330208 กามต้องลองแค่ไหน โดย พ่อท่าน โพธิรักษ์ ณ พุทธสถาน ศรีษะอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2533
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์61 KB
วันที่แก้ไข18 มิถุนายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

330208 กามต้องลองแค่ไหน โดย พ่อท่าน โพธิรักษ์ ณ พุทธสถาน ศรีษะอโศก

กามต้องลองแค่ไหน โดย พ่อท่าน โพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2533 เนื่องในงานปลุกเสก สมณะแท้ๆของพุทธ ครั้งที่ 14 ณ พุทธสถาน ศรีษะอโศก

จะเทศน์ถึงเรื่องกาม จะเน้นถึงเรื่องกามชัดๆ แล้วก็มีเป้าเข้าไปสักนิดนึง ตั้งชื่อเรื่องให้มันชวนฟังบ้าง กาม นี่ ต้องลองแค่ไหน เพราะว่า พวกเรานี่ ไม่ได้พูดถึงเรื่องกาม ไม่ได้พูดถึงเรื่องอบายมุขนี่ มันนาน แล้วก็เลยชักจะย่ามใจ ผีมารชักจะเก่งกาจ ไม่กลัว ไม่เกรง อาละวาด เรื่องนี้ เป็นเรื่องที่เราต้องสังวรระวังกันจริงๆ จริงๆนะ เป็นเรื่องที่จะต้องสังวรระวังกันจริงๆ ในปาราชิก 4 ข้อนะ ปาราชิก 4 ข้อนี่นะ เรื่องเงิน เรื่องทองนี่นา เป็นเรื่องที่ล่อแหลมมากที่สุดเลยนะ และอาตมาว่า ปาราชิกเรื่องเงิน เรื่องทองในพระนี่ จะมาก จะมาก เพราะว่า เรื่องเงินเรื่องทองนี่ พระรับเงิน รับทองเขาแล้ว ก็มีการซื้อ แหม มีการเช่า มีซื้อ มีขาย มีอะไรเหมือนการกับฆราวาส มันจะมีการโกง มีการทุจริต ไม่ถึงขนาดปล้นจี้ ไม่ขโมย แต่มันก็ลักษณะทุจริตนั่นน่า อันที่เจ้าของเขาไม่ได้ให้ แต่เราก็หาวิธีเอาของเขามาให้ได้จริงๆ ลักษณะอย่างนี้แหละ เป็นอาบัติในระดับปาราชิกเกินบาทเดียว เขาตีราคาบาทเดียว ห้ามาสก ล่อแหลมมากนะๆ มากเลย เรื่องเนี่ย แล้วอาตมาแน่ใจมากนะ ถ้าเอากันอย่างเคร่งจริงๆแล้ว พระในเถรสมาคม ปาราชิกกันนับไม่ถ้วน ในเรื่องข้อเงินทอง จริงไหม คุณลองคิดดูซิ มีร้านค้า ร้านขาย มีเก็บค่านั่นค่านี่ มีโกงนั่น โกงนี่ มีไอ้โน่น ไอ้นี่กันไปนี่ มันแน่ๆเลย มันปาราชิกกันนับไม่ถ้วนหัวเลย เรื่องเงิน เรื่องทองนี่ เพราะฉะนั้น ถ้าในเงินที่ถ้าเจ้าของ ยังไม่ได้ให้ ในราคา 5 มาสก และเราก็ไปเอาอะไรของเขามา เกินบ

อ่านต่อ

าทเดียวนี่นะ ถ้าเอาอย่างตำราที่ว่านั่นด้วยนะ เสร็จ ปาราชิก แต่เขาไม่ค่อยถือสากัน ชาวบ้าน ชาวเรือนเขาก็ไม่ถือสากัน ปล่อยไป ปละละเลยนา จะคุยมีฌาน มีวิมุติ มีอะไรชขรมๆ นี่ละ สอนฌาน สอนอะไรอย่างกะตัวเอง แหม บรรลุฌานชั้นเจ้าฟ้ามหาสวรรค์เลยนะ บรรลุฌานชั้นยอดชั้นเยี่ยม ชั้นเลิศลอย ขนาดไหน ก็แล้วแต่ บรรลุฌาน บรรลุสมาธิ บรรลุวิมุติขนาดไหน แล้วก็อวดตัว อวดตนออกมายังไง เขาก็ยังไม่ค่อยถือ ยังไม่ค่อยถือสาหรอก เพราะฉะนั้น เขามาตู่อาตมานี่ ว่าอาตมาเนี่ย ว่าอาตมาอวดอุตริมนุสธรรม ปาราชิกนี่นะ เขาไม่ค่อยเท่าไหร่กันหรอก ชาวบ้านเขาไม่ค่อยเท่าไหร่ แต่เรื่องผู้หญิงนี่ ขอให้บอกเถอะว่า พระรูปเนี่ย ผู้หญิงนี่ เรื่องผู้หญิงเนี่ย มีเมีย มีโอ้ รับรอง ปิดกันให้ปึ๊บเลย รีบปิด รีบป้อง รีบโกหกพั้บๆ ซ้อนเลย ก็เพราะว่า เขาไม่ยอม ใช่ไหม ชาวบ้านนี่ เขาไม่ยอมนะ เขาถือสามาก เพราะเรื่องกาม เพราะเรื่องผู้หญิงนี่ มันยังเป็นเรื่องที่ชาวบ้าน เขารู้ได้เห็นได้เขาเข้าใจ เขาเข้าใจมาก ในเรื่องอวดอุตริมนุสธรรม ไม่เข้าใจด้วยหรอก อั้ยเรื่องโกง เรื่องกิน เรื่องอะไร เขาเห็นใจตัวเองด้วย ไอ้อย่างนี้ เอ๊ย มันก็เรื่องยังงั้นแหละหวา เรื่องเงิน เรื่องทอง มันก็โห มันก็ไปอะไรกันนักกันหนา ยังงี้แหละนา แต่เรื่องฆ่า นี่มันไม่ค่อยมีเท่าไหร่หรอกนะ มันน้อยราย เรื่องฆ่ามนุษย์ แล้วก็ ปาราชิกนี่ มันก็น้อย แต่เรื่องมันมีดื่น เรื่องเงินทองเนี่ย ดื่นและ อวดอุตริก็ไม่ใช่น้อย พระท่านจะสอน จะพูด ท่านจะอะไรไป ท่านแสดงอะไรไป ไม่ประมาณ ไม่ระวัง ไม่ระมัด ไม่ระวัง ก็อย่างงั้นแหละนา เรื่องผู้หญิงนี่ ไม่ได้ ทำทะล่อทะแล่ไม่ได้ เขาจับได้ เขาเล่นได้ เขาถือสามาก เพราะเรื่องกามนี่ สำคัญ จะขาดความศรัทธา เลื่อมใส ไม่เป็นที่นับถือ คนมันก็เสื่อมจากศาสนา เพราะฉะนั้น จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะฉะนั้น ในพวกเราเนี่ย นอกจากพวกเราจะเป็นประโยชน์ส่วนตนอย่างแท้จริง และเราก็ล่อแหลมเหมือนกันนี่ ที่ทำกันนี่ นา และก็ลึกซึ้งเสียด้วยนะ พวกเรานี่ ลึกยังไง มันไม่มาชอบกันในเรื่องของ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสกันง่ายๆหรอก แต่มาชอบกันก็ โอ้โฮ เธอมีคุณธรรม มีคุณความดี มันประทับใจลึกซึ้ง กินก็กินลึกๆ ประทับใจไว้ลึกๆ จะกินก็กินลึกๆ รักเจ้าก็รักกันลึกๆ มันเป็นอย่างงั้น แต่เสร็จแล้ว มันก็ไปหาเรื่องกาม มันไม่ได้เป็นเรื่อง ถ้ารักอย่างพระเจ้า แหม มันไม่มีปัญหาอะไรหรอก เรื่องพระเจ้านา แต่มันก็ยังเป็นการนัวเนียอย่างพระเจ้า มันก็ยังเป็นอัตภาพแหละนะ แต่มันก็ยังเรียกว่ายังมีชั้นนะ มันก็สูงขึ้นเป็นชั้นๆ ขั้นๆอยู่บ้าง แต่โดยตรงนั่น เรื่องกาม ที่จริงมันดูท่าทีก็รู้นะว่า เรื่องกาม มันไม่ดีนะ รัก มันไม่ดี รักเรื่องกามยังละไม่ได้ ก็ไม่ใช่กาม ก็ไม่แสดงออกหรอก แหม ออกไปหน้าฉาก ไม่ใช่กามนา ค่อยๆกลบเกลื่อน ค่อยๆอะไร ตีขลุม ตีกินอะไรไป สุดท้ายเข้าก็ สนิทสนม กลมเกลียว ลึกลับซับซ้อน มีเชิงชั้น อะไรต่ออะไรเข้าไป ค้นลงไปที่สุดก็เป็นกาม เป็นความใคร่อยาก เป็นเรื่องของผู้หญิง ผู้ชาย เรื่องสมสู่ อะไรไปเนี่ย แหม เป็นเรื่องเศร้านะ เป็นเรื่องไม่เข้าท่า ไม่เข้าทาง บางคนนี่ พอเริ่มต้น ก็จริงใจเหมือนกัน เริ่มต้น นี่ เป็นเรื่องที่ไม่ใช่กามหรอก เป็นเรื่องที่จะช่วยเหลือเฟือฟายกัน ฮือนะ ทำเป็นทะล่อทะแล่ แหม ทำเป็นเรื่องช่วยเหลือ เฟือฟายกัน จะนำพากันไปสู่ที่สูง เสร็จแล้วที่จริง ลงต่ำด้วยกันทั้งคู่ จะพากันไปสู่ที่สูง ผลจบคือ ลงนรกด้วยกันทั้งคู่ มันเป็นเรื่องที่ ไม่น่าประมาท และ ไม่ควรประมาท ไม่ควรประมาทอย่างยิ่งนา พระพุทธเจ้าท่านสอน ท่านตั้งขอบเขตเอาไว้ พระอานนท์ เคยทูลถาม ทูลถามว่า เรื่องผู้หญิง จะให้ปฏิบัติอย่างไร แหม คำตรัสของพระพุทธ เจ้านี่ เปี๊ยะเลยนะ อย่าได้พบได้เห็นกันเลยนี่ พระพุทธเจ้าท่านตรัสสอนไว้ สอนพระอานนท์ อย่าได้พบได้เห็นกันเลย พระอานนท์ก็ยอดเลยนะ ไม่ยอมจบง่ายๆ และถ้าเผื่อว่า มันต้องพบ ต้องเห็นกันละ ได้พบ ได้เห็นกัน ก็อย่าได้คุยกันเลย อย่าได้พูดกันเลย เห็นก็เห็นไป ก็ทำเห็นแล้วก็เฉยไป ไม่ต้องไปพูด ไปคุยอะไรกันเลย พระอานนท์ก็ยังไม่ยอมอีก ก็ถ้าต้องพูด ต้องคุยกันละ จะทำยังไงละ แหม พระอานนท์นี่ ยอด เยี่ยมจริง พูดคุยกัน อย่าให้เกิน 6 คำ นา 6 คำนี่ ไม่ใช่คำนี่ ไปมา คือ ไป คำนึงมาคำนึง ไม่ใช่นะ ไม่ใช่อย่างงั้น บอกศัพท์กันดีกว่า 6 คำ พูดเกิน 6 คำนี่ เป็นเรื่องของวินัย พูดให้มีสตินะ ขออภัย เอาจริงๆในพระสูตรนี่ บอกว่า ถ้าจะพูด กัน จะพูดกันอย่างไร พูดอย่างมีสติ เอาทีนี้ ไปในวินัยนี่นะ วินัยห้ามพระ นี่ วินัยในข้อ พูดกับผู้หญิง นี่ เนี่ย ที่จริง ท่านไม่ได้บอกให้พูดด้วยซ้ำ ท่านบอกว่า อย่าสอนธรรมะแก่มาตุคาม เกินกว่า 6 คำ 6 คำ นี่เรา จะรู้ ถ้าใครเคยเรียนฉันทลักษณ์มาจะรู้ คำนี่ หมายความว่า มี 2 วรรค ประโยค ถาม ประโยคตอบ เรียกว่าคำนึง ประโยคถาม ประโยคตอบ เรียกว่า คำนึง ประโยคถาม ประโยคตอบ อย่าเกิน 6 ถามตอบกัน อย่าไปพาซื่อว่า คำนี่ ไปไล่ เป็นคำๆ เลยนี่ ฉันเธอ ไปมา เธอกินข้าวแล้วยัง ไปไหนมา ทำไมมาแต่เช้า มัน มากกว่า 6 คำแล้ว ไม่ต้องตอบแล้ว มันครบแล้ว หา ไม่ บาลี มันมีประธาน มี กิริยา ก็เป็นประโยคแล้ว มีกรรม มีคุณศัพท์ มีอะไรแล้ว เปล่า ในที่ที่ลับหูลับตา มัน มียังงี้ มันมีเงื่อนไขว่า ถ้าเผื่อว่า 2 ต่อ 2 นี่ ไม่เกิน 6 คำ ถ้ามีผู้ที่รู้เดียงสา ที่ เป็นเพศชาย แต่หญิงไม่นะ ผู้หญิงร้อยคน ก็ไม่กันอาบัติพระได้ นี่อาตมาว่าพระนี่ ไม่ได้หมายที่เรานะ ของวินัย วินัยของสงฆ์ วินัยของ ภิกษุนา เราก็อยู่ในนั้นด้วย เราสมณะ ก็ถือนัยเดียวกันนะ ไม่เกิน 6 คำ ถ้า เกิน 6 คำ ก็ต้องมีบุรุษ หรือผู้ชาย ที่รู้เดียงสาแล้วอยู่ด้วย กันอาบัติได้ ถ้าไม่มีผู้ ชาย ที่รู้เดียงสา 1 คน ขึ้นไปอยู่ด้วย ก็อาบัติ อย่างนี้ เป็นต้นนะ คำว่า พูดก็พูดอย่างมีสติก็ดี หรือว่าไม่เกิน 6 คำ ก็ดี ก็เป็นการป้องกัน ทั้งนั้น เพราะฉะนั้น ถ้าจะเอากันอย่างจริงจัง ถ้าเราพูดอย่างมีสติจ และสติ ก็ต้องซื่อสัตย์ สุจริตด้วย มีสติ แต่จีบกัน อย่างมีสติ นอกจากจีบกันอย่างมีสติแล้วนี่นะ คนอื่นฟังด้วย บุรุษที่รู้เดียงสาอยู่ด้วย รู้เดียงสา แต่ไม่รู้เรื่องกะเรา แต่เรารู้กัน สองคน ได้นะ ภาษาใจ ใช้ภาษาธรรมะอย่างแหม อย่างวิลิศมาหรา ใช้ภาษา ธรรมะอย่างสูงด้วยก็ได้พูดกัน เพราะฉะนั้น ในวินัยที่สังฆาทิเสส ผู้ที่พูดเกี้ยวกัน เราจะรู้เจตนา รมณ์ของเรา เจตนารมณ์ของเรานี่ ถ้าบริสุทธิ์ใจแล้วก็ เราหวังที่จะเป็นผู้เจริญ ด้วยธรรม เจริญในธรรมโดยแท้จริง เราก็ต้องเชื่อฟังตามธรรมวินัย ปฏิบัติตรงตาม ธรรมวินัย ถ้าไม่ปฏิบติตรงตามธรรมวินัยแล้วละก็ ก็คุณจะทำชั่วซะอย่าง มันก็ชั่ว นะซี แล้วมันก็ตกต่ำแน่ๆ พูดเกี้ยวกัน ด้วยจิตที่มีราคะ สังฆาทิเสส สังฆาทิเสส มันไม่ใช่เรื่อง ต้นๆ ตื้นๆ นะ มันรองจากปาราชิก เป็นอาบัติหยาบ เพราะฉะนั้น ถ้าสมณะใด ภิกษุใด พระใด ก็ตาม ว่าไปทั้งหมดนะ อันนี้ เป็นวินัยของพระพุทธเจ้าทั้งนั้น รวมทั้งเราด้วย ทั้งใครด้วยก็แล้วแต่ เป็นพระ เป็น ภิกษุ เราเป็นสมณะ ก็ทั้งนั้นแหละ วินัยเดียวกัน ก็เหมือนกัน ถ้าไม่จริงใจ ประพฤติ ไม่ระมัดระวัง ไม่สังวรจริงๆ มันตกต่ำแน่ๆ พระพุทธเจ้าท่านจะตรัสบัญญัติวินัย บัญญัติอะไรต่อมิอะไรไว้ให้ประพฤติ ท่านก็มุ่งหวังเพื่อท่านก่อนจะตรัสวินัยทุกข้อนี่ ท่านจะมีเลย เป็นไปเพื่ออะไรต่อมิอะไร อาตมาจำไม่ได้หมด เป็นไปเพื่อความเจริญ แห่งภิกษุ เป็นไปเพื่ออะไรต่างๆนานา เป็นไปเพื่อความสำรอก เป็นไปเพื่ออะไร ต่างๆนานา ตรัสไปก่อนเพื่ออันนี้แล้วท่านก็ตรัสบัญญัติวินัยนี้เอาไว้ ทุกข้อ ทุกหมวด ทุกหมู่นา เพราะฉะนั้น ถ้าผู้ใดจริงใจนะ มันก็จะเจริญ และก็ไม่พยายามที่กระทำ ให้ละเมิด ฟังความอันนี่เท่านั้นว่า เป็นแต่เพียงว่าเราพูดเกี้ยวพูดเคาะๆ นี่พูดหยาบ คายไปกระทั่งถึงอวัยวะส่วนที่หยาบไปอีกก็ยิ่งไปกันใหญ่ พูดในภาษาความ หมายที่ไปในเชิงกาม เชิงเมถุน เชิงอะไรพวกนี้ ก็ยิ่งชัด และพูดแค่เกี้ยว แค่เคาะ สมัยนี้ พูดเกี้ยว พูดเคาะกันทางโทรศัพท์ก็ได้ ทางโทรศัพท์แฝงซ่อน ถ้าไม่จริงใจ แล้ว ทำยังไงมันก็ไม่เจริญ ถ้าใจใครไม่ๆเรียกว่า ไม่เห็นแก่ธรรมไม่เห็นแก่วินัย แล้วก็ไม่ปฏิบัติธรรม ไม่ปฏิบัติวินัยอย่างแท้จริง ให้จริงจังแล้วละก็ รับรอง เสื่อม เสื่อมแน่ๆ ต้องสังวรระวัง กิเลสมันมีจริงนี่นา เราก็จะต้องมาเอาจริงๆ ตัวเองก็ เสื่อม แล้วก็พาให้ศาสนาเสื่อมด้วย ทางโทรศัพท์ไม่พอสมัยนี้ มันมีหนังสือ มีตัว หนังสือเขียน โอ๊ย เขียนไว้อย่างดีเลย บรรยายเป็นลายลักษณ์อักษร ที่ยังไงก็ได้ ไม่มีใครเห็น ไม่มีใครรู้หรอก ใช่ไหม เขียนเป็นตัวอักษร อักเสิน สง เคราะห์เข้าในหมวดนี้ พวกนี้ทั้งนั้น อาบัติทั้งนั้น ถ้าทำจริงๆ ก็เป็นทั้งนั้น เป็นอาบัติ ทั้งนั้น อย่างที่อาตมาบอกแล้วว่า ถ้าเป็นภิกษุณี โอ้โฮ ไปคิด ภิกษุณี ไปเที่ยวทำ มี จิตกำหนัดแล้ว ไปเกี้ยวผู้ชาย ปาราชิกด้วยซ้ำไป มันไม่ใช่แค่สังฆาทิเสส นี่มันกลับ กัน ของฝ่ายชาย กลับกันกับของฝ่ายชาย มีกลับกันอยู่หลายข้อนา อาตมาจะพูดถึงเรื่อง ข้อๆที่สมควรพูดเท่านั้น นา เพราะฉะนั้น เรื่อง สิ่งเหล่านี้ เป็นความลึกซึ้งที่พระปัญญาธิคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงปรารถนาดีต่อมนุษยชาติ ต่อคนในรุ่นหลังๆสืบมา ปรารถนาดี ก็พยายามที่จะวางหลักเกณฑ์ วางแนวทางอะไรไว้ เพื่อให้ความเจริญ เพื่อความพ้นทุกข์ เพื่อความประเสริฐ ของมนุษย์อย่างแท้จริง ท่านก็พยายามกระทำ แล้วเราก็จะต้องพยายามเห็นจริง เห็นจัง นะ ในเรื่องเหล่านี้ ไม่ใช่ เรื่องดี ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะ ไม่ใช่เรื่องดี จริงๆ กว่าจะรู้ว่าเรื่องนี้ ไม่ใช่เรื่องดี ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ที่พูดไปแล้วนี่ อาตมาก็ เข้าใจ แล้วก็รู้อยู่ว่า ความกระทบกระเทือน ต่อคนที่ยังมีกิเลสอันนี้ โดยเฉพาะ ผู้ที่แต่งงานแล้ว ผู้ที่ยังมีกิเลสเหล่านี้ เรื่องเหล่านี้อยู่ ยัง ละยังขาดไม่ได้ ก็เข้าใจ แต่จะให้ว่าอาตมาเห็นใจ อาตมาพูดไม่ได้ ถ้าจะว่า อาตมาเห็นใจ อาตมาก็เห็นอยู่ ว่าใจของคุณนั่น ยังไม่กล้า ไม่แข็ง ใจของคุณ ก็ยัง ต่ำอยู่อย่างงั้นนะ เห็นอย่างงี้ แต่ว่าจะให้บอกว่า การเห็นใจในสำนวนของไทยๆที่ ว่า เห็นใจ คือสงสาร เมตตา อนุโลม อยากจะให้คุณเป็นอย่างงั้นๆ ไม่ยินดีกับคุณ ด้วยเลย ที่คุณยังเป็นอย่างงั้น ยังจำนนอยู่ ไม่ได้ยินดีด้วย แต่ก็เข้าใจว่า มันก็เป็น ฐานะของมนุษย์ พระพุทธเจ้าถึงได้ตราไว้ว่า ศาสนาพุทธนั้น เอาถึงศีล 5 ศีล 5 มีผัว มีเมียได้ จะมีกิเลสราคะพวกนี้ก็ว่ากันไปตามเกรด ตามขนาดขั้นนั้นๆของคน ไม่จำเป็น บอกแล้วว่า มันเป็นเรื่องมาดึกดำบรรพ์ มันเรื่องยิ่งใหญ่ มันดึกดำบรรพ์มาแต่ไหนๆแล้ว มันก็อย่างงี้แหละ ทีนี้ อาตมาจะฉีกหน้าไอ้เจ้าพวกนี้บ้าง สู่กันฟังนะ มันไปถูกหน้าใครบ้าง ก็ไม่รู้นะ อาตมาไม่มีเจตนานะ จะฉีกหน้ากิเลสพวกนี้ ส่วนมันจะไปเจอเอาใคร เข้ามั่งอยู่ ในที่อาตมาจะพูดต่อไปนี้ อาตมาไม่ได้มีเจตนาจะไปฉีกหน้าของคนนั้นคนนี้ ใครมีก็คนนั้นมี ช่วยไม่ได้ หลบหรือ ก็รู้นะซี พอพูดไป พอโดนปั๊บ ก็รู้ซิ เออ คนไหน รู้เลย โดน เข้าแล้ว คนนั้น คนนี้ รู้เลย คนไหนบ้างรู้แล้ว ฮ่า ไม่ต้องหลบหรอก ยิ้มจืดๆก็รู้ แล้ว (เสียงหัวเราะ) ไม่ถึงขั้นหลบหรอก ยิ้มจืดๆ ก็เข้าใจแล้ว รู้แล้วนะ กิเลสนี่ มันเป็นตัวฉลาดนะ ถ้ามันไม่ฉลาดนะ มันอยู่นิรันดร์ไม่ได้ โลก ทุกวันนี้ มันอยู่ มีคนเกิด แม้โลกนี่ ไม่มีแตกไปแล้ว โลกลูกใหม่ กว่ามันจะเย็น กว่า มันจะมีชีวะ อยู่ได้ กว่าจะมาเป็นคน กว่าจะให้คนนี่ มันมาเกิดในร่างคนนี่ จน กระทั่งเป็นคนอยู่ในรูปโลกขึ้นมานี่นะ โอย มันหมุนเวียน มันรอนา มีเมื่อไหร่ มันก็ เอาเหตุปัจจัยครบ มันก็มา โลกลูกนี้ มันก็มา โลกลูกนี้ โลกลูกไหน มี มันก็มา ถิ่นนี่ มันจะเกิดเป็นคนไทย มาใกล้พระโพธิรักษ์ สมณะโพธิรักษ์หน่อยไม่ได้ มันก็ไปเกิดใกล้ๆ ทางด้านโน่น โป๊ป มันใกล้โป๊ปไม่ได้ มันไปเกิดโน่นใกล้กะอีหม่าม มันก็ไป มันถึงวาระที่จะเกิดเป็นคน มันก็เกิดไป มันจะอยู่ในขนาดไหน มันก็เอา นา นี่ อาตมาก็พูดไป คุณฟังก็แล้วกัน ถ้าเผื่อว่าฟังดีๆ ด้วยความหมาย ด้วยเหตุผล ส่วนตัวจริง เรื่องจริงๆ เรื่องอะไรต่อมิอะไรนั่น ก็เป็นเรื่องของมันนา มันอยู่ที่ใคร มันมีจริง เหตุปัจจัยมาครบครัน มันก็อยู่ผู้นั้นเท่านั้นแหละ มันไม่ตรงกัน มันก็อาจจะ ขัดแย้งกัน ในบางเรื่อง อย่างที่เคยบอกแล้ว มันย้อนแย้งกันบ้าง ที่จริงมันมี นัยละเอียดของมันที่ลึกซึ้ง บางสิ่งก็อธิบายยาก อย่างที่อาตมาพยายามอธิบาย ให้ฟังแล้ว หลายอย่างหลายอัน ที่ยังอธิบายไม่ออกน่ะ พวกเราอยู่ในนี่ ตั้งแต่อาตมาเคยมา ว่าจะเอาอั้ยสิ่งที่มันเคยมี หรือไอ้ ที่พออาตมาจะพูดได้ เอามาพูดสู่กันฟังให้ระมัดระวังนา หลายอย่าง อาตมาอาจจะ ยังไม่รู้ และพวกฉลาดนี่ ฉลาดเกินกว่าอาตมา เพราะอาตมาไม่ค่อยฉลาดอย่างงั้น จริงๆ อั้ยเรื่องโลกีย์ อาตมาไม่เคยฉลาดเท่าไหร่หรอก มันไม่เก่ง ถ้ามันเก่งโลกีย์ มันก็คงไม่มาอย่างงี้หรอก มันไม่ค่อยเก่งเท่าไหร่หรอก บางทีแพ้พวกคุณๆหลายหลาย คนในที่นี้ ในเรื่องฉลาดโลกีย์ แต่ในเรื่องของโลกุตระ อาตมาก็ว่า อาตมาฉลาด ทางโลกุตระน่ะ อัน นี้ อาตมาไม่ปิดบัง ไม่เก้อเขิน อาตมาว่า อาตมาฉลาดทางโลกุตระ ฉลาดอย่างไม่ น้อยด้วยนะ ฉลาดทางโลกุตระอย่างอาตมานี่ อ๊าว จริงๆ แต่โลกียะ อาตมายอมรับจริงๆว่า อาตมาไม่เชี่ยว ไม่ชำนาญ ไม่ฉลาด ไม่เก่ง สอบตกแนๆ ด้านโลกียะ อาตมาแพ้ เพราะฉะนั้น อาตมาถึงโดนหลอกทางโลกียะอยู่เรื่อย อาตมาเติม โลกวิทู พยายามที่จะเพิ่มโลกียะ รู้เท่าทันโลกียะ อย่างนี่แหละ โลกวิทู ก็คือ รู้ โลก ที่เราไม่ฉลาดเท่าเขานี่แหละ ถ้าเราจะช่วยได้ ก็เพราะเราต้องรู้ ต้องอะไร ต่อมิอะไรเพิ่มเติมขึ้น ไปอย่างด้านโลกๆ นี่มากขึ้น ก็ศึกษาเพิ่มเติมอยู่ แต่ก็ยังไม่ เก่งนา ก็ได้เรียนรู้เรื่อยๆไปนี่แหละ พวกคุณก็เล่นเอาเถิด จะเล่นอะไรกับอาตมาล่อๆหลอกๆ อาตมามั่ง นึก ว่าชนะอาตมาเหรอ ชนะ แต่คุณได้นรก ชนะ ชนะอาตมา แต่ได้นรกกัน ตั้งแต่ทำงานศาสนามา และอาตมาก็พยายามซื่อนะ จริงใจ พยายามมา บวชมาเรียน มาปฏิบัติธรรมก็ว่ากันไป ช่วยเหลือเฟือฟายกันไป จนกระทั่งมาเป็นนี่ แหละ มาเป็น จะเรียกสมัยก่อนก็เรียกภิกษุ เรียกพระนี่แหละ สมัยนี้มันจะต้องเรียกสมณะ เรียกนักธรรม ก็ว่ากันไป มันก็ยากอยู่ อย่างงี้ ไม่รู้จะทำอย่างไง พูด ถึงอดีต มันก็ต้องเป็นยังงั้น จนกระทั่งมาแล้ว มากิเลสมันก็ขาด บางคนก็อาจจะเจตนาดีหรอก พอต่อไปๆแล้ว กิเลสมันก็ มันไม่ได้สูง เท่าไหร่ มันก็เห็นช่องทาง พอเห็นช่องทาง กิเลสมันก็เล่นงาน บ้างก็ทำเป็น อย่างโง้นยังงี้ ยิ่งอาตมามาสอน ในสภาพที่ว่ามีสัมผัสเป็นปัจจัย มาสอนในสภาพมี สัมผัสเป็นปัจจัย เอาเลยเชียวนี่ มีสัมผัสเป็นปัจจัย แหม มันต้องสัมผัส ให้รู้จริงสิ มันต้องกระทุ่งกระแทกให้กิเลสมาซิ พิสูจน์ซี ใจเรามันจะเฉยว่างจริงหรือไม่ นี่ แหละ มันจะดู ขอบเขตของกามจะลองได้แค่ไหน เราคำนึงซิ เมื่อกี้ ก็บอกแล้วว่า เป็นผู้ที่เป็นนักธรรม หรือเป็นสมณะ หรือเป็นพระ เป็นภิกษุแล้วนี่นะ มีวินัย มีกฎ มีระเบียบ หลักเกณฑ์ จะไปลองแค่ไหน อย่าไปลอง ให้เกินกฎ เกินระเบียบ เกินวินัยซินา มีผัสสะ ดูแค่ตา หู จมูก ลิ้น กาย แค่นี่ก็เหลือแหล่แล้ว ท่านไม่ให้จับ ต้องแม้แต่กายหญิง และจะไปลองเกินจับต้องกายหญิงหรือ นี่ก็ฟังไปเป็นเขตๆ ไม่ได้ เพราะฉะนั้น ผู้ใด ที่ไปจับต้องกายหญิง ละเมิดแล้ว ก็ไปตีขลุมแล้วว่า จะต้องสัมผัสตรงนั่น ตรงนี่ ผู้นั้น บาป และพวกนั้น เป็นมารแท้ๆ เป็นผู้ที่มีเจตนา ลามกแล้ว เสร็จแล้ว เมื่อไปทำแล้วก็ต้องปกปิด เมื่อปกปิด ตัวเองรู้แล้ว คนนั้น ปกปิด ก็ต้องใช่แน่แล้ว เป็นความไม่ดี ใช่มั้ย ถ้าความดี จะไปปกปิดทำไม ใครรู้ก็ได้นี่ ใช่ไหม ความถูกต้อง ความดี ใครจะไปปกปิด เพราะฉะนั้น ยิ่งชัดเจน ทีนี้ พวกเรานี่ ที่ไม่รู้ โดยเฉพาะ ที่เป็นสมณะแล้วนี่ ไปหลอกแตะอั๋งผู้หญิง อย่างนี้นี่ ใช้โวหารทางธรรม ไม่เป็นไร หรอก มันต้องผัสสะ มีผัสสะเป็นปัจจัย มันต้องลองดูซิ มันถึงจะรู้ เกิดหรือไม่ เกิด แค่ละเมิดไปแตะอั๋งเขา คนนี่แล้ว สมณะ หรือพระ หรือ ภิกษุ หรือ ผู้ที่บวช แล้วนี่ เป็นผู้พูดเอง เป็นผู้พูดทำเอง เป็นผู้คิด แก้กลบเกลื่อน อย่างนี้ขึ้นมาเอง นะ บอกให้ทราบเลย พวกเรา ระวังเอาไว้ หลีกให้ไกล แล้วจงบอกนะ จงบอก แก่ผู้ใหญ่ เปิดเผยแก่ผู้ใหญ่ ไม่เช่นนั้น ขืนปล่อยล่าช้าไป คุณนั่นแหละ จะเรียบร้อยโรงเรียนนรก คุณนั่นแหละด้วย และศาสนาก็เสื่อมฉิบหาย วายป่วงด้วย ลงนรกด้วยกันไปเลย เพราะฉะนั้น การปกปิดนั้น ผิด ยิ่งตัวคุณรู้แล้ว และคุณก็ไม่เท่าทันเขา ถูกเขาครอบเอาไว้ ใช้โวหารคารมหลอกล่อทำอะไรต่ออะไรเอาไว้ และก็ปกปิดไป เรื่อย ปกปิดไม่ได้ ต้องบอกผู้ใหญ่ จริง ไม่ควรเปิดเผยทั่วไป เอาไปพูดให้มัน กระฉ่อน ใครก็พูดได้ ไม่ได้ ไม่ควร ควรบอกแก่ผู้ใหญ่ที่จะต้องรีบระงับเรื่อง รีบ จัดการ ในวินัยของพระท่าน ในวินัยของพระ ของสงฆ์ ของภิกษุมีไว้ นี่อาตมา พูดกลางๆน่ะ เราเป็นสมณะ ก็ใช้วินัยของพระ ของภิกษุ ของสงฆ์ ก็อันเดียวกัน ของพระพุทธเจ้า เหมือนกัน ผู้ภิกษุ นี่ ปิดบังอาบัติหยาบ ไม่รู้อาบัติหยาบของใคร และปิดบังอาบัติ หยาบ อาบัติต้องอาบัติ ต้องอาบัติ มีความผิด ปิดบังนะ รู้แล้วไม่บอก อาบัติ ภิกษุด้วยกันรู้อาบัติหยาบของภิกษุด้วยกันแล้ว เอาไปเปิดเผยกับฆราวาส อาบัติอีก นี่คือ หลักเกณฑ์วินัย เพราะฉะนั้น เราก็เอา เราจะรู้ว่า กาม ลองได้แค่ไหน เปิดเผยได้ แค่ไหน เราก็จะต้องเรียนรู้อย่างนี้นา อย่างอาตมานี่ มีอันนึง อันนี่ไม่ใช่เรื่องกามนะ เรื่องที่มันเกิดเรื่อง อย่างนี้ ขอขยายความนิดหน่อย การประกาศนียกรรมของสมัยพระพุทธเจ้านี่ พระพุทธเจ้าให้พระสารี บุตร ไปประกาศนียกรรมพระเทวฑัต ไปประกาศนียกรรมกับพระเทวฑัต ทำชั่วยังงี้ ก็มีการอัปเปหิออกจากหมู่แล้ว ก็ไปประกาศกับชาวบ้านให้รู้ ถ้าพระสารีบุตร เอา อาบัติชั่วหยาบขนาดอย่างนี้ไปเปิดเผยกะชาวบ้าน พระสารีบุตรอาบัติใช่ไหม แต่ทุกวันนี้ เขาเอาอาบัติของอาตมาไปเปิดเผยยังไง อาบัติขั้น ปาราชิกนะ ไปเปิดเผยกะชาวบ้านเป็นยังไง อาบัติหรือเปล่า นั่นน่ะ ช่วยกันอาบัติ อย่างชื่นชมเต็มบ้านเต็มเมือง และไม่รู้วินัย คืออะไร ทำไม่เข้าเรื่องจริงๆแล้ว พระพุทธเจ้าท่านให้ไปประกาศนียกรรม ไม่ให้ไปประจาน ท่านไม่ได้ให้เอาอาบัติชั่ว หยาบของภิกษุไปเปิดเผย ท่านให้ไปบอก อย่างในคำนั้น ในเนื้อหามีไว้เลย อาตมาจำความไม่ได้บริบูรณ์หรอกนะ ท่านตรัสว่า จงไปประกาศว่า แต่ก่อนนั้น เทวฑัต เป็นอย่างหนึ่ง ท่านใช้สำนวนกลางๆ เดี๋ยวนี้ พระ เทวฑัต เป็นอีกอย่างหนึ่ง สงฆ์ของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างหนึ่ง พระเทวฑัต เป็น อีกอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้น จงจำไว้ว่า สงฆ์ของพระพุทธเจ้า ก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง ส่วนของพระเทวฑัต ก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง อาตมาจำสำนวนไม่ได้สมบูรณ์ ยังงี้ คล้ายๆ ยังงี้ เราจะเข้าใจเนื้อหามันเป็นอย่างงี้ ไปบอกแค่นั้น จงจำไว้ว่า ของพระเทวฑัตเอง ไม่ใช่ของสงฆ์ ของพระพุทธเจ้า เดี๋ยวนี้ พระเทวฑัต ก็ไป เป็นอีกอย่างหนึ่งแล้ว อย่างนี้ เป็นต้น จงจำไว้ว่าอย่างนี้ อันนั้น เป็นของพระ เทวฑัตเอง ไม่เกี่ยวกับสงฆ์ของพระพุทธเจ้า เพราะเปลี่ยนแปรไปแล้ว แปรไปแล้ว ให้เข้าใจ ให้ฆราวาสเขาเข้าใจว่า พระเทวฑัตออกนอกรีตนอกทาง ออกนอกลู่นอก อะไรไปแล้ว เป็นอีกอย่างหนึ่งนะ ความหมายมันเป็นอย่างนั้น ไม่ได้ให้ไปประจาน มีความผิดนั้น ชั่วอันนั้น ทำอันโน่น ล่อเละเลย อาบัติ เห็นไหมว่าความไม่รู้จัก ธรรม ไม่รู้จักวินัย และทำให้ธรรมวินัยวิปริต ฉิบหายวายป่วงนี่ ใครกันทำแน่ ใครแน่เป็นคนทำ ใช่ไหม ยังนี้ ความเข้าใจธรรมะไม่ถ้วนรอบ แล้วก็ไปทำ แหม พูดใหญ่เลย โอ่ย สมัยพระพุทธเจ้า มีประกาศนียกรรม เราทำตามของพระพุทธ เจ้าพาทำ เออ ทำตามท่านได้ก็ดีน่ะสิ นี่ไม่ใช่ทำตาม ทำไม่ตามหรอก ตาม แต่ มันคนละทางเดิน ตามไปหน่อยนึง แล้วแวะออกไปนอกทาง ออกไปออกวิปริตออก ไปจากความเป็นจริง ที่พระพุทธเจ้าท่านพาทำ แล้วมันไม่ถูกต้อง มันค้าน มัน อาบัติ วินัยเห็นๆอยู่นี่ นี่ อาตมาเอายืนยันให้ฟัง ให้เห็นอยู่เนี่ย แล้วไปทำ ยืนยัน ว่า ตัวเองถูก นา ไม่ได้ทำตาม ทำตามก็ทำให้มันตรงซิ ไปประกาศ เดี๋ยวนี้ โพธิรักษ์ เป็นอีกอย่างหนึ่ง เราเถรสมาคมเป็นอีกอย่างหนึ่ง อันนั้นเป็น ของโพธิรักษ์เองนะ ไม่ใช่ของทางเราเถรสมาคม พูดไปเลย ถ้าอย่างนี้ ไม่มีปัญหา อะไร ใช่มั้ย นี่ไม่อย่างงั้น ล่อเละเลย และไปเอาอะไรก็ไม่รู้ มาใส่กันขรมๆ เลย นี่ก็เอามาจากที่เดียวกัน จำมาใช่ไหม คิดว่าชัดนะ แน่ ยืนยันอย่างยืนหยัด เสียด้วยนะ ไม่ยืดหยุ่นเลย ยืนยันอย่างยืนหยัดเลย แต่ก่อนนี้พระเทวฑัต เป็นอย่างหนึ่ง เดี๋ยวนี้เป็นอีกอย่างหนึ่ง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไม่เกี่ยวข้อง เป็นส่วนของพระเทวฑัตเท่านั้น สรุปง่ายๆ นะ นัยเป็นอย่างนี้ สรุปง่าย อย่างนี้นะ ไปประกาศยังงี้ ก็ไปประกาศกันซิ นี่ไม่หรอก อาบัติยังไงๆ เอาไป เลย พูดที่นั่น ว่าที่นี่ แสดงอาบัติอันนั้น ไปแสดงอันโน้น ผิดอย่างโน้น ผิดอย่าง นี้ ว่ากันใหญ่เลย เปิดโปง เปิดเผยอะไร ซึ่งมันไม่ถูก พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ ให้ไปเปิดเผยอาบัติชั่วหยาบของภิกษุ ที่อาตมาพูดนี่ อาตมาไม่ได้เปิดเผยอาบัติชั่วหยาบของภิกษุใดนะ อาตมาพูดหลักธรรม ความผิด ความไม่ถูกต้องของหลักเกณฑ์ เป็นอย่างนี้ๆ อาตมาไม่ได้บอก ภิกษุ ก. นี่เขาบอกเลยนะว่าโพธิรักษ์ ใช่ไหม แม้ขณะนี้พูดประกาศนียกรรม อาตมาก็ไม่ได้พูดภิกษุใด ใช่ไหม ไม่ได้ พูด ภิกษุใด เพราะฉะนั้น การอาบัติอย่างนี้ หรือว่าการที่ประกาศไม่ตรงอย่างนี้ อาตมามันไม่ฉลาดทางโลกียะ อย่างนี้ละนะ อาตมาหมายถึงแรงของกิเลส มันแรง กันหลายขนาด มาบางคนมา นี่โอ้โฮ เจ้าพ่อคุณเอ๋ย อย่างงี้ ก็เขามาอยู่ทำไม มาแสดงกิเลสแรงๆยังงี้ ขนาดนี่ มันควรจะออกไปแล้ว ก็มี บางคนก็ฉลาดๆ กิเลสแรงแต่ ฉลาดพราง ฉลาดซ่อน แล้วก็ฉลาด แหม อาตมาพูดแล้วก็ คือ ฉลาด โง่ อาตมานึกถึงภาษานี่ ก่อนจะพูดเมื่อกี้นี้ เอ๊ เราพูดอะไรกันแน่ นี่เหมือนไม่ใช่ พูดภาษาคน พูดฉลาดแล้ว พูดฉลาดโง่ เสียด้วย คนเขาฟัง เขาจะฟังยังไง คือ เขาฉลาด แต่เขาโง่ ในอวิชชานี่ คือทำบาปให้แก่ตัวเอง มันโง่ มันเหมือนไม่รู้ จริงๆนะ เขาโง่ เขาอวิชชา เขาโมหะ ไม่รู้ละ เขานึกว่าเขาฉลาด เขาไม่ บาป แต่ฉลาดนะ ภาพฉลาดอันนี่ คือเฉโก เฉกตา มันไม่ใช่ฉลาดปัญญา มันไม่ ฉลาด กุศลก็แปลว่า ฉลาดนะ มีความฉลาดด้วย แต่ฉลาดโง่ ฉลาดสร้างบาป

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน