610311_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ บุญคือ อธรรม มิใช่ ธรรมะ.docx
เนื้อหาในไฟล์
610311_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ บุญคือ อธรรม มิใช่ ธรรมะ
สมณะฟ้าไทว่า… วันนี้วันอาทิตย์ที่ 11 มีนาคม 2561 ที่บวรราชธานีอโศก เป็นรายการวิถีอาริยธรรม ที่สื่อถึงธรรมะโลกุตระ ไม่ใช่โลกียธรรม ที่เอาใจกิเลสของคน ที่ต้องการ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข คนในยุคนี้มีน้อยคน ที่จะมาลดกิเลส ที่จะมาฟังธรรมแบบนี้รู้เรื่อง ขนาดในชุมชนชาวอโศก ยังมาร่วมฟังธรรมกันน้อยเลย ตอนที่พระโพธิสัตว์ยังไม่แสดงตัวคน ก็ตะเกียกตะกายหากันว่าอยู่ที่ไหน หากพระโพธิสัตว์ตายไป หลายคนคงตกใจ แต่คนที่น่าจะเสียใจที่สุดคือ คนที่มาอยู่กับชาวอโศกนี่แหละ แม้ท่านมาแสดงธรรมแก่เรา แต่เราก็ยังไม่มารับอีก สังคมไทยพัฒนาการขึ้นมาเรื่อยๆ ค่านิยมดีๆมีมากขึ้นเรื่อยๆ ในหลวงรัชกาลที่ 10 จัดงานอุ่นไอรัก คนก็มาร่วมกันมาก แม้แต่ละครบุพเพสันนิวาส ก็กำลังได้รับความนิยม คนมีค่านิยมวัฒนธรรมไทยมากยิ่งขึ้น ใส่เสื้อผ้าแบบไทย รับประทานอาหารแบบไทย คนเราเกิดมา ทำบุญไม่เป็น เพราะไม่รู้ว่าบุญคืออะไร ต้องทำอย่างไร เกิดมาเขาก็บอกว่า เอาอาหารไปทำที่วัดให้พระฉัน ก็ติดปากกันว่าคือ การทำบุญ แถมยังสอนว่า จะได้ถูกหวย จะได้รวยๆอีก ก็ยิ่งเป็นการได้บาป แม้แต่บุญที่แปลกันในอินเตอร์เน็ตนั้น ผิดเพี้ยนกันไปมากมาย แม้แต่ในหนังสือพจนานุกรมประมวลศัพท์ของท่านประยุทธ์ ท่านก็แปลว่า บุญ เครื่องชำระสันดาน, ความดี, กุศล, ความสุข, ความประพฤติชอบทางกายวาจาและใจ, กุศลธรรม ปุญญาภิสังขาร (อภิสังขารที่เป็นบุญ, สภาพที่ปรุงแต่งกรรมฝ่ายดี ได้แก่ กุศลเจตนา ที่เป็นกามาวจร และรูปาวจร ) ส่วนพ่อครูนั้นแปลคำว่าบุญ สอนคำว่าบุญกับคำว่ากายอย่างมาก ให้ชัดในความหมายที่ตรงสภาวะจริง เกิดผลในปัจจุบัน ทำให้กิเลสหายไป บุญก็หายไปด้วย พลังงานบุญมีหน้าที่เดียว ทำให้กิเลสฉิบหาย ระเบิดหายไปเลย
อ่านต่อ
เมื่อกิเลสหายไปบุญก็หมดหน้าที่ แล้วก็ทำให้ผลมันเจริญขึ้นๆ อาเสวนา ภาวนา พหุลีกัมมัง ทำให้ซ้ำทำให้มาก ทำให้บ่อย คุณจุ๋ม ฝากฟ้า ฝากให้พวกเรามาตรวจญาณ 7 พระโสดาบันได้ที่ท้ายศาลา หมั่นตรวจสอบกันดู ให้พวกเราชัดเจนในสภาวะกัน อาจตั้งเป็นกลุ่มๆ เพื่อให้ชัดเจนว่าทำได้จริง ยืนยันผลได้จริง ไม่ใช่เป็นแต่ในตำรากัน
พ่อครูว่า... อย่างที่ท่านฟ้าไทเกริ่นไว้นะ อาตมาว่า อาตมานี่จริงใจ พูดความจริง ยืนยันความจริง แต่คนไม่ค่อยเชื่อน้ำมนต์ จะโทษอาตมาไม่ได้ คนไม่เชื่ออาตมา อาตมาว่าโทษคนทั้งหลายมันไม่น่าเชื่อถือ ใครไม่น่าเชื่อถือ มันก็เลยไม่รู้จะเชื่อใคร ก็ไม่เป็นไร เรามาแสดงความจริง พิสูจน์ความจริง อาตมาว่าความจริงที่เราทำกันนี้ เป็นความมหัศจรรย์ เป็นความเป็นจริง ที่เอาพระไตรปิฎกมาเปิดเลย คำต่อคำ หน้าต่อหน้า บรรทัดต่อบรรทัดเลย ตรวจสอบกันเลย อาตมาว่าพวกเรานี่ชัดเจน ลงตัว ลงคำความ สภาพจริง พวกเราเป็นได้จริง อย่างที่ แม้แต่คำยากๆ คำว่า กาย บุญ สมาธิ อะไรอย่างนี้เป็นต้น เรามีการแสดงกายกรรม วจีกรรม ที่จะเอามาเปรียบเทียบ เอามาแทก(เปรียบ) เปรียบเทียบกัน แทกให้ดู กระแทกไปมันจริงกว่าเปรียบ เอามาแปะกันเลย ดูซิว่ามันจะซ้อนกัน เนียนเหมือนกันไหม อาตมาก็มั่นใจ จะต้องยืนยันให้คนมาปฏิบัติ ให้มันเกิด ความจริงตามความเป็นจริง แล้วให้คนเอามาแทก เอามาเปรียบเทียบซ้อนดู จนสนิทเนียน อย่างนี้ ใช่ โสดาบันเป็นอย่างนี้ สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ เป็นอย่างนี้ ตั้งแต่รูปจนถึงนาม นามมันรู้ยาก ก็ตรวจสอบไป ใช้เวลา นามก็แสดงออกมาทางกาย วาจา ได้ ตรวจสอบไปนานเท่านาน ใครไม่ไหวแล้ว ตายไปก่อน ก็เกิดมาใหม่ เกิดมาตรวจสอบอีก แล้วเราก็มาปฏิบัติไปจริงๆ เรียนรู้ด้วยตัวเอง เป็นปัจจัตตัง เวทิตัพโพวิญญูหิ อาตมาเอง ไม่กระดากกระเดื่องว่า อาตมาอวดตัวตน เป็นอันนั้นอันนี้ เปิดไปจนไม่เหลืออะไรแล้ว สยังอภิญญา สัมมาปฏิปัณณา คืออาตมา ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เป็นสยังอภิญญาคืออาตมา ข้ามชาติมา ก็อาตมานี่แหละ พูดอย่างจริงใจ ไม่ได้อวดตัวตน ไม่กระมิดกระเมี้ยน ไม่สะเทิ้น ไม่สะท้าน มันสนิท มันจริง มันมั่นใจ เรามีความจริง ที่เรามั่นใจ ไม่ได้มานั่งหลอก แต่พูดซ้ำซ้อนบอก ปัจจุบันนี้ ก็ไม่ได้มาเอาอะไร เอามาให้พิสูจน์กัน ยังชีพกันไป ช่วยกันทำไป พูดไปแล้วอบอุ่น มีคนจะให้ต่ออายุไปถึง 200 ปี มันน่าอยู่เหมือนกันนะ ดูก่อน ถ้าเนื้อหนังมังสา ใช้สัมประสิทธิ์ Coefficient ทำให้เกิดความ Fresh up มากยิ่งขึ้น protoplasm cytoplasm ก็เจริญขึ้น ก็น่าอยู่ต่อ 200 ก็ 200 ตอนนี้ยังไม่ขึ้น 85 ปีเลย เดือนมิถุนายนนี้จะขึ้น 85 ปี อยู่ให้ถึง 90 ก่อน ถ้า 90 ได้ เราก็หวังว่า ถ้าจะเข็นให้ถึง 96 ถ้าไม่ต้องเข็นนี่คงดี แต่ต้องเข็นกันไหม ถ้ายังไม่ตาย ก็ต้องเข็นกันอยู่ดี เข็นกันไป ให้ถึง 96 เมื่อ 96 แล้วก็เข็นต่ออีก ถ้าอยู่ พากเพียรไป อาตมาพูดนี้ สนุก เบาใจ สบาย ไม่ได้เกรงกลัว เราไม่มีอะไรแฝง ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม ตรงจริงๆ ก็สบายใจทุกอย่าง ไม่กลัวว่าเขาจะจับได้ เดี๋ยวเขาจะแลเห็นเหลี่ยมมุม มันไม่มี มันไม่มีเลย มันสบายทุกอย่าง เราไม่มีอะไรปิดบัง ไม่มีอะไรคดโค้ง ไม่มีอะไรซ่อนแฝงเลย ก็ต่างพิสูจน์ อย่างที่อาตมาพูดอย่างไร ความประพฤติองค์ประกอบ ที่จะเอามาเป็นหลักฐาน อ้างอิง ทั้งวัตถุ และพฤติกรรม ทั้งความรู้ ความเห็น รวมแล้วจะปักลงไปถึงความจริง มันจะได้ความจริงแค่ไหน อย่างไรกัน ก็ใช้ความรู้ ความสามารถของแต่ละคนก็แล้วกัน เป็นเครื่องตรวจสอบมาเป็นเครื่องพิสูจน์ ก็ลองดู Sms 610309 _2166... ผมว่าพ่อท่าน ยิ่งเชียร์ กองหนุนลุงตู่ ยิ่งหดหาย เป็นเคราะห์ดีของลุงตู่หน่อย ที่ TV ช่องนี้ ไม่ค่อยมีไครดู ผมว่าถ้าพ่อท่านอยู่เฉยๆดีกว่า ลุงตู่จะได้มีกองหนุนแน่นขึ้น?? ควรมิควรแล้วแต่พ่อท่านครับ?!! กราบขออภัยมาด้วยความเคารพครับ/ แดน จาลุย
_8647... กราบนมัสการพ่อคะ ลูกขอถาม 1ข้อค่ะ การที่เราเจอคนที่ถามเราว่า คนอโศกอยู่กินอย่างไรปฎิบัตอย่างไร เราจะอธิบายได้ไหมค่ะ เพราะส่วนมาก คนอโศกมักห้ามไม่ไห้พูด ไห้เขามารู้เอง ถ้าอธิบายได้ จะได้บอกเขาได้ว่า อโศกเราอยู่กันอย่างไร กราบขอบพระคุณค่ะ พ่อครูว่า... ก็อธิบายได้ ก็อธิบายเลย
_บุญคุณโลกียะ หนี้โลกียะ เราเลือกที่จะไม่ใช้หนี้ด้วยโลกียะวิสัย แต่ถ้าเราเลือกใช้หนี้ด้วยโลกุตระวิสัย หนี้นั้นจะหมด หรือ มีทางหมดเวร หมดกรรมต่อกันไหมคะ? พ่อครูว่า… เหลือหมด เพราะกิเลสนี่ราคาแพงนะ การลดกิเลสได้นี่ ค่ามันแพง มันสูงกว่าโลกียะไม่รู้กี่ต่อ มากมาย เอาอย่างนี้ ถามคุณ โสดาบันหนึ่งหน่วย จะซื้อราคากี่ตังค์ ให้เท่าไหร่..ประเมินค่าไม่ได้ ไม่ต้องห่วงหรอกคุณเอาโลกุตระให้ได้ โลกุตระหาค่าบ่มิได้ มันเป็นสัจจะมันเหนือกว่ากันจริง เอาโลกุตระ
_ความเด็ดขาด ความเด็ดเดี่ยว ของเรา ถ้าบวก ลบ คุณ หาร แล้วดีกว่า ความอ่อนข้อ ย่อหย่อน ไม่เอาจริง คือเจ็บเป็นเจ็บ ตายเป็นตาย คิดอย่างนี้ ถูกต้องไหมคะ พ่อครูว่า… ถูกต้องแล้ว ขอให้เด็ดให้มันขาดเถอะ เด็ดเดี่ยวเลย เด็ดอย่างเดียว แต่ถ้าเด็ดไปไม่ขาด เด็ดไม่เดี่ยว ก็กลับมาเหมือนเดิม กลัวจะเป็นอย่างนั้น อาตมาเคยบอก ตายจากการลดกิเลส ก็จะจารึกชื่อในป้ายทองคำให้เลย
_วิบากที่เรา "ผลัก" คนออกจากวิถีชีวิตของเรา หรือวางพรมทัณฑ์ไว้ ไม่รับติดต่อ ไม่ข้องเกี่ยว เพื่อความไม่ประมาท และเพื่อยังศีลธรรมให้คงอยู่ วิบากจะมากไหมคะ ตอนนี้ได้ลงมือกระทำไปแล้วด้วยค่ะ ค่อนข้างจะแรงด้วยค่ะ แต่ถ้าไม่แรง ก็ไม่จบค่ะ พ่อครูว่า... เอาเลยๆ พรหมทัณฑ์ก็พรหมทัณฑ์กัน อาตมายุส่ง
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน บุญคือ อธรรม มิใช่ ธรรมะ มาเข้าสู่เรื่อง บุญ ตามที่ท่านฟ้าไทเกริ่นไว้แล้ว ในเราคิดอะไร คุณ เก่าสมัย ใหม่เสมอ นี่เขาเขียนนะ คนนี้เขียนเก่ง เพราะเข้าใจคำว่าบุญไม่ถูก ศาสนาเลยฉิบหายวายป่วง อาตมาก็เชื่อมต่อจิ๊กซอ จนตอนนี้พอเข้าใจได้บ้าง ในเรื่องคำว่าบุญ ซึ่งไม่ใช่เรื่องตื้นเขิน ฉบับที่แล้ว 331 เรากำลังสาธยายมาถึงว่า ผู้ไม่ศึกษาความเป็น“ อัตตา 3 ” จะไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงความเป็น “ โอฬาริกอัตตา-มโนมยอัตตา-อรูปอัตตา ” ได้เลยเป็นอันขาด เพราะมันเป็น “อัตตาหรือตัวตน ที่คนหลงยึดว่ามีจริง มัน“อุปาทาน”ตัวแท้ ตัวจริง ดังนั้น ผู้จะรู้จัก และทำลาย“อัตตา”ได้จริง ต้องอาศัย“ปัญญา” และ“บุญ(ปุญญ)” ซึ่งเป็น“ความตรัสรู้”ของพระพุทธเจ้าเท่านั้น จึงจะสามารถรู้จัก รู้แจ้ง รู้จริง “ความเป็นจริงของอัตตา” แล้วจึงจะกำจัดสำเร็จแท้ได้ นอกจาก“ทาง”นี้ ไม่มีทางอื่น อาวุธ หรือเครื่องกำจัดคือ “ บุญ ”นี่เอง เครื่องมืออื่นที่จะกำจัดได้ ไม่มีเด็ดขาด “ บุญ ” ไม่ใช่ “ กุศล ” นี่ก็พูดซ้ำมาไม่รู้เท่าไหร่แล้ว เป็น“อจินไตย”แท้ มันรู้ไม่ได้จริงๆ สำหรับผู้เก่งแต่“เฉโก” ยังไม่มี“ปัญญา” ตามที่ได้อธิบายความเป็น“บุญ” ว่าแตกต่างกันกับ“กุศล”คนละขั้วอย่างไร จนซ้ำซากมากแล้ว แต่ก็ยังเข้าใจกันไม่ง่ายเลย ซึ่ง“กุศล”นั้นมันเป็น“โลกียธรรม” ที่“ผลของวิบาก” มันเป็น“ตัวตน” ทรงอยู่ ข้ามชาติ “กุศล”จึงมีคุณลักษณะเป็น“ธรรม” แต่“บุญ”นั้นคุณลักษณะเป็น“อธรรม” แท้ๆ ไม่มีคุณลักษณะเป็น“ธรรม”เลย “บุญ”ไม่ใช่“ธรรม” ไตร่ตรองตามดีๆ “บุญ”ไม่ทรงไว้ หรือทรงอยู่ในที่ไหนๆเลย “บุญ”ทำหน้าที่ในปัจจุบัน เสร็จก็จบแล้ว หายวับไปทันที ไม่มี“ฤทธิ์”เป็น“บุญ” กล่าวคือ มันไม่มีประสิทธิภาพที่จะ“ฆ่ากิเลส”ได้อีกแล้ว “บุญ”จึงตกค้าง อยู่เป็น “อดีต” แม้เป็น“ปัจจุบัน”ก็ไม่ได้เลย แล้ว“บุญ”จะมีสภาวะเป็น“ธรรม”ได้อย่างไร? เพราะ“ความทรงไว้ หรือทรงอยู่” ของ“บุญ” มันไม่มีอยู่แล้ว ออกอย่างนี้..หือ เหมือนที่เคยเปรียบเทียบให้ฟังมาแล้วว่า “บุญ”เหมือน“ระเบิดปรมาณู” เมื่อใช้งานมัน ให้มันทำงานระเบิดไปแล้ว “ลูกระเบิดลูกนี้”ก็หมดความเป็นระเบิดไปสิ้น จะนำกลับมาใช้ระเบิดอีกไม่ได้แล้ว มีก็แต่เศษระเบิด อันหา“ชิ้นดี”ไม่ได้ แล้ว“บุญ”มันจะเหลือความเป็น“บุญ”กันตรงไหน?..หา! ..ไตร่ตรองกันให้ดีๆเถิด ซึ่งชาวพุทธทุกวันนี้“งมงาย”ในความเป็น“บุญ”ว่าคือ“สมบัติ”ที่ดี ก็สะสมกันนี่ 1 และ 2. เป็นสิ่งที่“ทรงอยู่(ธรรม)” สะสมได้ นี่อีกประเด็น ซึ่งมันผิดมหามหันต์ที่สุด “บุญ”สะสมไม่ได้ “ไม่ทรงอยู่(มิใช่ธรรม)” “ธรรม”ต่างหาก คือภาวะที่“ทรงอยู่-ทรงไว้” แต่“บุญ”มิใช่เลย “บุญไม่ทรงอยู่” “บุญ”เป็นพลังงานเท่านั้น ทำงานในปัจจุบันเสร็จ จบกิจ ก็หายวับไปกับตาทันที “บุญ”จึงมีในปัจจุบันแค่นั้นเอง “อดีต”ใด ก็มี“บุญ”สะสมไว้ไม่ได้ แม้“อนาคต”ซึ่งอาจจะทำ“บุญ”ให้เกิดได้ เมื่อมาถึง “ปัจจุบันใด ปัจจุบันหนึ่ง” คนผู้นั้น“อภิสังขาร”ความเป็น“บุญ”( ปุญญาภิสังขาร )ขึ้นมาได้ จนสำเร็จผล แต่เมื่อ“อภิสังขาร”ที่เป็น“บุญ”ได้แล้ว เสร็จจบแล้ว “อภิสังขาร”ต่อไป ก็ไม่มี“บุญ” หรือไม่เป็น“บุญ”นั้นอีกแล้ว เรียกในภาษาว่า“ อปุญญาภิสังขาร ” ซึ่งเป็น“อภิสังขาร” “1 ใน 3”ของ“อภิสังขาร 3” จงศึกษากันดีๆ นี่คือ “อภิสังขาร”ของผู้“จบกิจ”ของ “ปุญญาภิสังขาร”แล้วนี้ ต่อไป“สังขาร”อีกก็เป็น“สังขารใหม่” ถ้า“สังขารใหม่” ไม่เป็น“บุญ” ก็ไม่ชื่อว่า“อภิสังขาร”ของพระพุทธเจ้า ก็ไม่มีฤทธิ์เป็น“บุญ” ไม่ใช่“บุญ” ไม่เกิดฤทธิ์“บุญ”กัน ผู้“ทำใจในใจ”ต้อง“สังขาร”ที่ประกอบด้วย“ปัญญา”กันแท้ๆ จึงจะมีฤทธิ์ ถึงขั้น“บุญ” “บุญ”คือ “เครื่องใช้ฆ่ากิเลส” เมื่อใช้แล้ว บุญก็หมดหน้าที่ หายวับไปเลย แต่ผู้มิจฉาทิฏฐิก็“วนกลับ”ไปเป็นว่า มี“บุญ”นั้นสะสมกันแล้วกันอีก อยู่นั่นแหละ “บุญ”ไม่ใช่“โลก” “บุญ”จะไม่“วนกลับ” ไปเป็น“โลก(วน)” บุญไม่เป็น“โลกีย์”อย่างนั้น “บาป”มีใน“โลก” มีใน“โลกีย์” แต่“บุญ”ไม่มีใน“โลก” ไม่มีใน“โลกีย์” “บุญ”มีใน“โลก”ใน“โลกีย์”ไม่ได้ “สังขาร”ใดหรือ“กรรม”ใด ที่มีต่อไปอีกจึงมีแต่“ อาเนญชาภิสังขาร ”ยิ่งๆขึ้น เจริญองค์คุณ 5 ได้แก่ “ ปริสุทธา-ปริโยทาตา-มุทุ-กัมมัญญา-ปภัสรา ” ซึ่งเป็น“องค์คุณ 5” ของ“ เนกขัมมสิตอุเบกขาเวทนา ”เท่านั้น เพราะจบกิจ เป็น“อปุญญาภิสังขาร” ไปแล้ว “สังขาร”ไม่เป็น“บุญ”กันอีกแล้ว “สังขาร”ต่อไปจึงเป็นแต่“อาเนญชาภิสังขาร”เท่านั้น ที่เจริญยิ่งๆขึ้น
ในพยัญชนะบาลี วรรค ย ร ล ว ส ห ฬ อํ เอาตัวกลางของเส้าแรก(ย ร ล) กับตัวกลางของเส้าสอง(ว ส ห) ได้ รส คือ รส คือโลกีย์ ส่วน สร คือ สร คือความแหลมคม
ผู้“จบกิจ”แล้ว ไม่มี“โลก” ไม่มีความวน “โลก”คือ ความหมุนวน-วนกลับไป-กลับมา ออกจาก“ความวน”ต่ำๆ-สูงๆ, ดีๆ-ชั่วๆ, กุศล-อกุศล วนอยู่ใน“ความมี” ไม่จบ เพราะฉะนั้น ผู้ที่ยังเข้าใจ“ความวน” ดังกล่าวนี้ ยังไม่ได้ จึงจะพูดสับสนไปมา ของ“ความวน”อันเป็น“โลก” ที่ต่างจากภาวะที่เป็น“โลกุตระ”แท้ๆ ก็ตาม“ภูมิธรรม”ของผู้ที่ยังไม่ถ้วนรอบ ความเป็น “โลกีย์-โลกุตระ” “กุศล” ยังเป็น“โลกียสัจจะ” แต่“บุญ” ไม่ใช่เลย “บุญ”เป็น“โลกุตรสัจจะ” ที่เป็น“ปรมัตถสัจจะ” ระดับ“จิตนิยาม” ของคนที่มีความฉลาด ระดับ“ปัญญา” จึงจะสามารถหยั่งรู้“ความจริง” ระดับโลกุตระนี้ได้ ผู้รู้แค่เฉโก จึงสับสน “บุญ”คือ“ความดี” แต่ที่แท้ “บุญ”เป็น“อาวุธเฉพาะที่ใช้ประหาร หรือฆ่ากิเลส”เท่านั้น และเท่านั้น ซึ่งแน่นอน“การฆ่ากิเลส” ใครๆก็ต้องยอมรับว่า“ดี”แน่ “ดีที่สุด” “ฆ่ากิเลส”ไม่ดีได้ไง!!! แต่ความหมายว่า“ดี”นี้ มันแค่พูดโดยภาษา ขออาศัยภาษานี้ว่า“ดี”เท่านั้นเอง ที่ว่า“ดี”นี่บัญญัตินะ! ยังไม่ใช่สภาวะ แยก“บัญญัติ”กับ“สภาวะ”ให้ชัดคม “ดี”นี้เป็นแค่“ภาษา” เป็น“อธิวจนะ” ที่ตั้งขึ้นบอกถึง “กิริยา-อาการ-กรรม” เชิง “บวก” ว่า..กิเลสถูกฆ่า! นี้ ผู้รู้ต่างก็รับว่า“ดี” แต่“ภาวะ หรือความปรากฏ”ที่มีพฤติ “ฆ่า” มันเป็นเชิง“ลบ”!!! ..ใช่มั้ย? การฆ่า-การทำลาย มันเป็น“เชิงลบ” “กุศล”นี้มีแต่“ดี” เป็น“กิริยาเชิงบวก” ทั้งนั้น แต่“บุญ”นี้“ฆ่า!” เป็น“กิริยาเชิงลบ”แท้ “บุญ”นี้คือ“ฆ่า”นะ! มันเชิง“ลบ”มั้ย? แต่“ผลได้”ต่างหาก ที่“บวก” ให้แก่มนุษย์-สังคม “ผล”ที่ได้สำเร็จ มันทำ“คนและสังคมดี” “บุญ”จึงมีนัยสำคัญที่“ทำการฆ่า” “บุญ”คือ ตัวเสียสละ ยอมเป็น“ผู้ร้าย” ส่วน“กุศล”เป็น“ผู้ดี” ตลอดกาล “กุศล”ทำ“การฆ่า”ไม่ได้เลย “กุศล”ไม่มีร้าย “ทำร้าย” ไม่ได้ เพราะขืน“ทำ” ก็มิใช่“กุศล” “ขืนทำ” ผิดภาวะแน่ๆ ..ใช่มั้ย? ชัด“นัยสำคัญ” ของบุญกับกุศล..รึยัง? อีกนัยสำคัญหนึ่งก็คือ “บุญ”นี้มิใช่ แม้แต่แค่จะเป็น“ธรรมะ” ..ตรองตามดีๆ เพราะ“บุญ”นั้นไม่“ทรงอยู่” ไม่“ตั้งอยู่” “บุญ”ไม่ทรงไว้ ไม่ตั้งไว้ ณ ที่ใดเลย “บุญ”เป็นแค่พลังงาน ที่ทำการในปัจจุบันนั้นๆ เท่านั้น ทำเสร็จกิจแล้ว “บุญ”ก็ไม่ตั้งอยู่ ณ แดนใดเลย ไม่ทรงอยู่ ณ ที่ไหนๆทั้งสิ้น มีหน้าที่ ทำงาน ใน“ปัจจุบัน”เท่านั้น และ“จบตนเองลงในทุกๆปัจจุบัน” ก็หมดสิ้น“บุญ”หายวับไป ไม่เหลือ“บุญ”อีกเลย แล้ว“บุญ”จะ“สะสมตัวเอง”ตรงไหน? “บุญ”เป็นโลกุตระ 100 % ไม่มีตัวตน ไปหลงเอา“ความไม่มีตัวตน”มาสะสม แล้วคิดว่า มันยังเป็น“บุญ” หรือเป็น“ของดี” “บุญ”คือ“การฆ่า” “บุญ”คือ“พลังงาน” ไม่ใช่“สสาร” ไม่ใช่“วัตถุ” ไม่ใช่“สิ่งของ” “บุญ”ไม่ใช่“สมบัติ..สสาร..วัตถุ”จริงๆ “บุญ”ไม่ใช่แม้แต่ความเป็น“อากาส” “บุญ”เป็นแค่“อาการของพลังงาน” ที่มีหน้าที่ทำ“ความวิบัติ”ให้แก่“กิเลส” เท่านั้น ไม่มีหน้าที่อื่นใดด้วย มีหน้าที่เดียว ทำความเข้าใจตรงนี้กันให้ชัดแท้ ให้ได้ “บุญ”เป็นแค่“พลังงาน”เท่านั้น “พลังงาน”ใดๆ ทำหน้าที่แล้ว ก็สลายไปทั้งนั้น “พลังงาน”ไม่มีตกผลึก เป็น“อดีต” “บุญ”ในการปฏิบัติ“ไตรสิกขา” คือ ทำตาม“ศีล” ที่ผู้นั้นๆกำหนด สมาทานของตนๆ เท่าที่พอสมควรกับ“ฐานะ”ตน หนึ่งสัตว์คน สองสิ่งของ สามรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสภายนอก เอาแค่นี้ก่อน เรียนรู้ไปตามศีล อย่าไปตะกละอวดดี ทำไปแต่ทีละน้อย ถ้าสามข้อนี้ ได้ครบ สภาพภายนอก แบ่งไว้แล้ว หนึ่งสัตว์ สองของอุตุนิยาม+พีชนิยาม สามผัสสะ ก็ผัสสะกับอุตุ พีชะ จิตนิยาม ผัสสะทางตาก็คือรูป รส กลิ่น เสียงสัมผัส กายสัมผัสเย็นร้อนอ่อนแข็ง พระพุทธเจ้าเรียบเรียงรวบรวมไว้หมดแล้ว อย่าไปตะกละทำมากมาย เลอะเทอะ เละเทะ ให้เป็นลําดับอันน่าอัศจรรย์ ไม่ใช่ว่า จะทำ“บุญ”เลอะเทอะ ทำเละเทะทั่วไป ไม่มีข้อกำหนด ไม่มีหลักเกณฑ์ มันก็ไม่เป็นชิ้น เป็นอัน แม้คนผู้นี้จะเข้าใจว่า“บุญ”คือ“การชำระกิเลส” แต่กิเลสอะไรก็ไม่รู้ว่า อะไรเป็นกิเลส? ขั้นตอนไหน? เราได้จัดกรอบที่จะปฏิบัติ สำหรับตน เป็นลำดับๆ หรือไม่? มันไม่เป็นลำดับ เละเทะ ไม่เป็นส่ำ “ศีล”แต่ละข้อ ที่มีสัมมาทิฏฐิจริง จึงจะทำ“อภิสังขาร” สัมมาปฏิบัติแท้ เกิด“ผล” แห่งการกระทำ หรือการปฏิบัติ ที่เรียกว่า “ปุญญาภิสังขาร”ได้สำเร็จ “กิจ”อันสำคัญวิเศษนี้ ความเป็นลำดับ จึงสำคัญมาก ถึงขั้นพระพุทธเจ้าตรัสว่า พุทธเป็นศาสนาพิเศษ ที่จัดลำดับได้เป็นที่อัศจรรย์ปานนั้นทีเดียว(พระไตรปิฎก เล่ม 23 ข้อ 109)
เอาล่ะ ทีนี้ มาต่อเรื่อง“บุญ”กันอีก “บุญ”มีแต่ใน“ปัจจุบัน” นี่ก็ย้ำๆ ซ้ำๆ “บุญ”จึงไม่มีใน“อดีต” คนผู้ที่หลงพากัน“สะสมบุญ”ไปข้ามชาติ ว่าไป“มีบุญ”ใน“ชาติหน้า”นั้น จึง“มิจฉาทิฏฐิ”แท้ๆทีเดียว ผู้หลงสะสม“บุญ” แล้วจะหอบบุญ “ข้ามชาติ”นั้น จึงไม่มีสิทธิ์บรรลุมรรคผล เพราะ“มิจฉาทิฏฐิ”สมบูรณ์แบบ ผู้“ตัดกิเลส”หรือ“กิเลสถูกชำระออกจากจิต”ได้ “จิต”ของคนผู้นี้ไม่มีกิเลสนั้นๆ คนผู้นี้จิต“มีผล”นี้ หากคนผู้นี้ยังจะเป็นคนสืบต่อ(สันตติ)อยู่ จึงเกิด“ข้ามชาติ”ที่เต็มคน คนนะ!..ที่เกิด“ข้ามชาติ” มิใช่“บุญ” (คนคือเครื่องปรุงที่ประกอบด้วย ดินน้ำไฟลม+วิญญาณ) ภาษากับสภาวะนี้ สลับไปมาก หากคุณแยกสภาวะได้ สภาวะที่เป็น ปฏิฆสัมผัสโส กับ อธิวจนสัมผัสโส ในพระไตรปิฎกเล่ม 10 ข้อ 60 ปฏิ คือ Action Reaction มีการกระทบสัมผัสก็เกิด ปฏิฆสัมผัสโส แต่ยังไม่มีชื่อเรียกก็ได้ หรือมีชื่อเรียกก็ได้ ถ้ามีชื่อเรียกก็เป็น อธิวจนสัมผัสโส บุญ“ข้ามชาติ”! ไม่มีใน“สารบบ”พุทธ กำหนดสภาวะ และภาษาให้แม่นๆ “บุญ”ที่คนผู้นี้ทำแล้ว มันไม่มีแล้ว มันจบ“ปัจจุบัน”แห่งการเป็น“บุญ”แล้ว “บุญ”ข้ามชาติ ไปเป็น“อนาคต”ไม่ได้ “บุญไม่เกิดนอกปัจจุบัน”เลย ตรงนี้สำคัญมากๆๆๆ “นอกปัจจุบัน”ไม่มีบุญ “บุญเกิดได้ในปัจจุบัน”ของผู้มี“รูปนามขันธ์ 5”นี้เท่านั้น ไม่มี“บุญเกิดนอกปัจจุบัน”เลย “บุญ”ไม่มีใน“อดีต” ไม่มีใน“อนาคต” ขอย้ำ ..“บุญ”เกิดนอก“ขันธ์ 5”ก็ไม่มี “บุญ”มีขึ้นได้ ในขณะที่คนผู้สามารถทำ“พลังงานจิตนิยามของตน จนเป็น‘บุญ’ในปัจจุบันของกาล” ที่มีพร้อมทั้ง“ขันธ์ 5”นี้ เท่านั้น ทุกปัจจุบันที่“ทำ” จนชำระกิเลสมีประสิทธิผลได้ คือ“บุญ” เพราะบาง“ปัจจุบันของกาละ”คนผู้ทำ“บุญ” สร้างพลังงานไม่สูงถึงขั้น“บุญ”ก็ได้ เนื่องจาก“คุณภาพ”ไม่เข้าขั้น“บุญ” นั่นคือ “คุณภาพ”ของพลังงานจิต ชำระกิเลสไม่ได้ นั่นเอง ก็ไม่เกิด“บุญ”ไง! จึง“ไม่มีภาวะที่กิเลสถูกชำระ”เกิดขึ้น “ภาวะการฆ่า”ก็ยังไม่เกิด การฆ่าไม่มี แต่ภาษาที่ว่า “ฆ่า”นี่! มันบอก“เชิงร้าย” แต่“ภาวะที่กิเลสถูกฆ่า”นั้น เป็นภาวะ “ดี”แน่ๆ ที่คนควรทำให้ตนก็จริงแท้ ทว่าเมื่อมันยังไม่มีขึ้น ยังทำไม่สำเร็จ จึงยังไม่มี“ภาวะดี”อะไรเกิดขึ้น “ร้าย”ก็ไม่มี ต่อเมื่อ“บุญ”กำจัดกิเลสออกไปได้ผล “การได้ผล”นั้นคือ“ดี” มันหมายถึง“ดี” แต่“การฆ่า”คือ ร้าย! มันสลับกันไปมา ก็เหลือ“จิต”ที่สะอาดจากกิเลส ส่วนนี้ต่างหาก ที่เป็นภาวะที่“เหลืออยู่” ให้เรียกได้เป็น“ภาวะดี” สิ่งที่“ปรากฏอยู่” สะอาดดี “ภาวะดี”นี้ “ทรงสภาพสะอาด”ขึ้นมา เมื่อยังกำจัดกิเลสไม่ได้ ก็ยังไม่มี“จิตสะอาด”นั้น เกิดขึ้นมา“ตั้งอยู่” หรือ“ทรงอยู่” ก็ยัง“ไม่มีภาวะนั้น”ขึ้นมาให้“ทรงอยู่” เพราะยังไม่“ผ่านปัจจุบันนั้น” ยังไม่เกิด“ภาวะดี” ที่เป็น“จิต”เหลืออยู่-ทรงอยู่ จิตที่เป็น“ภาวะดี” เพราะจิตได้ถูกชำระกิเลสออกไปจากจิตแล้ว เป็นส่วนที่“เหลืออยู่” ซึ่งไม่ใช่“บุญ”เลยที่“เหลืออยู่” ... จบ