราคะ มานะ ในระดับไหนๆ ก็ตาม
กายนี้เกิดขึ้นด้วยมานะ อาศัยมานะ และพึงละมานะเสีย กายนี้เกิดขึ้นด้วยมานะ อาศัยมานะ และพึงละมานะเสีย มานะ การที่ยัง ยึดตัวยึดตน มานะ เมื่อการยังยึดตัวยึดตนในระดับตัวตนขนาดไหน เมื่อกี้สมมุติพระโพธิสัตว์ ที่จริงไม่ใช่สมมุติหรอก เป็นหลักการ เป็นวิชาการ เป็นทฤษฎี ถ้าเป็นอย่างนั้น ก็เป็นจริงอย่างนั้น ถ้ายังยึดตัวตนที่จะ เวียนกลับ หยั่งลงสู่ครรภ์ โดยไม่มีปัญหา ที่เราจะต้องมีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ และก็มีรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เป็นกามภพด้วย ก็เวียนมาเกิดกามภพได้ มานะนั่นเอง ตัณหานั่นเอง การยังยึดตัว ยึดตน มานะ รู้ว่าตัวตนนี้เป็นเช่นนี้ อาศัยมานะ อาศัยตัว อาศัยตน ติดยึดในมานะ ตัวตนที่ถือดี มีดี ก็อาศัยภพที่ดี อาศัยชาติที่ดี เป็นกุศล อาศัยภูมิที่ดี อาศัยพฤติกรรม นั่นเป็นกรรม กุศลกรรม กรรมที่ดีที่เราได้ฝึกได้เพียร เพื่อที่จะสร้างสรรต่อ พัฒนาต่อ เรารู้ว่าเราจะ พัฒนาอะไร ก็เป็นการเกิดด้วยรู้ๆ พระอรหันต์เจ้าที่ยังไม่ตาย จะเป็นโพธิสัตว์ หรือไม่เป็นโพธิสัตว์ก็ตาม ก็ย่อมมีโพธิกิจ มีความรู้ในสิ่งที่เป็นกุศล อกุศล ในสิ่งที่ดีและไม่ดี และก็ยัง กุศลให้ถึงพร้อมด้วยความปรารถนาดี สร้างกรรม เป็นกรรมดีอยู่ ไม่ได้งอมืองอเท้า ไม่ได้ขี้เกียจ ยิ่งไม่เห็นแก่ตัว ยิ่งไม่ติดภพละเอียดเท่าใด ภพที่ตัวเองจะต้องอาศัย ภพแห่งความว่าง ภพแห่งความอยู่เปล่าๆ เฉยๆ ภพแห่งความเบา ติดภพแห่งความไม่ชอบใจในสภาพนั้น ชอบใจในสภาพนี้ อย่างไรๆ ก็ตาม เป็นภพทั้งนั้น ชอบใจที่จะอยู่เฉยๆ ชอบใจที่จะไม่คิด มันก็เป็นภพ ชอบใจที่จะคิด พวกฟุ้งซ่านนี่ ชอบที่จะคิด ก็เป็นภพ พวกเจโตนี่ จะมาทางด้าน ไม่คิด ชอบใจที่จะอยู่อย่างไม่คิด อยู่ว่างๆ เฉยๆ ก็เป็นภพ เพราะฉะนั้น เราไม่ได้อยู่ด้วย ชอบ อำนาจของความชอบ เราอยู่ด้วยอำนาจของความรู้ เรารู้ว่าควรจะอยู่อย่างไร ขณะนั้น บัดนี้ เวลากำลังล่วงไปๆ เรากำลังทำอะไรอยู่ เราคิดเราดู ว่าเราควรจะทำอะไร ไม่ใช่ว่า เออ! อยู่อย่างงี้ล่ะ ว่างๆ นี่ดี อยู่มันว่างๆ นี่แหละ กายกรรม วจีกรรม ก็ให้มันว่างเฉยๆ ไม่ต้องพูด ไม่ต้องทำอะไร มันว่างดี คิดก็ไม่คิด แล้วก็ติด ติดภพอย่างนั้นน่ะ ติดสภาพอย่างนั้น ทีนี้พวกคิดก็อยู่กับภพที่คิด หยุดคิดก็ยังไม่ได้เลย คิด อยู่เฉยๆ นั่งหลับตาทำสมาธินะ ทำสมาธิที่เป็นสมาธิธรรมดานี่ สมาธิสะกดจิต มันก็ยังหยุดไม่ค่อยได้เลย คิดอยู่นั่นน่ะจะสงบความคิด จะหยุดความคิด ให้มันนิ่งเฉย ไม่คิดอะไรนี่ ไม่ง่ายเลยนะ อาตมาเองอาตมาก็เคยรู้ เคยพบ เคยผ่าน เคยทำมา เคยฝึก เคยหัด มันไม่ง่ายเลยน่ะ แต่ถ้าทำได้ มันก็ทำได้ ก็ไม่ต้องคิดอะไร อยู่เฉยๆ เด๋อๆ อยู่ยังงั้นน่ะ ไม่รู้อะไร ทั้งเวทนา สัญญา สังขาร ก็เข้าใจเจตสิกก่อน เออ! สังขารมันปรุง ก็ไม่ให้มันปรุง เมื่อมันไม่ปรุง มันแค่กำหนดรู้เป็นสัญญา ที่เขียนไว้ใน "คนคืออะไร" นั่น ให้มันกำหนดแต่แค่สัญญา รู้สิ่งที่รู้แล้วก็วาง รู้แล้วก็วางๆๆ เออ! มันก็รู้แล้วก็วาง กำหนดสัญญาลงไปด้วยว่าเสา กำหนดลงไปว่า สีดำ อย่างงี้เป็นต้น ว่าเสา ก็เสา เอากำหนดรู้แค่เสา เสา พิจารณาต่ออีก จะเรียกว่าปรุงก็ได้ สังขารก็ได้ สังขารหรือปรุงต่ออีกว่า แล้วเสาอะไรล่ะ เสากลม กลมยังไง มีอะไร สีดำ สีดำมีอะไร มีสายไฟฟ้าติดอยู่ เออ! ก็ติดอยู่ ก็รู้อย่างงั้น ก็รู้ ความจริงตามความเป็นจริง ไปตามความยอมรับ หรือว่าเราเปิดจิตที่จะรู้ จะให้มันขึ้นวิถี จะให้มีการรับซับซาบ สัญญากำหนดรู้ ให้มันกำหนดรู้ขนาดไหนก็รู้ สีดำสวยไหม นี่ชักจะมีกิเลสแล้ว ไม่สวย กลมๆ หรือว่าเบี้ยวๆ กลมไม่ค่อยละเอียดลออไหม อะไรไปนี่ พิจารณาเข้าไปหาการปรุงแต่ง เราเปรียบเทียบ วัดในโลก วัดความสวยกว่า ไม่สวยกว่า ดีกว่า ไม่ดีกว่า หรือว่าน่าชอบใจกว่า ไม่น่าชอบใจกว่า อะไรก็เป็นกิเลสไป นั่นก็เรียกว่า เราปรุงจนกระทั่งเป็นกิเลส ถ้าไม่ปรุงเป็นกิเลส จะรู้แต่แค่สักแต่ว่ารู้ ใช้สังขารขนาดไหนกำหนด สัญญากำหนด กำหนดขนาดไหน เรากำหนดเอาได้เลย จิตนี่เราจะกำหนดเอาแค่นี้ เอาแค่นี้ ไม่สัญญาล่ะ เอาแต่รู้สึกเวทนา สภาพอะไรมันมาผ่านตา รู้สึกก็รู้สึกตามสัญญาที่จะเข้าไปร่วมเวทนาด้วยเหมือนกัน เพราะสัญญากับเวทนานี่จากกันยาก มันเป็นความจำ มันเป็นความกำหนด กำหนดรู้นั้นน่ะเป็นตัวบทบาทปัจจุบัน ความจำเป็นบทบาทที่มีแล้วในจิต เป็นอดีต ความวิจิตรของจิตนี่มันลึกซึ้งอย่างนี้ เพราะฉะนั้น ถ้าความจำของมันสัมผัสอะไรก็เป็นความจำ มันก็ความจำมันก็ขึ้นมาทำงาน ที่จริงมันก็คือการกำหนดรู้ความจำนั่นแหละ ความจำก็เกิดขึ้นมามีบทบาทหน้าที่ของมัน มันก็จำได้ เห็นนี่ก็จำได้ อ๋อ! ท่านจิตตสันโตอะไรนี่ เห็นก็จำได้ เออ! เกตุมาลโก เกตุมาลโกก็เป็นชื่อ บางทีก็จำได้แต่รูป จำได้แต่หน้า บางทีก็มีชื่อประกอบ บางทีไม่มีชื่อประกอบ จำได้ มันเร็ว แค่ไหนๆๆๆ ก็แค่นั้น รู้สึกมันเป็นความรู้ หรือรู้สึก รู้ด้วยบัญญัติ จำรูป จำร่าง จำหน้าตา จำชื่อ นี่บัญญัติทั้งนั้น จำลักษณะเลย จำแล้วรู้สึกสัมผัสอันนี้ มันมีความรู้สึกว่ายังไงๆ รู้สึกสภาพของรูป สภาพของเสียง สภาพของกลิ่น สภาพของรส รู้สึกอย่างไร ก็เป็นเวทนา ถ้ามันเวทนาที่ปรุงไปแล้ว เราก็เรียนแล้วถึงเวทนา 108 ถ้ารู้สึกรับรู้เฉยๆ มันก็รู้ตัวจริงตามความเป็นจริง ก็จบ จบเท่านั้น อันนั้นเป็นอันนี้ เช่น รู้สึกไปเปรียบเทียบทางรสทางลิ้นดีกว่า จะง่ายดี รู้สึกว่าหวาน รู้สึกว่าเผ็ด เผ็ดมันก็เป็นธรรมชาติของอันนั้นน่ะ รู้สึกว่าหวาน แตะน้ำตาลเข้าก็หวาน ยังงี้ มันก็เป็นธรรมชาติของน้ำตาลยังงั้นแหละ รสยังงั้นแหละ เรียกว่าหวาน ภาษาไทย ภาษาจีนจะเรียกว่าตี ภาษาอังกฤษจะเรียกว่า sweet อะไรก็ตามใจเถอะ หวานก็เป็นภาษากำหนด เรียกสภาพอย่างนั้นด้วยคำ ด้วยบัญญัติภาษา ก็เท่านั้นแหละ หวาน แต่ความรู้สึก รสอย่างนั้นแหละเป็นเวทนารู้สึกเอง แต่ละคนๆ ก็รู้สึกอย่างนั้นน่ะ รู้สึกว่าเป็นอย่างนั้น รู้สึกตามรสของมันเป็นนั่นแหละ เรียกว่าหวาน หรือเรียกว่าเผ็ด หรือเรียกว่าขม อะไรก็ตามรสที่มันเป็น เรารู้สึกอันนั้นน่ะ ไม่มีชื่อก็ได้ ถ้าเราไม่รู้ชื่อเลย มันก็ไม่รู้ชื่อ ไม่มีได้กำหนดชื่อเลย ไทยไม่ได้กำหนดเรียกว่าหวาน เราก็ไม่รู้ภาษาไทย อังกฤษก็ไม่ได้กำหนดว่า sweet หรือเขากำหนดก็ ช่างเถอะ เราไม่รู้น่ะ เราไม่มีบัญญัติภาษา มันก็คืออันนั้นโดยความเป็นจริงของรสอย่างนั้น นั่นเวทนา รู้สึกจริงอย่างนั้นน่ะ รสทางลิ้นก็ตาม กลิ่นทางจมูกก็ตาม รูปทางตาก็ตาม เหมือนกันน่ะ มันกลม มันเบี้ยว หยักๆ สักแต่ว่าคนยังงี้ ก็คือ ยังงี้ๆ ตามความเป็นจริงที่มันเกิดกระทบทางรูป รูปมันก็บอกให้เรารู้ว่าเป็นยังงี้ มันก็กระทบอันนี้ แล้วมันก็เกิดสภาพอันนี้เป็นเวทนารู้สึก ว่า เออ! รู้สึกว่าอันนี้เป็นอันนี้ อย่างนี้ รู้สึกเย็น ร้อน อ่อน แข็ง ทางกาย ก็นั่นแหละ ก็ความรู้สึกอันนั้นอย่างนั้นน่ะ จะเรียกว่าเย็น จะเรียกว่าร้อน จะเรียกว่าอ่อน จะเรียกว่าแข็ง จะเรียกว่านิ่ม จะเรียกว่าอุ่น จะเรียกว่าอะไรก็ตามแต่เถอะ มันก็เป็นความจริงตามสภาพที่มันเกิด เมื่อเกิดสัมผัสและรับรู้ เวทนาที่รู้หรือรู้สึก รู้สึกยังไม่ใช่ความสำนึก ความสำนึกนั่นเป็นปฏิภาณ ความสำนึกนั่นเป็นตัวเจตสิกอีกอันหนึ่ง ความสำนึกนี่เป็นกุศลเจตสิกอีกอย่างหนึ่งนะ ความสำนึก นี่รู้สึก มันเป็นธาตุที่รู้ สัมผัสแล้วมันก็เกิดอาการรู้ เราจะไม่ให้เกิดแม้กระทั่งเวทนา ถ้าเราได้ฝึกหยุดนี่ ฝึกหยุด ฝึกระงับนี่ อย่างเจโตสมถะนี่ หัดมาฝึกพวกนี้ หัดฝึก ทำเจโตสมถะนี่มาฝึกให้หยุด รำงับ ไม่รู้สึก ไม่รับรู้สึกด้วยเลยน่ะ ก็ได้นะ เพราะฉะนั้นใครที่นึกๆ คิดๆ ใช้แต่ความนึกคิด ใช้แต่ความปรุงให้จิตมันทำงานมากๆ ใช้มันจนกระทั่งมันหยุดไม่ค่อยเป็น ระงับยาก ยิ่งจะเข้าใจไปจนกระทั่งถึงเจตสิก 3 ที่อาตมาว่าแล้วนี่ โอ๊ย! แล้วยิ่งมีเจตสิก รายละเอียดเขามี อีกตั้ง 52 เจตสิกอะไรนี่ ถ้าไปเรียนรู้แล้วนี่ ยิ่งเข้าใจว่าจะไปหยุดอะไร อะไรเป็นกุศล อะไรเป็นอกุศล ในเจตสิกเหล่านั้น ที่จริงมันก็รวมมาแล้วก็มาอยู่ในเวทนา 3 นี้แหละ เพราะฉะนั้นนี่ท่านขยายขึ้นมาจนกระทั่งจะตั้งชื่อกันใหม่อีก ว่าเป็นยังไงบ้าง ตั้งชื่อต่อๆ กันจนกระทั่งถึงเวทนา 108 แบ่งไปเป็นจนกระทั่งสุขแบบโลกๆ เคหสิตะ หรือสุขแบบเนกขัมมสิตะ นี่สุขเพราะว่าได้ผล ได้เนกขัมมะ เราก็รู้สึกว่าเราได้ดี เพราะเราได้ลดกิเลส ลดกาม ลดพยาบาท ลดอะไรๆ ออกมา เมื่อกิเลสนี่เราลดได้จริง เราก็ยินดีโสมนัส ยินดีที่เราลดได้ ถ้ามันลดไม่ได้ มันกลายเป็นว่าเราไปรู้สึกเป็นสุขโสมนัส เพราะเราได้เป็นเวทนา เป็นสุขเวทนาที่ได้ปรุงอร่อยสมใจ มันก็เป็นโลกๆ และมันก็จะต่อไป แบ่งจนกระทั่งเป็นโลกุตระ หรือเป็น โลกียะ อย่างนี้ เคหสิตะ เป็นโลกียะ ถ้าเป็นเนกขัมมะมา เนกขัมมสิตะก็เป็นโลกุตระ จนกระทั่งถึงแม้อุเบกขา มันออกมาได้จนกระทั่งมันเป็นอุเบกขาฐาน เป็นอุเบกขาธาตุ เป็นจิตที่สะอาดออกมา จางคลาย เนกขัมมะออกมา ละออกมาจากกาม ออกมาจากพยาบาทอะไร ออกมาได้ จนกระทั่งมันไม่มี จนกระทั่ง มันวางเฉย มันสะอาด เป็นอุเบกขา ถ้าเนกขัมมะออกมาได้ เป็นอุเบกขาทางเนกขัมมะ มันก็เป็นฐานอาศัย เป็นจิตหรือเป็นเจตสิกระดับละเอียดที่เราสะอาด ขึ้นมาได้ แต่ถ้าเผื่อว่าไม่ได้มีความรู้ อุเบกขาเพราะว่าเราสามารถล้างละ เนกขัมมะออกมา จะเป็นอุเบกขาเด๋อๆ อย่างโลกๆ เราก็เคยเฉย เฉยเพราะมันชามันชิน มันชามันไม่เอานี่ ช่วงนี้ จังหวะนี้ มันก็เฉย มันเด๋อๆ ไปอย่างงั้น มันมีเรื่องอื่นที่กลุ้มที่ทุกข์ เรื่องนี้เคยอร่อย ไม่เอา แต่ก่อนนี้เคย แหม! เจอเขาชวนกินเหล้านี่อร่อย ตอนนี้มันกลุ้ม มันวุ่น เรื่องไปทุกข์เพราะไอ้เรื่องที่เราไปกำลังวุ่นใจ เรื่องโน้นเรื่องนี้อยู่ เขาชวนกินหล้า เฉย เป็นความไม่เกิดรู้สึกจะอร่อย จะอยาก จะกินอะไรด้วยเลย มันก็วางเฉย ไม่กินด้วยแหละ ไม่เอาด้วยละเรื่องนั้น วางเลย มันเฉยแบบนั้น มันเฉยแบบเคหสิตะ เคหสิตอุเบกขา เฉยไม่ได้เป็นการ.. มันมาติดอันนี้ ไม่เอาอันโน้น มันวางอันโน้น มันเฉย มันว่าง เฉยๆ โดยที่มันไม่เอาเฉยๆ มันไปเอาอันอื่น ดีไม่ดีมันไม่ได้สนใจอันนี้ ไปสนใจสิ่งอื่นอยู่ตอนใด ขณะใด หรือทำวางๆ ทิ้งๆ ง่ายๆ โดยประเภทไม่รู้ในรายละเอียด ไม่เข้าใจลีลา ไม่เข้าใจว่า เราได้พยายามลดล้างออกไปเพราะอะไร และก็ทำกับมันอย่างสามารถจริงๆ มีเจตนารมณ์ มีความรู้รอบว่าเราลดละ จางคลาย เพราะเหตุว่ามันเป็นสิ่งที่ มันเป็นเหตุปัจจัยของสมุทัย ของกิเลส อะไรต่างๆ นานา ที่มันพาเป็น ไม่ได้รู้ละเอียดในอริยสัจ 4 จนกระทั่งละจางคลายลงไปได้ จนกระทั่งสะอาด จนกระทั่ง ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา จนกระทั่งมีองค์คุณถึงขั้นว่าบริสุทธิ์ แม้จะเกี่ยวจะข้องจะสัมผัสแตะต้อง ก็ไม่ดูดไม่ซึมจริงๆ อยู่เหนือมัน จริงๆ เลย แววไว ดัดได้ ปรับได้ จะปรับให้เป็นให้มี ให้ร่วมปรุงด้วยยังได้เลย ปฏินิสสัคคะ ให้ร่วมปรุงก็ยังได้เลย ร่วมปรุง แล้วก็ไม่ได้ดูดได้ซึมอะไรเลย ยังปริโยทาตาอยู่จริงๆ ร่วมปรุงด้วย แต่ร่วมปรุง เพื่อที่จะรู้พอประมาณ ขนาดไหนเราจะดูดซึมขนาดไหน เราปรุงขนาดนี้เราไม่ดูดซึมหรอก ถ้าปรุงมากกว่านี้เราดูดซึมนะ มันจะมีการซับซึมลงไปด้วย เราก็ไม่เอา เรารู้ตัวเรา เราทำความปลอดภัยให้แก่ตัวเราเอง เรารู้จักการรักษาตัวรอด รู้จักความจริง ของเรา มันอยู่เหนือถึงขนาดนั้น เราปรุงร่วมด้วยขนาดนี้ ได้ ปรุงร่วมด้วยคุณก็ได้ เหมือนกับคนแกล้งเมานี่ กินเหล้านิดเดียว แกล้งเมากะเขา อย่างกะเมากว่าคนที่เมาจริงๆ เสียด้วยซ้ำไป ก็ได้ แกล้งๆ เมาก็ได้ ก็ปรุงของเราไป ยิ่งเราไม่ได้เมาด้วยเลย ไม่ได้ดูด ไม่ได้ซึมด้วยหรอก อย่างนี้เป็นต้น คล้ายๆ กัน แกล้งเมาไปตามเรื่องตามราวอะไรไปกะเขาก็ได้ เราก็เหมือนกันล่ะ เราร่วมปรุงก็เหมือนกับเราแกล้งเมา ถึงแม้มันจะไม่เหมือน ตรงที่เรียกว่ามันแกล้งดูด มันแกล้งปรุง ไม่ใช่มันแกล้ง มันเจตนาปรุงจริงๆ ปรุงไปด้วย เป็นรส เป็นชาติ เป็นกลิ่น เป็นรส เป็นรูปอะไรไปด้วย จะสมมุติว่าสวยก็สวยตาม รู้สึกสวยตามคุณด้วย แต่เราก็ ไม่ได้ติดยึดอะไรหรอก เรารู้ว่านั่นคือโลกียะ นั่นคือโลกเขาสมมุติ เป็นสัจจะอันหนึ่ง ที่เขาใช้เปรียบ เขาใช้เทียบ ใช้วัด เขาก็หลงได้ปลื้มกันอยู่ เราก็ไม่ได้หลงใหลได้ปลื้มแล้ว เราปรุงด้วยแล้ว เสร็จแล้วเราก็ปล่อยวาง เราก็วางเลย วางแล้วก็เกลี้ยงไปเลย สะอาดไปเลย เหมือนน้ำกับใบบอน ไม่มีดูดมีซึมไม่มีติดมา ไม่มีส่วนสัด อะไรมาด้วย ยิ่งทำได้มาก ปริโยทาตา ปริสุทธิ์ได้มาก ก็เพราะอำนาจของมุทุธาตุ ธาตุที่ ไว ดัดกลับจากดูดหรือปล่อย จับหรือปล่อย เกิดหรือตาย ได้อย่างคล่องตัว มุทุก็คือความคล่องตัว แววไว ดัดได้ ปรับได้ เป็นอย่างโง้นอย่างงี้ได้ทุกท่า มุทุธาตุ มุทุภูตะ มันทำได้จริงๆ มันฝึกหัดมันแล้ว มันทำได้ทุกท่าทุกธาตุทุกลักษณะ มันก็ยิ่งมีประสิทธิภาพในการที่จะทำงาน กัมมัญญา มันยิ่งมีประสิทธิภาพในการที่จะทำการงาน เหมาะในการงาน หรือ ทำการงานอะไรก็ได้ อย่างอาจหาญแกล้วกล้า แข็งแรง ตั้งมั่น ปรับตัว มีความสามารถมากไปกะเขา เป็นกะเขาได้ ปล่อยได้ด้วย ล้างได้ด้วย วางได้ด้วย เพราะฉะนั้นในโลกแห่งโลกียะ จะมีรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส มีลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข มีโลกีย์หยาบกร้านขนาดไหน ก็ลุยได้เหมือนเดินทะลุภูเขา ทะลุกำแพง มีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ อยู่เหนือมันอย่างมีฤทธิ์เดช เหมือนว่างอยู่อย่างเก่า เหมือนเดินในที่ว่าง มันก็ว่างอยู่อย่างนั้น เหมือนเดินอยู่ในที่ว่าง ไม่มี อะไรที่จะมาเป็นฤทธิ์เป็นแรง อะไรก็ได้ เดินชนไฟก็ไม่มีร้อน เหมือนอย่างนั้นนะ เดินชนของแข็ง ก็เหมือนของอ่อน เดินชนของอ่อน จะให้เป็นเหมือนของแข็งก็ได้ อะไรอย่างนี้เป็นต้น ไปได้สารพัดแหละ โดยนามธรรมก็ตาม แต่โดยรูปธรรม ไปเดินชนภูเขาหัวแตกนะ นึกว่าเดินอยู่ในที่ว่างนั่น อย่าไปบ้าเข้าไปล่ะ หรือ แม้แต่ยกตัวอย่างว่าเดินลุยไฟก็ไม่ร้อน จะไปเดินลุยจริงๆ ล่ะก็ ตีนพองมา อย่าหาว่ายุนะ นี่มันเป็นเรื่องรูปธรรม ต้องเข้าใจว่าขณะนี้อธิบายถึงนามธรรม อธิบายถึงธรรมในธรรม ไม่ใช่อธิบายแค่บุคลาธิษฐานรูปวัตถุเท่านั้น ภาษาสื่อ ยกตัวอย่างนั่น เป็นความหมายของรูปธรรมเท่านั้น เอามาเปรียบเทียบให้ฟัง เพราะฉะนั้นภาษาที่เปรียบเทียบก็รู้ เดินทะลุกำแพง ทะลุภูผาเขาอะไร เราก็ ไม่มีปัญหา แต่คุณจะไปฝึกทางรูปธรรม จนกระทั่งสามารถมีอิทธิปาฏิหาริย์ แหม! มีจิตแข็งแรง มีพลังที่จะเดินทะลุภูเขาไปโน่นไปนี่ หายตัวได้อะไร ก็เชิญเถอะ ไอ้อย่างนั้นน่ะ ไม่ใช่เป็นไปเพื่อความหลุดพ้นอะไรหรอก อิทธิปาฏิหาริย์ยกไว้ จริงไม่จริงก็แล้วแต่เถอะ เชื่อไม่เชื่อเราหมดสงสัย เราไม่มีปัญหา เพราะเราไม่ต้องการอะไร เราไม่ได้อยากเก่งอยากอะไร ทั้งๆ ที่เก่งมาได้ พระพุทธเจ้า ยังห้ามเลย เหาะได้ ดำดินได้ อะไรก็ตาม พระพุทธเจ้ายังห้ามเลย ว่าอย่าไปทำ ถ้าทำอาบัติทุกกฏ อะไรอย่างนี้เป็นต้น เราจะเรียนรู้ทุกอย่าง เข้าใจแม้กระทั่งจิตที่เราจะกลับเกิด หรือกลับไม่เกิด จะให้ร่วมเป็นกาย รวมมาเป็นกายอีก หรือไม่เป็นกายอีก กายหยาบ ก็ได้ กายไม่หยาบ เป็นกายแต่เป็นนาม กายในกายนะ เป็นกายในเข้าไปจนกระทั่ง เขาปั้นรูปใน นั่งทางใน ปั้นเห็นรูป เห็นสี เห็นรส เห็นอะไรต่างๆ นานา ที่จริงมันไม่มีดิน น้ำ ไฟ ลม แท่งก้อน แต่เป็นแท่ง เป็นท่อน เป็นรูป เป็นร่าง เป็นอะไร เหมือนจริงเหมือนจัง ปั้นเป็นภาพในจิต เป็นอุคหนิมิต เป็นนิมิตที่ปั้นได้ เป็นนิมิตที่มโนมยอัตตา ที่ปั้นเป็นตัวเป็นตนขึ้นมาก็ได้ เป็นกายใน หรือจะปั้นความรู้สึกใน ก็เป็นกาย ปั้นความรู้สึกเป็นเวทนา ปั้นความกำหนดใหม่ กำหนดเก่า กำหนดอดีต กำหนดอนาคต เป็นปัจจุบันนั้น ในปัจจุบันนั้น เรากำหนดปัจจุบันนั้น เอาอนาคตมาวาด ยังไม่เกิดเลย หรือเอาอดีตเก่าที่มันผ่านไปแล้ว มันไม่ใช่ตัวจริงหรอก เอามาปั้นเอามาวาดในปัจจุบันนี้ขึ้นมา จะกำหนดกายโดยเอาอดีตมาปั้น เหมือน มีตัวมีตนนี่ พวกที่ระลึกชาติ พวกอะไรนี่ หลงผิด แล้วไปเข้าใจว่าอัตตาต่างๆ มันยังอยู่นะ ระลึกชาติก็ คือความจำ ก็คืออะไรต่ออะไรแล้วแต่ ที่เราจะมีภูมิปั้น จนกระทั่งสำเร็จ โอย! จิตของเรานี่ มันเหมือนกับเราไปเห็นนะ เห็น ตอนนี้ เมืองสวรรค์เมืองนรก แล้วก็มีคนที่เรารู้จัก ยังเป็นร่างเป็นกาย บางคนก็ มีนิยายไปว่า เดี๋ยวนี้เขาไม่ได้แก่เหมือนอย่างก่อนหรอก เขายังเป็นร่างหนุ่ม ไม่รู้จักแก่ ร่างสาวไม่รู้จักแก่ จำได้ นี่รูปร่างหน้าตาตอนเขายังเป็นๆ ยังไม่ตาย เป็นยังงั้น ก็ปั้นขึ้นมา มันไม่ได้มีตัวตนจริงไอ้พวกนั้นหรอก เขาปั้นรูปปั้นกาย อะไรขึ้นมาก็ได้ เอาอดีตมาปั้น หรือไม่มีของจริงเลย อนาคตโน่นน่ะ มันก็ เป็นเวทนา อนาคตได้ เวทนา 108 มีทั้งอดีต เมื่อครบ 108 มันก็จะเป็นอดีต ปัจจุบัน และอนาคต นี่แหละ ก็ปั้นมาเดี๋ยวนี้ มาปั้นสร้าง ปั้นวาดไป เพ้อไป ล้มๆ แล้งๆ แต่เอามาเป็นตัวเป็นตน เป็นกายอย่างนั้นก็ได้ นั่นองค์ประชุม เพราะฉะนั้นความรู้สึกมีตัวมีตน ความรู้สึกมานะถือดี ความรู้สึกเป็นกิเลส หรือความรู้สึกที่จะ คำว่ามานะนี่เป็นความมุ่งมั่นมุ่งหมาย เป็นภาษาในทางธรรมด้วยนะ มันรักดี มันต้องการที่จะดี แหม! คนนี้รักดีนะมีมานะ เข้าใจใช่มั้ย มาใช้ในไทยเราน่ะ เป็นภาษาไทยมานะนี่ จนกระทั่งเราก็รู้แล้วนะ เราใช้ว่า เออ! ไอ้คนนี้มันมีมานะดีนะ คือมันมีความอุตสาหะ มันมีความพากเพียร มานะนี่ มีความรักดี มีความตั้งใจที่จะทำสิ่งใด สิ่งหนึ่งให้เกิดอยู่เสมอ มานะอย่างนี้นี่ก็เป็นองค์ประกอบที่เหมือนกันกะที่ยกตัวอย่างไปแล้ว ว่าพระโพธิสัตว์นี่ยังมีมานะ ยังมีความมุ่งหมายที่จะสร้างสัพพัญญุตญาณ ยังจะเรียนโลกวิทู ยิ่งสร้างภูมิสร้างภพที่จะให้เป็นสิ่งที่เจริญงอกงาม เป็นตัวเรานี่แหละ ตัวเราที่จะเป็น ประโยชน์คุณค่า เรียนรู้โลกสูงส่งขึ้นไป อะไรต่างๆ นานา สร้างความดี ความวิเศษ ความประเสริฐอะไรให้ยิ่งๆ ขึ้นไปอีก มีมานะ มีจิตใจที่จะให้เกิด จะให้เกิดมาอยู่ในโลกนี้อีก จะวนเวียนเกิดมาอีกหลายๆ ชาติ เกิดไปจนกระทั่งเรียนรู้ ชาติไหนที่จะต้องไปเป็นโน่น เป็นนี่อีก จะไป ตามไปเกิด ไปเกิดไปเรียนรู้โลกวิทู ให้มันรู้โลกรอบถ้วน รู้ยิ่งในโลก โลกียะนี้ ไม่ว่าแต่โลกธรรมดา โลกเดรัจฉาน โลกอบาย โลกนรก โลกสวรรค์ไหนๆ ก็เรียนรู้มันให้มากกว่านี้ มันก็เป็นเจตนารมณ์ เป็นมานะ เป็นความมุ่งมั่นมุ่งหมาย เป็นความอุตสาหะพากเพียร จะพาให้เกิดมา แม้จะให้มารวมเป็น ให้มีกายหยาบด้วย ก็เป็นตัณหา เป็นมานะ
เมถุนสังโยค ข้อ 7 ทีนี้ กายนี้เกิดขึ้นด้วยเมถุน กายร่างกายมันเกิดขึ้นด้วยเมถุน ปฏิกิริยา หรือกิริยากรรม กรรมกิริยาการสมสู่ของมนุษย์ที่ได้สัดได้ส่วน มีไข่ มีเชื้อ มีวิญญาณเข้าร่วม เกิดเป็นกายมนุษย์ เกิดด้วยเมถุนสมสู่นั่นก็รูปเรื่องธรรมดา เมถุนคือความเป็นคนคู่ เป็นเรื่องของตัวตนบุคคล ก็เกิดด้วยไข่ เกิดด้วยน้ำเชื้อ เกิดด้วยทางวิญญาณขึ้นมา เกิดด้วยเมถุน เรื่องของเมถุนนี่ พระพุทธเจ้าท่านให้ละล้างก่อนใดเลย เรื่องคนคู่ เพราะฉะนั้น ละล้างแม้แต่เป็นเมถุนที่มันเป็นพฤติกรรมหยาบ สัตว์โลกต่อสัตว์โลกสมสู่ เลิกกรรมกิริยา กาย หรือพฤติกรรม หรือกิริยาหยาบ จนกระทั่งถึงเมถุนที่เป็นอารมณ์ เมถุนสังโยค ซึ่งเราก็เรียน เมถุนสังโยค 7 เราก็เรียน ไม่ให้มีอารมณ์ ไม่ให้มีอาการเมถุนพวกนั้น หยาบ กลาง ละเอียดขนาดไหน รู้สภาพ เลิกละ มันก็ไม่เกิดกาย ถ้ามันไม่หมด มันยังมีเมถุนอยู่ แม้ที่สุดเป็นกายของเทวดา เป็นเทพเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง เมถุนข้อสุดท้าย ข้อ 7 น่ะ เป็นเทพเทวดาพวกใดพวกหนึ่ง เป็นเทวดาเหล่าใดเหล่าหนึ่ง จะเกิดไปเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับ god อย่างนี้เป็นต้น กับเทพเจ้าสูงสุด แม้แต่อย่างนี้ก็ไม่เอา ของพุทธเรานี่ไม่เอาอะไรเลย ไม่แฝงถึงขนาดนั้น เป็นกาย กายทิพย์แล้ว เป็นกายละเอียดแล้ว เป็นกายขั้นนามธรรมแล้ว เมถุน แล้วก็กายนี้เกิดด้วยเมถุนรูปหยาบอย่างนั้น ก็เข้าใจกันแล้ว รู้กันง่าย แม้แต่เราจะมีความปรุงแต่งเมถุน สมสู่ในสภาพที่ยังรัก ยังที่จะต้องเหลือตัวเหลือตน ให้มีตัวตนอยู่ แม้จะเป็นตัวตน พัฒนากายทิพย์ พัฒนาจิตวิญญาณ ให้เป็นเทวดาในระดับละเอียดบริสุทธิ์ เอาพุทธเข้ามาอธิบายเลย เป็นอุบัติเทพ เป็นวิสุทธิเทพ ไม่ต้องไปหยาบเป็นอย่างที่เขาหมาย เป็น god หรือเป็นเทพเทวดาในระดับไหนชนิดไหน อธิบายคุณลักษณะความสามารถ อิทธิฤทธิ์ อิทธิเดช อย่างนารายณ์ อย่างศิวะ อย่างพระพรหม อย่างพระอะไร อยู่ในตำนานของทางอินเดีย เยอะแยะไปหมด เก่งไปคนละอย่าง จะไปเป็นเทพอย่างไหนล่ะ วิเศษไปคนละด้าน ไม่เอาทั้งนั้นน่ะ ที่จริงนั้นน่ะ ไม่ได้ไปหมายความว่า ไปลบหลู่ ไม่ได้หมายความว่าเราไม่เอาอีกโดยแต่ภาษาดื้อๆ เราจะเก่ง สามารถสร้างได้เก่งเหมือนพระศิวะ จะปราบได้เก่งเหมือนพระนารายณ์ จะประนีประนอม มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาได้เก่งเหมือนพระพรหม เชิญเลย คุณจะเกิดคุณจะเป็นก็ได้ ฝึกให้มีความสามารถ ฝึกให้มีจิตวิญญาณ โน้มน้อมไปในทาง เออ! รักในการสร้าง รักในการทำลาย ทำลายอะไร ทำลายกิเลส ทำลายความชั่ว ทำลายอกุศล ทำลายอธรรม ต้องรู้ว่าทำลายคือทำลายอะไร ไม่ใช่ทำลาย บ้าๆ บอๆ ไม่มีจุดหมาย ไม่มีความเฉลียวฉลาด ทำลายดะไปหมดเลย ทำลายสิ่งที่ผู้สร้าง เขาสร้างส
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive