610307_พิธีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และเทศน์ก่อนฉัน สวนป่านาบุญ 9 ดอนเจดีย์.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2561
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์355 KB
วันที่แก้ไข28 กันยายน 2568

เนื้อหาในไฟล์

610307_พิธีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และเทศน์ก่อนฉัน สวนป่านาบุญ 9 ดอนเจดีย์

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ศีลสามข้อแรก กับกาย พ่อครูว่า... วันนี้ วันพุธที่ 7 มีนาคม 2561 ที่สวนป่านาบุญ 9 ดอนเจดีย์ พวกเรามาปฏิบัติกัน รู้แล้วก็อย่าตะกละ อวดดีว่า เราทำได้ทันที เอาศีล 26 เลย มันจะมากไป ทำเป็นลำดับไป ดีที่สุด ธรรมะพพระพุทธเจ้านั้น ไม่นอกไปจาก อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา เป็นภาคปกิบัติ แล้วจะเกิดอธิมุติ อธิวิมุติ ต่อไป วิชชาวิมุติ เป็นผล พระพุทธเจ้าประมวลลง เป็นศีล 5 สามข้อแรก เป็นเรื่องของ 1.เป็นเรื่องของสัตว์ 2.เป็นเรื่องของข้าวของวัตถุ 3.เป็นการไปเกี่ยวข้องสัมผัส มีตัวเรากับสัตว์ สัมผัสแล้วจะเกิดผลกระทบรูป ตากระทบรูป ตากระทบของ เป็นพืช หรือเป็นไม้ที่เราชอบ หรือเราชัง หรือกระทบอะไรก็แล้วแต่ กระทบบุคคล มนุษย์ ชอบหรือชัง เราต้องศึกษาอาการทางจิต สัมผัสกับสัตว์แล้ว มันชอบ ก็เอามากิน สัมผัสกับสัตว์แล้ว ชังจะฆ่ามัน เจอไม่ได้ เจอเป็นฆ่า เคยมีเพื่อนตอนสมัยทำงานทีวี เขาบอกว่าไม่รู้เป็นไร เจองูเป็นฆ่า ไม่ฆ่านอนไม่หลับ เป็นการพยาบาท อาฆาต มาตั้งแต่ชาติไหนๆ รักกัน ก็จองเวรจองกรรม ต้องนัวเนีย ไม่พรากจากกัน ไม่รู้กี่กัปป์ เป็นการไม่พราก ไม่ห่าง ไม่จบสมบูรณ์ ทั้งรักทั้งชัง สองสภาพนี้ เราเรียนรู้ธรรมะพระพุทธเจ้าแล้ว ชังก็ไม่จำเป็นต้องฆ่าแกงกัน หรือไกลกันสุดโยชน์ พระพุทธเจ้าท่านลึกซึ้ง อยู่ด้วยกัน แต่ไม่มีจิตมุ่งร้ายกัน เขาก็เป็นของเขาทำของเขาวิบากก็ของเขา จะดีหรือไม่ดี ก็เป็นไปตามสัจจะ อยู่ในสังคมเดียวกัน แม้ต่างคนต่างชอบ ต่างคนต่างยึด ก็ไม่เป็นไร ถ้าจะมาแย่งกัน บังเอิญมาชอบตรงกัน อันเดียวกัน พอเห็นว่าเราชอบอันนี้ เขาก็ชอบอันนี้ แย่งกัน ผู้ชนะก็คือ ผู้ยกให้เอาไปเลย เราไม่แย่งเขาแ

อ่านต่อ

ล้ว คนยอมวาง แล้วปล่อยให้เขานี่แหละ คือผู้ชนะ ผู้ไม่ยอม คือผู้แพ้ นี่คือสัจจะ ที่จะเกิดความสงบ ผู้ยอม ผู้ขาดทุน ผู้เสียเปรียบ ผู้ไม่เอามาเป็นของตัวของตน เอาไปเลย ให้เขาได้ไปเลย หอบให้เป็นของตัวของตนให้เข็ด เราเอง เราปล่อยวาง เราเลิก ไม่มีตัวตน ไม่มีของๆเรา แต่ความไม่มีของๆเรา ที่เป็นระบบสาธารณโภคี ยิ่งใหญ่ เป็นองค์รวม ส่วนรวม กองกลาง ในหมู่เรากลุ่ม เราเป็นสิทธิ์ของเรา แล้วเราก็อาศัย ใช้สอยกันอยู่ กับอันนี้พอสมควร เป็นสุดยอดเศรษฐกิจ เศรษฐศาสตร์ของโลก ชาวอโศกปฏิบัติได้ผลสำเร็จแล้ว และเราก็จะยืนยัน ปฏิบัติเช่นนี้ เผยแพร่ ใครจะเอาก็มาเอา แล้วมันก็จะเกิดความสงบ สุข อบอุ่น เรียบร้อยของมนุษยชาติในโลก สัจจะมันเป็นอย่างนั้น สิ่งอย่างนี้ เรากำลังเริ่มต้นไปเรื่อยๆ ทีนี้มาเจาะลึกว่า ศีล จะค่อยๆทำ แล้วเกิดจิต อธิจิตเจริญ แล้วเราก็มีตัวปัญญา ตถาคตรู้ รู้ความจริงตามความเป็นจริง ศีล กรอบที่เราจะไม่ฆ่าสัตว์ เราจะวางศาตราวางอาวุธ มีแต่ความกรุณา มีแต่ความเอ็นดู มีแต่จิตปรารถนา หวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ นี่เป็นพยัญชนะ เป็นคำตรัสของพระพุทธเจ้าทุกคำ ในจุลศีลข้อที่ 1 เราไม่ฆ่า วางอาวุธ สิ่งที่จะฆ่า ทัณฑะ หมายความว่าเครื่องอะไรก็ได้ ที่จะฆ่าได้ หมัดก็เป็นอาวุธนะ หรืออะไรก็แล้วแต่ เล็กๆน้อยๆ เป็นเครื่องจะฆ่าได้ จนถึงอาวุธเลย ศาสตราคืออาวุธ ก็วางหมดไม่มี ประกอบด้วยใจกรุณา กรุณา คืออาการที่เห็นว่า เขาตกทุกข์ได้ยาก ลำบาก ก็ต้องการให้พ้นความยาก ความลำบากนั้น เป็นเมตตา ต้องการให้เขาพ้น กรุณา คือลงมือช่วย ให้เขาพ้นจากสภาพที่เขาตกทุกข์ได้ยาก เมตตา ที่จิตเกิดก่อน กรุณาไม่เรียกว่า กรุณาจิต แต่เรียกว่า การลงมือกระทำ กรณะ คือกระทำ ทำตามที่เราจะสามารถช่วยได้ จนสามารถช่วยได้สำเร็จ เขาพ้นทุกข์พ้นความลำบาก หลุดพ้นจากสิ่งที่เขาไม่ควรจะได้รับ จบ มุทิตา ดีแล้ว พ้นทุกข์แล้ว ดีแล้ว แล้วเราก็ไม่ใช่จองบุญคุณ ตามทวงหนี้บุญคุณ ไม่ใช่ มุทิตา คือยินดีที่เขาได้ดีแล้ว แล้วก็อุเบกขา ว่าง วางลงปล่อยกิจนี้จบแล้ว ท่านก็ไปดีเทอญ เราก็ไปทำงานอื่น งานนี้ก็จบ ไม่ต้องจำบุญคุณ แม้แต่เหตุการณ์ จำไม่ได้ ก็ช่างมัน ไม่ต้องเจตนาจำ เพื่อทวงบุญคุณ หรือจะจำก็ได้ แต่ไม่ทวงบุญคุณ สัญญาจะจำอัตโนมัติได้ หนึ่งศีลข้อ1 เราไม่ฆ่า วางศาสตรา จิตเราเกิดจริง มีความกรุณา เอ็นดู หวังประโยชน์แก่สัตว์นี้ ดำเนินไปตามวิบากของเขา ถ้าเรามีโอกาส จะช่วยเขาได้อีก ก็ช่วย ช่วยไม่ได้ ก็ตามวิบาก ของใครของมัน ไม่ไหว มันสุดวิสัย บางคนหยิ่งผยอง แอ๊ค ไม่ได้นะ จะไปช่วย เขาไม่ยอมเด็ดขาดเลย หรือถ้าจะเป็นการเตี้ยอุ้มค่อม ก็ต้องปล่อยเขาไป อย่างนี้เป็นต้น แต่เราพอช่วยได้ เราก็ช่วย รายละเอียดต่างๆพวกนี้ มันเกิดจริง มีจริง ผู้ใดปฏิบัติจริง ก็จะทำให้เกิดคุณธรรมนี้ขึ้นมา พฤติกรรมเกิดจริง คุณธรรมเกิดจริง ตั้งแต่ลงมือครบ นัจจะคีตะวาทิตะ ท่าทีลีลากายกรรมทั้งหมด ครบ ทางวาจา มีการพูดประกอบด้วยก็แล้วแต่ ชวนคนอื่นด้วย ก็แล้วแต่ หรือถ้าไม่ชวน ก็เอาแต่ตัวไปช่วย แต่ถ้าไม่ไหว ก็บอกวานคนอื่น เอาบ่ามาช่วยแบกกันหน่อย ถ้าช่วยได้ แต่เราก็พอแล้ว เราก็ช่วยก็แล้วกัน ถ้าไม่ไหว ก็ขอร้องผู้อื่นช่วย ก็ทำกันอย่างนี้ สังคมถ้าเผื่อว่า มีความรู้สึก ความเข้าใจ พฤติกรรมอย่างนี้ มันก็มีแต่ดี ส่วนจะไปทำร้ายอะไรนั้นไม่ทัน ศีลข้อ1 ไม่ฆ่าสัตว์ ศีลข้อที่ 2 ไม่เอาของของใคร ของไม่ใช่สัตว์นะ ของคือ อุตุนิยาม กลางๆคือพืช จิตนิยามคือสัตว์ พืชก็มีชีวะ แต่ว่า มันยังไม่มีเวทนา ไม่มีวิญญาณ มันก็มีพลังงานระดับนั้น เราก็ปฏิบัติกับพืช มันเป็นชีวะ แต่เป็นชีวะที่ไม่เป็นภัยต่อใคร มันมีแต่ตัวตน สร้างตัวตนของมันให้ไปได้ ทำตัวตนของมันให้ก้าวหน้าไปได้ ไม่ไปเบียดเบียนใครเลย เราจึงเอาคุณสมบัติของพืชอย่างนี้ มาทำให้ใจเราเป็นอย่างพืช เมื่อใจเราสำเร็จ เป็นอย่างพืช ไม่เบียดเบียน ทำร้ายใคร มีแต่ประโยชน์ต่อผู้อื่น พืชเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น เอาไปใช้ไปกินได้ นั่นเป็นคุณสมบัติสุดพิเศษ คนที่ศึกษาเข้าใจ ก็เอาคุณสมบัตินี้ มาทำให้แก่ตน แล้วมีพลังงานเหลือ 1.เราไม่เป็นภัยต่อใคร 2.พลังงานที่เหลือ เราก็เอามาปฏิบัติ ประพฤติ เพื่อไปช่วยผู้อื่นต่อ เสริม เป็น Coefficient หรือเป็นสัมประสิทธิ์ ทับทวีมากขึ้นได้อีก พลังงานพวกนี้ มีแต่พลังงานเจริญ พลังงานก้าวหน้า ทั้งนั้น 2 ข้าวของ ไม่เป็นชีวะ อาศัยใช้สอยเป็นประโยชน์เท่านั้น ทีนี้ อันที่ 3 กาเมสุมิจฉาจาร เราเป็นคนมี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ใจเป็นประธาน แล้วใช้ทวาร 5 ทั้งหมด เรียกว่า กามคุณ 5 ตา หู จมูก ลิ้น กาย ไปกระทบสัมผัสแล้ว จะเกิดเวทนา ความรู้สึก หรือความรู้ ในความรู้สึกนั้น ถ้าเราไม่ศึกษา กิเลสก็มาเป็นเจ้าเรือน บงการไป มนุษย์ปุถุชน ก็ถูกกิเลสเป็นเจ้าเรือน บงการ ทำไปแล้ว ไปเบียดเบียน ทำร้าย ไปตามอำนาจกิเลส ถ้าผู้ที่ศึกษาแล้ว ทำให้กิเลสอ่อนแรง ก็ไม่ไปทำร้ายใคร ทำโทษแก่ใคร ไม่เป็นภัยแก่ใคร ก็สุดจบ ของการเรียนรู้ ปฏิบัติ แม้แต่เรื่องศัตรูของเรา ไม่เป็นพิษ เป็นภัย เราไม่เป็นศัตรู ไม่ไปแย่งกับใคร เราสร้างเอง พัฒนาเอง สัตว์ก็อยู่ของเขา พืชก็อาศัยกินใช้ ส่วนสัมผัสทางตาหูจมูกลิ้นกาย เราบ้าเอง ถ้ารูปอย่างนี้ ได้มาแล้ว ชื่นชอบ ไม่ได้มาแล้วเศร้า วูบๆ วาบๆ น้ำขึ้น น้ำลง เขาดึงหูขึ้น ก็ขึ้น เขาดึงหูลง ก็ลง มันไม่เป็นตัวของตัวเองเลย โลกพาเป็น เราควรมาเป็นตัวของตัวเอง เป็นประโยชน์ ก็จบแล้ว ส่วนจะมีอาการจิตชอบ หรือไม่ชอบ อาการผลักหรือดูด จะต้องเรียนรู้ อย่าให้มันมี แต่รู้ความจริง ตามความเป็นจริง อาการอย่างนี้ มันเป็นอย่างนี้ มันเป็นโทษ เป็นประโยชน์อย่างนี้ จบ เหมือนพืชเลย พืชมันก็เอาแต่ประโยชน์ มาสังเคราะห์ร่างของพืชเอง ทำหน้าที่พลังงาน ตามสัญญาสังขาร พืชมีแต่สัญญากับสังขาร มันทำแค่นั้นก็จบแล้ว ทำได้ ก็ได้ ทำได้ไม่พอ สังเคราะห์ร่างกายไม่พอ ก็สู้ไม่ได้ ก็เสื่อมทรุด สุดท้ายเหี่ยวเฉาแห้ง ไปไม่รอด ก็ตาย ตายมันก็ไม่จองเวรใคร ไม่โทษใคร เราจะเข้าใจชัดเจนขึ้น จิตนิยาม แม้สัตว์เซลล์เดียว ก็จองเวร มันไม่ชอบใจ ไม่เป็นตัวของมัน อะไรที่มันดูด และผลัก แรงขึ้นๆ ยิ่งหลายเซลล์ อวิชชาก็ตามไป ยิ่งไปผลัก หรือดูดแรง ผลักมากๆ ก็ทำร้ายเขาเลย เหมือนสัตว์เดรัจฉาน แย่งไม่ได้ ก็ฆ่า ฆ่าผัวมันเสีย เอาเมียมันมา สัจธรรมอย่างนี้เหมือนกัน เมื่อเราศึกษา จนเราไม่มีพิษภัยกับใคร จะสัมผัสตาหูจมูกลิ้นกายใจ อย่างไรก็สงบ ไม่เป็นพิษเป็นภัย นอกจากไม่เป็นพิษภัยแล้ว ก็สร้างประโยชน์ สร้างสิ่งที่ควร ให้มันมีมาก มีคุณภาพดีๆ แล้วไม่หวงแหน อย่าไปเอากำไร ให้ทำอย่างขาดทุนไป ขาดทุนโดยที่ เราเองก็อยู่ได้ เราไม่ตาย เราไม่เดือดร้อน ก็อยู่ได้ ถ้าแต่ละคน มารวมกัน แต่เราเป็นคนกินน้อย ใช้น้อย แต่สมรรถนะ ความสามารถ ความขยัน เรามีด้วย เราก็สร้างได้มาก ได้เหลือ ได้เกิน เมื่อเกินแล้ว เราก็ไม่ยึดถือเป็นเรา เป็นของเรา เอามาเป็นของกลาง คนไหนแก่ คนไหนป่วย คนไหนพิการ บางคนเป็นอัมพาต ทำไม่ได้ ก็ไม่เป็นไร คนที่มีพลังอยู่ ก็ต่างสร้าง แบ่งปันกันกินใช้ เลี้ยงดูกันไป มันมีที่สุด สุดท้าย คนก็ตายจาก มันยังไม่ตายจากกัน ก็ช่วยดูแลกันไป เป็นสุดยอดแห่งความเข้าใจ สุดยอดแห่งสิ่งที่ประเสริฐ สิ่งที่ดีงามของมนุษยชาติแล้ว มันมีธาตุรู้ ปัญญา ความเข้าใจ มันไม่เห็นแก่ตัว ไม่เห็นแก่พวกแคบๆ มันเห็นแก่คนทั่วไป จำนวนมากกว่า ยิ่งกว้าง เราช่วยไป ถ้ามันเกินแรง ก็ต้องประมาณ ตามแรงของเรา ว่าทำได้กว้างเท่าใด สังคมที่รู้หลักเกณฑ์ต่างๆ ที่พระพุทธเจ้าท่านเข้าใจดี ตราไว้หมดแล้ว อาตมาก็พาทำตาม พวกเราก็ได้ผลเรื่อยๆ เกิดสภาพจริง จากศีล สมาธิ ปัญญา หรืออธิศีล อธิจิต อธิปัญญา อธิมุติ หลุดพ้นไปได้เรื่อยๆ สั่งสมเป็นวิมุติ และวิชชา ไม่มีอะไรคลาดสายตาไปจากวิชชา แม้แต่จอนี้ เมื่อกี้นี้ คลาดสายตาไปนิดนึง ก็ดับไป เราก็ทำไป อาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 จึงยังไม่มีอะไรดีสุด ที่จะช่วยมนุษย์ ให้ไปช่วยสัตว์โลก ไปช่วยมนุษย์ด้วยกัน หรือช่วยแม้กระทั่งพืช ดินน้ำไฟลม มหาภูตรูป ถ้ามีอะไรให้ช่วยก็ดึงขึ้นทั้งนั้น ความรู้ไม่จริง ก็อาจจะทำให้พัฒนาช้าลง แผ่นดินนี้ อนาคตจะงอกงามด้วยพืชพรรณธัญญาหาร ตอนนี้เราจะทำ Permaculture ทำแล้วเห็นผล เดี๋ยวพวกราชธานีอโศก เรามีพืชที่ต้องจัดการให้มาก ชื่อไมยราพย์ยักษ์ ชื่อฉายามันว่าทักษิณ มันระบาด เป็นพิษหนามยาว วัวควายยังไม่ยุ่งเลย โตเร็ว ไม่ต้องดูแลมันเลย เราแลกเปลี่ยน สิ่งที่เป็นโทษ ให้เป็นประโยชน์ พลังงานเหล่านั้น เป็นพลังงานที่เราแปรจากโทษ มาเป็นคุณ ไม่ได้เสียหายอะไร ซึ่งพลังงานพวกนี้ สะสมเป็นสัตว์ ก็จะมีรูปลักษณ์อย่างนี้ไปได้เรื่อยๆ ก็จะพัฒนาการเป็นอย่างนี้ ซับซ้อน ทั้งรู้ได้ยาก แต่ก็ศึกษาไปเถอะ จะรู้ได้ ความรู้แบบพระพุทธเจ้านี้ เราก็จัดสรร ตามภูมิของเรา ตอนนี้ สังคมประเทศไทย เข้าใจทฤษฎีวิเศษของพระพุทธเจ้า อาตมาเป็นผู้นำมาทำ ในหลวงเป็นผู้นำมาทำ 70 พรรษาแล้ว ก็พักออกไปแล้ว อาตมาก็ยังอยู่ จะทำต่อไปอีก ให้พวกเรารู้ เข้าใจ เสริมสานกัน เป็นสิ่งที่เป็นคุณ ไม่เป็นโทษกับใครเลย แม้แต่ศัตรู มีแต่ประโยชน์จริงๆล้วนๆเลย ทำไปเถอะ ไม่เข้าใจเท่านั้น ที่จะเพ่งโทษ มาต้าน มากั้น แต่ตอนนี้ อาตมาว่า คนไทยต้านกั้นน้อย มีแต่เกรง ดู ไม่มาช่วย เพราะมาช่วยแล้ว จะเสียลาภยศสรรเสริญโลกียสุขของตน แต่ก็เห็นว่า ทำไปเถอะ ไม่เป็นพิษภัยกับเขาหรอก แต่เขามาช่วยไม่ได้ เกรงจะเสียลาภยศสรรเสริญโลกียสุข แต่คนที่วางโลกธรรมได้ เรื่องเล็ก เขาก็จะยื่นมือมาช่วย แต่ผู้ใดยึดถือสถานะ ลาภยศสรรเสริญ ก็ไม่มา ก็ตามสะดวก ตัวใครตัวมัน ใครทำก็ทำ มาเสริมหนุน กับสิ่งที่ดี มากยิ่งขึ้น แม้ไม่รู้เลย มาเข้าใจผิด ก็จะมาทำงาน ก็เหลือน้อยลง เราจึงสะดวกขึ้น สบายขึ้น ทิศทางที่เราทำ เป็นทิศทางที่พระพุทธเจ้าพิสูจน์แล้ว กับสังคมมาไม่รู้กี่กัปป์ กี่รอบ กี่ยุค เราก็ทำตามที่สูตรเดียว สูตรเก่า สูตรหลัก ฟังพระพุทธเจ้า ทันสมัยไม่เคยเก่าเลย สมัยไหน ก็ไม่เคยเก่า เก่าสมัย ใหม่เสมอ ของพวกนี้ ไม่มีเก่า สมัยไหน ก็ไม่มีเก่า ใหม่เสมอ เอาเก่ามาแต่สมัยนี้ ปัจจุบันก็ใหม่เสมอ สมยะ คือปัจจุบัน สมยะ พยัญชนะ ส ม ย ส กับ ย คือเศษวรรค ย ร ล ว ส ห ฬ อํ ตัว ส.เป็นตัวที่ 5 ในเศษวรรค พลังงาน 9 นี้ก้าวหน้าได้อยู่เป็นยอด Coefficient พลังงาน 5 นี้ เป็นครึ่งหนึ่งของ 5 ใน 9 ถ้า 4 กับ 4 ก็เท่ากัน แต่ถ้า 5 แล้วเศษของ 5 ไปข้างไหนก็มีน้ำหนักข้างนั้น ตัวที่5 จึงเป็นทศนิยม ที่จะเพิ่มการเดินหน้า จะไปข้างไหน นี่คือตัว สมย คือตัว ส ตัวที่ 5 ม คือความเป็นจิต ส คือเลข 5 นำหน้า ย คือเศษวรรคตัวที่ 1 เติมมา สมย คือกระบวนการที่จะช่วยให้ดำเนินไป มีตัวบวก ก็จะบวกไป ลบก็จะลบไป แต่เป็นสามเส้าระดับหนึ่ง เรารู้จักกระบวนการ สามเส้า อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ปฏิบัติแล้ว จะเกิดการดำเนินการ เกิดการสังขาร ปรุงแต่ง ปรุงสร้างขึ้นเรื่อยๆ โดยมีประธาน เป็นผู้นำ ทำให้เกิดอภิสังขาร อะไรไม่ดี ก็เอาออก อะไรดี ก็เสริมสร้าง มันก็มีแต่ความเจริญ และเจริญอย่างเดียว ไม่มีอย่างอื่นเลย มีแต่เจริญ นี่คือสัจจะ ที่เป็นสูตรสำเร็จ เป็นสูตรที่สุดยอดแล้ว ไม่มีสูตรอะไรดีกว่านี้ แล้วแต่เราจะลงมือทำ เมื่อลงมือทำ ก็จะเกิดจิต เมืองไทยมีชาติเชื้อ ยิ่งกว่าเชื้อชาติ ชาติเชื้อ เป็น Dynamic เชื้อชาติ เป็น static ก็จะทำงานร่วมในปัจจุบันนั้น Static เป็นฐานร่วม Status quo ร่วมกับ Dynamic โลกจะแตกไปตามธรรมชาติ แต่ไม่ใช่ด้วยฝีมือคน มันมียุคกาล ที่โลกแตกด้วยฝีมือคนเหมือนกัน เราปล่อยให้โลกมันแตกเล่น ไปตามธรรมชาติ ดีที่สุด อันนี้ฝากไว้ คนจะไม่เข้าใจ หรือเข้าใจก็พูดไปแค่นี้ก่อน ผู้ที่จะมีความรู้ อย่างอาตมาพูด หรือยิ่งกว่า ก็เป็นความจริง หรือไม่เท่าอาตมาก็ตาม มันก็เป็นความจริง ของที่เรามีเราเป็น เรามีอะไร ก็พูดได้ แสดงได้ ทำความสำเร็จได้ ตามที่เหตุปัจจัย องค์ประกอบของแต่ละคน มันก็จะเจริญไปตามลำดับๆๆ การศึกษาพระพุทธเจ้าไม่มีอย่างอื่น นอกจาก ศีล สมาธิ ปัญญา สามเส้า หนึ่งตัวขนาด คือหลักเกณฑ์ที่เราจะสมาทาน ศีลข้อเดียว สองข้อ สามข้อ หรือเอาที่วาจา ที่จิตด้วย ก็ครบสาม สัตว์ ของ กับสัมผัสตาหูจมูกลิ้นกาย และมีใจเป็นประธาน แล้วพัฒนาการสัมผัสเป็นปัจจัย จัดการสังเคราะห์ อย่าให้มีพลังงานไม่ดี มันเข้ามาร่วมด้วย เอาพลังงานไม่ดีนั้น เราเรียกด้วยภาษาเทคนิค ภาษาของพระพุทธเจ้าว่า กายกลิ กายเรียกว่า รูปนาม กลิ หรือเราเรียก กาลี ความเป็นพิษภัยเป็นโทษ พลังงานที่เป็นโทษ เป็นพิษ เป็นภัย เรียกมันตัวเต็มๆว่า กิเลส หรือ กลิ กิระ แล้วก็ เอสะ กลิ ก็คือ เจริญมาเป็น กิระ กิรดั่งได้ยินมา คำว่า กิระ หรือ กลิ มันต่างกันนิดเดียว ร.เรือมาก่อนล.ลิง เท่านั้นเอง กิระหรือกลิ คือดั่งได้ยินมา กิละ+เอสะ อย่างนั้นๆ หรืออย่างที่ชาวอโศกว่า หรืออย่างที่ธัมมชโยว่า คุณก็เลือกเอา มันก็เป็นอย่างชอบ อย่างนั้น ใครชอบอันไหน ก็เอาอันนั้น กิเลส ใครจะเชื่อ หรือไม่เชื่อ ก็แล้วแต่ พระพุทธเจ้าคนละองค์กัน กายกลิ กาย คำนี้คำเดียว การทำให้ศาสนาพุทธผิดเพี้ยนไป กายคือ องค์ประชุมของรูปนาม ธรรมะ 2 ทำงานร่วมกันสัมพันธ์กัน แยกกันไม่ได้เลย แยกกัน ไม่เป็นกาย การที่จะแยกกัน เหลือเดี่ยว เมื่อเข้าใจกายว่า มีแต่สิ่งเดียว กายคือ ธาตุ ดิน น้ำ ไฟ ลม กายไม่มี อุปาทยรูป 24 เลยก็เละ ศาสนาพุทธไปไม่ออกเลย ทุกวันนี้คำว่ากาย ยืนยันกับทางมหาเถรสมาคม กับด็อกเตอร์เปรียญ 9 เขาบอกว่ากาย คือดินน้ำไฟลม ไม่มีถ้าจิต ถ้าเป็น ญาน มโน เข้าไปร่วมรับรู้ กับดินน้ำไฟลมเลย กายคตาสติ กายปัสสัทธิ หรือกายอื่นๆก็ผิดหมด กายปัสสัทธิ ไปหมายถึงร่างภายนอกสงบ นิ่งเลยนะ เอากายนะ เอาร่างข้างนอก ศาสนาพุทธเน้นกายว่าคือ จิต มโน วิญญาณ ด้วย เล่ม 16 ข้อ 236 ก็เลยค่อยยังชั่ว เป็น บูรณภาพ คือความเต็มปรากฏ ถ้าบูรณาการ คือทำให้เต็มๆๆ อย่างนี้เป็นต้น เราก็ปฏิบัติไป ชีวิตก็เป็นสิ่งที่ดี เจริญขึ้น สมบูรณ์ขึ้น ก็ดีขึ้น โลกเราดีขึ้น มาช่วยกัน

สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ) ตอน สัมประสิทธิ์ของสัปปายะ 4 พ่อครูว่า... พวกเรานี้ฟังธรรมกลุ่ม พวธ. แพทย์วิถีธรรม โดยนำเรื่องของสุขภาพ ถ้าเป็นเรื่องของแพทย์มาเป็นตัวนำ คนที่เห็นว่า สุขภาพทุกวันนี้ เอาพวธ. ส่วนอาตมาเอา บวร ไม่มีปัญหาอะไร เราก็ Coordinate ร่วมมือกันไปเรื่อยๆ สิ่งที่เกิดได้จากความรู้พยัญชนะแล้ว เราก็มาทำให้มันเกิดสภาวะ มันก็สอดคล้อง มันก็ดำเนินไป เราจะมีแนวร่วม จากที่เราทำภาคประชาชน 100% หน่วยเราไม่เข้าไปจอง ไม่เข้าหลักเกณฑ์ของ นิตินัย ไปเป็นนักการเมืองทางนิตินัย เราก็ไม่เข้า เราจะเป็นนักการเมืองทางพฤตินัย พรรคการเมืองภาคประชาชน 100% พันเปอร์เซ็นต์ ล้านเปอร์เซ็นต์ ก็นักการเมืองนะ แต่นักการเมืองแบบเรา เราไม่ไปยุ่งกับคุณตอนนี้ คุณทำไปเถอะ หากทำไม่ดีเราก็จะมาพบคุณจริงๆ ถ้าหากคุณทำไม่ดี ตามหลักเกณฑ์สากล ประท้วงอย่างไม่มีอาวุธ ความสงบ เปิดเผยความจริงไปเรื่อยๆ สู้ด้วยสัจจาวุธ มีอาวุธเป็นความจริงอย่างเดียว ไม่มีอย่างอื่น พูดข้อมูลว่า คุณผิดอย่างไร จะไปอยู่ข้างถนนสัก 5 ปีก็ได้ ที่ผ่านมาเราไปลองไม่ถึง 5 ปีหรอก อย่าให้ถึง 5 ปีเลย มันจะเหน็ดเหนื่อยเกินไป อาตมาคิดว่า คงไม่แล้ว เท่าที่อาตมาด้วยความจริงใจ ด้วยภูมิปัญญา อาตมาปรารถนาดีต่อการเมือง ไม่ได้ปรารถนาร้าย เท่าที่เราเห็นแล้ว มีการหวังดี ปรารถนาดี เป็นที่ตั้ง เป็นแต่เพียงว่า ฐานจิตเข้าใจผิด เป็นมิจฉาทิฐิอยู่บ้าง ก็เท่านั้น ก็ตามประเมิน ภูมิธรรมอาตมาก็ อยากมีคนเข้าใจมีปัญญา รู้ในความถูกต้อง มากจำนวนหนึ่ง แล้วก็เอาจริงเอาจัง มีอยู่พอสมควร อาตมาก็คิดว่าการเมืองคงจะไม่เหลวไหล ที่อาตมาพูดไปแล้ว การเมืองในเมืองไทย เป็นประชาธิปไตยดีที่สุด เบอร์หนึ่งในโลก ไม่ใช่พูดเล่น ไม่ใช่พูดอย่างหลงตัว อวดดี แต่พูดด้วยมั่นใจสัจธรรม บ้านเมืองเราจะต้องรู้สภาวะของการอภิบาล และการทำอธิปไตย ใครเป็นผู้ทำงานให้เกิดอธิปไตย อธิปไตยจะเกิดได้ ต้องเกิดจากอภิบาล เลี้ยงดูประชาชน ช่วยเหลือประชาชน บริหารประชาชน ปกครองประชาชน แปลอย่างหยาบว่า ปกครอง ปกครองอย่างบริหาร ช่วยเหลือ ปกครองอย่างรับใช้ คำว่าปาละ คือรับใช้ดูแล อภิ แปลว่ายิ่งใหญ่ เลี้ยงดูช่วยเหลือประชาชน อย่างยิ่งใหญ่ เลี้ยงดูให้เป็นอยู่สุข ทางเศรษฐกิจ ทางกฎเกณฑ์ของระบบสังคม การเมือง ต้องมีเนื้อหาเศรษฐกิจ การเมืองที่ดี สังคมก็จะดี ถ้าหากเศรษฐกิจ การเมืองไม่ดี สังคมก็จะไม่ดี เศรษฐกิจดีคืออะไร เศรษฐกิจดีที่สุดของส่วนตามนั้นคือ คนนั้นถึงศูนย์ก่อนเพื่อน คนแต่ละคนนั้น มีจิตเป็นศูนย์ 0 คือไม่มีตัวเรา ไม่มีตัวเขา ไม่มีของเรา ไม่มีของเขา โดยภูมิปัญญา และการปฏิบัติตัว ส่วนยิ่งปฏิบัติ เราไม่มี แต่เราก็มีความสามารถ มีการงาน มีพฤติกรรม มีการขยันหมั่นเพียร สร้างสรร ก็ทำให้เกิดความเนียน แต่ความเนียนเหล่านั้น เรายึดมั่นถือมั่นว่า ไม่เอาเป็นเรา เป็นของเรา มันก็เป็นส่วนกลาง ของทุกๆคน เรามีหน้าที่บริหาร แจกจ่ายให้ทั่วถึงกัน เรียกว่าเศรษฐกิจ เศรษฐกิจคือกิจที่จะทำให้เจริญเท่านั้น เสฏะหรือเสโฏ คืองานที่ทำให้เจริญ เราก็สามารถแบ่งแจกทั่วถ้วนได้ เราก็ให้คนที่ขาดแคลน พวกเหลือกินเหลือใช้ ไม่ต้องให้เขา ดีไม่ดี พวกที่ไม่รวย ไม่พอนี้ นิสัยดีกว่าพวกรวยไม่จบอีก เราทำสิ่งที่ควร จะเป็นควรได้ อย่างนี้เป็นการเสริมสร้างมงคล ด้วยเศรษฐกิจการเมือง การเมืองจะเอามาตรฐาน เป็นนิตินัย หรือมีนิติธรรม มีนัยของกฎเกณฑ์ นิติธรรม ทรงไว้ในกฎเกณฑ์ที่ถูกต้อง ไม่ต้องอนุโลมแก่สิ่งที่ควร มันก็เป็นวิสัย ที่จะรู้กันอย่างเหมาะสม ยกให้ เรียกว่า อภิสิทธิ์ อภิสิทธิ์ คือสิ่งที่ควรได้ อย่างกฎหมายอเมริกา ก็มีสิ่งยกเว้นให้ ในจำนวนนักบวช ก็มีการยกให้พระอรหันต์ เป็นสติวินัย ทำอะไรก็ไม่ผิด เพราะว่าไม่มีเจตนาแล้ว ที่ไม่ดี เป็นความบกพร่อง สุดวิสัย ไม่มีจิตด้วยเจตนา กิจกรรม ที่จะเกิด กรรม Tense ที่ถูกต้อง สมบูรณ์แบบที่สุด เพราะฉะนั้นผู้ที่ศึกษาธรรมะพุทธเจ้าครบแล้ว ก็จะนำมาใช้ประกอบ ในการทำงานไปกับทุกกาละ ก็จะมีกรรมร่วมไปด้วย มีสิ่งหยั่งลงในสังคม ศาสตร์ของพระพุทธเจ้า ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นธรรมะสามี เอามาประกาศเผยแพร่ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ก็เป็นโพธิสัตว์ ที่ดำเนินมาก่อนอาตมา เป็นรูปธรรมที่ชัด อาตมาเป็นผู้แยกนามธรรม ขยายมาก รายละเอียดมากกว่า ทั้งพยัญชนะ และความหมาย ในหลวงท่านทรงงาน ไม่มีเวลาอย่างอาตมา หน้าที่อาตมาหน้าที่แม่ จ้ำจี้จ้ำไช พาทำ เหนื่อยนะ พูดแล้วมันก็ไม่เอาตาม พูดแล้วก็ยังดื้อหนัก ส่วนในหลวงท่านทำ คนอื่นรับหน้าที่ไป ท่านจึงเห็นรูปธรรม ที่ชัดเจน อาตมายังจะทำหน้าที่อยู่ ในการนำธรรมะพระพุทธเจ้ามาขยายความ จนกว่าจะถึงศาสนาพุทธไม่มี ในยุคที่ศาสนาพุทธมีไม่ได้ เป็นยุคที่ประกาศศาสนาไม่ได้ เพราะคนเป็นอเวไนยสัตว์ มันสอนไม่ได้ จะเกิดมาก็เสียเปล่า จะต้องเกิดมาใน ในยุคที่มีคนรับ ปฏิบัติได้ จึงจะไม่เสียเปล่า เหมือนกับอาตมา หากไม่มีคนรับได้ ก็เลิก เสียแรง เสียของ ไม่เข้าท่า แต่นี่มันยังได้ประโยชน์ อยู่ได้ ทนอยู่ ไม่เป็นหมัน อาตมาก็ยังทำต่อไป เพราะโลกยุคนี้ มีตัวร้ายจะฉุดอยู่ ไม่ใจดำ และเห็นเค้าว่ามนุษย์โลกรับได้ ใจก็มาเป็นกองเลย ทำงานไป ตอนนี้มีใจกองเบ้อเร่อเลย นี่พูดภาษาง่ายๆ ตามสภาวะที่จริง ไม่ได้เข้าใจยากอะไร ใช้ภาษาแบบพื้นๆ พระพุทธเจ้าให้สอนแบบภาษาพื้นๆ เขาก็ไปตีความว่า เป็นภาษาพื้นบ้านนั้น ไม่ใช่ภาษาพื้นบ้าน แต่เป็นภาษาที่เข้าใจได้ง่ายๆ อยากไปเอาภาษาที่ยากๆไหม ภาษาแบบ technical terms ภาษาวิชาการ อยู่หอคอยงาช้าง ถ้าเราใช้ทั้งภาษาวิชาการ และภาษาพื้นๆก็ได้ ร่วมกัน ไปด้วยกัน มาด้วยกัน อาตมายังมีแก่ใจ ยังพยายามสร้างพลังงาน เรี่ยวแรง แม้แต่สังขารร่างกาย ดินน้ำไฟลม ก็ให้ดีขึ้น Fresh up ขึ้น ให้มี protoplasm มากขึ้น ไม่แยกจาก cytoplasm ที่อยู่ภายใน มันก็จะมาทั้งหมดครบ จะค่อยๆช่วยกัน ให้มันก้าวหน้า เป็นชีวิต ชีวะ ที่ก้าวหน้าขึ้น หากอาตมาอายุ 90 อาตมาหนุ่มขึ้น ให้บันทึกไว้ตอนนี้ อีกห้าหกปี ตอน 90 เทียบได้นะ อาตมาอายุ 90 นี้หนุ่มกว่าเก่า สดกว่าเก่า ฉลองกันให้ยิ่งใหญ่เลย เพราะสูตรสัมประสิทธิ์ มีผลแน่ พวกคุณก็ช่วยกันด้วย หากสัมประสิทธิ์สูตรนี้ดี แต่พวกคุณไม่ทำด้วย ไม่ร่วมไม้ร่วมมือ ก็ไม่ดี หากทำไปด้วยกัน ก้าวหน้าด้วยกัน จึงจะพิสูจน์ผลของสูตรนี้ เอาการพิสูจน์ เหมือนนักเศรษฐศาสตร์ บอกว่าอีก 5 ปีข้างหน้าจะได้ผลอย่างนี้ อาตมาก็คาดว่าอายุ 90 จะได้ผลประมาณนี้ คล้ายกัน มันเป็นสัจจะ จะเป็นโครงสร้างแบบนี้ หากอายุ 90 ถ้ามันเจริญ ก็ฉลองร่วมกันด้วย เพราะอาตมาเดินไปหา 96 ดีแน่ ถ้าครึ่งทาง 90 ถ้ามันบอกลักษณะนั้น ออกมาให้เห็น การฉลองนี้ ไม่ใช่ฉลองเพราะระเริง แต่ฉลองตีฆ้องตีกลอง ว่านี่ของดีนะๆ ด้วยวิธีการตีกลอง ตีฉิ่ง ให้คนรู้ว่า เป็นการเผยแพร่ ด้วยความปรารถนาดี ไม่ใช่เผยแพร่ เพื่อที่จะ เรียกลูกค้า แล้วจะได้รีดทรัพย์สิน จากลูกค้า แบบนั้นมันทางโลกีย์ อันนี้มันทางโลกุตระ เผยแพร่เพื่อให้คนเห็นว่า อันนี้ดี แล้วมาเอาไปทำ ไปด้วยกัน คนละนัย คนละมิติต่างกัน ที่ทำงานอยู่ ทุกวันที่อาตมาทำ ขยายความไปเรื่อยๆ พวกเราจะชัดเจน เข้าใจ ลักษณะของการทำงาน โดยไม่มีตัวตน ไม่เป็นของตน ไม่มีเรา ไม่มีของเรา มันเป็นอย่างนี้เอง มันเป็นของส่วนรวม ความเจริญของส่วนกลาง ที่จะก้าวหน้า ไปหามวลข้างนอกมากขึ้นๆ อย่างบริสุทธิ์ อย่างไม่มีแฝง เป็นตัวตน ของตน เล่ห์เหลี่ยม เข้าไปร่วมเลย มีแต่ทำเพื่อกันและกัน เพื่อผู้อื่น เพื่อท่าน สำหรับเรานั้น สูญแล้ว เจริญ หรือไม่เจริญ ก็ศูนย์ ก็เต็มแล้ว บริบูรณ์แล้ว มันไม่ต้องมีมากกว่านี้ น้อยกว่านี้อีก เป็น status quo เป็นความคงที่ ความแน่น ความสมบูรณ์ ที่มีแต่จะเพิ่ม ตัวขยาย เผื่อเจริญเสริม เติมเข้าไปอีก เท่านั้น มันจึงเป็นเรื่องที่อธิบาย ด้วยพยัญชนะ ภาษา แล้วเราก็ดูสภาวะว่า มันจริงตามที่พูดนี่ไหม สำเร็จจริงอย่างนี้ไหม สิ่งเหล่านี้ดีกว่า จะไปเสียเวลาหาเงินทอง กอบโกย หรือแม้แต่อำนาจ จะไปข่มขู่ ไปบังคับให้คนอื่นมาเป็นบริวาร ให้เขามาช่วยเหลือ เราก็ไม่ได้เอาเงินไปซื้อ ไม่ได้อำนาจบาตรใหญ่ไปบังคับ แม้แต่ที่สุด ไม่ได้ขอร้องให้มาช่วย แต่คนเขามีจิต มีปัญญาของเขาเอง เขาเห็นว่าคนนี้ต้องช่วย ไปอยู่ในหมู่นี้แหละ มันจะได้เกิดกัมมันตภาพรังสี ราศี ได้เนื้อ ด้วยมวล ได้คุณภาพ ศัพท์ของพระพุทธเจ้า ที่บอกว่า มิตรสหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี มันจึงเป็นทั้งหมดทั้งสิ้นของศาสนา คือพรหมจรรย์ คือศาสนาทั้งหมด ของพระพุทธเจ้า สถานที่เป็น สัปปายะ 4 นั้นยิ่งใหญ่นะ มันพาให้เจริญเร็วที่สุด อาตมาพยายามอธิบาย ลักษณะของ บวร สามเส้า ที่มีคุณภาพของบ้าน และมีคุณภาพของคุณธรรม มีโรงเรียนให้การศึกษา มีครบแกนของมนุษยช

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน