330209 ตอบปัญหาปลุกเสกฯ ครั้งที่ 14 ตอน 5 ศีรษะอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2533
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์34 KB
วันที่แก้ไข28 สิงหาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

330209 ตอบปัญหาปลุกเสกฯ ครั้งที่ 14 ตอน 5 ศีรษะอโศก

ตอบปัญหาปลุกเสกสมณะแท้ๆของพุทธ ครั้งที่ 14 (ตอน 5) โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 9 ก.พ. 2533 ณ พุทธสถานศีรษะอโศก

วันนี้ตอบกันเลยทันที ไม่ต้องเกริ่นอะไรกัน เราได้รับโศลกไปแล้วว่า ผู้รู้สึกว่าสิ่งยาก หรือปัญหา หรืออุปสรรค โศลกที่เราได้ฟังไปก่อน ตั้งแต่วันที่ 6 โน่น ปัญหาที่มาถามนี่ มันเป็นปัญหา คือสิ่งที่เป็นสิ่งยาก หรือเป็นปัญหา หรือเป็นอุปสรรคต่างๆนี่นะ ผู้หมดปัญหา หรือผู้ไม่มีปัญหาแล้ว ไม่มีสิ่งยากแล้ว ไม่มีอุปสรรคแล้ว ก็คือ ผู้ที่ไม่รู้สิ่งนั้นจริง แล้วก็โยนสิ่งนั้นทิ้ง เท่านั้นแหละ ที่เขาเห็นว่า เขาไม่มีปัญหา หรือไม่มีอุปสรรค แล้วผู้นั้นเขาหมดปัญหาหรือยัง ยังไม่หมดปัญหา มันต้องถึงขั้นว่า เราเป็นผู้บรรลุแล้วในสิ่งนั้นเรื่องนั้น จริง ถึงจะเป็นผู้หมดปัญหา หมดอุปสรรค ไม่มีสิ่งยาก ไม่มีสิ่งใดที่ลำบากลำบนแล้ว เพราะฉะนั้นปัญหามันยังมีอยู่ตราบใด แล้วพวกคุณก็ยังใส่ใจตั้งปัญหามา ก็บอกปัญหานั้นมา ก็แสดงว่าพวกคุณยังดี ที่ยังไม่รู้สิ่งนั้นแล้วก็โยนสิ่งนั้นทิ้ง ก็ยังดี ที่ยังเห็นว่าอันนั้นมันจะต้องเอาให้มันถึงที่สุด ไม่ใช่ว่า ไม่รู้สิ่งใด หรือว่ามันยังเป็นอุปสรรค ยังเป็นปัญหา ยังเป็นสิ่งยากอะไรอยู่ละก็ ขว้าง ปา ทิ้งไปเลย ก็ยังเอามาพยายามที่จะศึกษา เรียนรู้ พยายามที่จะหาทางที่จะแก้ไข ปรับปรุง ให้มันลุล่วง ให้สำเร็จเสร็จสิ้นไป ก็ยังดี เอ้า! ตอบปัญหาถ้างั้น แล้วก็เอาไปทำนะ ปีนี้อาตมาเร่งในเรื่องธรรม โศลกเกือบทุกโศลกยืนยันได้ ยืนยันได้ปีนี้ปีแห่งการทำ นี่มีฝรั่งถามมาด้วย เขียนภาษาฝรั่งมา อาตมาอ่านได้ แต่ไม่รู้เรื่อง มีคนรับมาก่อน แล้วก็แปลให้เรียบร้อย ขอขอบคุณ เรื่องอาตมาไม่เป็นภาษาฝรั่งนี่ ไม่รู้เรื่องภาษาฝรั่งนี่ดี

อ่านต่อ

ถ้าอาตมารู้ภาษาฝรั่งเข้ามั่ง ยุ่ง งานมันก็จะเยอะ เรื่องมันก็จะมาก คนก็ชักเข้ามามาก นี่ขนาดแค่ภาคใต้ ภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง ปนกันอยู่เท่านี้ ก็ยังหนักหนาสากรรจ์ขนาดนี้ ถ้าแถมไม่ใช่แค่ภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคอีสาน ภาคกลางเท่านี้ล่ะนะ ยังแถมเอานอกภาคออกมาอีก เอารวมเข้ามาอีก น่าดู ทีนี้ไม่รู้จะพูดภาษาอะไร ขนาดนี้ก็ยังพูดกันยังไม่ค่อยรู้เรื่องเลย มันจะหนักกันใหญ่ เอ้า! ลองฟังปัญหาเขาดูบ้างนะ เพราะว่าก็เป็นกรณีพิเศษอะไรอันหนึ่ง แล้วก็ฟังดูว่า อย่างคนต่างประเทศเขามา เขาจะสงสัยอะไร มีปัญหาอะไร สนใจอะไร สัมผัสแล้วก็ตั้งหลายวันแล้วนี่ มากันตั้งหลายวันแล้วนี่ มีปัญหาขึ้นมามันอะไรนะ ถาม ปัญหาบอกว่า เนื่องจากการทำจิตใจให้บริสุทธิ์นั้น เป็นสิ่งที่เราควรเข้าให้ถึง ดังนั้นจึงหมายความว่า จิตใจนั้นในตอนแรกเป็นสิ่งบริสุทธิ์นั่นเอง ด้วยเหตุนี้ อะไรเล่า ทำให้จิตใจต้องตกต่ำลงมาจากภาวะบริสุทธิ์สมบูรณ์นั้น ข้อที่ 2 บอกว่า เหตุใดท่านจึงเน้นรูปลักษณะภายนอก เช่นการแต่งกายอย่างชาวนา หรือการตัดผมสั้น ในเมื่อสิ่งเหล่านั้น เขาบอกว่า อันนั้นคือความเรียบง่าย สิ่งเหล่านั้นก็เป็นความเรียบง่าย เป็นสิ่งที่เราควร สำนึกอยู่ภายในใจยิ่งกว่าการแสดงออกไม่ใช่หรือ ผู้ถามมานี่ ชื่อโทนี่ เป็นอเมริกัน ตอบ ที่บอกว่า เนื่องจากการทำจิตใจให้บริสุทธิ์นั้น เป็นสิ่งที่เราควรให้ถึง ที่เป็นโวหารว่าอย่างนั้นนะ แล้วก็เอาโวหารนั้นมาขยายความว่า เพราะฉะนั้นก็หมายความว่า จิตใจนั้นตอนแรกเป็นสิ่งบริสุทธิ์ เพราะฉะนั้นอะไรเล่าทำให้จิตใจมันตกต่ำลงมาจากภาวะ บริสุทธิ์สมบูรณ์นั้น ว่าอย่างนั้น เรื่องจิตบริสุทธิ์ โดยเฉพาะบางทีเข้าใจว่า แรกเกิด เด็กเกิดมาจิตสะอาดบริสุทธิ์ อันนี้อาตมาก็เคยพูดมาแล้ว ที่บอกว่า เนื่องจากทำจิตใจให้บริสุทธิ์เป็นสิ่งแรกที่เราควรเข้าถึง มันเป็นโวหารที่ไม่ใช่ของพุทธหรอก เป็นโวหารที่เขา พูดกันมาแต่ไหนๆๆๆเอง ความหมายของพุทธนั้น บอกเป็นภาษาที่บอกให้เห็นว่า จิตวิญญาณ หรือจิตใจนั้น ถ้าจิตใจ หรือจิตวิญญาณที่บิรสุทธิ์นั้นนะ ก็เป็นจิตที่บริสุทธิ์ที่มันสะอาดจากกิเลส ไม่ใช่ภาษาอย่างนี้ ไม่ใช่โวหารอย่างนี้ จิตบริสุทธิ์นั่นก็คือ มันมีกิเลสออกไปหมดแล้ว มันก็บริสุทธิ์ เพราะฉะนั้น จิตวิญญาณจริงๆคือจิตบริสุทธิ์ ก็เป็นจิตของพระอรหันต์ จิตของผู้ที่ได้ละล้างกิเลสออกมาหมดแล้ว แล้วในพุทธ เราก็รู้ดีว่า ผู้ที่มีจิตบริสุทธิ์แล้ว ก็คือผู้ที่ไม่มีกิเลสเกิด หรือที่สุด ปรินิพพาน ก็ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีก ผู้ที่ปรินิพพานแล้วก็ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีก จิตบริสุทธิ์ไม่มีตัวตน นั่นเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า เราจะเข้าถึงสภาพนั้นด้วยการปฏิบัติล้างกิเลสออกไป ให้เข้าถึง ถ้าจะเอาความหมายนั้น พอฟังได้ก็ได้ว่า การทำจิตให้บริสุทธิ์นั้น เป็นสิ่งที่เราควรเข้าให้ถึง ก็คือ เราจะต้องทำจิตให้บริสุทธิ์ เป็นของควรของมนุษย์ มนุษย์ควรจะเข้าไปถึงสภาพที่จิตบริสุทธิ์ หรือเป็นพระอรหันต์นั่นเอง เพราะฉะนั้นไม่ได้หมายความว่า จิตในตอนแรก คนเราจะเข้าใจตื้นๆว่า จิตในตอนแรก ไม่ใช่จิตในตอนแรกบริสุทธิ์ จิตนั้น ถ้ายังเกิดอยู่ ยังมีกิเลสอยู่ ยังเวียนว่ายตายเกิดอยู่ ก็ยังมีกิเลสอยู่ กิเลสมันเข้าไปอยู่กับจิต เข้าไปเป็นเจ้าเรือนของจิต กิเลส อาศัยจิต เพราะฉะนั้นจิตจึงไม่ค่อยสะอาดได้ง่ายๆ กิเลสนี่มันชอบจิตเหลือเกิน แล้วมันก็อาศัยจิตนี่แหละเป็นที่อยู่ เป็นอุปกรณ์ในการที่จะทำงาน ถ้าคนเราทำงานด้วยกิเลส มันก็ไม่บริสุทธิ์ เพราะมันไม่บริสุทธิ์ ถ้าคนเราทำงานด้วยจิตบริสุทธิ์ มันก็บริสุทธิ์ แล้วมันก็เป็นประโยชน์ต่อตนและท่าน เพราะฉะนั้นโลกทุกวันนี้ คนเรามีกิเลสเป็นเจ้าเรือน ซึ่งล้างออกยาก จะล้างให้บริสุทธิ์ได้ยาก สังคมจึงเดือดร้อนกันมาก หมู่ชนจึงเดือดร้อนกันมาก เพราะฉะนั้น ผู้ที่มุ่งมั่นพากเพียรพยายามจริงๆ กระทำตนให้ถูกต้องที่จะล้างกิเลสได้ ทำจิตให้บริสุทธิ์ได้ ให้มันสกปรกลดลงไปเรื่อยๆๆ ลดความสกปรกลงไปจากกิเลสนี่ กิเลสมันทำให้สกปรก กิเลสมันทำให้เลวร้าย กิเลสมันทำให้ทุกข์ กิเลสมันทำให้เดือดร้อน เราลดลงไปได้ เราก็ลดความเดือดร้อน ลดความทุกข์ ลดความสกปรกลงไปเรื่อยๆ กิเลสเป็นอย่างไร ต้องมาเรียนรู้จริงๆ อาการกิเลสเป็นความโลภ ความโกรธ ความหลง ซึ่งมีโลภ โกรธ หลง ในอะไรต่างๆนานา ที่เป็นเหตุอีกเยอะต่อเนื่องกันไป ตัวกิเลสนั่นแบ่งเป็น 3 ตระกูลใหญ่ ก็โลภ โกรธ หลง เท่านั้น แล้วมันก็เก่งมากๆ ที่มันอยู่ในคนอย่างเก่งมาก ต้องมาเรียนรู้จริงๆ แล้วก็มีวิธีที่จะชำระให้บริสุทธิ์ หรือล้างให้บริสุทธิ์ พระพุทธเจ้าสอนเอาไว้เป็นสูตรหลัก คือมรรคองค์ 8 หรือโพธิปักขิยธรรมนี่ เป็นสูตรที่เดี๋ยวนี้ก็ยังพิสูจน์ได้ ว่าล้างออกได้ ทำให้ลดจางคลายได้ พวกเรานี่มาศึกษาแล้วได้พิสูจน์ ก็จะยืนยันความจริง จะรู้ความจริงได้ว่า มันลดได้จริง แม้น้อย ถ้ายิ่งพากเพียรจริงๆก็ลดได้มาก มากจริงๆ แล้วก็ต้องลดกันเป็นชาติๆ ถ้าเผื่อว่าคนที่มีกิเลสมากๆ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะฉะนั้นชาวพุทธรู้ดีก็ทำ แล้วผู้ที่เห็นผลที่ดีจริงๆ ก็ตั้งหน้าตั้งตาทำไป เป็นชาติๆไปเลยทีเดียว โดยเราเห็นว่ามันเป็นความดี แล้วการล้างกิเลส ละกิเลส ก็ไม่ได้ออกไปจากชีวิตประจำวัน ไม่ได้ไปเป็นต่างหากอะไรกันวุ่นวายนัก ก็ทำงานด้วยก็สร้างสรรด้วย อยู่ในโลกกันอย่างเป็นสุขได้เหมือนกัน แต่สุขไม่เหมือนกันแล้ว ตรงนี้ก็ต้องแยกออกไป ทางอันนี้แหละฝรั่งรู้ยาก เรื่องสุขที่เป็นโลกียสุข ที่เป็นสุขบำเรอ เพราะคนธรรมดาที่มีกิเลสมีแต่ความสุขบำเรอ แต่สุขเพราะว่าจิตที่ไม่มีการบำเรอ ไม่มีความอยาก ล้างไอ้ที่เคยอร่อย ที่เคยหลง ที่เคยอุปาทาน ที่เคยติดยึดออกไป จนกระทั่งไม่มีได้ ไม่ต้องอยากอีก สงบอยู่ เป็นสุขสงบ มีสดชื่น เบิกบาน เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้อยู่เหนือ คนไหนที่ยังเป็นทาสสิ่งเหล่านี้อยู่ ก็จะต้องหามาบำเรอ ตนเองนั่นแหละจะต้องบำเรอตนเอง แต่ถ้าหมดแล้วก็หมดภาระที่จะต้องบำเรอตนเอง เมื่อหมดภาระจะบำเรอตนเองก็มีกำลัง แรงงาน ความรู้ มีเวลา มีอะไรที่จะช่วยผู้อื่น สร้างสรรอะไรต่ออะไรที่คนอื่นจะได้รับประโยชน์ ตนเองก็เป็นผู้ที่ไม่ต้องเปลือง ไม่ต้องบำเรอ ไม่ต้องใช้อะไรมาก มักน้อย เรียบง่าย สบาย ก็ตอบได้ พยายามขยายให้พอสมควร เอาล่ะ แค่นั้นข้อ 1 ข้อ 2 ที่บอกว่า เหตุใดท่านจึงเน้นรูปลักษณะภายนอก จากการแต่งกายอย่างชาวนา หรือว่าตัดผมสั้น หรือว่าทำอะไรต่ออะไรต่างๆ ที่มันดูเป็นรูปเป็นแบบภายนอก บอกว่า ในเมื่อสิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่เราควรสำนึกอยู่ภายในใจ ยิ่งกว่าการแสดงออกไม่ใช่หรือ ก็ถ้าเผื่อว่าเราเอง เราก็ยังภายนอกแค่นั้นเรายังไม่ลดเลย เสื้อผ้าก็ยังเยอะๆแยะๆ ยังจะมีกะรุงกะรังอะไรอยู่มากมาย แล้วก็ยังไปหลงกับโลกเขา โดยที่เราไม่เป็นหลัก ไม่ยืนยัน ไม่กระทำ มันจะไปช่วยผู้อื่น หรือแม้แต่ตนเองก็ยังเป็นภาระกะรุงกะรังอยู่นั่นแหละมากมาย แม้แต่ผมสั้น ถ้าเรามาตัดผมสั้น มันก็เบาก็ง่าย เราไม่ได้ไปยึดถือรูปนะ แต่ว่าเราควรจะน้อย มักน้อย พระพุทธเจ้าสอนเรามักน้อย สอนเราเล็กๆน้อยๆลง ไม่ต้องให้มันไปกะเร่อกะร่า ไม่ต้องให้มันรุงรัง ไม่ให้มันมากมันมาย มันก็ดีกว่าที่มันจะมากจะมาย เพราะฉะนั้นเราทำนี่ เราเน้นก็เพราะว่า ถ้าเราเอาแต่คิดแต่นึก น้อย เราก็ไม่ได้ลองน้อย จริง เราบอกว่าเราจะเรียบง่าย แต่เราก็ยังมีอะไรหยิบฉวยอยู่มากๆ มีอะไรก็ทำตามใจ บำเรอใจอยู่ มันไม่ใช่การฝึกใจ ไม่ใช่การทดลองดูว่าถ้าเราน้อยๆแล้วนี่ เราจะรู้สึกกิเลสของเรานี่ เอาหน่อยน่ะ เอาจริงๆ ต้องอุตสาหะ วิธีการเดี๋ยวก็คงจะต้องได้อธิบายอีกอยู่ดอก มันมีอยู่นี่ ถามเรื่องนี้กันเยอะ และจะถามกันไม่มีจบหรอก ถามกันอยู่เรื่อย งานนี้ไม่มีคำถามนี้ก็ มันมีอยู่ ถึงแม้ว่างานนี้ อธิบายไปบ้างแล้ว ไม่ต้องห่วง งานหน้ามีอีก คำถามเรื่องนี้ไม่ต้องกลัว แล้วไม่ใช่เรื่องผิดปกติ เป็นเรื่องปกติ เป็นเรื่องธรรมดา ไม่ต้องเบื่อ ใครเบื่อไม่ได้ เบื่อสิ่งที่มันต้องเป็นยังงี้ จะไปเบื่อได้ยังไง ก็เป็นคนโง่เท่านั้นเอง เราต้องรู้ความจริงว่า สิ่งนี้จะต้องมีเจืออยู่ในอันนี้เสมอไป เพราะคนจะต้องมีเวียนไปเวียนมา ยิ่งมีคนฐานะแต่ละระดับ บางคนมาใหม่ๆ ไม่รู้เรื่องอิโหน่อิเหน่เสียด้วยซ้ำ ก็มี เขาก็ต้องถามไปเรื่อยๆ ทำไมที่นี่ สอนอย่างงี้ แม้แต่บอกว่า เอ๊! สอนไม่ให้แต่งงานยังงี้นี่นะ ฟังแล้วก็เหมือนไม่ให้แต่งงาน แต่มีอนุโลมนะ คุณจะแต่ง ก็คุณฐานะของคุณเท่านั้นๆ ผัวเดียวเมียเดียว ศีล 5 แต่เราไม่เน้นจุดนั้น เราก็ไม่พูดบ่อย เพราะฉะนั้นเรามาพูดบ่อยตรงไม่ให้แต่งงาน เน้นขึ้นมาสูงหน่อย ศีล 8 ใช่ไหม เราก็ว่าไม่แต่งงาน ผู้มาใหม่ๆก็มานั่งฟัง เอ๊! สอนวิธีนี้ ไม่ให้แต่งงานกัน ถ้าคนมาไม่แต่งงานกันหมด นี่ไม่ต้องเอาอะไร สมมุติพวกอโศกนี่ ไม่แต่งงานกันหมดเลยนี่ มันมิสูญพันธุ์อโศกเหรอ แน่ะ สวยเสียด้วยนะ บอกไม่ต้องห่วงหรอก อโศกนี่ ไม่ต้องเกิดด้วยการสมสู่ก็ได้ เกิดด้วยการ.. วิธีเกิดมันมี 1.จากเมล็ด 2.จากหน่อ อะไรๆก็เกิด 2 อย่างทั้งนั้นน่ะ อาตมาเคยวิเคราะห์อันนี้ แม้แต่ลักษณะของดวงดาวก็เกิดได้ 2 ลักษณะ เกิด 2 อย่าง เพราะฉะนั้นคนนี่ก็เกิด 2 อย่างเหมือนกัน อันนึงเกิดจากเมล็ด อีกอันนึงเกิดจากหน่อ เกิดจากเมล็ด ก็คือเกิดจากการสมสู่ ทีนี้พวกชาวอโศกนี่ ไม่เกิดจากการสมสู่ ไม่ใช่เกิด จากเมล็ด ก็เกิดจากหน่อก็ได้ คือไหลไป หรือว่ามีโยงมา หน่อมาจากข้างไหนก็ได้ นี่หน่อมาก็มา ไปดึงเอามา เอาอาหารมา ก็ต่อหน่อไปนี่ จ่ายอาหารธรรมะนี่ไป ก็มานี่ มาจากลูกพ่อไหนแม่ไหน มาเป็นลูกแท้ๆเลย มาเป็นเผ่าพันธุ์พุทธด้วยกันเลย นี่มาจากมาเลเซีย มาจากปีนัง นี่มาเป็นลูกอโศก มาเป็นลูกอย่างงี้ นี่ก็เป็นการเกิดที่แท้จริง คุณต้องฟังธรรมะให้ออก ฟังเข้าใจไหม ออกไหม โอ! เชื่อ รับ ยอมรับเสียด้วย ตีทะเบียนแล้วยัง ตีทะเบียนเป็นลูกอโศกหรือยัง จดทะเบียนหรือยัง register เป็นลูกอโศกหรือยัง ต้องใช้ภาษาอังกฤษนิดหน่อย อาตมาไม่รู้ภาษาแมนดาริน ลงทะเบียน อย่างนี้เป็นต้น แต่ลงทะเบียนก็ไม่ต้องลงทะเบียนจริงๆแบบต้องเขียนหรอก ต้องสมัคร ไม่ต้อง มันเป็นเนื้อแท้ เพราะฉะนั้นไม่ต้องกลัวว่าชาวอโศกจะฝ่อ ไม่แต่งงาน ไม่สมสู่นี่ ไม่ต้องเกิดแบบนี้ก็ได้ แต่มันก็ยังมีเกิดอยู่นั่นแหละ มันยังมีศีล 5 อยู่บ้าง แต่ตอนนี้ยังไม่ได้อนุโลมลงไป เคร่งอยู่ทางศีล 8 พูดทางศีล 8 มาก ศีล 5 เราก็ไม่ได้ไปตัดทิ้งนะ แต่ตอนนี้เราเน้นอันนี้ ตามกาละนี้ เดี๋ยวขอวางรากฐานพวกศีล 8 ไว้เป็นตัวอย่างเป็นอะไรนำเสียก่อน เพราะฉะนั้นรุ่นนี้ ศีล 5 ก็ ดีไม่ดีก็ถูกดีดออกไปก่อน ศีล 5 นี่มันดื่น เพราะว่าเรายังไม่ได้เน้น เราเน้นศีล 8 แต่ไม่ได้หมายความว่า เราไม่มีฐานศีล 5 มี ต่อไปมันเป็นเอง ไม่ต้องห่วงน่า โฮย! ขี้คร้านจะเละ แหม! จริงๆนะ อาตมาไม่อยากพูดเลย ขี้คร้านมันจะเละ ไม่ต้องกลัวหรอกนาไอ้อย่างงั้น มันยังไม่ถึงกาลเวลาน่า ค่อยๆดำเนินไป เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ก็ให้รู้กาละ ให้รู้ว่าอะไรก่อนอะไรหลัง ฉะนั้นเรื่องผู้หญิงกับพระนี่ ยิ่งระวังซิ คุณเองคุณไม่ไหวจริงๆ สึกออกไปเป็นฆราวาสฝึกปฏิบัติยังงี้ อย่าให้มานี่ อาตมาพูดแล้วนะ คราวนี้เทศน์อย่างสำคัญ เพราะฉะนั้น ขอให้พวกเราสังวรระวังจริงๆในเรื่องนี้ เรื่องผู้หญิงผู้ชาย เรื่องอะไรต่ออะไรนี่ ให้มันงาม ให้มันผ่อง ให้มันอยู่ในขอบ กรอบของวินัย ของธรรมของวินัย ของกฎเกณฑ์ให้ดีๆ มันพากันเจริญได้จริงๆ เอ้า! ดู ลองดู ถ้ามันไม่หวาดไม่ไหว ก็เป็นไปตามจริง เราอยู่ไม่ได้ เรายังงี้ เราโดยฐานะนักบวช ตามกิเลสนี้ไม่ได้ บอกแล้วว่าขอบเขตมันจะอนุโลม หรือจะลองแค่ไหน เขตสังฆาทิเสสนี่ไม่ใช่เรื่องเล่น ยังมีใจ ฟังดีๆตรงนี้ไปพิจารณาเอง ยังมีใจ มีกาม มีราคะ มีกาม มีอารมณ์กาม ตรวจอ่านจิตใจ เสร็จแล้วมันละเมิดรุนแรงถึงขนาด ถ้าเป็นนักบวช เป็นนักธรรม แหม! เรียกนักบวชทุกทีนะ เขาจะจับทุกทีนะ แล้วไปแตะต้องกายหญิง หรือหญิงแตะต้องกายชาย ถ้ายิ่งเป็นนักบวชหญิง ไม่ดีนะ ที่จริงอันนี้ ยังไม่ใช่ภิกษุณี แค่สิกขมาตุ จะไปเอากฎถึงขนาดนั้นก็คงไม่ได้ ก็เพราะว่าไม่ใช่ภิกษุณี ถ้าภิกษุณีแล้ว โอ้โฮ! ปาราชิก แหม! รุนแรงนะ พระปัญญาธิคุณของพระพุทธเจ้านี่ หลายอย่างเราเองเราไปวิจารณ์ไม่ได้ มันเป็นเรื่องที่เราจะต้องเข้าใจ และจะต้องทำตามไปก่อนนะ เพราะฉะนั้น ถ้ามันเกินขอบเขตนี้แล้ว อย่าทำ หญิงชายถ้าเผื่อว่าจะทำ จะพยายามสังวรระวังกัน มันก็ดี มีผู้มาบอกอาตมาเหมือนกันนี่ พวกเรานี่ทำงานทำการร่วมกันไปแล้วก็ มันก็แล้วชักสนิทสนมกัน ยังโง้นยังงี้ ผู้หญิงผู้ชาย หนุ่มๆสาวๆ ก็สังวรกันบ้างก็ดีนะ มันจะได้ไม่เลยเถิด หรือว่าไม่ละเมิด เพราะเราเป็นนักปฏิบัติธรรม เราเน้นอันนี้ก็เน้นกันจริงๆ แล้วจะเห็นประโยชน์ แล้วอย่าไปตีกิน หรืออย่าไปอะไรต่ออะไรมาก ดูใจตัวเองจริงๆด้วย มันเป็นประโยชน์ตนและท่านกันจริงๆ ไม่ใช่ฉวยโอกาส ไม่ใช่หาเรื่องแต๊ะอั๋งอย่างชาวโลกเขา ไม่เอานะ (เสียงพูดแทรก:สุรา นารี...) ใช่ สุรา นารี เป็นข้าศึกแห่งพรหมจรรย์ ถาม พระปัจเจกพุทธเจ้า มีเกิดร่วมสมัยกับพระพุทธเจ้าหรือไม่ และจะมีเกิดในระหว่างที่ศาสนาพุทธยังทรงอยู่ได้หรือไม่คะ มาแล้วอจินไตย 2. พระปัจเจกพุทธเจ้าอาจสอนให้เกิดพระอาริยะ 4 เหล่าได้บ้างหรือไม่ 3. เพื่อนเคยคุยให้ดิฉันฟังว่า พระมหากัสสปะ เป็นพระอรหันต์มาก่อนที่จะมาบวชในสำนักของพระพุทธเจ้า ( ทำ นองบรรลุเอง เป็นแบบปัจเจก) ดิฉันไม่เชื่อ แต่ขอคำยืนยัน หรือคำอธิบายจากพ่อท่าน จะเป็นไปได้หรือไม่ ตอบ เอ้า! เกี่ยวกับเรื่องปัจเจกเสียส่วนใหญ่ เน้นปัจเจก ก็ขออธิบายคำว่าปัจเจกให้ฟังล่ะนะ เป็นความรู้ ปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าจะเรียกเต็ม เรียกว่าปัจเจกก็ได้ ปัจเจกนี่ แปลว่าส่วนตน เฉพาะตน ของตน ปัจเจกนี่ของตน ทีนี้คำว่า พุทธเจ้า เป็นผู้รู้ เพราะฉะนั้น มันมีแบ่งออกเป็น ปัจเจกที่เป็นของตนเอง ไม่ได้เป็นอย่าง.....พระเทวทัตจะไปเป็น เป็นปัจเจกของตนเองไป แล้วปัจเจกอย่างนี้ สอนคนไม่ได้ ไม่เป็นศาสนา ตั้งลัทธิ ตั้งกลุ่มศาสนาไม่ได้ บรรลุส่วนตนเท่านั้น ได้แต่ตนเท่านั้น มันจะได้ด้วยอย่างไรก็ตามแต่ ตาบอดขี่ถึกปอง ได้ไปบังเอิญก็ตามใจ ตาบอดขี่ถึกปองนี่ หมายความว่าคนตาบอดแล้วมันก็ไม่เห็น ใช่ไหม มันมีร่องอยู่เล็กๆ มันไปบังเอิญยังไงไม่รู้แหละนะ มันก็ไปพอดีเลย บังเอิญขี้มันไม่เลอะร่อง มันถูกร่องพอดีลงไปเหมาะเลยนะ มันเป็นความบังเอิญ ซึ่งที่จริงมันยากนะ ไอ้ตาบอดไม่ค่อยเห็นไม่ค่อยอะไรนี่ ขี้ไป ร่องเล็กๆด้วย นี่มันเลอะร่องนะ นี่ไม่เลอะร่อง ขี้ออกไปในร่อง แหม! ลอดปร๊าดพอดีเลย ไม่เลอะ ไม่อะไร มันยากนะ มันยากที่จะเป็นไปได้ แต่มันก็ฟลุกๆไปได้ ก็เอาเถอะ ถือว่าเรื่องกรณีพิเศษ แหม! มันไปยังไงมายังไง พล้อก มันลงพอดีๆเหลือเกินนี่ ก็แล้วไป แล้วมันไม่รู้รายละเอียด มันไม่มีอะไรลึกซึ้ง มันไม่รู้อะไรที่ชัดเจน มันไม่รู้รอบถ้วน มันสอนคนไม่ได้หรอก จะเป็นยังไงก็แล้วแต่ เขาจะพากเพียรยังไง มันไม่ละเอียดลออ ตั้งศาสนาไม่ได้ สอนคนไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราจะได้ยินคำพูดว่า ปัจเจกก็คือ ผู้ที่บรรลุได้เอง แล้วก็สอนคนไม่ได้ นี่เราได้ยินมาแล้ว ได้ยินมาเก่าๆแก่ๆ ใครเคยได้ยินมั่ง ปัจเจกนี่ บรรลุปัจเจกสอนคนไม่ได้หรอก เราเคยได้ยินมาโบร่ำโบราณ นี่คือปัจเจกชนิดหนึ่ง พุทธะนี่ อย่าไปแปลว่า พุทธเจ้า ศาสนาพุทธนะ พุทธะ ของภาษาบาลีเขาแปลว่า ผู้รู้ ผู้มีความรู้ ความรู้แล้วก็บรรลุอันนั้นแหละ บรรลุเอง บรรลุโดยที่เรียกว่าเขาจะบรรลุชนิดไหนก็แล้วแต่ มันไม่ได้อยู่ในสารบบของพุทธ แล้วพุทธไม่ต้องไปวุ่นวายกับเรื่องนี้นะ มันเป็นของสัตว์โลก ซึ่งมันเป็นได้ เป็นกรณีพิเศษ แล้วมันก็ไม่เกิดอะไร แล้วมันยากด้วยนะ โอ้โฮ! ตาบอดขี่ถึกปองนี่ ไม่ใช่ธรรมดา ยากนะ โอ๊! มันเป็นเรื่องกรณีฟลุกๆน่ะ แล้วมันก็ไม่เป็นระบบ มันก็ไม่รู้รอบ มันก็ไม่เข้าใจ จึงสอนคนไม่ได้ ตั้งลัทธิไม่ได้ (เสียงพูดแทรก) เขาได้ของเขาเอง ปัจเจกนี่หมายความว่า ต้องพยายามเข้าใจเนื้อหาของเขาเอง ส่วนตัวของเขาเอง เป็นของเขา ก็พาก เพียรไป อีกกี่ล้านปีๆๆเขาก็ทำของเขา มันเรื่องของเขา เขาพาก เพียรอยู่นั่น อุตสาหะ ซึ่งมันเป็นทางเหมือนกัน แต่มัน โอ้โฮ! มันยากเย็นแสนเข็ญ อาจจะเร็วก็ได้ เพราะฟลุกนี่ไม่แน่หรอก มันไม่มี ระบบนี่ จะว่าลัด จะว่าช้าอะไร มันบอกไม่ได้เลย เมื่อไหร่ก็ไม่รู้เรื่อง มันเป็นเรื่องที่ไม่เป็นระบบ ไม่เป็นระเบียบ ไม่เป็นอะไรเลย บอกไม่ได้ ตอบไม่ได้เลย เป็นเรื่องพิเศษจริงๆ แต่เขาได้ของเขาคนเดียว ของเขาเอง ปัจเจกของเขา นี่คือปัจเจกที่เรารู้กันเป็นส่วนมาก แต่โบราณกาล อาจารย์ต่างๆรุ่นดึกดำบรรพ์สอนมาก็อันนี้ รู้อันนี้ แล้วเอามาพูด อันนี้แหละ มันสับสน ปัจเจกที่พระพุทธเจ้าท่านกล่าวถึงนี่ บางครั้งท่านก็กล่าวถึงปัจเจกแบบนี้ อย่างพระเทวทัตเป็นต้น จะได้เป็นในอนาคต เพราะพระเทวทัตมีจิตดิ่ง ขนาดเจอพระพุทธเจ้าสอนนี่ยังดื้อด้าน จิตดิ่ง เพราะฉะนั้นพระเทวทัตจะเอาจริง มีมานะ จะต้องเอาให้ได้ แล้วเขาก็จะไปของเขา พระเทวทัตนี่นะ แต่เราเข้าใจผิดอยู่ว่า พระเทวทัตจะ ได้เป็นปัจเจกพุทธะในอนาคต องค์ใดองค์หนึ่ง แล้วมาเข้าใจว่า จะเป็นอย่างที่อยู่ในพุทธ ไม่หรอก บาปของพระเทวทัตไม่มีสิทธิ์ที่จะได้เข้าพุทธ ฟังดีๆ เป็นความลึกซึ้ง จะพูดอจินไตยก็พูดให้ฟัง จะพูดรายละเอียดที่มันยากที่จะอธิบาย มีเวลาบ้างก็พูดนะ อันนี้ตั้งใจ จะอธิบายให้ฟัง ปัจเจกนะ ทีนี้ 2 ปัจเจกสัมมาสัมพุทธะ ต้องเข้าใจให้ชัดว่า มันแบ่งเป็นปัจเจกที่ต่างกัน 2 อันนี่ 2 ใหญ่ แกนใหญ่ เพราะฉะนั้นปัจเจกอันนั้นเข้าใจเสียแล้ว แล้วเข้าใจเป็นปัจเจกอันนั้นมาใช้ปนเปอยู่ในพุทธ เสีย ไม่ถูก เพราะฉะนั้นเราพูดถึงปัจเจกของพุทธ ถ้าจะเรียกเต็ม จะต้องเรียก ปัจเจกสัมมาสัมพุทธะ จะเรียกเจ้าก็ได้ ถ้าเจ้านี่ก็ต้องมีความหมายว่าเป็นเจ้าอย่างหนึ่ง ปัจเจกสัมมาสัมพุทธะ ก็คือ ลูกศิษย์พระพุทธเจ้าโดยตรง และเป็นขั้นเป็นตอนที่ท่านตรัสไว้ในสูตรเยอะแยะเลยว่า พระปัจเจกพุทธเจ้านี่ต้องเคารพคารวะ ต้องอะไรต่ออะไรต่างๆนานาอีกหลายๆอย่างนี่ ซึ่งจะเป็นผู้บำเพ็ญขึ้นไปเป็นพระพุทธ เจ้า เป็นลำดับรองจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกสัมมาสัม พุทธะนี่รอง ทีนี้ในระยะที่เป็นปัจเจกนี่แหละนะ มียาว มีมาก มีเยอะ ปัจเจกสัมมาสัมพุทธะนะ เข้าใจแล้วนะว่า ปัจเจกที่ไม่ใช่นอกเรื่อง นอกราวนอกรีตพุทธนั้นอีกอันหนึ่ง แล้วเข้าใจเอามาปนเปกับพุทธด้วย แต่ปัจเจกสัมมาสัมพุทธะนี้ก็คือ ผู้ที่ได้มีภูมิธรรมเอง บรรลุอรหัตผล บรรลุแล้ว เสร็จแล้วก็ยังวนเวียน เป็นพระโพธิสัตว์อยู่ ปัจเจกพุทธเจ้านี่ก็อยู่ในสภาพของโพธิสัตว์นั่นแหละ แต่ใหม่ๆมันก็ยังไม่หรอก มันต้องอาศัย อาศัยเชื้อของพระพุทธเจ้า อาศัยตำรา อาศัยความรู้ อาศัยสิ่งที่เชื่อมโยงอยู่ มันก็ยังไม่เป็นของตัวเอง 100% อย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี้เป็นสยัมภูนี่ มันไม่มีแล้วเนื้อเชื้อของพุทธะ ไม่มีเลย มีแต่ เห็นมั้ยล่ะ อย่างลัทธิฤาษี ลัทธิอะไรต่ออะไรมากมายก่ายกอง พระพุทธเจ้าโผล่ขึ้นมานี่ ค้านแย้งกันเลย เป็นคนละเรื่องคนละราวไปเลย แล้วไม่มีเนื้อเชื้อที่จะเหลือ ถ้าเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรอก ในยุคใดยุคหนึ่งก็จะหมดเชื้อศาสนาพุทธแล้ว เมื่อในยุคในเชื้อที่ไม่มีศาสนาพุทธ ท่านเรียกว่าพุทธันดร ไม่มี ตอนนั้นไม่มีพุทธนะ ช่วงนั้นไม่มีพุทธศาสนาแล้ว ภัทรกัป นั่นยุคที่มีพุทธอย่างดี ภัทระ แปลว่าดี พุทธันดรนั่นแหละว่างจากพุทธนะ ตอนพุทธันดรนี่ ไม่มีพุทธศาสนาแล้วนะ ไม่มีพุทธศาสนา ไม่มีหรอก แล้วก็ไม่รู้จักพระพุทธศาสนา ไม่มีเรื่องพุทธศาสนา เพราะฉะนั้นในช่วงนี้นี่ คนเกิดมา หรือผลัดพระปัจเจกพุทธเจ้า พระปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าเกิดมาในช่วงนี้ๆ แต่ยังไม่ต้องมา สร้างศาสนาพุทธ จะต้องมาเรียนรู้ จะต้องมาช่วยโลกบ้าง เท่าที่เป็นไปได้ มันมีคนตั้งเท่าไหร่ๆล้านนี่ มันก็มีเศษ มีตก มีหล่น มีเชื้อ มีญาติ ญาติทางพุทธอยู่บ้าง ก็มาช่วยเหลือไปบ้าง หรือมาเรียนโลกวิทูให้สมบูรณ์ สอนไม่ได้หรอก ตั้งศาสนาก็ยังไม่ได้ ยังไม่ใช่กัปใช่กัลป์ พระปัจเจกหลายระดับมาเกิด มาเกิดแล้วก็ศึกษา อย่างพระปัจเจกที่ยังน้อยกว่านี้ต่ำกว่านี้ ก็จะศึกษาไป อย่างอาตมานี่ยังไม่ใช่ปัจเจกนะ ปัจเจกอย่างที่จะไปเกิดในยุคที่จะต้องมาศึกษาโลกวิทู ชนิดที่จะต้อง ชนิดที่จะไม่มีเชื้อของศาสนาพุทธแล้ว แล้วก็มีเอง รู้เอง มีมรรคองค์ 8 มีอะไรๆของตัวเอง แล้วพูดกะคนไม่รู้เรื่องหรอก ยุคนั้นคนพูดไม่รู้เรื่อง นี่ก็มีนัยว่าสอนคนไม่รู้เรื่องเหมือนกัน ว่าพระปัจเจกนี่ ท่านไม่สอนคนหรอก ไม่ใช่ว่าพระปัจเจกสัมมาสัมพุทธะนี่ไม่สอนคน เพราะท่านไม่มีภูมิ ไม่ใช่ เห็นมั้ย ต่างกับพุทธ ปัจเจกแบบนอกรีต ปัจเจกนอกรีตนั่นน่ะ ไม่มีภูมิสอน แต่พระปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าในระดับอย่างนี้แล้วนี่ มีภูมิมากด้วย แต่คนไม่มีภูมิ คนภูมิต่ำเกินกว่าจะสอน นั่นหนึ่ง สอง ศาสนาพุทธยังไม่ต้องเกิด คนมีภูมิพุทธมากแล้วด้วย เป็นอยู่สุขแล้วด้วย ยังไม่จำเป็นที่จะต้องมีศาสนา ศาสนาพระพุทธเจ้าก็ยังอยู่ในเนื้อ มันคือเหมือนไม่มีศาสนา อันนี้ยาก อันนี้เข้าใจยาก คือเหมือนไม่มีศาสนา แล้วคนก็เป็นสุข แล้วก็ไม่ใช่พุทธ แต่ที่จริงก็คือเนื้อพุทธ แต่พระปัจเจกพุทธเจ้าที่ยิ่งใหญ่ จะต้องมารู้หมดทุกระยะ ทุกโอกาส จะต้องมาเป็น จะต้องมาเห็น จะต้องมาสัมผัสจริง ไม่ใช่มานั่งด้นเดา จะต้องเป็น ที่จริงมีมากกว่านี้นะ อาตมาคงขยายให้ฟังพอเป็น ระดับๆ 1-2-3-4-5 ระดับเท่านั้น ที่จริงมันมีซอยละเอียดมากกว่านี้นะ ทีนี้ พระปัจเจกที่สั่งสมความเป็นปัจเจก อาตมาขอบอก อย่าหาว่าอาตมาอวดอุตริมนุสธรรม อาตมาสั่งสมความเป็นปัจเจกนะ ชาตินี้ที่อาตมาบอกว่า อาตมาไม่มีอาจารย์ เขาก็หมั่นไส้ว่า อาตมาก็เป็นสยัมภูซิ เป็นผู้ที่ตรัสรู้เองซิ มันมีส่วนๆ แต่มันยังไม่ยิ่งใหญ่หรอก มันยังมีเชื้อ อาตมาต้องมาอาศัยตำรา อาศัยภาษา อาศัยโน่นนี่ แต่ไม่มีใครสอนอาตมา อาจารย์อาตมา ถ้าเป็นอาจารย์อาตมาก็ต้องเป็นอาจารย์ผู้สอน อาตมาก็ต้องบรรลุตามคำสอน ตามความหมาย อาจารย์ต้องบรรลุก่อนอาตมาด้วย ใช่ไหม อาจารย์ต้องบรรลุก่อนอาตมาด้วย แล้วอาจารย์สอน อาตมาก็ต้องบรรลุตามอย่างนั้น พูดไม่ขัดแย้งกันเลย อาจารย์กับลูกศิษย์ที่แท้จริงของกันและกัน มันจะไปขัดแย้งกันได้ยังไงนะ ลูกศิษย์ที่มันยังไม่เก่ง มันก็ขัดแย้งอาจารย์บ้างเป็นธรรมดา แต่อาจารย์กับลูกศิษย์ มันจะไม่ค้านแย้งกันเป็นอันขาด อาจารย์กับลูกศิษย์ที่แท้ จะไม่ค้านแย้งเป็นอันขาด เพราะฉะนั้นอาตมาเกิดมาชาตินี้ อาตมานี่สั่งสมความเป็นปัจเจก แต่ยังไม่ถือว่าเป็นปัจเจกพุทธะ สั่งสมความเป็นปัจเจก นี่พูดให้ฟังอย่างบริสุทธิ์ อย่างธรรมดา สั่งสม อาตมาไม่ต้องมีอาจารย์ เพราะมีของตนเองอยู่แล้ว แล้วมีสิ่งนี้เอามาพิสูจน์ ท้าทาย อาตมามาทำงานอันนี้จริงๆ เป็นโพธิสัตว์มาทำงานอันนี้จริงๆ แล้วสั่งสมบุญอยู่ สั่งสมบุญไปๆ ไปเรื่อยๆ กี่ยุคกี่ก

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน