330508 วิสาขบูชา 33 แสดงโดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2533
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์361 KB
วันที่แก้ไข15 กรกฎาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

330508_เรียนรู้อวิชชาพาให้เกิด วิสาขบูชา 33 แสดงโดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก

พ่อครูว่า… วันนี้เป็นวันวิสาขบูชานะ ที่อโศกเรานี่ วันวิสาขบูชานี่ เราพยายาม อาตมาเองล่ะ เป็นคนควบคุมนโยบายดูแล แล้วอะไรต่ออะไรมาอยู่ตลอดเวลา วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญของศาสนาพุทธ ซึ่งแม้แต่ต่างประเทศน่ะ ที่เป็นพุทธเขาก็รู้ร่วมกันว่า วันวิสาขบูชานี่เป็นวันสำคัญน่ะ ไปที่อื่น ประเทศอื่น เขาก็ฉลอง หรือว่าถือกันว่า วันนี้เป็นวันสำคัญ เขาก็ประพฤติปฏิบัติ เรียกว่าเน้น ใช้ อันนี้เป็นนโยบายของสังคมมนุษยชาติ พยายามที่จะกำหนดวันที่สำคัญขึ้นมา ให้เร่งรัดพัฒนาเตือนสติ รอบหนึ่ง อาทิตย์หนึ่ง เดือนหนึ่ง ปีหนึ่ง หรือหลายปีก็ตาม แม้แต่ว่าบอกนี่ครบรอบ 10 ปี ครบรอบ 20 ปี ก็เพื่อจะใช้สักวันหนึ่งเป็น การเน้น เป็นการย้ำเตือนให้ระลึกถึงความสำคัญ มันมีอะไรสำคัญ มันมีอะไร เกิดขึ้น ทุกอย่างมันเป็นเหตุการณ์ธรรมดาๆ ของสิ่งที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป แม้บางสิ่งบางอย่างจะดับไปแล้ว ก็เป็นตัวอย่างอันดีให้แก่ผู้ที่ยังตั้งอยู่ หรือสิ่งที่จะเกิดต่อไปน่ะ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ดับไปอย่างดี ดับสนิท ดับอย่างดี ดับอย่างสันติ ดับอย่างถูก ว่าสิ่งที่ควรดับ อกุศล ทุจริต กิเลส เป็นต้น คือบาปทั้งปวง ดับได้อย่างดีที่สุด ไม่เกิดอีก มันเป็นสภาพที่สูงสุดในความดับ เมื่อดับอย่างนั้นได้ มันก็จะเหลือพฤติกรรม ความเป็นอยู่ ความตั้งอยู่ หรือแม้แต่สิ่งที่ไม่รู้ เรียกว่า อวิชชา มันก็ยังจะเกิดใหม่ สิ่งที่เกิดคืออวิชชาทั้งนั้น คือความไม่รู้รอบใน ความดับสนิท ความดับสนิทนี่เป็นความรู้รอบ เป็นความเป็นได้อย่างสำคัญที่สุด เรียกว่าความดับสนิท มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น ที่ตรัสรู้ความดับสนิทที่ประเสริฐที่สุด ไม่ใช่ไปดับเอาสิ่งที่ดี ไม่ใช

อ่านต่อ

่ไปดับเอากุศล ไปดับเอาสุจริต ไปดับเอาสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ที่จะไปดับเขา เช่นพวกอวิชชา ดับเขาไม่ได้ เขายังจะเกิดอยู่ แต่ควรจะต้องสอนเขาบอกเขา ให้เขารู้ว่าอะไรไม่ควรจะเกิด อะไรไม่ควรจะตั้งอยู่ ให้เขาได้พัฒนา ให้เขาได้เจริญมาสู่ความดับสนิท เพราะฉะนั้น เมื่อกิเลสดับสนิทได้อย่างแท้จริงแล้ว พระพุทธเจ้าถึงได้ตรัสว่า พระอรหันต์นี่ ใครอย่าไปกล่าวนะ ว่าพระอรหันต์ตายแล้วสูญ พระพุทธเจ้าถือว่า ผู้ที่กล่าวอย่างนั้นเป็นโมฆะ อันนี้ดูเหมือนพระสูตรเราเจอกันอยู่ ในเถรวาทนี่แหละ ใครนะเจอแล้ว แล้วก็เอามายืนยัน ในยมกสูตร หรืออะไรนี่ คืออย่าไปกล่าวว่าพระอรหันต์ตายแล้วสูญ พระพุทธเจ้าท่านไม่ตรัส ว่าพระอรหันต์ตายแล้วสูญหรือตายแล้วเกิด ถ้าผู้ใดกล่าวอย่างนั้น เป็นการกล่าวผิด เป็นมิจฉา เรื่องการเกิดอยู่นั้น ถ้าเผื่อว่าเราได้ดับสนิท สิ่งที่ประเสริฐที่สุด สิ่งที่ยอดที่สุด คือดับกิเลส ต้องรู้ว่ากิเลสคืออะไร แล้วดับกิเลสได้จริงๆ เลย พระอรหันต์เจ้าทุกพระองค์ ที่ยังมีชีวิตอยู่ นั่นล่ะดับสนิททั้งนั้นแหละ ดับกิเลส คือไม่เกิดอีกในกิเลสนั้น ไม่เกิดอีกจริงๆ แต่สิ่งที่ยังตั้งอยู่คือขันธ์ 5 คือพฤติกรรม คือความเป็นอยู่ของมนุษย์อันดีงาม เป็นกุศล เป็นสุจริต เป็นความสมดุล เป็นความเป็นไปอย่างสันติ สงบ อิสรเสรีภาพ มีภราดรภาพ มีสมรรถภาพ ในตัวท่านมีบูรณภาพของท่าน ไม่มีเว้า ไม่มีแหว่ง ไม่มีพร่อง ไม่มีน้อย ไม่มีมาก เป็นความเต็ม เป็นความครบพร้อม เป็นบูรณภาพ แล้วก็ท่านก็พยายามที่จะสร้างวงบูรณภาพนั้น ให้มันกว้างขึ้น เท่าที่จะสามารถ ด้วยกุศลเจตนา ความตั้งใจจริง ก็สร้างบูรณภาพนั้นขึ้นมา เท่านั้นเอง แล้วก็จะเกิดความ ตั้งอยู่ ตั้งอยู่อย่างดี ตั้งอยู่อย่างสมดุล

ความเกิดของผู้อวิชชา 1. เราห้ามความเกิดของผู้อวิชชาไม่ได้ พระพุทธเจ้าก็ห้ามไม่ให้ใครเกิด ไม่ได้ ในโลกนี้จะต้องมีอวิชชา จะต้องมีมนุษย์เกิด พระพุทธเจ้าท่านห้ามมนุษย์ ไม่ให้เกิด ไม่ได้ เมื่อเกิดมาพร้อมกับอวิชชา ก็จะมาเป็นส่วนหนึ่งในโลก ที่จะทำให้ความลำบากเกิดขึ้นในโลก ผู้ที่อวิชชานี่แหละ จะทำให้ความลำบากเกิดขึ้นในโลก ที่ห้ามไม่ได้ เป็นไปไม่ได้ที่จะห้ามอวิชชา หรือคนมีความไม่รู้ มีความไม่เข้าใจถ่องแท้ มีความไม่มีปัญญา และมีกิเลส ห้ามคนที่มีกิเลสเกิด เกิดออกมาจากท้องพ่อท้องแม่นี่แหละ ห้ามไม่ได้ มันจะวนเวียน มันจะเกิดอยู่นานับกัปกาล ตลอดนิรันดร์ เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงเป็นที่พึ่งของโลกจริงๆ เกิดครั้งใด พระพุทธเจ้าก็เป็นที่พึ่งของโลก ปลูกฝังศาสนาเอาไว้ ศาสนาก็เป็นที่พึ่งของโลก ทดแทนไว้ให้แก่โลก เพราะฉะนั้นพระสาวกต่างๆ ก็นำสิ่งนี้มาถ่ายทอด พระสาวกทุกพระองค์ที่ได้เป็นพระอรหันต์ ก็เป็นผู้ที่สบายแล้วจริงๆ มีความดับสนิทจริงๆ เพราะฉะนั้นตั้งอยู่ จึงมีความตั้งอยู่อย่างสมดุล ตั้งอยู่อย่างไม่เป็นทุกข์ ส่วนสิ่งที่มันจะต้องเกิดมา คือปุถุชน หรือคนที่มีอวิชชา เขาก็ยังต้องเกิดมา ก็ช่วยเขา แล้วเหล่าบุคคลเหล่านั้น เราจะได้มาเป็นอริยะ ได้มาเป็นพระสาวก ได้มาเป็นผู้ถึงความดับสุดได้อีก วนเวียนอยู่อย่างนั้นแหละ ช่วยกันไป ที่เราคิดไม่ได้ ว่าพระอรหันต์จะเกิดอีก หรือไม่เกิดอีกนั้น มันเป็นอจินไตย ไม่จำเป็นต้องคิด แต่ถ้ารู้ด้วยปัญญาแล้ว ความจะเกิดมาที่มีสิ่งเที่ยงแท้ ที่เรียกว่านิพพานนั้นน่ะ นิพพานนั้นเป็นสิ่งที่ไม่แปรปรวน เป็นสิ่งที่ทำได้ จบกิจก็ถาวร จบกิจแล้ว ได้แล้ว ได้เลย แค่ได้เป็นพระโสดาบัน ก็เป็นผู้เที่ยงชนิดหนึ่งแล้ว ที่พระพุทธเจ้าท่านยืนยันตรัสไว้ว่า เป็นผู้เที่ยงต่อนิพพาน และผู้ที่ยิ่งมีนิพพานสมบูรณ์ เป็นพระอรหันต์แล้ว ยิ่งเป็นผู้ที่ไม่แปรปรวน ไม่เปลี่ยนแปลง เป็นผู้ที่ถาวรมั่นคงในความดับสนิท แล้วท่านก็ซื่อตรง จริงจัง จริงใจ ในความบริสุทธิ์สะอาด ที่จะมีเมตตาเกื้อกูล เพราะเห็นจริงว่าโลกนี้มันมีทุกข์ โลกนี้มันมีทุกข์เพราะกิเลส เพราะอวิชชา ชีวิตนี้มันง่าย มันมีระบบ คนเรามีคุณธรรม คนเรามีความเมตตาเกื้อกูล มีการช่วยเหลือเฟือฟาย มีความขยัน มีความอดทน ซึ่งสร้างได้ อบรมฝึกฝนได้ มีกุศล คนเรามีกุศลได้ มีศีลธรรม หรือมีกุศล มีคุณค่าคุณงามความดี เพราะฉะนั้นเมื่อยังอยู่ ยังมีชีวิต ยังมีการดำเนินไป เรียกว่า คตะ คโต ก็จะต้องดำเนินไปด้วยดี เรียกว่า สุคโต หรือพระสาวกที่เรียนรู้ดี ก็เป็นสัมมัคคโต ดำเนินไปด้วยดี มีความสมดุล มีธรรมชาติที่ดี มีองค์ประกอบที่สมบูรณ์พร้อม ที่ดี ดำเนินไปอย่างไม่เดือดร้อน แก้ไขปรับปรุงความบกพร่องไปเรื่อยๆ แล้วก็พัฒนาสิ่งที่ควรจะเป็น ควรจะมีให้ยังอยู่ ตั้งอยู่อย่างดี ถ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ตรัสเรียกท่านว่า ตถาคโต สูงสุด ตถ หรือตถา ตถานี่แปลว่าความเป็นจริง เป็นไปด้วยความเป็นจริง เรียกว่าเป็นตัวอย่างของความเป็นจริงในโลก ความเป็นจริงที่อาตมาเคยพูดแล้วว่า เป็นจริง ที่เรียกว่า สัจธรรม ความที่ทรงอยู่ ธรรมะ แปลว่าความยังทรงอยู่ ที่เป็นสัจจะจริงๆ นั้น ที่ยังทรงอยู่ ยังไม่สูญ ยังไม่สิ้น ยังไม่หมดไป สิ่งที่ทรงอยู่ ที่เป็นสัจธรรม ธรรมะไม่ใช่ความ ธรรมะนี่เป็นสิ่งที่ทรงไว้ หรือทรงอยู่ ภาษาธรรมะหมายถึงสิ่งที่ทรงไว้ทรงอยู่ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ทรงไว้ทรงอยู่ จะต้องทรงไว้ ทรงอยู่อย่างดี เคยให้คำนิยามมาแล้วว่า สัจธรรม ซึ่งแปลว่า ความจริง สัจจะแปลว่าความจริง ความจริงนั้นจะต้องเป็นความดี ทรงอยู่ในความจริงนั้น คือความดี ความเป็นประโยชน์คุณค่า ดี เป็นประโยชน์คุณค่า ถูกต้อง ความดีนั้นจะต้องดี แล้วถูกต้อง เป็นประโยชน์คุณค่า พ้นทุกข์ และต้องเป็นความเป็นไปได้ สิ่งที่เป็นไอเดีย หรือเป็นความนึกคิด เป็นปรัชญา เป็นหลักการอะไรก็แล้วแต่ ทฤษฎีอะไรก็แล้วแต่ ที่ดูสูงส่ง เป็นปรัชญา เป็นสุภาษิต เป็นอะไรก็แล้วแต่ ที่จะคิดน่ะ โดยหลักเหตุหลักผลที่วิเศษวิเสโส ดูสวยหรู อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นไปไม่ได้ ไม่เรียกว่าสัจธรรม เมื่อเรามาพิสูจน์สัจธรรม ก็คือมาพิสูจน์ความเป็นไปได้ แล้วเงื่อนไขประกอบก็ต้องเป็นไปเพื่อความพ้นทุกข์อย่างสูงสุด พ้นทุกข์อย่างประเสริฐ อย่างอริยสัจน่ะ ต้องเป็นไป แล้วสิ่งนั้นต้องเป็นประโยชน์ ถูกต้องและดี จึงจะได้อาศัย ทรงไว้อาศัยน่ะ เพราะฉะนั้น ธรรมะส่วนหนึ่ง เราเรียกว่า ธรรมชาติ ธรรมะส่วนหนึ่ง ส่วนที่จะเป็นธรรมชาตินั้นแหละ เราได้อาศัย ผู้ที่จะเป็นธรรมชาตินั้น จะต้องเป็นผู้ที่เรียนรู้ธรรมะอีกส่วนหนึ่ง ธรรมะอันเรียกว่า นิโรธทวาร คือสายดับ นิโรธทวาร สายดับ ต้องเรียนรู้ พระพุทธเจ้าท่านสอนทั้งสายดับและสายเกิด แต่ความเกิดนั้นมันเกิดง่าย มันเรียนรู้ความเกิด แล้วมันก็จะเกิดใหญ่ เกิดโต เกิดจนกระทั่งมากเกิน จนกระทั่งเป็นทุกข์กัน อันนั้นไม่รู้กันง่ายๆ ถ้าผู้ใดรู้ ความดับ โดยเฉพาะดับกิเลสที่เป็นความเห็นแก่ตัวเป็นผีร้ายน่ะ โลภ โกรธ หลงนี่ เป็นผีร้าย เป็นตัวเหตุปัจจัยที่ทำให้ไม่เป็นสุข มีแต่ทุกข์ ไม่ประเสริฐสูงสุด พระพุทธเจ้าท่านค้นพบเหตุร้ายที่สุด คืออันนี้น่ะ แล้วก็ฆ่าอันนี้ให้ตายจริงๆ ยิ่ง ฆ่าอันนี้ตาย ฆ่ากิเลสตายเท่าไรได้ ความประเสริฐจะเกิดขึ้นมาจริงเอง ธรรมชาติที่ดีจะเกิดขึ้นมาเอง เกิดขึ้นมาอย่างมีญาณปัญญา แล้วเราก็จะปรับไป อย่างพวกเราได้ปรับธรรมชาติอยู่ทุกวันนี้ ที่ปรับได้เพราะเรามีความจริงที่เป็นไปได้แล้ว ไม่ฝืน ไม่แกล้ง ไม่พราง ไม่ลวง มีมากเท่าไหร่ การดับกิเลสได้มากนี่ เป็น ความจริง ที่ได้มากเท่าไหร่ ปัญญาก็ยิ่งสว่าง ความเกื้อกูล ความขยันหมั่นเพียร กุศลเหล่านี้ต้องสร้างขึ้น มันจะเกิดขึ้นอย่างจริงใจ เมตตาก็สร้างขึ้น อดทนก็สร้างขึ้น ความกตัญญูกตเวทีใดๆ ก็สร้างขึ้น สร้างขึ้น แล้วความจริงที่จะซื่อสัตย์สุจริต มันก็จะเป็นจริงขึ้นไปเรื่อยๆ จะกอบก่อกุศลทั้งหลายแหล่นี่ ที่อาตมา ยกตัวอย่าง กุศลมันมีมากกว่านี้ ยกตัวอย่างกุศลที่ชัดๆ ให้เห็นนี่ มันจะเกิดขึ้น กุศลก็ต้องอบรมฝึกฝน เราไม่มีจิตเมตตา ถ้าไม่พยายามเข้าใจว่า เมตตาคืออะไร แล้วก็อบรมตนฝึกฝนตนไปเรื่อย กายกรรม วจีกรรม มโนกรรมที่เกิดอยู่ เป็นอยู่ สัมผัสสิ่งนั้นสิ่งนี้ ก็ต้องพยายามรู้ตัวทั่วพร้อม ทำให้เรามีเมตตามากขึ้น ในภาษาของศาสนาอื่น เขาเรียกว่าความรัก แต่ไม่ใช่เรื่องกาม ไม่ใช่ เรื่องสร้าง การเกิดของปุถุชนนั้นจะเกิดอยู่ เพราะเขาไม่รู้ เขาจะต้องสมสู่ เขาจะต้องเป็นผู้สร้างความเกิดเกิด เพราะฉะนั้น ในสิทธิของพระอรหันต์นั้นจะสูญ ปรินิพพาน ดับแล้วไม่หยั่งลงสู่ครรภ์อีก ได้สนิท ไม่เกิดอีก ในสิ่งที่จะเป็นวิบากของตน กรรมวิบาก หรืออัตภาพของตนนั้นสลายได้ในศาสนาพุทธ หมดอัตตา หมดอัตภาพ สิ่งที่นำเกิดคือกิเลส คืออวิชชา คือยังมีตัวตนนำเกิด ผู้ที่ดับสนิทแล้ว คือดับเหตุสนิทแล้ว ไม่นำเกิดอีกเลย ไม่หยั่งลงสู่ครรภ์อีกได้ เพราะฉะนั้น ไม่ต้องกลัวว่าจะอะไรไม่เกิด ไม่ต้องกลัวว่าโลกนี้จะไม่มีอะไรเกิด อย่างที่มาย้อนแย้ง มาพ้อว่า ถ้าเผื่อว่านี่ เป็นพระอรหันต์หมดแล้วนี่ ก็สูญพันธุ์สิ มนุษย์ อะไรจะมาเกิด มันเป็นไปไม่ได้ ไม่มีทฤษฎีไหนที่จะไม่ให้มนุษย์ หรือสัตว์โลกเกิดอยู่ ไม่มี ทฤษฎีของพระพุทธเจ้าก็ทำไม่ได้ ที่จะให้โลกทั้งหมดนี้ ท่านแบ่งคนเป็น 2 พวกใหญ่ๆ เวไนยสัตว์ กับอเวไนยสัตว์ ขนาดเวไนยสัตว์ยังสอนไม่ได้ทั้งหมดเลย เวไนยสัตว์คือสัตว์ที่สอนได้ พัฒนาได้ ส่วนผู้ที่มีภูมิต่ำกว่านั้น ท่านตัดขีด เอาไว้เป็นบัวใต้ตม หรือเป็นอเวไนยสัตว์ สอนไม่ได้ อเวไนยสัตว์สอนไม่ได้ เมื่อสอนไม่ได้ เขาก็เป็นอยู่อย่างของเขาเป็น เขาก็มีอวิชชา เขาก็ต้องมีโลกียะ ก็ระเริงสุขของเขาอยู่ เราเรียนมาแล้วว่า สุขอย่างโลกียะ สุขอย่างปุถุชน เขาก็ เสพสุขด้วยลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ที่มันสัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจของเขา เขาก็มีความสุขอยู่แค่นั้นแหละ แย่งกันชิงกัน เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า ในชีวิต เขามีชีวิตอยู่ได้ด้วยโลกียสุขอย่างนั้นเป็นสิ่งอาศัย เป็นชีวิตชีวาที่ทนได้ ถ้าเขาไม่ได้สมใจ เขาทนไม่ได้ ก็ถึงทำความเดือดร้อน ฆ่าแกง ทำร้าย ทำลาย มีอยู่ให้เห็น มีอำมหิต โหดร้าย รุนแรงกันได้ทุกอย่างๆ ก็เขาก็ทำกันอยู่ พระพุทธเจ้าก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะไปบังคับให้คนฉลาด ให้คนเป็นเวไนยสัตว์ไปทั้งหมด บังคับไม่ได้เลย เป็นเรื่องของฐานานุฐานะ ไม่เป็นฐานะที่จะทำให้อเวไนยสัตว์นั้นสอนได้ อฐานะมีมากมาย ไม่เป็นไปได้ ไม่เป็นฐานะที่จะมีพระพุทธเจ้าเกิดพร้อมกัน 2 องค์ อย่างนี้เป็นต้น ไม่เป็นฐานะที่จะเป็นไปได้ ที่จะให้อเวไนยสัตว์นั้นเรียนรู้อริยสัจ เป็นความจริง ถ้าไม่จริง พระพุทธเจ้าก็ตรัสไม่จริงอีกแหละ พระพุทธเจ้าแบ่งอเวไนยสัตว์กับ เวไนยสัตว์ไว้เป็น 2 พวก พวกหนึ่ง สอนไม่ได้ มันก็สอนไม่ได้ เมื่อสอนไม่ได้ เขาก็ยังวนเวียนเกิดอยู่ ยังทำร้าย ทำเลวอยู่ เพราะเขาไม่รู้แจ้งในกุศลอกุศลอย่างชัด แล้วเขาไม่รู้คุณค่าของความไม่ดี หรืออกุศล ทุจริต เขาไม่รู้ถึงโทษภัย แล้วเขาก็ไม่รู้คุณค่าที่จริงๆ คุณค่าของคุณงามความดี เขาไม่เคยพิสูจน์คุณงามความดี ว่าเราพึ่งคุณงามความดีได้จริงๆ ชีวิตนี้ไม่ต้องหลงใหลไปกับโลกที่วุ่นวาย ฟุ้งซ่านฟุ้งเฟ้อ หรูหรา ฟู่ฟ่า หลงใหลเหน็ดเหนื่อยที่บำเรอตน มีอัตตา ตนมันน้อยที่จริงน่ะ ตนมันน้อย ตนนี่ไม่ใหญ่ ไม่โตไม่มาก อาศัยไว้ในโลกนี้ ไม่ต้องเปลือง ไม่ต้องผลาญ ไม่ต้องมาก มีประโยชน์คุณค่าต่อผู้อื่นมาก ตัวคนแต่ละคนนี่ เมื่อได้อบรมฝึกฝนพากเพียรตนให้ดี ตนเป็นคนดีแล้ว จะเป็นทรัพยากรของโลก เป็นอุปกรณ์ของโลก ที่มีคุณค่าต่อโลกมาก ไม่ทำลาย ไม่ทำลายสัตว์โลก ไม่ทำลายธรรมชาติ ไม่ทำลายสิ่งที่ควรจะอยู่ ควรจะตั้งอยู่ในโลก มีแต่สนับสนุนให้การช่วยเหลือ เป็นแรงงานสร้างสรร ไม่เอาเปรียบ ไม่เอารัดอะไร เป็นคุณค่าที่เกื้อกูล อุ้มชูโลกอยู่ ให้โลกไม่พร่อง โลกนี้มันพร่องอยู่เป็นนิจ พระพุทธเจ้าท่านตรัส มันพร่องก็เพราะว่า คนไม่เข้าใจสัจธรรม ก็ได้แต่ทำลาย การพร่องลงก็คือการถูกทำลายลง เพราะฉะนั้น ผู้ที่ไม่รู้ ก็คือผู้ทำลายโลก ส่วนผู้ที่รู้ ก็คือผู้ที่อนุเคราะห์โลก มันมีอยู่ 2 ทิศ เรามาฝึกฝนตน มาศึกษาความจริง แล้วก็ได้รู้ความจริง ได้อาศั ย รู้จักสุขที่ดี สุขที่ดีสูงสุด สุขที่ดีขึ้นมาพอประมาณ และสุขที่ผลาญให้โลกพร่อง ก็คือสุขอย่างปุถุชน ที่เราเรียนไปแล้ว แบ่งเป็นสุข 3 อย่าง จะอ่านพระสูตรตบท้าย ที่ท่านอธิบายถึงฌานมา แล้วก็ต่อมานิดหนึ่งให้ฟัง ปุถุชนกับอริยสาวก ต่างกันอย่างไร ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้มิได้สดับ ย่อมเสวยเวทนาที่เป็นสุขบ้าง เป็นทุกข์บ้าง ที่มิใช่ทุกข์ มิใช่สุขบ้าง อริยสาวกผู้ได้สดับ ก็เสวยเวทนาที่เป็นสุขบ้าง เป็นทุกข์บ้าง ที่มิใช่ทุกข์ มิใช่สุขบ้าง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อะไรเป็นความผิดแผกแตกต่างกันในบุคคลเหล่านั้น อะไรเป็นเครื่องทำให้อริยสาวกผู้ได้สดับ ต่างจากปุถุชนผู้มิได้สดับ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้มิได้สดับ เมื่อทุกขเวทนาถูกต้อง ย่อมเศร้าโศก ลำบากใจ คร่ำครวญ ย่อมตีอก พิไรรำพัน ย่อมมืดมน ย่อมเสวยเวทนา 2 ทาง คือทางกาย และเวทนาทางใจ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับ เมื่อทุกขเวทนาถูกต้อง ไม่เศร้าโศก ไม่ลำบากใจ ไม่คร่ำครวญ ย่อมไม่ตีอก พิรี้พิไรรำพัน ย่อมไม่มืดมน ย่อมเสวยเวทนาเพียงทางเดียว คือทางกาย ไม่เสวยเวทนาทางจิต ผู้ไม่ได้เรียนรู้นะนี่ พออ่านอันนี้ให้ฟังแล้ว ก็ไม่เข้าใจหรอก เวทนาทางกาย เวทนาทางจิต อันนี้แหละ ไขความว่าดับเวทนา เมื่อถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ ดับเวทนา ที่จริงไม่ได้ดับสัญญานะ เวทนาดับ สัญญาดับ ดับสัญญา ในส่วนที่สัญญาผิด แม้แต่เนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา ซึ่งเป็นอรูปฌานตัวสูงสุดในชาวฤาษีทั้งหลาย ไม่รู้ความสุขอันนี้ ทบทวนนิดหนึ่งในความสุข 3 ประเภทหลักๆ 1. สุขอย่างปุถุชน สุขอย่างชาวโลก คนที่มีความสุขอย่างชาวโลกจริงๆ นั้นน่ะ ไม่ได้สดับ เป็นปุถุชน 100% นั้น จะไม่มีความรู้ แล้วจะไม่ได้ยินดีแม้กระทั่งความสุขอย่างสงบรำงับในชนิดที่ 2 คือความสุขอย่างฤาษี เป็นความสุขสงบรำงับ ไม่ไปคิดนึก ไม่ไปรับรู้ ไม่ไปปรุงปรนอะไรพร้อมกับชาวโลกเขาแล้ว หนี หลีกลี้ สะกดจิต ไม่รับ ปิดทวาร อย่างที่ได้อธิบายกันมาแล้ว เป็นพวกฤาษีสะกดจิต อยู่คนเดียวในภูเขา ในถ้ำ ในที่ลับที่ไกล ไม่เกี่ยวไม่ข้องกับโลก สงบ หยุด ไม่ดิ้น ไม่รน ทำให้ใจตัวเองหยุด หยุดไปในหมากรุกชั้นเดียว ซื่อบื้อไปเลย คนเหล่านี้ก็สงบเหมือนกัน เป็นความสุขอย่างสงบเหมือนกัน เป็นความสุขอย่างสงบในชนิดที่เข้าใจได้ง่าย มีรูปแบบชัดด้วย อย่างฤาษีชีไพรในภูเขา ที่สะกดจิตไปแล้วก็สงบ ไม่เอาแล้วโลกโลกีย์ ไม่ไปแย่งไปชิง กิเลสกามเขาก็ลดด้วยนะ เขาลดด้วยวิธี ของเขาแหละ สะกด บางทีเขาก็ หลายวิธีของเขาแล้วแต่ ให้มันหยุด ให้มันเป็น จิตมันไม่ปรุงไม่แต่งเพิ่มขึ้นอีก หยุด บังคับตัวเองทุกวิธี ในชนิดบังคับ ไม่ได้ใช้ปัญญานำ เป็นการทำร้ายทำลายกิเลสประเภทดับให้มันได้ แม้แต่คนปุถุชน 100% นี่ ก็ไม่รู้จักสุขอย่างนี้น่ะ เขาจะยิ่ง ถ้าเป็นอเวไนยสัตว์ จะไม่รู้สึกยินดี ด้วยซ้ำ ไม่รู้สึกยินดีในสุขอย่างนี้ เขาจะได้ยินดีในสุขเสพสม เมื่ออยากก็บำเรอสมอยาก อยากในตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจที่ต้องการ หรือแม้แต่ฝันเฟื่องอยู่ในภพก็ตาม สมอกสมใจในภพ ในความคิดนึกก็ตาม ได้สมใจอย่างนั้น สมฝัน เขาก็เป็นสุข นี่โลกีย์ เป็นความสุขแท้ๆ 100% ของเขาเป็นอย่างนี้ จะไม่มีความรู้ไปรู้ไปยินดี ไปชมชอบกับความสุขสงบ แบบนี้คนในโลกที่แย่งชิงลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุขกันอยู่ ถ้าเขาเป็นปุถุชนจัดๆ แล้วเขาก็ได้สมใจของเขา เขาก็จะไม่มายินดีกับความสงบนี้เลย จนกว่าเขาจะรู้สึกเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า ซึ่งมีเศรษฐี มีผู้ร่ำรวย มีผู้ที่ต่อสู้ชีวิตมาหนักหนาสากรรจ์ในโลก ยิ่งโลกที่ไม่เคยได้เรียนความสงบอย่างนี้นะ อย่างอเมริกาเป็นต้น มีฤาษีไปสอนวิธีนี้ พวกเศรษฐีทั้งหลายแหล่จะมาศรัทธาเลื่อมใส แล้วมาเริ่มรู้ความสงบแบบนี้ เสียเท่าไหร่เท่ากัน เพราะฉะนั้นฤาษีไปหากิน ไปพานั่งสงบ วิธีพวกนี้ ร่ำรวยกันมหาศาล พวกนั้นไม่เอาแล้ว เห็นความสุขอันนี้วิจิตรกว่า ประณีตกว่า อย่างพระพุทธเจ้าท่านตรัสเป็นขั้นๆๆๆ ไป สงบอันนี้ประณีตกว่า ดีกว่า เขาก็จะตะกรุมตะกรามใส่เลย ได้ ก็เอา เพราะฉะนั้นจนกระทั่งชีวิตสุดท้าย เขาก็ไม่เอาสิ่งเหล่านี้ตามประสาของเขา ไม่เอานะแบบโลกๆ ไม่เอาเหมือนกับอาจารย์เลย อาจารย์นี่ไม่เอาอะไร แม้แต่ ผ้านุ่งก็ยังไม่เอาเลย นี่มีถึงขนาดนั้น ฤาษีในระดับที่มักน้อยที่สุด แล้วงานการ ไม่ทำแล้วพวกนี้ งานการไม่ทำ ร่องแร่งๆ ชีวิตไป ทำเล็กๆ น้อยๆ กวาดลานวัด ทำอะไรที่มันเป็นเรื่องเป็นราว ที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อสังคม อย่างอุตสาหะวิริยะ จะต่างกันอีกสุขหนึ่ง ซึ่งสุขอย่างสัญญาเวทยิตนิโรธ สุขอันนี้พระพุทธเจ้ายืนยันว่า เป็นของพระพุทธเจ้าค้นพบ ลัทธิอื่นว่างจากสัญญาเวทยิตนิโรธ ว่างจาก มรรคองค์ 8 ลัทธิอื่นก็เป็นของลัทธิอื่น ว่างจากทฤษฎีนี้

ความเสมอภาคไม่มี มีเท่าเทียมอยู่อย่างเดียวคือ ความไม่มี [กิเลส] เพราะฉะนั้นปุถุชนยิ่งไม่รู้ใหญ่ ไม่รู้อย่างของพระพุทธเจ้านี่ มันเป็นขั้นสูงอีกขั้นหนึ่ง ข้ามขั้น ยิ่งไม่รู้ใหญ่เลย สุขอย่างนี้ไม่รู้ใหญ่เลย สุขอันนี้เหมือน คล้ายๆ ปุถุชนนะ เพราะอยู่กับปุถุชน มีพฤติกรรม กาย วาจา ใจ มีการงาน มีคิด มีนึก มีพูด รู้จักโลก มีโลกวิทู ใครมีกิเลสอ่อน หนา บางอะไร มีเมตตาเกื้อกูล ช่วยเหลือเฟือฟายเขา มีวิธีการในการที่จะช่วยคนตามระดับตามขั้น เป็นผู้ที่ เสียสละ เป็นผู้ที่อ่อนน้อมถ่อมตน ถูกเขาดูถูก ถูกเขาด่าเขาว่า เหน็ดเหนื่อย เมื่อยล้า ต่อว่าต่อขาน ประชดประชัน ดีไม่ดีจะทำร้ายเอาถึงตาย ก็มี เพราะฉะนั้นลูกศิษย์พระพุทธเจ้าเป็นพระอรหันต์เจ้านี่ ตายไปเยอะคนโลกเขาไม่รู้หรอก ไปขัดขวางผลประโยชน์เขาบ้าง ไปทำอะไรต่ออะไรเขาบ้าง ซึ่งพยายามที่จะ ช่วยคน ให้มันเป็นสุขทั่วๆ ถ้วนๆ กัน ช่วยทำความยุติธรรม ทำความเสมอภาค ที่จริงความเสมอภาคในโลกนี้ไม่มี ความเสมอภาค ขอยืนยันนะ ความเสมอภาคในโลกนี้ไม่มี ที่เขาฝันถึงนั้นน่ะ ความเสมอภาคนั้นเป็นแต่เพียงอุดมการณ์ โดยสัจธรรม ความเสมอภาคไม่มี ไม่มีอะไรเท่าเทียมกัน แม้แต่เล็กกว่าปรมาณู ก็ไม่มีอะไรเท่าเทียมกัน มีความเท่าเทียมกันอยู่ อย่างเดียวเท่านั้นเอง ถ้าจะเอาความเสมอภาค มีอยู่ในศาสนาพุทธเท่านั้น เท่าเทียมกันอยู่อย่างเดียว คือความดับสนิทซึ่งกิเลส มีอย่างเดียวในมหาจักรวาลนี้ นอกนั้นถ้ามีอะไรไปวัดได้ ไม่มีอะไรเท่ากัน คุณจะมีมิเตอร์ มีเครื่องวัดอะไรก็ตาม ที่จะสามารถไปวัด วัดได้ทุกสัดส่วน จะเล็กขนาดไหนก็ตาม จำความข้อนี้ไว้ มีเท่ากันอยู่อย่างเดียว คือความไม่มี และไม่มีอันนั้นก็คือ สิ่งที่เป็นนามธรรมที่สุด คือไม่มีกิเลส พระอรหันต์เจ้ากับพระพุทธเจ้าทุกพระองค์เท่ากันตรงนี้เท่านั้น แต่กระนั้นก็ตาม ก็ยังมีความไม่เท่ากันในส่วนอื่น ความรู้ไม่เท่ากัน ความสามารถไม่เท่ากัน อรหันต์ก็อรหันต์ด้วยกัน แต่ละรูปๆ ก็ยังไม่เท่ากันในความสามารถ ในความรู้ ยิ่งพระพุทธเจ้าแล้วชัดเจนว่า พระอรหันต์ธรรมดานี่จะไม่ได้รู้เท่าพระพุทธเจ้า ไม่สามารถ ไม่เก่ง ไม่มีคุณค่า ไม่มีประโยชน์มากเท่าคนอย่างพระพุทธเจ้า อันนี้ก็ชัดเจน เพราะฉะนั้นถ้าจะพูดโดยเต็มแล้ว พระอรหันต์ แม้เป็นอรหันต์ด้วยกัน มีส่วนที่เท่ากันอยู่ที่ความไม่มีกิเลสเท่านั้น ซึ่งแบ่งส่วนในความเป็นพระอรหันต์เท่านั้นมาเท่ากัน ถ้าเอาพระอรหันต์โดยเต็มองค์เต็มรูปแล้ว ก็ไม่มีพระอรหันต์องค์ไหนที่เสมอภาคในโลก คือเป็นพระอรหันต์ที่มีทุกอย่าง ในองค์อรหันต์แต่ละองค์นั้นเท่ากัน ก็ไม่มีในโลก ดังนี้เป็นต้น ทั้งๆ ที่มีสิ่งที่เท่ากันอยู่อันหนึ่งซึ่งเท่ากันจริงๆ แล้วก็ตาม เพราะฉะนั้นในองค์ประกอบอะไรทุกอย่างที่รวมพร้อมแล้ว จะไม่มีอะไรเลยที่เท่ากัน ความเสมอภาคจึงเป็นเพียงอุดมการณ์ อันหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่สัจธรรม ฟังความนี้ไว้ ความเสมอภาคเป็นแต่เพียงอุดมการณ์ ที่นำให้คนพัฒนาขึ้นไปสู่ความเสมอภาคเท่านั้น แต่ไม่มีสัจธรรม สัจธรรมในความเสมอภาคไม่มี เป็นความเป็นไปไม่ได้ มันไม่เป็นไปได้อันหนึ่ง ทีนี้กลับมาสู่ความสุขที่ต่างกัน ปุถุชนไม่รู้ความสุขในระดับฤาษี ฤาษีไม่มีความรู้ในสัญญาเวทยิตนิโรธ หรือความสุขเป็นปรมังสุขัง เอาเป็นขั้นไปก่อนน่ะ เมื่อปุถุชนรับรู้ ขั้นต่อมาก็จะมารับรู้ความสุขอย่างฤาษี ฤาษีไปรับรู้ ก็จะไปรับรู้ความสุขอย่างสัญญาเวทยิตนิโรธ หรือความสุขที่ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ เป็น ความสุขที่ไม่มีทุกข์ใจเลย กล่าวอย่างนั้น เวทนา เสวยสุขเวทนา สุขทางใจก็ไม่มี ทุกข์ทางใจก็ไม่มี จะเหลือแต่กายเท่านั้นที่ทุกข์ กายเท่านั้นที่สุข พระอรหันต์สุขได้ทางกาย ถ้าไม่มีกายแล้วก็ว่างๆ กายต่อเนื่องความรู้สึก มีเซลล์ มีประสาท มีสิ่งที่เกี่ยวเนื่องกันอันตัดไม่ขาด รับความรู้สึกนั้นได้อยู่ เพราะฉะนั้นจะเป็นนิพัทธทุกข์ก็ดี เย็น ร้อน หนาว ปวดอุจจาระ ปวดปัสสาวะ เลี่ยงไม่ได้ พระอรหันต์ที่มีขันธ์ 5 อยู่ ก็ต้องมีนิพัทธทุกข์ อย่างนี้เป็นต้น อย่างที่เราได้เรียนรู้กันมาแล้ว เจ็บป่วยทางกายเป็นพยาธิทุกข์ ก็ต้องทุกข์ แม้แต่จะต้องเหน็ดเหนื่อย ขวนขวาย แสวงหา เป็นอาหารปริเยฏฐิทุกข์ ก็ต้องทุกข์ พระอรหันต์เจ้าก็ต้องทุกข์ พระพุทธเจ้ายังต้องทุกข์เลย แต่ทุกข์อย่างนี้ เป็นทุกข์ที่มีคุณค่า แสวงหาอาหารเลี้ยงตนบ้าง แสวงหางานการอันดีงาม ที่เป็นการงานอันไม่มีโทษ เป็นอนวัชชะ มีกำลังในการงานด้วยซ้ำ อนวัชชพละ เป็นการงานอยู่ในโลกอย่างดี เป็นสัมมาอาชีพ สัมมากัมมันตะ สัมมาวาจา สัมมาอาชีวะ สัมมาสังกัปปะ อย่างเจริญ มันก็เหน็ดเหนื่อย จะบอกว่า ทุกข์อย่างโลกๆ ทุกข์ทางกาย เหงื่อไหลไคลย้อย บางครั้งบางทีก็เจ็บปวด ถูกไอ้นั่นกระแทก ถูกไอ้นี่ทุบ อะไรก็ได้ มันก็เป็นไปได้ ได้รับ แม้แต่ที่สุด พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทำงานศาสนายังโดนไล่ ยังโดนพระเทวทัตกลิ้งหินทับพระบาทห้อเลือด ก็ต้องเจ็บ ก็ต้องเป็นทุกข์ด้วยสภาวะ เป็นธรรมดาธรรมชาติของมันต้องทุกข์ เพราะประสาทมันมีอยู่ แต่เป็นทุกข์กายเท่านั้น ใจท่านไม่ได้ทุกข์ อันนี้ลึกซึ้ง แล้วอันนี้ต้องถึงจริงเป็นจริง แล้วคุณจะรู้น่ะ อย่างที่เราเป็นนี่ ขนาดเหงื่อไหลไคลย้อย หนักหนาอะไร ถ้าเผื่อว่าเราเข้าใจอย่างดีแล้ว เราก็ยินดีจะทำแล้ว มันไม่ได้ทุกข์ใจอะไรนี่ อย่างคนที่หลงโลก ไปชกมวย เพื่อจะได้เงินได้อะไรต่ออะไรต่างๆ นานา เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า เพื่อจะแย่งชิงความชนะ จะได้ความชนะ ได้ลาภ ได้เกียรติยศ สรรเสริญ เหน็ดเหนื่อย เจ็บปวด แตกแล้วแตกอีก ช้ำแล้วช้ำอีก เขาเจ็บนะ แต่เขาก็ยังยินดี ถ้าเขาได้แต้ม ถ้าเขาชนะ มันไม่ชนะก็พากเพียรอยู่ นั่นแหละ เพื่อจะเอาชนะ ยิ่งได้ชนะแล้วลืมเจ็บเลย แต่มันก็เจ็บนะ แต่ลืมเจ็บ ใจเขาไม่เจ็บ เขาชนะ ใจเขาไม่เจ็บ แต่ร่างกายเขานั่นเจ็บ ยังไงเขาก็โอย แผลแตก ใครไปทำแผลให้ไม่ค่อยดีนัก ร้องโอย แน่นอน หรือเป็นความระบมของแผล ก็ต้องเจ็บ นั่นคือกาย เป็นทุกข์กาย แต่

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน