610312_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ บุญคือลมกับไฟที่ทำลายแต่กิเลส.docx
เนื้อหาในไฟล์
610312_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ บุญคือลมกับไฟที่ทำลายแต่กิเลส
สมณะเดินดินว่า… วันนี้ วันจันทร์ที่ 12 มีนาคม 2561 ที่บวรราชธานีอโศก วันนี้มีนักเรียนจากจังหวัดยโสธร มาร่วมฟังธรรมกับนักเรียนสัมมาสิกขาฯด้วย เมื่อวานชมว่า เด็กมีสมาธิดีมาก วันนี้จะดูว่ามีสมาธิดีกว่าเมื่อวานหรือเปล่า วันนี้ เด็กๆจะได้พบกับ ผู้นำ ผู้พาทำ ของชาวอโศก พวกเด็กๆก็จะเรียกว่า หลวงปู่สมณะโพธิรักษ์ ไหนลองทายกันดูว่าหลวงปู่จะอายุเท่าไหร่ ..เด็กทายว่า 82 ปี แต่ที่จริงหลวงปู่ 84 ปีแล้ว เดือนมิถุนายน จะครบ 84 ปี หลวงปู่มีความตั้งใจว่า จะอยู่ให้ถึง 151 ปี พวกเธอตอนนี้อายุสิบกว่า ตอนนั้นก็คงอายุ 70 ปี หวังว่าคงจะมีโอกาสกลับมาเยี่ยมชุมชนนี้อีก เมื่อวานนี้ เขามีข่าวไปทั่วโลก มีมุมมองความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ ของประเทศจีน ทุกวันนี้โลกมีผู้นำที่เป็นที่น่าจับตามองอยู่สองประเทศ ประเทศหนึ่งอยู่ทางตะวันตก อีกประเทศหนึ่งอยู่ทางตะวันออก ประเทศหนึ่งประเทศสหรัฐอเมริกา มีผู้นำชื่อโดนัลด์ ทรัมป์ เด็กๆไม่ค่อยรู้รอบตัวกัน รู้จักแต่แตงกวาหรือเปล่า พ่อครูว่า… พ่อครูโชว์แตงกวาลูกใหญ่ บอกว่าเด็กๆ นี่หลวงปู่กัดกินกรอบๆเลย สมณะเดินดินว่า... แข่งกันกินแตงกวากันดีไหม ต้องระวังท้องอืด มีคนบอกว่า ถ้ากินแตงโมกับแตงกวาด้วยกัน จะทำให้ท้องอืด อาหารไม่ย่อย ทำให้เย็นไปทั้งตัว อเมริกามีผู้นำชื่อ โดนัลด์ ทรัมป์ ส่วน ผู้ยิ่งใหญ่ทางตะวันออก อยู่ที่ประเทศจีน ผู้นำของประเทศจีนชื่อ สีจิ้นผิง ข่าวที่น่าจับตาคือ พรรคคอมมิวนิสต์ จะลงมติให้ สีจิ้นผิง มีอำนาจอยู่ต่อหรือไม่ แต่ปรากฏว่า มติของพรรคคอมมิวนิสต์ ให้สีจิ้นผิงอยู่ต่อไปได้อย่างไม่มีกำหนด ตามปกติแล้วจะอยู่ได้ทีละ 5 ปี แต่ครั้งนี้ลงมติว่า ให้อยู่ต่อไปได้อย่างไม่มีกำหนด มีคนคัดค้าน ในการล
อ่านต่อ
งมติครั้งนี้ เพียงแค่ 2 คน ไม่ลงคะแนนเสียง 3 คน นอกนั้น เห็นพ้องด้วยกันหมด สิ่งที่เป็นนโยบายอันโดดเด่น เรียกว่า นโยบาย สี่ด้านถ้วนทั่ว และนโยบายในการปราบคอรัปชั่นอย่างได้ผลจริง พ่อครูมองว่า ความจริงแล้วประเทศจีนกับประเทศไทย ต่างกันตรงที่ว่า จีนเขามีความเสถียร มีผู้นำประเทศพัฒนาการต่อเนื่องมา แต่ว่าประเทศไทย ยังอยู่ในยุคแตกแยก ยังมีการแบ่งสี มีความแตกแยก ซึ่งในยุคนี้ สังคมไทย พ่อครูมองว่า ประเทศไทยน่าจะพัฒนาด้านคุณธรรมได้ดีกว่า ของจีนเน้นความเด็ดขาด แต่ทำให้คนกดข่ม ยอมด้วยอำนาจบังคับ แต่ประเทศไทยเรา พยายามให้ความรู้ใช้ปัญญา พ่อครูมองว่า ประเทศไทยจะเติบโต และเป็นตัวอย่างที่ดี กับทั้งเอเชีย และทั่วโลก วันนี้ก็ยังมีข่าว ประเทศไทยได้รับครองแชมป์ ประเทศที่เหมาะสมสำหรับการเริ่มต้นในการลงทุน 2 ปีซ้อนของโลก พ่อครูว่า... ก่อนจะได้บรรยาย SMS 11 มีนาคม 2561
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน บุญคือธาตุไฟกับธาตุลม ที่ฆ่ากิเลสอย่างเดียว _2166... แน่จริงพ่อท่านก็ปักกิ่งหว้าเลยครับ??? ไหนๆ ก็ไหนๆแล้ว ให้มันรู้แดงรู้ดำกันเลยครับ ว่าของไครถูก-ผิด พ่อท่านจะได้ไม่ต้องว่าเขาไป แล้วก็ขอโทษไป??!!! _7630... เมื่อปักกิ่งหว้าแล้วก็ปล่อยท่านฟ้าไทย-ท่านถักบุญ ลุยก่อนก็ได้ เพราะดูจากทีวีแล้ว ฝีปากไม่เบาเลย เจอกับกลุ่มของท่านมหาณรงค์จาก DDTV คงมันส์......????? พ่อครูว่า… ก็ท้าวความ ประวัติศาสตร์ คำว่าปักกิ่งหว้า สมัยพระพุทธเจ้าในยุค 2000 กว่าปีมาแล้ว ยุคโน้น ทางธรรมะ จะสู้กัน ก็มาปักกิ่งหว้า จะถกปัญหาธรรมะกัน อยากจะถกธรรมะกับสำนักไหน ก็ไปปักกิ่งหว้าหน้าสำนักนั้น เขาไม่ตีกันชกกันนะ แต่ถกปัญหาธรรมะกัน บางทีถกกันทั้งวันทั้งคืนนะ ใครผิด ใครถูก ใครมีเนื้อหาสาระมากกว่ากัน เอาให้เกิดปัญญา นี่เรียกว่าปักกิ่งหว้า จริงๆแล้วทุกวันนี้หลวงปู่พูดออกไป จะถกจะแย้งกับทุกสำนัก สำนักไหนอยากจะสู้ ก็มาปักกิ่งหว้าที่สำนักหลวงปู่สิ หลวงปู่ไม่ไปหาเขาหรอก รับรองความปลอดภัยให้เลย ไม่มีบาดเจ็บกลับไป คุณ 2166 จะมาเองก็ได้ หรือใครจะมาถกก็มาได้ ขออภัยพูดแล้วเหมือนท้าทาย แต่พูดด้วยภาษาให้เข้าใจกัน ทุกวันนี้เหมือนหลวงปู่ท้าทายอยู่แล้ว พูดยืนยันว่าอย่างนี้ถูก เอาพระไตรปิฎกมายืนยัน ยกตัวอย่าง คำว่า บุญ คำว่า สมาธิ ซึ่งในพระไตรปิฎกเล่มนี้อธิบายไว้ชัด สมาธิของพระพุทธเจ้า ต่างจากสมาธิที่ไม่ใช่ของพระพุทธเจ้า สมาธิของพระพุทธเจ้า เหมือนกันทุกพระองค์ เป็น สมาธิแบบลืมตา อยู่กับสังคมแบบเปิดตา ไม่หลับตา ไม่ได้เข้าไปอยู่ในภวังค์ ในภพไหน สมาธิที่อยู่แต่ภายใน ไม่ชัด แต่ให้ลืมตา แต่จิตใจแข็งแรง ตั้งมั่น เด็ดเดี่ยว เป็นหนึ่งมั่นคง อย่างลืมตา นี่เป็นของพุทธ หรือเข้าสู่คำว่า บุญ บุญนี้นะ บุญเป็นเครื่องมือฆ่า น่ากลัวมากนะบุญ คนเขาพยายามแย้งว่าบุญหมายถึง คุณงามความดี ถ้าคิดโดยสัจจะ ความหมายของบุญคือ ความดี และเป็นนักฆ่า จะไม่ฆ่าอะไรอย่างอื่นเลย นอกจากค่ากิเลสอย่างเดียว และบุญนี้ มีปัญญา บุญนี้มีปัญญา แหลมคมมาก แม่นตรงชัด ปัญญาจะรู้จักอาการ ตัวตนของกิเลส ปัญญานี้เป็นความรู้ ความเฉลียวฉลาดมาก จะรู้จักอาการของกิเลสในจิต แม่น ถ้ามีปัญญาจริง จะจับกิเลสแม่น ไม่เอาส่วนอื่นมาเปื้อน เอาเฉพาะกิเลสชัดๆ เรียกภาษาบาลีว่า สักกายะ เป็นพลังงานของจิต ที่มีองค์ประชุม 2 สามารถจับตัวกิเลสจับมั่นคั้นตาย และบุญมีหน้าที่ฆ่ากิเลสอย่างเดียว เป็นนักฆ่าอย่างเดียวด้วย เพราะฉะนั้นถ้าผู้ที่เข้าใจไม่ดี เข้าใจไม่ได้ มันจะสับสน นัยมิติความรู้ที่ละเอียดมากก็คือ กิเลสเป็นของไม่ดี ของเลว ถ้าฆ่าของเลว ต้องกำจัดของเลวให้ตายสนิทนี้ดี การฆ่าเป็นพฤติกรรม ดีเป็นความหมาย คือความรู้ ความเข้าใจ ว่าดี เพราะฉันนั้นฆ่ากิเลสตาย มันเป็นเรื่องดี ในจิต เมื่อบุญฆ่ากิเลสตายแล้ว บุญหายตัวไป ไม่เหลือดีไม่ติดดี ไม่ถือว่าดีหรือชั่ว บุญทำหน้าที่ฆ่ากิเลสอย่างเดียว การฆ่านี้ชั่ว ไม่ดี การฆ่าเฉยๆนี่ ฆ่าสัตว์ ฆ่าคน เป็นการทำชั่ว มันจึงละเอียดลึกซึ้งว่า บุญไม่ฆ่าคน ฆ่าสัตว์ ไม่ฆ่าชีวะใดๆเลย ฆ่ากิเลสอย่างเดียว กิเลสนี้ชั่วอย่างเดียวเลย ไม่มีดีเลย บุญนี้ฆ่าแต่สิ่งชั่วอย่างเดียว กิเลสไม่มีดีเลย สมณะเดินดินว่า... ถามนักเรียนว่ารู้จักกิเลสหรือไม่ นักเรียนตอบว่ารู้จัก ...มีอะไรบ้าง...โลภ โกรธ หลง คำว่า เอกํส เอกํเสน ภาษาบาลีแปลว่าเดียว อย่างเดียวๆ ไม่มีสองเลย ไม่เป็นวิภัชวาที หนึ่งเดียว ไม่มีสอง คำว่าบุญมีหน้าที่เดียว ไม่มีสองเลย เป็นเอกํสวาที เรื่องเดียวแง่เดียว ไม่มีสอง หรือมากกว่าเดียว ถ้าชัดคือ บุญจริงๆแล้ว มีหน้าที่โหดร้ายอย่างเดียว คือฆ่ากิเลสอย่างเดียวด้วย ไม่มีอะรไเป็นสองเลย นี่คือความลึกซึ้ง ใครอย่าเข้าใจว่าบุญนี้เป็นสิ่งดีนะ แต่ที่จริงมันเป็นสิ่งชั่ว
_2166... ผมว่าที่พ่อท่านเปรียบบุญเหมือนระเบิดปรมณู ไม่เข้าท่าเลยครับ เพราะฟังดูแล้วมันรุนแรง โหดร้าย เป็นไปในทางลบ แต่บุญกระทำในเชิงดีเป็นบวก พ่อท่านพูดอย่างนี้ บุญฟังดูมันน่ากลัวนะครับ!! ไม่น่าเอาเลย พ่อครูว่า... คุณคนนี้ยังเข้าใจบุญไม่แม่น ไม่คม เพราะบุญทำการฆ่า กิเลส ฆ่ากิเลส คือสิ่งดี แต่ว่าการฆ่านี้ไม่ดีทั้งนั้น ยิ่งไปฆ่าสิ่งที่ดี ยิ่งเลวใหญ่ แต่ฆ่าสิ่งที่ร้ายมันก็ร้าย หากฆ่าสิ่งดีมันก็เสียเลย ฆ่าสิ่งร้าย สิ่งเลว สิ่งชั่ว สิ่งบาป อย่างเดียว ฆ่ากิเลสไม่มีวิบาก แต่ฆ่าคนมีวิบากนะ อย่าไปฆ่าผิดตัว
_อำภา รื่นใจดี... เป็นกุศลของลูกนักที่ชาตินี้ได้เกิดมาพบท่านพ่อครูโพธิรักษ์ สัตตบุรุษผู้เป็นหน่อเนื้อขององค์พระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า (แม้จะพบช้าไป) แต่คำสอนของท่านที่ทำให้ลูกมีสัมมาทิฏฐิ ก็พอช่วยฉุดลูกไม่ให้หลงทางลงนรก ไปมากกว่าแต่ก่อน ๆ สาธุ สาธุ สาธุ เจ้าค่ะ พ่อครูว่า… คนในศาสนาพุทธ ก็เข้าใจบุญผิดเพี้ยนไป คำว่า บุญ คือ ปุญญะ กร่อนมาเป็นภาษาไทย ตัดหางตัว ก. เหลือแต่ บ.ใบไม้ ตัดญ.หญิงออกอีก เหลือแต่คำว่าบุญ คำว่าบุญมีในศาสนาพุทธ เป็นของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ศาสนาอื่นไม่มี แต่เขาเอาไปใช้เลอะเทอะ แม้แต่ชาวพุทธเองก็ใช้คำว่าบุญผิดเพี้ยน ตัวอย่างบุญไปใช้ว่า มีความหมายเหมือนกับกุศล บุญ เป็นโลกุตระ โลกุตระคือ หยุดหมุนไปกับโลกแล้ว โลกจะหมุนไปอย่างไร ก็อยู่กับที่ได้เลย โลกียะนั้นหมุนวนไปตามโลก คนที่มีกิเลส กิเลสก็กลับกลอก กลับไปกลับมา ไม่ชัดเจน กิเลสจะเป็น ธรรมะสอง อย่าง อย่างหนึ่งเรียกว่า สุข อย่างหนึ่งเรียกว่า ทุกข์ ไม่มีจบ สูงๆต่ำๆ สวรรค์นรก นรกสวรรค์ วนสลับไปมา เกิดมาในสวรรค์ เกิดมาในนรก ตลอดกาล เรียกว่า คนโลกีย์ ไม่จบ เกิดมาสุข แล้วก็ทุกข์ เดี๋ยวก็สุข เดี๋ยวก็ทุกข์ แจ้งพวกเรานี่ แต่รู้จักทุกข์ไม่ค่อยได้ ทุกข์มันทรมาน จนกระทั่งไม่ทรมาน แต่มันยังละเอียด ว่ายังไม่สูญ ก็ยังเป็นทุกข์อยู่ ยังมีสิ่งที่มีก็ไม่0 ถ้ายังไม่0 ก็ยังทุกข์อยู่ทั้งนั้น หากหมดความมี ก็เรียกว่าสูญ แต่เรายังมีเชื้อรับรู้สึกอยู่ ก็มีทุกข์ทั้งนั้น ถูกหลอกอีกว่าเป็นสุข แต่จริงๆแล้ว ไม่มีสุข ไม่มีทุกข์ดีสุด หากเข้าใจอาการจิต ถ้ามันมีชอบ กับไม่ชอบ ชอบก็เป็นสุข ไม่ชอบก็เป็นทุกข์ ถ้าเราไม่มีทั้งชอบ และไม่ชอบก็ไม่มี คนก็ไม่ทุกข์อะไร ในอาการเป็นศูนย์ อาการชอบก็ไม่มีอาการไม่เศร้าก็ไม่มี ไม่มีทั้งสุขไม่มีทั้งทุกข์ กลางๆ ภาษาบาลีคืออทุกขมสุข หรืออุเบกขา ภาษาบาลีเรียก อุปเปกขา ภาษาไทยเรียกอุเบกขา แปลว่าเฉยๆกลางๆ สูญ ธรรมะพระพุทธเจ้านี้ จะลึกซึ้งอย่างนี้ ใครมาศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้าแล้ว มีธรรมะพระพุทธเจ้าแล้ว จะหมดสุข หมดทุกข์ในใจ เป็นศูนย์ เรียกว่าพระอรหันต์ หรือเรียกว่า อรหัตตผล ในเรื่องอะไรก็แล้วแต่ เช่นว่า แต่ก่อนเราชอบ เช่นชอบมะปราง ได้มาก็สุข คนไม่ชอบมะปราง ก็ไม่เอา แม้มะปรางหวาน ยังไม่ชอบเลย มะปรางเปรี้ยวยิ่งไม่ชอบ อาการไม่ชอบ ก็เป็นของคนนั้น คนที่ชอบ ก็เป็นของคนนั้น คนที่ศูนย์ หรือจิตไม่มีชอบ ไม่มีชัง ไม่สุขไม่ทุกข์ ไม่ชอบก็ทุกข์ ชอบก็สุข ได้กินมะปรางเป็นรสอย่างนี้ ใครมากินก็ได้รสอย่างเดียวกัน ฝรั่ง ไทย แขก จีน แต่เขาก็ได้รสเหมือนกัน ถ้าหากประสาทไม่เสีย ฝรั่งก็เรียกชอบไม่ชอบภาษาฝรั่งไป แต่ไทยจีนแขกก็ตาม หมดความชอบความชังแล้ว 0 เหมือนกันหมด กลางๆ ชอบก็ไม่มีไม่ชอบก็ไม่มี นี่เรียกว่าอาการรู้สึกที่เป็น อรหัตตผล หรืออาการที่ยิ่งกว่าสุข ยิ่งกว่าทุกข์ ไม่เป็นทุกข์นั้นแน่นอน จะเรียกก็ ยิ่งกว่าสุข
บุญไม่ใช่กุศล กุศล คือ ความดีงาม แต่ บุญ คือ นักฆ่า ไม่ใช่ความดีงาม แต่เราเข้าใจ และตีความหมายซ้อน กิเลสในตัวเรานี้ของเลว หากมีอะไรมาฆ่ากิเลสได้ เราก็นับว่าดี แต่ บุญนี้ไม่ถือว่ามีตัวตน ไม่มีตัวดี หรือไม่ดี ใครจะว่าดี หรือไม่ดี ก็ไม่เกี่ยว กุศลเท่านั้นเป็นดี ดีหรือไม่ดี กุศลมี แต่บุญไม่มี มีหน้าที่ฆ่าอย่างนี้ ไม่มีดีหรือไม่ดี ดีหรือไม่ดีไม่รู้มีหน้าที่ฆ่ากิเลส มีความแหลมคม ฆ่าแต่กิเลสอย่างเดียว เอกังสะ คือเอกะหนึ่งเดียว ไม่มีอย่างอื่น ไม่ผิดพลาด รู้จักกิเลสดีที่สุด แล้วฆ่ากิเลสแม่นที่สุด เหมือนกับแตงกวานี่มันมีธาตุรู้ของมัน มันรู้ว่าจะเอาธาตุอะไรมาปรุงแต่ง แล้วจะเป็นแตงกวา มันไม่เอาธาตุอื่นเลย แม่นมาก ถ้าไม่มีธาตุที่จะมาปรุงแต่ง มันก็ไม่เอา จะเอาแต่ธาตุที่มาปรุงแต่ง เป็นแตงกวาได้ แต่หากไม่มีธาตุที่จะมาปรุงแต่งเป็นแตงกวา หรือไม่ครบ ก็เป็นแตงกวาที่พิกลพิการ เหี่ยว คดงอ ไม่เต็มเต็ง ไม่เป็นแตงกวาที่สมบูรณ์แบบ แต่ถ้าได้ธาตุมาก็เอา แต่มันไม่ทำลายอย่างอื่นเลย มันเอาแต่ธาตุ ที่จะมาเป็นส่วนผสม ให้เป็นแตงกวา นี่คือความซื่อสัตย์ ความแม่นยำของธาตุรู้ ของพืช ในตัวพืช มะปรางก็เลือกเอาแต่ธาตุที่จะปรุงแต่งเป็นมะปราง แตงโมก็เลือกแต่ธาตุที่จะปรุงแต่งเป็นแตงโม ส้ม พริก ก็ทั้งนั้น พริก หอม ก็เลือกแต่ธาตุที่จะปรุงแต่งเป็นมัน อันไหนใช้ไม่ได้ ไม่เอา เอาแต่สิ่งที่ใช้ได้ ถ้าแม้ว่ามันไม่พอ ก็บกพร่อง เป็นหอม แตงกวา มะปราง แตงโมที่ไม่เต็มเต็ง บกพร่อง ธาตุพืชนี้ เป็นธาตุที่ซื่อสัตย์ที่สุด แต่เมื่อมาเป็นสัตว์เดรัจฉาน มันก็ระรานเขา สัตว์ตัวเล็กๆ เป็นเชื้อแบคทีเรีย กัดดะเลย ดีไม่ดีทะลุทะลวง เละเทะไปหมดเลย จนกว่าจะเป็นไวรัส เป็นจุลินทรีย์ที่ดี บุญเป็นนักฆ่า ท่าเดียว ฆ่าเสร็จแล้วจบ ไม่มีอะไรเหลือว่า เป็นเรา ของเรา การฆ่านี้จะเป็นความดี ก็ไม่มี บุญไม่มีความคิด ความดี ความชั่ว บุญมีหน้าที่ฆ่าอย่างเดียว ปัญญาของบุญ มีแค่นี้ มีพยัญชนะ อะ คือปัญญา ปัญญาจึงสั้นเท่านี้ ทำหน้าที่ฆ่าแล้วจบเลย
พักคำว่าบุญไว้ตรงนี้
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน สมาธิพุทธเป็นสิ่งที่กิเลสกลัวที่สุด พ่อครูว่า... มาต่อเรื่องที่พอจะเข้าใจได้ ...หลวงปู่จะคุยตัวเองให้เด็กๆฟัง นี่หลวงปู่ไม่ได้โม้ ไม่ได้อวดตัวตน ไม่ได้อยากให้เด็กๆมาศรัทธาเลื่อมใสอะไร แต่จะเล่าให้ฟัง หลวงปู่เป็นคนโบราณ หลวงปู่มีนามแฝงว่า โบราณ และมีหลายนามสกุล โบราณมีนามสกุลแรกว่า สนิมรัก เพราะหลวงปู่มีชื่อว่ารัก รักขึ้นสนิม เป็นโบราณของเก่า ต่อมารู้สึกว่า รักเป็นคำรักแบบหญิงชาย ก็ดูไม่ดี เลยเปลี่ยนนามปากกาอีกว่า โบราณ นวทัศน์ นว แปลว่าใหม่ ก็ดูมันยาก บางคนแปลไม่ได้ ก็เปลี่ยนใหม่อีก เป็น โบราณ ใหม่เสมอ หลวงปู่มีความรู้สั่งสมมา ไม่รู้กี่ชาติแล้ว มาชาตินี้ก็เอาความรู้เก่าที่มีมา มาใช้ เอามาพูด เอามาอธิบาย อธิบายธรรมะนี่แหละ เช่น เรื่องบุญ เรื่องกุศล อธิบายความดี ความไม่ดี ให้คนฟัง คนก็ได้ประโยชน์ ได้รู้ธรรมะ รู้สิ่งลึกซึ้ง หลวงปู่ก็เอาของที่ได้ศึกษามา ตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ ของที่ได้รับมา จากพระพุทธเจ้า มาใช้ในชาตินี้ เพราะคนเรานี้เกิดมานับชาติไม่ถ้วน เพราะฉะนั้น ถ้าใส่ใจเรื่องธรรมะ เราจะได้มีธรรมะใส่ในตัวเรา เกิดมาทุกชาติ จะได้มีธรรมะ ถ้าไม่มีธรรมะ ก็จะไปทุกข์ ไปสุข ไปลงนรก อยากลงนรกหรือไม่ ...ไม่อยาก ก็ต้องเรียนธรรมะพระพุทธเจ้า ให้รู้นรก สวรรค์จริง ธรรมะพระพุทธเจ้า รู้นรก สวรรค์จริง แล้วทำอย่างไรจะเลิกเรื่องนรก ไม่ต้องตกนรกอีกเลย ธรรมะพุทธเจ้าเรียนแล้ว สำเร็จ ถ้าทำได้ อย่างหลวงปู่ ไม่มีนรก ไม่ตกนรกมานาน ไม่รู้กี่ชาติ ชาตินี้ก็ไม่ได้ตกนรกอะไรกับเขา นี่หลวงปู่พูดความจริงนะ ไม่ได้พูดอวดตัวอะไร นี่คือความจริง สู่ฟัง สิ่งที่ยืนยัน ว่าหลวงปู่มีสิ่งที่เป็นความรู้ ศาสนาพุทธ มาแต่ชาติก่อน ดึกดำบรรพ์ เมื่อมาเกิด ในชาตินี้เดิมหลวงปู่ชื่อว่า รัก นามสกุล รักพงษ์ ต่อมา มาบวช เลยเปลี่ยนชื่อเป็น โพธิรักษ์ แปลว่าการรักษาความตรัสรู้ รักษาโพธิ เพื่อความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ก็เลยมีฉายาตัวเองว่าโพธิรักษ์ ทีนี้หลวงปู่ เอาของเดิม ความรู้เดิมมา หรือความไม่มีนรก สวรรค์ ความรู้เดิมมาธิบาย เรื่องบุญ เรื่องบาป เรื่องกุศล อกุศล อธิบายแม้แต่คำที่ยาก มันดูเหมือนง่ายนะ คำว่าบุญนี้ ใครๆก็ได้ฟังมา เด็กๆก็ได้ฟังมา แต่บุญมันยากมากเลย ที่จะรู้ ที่จะรู้ว่า บุญอย่างลึกซึ้ง เป็นอย่างไร พวกเราฟังตามไปเถอะ จะเข้าใจว่าบุญไม่ใช่เรื่องที่เข้าใจได้ง่ายๆ บุญมีความลึกซึ้ง ละเอียด มากมายขนาดนี้เชียวหรือ หรือว่าเรื่องสมาธิ สมาธิของพระพุทธเจ้า กับสมาธิของศาสนาอื่น อาจารย์อื่น ศาสดาอื่น เป็นของโลกีย์ แต่สมาธิของพระพุทธเจ้านั้น ไม่เหมือนกัน สมาธิของพระพุทธเจ้านั้น เป็นไปอย่างลืมตา และมีความรู้อย่างลึกซึ้ง สั่งสมความลึกซึ้งของจิต สั่งสมจิตที่ไม่มีกิเลส เป็นความลึกซึ้งของพระพุทธเจ้า สมาธิ คือจิตที่ไม่มีกิเลสแล้ว สั่งสมจิต ที่ไม่มีกิเลสนี้ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 ไป ถึงร้อยล้าน พันล้าน แสนล้าน ล้านล้าน สั่งสมจิตลงไป ตกผลึก ไม่รู้กี่ล้านๆ ควบแน่น แข็งแรง นี่เรียกว่า สมาธิของพระพุทธเจ้า และมีปัญญารู้ว่า จิตไม่มีกิเลส เป็นจิตบริสุทธิ์ ปราศจากกิเลส เป็นอรหัตผล จิตนั้นเป็นอย่างไร รู้แล้ว สะสมได้จริง จิตที่ไม่ปราศจากกิเลส ไม่สะสม สะสมแต่จิตที่ปราศจากกิเลส จนตั้งมั่น คือสมาธิของพระพุทธเจ้า ลืมตารู้หมดเลย ก็มีกิเลสอย่างนี้ อย่างนี้ไม่มีกิเลสอย่างนี้ อย่างนี้ มีกิเลส ก็จัดการได้ กิเลสเข้าไม่ได้เลย กิเลสเจอสมาธิของพระพุทธเจ้า ก็ยิ่งกว่า ปลิงถูกยาหม่อง ถ้าใครทายาหม่องใส่ขา แล้วลงไปอยู่ในน้ำ ปลิงมันมาเจอขาที่มียาหม่องทาอยู่ ปลิงแตะแล้ว ก็งอดิ้น หลุดไปเลย ไม่กล้าเกาะเลย เหมือน กิเลสมาเจอกับสมาธิของพระพุทธเจ้า ไม่กล้าเกาะ เลย เข็ดเลย เหมือนปลิงไม่กล้าเข้าใกล้อีกเลย นี่คือ คุณสมบัติจิตสมาธิของพระพุทธเจ้า ไม่ต้องไปนั่งสะกดจิตอยู่ภายใน แต่ลืมตานี่แหละ กิเลสมา ไม่ติดเลย ลูบหัวกิเลสได้เลย ทำงานร่วมกับกิเลสได้เลย โดยกิเลสทำร้ายอะไรเราไม่ได้ เรา ผู้ที่ไม่มีกิเลสแล้ว ก็ช่วยผู้ที่มีกิเลส ให้ลดกิเลสลงได้ด้วย นี่คือคุณสมบัติของสมาธิพระพุทธเจ้า มีประโยชน์อย่างนี้
คำถามของนักเรียน _น้องสาวของหมอชีวกโกมารภัจจ์ชื่ออะไร พ่อครูว่า... จำไม่ได้จริงๆว่าชื่ออะไร ในประวัติ บอกว่าไม่มีน้องสาว หมอชีวกโกมารภัจจ์เป็นเด็กกำพร้า ไม่รู้จักพ่อแม่ด้วยซ้ำไป เขาเอาไปทิ้งไว้ แล้วพระราชาศากยวงศ์เก็บมาเลี้ยง
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน คนที่บรรลุธรรมก็จะวางได้ ยอมแพ้เป็น _หนูอยากทราบว่า ตอนนี้ใครบรรลุอรหันต์แล้วบ้าง เราจะทราบได้อย่างไรว่า คนบรรลุอรหันต์แล้ว ถ้าบรรลุแล้วจะเป็นอย่างไร สามารถระลึกชาติได้หรือไม่ คนที่มุ่งแต่จะบรรลุๆ โดยไม่สนใจคนรอบข้าง เช่น บางคนมุ่งแต่จะฟังธรรม ตื่น ทำวัตรเช้าทุกวัน ฟังเทศน์ทุกครั้ง แต่พอมีเรื่อง ก็ถกเถียงกัน ก็โวยวาย โหวกเหวก จนบางครั้งหนูเลยคิดว่า ทำไมมุ่งบรรลุ ทำไมเรื่องแค่นี้ จึงยอมเสียสละไม่ได้ บางคนทำเพราะหน้าที่ ไม่ได้เสียสละ แต่ก็มุ่งบรรลุ หนูจึงสงสัยว่าจะทำไปเพื่ออะไร ทำไปจะบรรลุหรือ? บางคนชอบเอาธรรมะ ที่ฟังจากหลวงปู่มาสอนเด็ก มาพูดเหมือนจะเข้าใจ แต่หนูก็เห็นว่า เขาทำไม่ได้ ขออภัยนะคะ กราบขออภัยนะคะ อาจจะเป็นคำถามที่ไม่น่าถามน่ะค่ะ พ่อครูว่า... เชิงสงสัย ก็ดีแล้ว แต่อย่าไปเพ่งโทษ คนที่เขาไม่รู้ตัว ไม่มีความรู้ว่า เขาไม่มีแบบนี้ เป็นแบบนี้แหละ เราก็รู้ว่า เขาก็เป็นเช่นนั้น เขายังไม่หายไป เขาน่าจะหายไป แต่เขาไม่หายไป มันก็ต้องเป็นจริง ตามที่เขาเป็นอยู่ ก็ต้องสงสารกัน สิ่งนี้ถ้าเราเห็นว่า มันไม่ควรจะมาโวยวายอย่างนี้ น่าจะวางได้ คนที่ปล่อยได้วางได้ ไม่ควรมาตะโกน โวยวาย คนนั้นก็ชนะ คนไหนยังหาเรื่องโวยวายอยู่ต่อ คนนั้นก็แพ้ เอาความรู้อันนี้ไปไว้ใช้ก่อนก็แล้วกัน สรุปตรงนี้ว่า คนที่แพ้เป็น ยอมแพ้เสีย จบเรื่อง เรื่องที่จะทะเลาะ แก่งแย่ง ชิงดี ชิงเด่นกัน ให้ไปเลย ยอมแพ้ได้ คนยอมแพ้ได้ หยุดได้ คือคนชนะ ยอมได้หยุดได้ ไม่แย่งชิงแล้ว เรามาสร้างตนเอง ช่วยตนเองให้ได้ หากไม่ได้ ก็ตายเสีย เกิดใหม่เราจะได้สิ่งดีนี้ติดตัวไป ไม่ต้องกลัวหรอก คนเราไม่ตาย ดับสูญเป็นพระอรหันต์ง่ายๆหรอก ให้สั่งสมของเราไปแล้ว จะลึกซึ้งได้
มาเข้าสู่เรื่องยากที่จะอธิบาย บุญ คืออาการของพลังงาน พลังงานนี้ไม่ได้เป็นแม้แต่แค่น้ำ พลังงานนี้มีลักษณะลม กับไฟ ผสมกัน ลมมีแรง แต่ไฟมีร้อน ธาตุแห่งความแรง มีมากเท่าไหร่ ก็แรงมากขึ้น จนมีประสิทธิภาพทำลายได้ บุญ ก็มีธาตุของไฟ และลม แรงได้ค่าได้ ไม่เป็นแม้แต่ธาตุน้ำ เป็นต่อพลังงาน ในระดับธาตุไฟ ธาตุลม และสลายไปง่ายด้วย บุญ ทำงานเสร็จจบ เป็นไฟก็ไม่เหลือ เป็นลมก็ไม่เหลือ หมดฤทธิ์ ทำงานเสร็จกำจัดกิเลส มีหน้าที่เดียว กิเลส หยาบ กลาง ละเอียด ฆ่าจนหมดเลย มีหน้าที่เดียว หมดจบแล้ว สลายเลย เป็นธาตุไฟก็ไม่เหลือ เป็นธาตุลมก็ไม่เหลือ จบงานจบหน้าที่ วันนี้หลวงปู่อธิบายลึกเข้าไปอีกว่า บุญไม่ใช่ แม้แต่ธาตุน้ำ คนเกิดธาตุไฟ กับธาตุลม ผสมกันทำงาน จบ ธาตุไฟกับธาตุลม ก็แยกกัน ธาตุลมกับธาตุไฟ มีฤทธิ์แรง กับร้อน แล้วแรงด้วย ร้อนด้วย จนกิเลสทนไม่ได้ มีฤทธิ์กำจัดกิเลสได้ มีธาตุลม และไฟ ที่แรง และร้อน จนกำจัด ธาตุไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ ทำลายไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะได้ มีฤทธิ์แรงมีฤทธิ์ร้อน จนฆ่าธาตุ ไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะได้ อย่างนี้เป็นต้น
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน พ่อครูสอนธรรมะด้วยปุพเพนิวาสานุสสติญาณ _คนที่ไม่เคยรู้จักกัน และมาเจอกันเขาเรียกว่า มีวาสนาต่อกันหรือไม่ ถ้ามาเจอกัน และมีเรื่องกัน เค้าเรียกว่าอะไร พ่อครูว่า... ได้ หรือมี บุพเพสันนิวาส ก็ได้ มีเรื่องเก่า ชาติก่อนๆ เคยเจอกัน รู้จักกันมาก่อน ก็จะมาเจอกันได้ง่าย ถ้ายังไม่เคยรู้จัก ไม่เคยผูกพันอะไรกันเลย ไม่มาเจอกันง่ายๆ ถ้าผูกพันกันมาก ก็จะมาเจอกัน แม้แต่ผูกพันในทางร้าย ก็จะมาเจอกัน ผูกพันในทางดี ก็จะมาเจอกันง่าย เขาเรียกว่ามีวาสนา หรือเปล่า ถ้ามาเจอกัน และมีเรื่องกันเค้าเรียกว่าอะไร ก็เรียกว่า บุพเพสันนิวาส ในละครมีพระเอก นางเอก มีผู้ร้าย หากมีแต่พระเอก นางเอก ไม่มีผู้ร้าย ก็จืดตายเลย ต้องมีผู้ใดที่เหมาะพอกัน สนุกเสียไม่มี ละครละเม็ง ก็คือเรื่องที่เกิดในวัฏสงสารมากมาย คิดสร้าง ปรุงแต่งขึ้นมาก็ได้ ไม่ซ้ำซากกันหรอก ชีวิต ชีวะ ที่บริเวณในเอกภพนี้ นับล้านล้านล้านล้าน มันตรงกับชีวิตใด ชีวิตหนึ่งแน่ๆ ใครจะคิดเกินกว่าชีวิตที่เคยมีมา ไม่ได้หรอก ไม่มีใครคิดเกินกว่า สิ่งมีชีวิตที่เคยเป็นมาได้หรอก จะคิดฟุ้งซ่านออกนอกเรื่องราวอย่างไร เป็นไป มันมีได้เหมือนกัน ที่บ้าบอ ไม่เข้าท่า เรื่องสัตว์โลก อย่างพวกสตาร์วอร์ คิดไปบ้าบอ มันเป็นไปไม่ได้ เป็นความฟุ้งซ่าน แต่เรื่องคิดได้ คือคนที่มี บุพเพนิวาสานุสสติ ก็มีได้
หลวงปู่ มีเรื่องเก่าๆ ในชาติก่อน ชาตินี้หลวงปู่มาเกิด ตอนแรกๆก็ฐานะดี แต่เสร็จแล้วมาเจอวิบาก แม่เป็นคนจังหวัดอุบลราชธานี อำเภอวารินชำราบ ปู่ทวดของหลวงปู่นี่ เป็นน้องเจ้าเมืองพิมูล เป็นอุปราช ลูกของอุปราช เป็นยายของหลวงปู่ ยายก็คือแม่ของแม่ หลวงปู่ ก็ค้าขายอยู่ที่อำเภอวาริน แต่หลวงปู่ไปเกิดที่ศรีสะเกษ ไปคลอดที่ศรีสะเกษ แล้วก็กลับมาอยู่วาริน หลวงปู่ บางทีก็ไปอยู่กับยาย บางทีก็อยู่กับแม่ ไปๆมาๆ ตั้งแต่เด็กๆ หลวงปู่ขยันทำมาหากิน หาเงินได้เอง ตั้งแต่ 7 8 9 ขวบ ขายของ สมัยก่อน มีพวกญวน หรือพวกแกว ขายน้ำแข็งหลอด เขาถือว่า เป็นงานของพวกญวน เป็นงานชั้นต่ำ แต่หลวงปู่ก็คิดอ่านขายน้ำแข็งหลอดด้วย ร้านของแม่ มีถึงสามคูหา เป็นลูกคุณนาย ขายของอยู่ที่นี่ มีหน้ามีตา มีฐานะ หลวงปู่ก็ไปเป็นกุลี รับจ้างแบกของ ได้เงิน คอมมิชชั่น เงินตอบแทน ได้เงิน 10 ตังค์บ้าง 5ตังค์บ้าง แล้วแต่โรงแรมจะให้เท่าไหร่ หลวงปู่ทำงาน ไม่ได้เกี่ยงเลย ตกเย็นก็รับซื้อของมาขาย ซื้อของถูก มาขายแพง แต่ก็ไม่แพงเกินหรอก หลวงปู่เป็นคนไทย ธรรมดามีแต่เด็กแกวขาย เรียกแข็งหลอดๆ มีภาษาแกวผสม แต่เราก็แต่งกลอนภาษาไทยขาย คนไทยก็นิยมอุดหนุน เด็กแกวขายสู้ไม่ได้ หลวงปู่ทำสารพัดงานสุจริต ไม่ถือว่างานต่ำ งานสูง เราไม่ได้โกงใคร ทำมาหากินด้วยเรี่ยวแรง ความสามารถของเรา นี่เป็นนิสัยของหลวงปู่ แต่ไหนแต่ไรมา ไม่เคยขอตังค์แม่ใช้ จนกระทั่งโต ทำอะไรได้ เขียนหนังสือได้ แต่งเพลงอะไรได้ ก็หากินของตัวเองไป จนกระทั่งมาเรียนที่กรุงเทพฯ หลวงปู่มาเรียนกรุงเทพฯ ตั้งแต่อายุ 15 ปี จบ ม.6 โรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช จบแล้วก็เข้ากรุงเทพ ไปเรียนต่อที่กรุงเทพ ก็ช่วยตัวเองไป ปีแรก อยู่กรุงเทพ ฐานะก็ดี เมื่อต่อมาแม่ป่วย ก็ถูกโกง ถูกโกงร้านค้า และร้านตัดผม ก็เลยฐานะตกต่ำ หลวงปู่ไปอยู่กรุงเทพฯตอนแรก ไปอยู่หอพัก มีรายได้ ส่งหอพัก เมื่ออยู่ไปไม่เท่าไหร่ ไม่มีตังค์ส่งหอพัก ก็เลยมาอยู่วัด มีลุงหมอ ที่เอาหลวงปู่ไปเลี้ยงแต่เด็ก ก็เลยจับไปอยู่วัด แต่เจออาจารย์ลำเลียง ก็เลยหนีไปอีก ก็เลยไปเป็นคนรับใช้ ของคุณล้วน ควันธรรม ไปเลี้ยงลูกเขาด้วย ตอนหลวงปู่เป็นฆราวาส ไม่เคยแพ้เรื่องทำมาหากิน และได้เรียนหนังสือ กับอาจารย์ดีๆ หลายท่าน สรุปแล้ว เกิดมาชาตินี้ ไม่อดอยาก แต่ต้องสู้ ทำงานเลี้ยงตัวเองตลอด แม้แต่ในวัยนี้ ก็ต้องทำงานหนัก ใช้งานสมอง งานบริหารเยอะ โดยเฉพาะ บรรยายธรรมะ เขียนธรรมะ แต่ยังสู้ได้อยู่ พวกเราเคยได้ยินไหมว่า หลวงปู่ตั้งใจจะอายุยาวไปถึง151 ปี ไม่ใช่ง่าย แต่หลวงปู่จะพิสูจน์ธรรมะพระพุทธเจ้า ว่าจะสามารถจัดสรรพลังงานจิต ให้มันทำงาน จัดการกับจิต ปรุงแต่งจิต ให้มันก้าวหน้าๆๆๆ จัดการปรับปรุงจิต ให้ก้าวหน้า ไม่หยุดง่ายๆ เรียกด้วยภาษาวิชาการว่า สัมประสิทธิ์ Coefficient ให้มีอัตราก้าวหน้า สร้างพลังงาน ให้เกิดการสังเคราะห์ สังขาร ทั้งสสารและพลังงานขึ้นมาในตัวเรา ให้มันเจริญขึ้น ที่จริงหลวงปู่ต้องเสื่อมแล้ว อายุ 80 กว่า ก็ต้องเสื่อมไปหาตายแล้ว แต่หลวงปู่เรียนจากพระพุทธเจ้ามา สามารถทำพลังงานนี้ได้ ที่จริงหลวงปู่รู้ว่า ต้องตายตอน 72 ปี แต่หลวงปู่ใช้พลังงานที่จะต่อได้ หลวงปู่พิสูจน์พลังงานนี้มาได้ 12 ปีแล้ว ปีนี้ 84 ปี จะเต็ม 84 เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2561 นี้ ก็จะใช้พลังงานนี้ต่อไป ให้ถึง151 ปี หลวงปู่ดูสภาพเหมือนคนแก่ไหม อย่า
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive