330407 สมาธิ และสัมมาสมาธิ ตอนที่ 6 โดย พ่อท่าน โพธิรักษ์ งานพุทธาฯ ศาลีอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
330407 สมาธิ และ สัมมาสมาธิ ตอนที่ 6 โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ งานพุทธาฯ ศาลีอโศก
สมาธิ และ สัมมาสมาธิ ตอนที่ 6 โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ เนื่องในงานพุทธาภิเษกสุดยอดปาฏิหาริย์ของพุทธ ครั้งที่ 14 ณ พุทธสถานศาลีอโศก เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2533
ปีนี้ละก็ผิดพลาดอย่างมากเลย ถ้าไม่ได้นั่งกันวันนี้ละก็ นี่พึ่งจะตี 4.06 นาทีนี่นะ ก่อนอื่นทบทวนสูตรต่างๆ ที่ได้เอามาบรรยายนี่เสียก่อนว่า มาจากอะไรต่ออะไรบ้าง สำหรับสูตรในหนังสือเล่มที่ในอานาปานสตินี่นะ บอกไว้ในที่นี่หน่อยก็ได้ เพราะว่าในเสียง ในเท็ป ในอะไรมันจะไม่มีด้วยนะ สูตรแรกเลยนะ ที่ว่า กายไม่หวั่นไหว จิตไม่หวั่นไหว งามนอกงามในนั่น มาจากพระไตรปิฎกเล่มที่ 19 สังยุต มหานิกาย มหาวรรค ตั้งแต่ข้อที่ 1324 มาจากพระไตรปิฎกเล่มที่ 14 ข้อ 288 มาเรื่อยๆแหละ ข้อ 288 ทำสังคายนาใหม่ ข้อชักเปลี่ยนไปแล้ว แต่เล่มไม่เปลี่ยนนะ เล่มตามได้ แต่ข้อเปลี่ยนไปแล้ว ในภาษาไทย ฉบับชุดสังคายนาใหม่ ถ้าใช้ฉบับหลวงจะตรง ที่ใช้นี่ ใช้ฉบับหลวง ฉบับที่พิมพ์มาตอนก่อน ตอนแรกๆพิมพ์มา 2500 นั้น ถ้ามาใช้ฉบับใหม่ ฉบับสังคายนานี่ ข้อเขามีแก้เปลี่ยน ถอดออกมั่ง ตัดออกมั่ง อะไรก็มี ซึ่งไม่น่าจะถอด ไม่น่าจะตัด แต่ทำไมเขาจึงทำอย่างนั้นก็ไม่รู้ เขาสังคายนากันใหม่ แล้วฉบับทำสังคายนานี่โดนถล่มมาก ใช้เงินไปตั้งหลายสิบล้าน อาตมาก็ไม่เข้าใจว่าทำไมมันถึงใช้เปลืองมากขนาดนั้น ถ้าให้อาตมาพากันทำสังคายนา คงจะไม่ใช้ถึงหลายล้านขนาดนั้นหรอก แม้จะบอกเป็นราคาค่าพิมพ์หนังสือก็ตาม ต่อไป สันรัฐสูตรนั้น มาจากพระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่ม 18 ตั้งแต่ข้อ 369-373 สันรัฐสูตร สูตรที่ว่าด้วย เวทนา เปรียบด้วยลูกศร พระไตรปิฎกเล่มที่ 18 ข้อที่ 369-373 ต่อไป สัมมุขสูตร ว่าด้วย นิมิต 3 มาจากพระไตรปิฎกฉบับหลวง
อ่านต่อ
เล่มที่ 20 ตั้งแต่ข้อ 542 ข้อเดียวนะ อันนี้ข้อเดียว ข้อ 542 ข้อเดียว เรื่อง สมาธิและสังขาร มาจากพระไตรปิฎกฉบับหลวง เล่มที่ 12 อันนี้ไม่ได้บอกว่า มาจากข้อไหน จุลเวททัลลสูตร ที่นางวิสาขากับภิกษุณีธรรมทินนาถามกัน ส่วนเรื่องของการระงับสังขาร 3 ต่อมานั้น มาจากพระไตรปิฎกเล่ม 31 ตั้งแต่ข้อ 222 แต่ไม่ได้เรียงกันทีเดียวนะ ข้อ 222 และก็ข้อ 403 ข้อ 410 และก็ข้อ 411 ที่ได้เอามาอ่านให้ฟังนี่ และสูตรสุดท้าย ที่เราได้นำมาอ่าน เรื่อง สมาธิภาวนา 4 นั้น มาจากพระไตรปิฎกเล่มที่11 สังคีติสูตร เล่ม 11 ข้อ 307 ข้อเดียว เรื่องของสมาธิภาวนา 4 ทบทวนนิดหนึ่ง ว่าเราต้องเข้าใจอานาปานสตินะ อาตมาเคยตั้งใจว่าตั้งแต่เขียนทางเอกภาคผนวกว่าจะเขียนสรุป จะเอาอานาปานสติเป็นหัวเรื่อง เป็นหัวชื่อ แล้วก็จะเขียนให้เห็นถึงอานาปานสติตั้งแต่หลับตา ไปจนกระทั่งถึงอานาปานสติลืมตา ว่าจะทำอย่างนั้น แต่เสร็จแล้ว ก็ไม่มีเวลาได้เขียนเลย จนกระทั่งบัดนี้และก็คงจะไม่ได้เขียนอีก อาตมาทุกวันนี้ ระลึกว่า เอ๊ ถ้าเราจะเขียนหนังสือเหมือนอย่างที่ได้เขียนคนคืออะไร เขียนหนังสือทางเอก อย่างนี้นะไม่ได้ทำอย่างที่ทำ คือพูดๆๆไปแล้วก็ให้เอาไปถอดเท็ปเอามาเรียบเรียงเหมือนกับสมาธิพุทธเนี่ย ซึ่งอาตมาคิดว่ากว่าจะเขียนได้ออกมาลึกกว่า มันจะได้ตอนที่อาตมาเขียนหนังสือ มันลึกกว่าพูดๆๆแล้วก็ให้ไปเรียบเรียงมาทำ อย่างสมาธิพุทธ อาตมาก็รู้สึกอย่างนั้นนะ ถ้าให้อาตมาเขียนเอง อาตมานี่เขียนได้ลึก และร้อยเรียง เจาะลึกได้มาก ไอ้เรื่องกว้างไม่ยากหรอก เรื่องกว้างเอาอะไรมาเป็นเค้าเงื่อนก็ได้ แนวระนาบนี่ไม่ยาก เอาอะไรมาเป็นเค้าเงื่อน ว่ากันต่อพืดไปหมดเลย ไม่มีปัญหา แต่ว่าจะเจาะลึกลงไปในแนวลึกแนวดิ่งของแต่ละเรื่องๆอะไรต่ออะไรพวกนี้ เขียนนี่ใช้เวลาแล้วก็ได้เพ่ง ได้พยายามที่จะตรวจสอบถึงสภาวะ ตรวจสอบถึงอะไรต่อมิอะไรได้นาน เพราะฉะนั้นถึงได้พยายามใช้ภาษา เขียนอธิบาย หรือพยายามที่จะกำหนดอะไรต่ออะไรออกมา สื่อให้พวกเราได้ฟังนี่ มันมีเวลาได้ใช้ ได้ไตร่ตรองตรวจสอบ บางทีนี่ กว่าจะได้เขียนออกมานี่ ก็ต้องพยายามที่จะเอาสภาวะนั้นออกมาเป็นภาษาได้ยากและนาน กว่าจะได้ บางทีอย่างนี้ เขียนหนังสือจะได้บรรทัดหนึ่ง สองบรรทัดนี่ บางทีนี่ ติดอยู่ตรงสภาวะบางเรื่องบางราวนาน แต่พูดนี่ยังไงๆ มันต้องพูดออกไปต่อเนื่องไป มันไม่ได้มานั่งเจาะ เพราะฉะนั้น มันจะตื้นกว่า พูดนี่มันจะตื้นกว่า เอาไปเรียบเรียงแล้ว แล้วเอามาเกลาอีกทีหนึ่ง มันก็ไม่เหมือน ไม่เหมือนที่อาตมาเพ่งเขียนทำติดต่อกันไป มันอาจจะยืดยาด มันอาจจะอะไรต่ออะไรวนๆบ้าง อาตมาก็ว่ายังละเอียดลออลึกกว่าที่พูด ที่เอาเรียบเรียงนะ แต่มันทำได้ขนาดนี้นะ ก็ยังนึกอยู่เลยว่า เราจะมีเวลาไหมนะ ในชาตินี้ ที่จะมีพวกเราได้ทำงานแทนอาตมาไปหมด อาตมาไม่ต้องมาเสียเวลาในอะไรๆหลายๆอย่างนี่ ที่จริง ทุกวันนี้ งานมันจะต้องพยายามดูแล ทั้งก่อตั้งแล้วก็สร้าง ดูแลมากเหลือเกิน มันก็เลยไม่มีเวลาที่จะปลีก จะทำ อย่างที่ว่านี้ เพราะต้องใช้เวลามาก เวลาเขียนนี่ ต้องใช้เวลามาก อาตมาเขียนทางเอก ตอนนั้นไม่มีงานอะไรมาก มีงานอบรมพวกเราอยู่จำนวนหนึ่ง อยู่แค่ในวัด งานอื่นๆ ไม่มีภาระอะไร นอกนั้น ทำของตัวเองไป พากันจาริกไปโน่นมานี่ อาตมาก็ทำไปอย่างสบายๆ ไม่ต้องไปคำนึงถึงอะไร ก็เพราะว่ามันแคบ จะไปไหนก็ไม่ต้องไปกำหนดอะไรเอาไว้ว่า อันนั้น งานที่นั่น งานที่นี่ เรื่องนั้น เรื่องนี้ไม่มี ตอนนั้นไม่มี ไม่ต้องไปคำนึงอะไร เพราะฉะนั้น โปร่ง จะเขียนก็เขียน เมื่อไหร่มีเวลาก็เขียน อาตมาจาริกไป มีเทียนเล่มหนึ่ง แล้วก็มีบาตร เขียนบนบาตร มีที่นั่งตั้งไว้เขียนไป ไปขึ้นเขา ลงห้วย ข้างทางที่ไหนเขียนตะพึด ในทางเอก นี่ เขียนไปเรื่อยๆ ใช้เวลาที่เราพักผ่อนแล้ว เขียน ตื่นเช้าเขียน กลางวันเขียน หรือว่าเย็นเขียน แล้วแต่ตอนไหน ส่วนมากเช้า ตื่นแต่เช้า นั่งเขียน มันก็ได้อย่างนั้น ก็ไม่นึกเหมือนกันว่า ตัวเองจะเขียนออกมาได้ยาวยืดยาดถึงขนาดนั้น มารวมแล้ว โอ้โฮ! ไม่ใช่เล่มเล็กๆ ตั้งหลายเล่ม ถ้ามีเวลาได้เขียนหนังสืออื่น ได้เขียนเรื่องอื่นๆ ซึ่งจะเขียนอะไรก็ได้ เรื่องเยอะแยะ ที่อาตมาจะนำมาเขียนนี่ ที่นำมาบรรยายใน งานพุทธาภิเษกฯ ก็ดี หรืองานปลุกเสกฯก็ดี ตอนหลังๆ ที่จับเรื่องขึ้นมาที่สำคัญๆ จะเขียนนั่นน่ะ ได้แล้ว บรรยายไปแล้ว และเอามาเรียบเรียงรวบรวมมา ซึ่งอาตมาก็เห็นแล้วว่า มันไม่เหมือนที่อาตมาจะเขียนออกมาเองหรอก ถ้าจะเขียนซ้ำ เขียนซ้อนอีก ก็เหมือนกับไปรื้อ แล้วมันก็ต้องได้ ที่จริงมันก็ดี ถ้ารื้อได้มันก็ดี ทำให้มันละเอียดลออขึ้น มันก็ดี แต่มันก็ยังไม่มีเวลา แม้แต่เขาเรียบเรียงไว้แล้วนี่ จะเอามาตรวจอีกทีหนึ่ง ทำเพื่อที่จะพิมพ์เป็นเล่มออกมา แต่ละคราวๆ ก็ควรจะทำ แต่ไม่มีแรง ไม่มีเวลา ที่จะไปทำได้อีก เรียบเรียงไว้แล้วนะ หลายเรื่องด้วย ทุกขอริยสัจ ก็บรรยายไปแล้ว เรียบเรียงมาแล้ว เรื่องวิชชา 9 ก็พูดไปแล้ว เรียบเรียงไว้แล้ว แต่ก็ยังไม่ได้ทำต่อ ยังไม่ได้ออกมาเป็นเล่ม มันน่าจะได้ออกมาเป็นเล่มเหมือนสมาธิพุทธ อย่างน้อยก็อย่างนั้น สมาธิพุทธ ตอนสอง ก็เรียบเรียงขึ้นมาแล้วนะ ยังไม่ได้ทำออกมาต่อเลย สมาธิพุทธ เล่ม 2 มันยังไม่จบทีเดียว ยังไม่หมดตามสารบัญ เล่ม 1 นั่นน่ะ มีไว้ครบนา แต่ไม่ได้หมด ตามสารบัญนั่น และยังไม่ได้ทำต่อ ถ้าเผื่อพวกเราแข็งแรง มีสมรรถภาพเพียงพอ ช่วยกันบริหาร ช่วยกันรับงาน ทำอะไรต่ออะไรไปได้ดี ทุกวันนี้ก็ดีขึ้น และมันกว้าง ชีวิตมนุษย์ สังคมของมนุษย์ทั้งหมด มันกว่าจะแข็งแรงตั้งมั่น เป็นระบบ แล้วก็มีวัฒนธรรม มีจารีตประเพณี มีพฤติกรรมของชีวิต มีกิจกรรมของชีวิต ในกลุ่มชน อย่างกลุ่มชนพวกเรา ที่กำลังเป็นไปนี่ แม้แต่มีพิธีกรรมอะไรก็ตาม อาตมาก็พยายามที่จะสรุปกรรมเอาไว้ ในสังคมมนุษย์ของเรานี้ จะเป็นชุมชนใดก็แล้วแต่ มันจะประกอบไปด้วย พฤติกรรม กิจกรรม พิธีกรรม ในแง่ความหมายของมัน อาตมาพยายามสรุปกรรม เอาไว้อย่างนั้น มันจะมี อย่างคนหมู่นี้มีพฤติกรรม ก็ไม่เหมือนคนข้างนอกที่เขาเองเขาได้อบรมในความรู้สึกนึกคิด หรือหลักเกณฑ์ของชีวิต เมื่ออบรมอย่างนั้น และเห็นอย่างนั้น เป็นชีวิตอย่างนั้น ก็เป็นคนที่มีพฤติกรรมอย่างนั้น แม้แต่กิจกรรม หรือกิจการ การงานทั้งหลายแหล่ อันประกอบอยู่ในชีวิตของมนุษย์ การงานทั้งหลายแหล่ของพวกเรา เราก็เลือกเฟ้น หรือรู้ว่างานใด ควรจะทำ งานใดไม่ควรจะทำ งานใดควรจะเป็นหลักแกนสำคัญ งานใดไม่ใช่ หลักแกนสำคัญอะไรก็มีขนาดสำคัญเอก สำคัญรอง อะไรลงไปเราก็มี ในส่วนที่เรามี ส่วนที่เราไม่มี เราไม่เอา เราไม่เห็นดีด้วย มันก็ไม่เหมือนกันนา อย่างเช่นว่า เราเห็นว่า งานทำนา นี่ เป็นงานเอก เป็นงานสำคัญหลัก ควรเชิดชูบูชา ทำนาทำไร่ ซึ่งเป็นเรื่องของอาหาร เป็นความสำคัญ เป็นหนึ่งในโลก ดังที่พระพุทธเจ้า ท่านตรัสตอบเน้นเอาไว้ว่า อะไรเป็นหนึ่งในโลก อาหาร เป็นหนึ่งในโลก เพราะฉะนั้น อันนี้ต้องสำคัญ เป็นหนึ่งเป็นเอก เราคิดตื้นๆสามัญสำนึกเรารู้ได้ว่า จริง มันสำคัญ เป็นหนึ่งในโลก จะเรื่องของเศรษฐกิจ เรื่องของสิ่งที่ควรกระทำเป็นการกระทำการงาน ความสำคัญเกี่ยวเนื่องกับชีวิตมนุษย์มันเป็นเอกจริงๆ ถ้าเราไม่ให้ค่ามันสำคัญได้อย่างไร และที่นี่ความเห็นของพวกเรานี่ สำคัญ เพราะเราต้องทำ ต้องสร้างให้ดีที่สุด ให้มีบริบูรณ์ สมบูรณ์ที่สุด คำว่าสมบูรณ์ ก็ไม่ใช่ล้นเหลือ เราก็มีหลักเศรษฐกิจเหมือนกัน มีหลักเศรษฐศาสตร์เหมือนกัน ไม่ใช่เฟ้อเกิน แต่ว่าก็จะต้องมากเพียงพอ ที่จะเผื่อเหลือเผื่อขาด และต้องราคาถูกอีกด้วย หรือแจกกันเองได้อย่างง่ายๆ นี่เป็นความรู้ เป็นปรัชญา เป็นแนวคิด เป็น ความเข้าใจของพวกเรา เป็นทิฏฐิความเห็น ที่เราจะต้องเห็น หรือต่างกันกับโลก ว่า ถ้ามันสำคัญมันต้องแพง อันนั้นไม่ได้ ที่จริง ในโลกเขาก็รู้นะว่า ถ้าให้ข้าวราคาแพงเกินไปแล้วล่ะก็ประชาชนตายแน่ๆ ไปไม่รอด เพราะฉะนั้น จึงต้องกดราคาข้าวเข้าไว้อยู่ตลอดเวลา แล้วก็ค้านแย้งกัน ชาวนาก็เลยกลายเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐบาล มากดราคาข้าวเขาไว้ ไม่บอกเขาให้รู้ว่า ราคาข้าวนั่น ต่ำไว้นั่นดีแล้ว ขายราคาข้าวได้ถูกเท่าไหร่ก็เป็นคุณค่าของตัวเราเองเท่านั้น ยิ่งแจกฟรีได้ ก็ยิ่งเป็นบุญ เป็นคุณ เป็นกุศล เป็นคุณค่า ซึ่งอาตมาก็พยายามอธิบายถึงหลักบุญนิยม ทฤษฎีบุญนิยม ต้องมีปัญญา มีแนวคิด มีความเข้าใจ ในหลักบุญนิยมให้ถูกต้อง และก็ต้องทำให้สอดคล้องเป็นจริง ทุกวันนี้มันอยู่ในหลักทฤษฎีของทุนนิยมทั้งนั้น ซึ่งเอากิเลสความเห็นแก่ตัวความโลภเป็นเจ้าเรือน หรือเป็นตัวบันดาลทางความคิดหลัก แล้วก็ตั้งทฤษฏี มันไม่ต้องตั้งหรอก มันเกิดมาเอง ตามภาษาของปุถุชน และมันก็เกิดทฤษฏีทุนนิยมขึ้นมา เป็นทฤษฏีทุนนิยม เป็นทฤษฏีของปุถุชน ขอยืนยัน แล้วมันก็ไปไม่รอด มันเป็นทุกข์ เพราะมันไม่ได้เป็นทฤษฎีที่คำนึงถึงความพ้นทุกข์ ไม่ได้เป็นทฤษฏีที่คำนึงถึงความเสียสละที่แท้จริง ความไม่เห็นแก่ตัวที่แท้จริง มันเป็นทฤษฎีของความเห็นแก่ตัว ทฤษฎีของความโลภ ความเห็นแก่ได้เอาเปรียบ และมันเป็นอย่างนั้น มันไปไม่รอด มาพูดกันเมื่อไหร่ก็ได้ เอานักศึกษาด็อกเตอร์ปริญญาเอก โพสด็อกเตอร์นั่นแหละ มาพูดกันด้วยหลักเศรษฐศาสตร์ หลักปกครองอะไรอะไร ก็แล้วแต่ หลักรัฐศาสตร์ต่างๆ อะไรก็ตาม ถ้าจะเอาทฤษฎีทุนนิยมมา พยายามปรับกับหมู่มนุษย์แล้วละก็ มาใช้กับมวลมนุษย์โดยทฤษฎีหลักของเขา คุณจะไปจัดระบบ จัดทฤษฎีนั่นมาเป็นวิชาการหลักถูกต้องอย่างไร อย่างที่ได้เล่าเรียนมา จนกระทั่งได้ปริญญาขนาดโพสด็อกเตอร์มาก็ตาม เอามาให้เต็มที่เลยทฤษฎีหลัก ทุนนิยม นั่นนะ แล้วเอามาเทียบกันดู กับหลัก บุญนิยม รับรองว่าจะเห็นเด่นชัด ว่า หลักทุนนิยมนั้นแก้ไขไม่ตก เป็นสภาพวัวพันหลัก ยิ่งแก้ก็ยิ่งพัน ยิ่งแก้ก็ยิ่งยุ่ง ไม่คำนึงถึงทางจิตวิญญาณ ไม่มีความรู้ทางจิตวิญญาณอย่างสมบูรณ์ รู้บ้างเรื่องจิตวิญญาณ รู้บ้างตามประสาสามัญสำนึก แล้วไปไม่รอด แก้ไขอย่างไร ก็ไปไม่รอด เพราะฉะนั้น จึงเดินทางสู่กลียุคกันอยู่อีกนาน ถ้าพวกนี้ได้เรียนทฤษฎีบุญนิยม ซึ่งเป็นภาษาร่วมสมัย ภาษาสมัยของพระพุทธเจ้าท่านใช้เหมือนกันนั่นแหละ ท่านใช้มาแล้ว มันจึงได้เกิดความอยู่เย็นเป็นสุขมาได้ นานถึง 2 พันกว่าปีมาแล้ว ยังไม่สูญทีเดียวหรอก แต่ความลึกของความหมายหลัก ของคำว่าบุญนิยมนี้ มันตื้นแล้ว เพราะฉะนั้น ศาสนาพุทธ มันก็เลยจึงเพี้ยน มันก็เลยกลายเป็น สภาพดิ่งไปในสภาพภวตัณหา กามตัณหาพอเข้าใจ แต่ก็ยังไม่ลึกซึ้งพอ ก็ไม่ได้ประโยชน์เท่าที่ควร ยิ่งภวตัณหาก็เลยยิ่งไม่รู้เรื่อง ก็เลยกลายเป็นทฤษฎีบุญนิยมของพระพุทธเจ้าที่ตื้นเขิน และก็ไม่ได้เรื่องอะไรนะ อย่างที่เห็นได้แม้แต่พระ หรือภิกษุผู้ศึกษาธรรมะของพระพุทธเจ้า แล้วดิ่งไปในทางเห็นแก่ตัวในภวตัณหา ไม่เอาอะไรเลย เป็นแบบฤาษี กามภพ กามตัณหา ก็เรียนรู้บ้างนะ ก็ยังดี เพราะมันเป็นเบื้องนอก ก็พอรู้เรื่องลาภ เรื่องยศ เรื่องอะไรก็ พอพูดกันเข้าใจง่าย แต่ภวตัณหานั้น เป็นเรื่องของภพ ทางแนวดิ่งลึก ไม่ค่อยเข้าใจว่า อัตตา อัตภาพ คืออะไร ไม่เข้าใจ และไม่หมดอัตภาพ ก็ไปไม่รอด ไม่สมบูรณ์ ทีนี้พวกเรา อาตมาแน่ใจเข้าใจต่อสิ่งเหล่านี้จริงนะ ได้ทำงาน 10 กว่าปี ก็เห็นผลกับพวกเราแล้วว่า มันลดความโลภ ความโกรธ แก้ปัญหาสังคม แก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาชุมชน ปัญหาหมู่กลุ่ม ที่แบบรัฐศาสตร์นี่ เราจะอยู่กันอย่างพี่อย่างน้อง อย่างไร อยู่กันอย่างเกื้อกูลอย่างไร อยู่กันอย่างสร้างสรร ไม่เอาเปรียบเอารัดกันอย่างไร รัฐศาสตร์ ก็อย่างนั้น พยายามที่จะให้เกื้อกูลกัน ให้อยู่กันอย่างเป็นสุข มีการดูแลช่วยเหลือ ใครทำอะไรๆ มีการประนีประนอม ประสาน อยู่กันอย่างเป็นชุมชนที่สงบเรียบร้อย ต่างคนต่างขยันขันแข็ง อยู่เย็นเป็นสุข อะไรกัน อย่างนั้นแหละ เกิดการดูแล หมู่ชนมันกว้าง มันมาก มันหลายล้านคน มันก็มากเรื่อง ถ้ามันน้อยคน มันก็น้อยเรื่อง เพราะฉะนั้น ประเทศจึงมีคนไม่มากนัก มีปัญญาดีหน่อย ฉลาดหน่อย มีกิเลสน้อยหน่อย ก็อยู่ดี กิเลสมากๆ อยู่น้อยคน ก็ไม่รอด ยิ่งมากคน กิเลสมากด้วย ก็อยู่ยากขึ้นไปเรื่อยๆ ตามปริมาณและคุณภาพของคนด้วย ทีนี้เราทำกันได้ขนาดนี้ ก็จะเห็นผล ถ้าใครมองในแง่รัฐศาสตร์เป็น ก็จะเห็นอย่าง ดร.สมบัติ จันทรวงศ์ สอดส่องพวกเรามาตั้งแต่เริ่มชุมชน ที่ปฐมอโศก เริ่มเป็นชุมชน ก็มองเห็นว่า คนอย่างพวกเรานี่ ตอนแรกก็จะทำ มองในแง่ของชุมชนอยู่ปฐมอโศก พอจัดทำวิจัย อย่างที่ออกมาแล้วในภาคที่ 1 ภาคที่ 2 เสร็จแล้ว ของ ดร.สมบัติ อาตมาก็ดูๆแล้ว แต่ภาคที่ 3 ยัง ภาคที่ 4 ก็ออกมาแล้ว ภาคที่ 1 ออกมาแล้ว ก็เห็นได้พอทำไปแล้วก็ยิ่งเห็นว่า ในชุมชนพวกเรานี่ มีอะไรที่น่าศึกษาอีกเยอะ เพราะแยกออกไปหมดทุกแขนง ของมนุษย์ที่ควรจะเป็น จะแยกไปในแง่ อันนั้นมุ่งไปในแง่รัฐศาสตร์มาก พอมาดูแล้วแง่อื่นอีก แง่ความเป็นอยู่ทางด้านเกษตร ทางด้านการพาณิชย์ ทางด้านอะไรอีกอื่นของเรามี ที่ไม่เหมือนกับชาวโลก รัฐศาสตร์นี่ จะมองคลุมไปหมด มองคลุมไปทั้งเศรษฐศาสตร์ พาณิชยศาสตร์ ในแง่บริหารก็ตาม ในแง่อะไรก็ตาม ดูไปแล้ว ไม่เหมือนคนกลุ่มอื่น พอว่ารัฐศาสตร์นี่เขารู้ อย่างนี้ เป็นต้น ก็เลยอยากจะทำอะไรต่ออีก จะวิจัยพวกชาวอโศกนี่ ซึ่งก็จริง อาตมาเห็นว่าจริง ถ้านักศึกษา หรือว่า นักวิชาการสนใจมนุษยชาติจริงๆ แล้วนะ มาศึกษาชาวอโศกนี่ จะได้อะไรจริงๆเลย จะได้ เพราะว่ามันมีชัดเจน จนเห็นได้ว่า จนเขากล้ากล่าวได้ว่า พวกเราเหมือนคนบ้า เพราะมันแปลกออกไปจริงๆ มันแปลก ถ้าพูดมันไม่ธรรมดา มันไม่ Normal ดูง่ายๆ น่ะ มันไม่ใช่ Normal แต่ก็ไม่ใช่ Abnormal นะ แต่มัน Super Normal มันไม่ใช่ Abnormal มันไม่ปกติ มันไม่ธรรมดาอย่างคนทั้งหลายเขาเป็น ทีนี้ เขามองไม่ออก เขาไม่ได้ศึกษาอย่างลึกซึ้ง เขาไม่ได้ศึกษาอย่างดี เขาก็เห็นว่าแปลก แล้วเขาก็ตีค่าเอาง่ายๆ จะบอกว่า Abnormal คนสติไม่ค่อยเต็ม แต่นี่เรายิ่งสติเต็ม ปัญญาก็ถูกต้อง ไม่ใช่วุ่นวายงมงาย หลงๆ เลอะๆ มันไม่ใช่อย่างนั้น มันกลับกลายเป็นอีกอันหนึ่ง เหนือธรรมดา Abnormal ก็มันผิดธรรมดา นี่มันเหนือธรรมดา มันไม่ใช่อย่างที่เขาเข้าใจ เป็นอย่างนั้นนะ เอาละ ถ้าจะวิเคราะห์วิจารณ์อะไรไปอีก ในเรื่องนี้มันก็มาก มันก็พูดให้เข้าใจให้รู้สึกเสียบ้างเท่านั้นเอง ให้รู้สึก ที่จริงพวกเราก็รู้สึกอยู่ แต่ก็พูดให้มันเปิดเผยขึ้นมาให้เข้าใจชัดๆ เอาละ มาพูดถึงเรื่อง อานาปานสติ ให้พอสมควร แล้วจะได้นั่งบ้าง อานาปานสติ อย่างหลับตา เราจะมาเน้นกันตอนนี้ อานาปานสติลืมตานั้น อาตมาว่า มันเหมือนกัน ถ้าอ่านทางเอกแล้วมันเป็นสิ่งที่เกี่ยวเนื่องกัน เรื่องสติปัฏฐาน หรืออานาปานสตินี้ จะว่าอะไรก็ได้เหมือนกันนะ แต่มันคนละมุม อาตมาก็ว่าไปแล้ว ในทางเอกเขียนเอาไว้ บรรยายเอาไว้ นั่นนั่งลืมตาเป็นอย่างนั้น ส่วนหลับตานั้น มันจะเป็นดิ่งๆไปตามที่เขาใช้กันมา ตั้งแต่สมัยฤาษีอุทกดาบส อาฬารดาบสอะไรเขาก็ใช้กันมาอย่างนั้น เขาก็ใช้กันมาเป็นอย่างนั้น พระพุทธเจ้าท่านก็เอาอย่างนั้น มาอธิบายของท่าน จะมีคำเก่าๆ ที่เป็นคำหัวข้อ คำ Technical term ระบุอะไรๆเอาไว้บ้าง ท่านก็เอามาใช้ร่วม แล้วก็ขยาย ซึ่งใน อานาปานสติสูตรนั้น เป็นคำที่ขยายไม่เหมือนกับของฤาษีร้อยเปอร์เซนต์16 หลักนี่ ก็ไม่เหมือนฤาษีร้อยเปอร์เซนต์ เป็นคำขยายของท่าน โดยเฉพาะให้ฤาษีกลับมาทำความหมายไม่ค่อยรู้เรื่อง เพราะฉะนั้น พวกปฏิบัติสมาธิหลับตานั่น จะไม่เอาความหมายหลักนั่น ของอานาปานสตินี้ ที่อธิบาย ที่พระพุทธเจ้าท่านบอกไว้ 16 หลักไปบรรยายนัก เช่นใน จตุตกที่ 14 ข้อ แยกเป็น 4 ข้อ 4 หมวด หมวด 1 จตุตกะที่ 1 เนี่ย หมวดกายานุปัสสนานี่ อาตมาสรุปลงไปเองนะว่า กายานุปัสสนา แบบนี้ เวทนานุปัสสนา จิตตานุปัสสนา ธัมมานุปัสสนา นี่ หมวด 4 ข้อนั้น สรุปได้คือ เรื่องของ กายสังขาร ให้รู้จักสังขาร กายคือกองประชุม ตั้งแต่ข้างนอกหยาบ ไปจนกระทั่งเอาประเทศทั้งประเทศมาประชุมอยู่ เรียกว่าประเทศ มีมนุษยชาติ มีจารีตประเพณี มีวัฒนธรรม มีกฎหมาย มีหลักเกณฑ์ อะไรต่ออะไร มีการปกครอง ระบอบ ระแบบอย่างนี้ นี่ก็องค์ประชุมใหญ่ องค์ประชุมย่อยลงมาถึงองค์ประชุมชุม เป็นจังหวัด เป็นอำเภอ เป็นตำบล เป็นหมู่บ้าน เป็นชุมชน เป็นครอบครัว ก็องค์ประชุมย่อยลงมาจนกระทั่งถึงตัวเรา ในตัวเรามีพฤติกรรมก็คือกายของเรา จนกระทั่งกายเอาแท่งก้อนนี้ เรียกว่าร่างกาย เป็นองค์ประชุม เป็นกายนอก กายในเข้ามาเรื่อยๆ จนกระทั่งละเอียดเข้ามา คือเอากาย คือองค์ประชุมที่เป็นวัตถุธาตุเล็กๆ จนกระทั่งถึงเอาลมหายใจเข้าลมหายใจออกเป็นกาย ก็ให้รู้ว่านั่นคือ วัตถุธาตุ คือมหาภูตรูป เป็นรูปหยาบ กาย คือลมหายใจเข้า ลมหายใจออก จนกระทั่งถึงองค์ประชุมเข้าไปถึงกายในกาย รวมไปจนกระทั่งถึงความรู้สึก กระทั่งถึงจิต จิตเราจะเรียกกายในกายก็ได้ อารมณ์ความรู้สึกนึกคิด กายในกายก็ได้ และละเอียดลงไป กายในกาย ถ้าไม่ติดภาษานะ ก็คือองค์ประชุม ทีนี้องค์ประชุมของจิต เราจะเรียกกายในกาย มันจะสับสน แต่โดยกาย กาโย องค์ประชุม องค์ที่ประชุมรวมกันอยู่ หยาบก็หยาบ ดังที่พูดแล้ว จนกระทั่งถึงละเอียด เพราะฉะนั้น ถ้าเราจะเรียกจิตสังขารเป็นกายะ ก็คงไม่ต้องเมาน่ะ เป็นองค์ประชุมของสิ่งละเอียดในระดับจิต เจตสิก สังขารทั้งหลาย นั่นความหมายของกาย กายสังขาร ก็ให้พยายามเรียนรู้ กาย แล้วก็ทำให้สงบ ลงท้ายก็จะบอกว่า สัพพะกายะ ปฏิสังเวที กับ ปัสสัมภยัง กายสังขารังข้อที่ 34 นั้น หมายความว่า พร้อมความรวม ความประกอบเฉพาะ เราต้องรู้สัพพกายะ กายทั้งหลาย เมื่อตัดขอบเขตเอาแค่ลมหายใจ เข้าไปหาความประกอบใน ที่ละเอียดยิ่งกว่าลมแล้ว มันก็จะถึงความรู้สึกที่จิต เพราะฉะนั้น คำว่า กาย ที่เรียนรู้ในอานาปานสติ นั่งหลับตานี้ จึงไม่ได้กว้างขวางอะไร เป็นกายละเอียด เอาลมเป็นขอบเขตหยาบที่สุด ถ้าจะพิจารณาออกมาหาถึงกายคตาสติ พิจารณาถึงเนื้อตัว ร่างกาย ตับ ไต ไส้ พุงอะไร ก็มีองค์ประกอบมีคำอธิบาย มีองค์ประกอบบ้างเหมือนกัน แต่ตอนนี้เราจะนั่งหลับตา เพราะฉะนั้น เมื่อนั่งหลับตา แล้วก็พิจารณากายพวกนี้ ให้มันชัดเจนว่า องค์ประกอบอันนี้ มันคืออะไร ก็รู้ชัดๆว่ากาย เสร็จแล้วเข้าใจว่า ให้เข้าใจให้ได้ว่า เมื่อมันสังขารกันต่างๆแล้ว คำว่า สังขารนี่แหละ ต้องเรียนรู้สังขาร เราเรียนรู้สังขารแล้ว ก็พิจารณา อะไรสังขารกับอะไรอยู่ สิ่งที่ต้องเป็นอย่างนั้น ตามความเป็นจริง มีลม มีเนื้อหนังต้องอาศัย อันนี้มันเป็นธรรมดา ธรรมชาติ ส่วนที่มันไปประกอบเป็นพิษเป็นภัย เรียกว่าสังขาร อันนี้แหละเอาออก เมื่อเอาออก มันก็จะเกิดความสงบระงับ เรียกว่าปัสสัมภยัง สงบ ระงับ เอาออกแล้ว มันก็สงบระงับอยู่ตามธรรมชาติของมันอยู่ตามองค์ที่มันจะปรุงแต่งกันอยู่อย่างพอเหมาะพอดี กายก็สังเคราะห์กันอยู่ สังขารกันอยู่พอดี ให้ความพอดี ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ที่ไม่ได้ร้อน ไม่ได้เย็น ไม่ได้ผิดแปลกอะไร ในลมหายใจ ไม่มีพิษไม่มีภัย ไม่มีอะไร ควรจะออก ควรจะเข้า อย่างแรง อย่างยาว อย่างสั้น อยางเบาขนาดไหน อย่างนี้ เป็นต้น เราก็รู้สัดส่วนที่พอเหมาะพอดี ตอนนี้มันควรจะอ่อนลงไป เพราะว่า เรานั่งลงไปไม่ต้องอะไรมาก ก็ใช้ขนาดนั้น นั่นเรียกว่ากาย หรือสังขารกาย ต่อมา เวทนานุปัสสนา ในบทที่ 2 นั้น ท่านให้เรียนรู้เวทนา เช่น ปีตี เช่น สุข ปีติ หรือสุขเหล่านี้ นี่เป็นเวทนา ซึ่งก็มีอะไรสังขารอยู่อีกเหมือนกัน มันก็คือจิตสังขารนั่นแหละ จิตสังขารคือ มีอะไรปรุงแต่งอยู่ในความรู้สึก เวทนานี่ ความรู้สึก มันจะต้องเจาะไชลงไปในความรู้สึก เป็นอารมณ์ ในอารมณ์นั้น วิเคราะห์ให้ออกว่าอะไรไปสังขารในนั้น อารมณ์ปีติ เป็นยังไง อารมณ์สุข เป็นยังไง อารมณ์ทุกข์เป็นอย่างไร วิเคราะห์วิจัยถึงเหตุ เหตุซับซ้อนที่มันหลง ที่มันอะไรต่ออะไรด้วย ก็ให้พิจารณาและทำให้มันสงบระงับนา ปัสสัมภยัง จิตสังขารังเหมือนกัน รู้องค์ประกอบพร้อมของสังขารทั้งหลายแหล่ หรือที่มันรวมประชุมกันอยู่ อะไรมันสังขารสอดแทรกก็ให้รู้ ส่วนบทที่ 4 นั่น จิตตานุปัสสนา ก็ให้ตั้งหลักเลยว่า จิตแล้วเราทำนี่ ไม่ใช่รู้ เรียนรู้เจาะไชความจริงนั่น วิเคราะห์วิจัย แต่ว่าทำลงไปเลย สร้างขึ้นมา ให้จิตของเราเกิด อภิปโมทยัง จิตสังขาร หมวดที่ 3 เนี่ย ให้มีอภิปโมทยัง ให้เกิดสมาทหัง และให้เกิดวิโมทจยัง ให้จิตของเรานี่ อาศัยสภาพอภิปโมทยัง อาศัยจิตเบิกบานร่าเริง ท่านแปลทับศัพท์ว่า ปราโมทย์ยิ่งอยู่ ก็คือ ความเบิกบาน ร่าเริง ยินดีๆ เป็นใจที่ใจมันพอนะ พอใจ มันพอใจ พอนี่ มันมาจากคำว่า สันโดษ มันพอ ขนาดนี้มันพอแล้ว ถ้าน้อยลงไปอีกก็ได้ อย่าไปฟู่ฟ่าหวือหวามากนัก ให้มีกำลัง ให้มีใจที่ยินดี ใจเบิกบานร่าเริง ยินดีขนาดนี้ ใช้การได้ดี น้อยเท่าไหร่ มันซับซ้อนนะ ถ้าเราลดลงไป เป็นใจที่ล่าซ่านี่ ไม่ไหว ยินดีแรงเกินไป อาตมาพยายามใช้ภาษาไทย ร่าเริงอย่าระเริงมากเกินไป อย่างนี้มันมากไปให้ลด อย่างความยินดี หรือว่าความเบิกบาน ร่าเริงของเราขนาดนี้ ถ้าน้อยลงไปได้เท่าไหร่ เรียกว่า อัปปิจฉะ แล้วเราก็มีกำลัง เป็นใจที่ได้อาศัย มีกำลัง มีฤทธิ์แรงของความพากเพียรขยัน ความยินดี ที่จะทำงานอะไรได้คงทน นอกจากแข็งแรงแล้ว ก็อดทนคงทน ทำอะไรได้ เป็นประสิทธิภาพของจิตที่ดี เราก็พยายามรู้ของเรา เป็นจิตที่อาศัย อันนี้สร้างขึ้นมานะ และก็ทำให้มันเป็นอย่างนั้นอยู่ อย่างแข็งแรงตั้งมั่น จนเอาของความหมายสมาทหัง ว่าเป็นสมาธิ ที่เขาแปลสมาธิ เขาแปลสมาทหัง แล้วแปลซ้อนลงไปว่าสมาธิ ในพระบาลี ในปทานุกรมบาลี เขาก็แปลอย่างนั้นเหมือนกัน แปลสมาทหังว่า สมาธิ หรือไม่ต้องไปแปลซ้ำซ้อน ในภาษาไทยอีกว่า ตั้งมั่นก็ได้ แต่ในความตั้งมั่น หรือในความเป็นสมาธินั้น มันลึกกว่านั้น สมาทหัง มันไม่ใช่แค่คำว่าสมาธิ ที่แปลว่าตั้งมั่นเท่านั้นเอง มันทำให้สภาพของอภิปโมทยังนั่นแหละ ให้ทรงสภาพอย่างนั้นแหละตั้งมั่น ให้ทรงสด ทรงหนุ่ม ให้แข็งแรงอยู่ในสภาพที่เรากะเอาไว้ หรือประมาณเอาได้ หรือให้มันเหมาะสมกับตัวเรา ซึ่งจะไม่เท่ากันทีเดียว บางคนอาจจะร่าซ่ามากกว่า บางคนอาจจะจืดหน่อย ก็อย่าไปว่าท่านนัก แต่ท่านก็บอกว่าท่านเบิกบานร่าเริงของท่านแล้ว บางคนอาจจะยิ้มแย้มมากหน่อย เพราะฉะนั้น พระอรหันต์บางรูป ท่านก็หัวเราะมากหน่อย ดังหน่อยกว่าพระอรหันต์บางรูป บางรูปนี่ ไม่ไม่หัวเราะ ยิ้มในหน้าเฉยก็ได้ หรือจะยิ้มน้อยๆ บางทีจืดๆกว่าก็ได้ ก็แล้วแต่จริตของแต่ละบุคคลนั่นแหละ อย่างนั้นนะ ให้แข็งแรง ให้ตั้งมั่นจริงๆ ต้องทำ ต้องฝึก ต้องอบรม เสร็จแล้วท้ายที่สุดก็ แม้จะใช้จิต จิตวิญญาณจะใช้จิตนี่แหละของเรา ก็เป็นตัวตนไม่ได้ ไม่ใช่ของเรา จะต้องหัดปล่อย หัดวาง ภาษาไทยก็มีเท่านั้น หัดปล่อย หัดวาง เราจะวางยังไง ไม่ยึดเป็นเรา ไม่เป็นของเรานี่ มันลึกซึ้งมาก แล้วมันก็มีในพุทธเท่านั้นน่าสอน ไม่เป็นอัตภาพ ความรู้สึกอันหนึ่ง ซึ่งเป็นความรู้สึกของจิตเองนั่นแหละ ที่จริง จิตที่รู้สึก
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive