330316 ตัณหาฆ่าตัณหา ตอน 1 และ ตอน 2 โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2533
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์78 KB
วันที่แก้ไข18 มิถุนายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

330316 ตัณหาฆ่าตัณหา ตอน 1 และ ตอน 2 โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก

ตัณหาฆ่าตัณหา (ตอน 1) โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 16 มี.ค. 33 ณ พุทธสถานสันติอโศก

ขุ่นมาจากไหน ตื่นแต่เช้ามา ค้าง มันค้างมาตั้งแต่เมื่อไหร่ พยายามระลึก ระลึกถึงสติ ให้มีสติรู้ตัว แล้วก็รู้ อย่างน้อยที่สุดฝึกหัดโพชฌงค์ 7 ด้วยการทำ สุขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา คือเราปฏิบัติธรรมให้เป็นสุข คือเราไม่เอาล่ะ ความทุกข์ ความหม่นหมอง ความไม่สบายใจ ความไม่ชอบใจ ความไม่ผ่องใส ไม่ปลอดโปร่งนี่ เราพยายามก่อนเพื่อน เลย พยายามขจัดออกก่อนเพื่อนเลย อารมณ์อย่างนี้ เรียนรู้ปรมัตถธรรมโดยวิธีนี้ รู้ตัว ให้ได้ เรียนปรมัตถธรรมด้วยวิธีรู้ตัวให้ได้เสมอ ตลอดเวลา ทำใจให้ปลอดโปร่ง สบาย เป็นสุขาปฏิปทา เป็นการปฏิบัติที่เป็นสุข ไม่ลำบากใจ คือไม่ใช่ไม่ลำบากใจ มันก็ลำบาก ในการต่อสู้กับกิเลส แต่ว่าเราไม่ทำทุกข์ที่มีในตน หรือว่าเราไม่ทำทุกข์ที่ทับถมตนที่มีทุกข์ อยู่แล้ว เพราะธรรมดาเรามีทุกข์อยู่ เพราะกิเลสเรายังไม่หมด เหตุปัจจัยของกิเลสยัง ไม่หมด มันย่อมเป็นทุกข์อยู่แล้ว ตราบใดเรายังไม่ล้างอนุสัยอาสวะ ที่เป็นตัวเหตุแห่งทุกข์ เป็นสมุทัย เป็นทุกข์สมุทัยนี่ เรายังล้างไม่หมดนี่ มันก็แน่นอน มันยังไม่หมดทุกข์หรอก เพราะฉะนั้นทุกข์ที่มันมีอยู่แล้ว แล้วเราก็ยังมาทำทุกข์ให้ทับถมตนด้วยความไม่ รู้จักวิธี นี่เป็นวิธีที่เราได้กำไรก่อนอื่นเลย เป็นสุขาปฏิปทา เราอย่าไปเที่ยวได้ทำให้อะไร ต่ออะไรมันหนักเพิ่มเติมขึ้นไปอีก ในขณะที่เรามีศีล มีตบะ หรือมีความตั้งใจ ที่จะหาอะไร ที่จะเป็นองค์ประกอบในการที่จะได้ทำ ได้ทำการพากเพียร เพิ่มขึ้นแก่ตัวตนเอง ซึ่งเป็น ลักษณะของทุกขาปฏิปทาอย่างหนึ่งเหมือนกัน คือตั้งตนอยู่ในความลำ

อ่านต่อ

บาก โดยมีศีล มีวินัย มีหลักเกณฑ์ มีตบะ มีอะไรนี่ ที่เราพยายามกระทำเพิ่มให้แก่เรา ในการที่จะละลดหน่าย คลาย จะเป็นการสังวรระวังในเรื่องอะไรก็แล้วแต่ เราย่อมตั้งขึ้นกำหนดขึ้น เป็นอธิศีล อะไรให้แก่ตนเอง ย่อมได้ มันก็เป็นความลำบาก โดยธรรมชาติ โดยสิ่งที่เราได้เจตนา เราพยายาม แล้วเราก็ได้ขัดเกลาตัวเราเอง ไอ้อย่างนั้นเสริมซ้อนได้ ด้วยการรู้ว่า อันแรกเลยที่เราจะทำให้ตนเองเป็นสุขาปฏิปทา ก็ด้วยการทำใจในใจ ด้วยการทำอย่างนี้ อย่าไปทำใจอย่างอื่น ทำใจอย่างนี้ มันซ้อนกันได้นะ ทั้งสุขาปฏิปทา ทั้งทุกขาปฏิปทา ถ้า เราเข้าใจภาคปฏิบัติดีๆแล้ว ปฏิปทาทั้ง 2 ส่วนจะเร็วหรือช้าก็อยู่ที่ความเพียร ก็อยู่ที่บารมีของเรา มันเร็ว หรือมันช้าได้ มันจะขิปปาภิญญา หรือมันจะทันธาภิญญา ก็เรื่องของเรา เพราะฉะนั้นเราก็จะต้องฉลาดพอ ที่จะต้องใช้ให้มันเป็น ในการทุกขาปฏิปทา ก็ไม่ได้หมายความว่า เราเองเราทำนอกทาง เราก็ทำอย่างพระพุทธเจ้าท่านสอน ว่า เราต้องตั้งตนอยู่บนความลำบาก ตามประมาณที่เราจะต้องมีความพากเพียร มีอธิศีล จริงๆ ก็คืออธิศีลนั่นแหละ ถ้าจะเรียก ตั้งตบะ ตั้งธุดงค์ ตั้งอะไรต่ออะไรก็ตามใจเถอะ มันก็คือ อธิศีล ที่เราตั้งให้แก่ตนเองพอสมควร ให้มันอยู่ในสภาพที่เรียกว่า เราจะต้องได้เคร่งครัด ได้อุตสาหะวิริยะ การฝึกตนเป็นผู้ที่อุตสาหะวิริยะนั้น ก็เป็นการฝึกตน เป็นการอบรมตน ใคร ปล่อยตัวตามสบายเกินไป บำเรอเกินไป มันก็เป็นการฝึกตนอย่างบำเรอ เพราะฉะนั้นคนที่ มีอุตสาหะวิริยะ มีความพากเพียรกับคนปล่อยตัวตามสบาย เปรียบเทียบดู 2 อย่างนี้สิ ลักษณะปล่อยตัวไปเรื่อยๆ เรื่อยเจื้อยไปอย่างนั้นน่ะ อ่อนๆ จืดๆ จางๆ กับเป็นคนที่มี ลักษณะอุตสาหะวิริยะ ขวนขวาย อันไหนมันดีกว่ากันล่ะ ปล่อยตัวลอยๆล่องๆไป จืดๆจางๆ ยังงั้นแหละ โดยไม่มีหลักไม่มีเกณฑ์อะไรกับชีวิตนัก ไม่เอาใจใส่ หรือว่าไม่ขมีขมันอะไรกับ ชีวิต ที่จะสร้างสรรทั้งให้ตนเองนี่เจริญที่แท้จริง เป็นผู้เจริญทางอริยะ ประเสริฐขึ้น เจริญขึ้น โดยความเป็นจริง ซึ่งมันเป็นได้ทั้ง 2 สภาพพร้อมๆกัน คือทั้งสภาพของพฤติกรรม ความสามารถ ความรู้แบบโลกียะนี่ เป็นความรู้ในการสร้างสรร ในการกอบก่อ ในการ ทำการทำงานอะไรก็แล้วแต่ มันก็เจริญด้วย เพราะว่าทฤษฎีหลักของเรา มรรคองค์ 8 มีการคิด การพูด การงาน การกระทำประจำชีวิตอยู่พร้อมกัน แล้วพร้อมกันนั้น เราก็มี โพธิปักขิยธรรม มีโพชฌงค์สวมซ้อนอยู่ เราก็ได้ปฏิบัติธรรมอยู่ในนั้นเสร็จ ได้ระลึกรู้ต่อ สัมผัส ต่ออะไรต่ออะไรที่เราเองเราได้พยายาม ได้ฝึกฝน ได้เรียนมามากแล้วไปในตัว มันเจริญอยู่พร้อมกันทั้ง 2 อย่าง ไม่ได้มีตกต่ำสักอันเลย เป็นแต่เพียงว่าเราจะเข้าใจ แล้วเราก็จะทำได้ช่ำชอง ชำนาญ คล่องแคล่ว ทำได้ไม่ตกไม่หล่นได้อย่างไร แค่ไหน ก็อยู่ที่แต่ละคนจะฝึกหัดเอา ถ้าไม่ฝึกหัด มันก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นตื่นเช้ามาเราก็เบิกบาน เมื่อไหร่เรารู้สึกตัว เราก็เบิกบาน แม้แต่จะนอนหลับ นอนหลับเราก็พยายามระลึกรู้ รู้ตัว มันรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาเมื่อไหร่ ตั้งใจได้ ตั้ง เบิกบาน นอนไปด้วยความเบิกบาน มันมีเรื่องอะไรที่อยู่ในภพอยู่ในจิต ที่มันเป็นฝัน เป็นเรื่องราวอะไรที่มันยังฟุ้งซ่าน ยังเกิดอะไรต่ออะไรอยู่ในจิตใจ แล้วมันก็เป็นเรื่องที่ ไม่น่ารื่นรมย์อะไร เราก็ปล่อยทิ้ง ไม่ต้องไปวุ่นวายอะไรมัน เพราะว่ามันย่อมเป็นธรรมดา ธรรมชาติของจิต ที่มันยังมีความขุ่นมัว ยังมีความผูกพัน ยังมีความกังวล ยังมีอะไรต่ออะไร อยู่ ต่างๆนานาอยู่ในจิต มันก็ทำงานของมัน มันก็สังขารกันไป อะไรต่ออะไรกันไป เราก็ ขจัดมันทิ้ง มันจะมาเล่นบทบาทอะไรอยู่ ก็เป็นธรรมชาติของสิ่งที่เรายังไม่หมด ยังล้าง ไม่ได้ มันจะมาทำงานอะไรๆไปตามเรื่องตามราวของมัน มันก็เป็นอำนาจ เป็นฤทธิ์ของ ตัวกิเลสที่เป็นตัวเจ้าเรือน มันก็ละเลงของมันไปตามเรื่องตามราว ไปเอาแน่เอาเที่ยง เอาอะไรไม่ได้หรอก มันเป็นความเพ้อพก ความฝัน ความเพ้อพก มันเป็นยังโง้นยังงี้ ยังงี้ยังโง้น มีความอยากของเราบ้าง มีความกังวลของเรา มีความห่วงใยของเราบ้าง มีความกลัว กลัวบ้าง มันก็เลยรบกันเอง รบกันเองแล้วก็แก้ตัวให้แก่ตนเอง เอ้อ! เป็น อย่างนี้ก็ดีนะ หรือไม่เป็นอย่างนี้ก็ดีนะ อะไรต่ออะไรต่างๆ มันก็เลยเอามาเป็นเรื่องราว ของความฝัน ฝันไปเลอะๆเทอะๆ เราไม่ต้องไปเอาใจใส่หรอก มันเป็นยังไงก็วางทิ้งไป แล้วก็ทำให้แจ่มใสทุกเวลา ฝึกหัดเข้าจะชำนาญ ชำนาญ มีแต่สภาพที่ปลอดโปร่ง เบิกบาน เราปลอดโปร่งเบิกบาน เราก็ทำอะไรต่ออะไรได้ดี อย่างน้อยที่สุด เราก็ได้รับอารมณ์แล้ว เป็นอารมณ์ที่ได้อาศัยเป็นวิหารธรรม เป็นอารมณ์ที่ปลอดโปร่ง เป็นกำไร นั่นเป็นการฝึกหัด สติปัฏฐานด้วย รู้ตัวน่ะ จำไว้ รู้ตัวทั่วพร้อม มีสติสัมโพชฌงค์ เราก็รู้ว่า เอ๊อ! เราขณะนี้ อารมณ์เรามีอะไรข้องใจ ขุ่นใจ มันมีเรื่อง ไม่เป็นไร มันธรรมดามันมีเรื่องที่เราให้ทำ ให้ทำงาน ให้ต่อสู้ เป็นเรื่องเป็นราว เป็นอุปสรรค เป็นสิ่งที่เราจะต้องขวนขวาย สร้างสรร ทำอะไรก็แล้วแต่ แม้แต่ตัดกิเลสอยู่ ก็เป็นเรื่องให้เราทำ แต่ทำใจในใจ อย่างไร ที่มันจะเบิกบานร่าเริง ปลอดโปร่ง เบิกบาน ร่าเริงปลอดโปร่งอยู่ แม้ขณะนี้ กำลังเจอกับอุปสรรค โอ๊! นี่คนกำลังด่าเรา นี่เขากำลังจะจัดการกับเรา กำลังจะมา โค่นฆ่าอะไรเรา เราก็เบิกบานปลอดโปร่งได้ ฟังเขาอย่างสบาย สบายใจ ฟังเขาอย่าง วางๆ อย่างโปร่ง ธรรมดา ไม่ต้องมาข้อง มีอะไรต้องให้มันมัวซัว อาตมาก็ไม่รู้จะอธิบาย ในภาษาสื่อให้คุณรู้ถึงอารมณ์สภาพพวกนี้ได้มากกว่านี้ยังไง ก็พยายามนะ พยายามอธิบาย แล้ว อย่าให้มันขุ่นมัว อย่าให้มันทึบ อย่าให้มันตื้อ ให้มันโปร่ง อย่าให้มันถีนมิทธะ แล้วก็ อย่าให้มันอุทธัจจกุกกุจจะ ให้มันเต็มร้อย สตินี่เต็มร้อย โปร่ง รับ มีเอกัคคตารมณ์ มีความ เป็นหนึ่ง สนใจอะไรก็รู้อันนั้นอยู่อย่างดี ไม่วอกแวก ไม่วุ่นวาย ไม่สับสน มีกำลังของความ รับรู้ มีกำลังของสติเป็นร้อย สตินี่ ที่จริง สติแปลว่าร้อย สติ สตะนี่ มาจากรากศัพท์ที่แปล ว่าร้อย มีสติ สติเต็มร้อย มีความระลึกรู้สึกนี่เต็มร้อย ให้มีความรู้สึกอย่างนี้เต็มร้อยอยู่ เต็มร้อยเป็นยังไง คุณก็พยายามตรวจตัวเองสิ สติเต็มร้อยเป็นอย่างไร แล้วนอกจากคำว่า สติเต็มร้อยแล้ว มันเป็นสติสัมโพชฌงค์หรือไม่ รู้ตัวทั่วพร้อมแล้วเราก็รู้เท่าทันต่อทวารทั้ง 6 ได้ดูแลกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ก็มีอยู่เท่านี้ มึ 9 ทวาร ทวารกาย วาจา ใจ กับ ทวารตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันก็มีเท่านี้ ที่ได้ดูแลควบคุม มี 9 ทวารนี่ อย่าไปปิดทวาร ทั้ง 9 นะ เปิดทวารทั้ง 9 นี่อยู่ แล้วก็สัมผัสอะไรต่ออะไรอยู่ ให้มันรู้ มันเข้าใจ แล้วก็ ปรับปรุงไปเรื่อยๆๆๆ มันก็เข้าหลักเข้าเกณฑ์เข้าเป้านะ มาฟังธรรม ธรรมะที่มีความทะยานอยากเป็นมูล 9 อย่าง ในข้อนั้น ธรรมะที่มีความทะยานอยากเป็นมูล 9 อย่าง เป็นไฉน 1.เพราะอาศัยความทะยานอยาก จึงมีการแสวงหา 2.เพราะอาศัยการแสวงหา จึงมีลาภ 3.เพราะอาศัยลาภ จึงมีการวินิจฉัย 4.เพราะอาศัยการวินิจฉัย จึงมีความกำหนัด ด้วยอำนาจแห่งความพอใจ 5.เพราะอาศัยความกำหนัดด้วยอำนาจแห่งความพอใจ จึงมีการฝังใจ 6.เพราะอาศัยการฝังใจ จึงมีการหวงแหน นี่ตัวนี้น่ะร้าย กิเลสมันฝังใจ ไอ้ตัวกิเลสนี่ฝังใจ ถึงหวงแหนกิเลสนัก นี่ตัวนี้ๆ 7.เพราะอาศัยการหวงแหน จึงมีความตระหนี่ ละเอียดนะ ฟังดีๆจะเห็นได้ พวกกิเลส อุปกิเลสที่มันมี อิทัปปัจจยตากัน มีเหตุมีปัจจัยกัน อย่างนี้ๆๆๆ อย่างนี้นี่ เพราะอาศัยการหวงแหนจึงเกิด จึงมีความตระหนี่ 8.เพราะอาศัยความตระหนี่ จึงมีการอารักขา 9.เพราะมีการอารักขาเป็นเหตุ จึงมีการจับท่อนไม้ การจับศาสตรา การ ทะเลาะ การแตกแยก การกล่าวขัดแย้งกัน การชี้หน้ากัน การพูดส่อเสียด การพูดปด และธรรมะที่เป็นบาปอกุศลอีกเป็นเอนก นี้คือธรรมะที่มีความทะยานอยากเป็นมูล 9 อย่าง เรามาฟังๆดูว่า มันมีเหตุเป็นอิทัปปัจจยตากันยังไง มันถึงได้สาวโยงจาก เบื้องต้น ความทะยานอยากซึ่งเป็นเหตุร้ายตัวเดียว ทะยานอยาก แล้วเราก็ต้องรู้ด้วยนะ ว่าความทะยานอยากนี้มาบำเรอตน เอาตรงนี้ก่อน ความทะยานอยากมาเป็นตัวกูของกู อาตมาจะพูดในฐานมานะก่อน ในฐานที่จะว่าปลายก็ปลาย ทะยานอยากแบบ กาม มันเป็นฐานต้นน่ะ ฐานทะยานอยากแบบกาม มันเป็นฐานต้น ทะยานอยากอย่างมานะนี่ เป็นฐานปลาย เราทะยานอยาก อยากจะช่วยเหลือผู้อื่น เอาสูงๆไปเลย อยากจะช่วย เหลือผู้อื่น เป็นความทะยานอยากเหมือนกัน แต่ว่าความทะยานอยาก อยากจะช่วยผู้อื่นโดยที่เราเองเราไม่หมดตัวตนนี่นะ มันเป็นมานะกิเลส เป็นความคิดที่ดีเหมือนกัน แต่เสร็จแล้ว เราไม่เข้าใจลึกซึ้ง เราก็อยากจะช่วยผู้อื่น เพราะเขามีการแสวงหางานที่จะช่วยผู้อื่น ทิศ ทางที่จะช่วยผู้อื่น นี่เพราะความทะยานอยาก จึงเกิดการแสวงหา ทีนี้เพราะอาศัยการแสวงหาจึงมีลาภ พอได้ช่วยผู้อื่นแล้ว เราทำ พยายามที่ จะทำอะไรช่วยผู้อื่น แน่นอน มันจะมีผลตอบแทน อย่างน้อยที่สุด ผู้ที่เราช่วยเหลือนั่นแหละ เขาจะมีจิตรับรู้ อย่างน้อยเขาก็ให้การขอบคุณ ส่วนว่าเราไปช่วยเขาแล้ว เขาไม่รู้สึก ขอบคุณ เขาไม่รู้สึกว่าเป็นบุญคุณ ตอนนี้ตัดเลย ถ้าเป็นอย่างนั้นนะ ถ้าเผื่อว่าเรามีกิเลส มานะ ถือดีเลยนะ โดยที่เรียกว่าเป็นกิเลสมานะ ถือดี ก็เราทำดีนี่ มันก็ต้องมีลาภตอบแทน มีผล เราถือดี แล้วเราก็ยังไม่ฉลาดเลย เราต้องการความตอบแทนอยู่ แน่นอน เรายังไม่ ฉลาด เรายังไม่ได้ปฏิบัติธรรมเป็นขั้นเป็นตอนอะไรไป ทำแล้วมันจะต้องหวังผล คือเกิด ลาภ อย่างน้อยที่สุด บอกแล้วว่าเกิด ความขอบคุณ เขารู้สึกว่าเป็นบุญเป็นคุณ เป็น ผลผลิต หรือเป็นงานของเราที่ทำให้แก่เขา เราช่วยเขา อะไรก็ตามแต่ เราจะช่วยด้วย วิธีไหน จะช่วยทำงานสร้างสรรจริงๆเลย ไปรับใช้กอบก่อ ขุดดิน ฟันหญ้าอะไรก็ตามใจ เถอะ หรือแม้จะช่วยในความรู้ ช่วยในอะไรก็ตามใจ ได้ช่วยเหลือขึ้นมา จะช่วยคน ว่ายังงั้นเถอะ เขาต้องขอบคุณบ้างล่ะ ถ้าเขาไม่ขอบคุณ ทีนี้ถ้าเผื่อว่าคุณยิ่งไม่สูงในธรรม เลย ไม่มีภูมิธรรมเลย คุณก็จะโกรธเลย พรวดไปถึงข้อ 9 เลย จับท่อนไม้ ศาสตรา มาทะเลาะเบาะแว้ง ขี้หน้าขัดแย้งอะไรไปเลย มาข้อ 9 พรวดเลย ทันทีเลยนะ ก็เกิด ธรรมะที่เป็นบาปอกุศลมากมายทันที เพราะเราเองเรายึดอามิส ยึดสิ่งตอบแทน แล้วเราก็ ถือดี เราทำดีจริงๆด้วยนะ ช่วยเขาจริงๆ สร้างสรร ช่วยเขา ทำดีจริงๆ ทีนี้ถ้าเผื่อว่าความทะยานอยาก ในการที่จะช่วยเหลือผู้อื่น หรือสร้างสรรเพื่อ มนุษยชาติ เป็นโลกานุกัมปายะ อนุเคราะห์โลก เป็นประโยชน์ต่อพหุชนคนทั้งหลายมากมาย ได้เท่าไหร่ก็ยิ่งดี แล้วเราก็ประสงค์ที่จะทำ อย่างทุกวันนี้เราฝึกฝนอยู่นี่ แล้วเราก็พยายาม สร้างสรร เพื่อแจกจ่ายเจือจาน เราก็กินน้อยใช้น้อย ละกิเลสที่เห็นแก่ตัว แม้แต่เสพติด ทางกาม ทางรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสอะไรก็แล้วแต่ หรือว่าลาภ ยศ สรรเสริญ อะไร เราก็พยายามรู้เท่าทัน แล้วก็ไม่เห็นว่ามันเป็นสิ่งที่ควรจะได้ตอบแทน แม้ที่สุด สรรเสริญ หรือการขอบคุณ การระลึกรู้บุญคุณ เราก็ไม่พยายามที่จะให้มันเป็นอะไรที่ก่อเกิดในจิตใจ เรา ที่ไปอยากได้สิ่งอย่างนี้มาตอบแทน เราก็ฝึกฝนอยู่ เรียนรู้อยู่ เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าเราเองเราทะยานอยาก นี่จะพยายามอธิบายคำว่า ทะยานอยากนี้ ให้เห็น 2 นัยที่ชัดเจนเสียก่อน เราจะทะยานอยาก เป็นความปรารถนาดี หรืออยากก็ได้ อยากดี อยากจะสร้างความดี อยากจะทำความดี อยากจะทำประโยชน์ เป็นเลือดโพธิสัตว์น่ะ มันเป็นเลือดโพธิสัตว์ แล้วเราก็เรียนรู้อย่างที่กล่าวแล้วเมื่อกี้นี้ ว่า เราไม่ได้ทำเพื่อต้องการที่จะได้อะไรตอบแทนหรอก วางใจ หัดทำ อย่าว่าแต่ไม่ตอบแทน เลย ทำไปแล้วได้รับคำตำหนิ ไม่ได้รับคำสรรเสริญ ไม่ได้รับคำขอบคุณ ได้รับคำตำหนิ เสียด้วยซ้ำ ไม่เห็นบุญเห็นคุณด้วยซ้ำ นอกจากไม่เห็นบุญ ไม่เห็นคุณแล้ว หาว่าเราทำลาย เสียอีกแน่ะ อย่างที่เรากำลังเจออยู่เดี๋ยวนี้ หาว่าเราจะมาทำลายศาสนา จะมาทำความ ไม่มั่นคงให้แก่ประเทศชาติ จะมาทำความเสื่อมเสีย ซึ่งเขาก็พูดของเขาเองแหละนะ ทั้งๆที่เขาว่าเราทำดี มันค้านแย้งกันอยู่ในตัว ว่าเราทำดี เป็นประโยชน์ต่อสังคม อะไรต่อ อะไรต่างๆนานา มาเสียสละสร้างสรรอะไร แต่ทำผิดกฎ ทำผิดหลัก เอ๊! มันควรจะแก้ที่ เราทำดี หรือควรจะแก้ที่กฎกันแน่ ถ้าเผื่อว่ามันทำดี เขาก็ยอมรับผลว่ามันดีแล้ว มันไม่น่า จะเป็นความผิด มันน่าจะผิดที่กฎ ไม่ให้คนทำดีต่างหากเล่า กฎนี้มันค้านแย้งกับคนไปทำดีได้ ยังไง มันต้องไปแก้ที่กฎ ไม่ใช่มาแก้ที่เรา มันแก้ผิดที่ แล้วเขาก็ไม่ระลึกรู้เลย ให้มาแก้ที่ เรา เอ๊! ไปแก้ที่กฎซี อย่างน้อยกฎก็ต้องออกอนุโลม หรือว่าแก้เพิ่มเติมอนุบท อนุบัญญัติ บอกว่า นอกจากเสียแต่ว่า คนนี้ทำมีคุณค่าความดีอย่างนี้ๆ ยกไว้ ถ้าคนไม่ทำแล้วเป็นผลดี อย่างนี้ เป็นความผิด เอ้า! จะเอากฎเก่าไว้ใช้ก็ต้องอย่างนี้ มันถึงจะถูกต้อง แต่นี่ ไม่ทำน่ะ เอาละ เราก็ไม่มีอำนาจอะไร เราก็ได้แต่ค่อยๆเปรยๆปรายๆไป มันจนกว่ามัน จะมีบุญพอที่จะเป็นไปได้ แม้แต่เขาจะว่าเราด้วยซ้ำไป อย่าว่าแต่เราทำดี ทำจะช่วยเฟือฟาย จะ สร้างสรรอะไรต่ออะไรให้แล้ว เขาก็ยังจะเล่นงานเราเสียอีก อย่าว่าแต่ได้รับคำขอบคุณ เลย ตำหนิติเตียนก็ไม่ใช่ จะเอาตายด้วย จะห้ามกั้นไม่ให้เราทำ ทั้งๆที่ว่าเราทำดี แล้วก็ห้ามกั้นไม่ให้เราทำดี แล้วจะให้ใครทำดี ตัวเองก็ไม่ได้ทำดีเท่าเรา แล้วจะเอาใคร มาทำดีในสังคม แล้วสังคมมันจะเป็นยังไง คนทำดีไม่ให้ทำดี แล้วตัวก็ไม่ทำดี แล้วเป็น ยังไง สังคม มันน่าฉงนนะ ว่าคนเรานี้ฉลาดหรือโง่กันแน่ ก็ไม่รู้ เป็นขนาดระดับนักคิด นักวิชาการ นักรู้ เป็นปราชญ์ด้วยนะ รับเป็นปราชญ์กัน เป็น แหม! มันควรจะเป็นปาด อย่างที่ว่านั่นน่ะ ป-า-ด ปาด เที่ยวได้ปาดได้เฉือนอยู่อย่างนั้นน่ะ แล้วไม่เฉือนสิ่งที่เป็น ขี้ทูดกุดถัง มันเป็นหูดเป็นเหิดออกเสียด้วยนะ ไปเที่ยวได้เฉือนไอ้ของดีๆเขาเสียด้วย ไปเที่ยวได้ปาดเขาเรื่อยไป อะไรอย่างนี้เป็นต้น นี่ก็พูดสู่ฟัง พูดอย่างนี้แล้วก็เข้าใจดี วิเคราะห์วิจัยอะไรต่ออะไรด้วย มันก็รู้สึกว่า เออ! พวกเราก็ยังมีสภาพที่อารมณ์ หรือว่า ความต้องการอะไรที่ว่าจะฟัง 2 ส่วน 2 ด้านอยู่ นิสัยมันชอบความทะเลาะกัน มันมันใน หัวใจ ชอบบู๊ในหัวใจบ้าง ก็ฟังยังงี้บ้าง ก็พอฟังได้น่ะ เอาละสรุปแล้ว แม้จะไม่ได้อะไรตอบแทน จะได้สิ่งที่กลับไม่น่าชื่นใจย้อนมา เสียด้วยซ้ำก็ตาม เราก็จะศึกษาความจริงว่า กรรมที่เราทำ กาย วาจา ใจที่เราได้ทำลง ไปนั้น มันดีจริงหรือไม่ดีจริง ตามที่เขาเองเขามีเหตุผล มีโน่นมีนี่ค้านแย้ง โต้ต้านอะไรมา ก็แล้วแต่ ถ้าโต้ต้านมีเหตุมีผล มีนัย มีเงื่อนไขอะไรต่ออะไร มีข้อวิจัยวิจารณ์ยังไงมา เอามาให้เรารู้อีก เราก็เอามาพิจารณา ตรวจสอบให้ดีๆจริงๆ เมื่อตรวจสอบแล้ว เอ๊ะ! มันก็ไม่ใช่ข้อผิด ไม่ใช่ความผิด ไม่ใช่สิ่งเสียหาย ที่จริงมันดี แต่เขาเข้าใจผิดเอง เมื่อเราตรวจสอบดีแล้วก็วางใจอีกอย่างเก่า เราไม่ควรจะไปทำใจหม่นหมอง ไม่ควรจะ ไปทำใจอะไรต่ออะไรทั้งนั้น อย่างที่พูดแต่ต้น ที่อธิบายมาก่อนที่จะเข้าสู่สูตรนี้ เสร็จแล้ว เราก็ทำต่อไปเท่าที่เราจะประมาณ บางทีถ้าทำไปอีก มันจะทำให้มันจัดจ้านเท่าเก่า ไม่ได้ ต้องรู้จักกาลเทศะ รู้จักจังหวะยืดหยุ่น จะไปทำอะไรประเภทที่เรียกว่า ดิ่งๆๆๆไป ไม่รู้จัก การปรับแปร ปรับปรุง ไม่มียุทธวิธี ไม่ได้หรอก พังไปหมด สังคมนี้ พาซื่อ เถรตรงอะไร จนเกินการ ไม่มีไหวพริบ ไม่ได้น่ะ เราจะทะยานอยากอย่างนี้ เพื่อสร้างสรร เพื่อผู้อื่น ไม่ใช่เพื่อตัวกูของกู เป็นความปรารถนาดีที่จะทำดีนั้น แล้วก็มีการพิจารณา แม้ไม่ได้รับอะไรตอบแทนดังกล่าว แล้วก็ตาม คนอย่างนี้อยู่ในโลก ไม่ได้เป็นการขาดทุนอะไรเลยของโลก เป็นการได้กำไร ของโลก แล้วผู้ที่กระทำอย่างนี้จริง ก็เป็นตัวอย่างอันดีงามของโลก หาได้ยาก ผู้ที่จะ ทนทาน ขวนขวาย ทนทาน หรืออดทน ที่จะสร้างสรร มีความอุตสาหะ ไม่ท้อแท้ง่าย มี ความพากเพียร รู้จักความจริงตามความเป็นจริง แล้วก็กอบกู้เพื่อสร้างสรรแก่หมู่ชน การ ได้ทำอย่างนั้น เป็นการละอัตตา เป็นการละอัตภาพ เป็นการละอัตตาว่าเป็นผู้ที่ไม่เหลือ ตัวตน เป็นผู้ที่เสียสละ เป็นผู้ที่อนุเคราะห์โลก มีคุณค่าแก่โลกอย่างแท้จริง เกิดเป็นคนมี กรรมกิริยา มีความรู้ความสามารถ เหนือกว่าสัตว์ทั้งหลายในโลก ก็ควรจะมีประโยชน์ คุณค่าลงไปให้แก่โลกมากที่สุด ดินก็ควรได้รับประโยชน์จากเรา น้ำก็ควรได้รับประโยชน์ จากเรา ลมก็ควร จะได้รับประโยชน์จากเรา อากาศธาตุก็ควรได้รับประโยชน์จากเรา พืชพันธุ์ธัญญาหาร แม้แต่สัตว์ใดๆ โดยเฉพาะมนุษย์ด้วยกัน ควรจะได้รับประโยชน์จากเรา เราเป็นตัวประโยชน์คุณค่า เกิดมาเป็นตัวคุณค่าประโยชน์ในโลก ตายเมื่อใด ก็ควรเกิดมา อีก มาเป็นประโยชน์คุณค่าอยู่ตลอดกาลนาน นอกจากว่า คุณเองคุณจะพอแล้ว ปรินิพพาน แล้วก็มีสิทธิ์ก็ปรินิพพานไป ได้สร้างสรร ได้ทำคุณค่า ได้หลงมาเกิด ต้องใช้คำว่าหลง เพราะว่าคนเราไม่รู้ว่าเกิดมานี่ มันเกิดมาตั้งแต่เมื่อไหร่ มันมีอวิชชาพาเกิดมา จนเรา ได้พัฒนาอวิชชา เป็นวิชชา จะรู้ว่า อ๋อ! เกิดมาเป็นชีวิตถึงขั้นได้เป็นมนุษย์นี่ มันมีคุณค่าอยู่ ตรงนี้เท่านั้นเอง มีประโยชน์อยู่ตรงที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่น ได้สร้างสรรอะไรให้แก่โลก โลกนี้ ได้รับประโยชน์จากเรา บอกแล้ว ตั้งแต่ดิน น้ำ ไฟ ลม ไปจนกระทั่งสารพัดล่ะ อะไร ก็แล้วแต่ ได้ช่วยเหลือเกื้อกูล ดินไม่งามก็ช่วยเหลือให้งาม น้ำไม่ใส ทำให้ใส ไม้ไม่ร่ม ทำให้ร่ม ลมไม่พลิ้ว ทำให้พลิ้ว วิวไม่สวย ทำให้สวย คนไม่มีน้ำใจ ทำให้มีน้ำใจ ใครไม่มี ไฟทำงาน ช่วยกันให้มีไฟทำงาน ใครไม่เบิกบาน มาช่วยกันให้เป็นผู้ที่เบิกบานในใจกันให้ ทั้งนั้น เบิกบานในธรรม เบิกบานในใจ ไม่ต้องมาก่อกรรมก่อเวร สิ้นกรรมสิ้นเวร หมดกรรมหมดเวรกันให้ได้ ถ้าเราเองเป็นคนอย่างนี้ ถ้าเรียกมันว่าเป็นความทะยานอยาก นี่เป็นความ ทะยานอยากของพระโพธิสัตว์ เป็นความปรารถนาดีของพระโพธิสัตว์ เป็นอิจฉาวจร หรือ อากังขาวจร ที่เป็นคุณค่า เถรวาทไม่สอน ถือว่าความทะยานอยากอะไรนี่ ตีขลุมว่าเป็น ความเสียหายหมด มีแต่ประโยชน์ตนประเภทสั้นๆ ประโยชน์ตนที่ไม่รอบด้วย มันสุดโต่งไป มันก็เลยยิ่งกลายเป็นภพลึก เป็นภพลึกที่ไม่มีญาณปัญญาจะรู้ แล้วไม่มีอะไรกระแทกกระทุ้ง อะไรออกมาหรอก กลายเป็นสุดโต่ง เถรวาทจึงกลายเป็นสภาพนี้ เหตุที่เถรวาทกลายเป็นสภาพนี้ ก็เพราะว่าพระไตรปิฎกของเถรวาทนี่ พระกัสสปะเป็นผู้ที่เป็นประธานในการสังคายนา หรือรวบรวม รวบรวมพระไตรปิฎกคำสอน ของพระพุทธเจ้านั่นเอง รวบรวมคำสอนของพระพุทธเจ้ามาไว้เป็น 3 ตะกร้า ไตรปิฎก แปลว่า 3 ตะกร้า รวบรวมเอาไว้ เมื่อรวบรวมไว้ แน่นอน ผู้เป็นประธาน ผู้ที่เป็น ลูกศิษย์ลูกหา ผู้ที่จะเป็นสังฆสภา ก็ยังเป็นคนชนิดสายพระมหากัสสปะ พระมหากัสสปะนี้ เป็นสุดยอดของฤาษีที่ยังนับว่าพุทธ ฟังดีๆนะ คุณจะรู้เหตุเลยว่า ทำไมพระไตรปิฎกของ เถรวาทจึงมาเป็นอย่างนี้ แล้วทำไมถึงได้เอียงเทไป สุดโต่งไปในทางเป็นฤาษี ก็เป็นฤาษี พระกัสสปะสิ้นไปนานแล้ว ตั้ง 2 พันกว่าปี ใครจะมาควบคุมความเป็นมัชฌิมา ก็มันอยู่เขต ชายแดน ป่า ก็พระกัสสปะนี่อยู่ เลาะป่าอยู่ตลอดกาลนาน ไม่เข้ามงเข้าเมืองล่ะ พระกัสสปะ ฟังดีๆนะ คุณจะเข้าใจ จะเข้าใจเลย เลาะอยู่แต่ข้างป่านั่นล่ะ แพลบเดียว มันก็ออกนอกเขตไปแล้ว มันก็ไถลโต่งออกไปจากความเป็นพุทธแล้ว ออกไปเป็นฤาษีทันที เพราะฉะนั้นแนวโน้มสำนวนโวหาร คำอะไรต่ออะไร ต่างๆนานา มันค่อน ข้างเอียงมาทางด้านจริตของตน จริตในข้างที่ว่ามันชอบป่า มันเป็นพระป่า เพราะฉะนั้น สำนวนที่บอกอยู่ป่า อยู่เขา อยู่ถ้ำ อยู่คนเดียว อะไรต่ออะไรต่างๆนานาพวกนี้นะ โอ๊! เยอะ ถึงอย่างนั้นก็ตาม พระกัสสปะก็ไม่ได้อยู่คนเดียว อยู่กับบริวารเป็นร้อยๆ เออ! มีอยู่อย่างหนึ่ง พวกเรานี่ขอขอร้องพวกเรา อย่าใช้คำว่าสาวก สาวก โพธิรักษ์ อย่าใช้ พยายาม การฟ้องอะไร ที่เขียน ที่ข่าวอันนี้ คดีสาวกของโพธิรักษ์ บอก อย่าใช้ คดีสมณะ คดีสมณะชาวอโศก ก็ได้ คนเขานึกว่า เขาใช้แล้วเราทำไมจะต้องใช้ ตามเขา (เสียงแทรก:เราใช้บริวาร) ก็เราเขียนอยู่นี่ เราไม่ได้ใช้ยังไง ก็เราเขียน อยู่นี่ แต่แค่เป็นลูกศิษย์ก็ยังพอได้ ไม่ต้องเป็นสานุศิษย์ให้มันเขื่องนักหรอก ลูกศิษย์ก็พอแล้ว ทำไมต้องให้คำเขื่องๆนัก เรียกเป็นอาจารย์เป็นครูอะไรก็เรียกไปตามลำลอง แต่ไม่ต้อง ไปเรียกให้มันติดหรอก ผมพยายามตัดคำว่าอาจารย์ตั้งแต่แรกเริ่มมาจนกระทั่งเดี๋ยวนี้นี่ ผมไม่ได้เป็นอาจารย์นี่ ผมโก้แล้วนะ ประสบผลสำเร็จพอสมควรแล้ว ทุกวันนี้น่ะ เพราะว่า ผมไม่อยากจะแข่งกับอาจารย์สอนเต้นระบำโป๊ที่พัฒน์พงษ์ เพราะว่าพวกที่สอนเต้นระบำโป๊ ที่พัฒน์พงษ์ ก็เป็นอาจารย์นะ ฮึ! เรียกครูหรือ แล้วอย่าไปใช้คำว่าสาวกน่ะ พยายามเลี่ยง พยายามอย่าไปใช้กับเขา คนอื่นเขาใช้ เราไปห้ามเขาไม่ได้ ก็เรื่องของเขา เพราะ บางทีเขาก็ใช้ประชด เขาก็ใช้พยายามยัดเยียดแดกดันอะไรบ้าง คำว่าสาวกเราใช้กับ พระพุทธเจ้า ว่าเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าน่ะ เราใช้อย่างนั้น เขาถือด้วยซ้ำไป ที่จริง เราไม่มีปัญหาหรอก เขาจะใช้อะไรๆ ถ้าเผื่อว่าไม่ถือกัน เขาเองเขาไม่พยายาม มองจับ เป็นแง่เป็นเชิงอะไร เราก็ไม่มีปัญหาอะไร ไม่ใช่เรากลัวนะ แต่ว่าสิ่งเหล่านี้มันไป สัมพันธ์ถึงระดับโน้น เราก็เลยไม่อยากจะให้มันเป็นไปน่ะ อย่าไปใช้คำว่าสาวกน่ะ ต้องเข้าใจให้ชัดเจนซินะ เอาล่ะ เรื่องนี้ก็กำชับกำชากัน แล้วก็บอกกล่าวกันนะ อย่าไปทำให้แพ้ภัยตัว เกิดกิเลส เกิดการน้อยใจ เกิดอะไร อาตมาเทศน์มาม้วนหนึ่งนะ ถ้าน้อยใจก็เป็นไอ้ลูก หมา ที่จริงน่ะเป็นไอ้หมานะ เขาอยากให้ตั้งไอ้ควายด้วยซ้ำไป อาตมาว่ามันจะแรงไปมั้ง ไอ้ควาย เป็นไอ้ลูกหมาก็พอแล้ว อย่าไปน้อยใจ คนเราเกิดมาอย่าไปน้อยใจ ถ้ารู้สึก อารมณ์น้อยใจแล้ว รู้ตัวให้ได้เลยว่า กูกำลังเป็นไอ้ลูกหมา หมาแท้ๆ กำลังเป็นหมาแท้ๆ เลย กำลังโง่ อย่าไปน้อยใจ ไปน้อยมันทำไมใจ ใจมันจะน้อย มันจะใหญ่อะไร มันก็อยู่ที่ ใจเราเท่านั้นเอง ไปน้อยใจ คุณคงรู้นะว่า อาการน้อยใจมันเป็นยังไง อย่าไปน้อยใจ อย่าไปเสียใจ ไปเสียมันทำไมใจ ใจเต็มๆ อย่าไปเว้าใจ อย่าไปแหว่งไป ใจเต็มๆ ใจเบิกบานเต็มๆ ปลอดโปร่งเต็มๆ ทำใจในใจไว้ให้สบายๆ เบิกบาน ไปน้อยมันทำไม ให้มีธาตุรู้ทำงานเต็มที่ ธาตุรู้ทำงานไปด้วยความเบิกบาน ด้วยความเข้าใจ ไม่ต้องไปให้ มันน้อยใจ แหว่งใจ เว้าใจ ให้ใจมันหมดกำลัง กำลังปัญญาก็ลดลง จะไปได้เรื่องอะไร กำลังปัญญาลดลง กำลังความเพียรก

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน