330615 เจาะกุศลถึงขวนขวาย โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานปฐมอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
330615 เจาะกุศลถึงขวนขวาย โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานปฐมอโศก เจาะกุศลถึงขวนขวาย แสดงโดย พ่อท่านโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. 2533 ณ พุทธสถานปฐมอโศก
มีอยู่เรื่องหนึ่งที่อาตมาพยายามรอ รออยู่นะ คือพวกเรานี่ พออาตมาเปรยบอกว่า มีงานโน้นงานนี้ งานอะไรต่ออะไรบ้างนี่ เปรย หรือว่า ไม่ใช่อาตมาหรอก สมภารบ้าง หรือว่าผู้ที่เป็นผู้ใหญ่ผู้นำอะไรนี่แหละ เปรย งานโน้นงานนี้เราจะมีนะ แล้วก็บอกกันไปว่า วันนี้เราจะมีโน่นนะ หรือน่าจะทำอันโน้นอันนี้นะ อะไรต่างๆ เป็นต้น อันนั้นควรจะเป็นอย่างนั้น ควรจะเป็นอย่างนี้ อะไรนี่ พอเปรยแล้ว ทุกคนก็ได้รับรู้ เสร็จแล้วก็ มันไม่มีตัวจิตที่ว่า เออ! ใครจะเอาภาระ ใครจะขมีขมัน เออ! เราไปดูซิเราไป ไปถึงก็ไปแย่งกันทำเลย พอมีงานอะไร เปรยๆ ขึ้นมาแล้วก็ เออ! มีคนขมีขมัน ฟังแล้ว รู้แล้วก็คิดว่า เออ! เดี๋ยวเราจะต้องไปทำ เดี๋ยวๆ เราจะต้องไปดูนี่ พวกเรายังไม่มีเลย ยังไม่มีกะจิตกะใจพวกนี้น่ะ เฉย เฉย ปล่อยไป ถ้าเผื่อว่าไม่จ้ำจี้จ้ำไช หรือว่าไม่ไปติดตาม ตัวผู้ใหญ่เองไม่ไปนำพา ไม่ไปติดตาม หาย เลิก ไม่ต้องได้ทำ ไม่มีอะไรเกิด เปรยไปกับสายลมเฉย ๆ อาตมาก็รอ รออยู่เรื่องนี้ สังเกตแล้วก็พยายาม พยายามเทศน์ พยายามพูด พยายามบอกอะไรพวกนี้ไปอยู่หลายที นานมาแล้ว มันก็ยังไม่ค่อยจะดีขึ้นเท่าไหร่เลย มีแต่ เรื่องฟังแล้วก็เฉย มันเกี่ยงในใจ หรือว่ามันไม่ขมีขมัน ไม่ขวนขวาย มันไม่เอาภาระ มันไม่มีกะจิตกะใจ เป็นอย่างนี้มานาน แล้วมันก็ไม่ค่อยดีขึ้นสักทีหนึ่ง อาตมาก็ไม่รู้จะรอไปอีกเท่าไหร่ เรื่องนี้น่ะ ที่จริงพูดขึ้นมาก็รู้นะ ก็เข้าใจนะ และอาตมาก็เชื่อว่าแต่ละคนก็คงรู้คงเข้าใจ เหมือนกันล่ะ ว่าอะไรมันดี อะไรมันไม่ดี เราก็คงรู้กัน ไม่ว่าไปถึงฆราวาสแม้แต่สมณะเอง ไม่ว่าแต่แค่ฆราวาส แม้แ
อ่านต่อ
ต่สมณะเอง เป็นอย่างนั้น ทั้งๆ ที่หลายอย่าง บางทีสมณะนี่ เอาภาระได้เลย ควรด้วย แต่เฉย เฉื่อย ไม่มีอะไรก็เดินมันอยู่เฉย ลอยชายไปอยู่อย่างนั้นล่ะ อยู่ในวัดนี่แหละ ทั้งๆ ที่จะไปดูไปแล ไปเอาภาระได้ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่อง ผิดศีล ผิดธรรม ผิดวินัยอะไรเลย อย่างน้อยที่สุด เราก็เป็นสมณะ ไปนำพาบ้าง ก็เออ! ฆราวาสเขาก็จะขมีขมันขึ้นมาได้บ้าง อะไรอย่างนี้ ก็ไม่ เฉย เฉื่อย ลอยอยู่อย่างนั้นแหละ ปล่อยไปฟังแล้วก็เรื่อยๆ ไป ไม่ใช่เรื่อง เหมือนกับว่าไม่ใช่เรื่อง อะไรอย่างนี้ นี่มันไม่ใช่ความเจริญน่ะ ไอ้เรื่องลักษณะพวกนี้ มันไม่ใช่ความเจริญของมนุษย์ มันเป็นความเสื่อม เป็นความเฉื่อย เป็นความขี้เกียจ เป็นความไม่รู้จัก ไม่รังสรรค์ ไม่อะไรต่ออะไร ไม่รู้จักการก้าวหน้า การเจริญ อะไรต่างๆ นานาน่ะ เพราะฉะนั้นเราก็ พยายามมีสำนึก หรือว่ามีความระลึก พยายามปรับปรุงอบรมฝึกฝนสิ่งอย่างนี้ดูซิ ที่กำลังกล่าวถึงนี่ พยายามฝึกฝน พยายามอบรมตน ขมีขมัน ขวนขวาย เป็นคนมีกะจิตกะใจ เป็นคนเอาภาระ ถ้ามันไปแย่งกันเลย มันก็ดีด้วยซ้ำไป มันก็คงจะไม่ทะเลาะกันหรอก คนนั้นก็ว่า เออ! เราก็จะเอา คนนั้นคนนี้ เราก็จะไป คนนั้นคนนี้ เราก็จะทำ เสร็จแล้วพอเปรยอะไรขึ้นมาปั๊บ เราก็ แหม! กรูเกรียวกันไป ไปชนกัน 5 ราย 8 ราย อาตมาว่า มันดีด้วยซ้ำไป มันคงไม่แย่งกันทำ ทะเลาะกัน แหม! ต่างคนก็ต่าง ฉันจะทำ เธออย่าเพิ่งทำ ฉันจะทำเอง อะไรอย่างนี้ มันก็คงไม่ทะเลาะกันหรอก อาตมาว่ามันจะรู้สึกอบอุ่น จะรู้สึกว่าเป็นปึกเป็นแผ่นน่ะ แน่นหนา เป็นพลังอย่างดีเสียด้วยซ้ำไป นี่ก็พูดขึ้น บอกขึ้น เพื่อที่จะได้รู้จุดว่า เราควรจะพัฒนาในความเป็นคน ในความเป็นผู้ดี ผู้ประเสริฐ ที่จะมีอะไรต่ออะไรดีๆ ขึ้น เจริญขึ้น ก็พูดขึ้นมา เพื่อที่จะได้รับรู้ แล้วก็ฝึกฝนต่อไป เริ่มต้นพยายามพัฒนาตนเองต่อไปเรื่อยๆ เรายังมีอะไรที่จะต้องพัฒนา หรือว่าจะต้องกระทำให้มันเป็นผู้เจริญจริงๆ เป็นผู้ประเสริฐ เป็นผู้ที่รังสรรค์ เป็นผู้มีบุญมีกุศล มีทรัพย์จริงๆด้วยนะ ซึ่งเราก็เข้าใจอยู่แล้วว่า กรรมที่เราได้กระทำ มันก็เป็นผลของกรรม เป็นวิบาก เป็นทรัพย์ของตนๆ เป็นทายาทของตน ใครทำมากทำน้อย มันอยู่ที่การกระทำทั้งนั้นน่ะ ทำมากก็ได้มาก ทำน้อยก็ได้น้อย ทำดีได้ดี ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์เกื้อกูล สร้างสรร รังสรรค์อะไร มันก็เป็นประโยชน์เกื้อกูลรังสรรค์ ทำลาย มันก็เป็นความทำลาย เป็นหนี้ เป็นบาป มันเป็นเรื่องธรรมดา เป็นเรื่องจริงๆ น่ะ ซึ่งอาตมาคิดว่า ผู้ที่ตรัสรู้เรื่องนี้นี่นะ แหม! มันซ้อนนะ มันซ้อนจริงๆ เลย มันซับซ้อน โลกียะ ทำแล้วก็แลกคืน นอกจากแลกคืนแล้วก็ยังไม่พอนะ แลกมาเป็นอัตราตัวเงิน มันเป็นเงิน มันเป็นทอง เป็นทรัพย์ศฤงคาร แต่โบราณกาลไม่ได้แลกมาเป็นตัวอัตราเงินนะ แลกของ ก็เป็นการเกื้อกูลกันธรรมดา หนักเข้าก็กำหนด อันนั้นสูง อันนี้ต่ำ อันนั้นถูก อันนี้แพง อันนี้อัตราค่าราคาควรมาก ควรน้อย ก็มีเปรียบกัน มีเทียบกัน แต่โบราณกาล ใหม่ๆ เก่าๆ ลึกๆ ดึกดำบรรพ์ จริงๆ มันก็ไม่ได้เปรียบเทียบอะไรกัน มีข้าวไปแลกเกลือ มีเกลือไปแลกผัก มีผักไปแลกโน่นแลกนี่อะไร ก็แลกกันไป มีผ้ามาแลกข้าวอะไร ก็แลกกันไป ไม่ได้ไปถือเปรียบเทียบกัน มีอัตราราคาอะไรกันนัก ใครขาดอะไร คนนั้นก็เอาอันนั้นไป ใครมีอะไรมาก คนนั้นก็เอาอันนี้มา แจกอันนี้ แลกอันนี้ไป ผู้นี้ไม่ได้ทำอันนี้ ผู้นี้ทำ ก็เอาสิ่งที่ตัวทำไปแลกกับสิ่งที่ผู้อื่นทำ ที่ตัวเองจะต้องใช้ต้องสอย อะไรอย่างนี้เป็นต้น มันไม่มีเปรียบ ไม่มีราคาอะไรกันนักกันหนา จนกระทั่งมันมานึกเปรียบนึกเทียบราคากัน จนกระทั่งมาคิดถึงความสามารถคุณค่า อะไรต่ออะไรต่างๆ นานาสารพัด ที่จะซ้อนเชิงขึ้นมา จนกระทั่งทุกวันนี้ สมมุติเงินทองขึ้นมา เป็นอัตราแลกเปลี่ยนเลย เป็นอัตราตัวกลาง แล้วสุดท้ายก็แย่งชิงตัวกลางกัน ว่ามันเป็นสารพัดนึก แก้วสารพัดนึก ที่จะต้องเป็นอำนาจยิ่งใหญ่ แล้วมันเป็นอำนาจจริงๆ ทุกวันนี้หาวิธีใดๆ เพื่อที่จะได้เอาเปรียบเอารัด เพื่อที่จะได้สะสมอำนาจ อำนาจเงินทองทรัพย์สินอะไรต่างๆ นานา ยิ่งมีสภาพพวกนี้ขึ้น มีอำนาจที่เป็นเงินทอง เป็นของแลกเปลี่ยนอะไร ได้เปรียบได้มากๆ ขึ้น มันยิ่งทำลายกรรม ทำลายคุณค่าของกรรม ราคาของกรรม ราคาของการกระทำ คุณฟังดีๆ มันทำลาย คือมันลบค่าไปหมดแล้ว ได้อัตราแลกเปลี่ยนเท่าแรงงาน หรือเท่าคุณภาพ เท่าราคา เท่าค่าของสิ่งผลิต หรือค่าแรงงาน แล้วอัตราแลกเปลี่ยนนั่น มันก็ลบหมดแล้ว อย่างที่เราได้ศึกษามาแล้ว กำไรขาดทุน ทฤษฎีกำไรขาดทุนของอารยชน ซึ่งคุณก็คงเห็นจริงน่ะ ทฤษฎีนี้ก็คงไม่ได้หมายความว่า ฟังแล้วก็เป็นเหตุผลลอยลม เป็นเรื่องไม่เข้าท่าอะไร ก็คงไม่ใช่ ใช่ไหม เราศึกษาแล้วก็เห็นว่าอะไรเหลือ อะไรไม่เหลือ อะไรเป็นคุณ เป็นค่า เป็นบุญ เป็นส่วนได้เกื้อกูล เสียสละ มันมีอะไรตาม ให้เราตามได้ มันมีอะไรให้เราได้ศึกษา แล้วก็รู้สภาวะจริง เป็นรูปเป็นนามอะไรก็แล้วแต่ มีลักษณะจริง ที่เราศึกษาได้ เรียนรู้ตามได้ว่า มันมีค่าเหลือ มันมีส่วนที่เป็นคุณค่าของเรา จะเป็นแรงงาน หรือเป็นผลผลิตก็ตาม แล้วมันก็ได้เจือจานให้ผู้อื่น เกื้อกูลผู้อื่น สงเคราะห์ผู้อื่น ได้ทานนั่นเอง สังคหวัตถุ สังคหวัตถุ 4 นี่ ได้ทาน ได้ให้ผู้อื่นจริงๆ เป็นกรรม เป็นกุศลกรรม เป็นบุญ เป็นทานน่ะ ทุกวันนี้ โลกียะที่มันแย่งลาภ ยศ สรรเสริญ อะไรกัน ซับซ้อน จนกระทั่งไม่เหลือคุณค่าของกรรม ไม่เหลือคุณค่าของบุญ ว่าจะทำบุญ ก็กลายเป็นสภาพซับซ้อน ที่จะต้องไปได้เปรียบเพิ่มขึ้นด้วยจิตวิทยาหลายๆ อย่าง เป็นเชิงกลของทางจิตวิทยา ที่จะไปเอาเปรียบเอารัด หรือว่ามีวิธีการที่ซ้อนเชิง ไม่ให้คนอื่นรู้เท่าทัน ว่าเราจะทำอย่างนี้ไป แล้วก็ได้อำนาจความนิยมชมชื่น หรือว่าได้ฤทธิ์เดช อะไรก็แล้วแต่ ก็ซ้อน ซ้อนเชิง ทำให้เราได้เปรียบมากยิ่งขึ้น กลายเป็นยิ่งฉลาดเฉโก ฉลาดประเภทที่ฉลาดได้เปรียบ แล้วมันก็มาทำลายกรรมจริงๆ ของตนนั่นแหละ มันเป็นสัจจะนะ มาทำลายกรรมของตนยิ่งขึ้น หรือทำให้ตนนี่ ได้ก่อกรรมที่เป็นหนี้เป็นบาปซับซ้อน แทนที่จะได้อริยทรัพย์ จะได้ทรัพย์ที่เป็นกรรมที่แท้ เป็นมรดก เป็นของๆ ตน กลับกลายมาเป็นติดลบ แล้วเขาไม่รู้เรื่องกันเลยนะ แม้แต่พวกเรานี่ รู้เรื่องขึ้นมาบ้างแล้ว แล้วก็ยังทำไมไม่ขมีขมัน ถ้าเราจะเอาความรู้สึกอย่างโลกๆ เขามา ว่าเราอยู่ทางโลกนี่ เราก็ขมีขมันขวนขวาย เสร็จแล้วมันก็ได้เป็นตัววัตถุ เป็นตัวรูป เป็นเงินเป็นทองได้มา กอบโกยมา ก็ดีอกดีใจ ได้มาเป็นถุงเป็นถังอะไร แลกเปลี่ยนกลับมา เราก็ดีอกดีใจ มันมีสิ่งนั้นมาแลกกลับ มาทำลายกรรมไป มาทำลายค่าของสิ่งที่เราควรได้ไป ใช่ไหม แต่เราก็รู้สึกว่าเราได้ เราก็ดีอกดีใจ แล้วก็มีแรง มีแรงที่จะขมีขมัน ขวนขวาย ขยัน เพียร มีแรง มีแรงโดยที่เรียกว่า มันหลอกเราซ้อน เห็นไหม มันหลอกเราว่าเราได้ ที่จริงเรายิ่งไม่ได้ เรายิ่งได้มา เรายิ่งไม่ได้ ใช่ไหม เรายิ่งได้มา เรายิ่งหมด เรายิ่งไม่เหลือกรรม ไม่เหลือส่วนของกรรมที่จะเป็นบุญเป็นคุณอะไร ยิ่งได้มา แล้วเราก็กลับผ่ามีแรง นี่เห็นไหม มันซ้อนเชิง กลับผ่ามีความขมีขมัน โลภโมโทสันหนักขึ้น มันยิ่งโลภจัดขึ้นอีก โลภในสิ่งที่เราได้มา แล้วมันย้อนแย้งนะ มันลบค่าลบคุณ ออกไป แล้วเราก็กลับขยันที่จะไปทำเพิ่มขึ้น ที่จะได้เปรียบมายิ่งขึ้น การได้เปรียบมายิ่งขึ้น มันก็ยิ่งลบออกไปอีกใหญ่ ติดลบลงไปอีกใหญ่ ติดลบลงไปอีกใหญ่ ฟังทันไหม ทันไหม ฟังทันไหม เข้าใจไหมว่า เห็นไหมว่า สภาพมันลบเข้าไปใหญ่ สมมุติว่าเราไปมีอัตรารายได้ ของอันนี้ เราไปหลอกเขาหลงแล้ว เราทำ ขึ้นมาขาย ค่ามัน 100 เราไปขาย 150 เราก็ว่าเราได้กำไร 50 ใช่ไหม ที่จริงน่ะ เราลบค่าไป 50 ใช่ไหม เราลบค่าของบุญ ลบค่าของความจริงไปนี่ 50 เราก็เห็นว่า เออ! แหม! มันได้กำไรดีนะ เราก็ทำ ทำไปขาย 100 อัน เราก็ได้ลบค่าของบุญไป 100 อัน คูณ 50 นั่นไป เราก็ยิ่งเห็นว่าเราร่ำรวย โอ้โห! ได้มา เราก็คิดขยันหมั่นเพียร ทำให้มันเป็น 1,000 อัน แล้วลบไปอีกเท่าไหร่ เป็นหนี้เข้าไปอีกเท่าไหร่ แต่โลกนี่มัน โอ้โฮ! มันยิ่งได้มากได้มาย ใช่ไหม โดยรูปวัตถุ ได้มาก ได้กลับมามาก แต่แท้จริงเรายิ่งหมดกรรม ไม่ใช่หมดกรรมหมดเวรนะ ยิ่งหมดบุญน่ะ หมดบุญน่ะ หมดกุศลกรรมน่ะ มันยิ่งเป็นอกุศลกรรม มันยิ่งเป็นบาปเป็นหนี้เข้าไปอีก ซับซ้อนอีกเท่าไหร่ นี่ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า คนในโลกนี่ เกิดมาเป็นคนแล้วจะได้เกิดมาเป็นคนอีกนั้น น้อยกว่าน้อยนัก คือมันโง่อย่างนี้ มันอวิชชาอย่างนี้ มันไม่ค่อยรู้ตัว มาเป็นเทวดา ทีนี้สวรรค์ที่จะ นี่อย่างคนที่จะได้มากๆ อย่างนี้เป็นเทวดานี่ คนที่จะดูท่าทีว่าได้ร่ำได้ รวยได้มากได้มายอย่างนี้ เป็นเทวดาอย่างนี้ แล้วมันจะไปยังไง มันจะได้กลับมาเกิดเป็นเทวดาอีกได้ยังไง คุณคิดดูซิ นึกออกไหม มันจะไปได้ได้ยังไง มันจะไม่ได้เป็นเทวดาอีกไม่ได้ มีแต่มันจะตกลงไปใช้หนี้ใช้บาปใช้เวรอีกไปอีกตั้งเท่าไหร่ เห็นไหม นี่อาตมาก็พูดเรื่องนี้มานานแล้วนะ แต่พวกเราก็ยังไม่ค่อยเข้าใจชัด พูดขยายย้ำ ชี้เน้นเข้าไปอีก เอ้า! เห็นขึ้นอีก คือคงจะเห็นขึ้นวันนี้ ชี้ชัดขึ้น คงจะเห็นขึ้นอีกอย่างนี้ มันเป็นกรรมเป็นเวร เราต้องเข้าใจกรรมนะ เข้าใจสภาวะ เข้าใจกิริยา กาย วาจา ใจนี่ กิริยาของเรา กรรมมันเกิดจากกาย วาจา ใจ กรรมก็คือเราทำจริงๆ กายกรรมก็คือ เราทำลงไปจริงๆ วจี ก็เราทำลงไปจริงๆ นี่เป็นกรรม กรรมเป็นอันทำ จะได้จะเสียอยู่ที่กรรม ถ้าเราขวนขวาย เราทำลงไป ลงมือทำโน่นนี่ มันก็เป็นสิ่งที่เป็น กัมมทายาโท เป็นกัมมัสสโกมหิ เป็นกรรม เป็นกำเนิด นั่นล่ะมันเกิดแล้ว เกิดบุญ เกิดคุณ เกิดประโยชน์คุณค่า เกิดกุศล หรือเกิดอกุศล เกิดอยู่ตรงที่ทำน่ะ เกิดอยู่ตรงที่ทำจริงๆ น่ะ แล้วทีนี้ไอ้ที่ทำจริงๆ อย่างที่ว่านี่ ไอ้สภาวะโลกมันทำให้ซับซ้อน แล้วก็เลยกลายเป็นไม่รู้ หลงผิด นึกว่าได้ ที่แท้ยิ่งเสีย ยิ่งขาดทุน ยิ่งเป็นหนี้ ยิ่งเป็นเวรเป็นภัย หลงว่าเราเอง ยิ่งได้ดีล่ะนะ มันน่ากลัวๆ นะ อาตมาก็ไม่อยากจะพูดมากขึ้นไปอีก พูดมากขึ้นไป บางคนนี่ อยู่ในโลกๆ นี่ เขาฟังแล้ว เขาตายเลยนะ อื้อหือ! เขาสลบเลยนะ อย่างพวกเรานี่ ชักจะน้อยลงๆ พอฟังแล้ว พอค่อยยังชั่ว ค่อยยังชั่ว แต่ถ้าคนที่ขี้โลภขี้อะไรนี่ โอ้โห! เขาถ้าเข้าใจ มีปัญญา มีความเฉลียวฉลาดลึกๆ นะ เขาแทบสลบคาที่ลงตรงนี้เลยนะ เอ้า! จริงๆ นะ ถ้าเขาเห็นชัดเจนอย่างที่อาตมาเห็นนะ ถ้าเขาเห็นชัดเจน โอ้โฮ! เรานึกว่า เราร่ำเรารวย นึกว่าเราเองเราเจริญงอกงาม ที่แท้นี่เราสร้างนรกมหาหมกไหม้ให้แก่ตัวเองล่ะนะ นรกมหาหมกไหม้เลยนะ ให้แก่ตัวเองจริงๆ น่ะเหรอ มันผิด มันตีลังกากลับไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นบางทีพูดแรงๆ เปิดเผยจัดๆ มากๆ ไม่ค่อยได้ มันน่ากลัว มันเสียว วูบวาบเลยนะ มันเป็นเรื่องที่ โอ้โห! ซับซ้อนที่เหลือร้ายเลย ทีนี้กลับมาพูดถึงพวกเรา เราไม่ได้ไปโลภโมโทสันอย่างนั้นหรอก แต่ว่าทำไมไม่สร้างเอา เราไม่ไปโลภโมโทสัน สร้างหนี้ สร้างบาปเวรอะไรให้แก่ตัวเอง เป็นนรก มหานรกอะไรให้แก่ตัวเองก็จริงอยู่ แต่ทำไมเราไม่สร้างเอา เราทำไมไม่ขมีขมัน เราทำไมไม่ขวนขวาย เหมือนอย่างที่อาตมาเทียบให้ฟังว่า ทางโลก โอ้โห! มันรู้สึกว่ามันได้ มันยิ่งไม่เหน็ดไม่เหนื่อยแล้วนี่ เจ็บป่วย จะไปรักษาตัวก่อน ไม่เอา ทำนี่ก่อน คนกำลังนิยม กำลังได้ดี กำลังโลภโมโทสัน ได้มากก็ขมีขมัน โลภจังเลย ทั้งๆ ที่เป็นโลภ บาป โลภเอาหนี้ โลภเอาเวรภัยแท้ ๆ ซึ่งไม่รู้ตัว นั่นน่ะ เห็นไหมคนเรา มันยิ่งซ้อนเชิงเท่าไหร่ มันไม่รู้ตัว แล้วความโลภมันปิดบังอีกตั้งเท่าไหร่ นี่ความโลภมันปิดบัง มันไม่รู้ มันโมหะ มันไม่เข้าใจ แล้วก็ยิ่งโลภหนี้ ยิ่งได้สิ่งที่มันไม่ได้ ยิ่งได้สิ่งที่มันเป็นหนี้เป็นภัย เป็นเวร เป็นค่าลบน่ะ ไม่ใช่ค่าบวก ยิ่งได้ยิ่งขึ้น แรงของเขาขมีขมันที่จะ แหม! ดีอกดีใจ ชื่นอกชื่นใจที่จะไปกอบไปโกยเอา แหม! โกยเอาขี้แท้ๆ เลย โกยเอาหอกเอาปืน โกยเอาสิ่งมาเชือดเฉือนตัวเองแท้ๆ เลย วนไหม มันวนใช่ไหม มันจะเห็นได้ว่ามันวนใช่ไหม มันซับซ้อน มันตีลังกากลับ ที่อาตมากำลังคลี่ขึ้นมาให้พวกเราได้เห็นชัดๆ ถึงเส้นของมัน ว่ามันวนมา นึกว่าเป็นดี มันที่จริงมันไม่ใช่ มันเห็นกงจักรเป็นดอกบัว นี่สภาพพวกนี้ ซึ่งมันซับซ้อน แล้วมันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่จะรู้ ไม่ได้รู้ได้ง่ายๆ แม้รู้แล้ว ยังทำไม่ได้ง่ายๆ อีก รู้แล้วยังไม่ ไม่ใช่ว่ามันจะทำได้ทันทีทันใด เราทำอย่างนี้มากันทุกคน เรามีหนี้บาปหนี้เวรอย่างนี้กันมา ทั้งนั้นแหละ ใครๆ ก็ทำหนี้บาปหนี้เวรที่ ด้วยความไม่รู้อย่างนี้มาทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นเราเองเราประมาทไม่ได้หรอกว่า เราจะสะสมบุญไปอีก นี่มันต้องควรจะสะสมบุญไปแล้ว เราพอแล้วหรือ พระพุทธเจ้ายังไม่สันโดษในกุศลน่ะ ซึ่งก็เคยเอามาย้ำ มาย้ำบอก ขนาดพระพุทธเจ้าท่านยังไม่สันโดษในกุศล ท่านเข้าใจอย่างที่อาตมา เข้าใจแน่ เพราะว่าท่านฉลาดกว่าอาตมา ท่านรู้ความจริงสัจจะพวกนี้มากกว่าอาตมาแน่ อาตมาพูดให้ฟังดีๆ นะ ไม่ใช่เหตุตรรกศาสตร์นะ ไม่ใช่เหตุผลเฉยๆ ฟังดีๆ ตามสภาวะดีๆ ตามบุญ ตามบาป ตามการให้การเอาให้ดีๆ เราเอานั่นเป็นการโลภมา เราให้นั่นเป็นการสละไป บุญมันก็อยู่ที่ให้ บาปหรือว่าหนี้ มันก็อยู่ที่เอา ตามลักษณะพวกนี้ให้ชัดๆ ตามให้ดีๆ แล้วเราก็จะเห็นความจริงพวกนี้ ไม่ใช่ตรรกศาสตร์ ไม่ใช่เหตุผลลอยลม ที่อาตมาพูดนี่ มันจริงหรือไม่จริง คุณฟังเอา แล้วเราได้ทำอย่างที่เราทำ สะสมบาป สะสมหนี้นี่ เราได้ทำมากี่ชาติ เราได้ทำมานานเท่าไหร่ เราไม่รู้ตัว แต่แน่นอนล่ะ ใครไม่เชื่อว่าตัวเองได้ทำอย่างนี้มา ได้ไปโลภโมโทสันให้แก่ตัวเอง เป็นหนี้อย่างนี้มา ใครไม่ได้ทำ ไม่มี ไม่มีหรอก ใครไม่ได้ทำไม่มี ทำมากันทั้งนั้นแหละ กว่าจะได้รู้ตัว กว่าจะได้รู้ความจริง กว่าจะได้เห็นแจ้ง เห็นแจ้งอย่างชัดเจนว่า อะไรคืออะไรกันอย่างนี้ ไม่ใช่ว่ามันง่ายๆ เมื่อไหร่ ใช่ไหม มันน่าจะเอามาเทียบกันให้ดี เอามาใช้สภาพพิจารณา วินิจฉัย วิปัสสนา พิจารณาให้ดีว่า เอ๊ะ! ทำไมเราไม่เป็นอย่างที่มันควรจะเป็น ถ้าลักษณะของโลก คนโลกๆ เออ! เขาก็ขมีขมันนะ เขาได้กุศล ยังกุศลให้ถึงพร้อม สั่งสมบุญ สั่งสมกุศลได้อย่างนั้นๆ มันน่าจะสั่งสมเข้าไปมากๆๆๆเหมือนกะอย่างเป็นฆราวาส หรือว่าเป็นคนโลกๆ ที่ไม่รู้เรื่อง พอได้ โลภได้มากๆ ก็ดีอกดีใจ ขวนขวาย มีขมีขมัน มันไม่น่าขมีขมันนะ มันไปได้บาปน่ะ แล้วมันโง่ มันไม่รู้ มันก็เลยไปขมีขมันได้แล้วมันเอาแรงที่ไหนมาขมีขมัน ก็เอาความโลภน่ะ แรงแห่งความโลภน่ะมาขมีขมัน ซึ่งไม่ใช่สัจจะ ไม่ใช่ปัญญาญาณ แต่เป็นความโลภ มันยังอุตส่าห์มีแรงได้ ความโลภมันยัง อุตส่าห์มีแรง ขมีขมัน ขวนขวาย ไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย หรือว่าเหน็ดเหนื่อยก็ยังยอมทน อุตสาหะ วิริยะ โลภโมโทสัน เอาบาป เอาหนี้ เอาเวรภัย คิดดูซิ มันยังเป็นอย่างนั้น ทีนี้เราเห็นแล้ว ชัดขึ้น เอ๊! เรานี่ขวนขวายนะ ถ้าขวนขวาย ขมีขมันนี่เป็นกุศลนะ นี่เป็นบุญนะ ยิ่งกว่ายอดเพชรยอดทองนะ ยิ่งกว่าทองคำ ยิ่งกว่ายอดเพชรนะเป็นบุญ เป็นกุศล เป็นอริยทรัพย์นะ เป็นทรัพย์ที่เป็นพลวปัจจัยที่จะอยู่กับเราไปอีกนานกว่านานเลยนะ ไอ้ที่เงินทองทรัพย์ศฤงคาร ที่เราโลภโมโทสันในชาติแต่ละชาติ แต่ละชาติ เป็นวัตถุทรัพย์ ซึ่งมันลบล้างกุศลเราเสียด้วยซ้ำ นั่นน่ะ มันก็แต่เพียงชาติที่เป็นๆ นั่น เสร็จแล้วมันก็ไม่ได้เหลือหลออะไร ไอ้สิ่งเหล่านั้นก็ลอยหายไป พรากจากกันไป แล้วแถมได้บาปได้เวร เป็นไม่ใช่อริยทรัพย์ มันเป็นทรัพย์ของคนโง่ เป็นอวิชชาทรัพย์ เป็นทรัพย์ของคนที่เข้าใจไม่ได้ แล้วก็สั่งสม เรายังได้สิ่งที่ไม่น่าจะได้เลย ไปได้บาป ได้หนี้ ได้เวร ได้ภัย เราก็ยังอุตส่าห์ทำอย่างนั้นได้ นี่มันของแน่ๆ มันนานกว่า มันเป็นพลวปัจจัยแห่งแต่ละอัตตา แต่ละอัตภาพ เป็นพลวปัจจัยแต่ละอัตภาพ ถือว่าอัตตา ติดอัตตา เป็นพลวปัจจัยวิบากกรรม วิบากกรรมที่ติดอัตภาพติดอัตตาเราไป ไม่ได้ทิ้งไป ไม่ได้ทิ้งไว้ในโลก ชาตินี้ชีวิตรอบนี้เท่านั้นด้วย ใช่ไหม ไม่ได้ทิ้งไว้ในชาตินี้เท่านั้นไม่ได้ มันติดอัตภาพไปเป็นวิบากเข้าใจไหม มันติดอัตภาพไปเป็นวิบากต่อไปอีกด้วยซ้ำ ซึ่งจะนานกว่า ซึ่งจะไปเป็นจริงจังกว่า ทำไมเราไม่ขวนขวาย ทำไมเราไม่ขมีขมัน ทำไมเราไม่มีความรู้สึกอย่างที่โง่ๆ แบบฆราวาสโลกๆ เอ้อ! ก็เคยโง่ๆ มาแล้ว ทำไมไม่ฉลาดยิ่งกว่าโง่ เอ๊! จะพูดยังไงนะดีนี่ ฟังชัดๆ ฟังดีๆ ทำไมไม่ฉลาดยิ่งกว่าโง่ ทำไมมันโง่ยิ่งกว่าฉลาด ฟังดู ฟังชัดๆ เข้าใจไหม เหน็ดเหนื่อยแล้วได้กว่าด้วยซ้ำขวนขวายนี่เหน็ดเหนื่อยได้กว่านะ ได้จริงกว่านะ เป็นอริยทรัพย์จริงกว่าไหม ฟัง ฟังจริงๆ นะ ฟังดีๆ นะ ตามดีๆ ฟังความหมายชัดๆ คลี่คลายให้ฟังชัดๆ ใช่ไหม เดี๋ยวจะต้องไปพูดที่สันติอโศกอีก เรื่องนี้รู้สึกว่าคลี่คลายขึ้นมา ชัดดี สันติอโศกก็เดี๋ยวนี้ก็ร่อยๆ เรื่อยๆ ชักจะเฉื่อยๆ ชาๆ ไม่ค่อยขมีขมันอะไรกันนักหนาหรอก หลายคนก็ลาออกจากงงจากงานมา ก็ทำทีทำท่าว่า เราจะมาสร้างบุญนะ เสร็จแล้วก็ เอ๊ะ! มันก็อยู่ดีนี่หว่า ไม่ต้องทำอะไรนัก ก็วันๆ หนึ่งเลยไป ก็ลอยๆ ล่องๆ ไป ทำนั่นนิด ทำนี่หน่อย กลายเป็นเช้าชามเย็นชาม เหมือนกะอยู่ทางโลกอีก ถ้ามันมีเงินเดือน เงินดาว ได้อัตราแล้วก็เฉื่อย เช้าชาม เย็นชาม มันคล้ายๆ กับมีอัตราประจำน่ะ มีเงินเดือนประจำ ชักไม่ขมีขมัน แล้วมันก็ไม่ มันก็ได้อย่างนี้ เช้าชามเย็นชามก็ เงินเดือนก็เต็ม ชั่วไม่มี ดีไม่ปรากฏ 1 ขั้น อะไรอย่างนี้ มันก็เฉื่อยน่ะซี มันก็เช้าชามเย็นชามน่ะซี ก็ของตาย มันจะเป็นอย่างงั้น เหมือนกับพวกเรานี่มา เอ้อ! ไม่เป็นไรหรอก เราก็กินน้อย ใช้น้อยแล้วประเดี๋ยวเราก็ได้กิน ประเดี๋ยวเราก็นอน เดี๋ยวก็พัก เดี๋ยวก็อย่างโน้นอย่างนี้ มันมีวัฏฏะที่มันไม่ต้องไปเหน็ดเหนื่อยอะไร มันไม่ต้องลำบากอะไรนี่ ความไม่ลำบากนี่ ทำให้พวกเรานี่ประมาท ไม่ขมีขมัน ความไม่ลำบากนี่ เลยความไม่ลำบาก เลยไม่ทำให้ เราเองตั้งตนอยู่บนความลำบาก เพราะฉะนั้นศัพท์คำที่บอกว่า จงตั้งตนอยู่บนความลำบาก กุศลธรรมเจริญยิ่ง นี่ชัด ชัด ชัดที่สุด แล้วเราไม่ตั้งล่ะ เราไม่ตั้ง แล้วใครตั้งให้เราล่ะ ถ้าเราไม่ตั้งตนอยู่บนความลำบาก ใครตั้งให้เรา อาตมาก็ได้แต่บอก ตั้งซิ ตั้งซิ ตั้งซิ ได้แต่บอกทุกวัน บอก ได้ยินแล้ว แต่ไม่ตั้ง ตั้งตนนี่ ภาษาพวกนี้ไม่ใช่ตื้นๆ นะ ผู้ตั้งตนบนความลำบาก ตั้งตนน่ะ เราก็ฟัง ก็พูดกันมานาน ไม่ใช่ว่าลำบากนี่มีคำอื่นนะ ก็ใช้คำนี้แหละ จงตั้งตนบนความลำบาก กุศลธรรมเจริญยิ่ง แล้วใครตั้งล่ะ ตั้งตนก็คือตนตั้งใจ ตั้งการกระทำ ตั้งกาย วาจา เราต้องตั้งมันเอง ต้องพยายามตั้ง ตั้งแต่ตั้งใจแหละ ต้องพยายามสำนึกแล้วก็ดันตัวเองนั่นแหละตั้ง ตั้งใจ แล้วก็พากาย พาวาจา พาตัวเราเองตนนี่ พาตัวเราเองให้ได้สร้างกรรมที่เป็นกุศล หรือท่านก็บอกไขความแล้วว่า บนความลำบาก เพราะฉะนั้น ถ้าสิ่งใดมันไม่ลำบากแล้วเราก็เลย พอเวลาเหตุแวดล้อม สิ่งแวดล้อม เออ! สบายๆ ไม่ลำบาก แล้วเราก็เลยไม่ลำบาก ไม่ตั้งตนให้มันลำบากขึ้น เพราะว่า มันไม่อดแล้วนี่หว่า ไม่อดไม่อยากแล้ว ไม่เป็นไรแล้ว เหลือกินเหลือใช้ พอแล้ว อะไรต่ออะไรนี่ มันก็เลยประมาท ไม่ตั้งตนอยู่บนความลำบาก กลายเป็นปล่อยเฉื่อย อย่างที่ว่านั่นน่ะ เช้าชามเย็นชาม เหมือนกับข้าราชการ มีเงินเดือนแล้วก็ ชั่วไม่มี ดีไม่ปรากฏ 1ขั้น ถ้ายิ่งดีปรากฏ หลายขั้น อะไรอย่างนี้ มันก็ไปอย่างนั้นเอง ถ้าใครไม่อยากจะได้ 2ขั้น 3ขั้น ก็เฉยๆ เช้าชามเย็นชามไป มันกลายเป็นอย่างนั้นจริงๆ นี่มันเป็นเรื่องของกิเลสของคน มันไม่เห็นความจริง ถ้าเห็นความจริง ไม่เช้าชามเย็นชาม ไม่เฉื่อย อย่างที่ว่านี่นะ มันก็เป็นกุศลแท้ ยิ่งเรารู้สัจจะลึกขึ้น อย่างที่ว่านี่ เป็นคนโลกๆ เราก็ยังเคยหลงผิด แล้วยังขวนขวายกับสิ่งที่มันไม่น่าจะต้องไปโลภโมโทสัน มาลบค่าของกรรมของเราด้วยซ้ำ นี่ฟังชัดขึ้นมาแล้วนะ แต่เราก็ได้กระทำ เรายังได้หลงผิดมา ทีนี้เมื่อเรามาเข้าใจถูก มันกลับไม่ได้เป็นสภาพที่ยิ่ง มันยิ่งเจริญยิ่งนะ เพราะว่าเราไม่ได้ไปทำในสิ่งที่ไปโลภโมโทสัน เราทำแล้วก็เป็นการสงเคราะห์ เป็นสังคหวัตถุ เป็นการสังเคราะห์สังคหวัตถุ 4 มีทาน มีปิยวาจา มีอัตถจริยา เติมเนื้อหาสาระของแก่นสาร อัตถจริยานี่ เป็นพฤติกรรมของเนื้อหาแก่นสาร อัตถจริยาแท้ๆ จริงๆ ใช่ไหม มันได้สร้างสรรสิ่งที่เป็นบุญที่จริง อริยทรัพย์ 4 นั่นแหละ อัตถจริยา ศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา อันนี้สำคัญนะ อัตถจริยานี่ มันก็คืออริยทรัพย์ นี่จะเข้าใจชัดขึ้น เห็นไหม อัตถจริยานี่ สังคหวัตถุ 4 มีทาน ก็คือได้ให้ ให้อะไร ให้แล้วได้อะไร ก็คืออัตถจริยานี้แหละ เป็นพฤติกรรมที่เป็นแก่นสาร อัตถจริยา ความประพฤติ ประพฤติได้แก่นสาร แก่นสารอะไร อริยทรัพย์ 4 ได้ศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา ซึ่งถ้าขยายอริยทรัพย์นี่ขึ้นไป เป็น 7 มันก็อยู่ในนั้นเสร็จ มันเป็นตัวนามธรรม เป็นตัวบุญที่แท้ เป็นตัวกุศลที่แท้ มันจะได้ จริงๆน่ะ แหม! ดีนะ ไม่ต้องเปิดหาอีก แต่ที่จริงเจอแล้วล่ะเมื่อกี้นี้ กระดาษแผ่นนั้น เจอแล้ว ใช่ จำได้ ฟื้นขึ้นมาแล้ว จำได้แล้ว เอ๊! เรานี่ ถึงว่าสัญญาไม่ค่อยดี ก็ยังดีกว่าพวกเราอยู่นะ มันเป็นยังไงนะ พวกเรานี่ ฮึ! ไม่จำอะไรเอาเลย พึ่งอะไรอาตมามากล่ะ อาตมาตายไปแล้ว ไม่ได้พึ่งนะ ต้องพึ่งตนนะ เพราะฉะนั้น สัญญาตนก็ต้องทำ มันยิ่งไม่เที่ยงนะ สัญญานี่มันไม่เที่ยง ไม่ใส่ใจ ไม่พยายามย้ำมัน ให้มันจำในสิ่งที่น่าจำ ถึงจำให้ตายยังไง มันก็ไม่เที่ยงน่ะ จะไปจำไอ้สิ่งที่ไม่น่าจำนัก จำอุปาทาน จำสิ่งภพชาติที่ตัวเองติดยึด จำจัง ให้ล้าง ให้ละ ก็ไม่ค่อยล้างแล้ว อุปาทานน่ะ ไม่วาง ไม่ปล่อยละ ไอ้สิ่งที่น่าจะจำมาใช้นี่ ทั้งๆ ที่ไม่ติดไม่ยึดอะไรหรอก นี่มันก็ไม่ติดไม่ยึดอะไร เอามาปฏิบัติประพฤติ ได้บุญ ได้กุศล ได้ความเจริญด้วยซ้ำไป ไม่ค่อยจะจำ นี่ไม่เห็นความสำคัญในความสำคัญ แต่ไปเห็นในความที่ไม่สำคัญเป็นความสำคัญ มันก็เลยไม่เจริญอย่างนี้ นี่เราเข้าใจสัจจะขึ้นไปยิ่งๆ ธรรมะพระพุทธเจ้าสอนเอาไว้ นี่ล่ะสูตรเก่าๆ อะไรๆ นี่ อธิบายพิสดารยิ่งขึ้น มีอะไรนัยซับซ้อนลึกซึ้งขึ้น เราจะเห็นความลึกซึ้งเป็นคัมภีรา ลึกซึ้งขึ้นจริงๆ อย่างวันนี้นี่ พลิกมุมอธิบายของลึกให้ตื้น ของยากนะ เป็นนามธรรม เป็นเรื่องประณีต เป็นเรื่องสันตา ปณีตา นี่มันสันตา ปณีตา มันสงบรำงับ ประณีต ลึกซึ้ง ซ้อนเชิงนะ ละเอียดลออ พยายามพลิกออกมา พลิก โอ้โห! กว่าจะพลิกออกมาได้อย่างงี้ อาตมาว่าอาตมาเก่งขึ้นนะนี่ พูดวันนี้ก็เก่งขึ้นน่ะ พวกคุณก็ต้องฟังตามให้ทันให้ได้ ให้เข้าใจ ไม่ใช่สับสนหัวหาง ใครเมาบ้างนี่ ฟังวันนี้พูดนี่ เมาไหม ใครเมามั่ง เอ๊ะ! สับสน แล้วทำไมพูดยังไงกลับกัน เอาอันโน้น ด้านโลกียะมากะโลกุตระ อาตมาว่า อาตมาคลี่ออกเหมือนคลี่เสื่อ หัวเสื่อ หางเสื่อ ออกไปอีกนะ อาตมาว่าไม่สับสนเท่าไหร่นะ คลี่ออกมา วันนี้พูดนี่ เห็นชัดเจน แต่ซ้อน เปรียบเทียบให้เห็นชัดเจน ทำไมแต่ก่อนนี้ เราโง่ เห็นความโง่หนักไหม โง่ที่ไปทำสิ่
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive