330707 สุดโต่งโกงธรรมชาติ โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานปฐมอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
330707 สุดโต่งโกงธรรมชาติ โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานปฐมอโศก
สุดโต่งโกงธรรมชาติ โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ แสดงเมื่อวันที่ 7 ก.ค. 33 ณ พุทธสถานปฐมอโศก
เจริญธรรม ท่านผู้ยังใฝ่ธรรมอยู่ทั้งหลาย วันนี้ วันอาสาฬหบูชานะ เป็นวันที่มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ สมบูรณ์ขึ้น คือเป็นวันที่พระพุทธเจ้าท่านได้ดำเนินมาถึงอิสิปตนมฤคทายวัน มาพบกับปัญจวัคคีย์ เสร็จ แล้วก็ได้เทศน์ ได้แสดงธรรมเทศนาเป็นกัณฑ์แรก คือพระธรรมจักกัปปวัตนสูตร จึงมี พระธรรมคำสอนขึ้นเป็นสูตรแรก สูตรนี้ท่านพูดถึงความสุดโต่ง 2 อย่าง คือโต่งไปในกาม กับโต่งไปในภพ คือโต่งไปในอัตตา ท่านตรัสว่า กามสุขัลลิกานุโยค กับ อัตตกิลมถานุโยค ซึ่งเป็นสูตรที่ยิ่งใหญ่ ไม่ใช่ของตื้นเขิน แต่คนเราเข้าใจได้แต่แค่แนวที่ 1 มิติที่ 1 แนว ระนาบหยาบๆ กามก็กามหยาบๆ อัตตา อัตตกิลมถานุโยคก็อัตตาหยาบๆ ไม่ลึกซึ้ง ความ จริงแล้วมันลึกซึ้งมาก โลกทั้งโลก หรือว่าที่เราปฏิบัติธรรมทั้งหมดนี่ เราไม่ได้ปฏิบัติอะไร หรอก เราปฏิบัติล้างกามกับล้างภพเท่านั้นแหละ กามกับภพ 2 อย่าง คือข้างนอกและ ข้างในเท่านั้น ทีนี้พวกเรานี่ ได้มาปฏิบัติธรรม ได้ล้างข้างนอกพอสมควร อบายมุขเราก็ลด ลงมา ไม่ต้องไปเป็นสุข ไม่ต้องไปเป็นทุกข์กับมัน ไม่ต้องไปสงสัย เอร็ดอร่อยอะไรกับมัน ก็วาง ก็ปล่อย ก็มาได้ แต่ก่อนก็เคยหลงสุขทุกข์กับมันมาก เดี๋ยวนี้ก็เบาบางลงไป หรือ บางคนตัดขาดอบายมุขได้ ก็ถือว่าเป็นฐานที่เจริญระดับหนึ่ง หรือแม้แต่ลาภ ยศ สรรเสริญ จัดจ้านน่ะ ลาภมากๆ จะต้องร่ำต้องรวย ต้องมากต้องมาย ยศชั้นจะต้องใหญ่ต้องโต สรรเสริญ จะต้องได้รับการป้อยอ เชิดชู โด่งดัง อะไรต่างๆ หรือรสอร่อยแบบโลกธรรม รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เหมือนกัน รูป จะต้องได้รูปที่สมใจ สว
อ่านต่อ
ยอย่างนั้น เสียง ไพเราะถึงขนาดนี้ ถึงจะถึงใจ เอร็ดอร่อย แล้วต้องแสวงหามาบำเรอตนอยู่สม่ำเสมอ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ขนาดนั้น ขนาดนี้ อะไร เป็นต้น เราก็ได้เรียนรู้แล้วลดลงมา ในด้านกามสุขัลลิกานุโยค เราก็ลดลงมาได้ไม่ใช่น้อย จนกระทั่งเรากลาย เป็นผู้ที่ไม่หวือหวากับโลกียะหรือกามพอสมควร แต่เสร็จแล้ว เรายังไม่รู้ทันความสุดโต่ง ทางด้านอัตตา หรือภพ เป็นภวตัณหา อาตมากำลังพยายามเน้น ตอนนี้กำลังขยายความใน เรื่องภพ หรือภวตัณหา หรืออัตตานี่มากขึ้นๆ เพื่อให้เราได้รู้ชัดรู้เจน แล้วเราจะได้หัด ลดละ ปลดปล่อย อยู่เหนือมันขึ้นไป อัตตา หรือภวตัณหานี่ ทำให้คนขี้เกียจ ทำให้คนไม่รังสรรค์ ทำให้คนติดภพ ทำให้คนติดหยุด ติดตามใจตัวเอง ในประเภทที่เรียกว่า ไม่ต้องไปเกี่ยวกับใคร ไม่ได้ไป เบียดเบียนใคร ไม่ได้เอาของใคร แต่เบียดเบียนตน เบียดเบียนตนเพราะอะไร เบียดเบียนตนเพราะว่าเราเองเรานี่ไม่รู้ตน ไม่รู้อัตตา ไม่รู้จิตวิญญาณที่เป็นกิเลสอันที่ บำเรอกาม พอใจตัวเอง กูจะเอาอย่างนี้ กูพอใจอย่างนี้ จะทำอะไรก็ทำตามใจกูนี่แหละ แล้วพวกเรามันก็มีพออยู่พอกิน แล้วพวกเราก็ไม่ได้ไปเบียดเบียนผู้อื่นกันมากอยู่แล้ว มันก็ เป็นได้ แต่กิเลสที่ตามใจตัวเองนั่นแหละมันจะใหญ่ มันจะหนา แล้วมันก็จะไม่เจริญต่อ มันไม่เจริญต่อ มันไปไม่รอด มันได้แค่นั้นตื้นๆ ศาสนาหลายศาสนาติดขั้นตอน ไม่ละเอียดลออ เบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย จนบริบูรณ์น่ะ ศาสนาฤาษีเป็นต้น เขาไม่เบียดเบียนคนอื่นนะ เขาเบียดเบียนตน แต่เขา ไม่รู้ว่าเขาเบียดเบียนตน เขาว่าเขาได้ เขาก็ไปอยู่ในป่าเขาถ้ำ อยู่ในภพอะไร แล้วก็ สะกดจิตให้มันดับ ให้มันสงบรำงับลงไปหมด คนก็เห็นได้ว่า โอ๊! ไอ้นี่ไม่แย่งชิงใครเลย แต่ตัวเองไปปั้นสภาพอัตภาพให้แก่ตัวเอง หนาเปรอะไปหมด เรื่องภวตัณหา หรืออัตตาที่แท้จริงนี่ ศาสนาอื่นไม่ค่อยเรียนรู้ ยิ่งไปศาสนาที่มี พระเจ้า มีนิรันดร์แล้ว ยิ่งมีอัตตาตัวโต พระเจ้านั่นเป็นวิภวตัณหา เพราะฉะนั้นภวตัณหานี่ เขายังไม่เรียนเลย เขาจะไปรู้จักเท่าทัน จะไปรู้เท่าทันวิภวตัณหาได้ยังไง ภวตัณหา วิภวตัณหา ทุกวันนี้ก็อธิบายแค่ ภวตัณหา คืออยากได้ให้แก่ตัว อยากได้ อยากมี อยากเป็น วิภวตัณหา คือในทางกลับกันกับอยากได้ อยากมี อยากเป็น เท่านั้น คือวิ คือการไม่อยาก ได้ ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น เขาแปลอยู่แค่นี้ ที่จริงภพเดิมมันยังไม่ขึ้นหาวิภวตัณหาตรงไหน เลย โต่งไปโต่งมาเท่านั้นเอง เช่นเดียวกันกับโต่งไปในกาม กับโต่งไปในภพ โต่งไปใน อัตตา เขาไม่เอากามสุขัลลิกานุโยค เขาก็เลยมาโต่งไปสู่ภพสู่อัตตา ดิ่งลึกไปเลย แล้วก็ เข้าใจในแง่ตื้นๆว่า สงบ รำงับ หยุด ดับ ดับประเภทไม่เอาอะไรเลย แต่แท้จริง นั่นแหละ เขายิ่งเอาซ้อนเชิง เอาภพไง เอาอัตตาไง แต่เขาไม่รู้จักอัตตา เขาเรียนรู้ อัตตกิลมถานุโยค ก็คือทรมานตนแบบหยาบๆ เอาหนาม ไปนั่งในหนามในไหน่ นั่งตะปู เผาตนเผาตัว กรีดเนื้อกรีดตัว หรือว่าทำให้ตัวเองทรมาน เขย่งเก็งกอย ทำทรมานแบบ ฤาษีหลายๆอย่าง เขาก็บอกว่าอย่างนั้นมันเป็นอัตตกิลมถานุโยค ถูก แต่ตื้นๆ เหมือนกับคน สมัยใหม่นี่ทรมานตนเอง ที่จริงเป็นภพของเขา พวก masochist พวกที่ทำให้ตัวเอง บาดเจ็บ กรีดเนื้อกรีดตัวนี่ ทำอะไรต่ออะไรต่างๆนานา ทำให้ตัวเองเจ็บๆปวดๆ บางคนนี่ จ้ำลายไปทั้งตัว บางทีถึงฆ๋าตัวตาย มันหนักๆ จัดๆ จ้านๆ มันบ้า ภพที่ตัวเองนึกว่าเป็น ความสุข เจ็บปวดตัวเอง sadist นี่เห็นผู้อื่นเจ็บปวดแล้วเป็นสุข masochist นี่ทำ ตัวเองเจ็บปวดแล้วเป็นสุขน่ะ มันก็อัตตกิลมถานุโยคหยาบๆนั่นแหละ อัตตกิลมถานุโยค หยาบๆ ตื้นๆ ขั้นพื้นฐานนั่นแหละ นี่ก็คือภพ ตัวเอง ภพ ปั้นภพนั้นมัน ปั้นภพมันอร่อย ทีนี้คนที่ไปปฏิบัติทรมานตนเองก็เพื่อจะละกิเลส มันไม่อร่อยหรอก มันก็ยังดี กว่า masochist masochist หลงเลย หลงผิดว่ามันเป็นความอร่อย เป็นความสุข ซึ่งเป็นอัตตกิลมถานุโยคที่ชัดเจนกว่า แบบโลกๆ เดี๋ยวนี้มันเป็นกันนี่ ต่างๆนานาสารพัด ไปเสพยาเสพย์ติดอะไร ก็คือสภาพตกภพ เป็นภพของตัวเอง ไม่รับผิดชอบข้างนอก เข้าไป หาตัวเอง ฝัน เพ้อ เมามาย แล้วก็อยู่ในภพของตัวเอง ไม่เกี่ยว ไม่รับรู้ สติอยู่ที่.. ไม่มีสติที่จะระมัดระวัง สามัญสำนึกไม่มี ลดลงเรื่อยๆ ก็เป็นการหาวิธีหลบทุกข์ ทุกข์ ข้างนอกมันไม่สมใจ ก็หาการหลบ หาทางออก โดยการกินยาอะไร เสพย์ติดไประงับ ประสาท ไปทำอะไรต่ออะไร แล้วก็ไปตกภพ นั่นคือการอัตตกิลมถานุโยค เพราะฉะนั้นเรื่องยาเสพย์ติดนี่ คืออัตตกิลมถานุโยคของสังคมสมัยใหม่ กามสุขัลลิกานุโยค ก็เป็นแบบโลกๆธรรมดา ลาภ ยศ สรรเสริญ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เอร็ดอร่อยทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ไปร่ำรวย หรูหรา ฟู่ฟ่าอะไร นั่นแบบธรรมดา ส่วนพวกนี้ก็ มันไม่ได้อย่างนั้น มันก็หนีมาเอาอย่างนี้ โต่งอยู่อย่างนี้ 2 ทิศ 2 ทาง ทีนี้นี่ขยายความให้ฟัง พวกเรามันไม่ไปอย่างนั้นแล้วล่ะ แต่บอกให้พวกเรารู้ จะได้ไม่ต้องไปหลงละเมอ แล้วก็เข้าใจฐานมันถูก ความจริงพวกเรานี่ตกภพ ตกภวตัณหาตรงที่ว่า เรามาโต่งไปในทางอีกกลับกันกับกามตัณหา กามตัณหาเราไม่เอา แต่เรากลับมาเอาภวตัณหา เอาที่เราชอบ การละกิเลสคือลดสิ่งที่ตนเองชอบ ฝืนใจให้ได้ ฝืนใจโดยมีปัญญานะ ไม่ใช่ไปกดข่มอย่างเดียว ศาสนาพุทธไม่ใช่ไปกดข่มอย่างเดียว ศาสนาพุทธนั้นฆ่ากิเลสที่มันไปติดยึดนั่นแหละ เรียกว่ามันจะเอาอย่างนั้น เสร็จแล้วเมื่อเอา ไม่ได้ก็ต้องฝืนมัน ฝืนสู้มันดื้อๆ นั่นเรียกว่าใช้กำลัง ใช้ปัญญาให้ได้ว่า มันเป็นอุปาทานทั้งนั้น มันเป็นกิเลสตัณหา เรียนรู้ว่ามันไม่ใช่ความสุข ความสุขไม่มี ศาสนาพุทธไม่ได้สอนเรื่อง ความสุขนะ มีแต่ทุกข์ ทุกข์เท่านั้นเกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นดับไป ไอ้สุขนั่น ภาษาเรียกเฉยๆลำลอง เป็นโวหาร วูปสโมสุข หรือสุขอย่างสงบรำงับ นั่นคือมันไม่สุข ไม่ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์นี่แหละคือนิพพาน คือยิ่งกว่าสุขที่จริงน่ะ ถ้าจะเรียกโลกีย์แล้ว มันก็คือ ความสุขโลกีย์ นี่มันยิ่งกว่าสุขโลกีย์นะ สงบรำงับ ไม่ต้องบำเรอบำบัด ซึ่งอาตมาพยายาม ขยายให้พวกคุณฟังมามากแล้ว โลกียสุขกับวูปสโมสุข มันคืออะไร ภาษาเรียกเท่านั้นแหละ สุข ที่จริงมันไม่ได้สุขอะไร มันไม่ได้บำบัดบำเรออะไร มันลักษณะต่างกัน โลกียสุขกับ ความว่าง ว่างจากสุขจากทุกข์นี่ แล้วเรามาเรียกภาษาว่า วูปสโมสุข หรืออุปสโมสุขน่ะ ความจริงมันไม่มีสุขมีเสิกอะไรหรอก มันเฉยๆ อุเบกขา หรืออทุกขมสุข ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ เพราะฉะนั้น ถ้าเราไม่มีกิเลสตัวที่จะต้องไปบำเรอตน ไม่ว่าจะเป็นกาม ไม่ว่าจะเป็นอัตตาหรือภพ เพราะฉะนั้นภพก็คือการตามใจตัวเอง ฟังให้ชัด การตามใจ ตัวเอง การขี้เกียจขี้คร้าน การที่จะไม่เอื้อต่อสมมุติ ไม่เอื้อต่อจารีตประเพณีวัฒนธรรม ไม่เอื้อต่อเพื่อนฝูงที่จะพอเป็นไป ต่างพรั่งพร้อมกันทำ พรั่งพร้อมกันหยุด พรั่งพร้อมกันขยัน สร้างสรร พรั่งพร้อมกันตกลง แล้วก็ทำร่วมกันรวมกัน ทุกคนก็มีเจตนาดี มีปัญญา ก็พยายาม ที่จะมีมติ หรือศึกษาตกลงกัน แล้วก็กระทำตามกัน พร้อมๆกัน เราไม่เอา เรามีความคิด ของเรา เราไม่เอาด้วย อย่างโน้นอย่างนี้เราไม่ชอบ เราไม่เห็นด้วย ไอ้ที่ไม่เห็นด้วย นั้นน่ะ เรียกว่าเราติดยึดอัตตา ทุกอย่างมันเป็นสมมุติในโลกเท่านั้นแหละ ปรมัตถ์นั่นคือจิต เจตสิก เพราะฉะนั้นถ้าเราเห็นดีของตนเอง นั่นน่ะเป็น อัตตาแล้ว เป็นจิตเจตสิกของตนเอง ก็หมู่เขาจะเอาอย่างนี้ ก็อยู่อย่างนี้น่ะซี ทำอะไรก็ ทำไปตามนี้ แต่ไม่ เราจะทำตามใจเรา นั่นแหละคืออัตตา ฟังดีๆนะ ทุกวันนี้นี่ เขาไม่ เรียนอัตตาอย่างที่ว่านี่ เขาไม่เรียนภวตัณหา แม้แต่ในสายท่านพุทธทาสนี่ ใช้คำว่าอัตตา เอาอัตตามาพูด ก็ไม่ได้เรียนอัตตา เรียนแต่กาม กามก็กามแค่ระนาบหยาบ เสร็จแล้วก็ ยังมาบำเรอตนอยู่ กินด้วยจิตว่าง อะไรต่ออะไรต่างๆนานา ซึ่งเป็นทฤษฎีที่มันตัดตื้น มันตัดเข้าไปแล้วตื้นๆ ก็เลยได้บำเรอตนอยู่แค่นั้น แล้วก็ไม่รู้ นักปฏิบัติธรรมระดับของผู้ที่จิตว่าง ก็ยังดื่มเบียร์ด้วยจิตว่างอยู่เลย คนพวกนั้น มีผัวมีเมีย มีเพชรมีพลอย มีทรัพย์ศฤงคารด้วยจิตว่าง อย่างคุณนายคนหนึ่งนี่นะ เขาเป็น ลูกศิษย์ท่านพุทธทาส โอ๊ย! ร่ำรวย ร่ำรวยมหาศาล ร่ำรวยน่ะ เป็นคุณหญิง ไม่ใช่คุณนาย ธรรมดาหรอก เป็นคุณหญิง ร่ำรวย บอก โอ๊! อะไรๆก็ไม่ใช่ของตัวของตนหรอกเธอ เพชรนี้สวยไหมเธอน่ะ อะไรๆก็ไม่ใช่ของตัวของตนหรอกเธอ แต่ดอกเบี้ยบาทหนึ่งก็ไม่ยอม ลด อะไรก็ไม่ใช่ของตัวของตนหรอกเธอ แต่รวยมหาศาลนะ แกขี้เหนียวสะบัดเลย นี่น่ะเขาไม่รู้ตัวหรอกนะ ว่าเขาอะไรแน่ เขารักอะไร เขาเอาอะไร เขาวางอะไร เขาไม่ได้วาง เขามีแต่โวหาร แล้วเขาก็เป็นสุขสิ เพราะว่าเขามีพร้อมพรั่งทุกอย่าง เงินทอง จะอยากอะไร เป็นอะไร เขาก็เอาเงินทองบำเรอของตัวเอง เขาก็เลยไม่รู้ ทุกข์ ไม่เห็นทุกข์ แล้วเขาก็ใช้โวหารเอา ไม่ยึดมั่นถือมั่น อย่าไปยึดมั่นถือมั่นเธอ แต่ ดอกเบี้ยไม่ลด อย่างที่ว่านี่ ซื้อเพชรซื้อพลอยต่อราคาขนาดหนัก ทั้งๆที่รวยนะ นี่แหละคือ ความไม่รู้ตัว แล้วเขาก็ว่าเขาบรรลุ เขาก็พูดถึงจุดสูงสุดเลยนะ ทุกอย่างไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน จิตว่างนะ ลาภก็ดี ยศก็ดี สรรเสริญก็ดี ยังหลงอยู่ อยู่หยาบๆเขายังไม่รู้ตัวเลย รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ไม่ต้องไปพูดเลย เขาก็เอร็ดอร่อยของเขาอยู่อย่างนั้น ขนาดแต่ลาภ ยศ สรรเสริญนี่ เขายังขี้เหนียว ยังไม่รู้ตัวเลย หอบ หวง หามอะไรอยู่อย่างนั้นแหละ ไม่ใช่ของตัวของตน พูดได้ ขนาดดอกเบี้ยบาทหนึ่งยังไม่ลด คิดดูเอาก็แล้วกัน ของตัว ของตน ให้อะไรใครได้ ให้ไม่ได้ ยึดถือติดมั่น หอบ หามอยู่อย่างนั้นแหละ นี่เป็นตัวอย่าง เยอะในพวกเรานะ ที่เราได้ศึกษา ไม่ใช่ในพวกเรา ในพวก ที่เขาศึกษาในทฤษฎีอย่างนี้น่ะ ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องเล่น อาตมาเคี่ยวเข็ญพวกเรานี่ เราได้ดี มาฐานหนึ่งนะ สร้างบารมีมาในระดับหนึ่ง บารมี 10 ทัศ นี่เราสร้างทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา เราได้ทาน เราได้สละความอร่อย สละโลกีย์มาพอสมควร สละมา แล้วก็ได้เรียนรู้ ด้วยปัญญา เรียนรู้ด้วยเจโต สละออก คือเนกขัมมะ เราได้สละออก ล้างออก ล้างออก จางคลายออก ในเนกขัมมะนี่เรียกว่าเว้นขาด หรือสละออก สละออกมาได้เรื่อยๆ สละ รสอร่อย สละกิเลส สละสิ่งที่เป็นโลกียะ เราก็มีศีลนี่แหละเป็นหลักปฏิบัติ จนกระทั่งมันจะ ปกติ ปฏิบัติได้แล้วมันก็ธรรมดา เราทิ้งความอร่อยจากอบายมุขมา เดี๋ยวนี้เราก็เฉย คุณก็ ได้มาฐานหนึ่ง รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสที่หยาบขนาดนั้น ลาภ ยศ สรรเสริญที่หยาบ ขนาดนั้น คุณก็เลิกมาได้ สบายขนาดหนึ่ง เสร็จแล้วคุณก็อยู่ได้ อยู่กับหมู่พวกเรานี่ พอเป็น ไปได้ แต่มันไม่เท่านี้หรอก มันยังไม่สูงสุดบริบูรณ์ ยังมีอัตตา มันมีอัตตา ยังมี ทุกวันนี้ ทะเลาะกันด้วยอัตตา พวกเรานี่ แล้วก็ยังไม่เจริญต่อไปอีก เพราะยังติดภพติดอัตตาน่ะ เราจะต้องมาวิริยะ มาสร้างบารมีอีก 4 ฐาน บารมี 10 ทัศ มีทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา นี่ 4 อีก 4 ตัวต่อมามีวิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน อีก 4 ตัว จะต้องมา ต่ออีกจริงๆ จะต้องมาความ มีความพากเพียร วิริยะ พากเพียร แล้วต้องอดทน ทุกวันนี้ เรายังไม่ค่อยอดค่อยทน เราทนได้ต่อโลกที่เราละมาแล้ว แต่เราทนไม่ได้ต่อในสภาพภพภูมิ ที่เราอยู่นี่ อะไรนิดอะไรหน่อย มันจะตามใจตัวเอง ฟังให้ดีนะ อัตตา อย่างโน้นอย่างนี้ เขาทำอะไรต่ออะไร ในสำนึกบางทีก็รู้ว่าดีนะ แต่มันสู้กิเลสตัวเองไม่ได้ อย่าไปช่วยเลย อย่าเลย อย่าไปขวนขวายเลย ไม่สร้างบุญกิริยาวัตถุตัวอปจายนมัย กับตัวเวยยาวัจมัยต่อ เมื่อไม่สร้างอปจายนมัย เวยยาวัจมัยต่อ มันก็ไม่ได้มีทานที่สูงขึ้น ที่เรียกว่าปฏิทานมัย มันก็ไม่ได้มีตัวจะได้อนุโมทนากับสิ่งที่เจริญ เป็นส่วนบุญที่สูงขึ้นอีก เรียกว่าปัตตานุโมทนามัย ไม่สูงขึ้น บารมีก็ไม่สูงขึ้น อยู่แค่นี้ ดีไม่ดี ถ้าไม่แน่นไม่ดีไม่เพียงพอ มีมานะมากนะ ถูกขจัด ถูกกระทบ กระแทกกระเทือน ทนไม่ได้ ก็ต้องแยกจากหมู่ไป ไม่มีสิ่งแวดล้อมที่ดี ไม่มี มิตรดีสหายดี ไม่มีสังคมสิ่งแวดล้อมดี ก็ออกจากพรหมจรรย์นี้ไป หรือออกจากกลุ่มหมู่ที่ ปฏิบัติพฤติกรรมของพรหม หรือพรหมจรรย์ที่ว่านี่ หรือศาสนา หรือบริษัทนี่ พุทธบริษัทนี้ คุณก็ไปอยู่กับพุทธบริษัทอื่น ถ้าไปอยู่กับพุทธบริษัทที่ต่ำกว่าตนนะ ตนก็ยิ่งจะมีมานะ เพราะ ตนเหนือชั้นกว่าเขา ดีไม่ดีจะได้ไปเป็นใหญ่ในวงโน้นเสียด้วยซ้ำไป ได้ไปเป็นวงใหญ่กับ วงโน้นน่ะ เรียกว่าไปเป็นหนึ่งในคลอง ดีกว่าเป็นสองในทะเล เพราะว่าอยู่ในที่นี้ มันมี แหม! ตัวใหญ่มันเยอะ แหม! มันอยู่เป็นรองเขา หนีไปอยู่ใน เป็นหนึ่งในคลองก็จะดีวะ เผื่อจะได้ไปเป็นหนึ่งในหมู่อื่นเขาด้วยซ้ำ เพราะคุณมีฐานจริง แล้วก็หลงอยู่แค่นั้น ระเริง ไป มีอัตภาพที่โตไปอีก อยู่ในที่นี้ ต้องขัดเกลา จึงต้องมีอปจายนมัย อปจายนมัย หมายความว่าอ่อนน้อมถ่อมตน แล้วก็ต้องขวนขวาย เวยยาวัจมัย 2 ตัวนี่สำคัญ บุญกิริยาวัตถุ ทาน ศีล ภาวนานี่ เป็นองค์ปฏิบัติบุญกิริยาวัตถุหลัก แล้วก็จะ ต้องเพิ่มอปจายนมัย เพิ่มเวยยาวัจมัย มันจึงจะสูงขึ้น สูงขึ้นๆ บุญกิริยาวัตถุ 10 นี่ก็ สอดคล้องกัน ที่จะทำให้เกิดสร้างบารมี 10 นั่นเอง เพราะเราจะต้องเรียนรู้ ต้องเพียร เราจะเพียรได้ วิริยะได้ ก็เพราะต้องมีปัญญา อาตมาไม่บังคับเท่าไหร่หรอก ก็จะเห็นอยู่แล้ว คนอยากจะเพียรก็พยายาม บอกให้เข็นตัวเองนะ การที่จะให้คนอื่นเข็นเรา แล้วเราก็ขยันหรือพากเพียร เพราะคน อื่นนั้นน่ะ อานิสงส์ไม่สูงเท่าไหร่หรอก เรารู้ด้วยปัญญาแล้ว เราต้องเข็นความเพียรเรา เอง คนอื่นจะให้ได้ พระพุทธเจ้าจะให้ได้ ก็ให้ปัญญา ให้ความเฉลียวฉลาด ให้ความรู้ รู้ว่าอะไรควร อะไรไม่ควร เสร็จแล้วเราจะเร่งเครื่องให้เพียรนี่ เราต้องเร่งตัวเรา เอง ให้คนอื่นมาเอาการบังคับ มาเข็นอะไรนี่ มันฝืนใจ แล้วมันไม่เจริญ หยุดได้ มันจะ หยุด มันไม่เต็มใจ เพราะฉะนั้นเราต้องเต็มใจเอง บังคับตัวเอง เพียรเอง เมื่อรู้ว่าดี แล้วต้องขวนขวาย ต้องอุตสาหะ วิริยะ พากเพียรเอง วิริยะนี่ เมื่อเพียรแล้ว มันก็จะต้องทนฝืน มันต้องขันติ มันต้องอดทน เพราะฉะนั้น คุณต้องเพิ่มความเพียร เพิ่มความอดทน หรือสร้างความเพียรให้แก่ตนเอง ให้มาก ก็จะพบความอดทนมากๆ คุณต้องอดต้องทนมาก ไม่ได้หมายความว่าคุณเองคุณ เลวลง อดทนมากๆ ไม่เลวลงหรอก อดทนมากๆก็มีความอดทนที่ยิ่งขึ้นเท่านั้นเอง ถ้าเรา แน่ใจว่าเราเองเราไม่ได้ทนอย่างประเภทที่ไม่ได้รู้จักความดีความงามความเจริญ ถ้าคุณ อดทนได้ แล้วคุณก็มีความเจริญนะ คุณจะไม่ต้องระเบิด คุณจะได้ไม่ต้องถูกกดดันอะไรเลย ถ้าแม้มันถูกกดดัน ก็คือมันไม่กระจ่าง มันไม่ชัด อดทนไปทำไมวะ อดทนแล้วได้อะไรวะ แล้วกิเลสมันก็เลยรุ่งเรืองอยู่ในใจด้วย หนักเข้าก็ไม่เอา ทน มันเข้าใจอยู่ผิวๆเผินๆ แต่ถ้าเข้าใจลึกซึ้งแล้วนะ อ๋อ! เราอดทนนี่ เราได้สิ่งที่ได้น่ะ เราเจริญในสิ่งที่เราเจริญ เห็นความเจริญ เห็นความอดทนของเรานี่ว่าได้ผลได้เจริญ สิ่งที่เจริญ สิ่งที่ประเสริฐอยู่น่ะ คุณจะไม่กดดัน จะไม่มีความรู้สึกกดดัน มันไม่ใช่เป็นการกดดัน มันเป็นความจริง เราจะ ต้องศึกษาสัจจะ วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน นี่ 4 ตัวนี่ สัจจะความจริงนี่ มันเป็นความจริงที่ลึกซึ้งขึ้น มันเป็นอริยสัจที่สูงขึ้นๆ คุณต้อง รู้สัจจะ ต้องเกิดสัจญาณ ญาณ แปลว่าความรู้ ต้องรู้ในสัจจะ แล้วก็กระทำตามสัจจะ เรียกว่ากิจญาณ ทำเสร็จเรียกว่า กตญาณ ญาณที่จะบรรลุอรหันต์ มันอยู่ที่ตรงนี้ ต้องมี สัจจะ แล้วต้องทำคือกิจญาณ ต้องมีญาณรู้ว่าตัวเองได้ทำ หรือไม่ได้ทำ สัจจะเป็นยังไง ที่จะทำเพิ่มให้แก่ตนเอง อะไรที่จะขยันหมั่นเพียร อะไรจะวิริยะ อะไรจะต้องอดทน อะไร ที่จะต้องตั้งใจ สัจจะนะนี่ นี่วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน อะไรถึงจะต้องตั้งใจ แล้วก็ ตั้งใจให้ตรง ทำให้ตรงเป็นกิจญาณ กิจนี้ถูกต้อง กิจนี้ถูกตรง ตรงมรรค ตรงธรรม แล้วมันก็มีผล เมื่อมันมีผล รู้ว่ามันจบมันก็จบ เรียกว่ากตญาณ ญาณรู้ความจบ ล้างกิเลส หมด หรือขยันหมั่นเพียรได้ สร้างสรรความชำนาญอะไรไปอีก ถ้าความชำนาญมันยังเกิด ต่อไปเรื่อยๆๆๆ เราก็ไม่แปลกอะไร กิเลสเราหมด เราจะรู้ว่าเราจะหมดขี้เกียจ หมด ทุกข์ หมดเดือดร้อน อดทนโดยไม่ต้องทน ไม่ต้องอดเลย ถ้าถึงที่แล้ว มันจะไม่ต้องอด ต้องทน คุณสร้างบารมีอีก 4 ตัวนี่ซ้อนเชิง ก็จะทานได้ยิ่งขึ้น ศีลก็คือหลักเกณฑ์ที่คุณปฏิบัติให้แก่ตน โดยเป็นอธิศีลนั่นแหละสูงขึ้น เนกขัมมะ คุณก็จะได้ละอัตตาเพิ่มขึ้น จะเรียกมันว่าสักกายะ ที่แปลว่าตัวตน ก็ตัวตนของกิเลสนั่นล่ะ คุณก็จะได้ลดขึ้นเรื่อยๆ ได้ล้างอัตตาขึ้นเรื่อยๆๆ ล้างภพล้างชาติขึ้นเรื่อยๆ ได้ละออก ปัญญาก็จะเห็นความจริงตามความเป็นจริง ความเลิก ความละ แม้แต่มีปัญญา หรือมีธาตุรู้ ที่ไปรู้อารมณ์ว่าง อารมณ์ที่ปราศจากโลกียะ จักรวาลน้อย จักรวาลใหญ่ สังสารวัฏต่างๆ ที่เราเลิกละ ตัดสังสารวัฏ ไม่ต้องบำเรอตน มันจึงจะเป็นความหมดตัวตนด้วยสภาวะ ไม่ใช่หมดตัวตนด้วยตรรกศาสตร์ อะไรก็ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน อย่าไปยึดมั่นถือมั่น เป็น ตรรกศาสตร์อยู่นั่นแหละ แล้วอนัตตาคือสภาพที่หมดกิเลสตัณหา หมดความที่จะต้องต่อสู้ ง่ายดายที่เรา ทำได้ แล้วมันก็ง่ายดาย อยู่ตรงไหน คุณไม่มีสภาวะ คุณไม่รู้เรื่องหรอก แต่ถ้าคุณมีสภาวะ นั่นแหละคือปัญญา หรือญาณทัสสนวิเศษ ที่มันไปรู้ความจริง ความจริงทางด้านนามธรรม นี่เป็นบารมีที่จะต้องสร้างจริงๆเลย สุดท้ายชีวิตของคนเรานี่ มีแต่ทานเท่านั้นแหละ คนเรา สุดท้ายจริงๆนั่นน่ะ คือทาน เกิดมาเพื่อสร้างให้แก่ผู้อื่น จึงเรียกว่าพระเจ้า สูงสุด จิตวิญญาณของเราเป็นผู้สร้าง จิตวิญญาณของเราเป็นผู้ให้ จิตวิญญาณนี้บริสุทธิ์ ไม่ต้องการ อะไรโค้งงอคืนมาให้แก่ตัวเองเลย ไม่มีอะไรที่จะเอามาเป็นของตัวของตนจริงๆเลย สุดท้ายก็มีแต่เมตตากับอุเบกขา นี่บารมี 10 ทัศ มันมี 4 อันแน่ะ ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา แล้วอีก 4 อัน วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน แล้วอีก 2 อันสุดท้าย เมตตากับ อุเบกขาบารมี สุดท้าย เราก็จะมีแต่เมตตา เมตตาก็คือเกื้อกูลผู้อื่น อุเบกขาก็คือฐานอาศัยของตนเอง ตัวเองมีอุเบกขา จิต หรือมีอุเบกขาเจตสิก เป็นธาตุจิตที่ได้ มันว่างๆ สบาย ซึ่งมีองค์ประกอบถึง 5 อาตมาก็อธิบายแล้วอธิบายอีก ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา องค์ 5 ของ อุเบกขา มันบริสุทธิ์ แม้จะคลุกคลีเกี่ยวข้องชุกโชนอยู่กับโลกีย์ยังไง มันก็บริสุทธิ์สะอาดอยู่ เรียกว่าปริโยทาตา มุทุ จิตของเรานี่จะเกิดก็ได้ จะดับก็ได้ จะสร้าง จะเป็น จะตาย อะไร ก็ได้ทั้งนั้น เรียกว่ามุทุ จิตอ่อน จิตดัดได้ ปรับได้ แววไว เร็วไว ทั้งปัญญา ดัดได้ สำเร็จตามที่จะให้มันเป็น ทั้งเจโต อยากเกิดก็ได้ อยากตายก็ได้ จิตมันมุทุธาตุ เป็น มุทุภูตธาตุ เป็นธาตุที่อ่อน ดัดได้ แววไว มันอ่อนก็คือ มันไม่ดื้อ มันไม่โง่ มันฉลาด แววไว ไหวพริบก็เร็ว จิตก็สามารถที่จะปรับ จะต้องการให้เป็นอย่างโง้นอย่างงี้ เป็นได้ดัง ประสงค์ กัมมัญญา การงานใดๆในโลก สละสลวยทั้งนั้น อย่าว่าแต่การงานที่เหมาะควร เลย การงานใดๆก็เหมาะก็ควร การงานใดๆก็ดีก็งาม สละสลวย สมบูรณ์ทั้งนั้นเลย อยู่กับ การงาน พระอริยเจ้านี่อยู่กับการงาน กระทำการงาน ไม่ขี้เกียจ ไม่เห็นแก่ตัว ไม่บำเรอ ไม่อยู่ว่าง คนที่จิตว่างแล้วจะอยู่ไม่ว่าง คนที่จิตไม่ว่าง จะอยู่ว่างๆ โดยเฉพาะผู้ที่หลงภพ หลงอัตตา ยิ่งจะเห็นชัด หาแต่เรื่องว่างๆ ลอยชายอยู่ภพอยู่นั่น ตามอำเภอใจของตน จะทำอะไร่ในยุคของสมาธิ หรืออธิจิต หรือภพภูมิ ภวตัณหา เพราะฉะนั้นอาตมาจะต้องเน้นภวตัณหานี่ให้มาก ไปถึงระดับปัญญา ในระดับภูมิภพ พวกโน้นแล้ว โอ! ทีนี้จะต้องดึงกัน ไม่ใช่เร่ง ในช่วงนี้นี่ อาตมามีแต่จะต้องเร่งเครื่อง เหยียบคันเร่ง ถ้าไปถึงภพภูมิแห่งปัญญาแล้ว จะต้องเหยียบเบรก ขณะนี้นี่มันจากกามภพ มาถึงภวภพ วิภวภพ หรือจากกามตัณหา ภวตัณหา แล้วก็วิภวตัณหา ในภูมิของวิภวตัณหานั่น มันจะเลยเถิด มันจะมีมานะ มันจะทำเกิน มันจะ สร้างสรร ขยันก็จะมากไป จะทรมานทรกรรม สุขภาพร่างกาย หรือว่าโลภโมโทสัน สร้างโลกกว้างเกินไป ช่วยเหลือผู้อื่นจัดไป เมตตาไม่มีขอบเขต ก็จะเป็นทุกข์อีกอย่างหนึ่ง อันนั้นเอาไว้พูด ถึงเวลาเอาไว้พูด ตอนนี้ยังไม่พยากรณ์อะไรมากมาย ตอนนี้เร่งเครื่อง ตอนต่อไปจะต้องเหยียบเบรก เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นตอนนี้ถึงเข็นกัน มันติดภพ มันติด ภวตัณหา ติดไอ้สิ่งที่ตัวเองโต่งไปในทางที่จะไม่รู้จักสมมุติ คนเรานี่อยู่กับสมมุตินะ ปรมัตถ์ นั้น เป็นเครื่องที่ปฏิบัติเพื่อละล้างเท่านั้นเอง จิต เจตสิกนี่ ล้างกิเลสออกจากจิตเจตสิก ส่วนชีวิตนี้อยู่กับสมมุติสัจจะ นะ ัน สร้างโลกกว้างเกินไป ช่วยเหลือผู้อื่นจัดไป เมตตาไม่มีขอบเขต ก็จะเป็นทุกข์อีกอย่างหนึ่ง อันนั้นเอาไว้พูด ถึงเวลาเอาไว้พูด ตอนนี้ยังไม่พยากรณ์อะไรมากมาย ตอนนี้เร่งเครื่อง ตอนต่อไปจะต้องเหยียบเบรก เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นตอนนี้ถึงเข็นกัน มันติดภพ มันติด ภวตัณหา ติดไอ้สิ่งที่ตัวเองโต่งไปในทางที่จะไม่รู้จักสมมุติ คนเรานี่อยู่กับสมมุตินะ ปรมัตถ์ นั้น เป็นเครื่องที่ปฏิบัติเพื่อละล้างเท่านั้นเอง จิต เจตสิกนี่ ล้างกิเลสออกจากจิตเจตสิก ส่วนชีวิตนี้อยู่กับสมมุติสัจจะ นะ คนเราอยู่ด้วยกับสัจจะสมมุตินะ ไม่ได้อยู่กับสัจจะที่เป็นปรมัตถ์หรอก ปรมัตถ์ มันเป็นตัวดีตัวเลวเท่านั้นเอง กิเลสมากมันก็เลว กิเลสน้อยมันก็ กิเลสน้อยมันก็ดีขึ้น หรือ ไม่มีกิเลสมันก็ดี เท่านั้นเอง จะเรียกว่าดีเลวเป็นสมมุติ ก็ใช่ ซ้อนอยู่ในที่ปรมัตถ์ ดีที่ว่า เลวที่ว่านี่ ก็คือเสียสละ กับเอา ถ้าเอา ในโลกตื้นๆเขาก็ว่าเขาได้ เขาเอา เป็นความดี ในโลกที่สูงขึ้นมา สละออกต่างหากดี ไม่ได้ ไม่เอาได้ต่างหาก มันเป็นความเจริญ ไม่ต้อง ไปโลภโมโทสันมาต่างหากล่ะ เจริญ มันก็กลับกันไปกลับกันมา อาตมาเทศน์ที่สันติอโศกวันนี้ ตอนเช้า ก่อนจะมานี่ อาตมาก็ขยายเรื่องนี้ เทศน์เรื่องนี้เอาไว้ลึกซึ้งซับซ้อนนะ พวกเราต้องศึกษาให้ดี วันนี้วันอาสาฬหบูชา ตั้งใจจะ เทศน์เรื่องนี้ให้สำคัญ ให้รู้ว่าเราจะตั้งใจทำอะไร ตอนนี้ก็มาเข้าพรรษา ผู้มาเข้าพรรษา ก็มาฝึกฝนอบรมศึกษา อาตมาจะเน้น จะพยายามสร้าง ถ้าไม่เช่นนั้นไปไม่รอด ศาสนาก็ ไปไม่สูง คุณเองก็ไปไม่ถึงที่สูงที่สุด ติดอยู่ตรงนี้แหละ ติดอยู่ในภพภูมินี่ เราไปรอดนะ พวกเรานี่ ทุกวันนี้นี่นะ พอมีพอกินนะ พอเป็นพอไป อยู่กันในระบบบุญนิยมของพวกเรานี่ ไม่มาจัดจ้าน แบ่งแจก ค้าขาย แย่งชิงลาภ ยศ อะไรกันนักหนา อย่างพวกเรานี่ สร้างสรรกัน คนขยันก็ได้บุญของตัวเองมากไป คนขี้เกียจร่องๆ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive