610306_เอื้อไออุ่นแพทย์วิถีธรรม สวนป่านาบุญ 9 ดอนเจดีย์ สุพรรณบุรี.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2561
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์357 KB
วันที่แก้ไข24 กันยายน 2568

เนื้อหาในไฟล์

610306_เอื้อไออุ่นแพทย์วิถีธรรม สวนป่านาบุญ 9 ดอนเจดีย์ สุพรรณบุรี

หมอเขียวว่า…วันนี้ เป็นวันอังคารที่ 6 มีนาคม 2561 ที่สวนป่านาบุญ 9 อำเภอดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี วันนี้ ที่สวนป่านาบุญ 9 ก็เป็นกิจกรรม เปิดสวนป่านาบุญ 9 และเป็นการอบรมค่ายสุขภาพแพทย์วิถีธรรม ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ตามรอยบาทพระศาสดา และอบรมเกษตรทฤษฎีใหม่ ตามศาสตร์พระราชา มีตลาดวิถีธรรม และบุญนิยม 4 ระดับ เป็นการรวมจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม ทั่วประเทศ ทั่วโลก ทั้งผู้ที่สนใจในธรรมะ ในเศรษฐกิจพอเพียง วันนี้เราโชคดีที่ พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ได้เมตตา มาเอื้อไออุ่นกับพี่น้อง เป็นกิจกรรมสบายๆ ท่านใดมีคำถาม ก็สามารถถามสดได้ หรือถามแห้งก็ได้ เขียนมา

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ประโยชน์ตนประโยชน์ท่านคือเหรียญสองด้าน พ่อครูว่า... ขอเกริ่นนำก่อนว่า อาตมาเองยังหนุ่มแน่น ตั้งอกตั้งใจ ที่จะยังไม่ยอมตายง่ายๆ จะพากเพียรไปให้ถึงที่สุด โดยอาตมาจะพยายามจริงๆ ไม่ได้เพ้อเจ้อ คิดฝันเฟื่องไปเอง อาตมาว่า อาตมาศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้า รู้จักพลังงานทางจิต รู้จักอาการ ลิงค นิมิต อุเทส ในการเคลื่อนไหวของจิต มโนวิญญัติ อาการที่มันเคลื่อนอย่างนี้ แตกต่างจากลักษณะจิตที่บริสุทธิ์ กับไม่บริสุทธิ์ อาการไม่บริสุทธิ์ ที่แทรกมานั้น เป็นอาการที่เรียกว่าราคะ อาการนี้เรียกว่าโทสะ เราก็เห็นลิงค หรือเพศต่างกัน อ่านชัดเข้าใจได้จริง และเราก็ มีอุบายวิธี เครื่องออก หรือเรียกโดยศัพท์ชัดๆว่า การกำจัด ฆ่า หรือทำลายอาการอกุศล ราคะ โทสะ โมหะ นี้มีจริงๆ มีจริงๆ และทำได้จริงๆ รู้วิธีที่สร้างเรียกว่า อภิสังขาร สร้างพลังงานที่เป็นพลังงาน ที่จะเรียกด้วยภาษาว่า ฌาน หรือ บุญ ฌาน ก็เป็นภาษา ที่เกิดก่อเป็นพลังงาน ที่เราเรียก อุณหธาตุ หรือเรียกว่าธาตุไฟ ราคะ โทส

อ่านต่อ

ะ ก็เป็นธาตุไฟ แต่อันนี้ก็เป็นธาตุไฟ ที่เป็นไฟที่เหนือกว่า เป็นไฟวิเศษ พิเศษยิ่งกว่า จึงสามารถสลาย กำจัด ไฟราคะ โทสะ โมหะ ได้จริง ไม่ได้เพ้อเจ้อ ฝันเฟื่อง แต่เราพิสูจน์ความจริงนี้ อาตมาก็ได้พิสูจน์ ทำให้ราคะโทสะโมหะหมดไป ทำแล้วก็ยืนยาว พิสูจน์มา มีสภาวะรองรับจริง เป็นอุตริมนุสสธรรม ที่สามารถรู้เรื่องปรมัตถ์ รู้จิตเจตสิก แยกวิเคราะห์ที่พระพุทธเจ้าตรัส ตั้งแต่สองสภาพ ตัวหนึ่งเป็น ตัวรู้ อีกตัวหนึ่งเป็น ตัวที่ถูกรู้ เรียกว่า กาย กายก็คือจิต แยกเป็นอกุศลจิต หรือราคะ โทสะ แล้วเราก็มีปัญญารู้ ใช้ พลังงานปัญญา หรือ ญาณ หรือ อัญญา นี้ เป็น พลังงานอุณหธาตุ ที่อภิสังขารขึ้นใหม่ สามารถที่จะมีประสิทธิภาพสลาย อุณหธาตุ อกุศล ได้จริง ศึกษาให้ดีแล้ว เราจะรู้ เอาพยัญชนะนี้ มาเรียกสภาวะอันนี้ อย่างนี้ แม้แต่จะละเอียดมากขนาดไหน ก็ตามบารมี ภูมิธรรม เราจะสามารถรู้ได้ ไม่ต้องรีบร้อน เรารู้จุดมุ่งหมายแล้ว เราก็สร้างเหตุของตัวเรา ให้ได้เรื่อยๆ สะสมพลังงาน ที่มีความสามารถ มีประสิทธิภาพนี้ไปได้เรื่อยๆ เราจะรู้ด้วยปัจจัตตัง รู้ด้วยตัวเอง เป็นของจริง ยืนยัน แต่ละคนมีความรู้ ความสามารถทางธรรมะ ทางศาสนา ดังกล่าวนี้ มันเป็นเรื่องแก้ไขคน จากคนชั่ว มาเป็นคนดี จากคนมีทุกข์ มาเป็นคนหมดทุกข์ อย่างแท้จริงในจิต สมบูรณ์แบบ เป็นตำราของพระพุทธเจ้า ทุกพระองค์ และเราก็จะได้อยู่ช่วยโลก ช่วยสังคมเขา ให้สงบสุข ที่เราก็ได้ทำมาแล้ว ทำมาเรื่อยๆ ช่วยสังคมช่วยประเทศชาติ และเราก็ช่วยต่อไป ช่วยขยายผลออกไป สู่ข้างนอกประเทศ ก็ค่อยๆเป็นไป เราก็มาร่วมมือกัน เราก็ได้ประโยชน์ตน และประโยชน์ท่าน ไปด้วยกัน สัจจะพระพุทธเจ้านั้น สำคัญที่มันได้ทั้งประโยชน์ตน และประโยชน์ท่าน เป็นอันเดียวกัน เป็นเหรียญๆหนึ่งเลย มี 2 หน้า ประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน เป็นเหรียญ 1 เหรียญ แยกกันไม่ได้ เราจะรู้ว่านี่เป็นประโยชน์ตน และมันเป็นประโยชน์ท่านทันที สัจธรรมพระพุทธเจ้าจะเป็นอย่างนั้น ถ้าผู้ที่ปฏิบัติไม่สัมมาทิฏฐิ จะได้แต่ประโยชน์ตน ประโยชน์ท่านไม่เกิด รู้ได้แต่ประโยชน์ท่าน ประโยชน์ตนไม่เกิด ไปได้ไม่นาน สักวันหนึ่ง มันก็ขบถต่อผู้อื่น เพื่อประโยชน์ตนไม่ได้ เลอะเทอะไป สรรสร้างประโยชน์ท่าน จะต้องได้สัดส่วนที่ดี เป็นประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน ได้สัดส่วน มีประสิทธิภาพสูงสุด นี่เป็นความตรัสรู้ ของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ เรามาสายนี้แล้ว ก็พิสูจน์เถอะ เป็นทางสุดยอด ทางประเสริฐสูงสุด ทางนี้ทางเดียว ไม่มีทางอื่น ที่จะสร้างให้สูงสุด ได้เท่าทางนี้ หมอเขียวว่า...ขอยืนยันว่าถ้าเราปฏิบัติตามพ่อท่าน ผู้นี้จะเป็นประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน ได้อย่างแท้จริง แต่ก่อนนี้ที่ไม่ได้ศึกษาจากพระพุทธเจ้า จากพ่อครู จากพ่อหลวง หรือท่านผู้รู้ต่างๆ ผมเองก็หลงทาง ชีวิตก็เป็นทุกข์ ทั้งที่เราก็เป็นคนเก่งทางโลก โดยเฉพาะเรียนรู้ธรรมะจากพ่อครู จนพ้นทางพ้นทุกข์ ก็พาพี่น้องปฏิบัติ หลายคนก็พ้นทุกข์มาเป็นลำดับ ยืนยันว่า ได้พบความผาสุกที่แท้จริง ยั่งยืน เป็นทั้งประโยชน์ตน จิตใจที่เราเป็นสุข ไม่มีความกังวลในจิตใจ นี่แหละดีที่สุดในโลก ได้สิ่งดีๆมาในชีวิต พี่น้องก็ได้เก็บรายละเอียดที่ พ่อครูแสดงธรรมแต่ละครั้ง รวมทั้งพฤติกรรมของพ่อครู ที่แสดงออก ผมก็ได้ไปเรียนรู้กับอโศก แล้วนำมาประยุกต์ใช้

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน สุญญตาคืออะไร _คำว่าสภาวะ และสุญญตา ตามความหมายของพยัญชนะ คืออะไร _การพิจารณาสุญญตา ก็ไม่สิ้นสุด หมายถึงอะไร จะปฏิบัติต่อไปอย่างไร พ่อครูว่า... สภาวะ และสุญญตา สองคำนี้คุณต้องชัดเจนก่อนว่า คำว่า สภาวะ คืออาการของสภาวะนั้นจริง เป็นรูปธรรมจริง รูปธรรมเป็นสิ่งที่ถูกรู้ จะมีธรรมะสองเสมอ สำหรับอัตภาพ มันมีคู่เสมอ หนึ่งมีสิ่งที่รู้ กับสิ่งที่ถูกรู้ ตั้งแต่ภายนอก เข้าไปหาภายใน เป็นรูปทางนามธรรม จนละเอียดถึงอรูป เราก็สามารถที่จะรู้ มีญาณ ปัญญาที่จริง สามารถอ่าน รับรู้สิ่งที่เป็นสภาวะนั้นๆ คำว่า สภาวะ คือ สิ่งที่มีจริง ภาวะแปลว่าปรากฏ ปรากฏการณ์รู้ สัตว์โลกมีธาตุรู้ นามธรรม มีจิตวิญญาณ รู้แล้วก็สามารถที่จะเข้าใจเองได้ ปัจจัตตัง รู้แล้วเข้าใจเองได้ จนเป็นอัตโนมัติ จะใช้งานในทางดี หรือชั่ว ก็เป็นตามจริง คนที่พัฒนาจนดี เป็นโลกุตระของพระพุทธเจ้า ก็ยิ่งเห็นชัดจริง ก็เกิดความเฉลียวฉลาด ที่รู้ความจริง รู้สภาวะที่ หยาบ กลาง ละเอียด และไม่มีสิ่งเหล่านี้เลย หมดสิ่งละเอียด เรียกว่าสูญ หรือสุญญตา สูญ ว่างเปล่า ไม่มี เราก็ต้องรู้ความต่างว่า ความมี กับความไม่มี จะต้องรู้ด้วยญาณ ปัญญาของเรา แม้จะเป็นนามธรรม นามธรรมมันเคลื่อนไหว แล้วมันมีความเคลื่อนไหว กับนามธรรมที่หมดความเคลื่อนไหวแล้ว นิ่งสนิทเลย ไม่กระดิกเลย ไม่มีอะไรเกิดความเคลื่อนเลย อยู่ในจิตของเรา โดยเฉพาะจิตมันเป็นสุญญะ จิตเราไม่มีอาการ แต่ก่อนจิตเรามีอาการ ที่เรียกว่าทุกข์ ทุกข์ธุลีละอองเหลือน้อย เรียก อาสวะ จนถึง อนุสัย จนหมดอนุสัยเลย ว่างสนิท คุณจะต้องกำหนด หรืออ่านรู้ ด้วยธาตุรู้ของเราจริงๆ มีกับไม่มี มันต่างกันจริงๆ ไม่มีแล้ว มันจะกลับมามีอีก เราก็ยังรู้ว่า มันไม่เที่ยง มันมีได้ชั่วคราว ถ้าไม่มีได้นาน มันเผลอแพล็บ มามีอีกนิดนึง เล่นงานเราได้อีกนิด มาตีท้ายครัวได้ แสดงว่า ยังไม่ควบแน่นพอ เราก็เติมความควบแน่น เป็นสมาธิ ให้แข็งแรง ตั้งมั่น จนกระทั่งเป็น อเนญชา ไม่มีความเคลื่อนไหว เคลื่อนที่ ไม่มีกระดิกอีกเลย เต็มรูป เราจะรู้ได้ คำว่าสูญ กับมีสภาวะ ปรากฎ เคลื่อนไหว ไม่เคลื่อนไหวเลย นิ่ง สูญ ว่าง คือสุญญตา มันไม่มี ถ้ายิ่งเป็นรูป มันก็ชัดง่าย อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัส ในจูฬสุญญตสูตร ศาลานี้ว่างจากช้าง ศาลานี้ว่างจากควาย ศาลานี้ว่างจากเก้ง กวาง ศาลานี้ว่างจากคนชั่ว นี่ละเอียดถึงนามธรรม ศาลานี้ว่างจาก มี พระพุทธเจ้าบอก ตอนมาฆบูชา มีแต่พระอรหันต์ 1250 รูป ว่างจากอนาคามี สกิทาคามี โสดาบัน มีแต่พระอรหันต์ล้วน 1250 รูป สุญญตาคือ สูญจากที่มันเคยมี อันที่เคยมี ไม่มีแล้วสูญแล้ว อันอื่นอีก ก็ทำให้ไม่มีอีก อกุศลที่จะให้ไม่มีหรือกุศลให้มันมี ไม่ต้องไปลบล้างมัน เมื่อเราปรินิพพาน เป็นปริโยสาน มันก็เลิกไปในตัวอยู่แล้ว ถึงเวลานั้นคุณจะเข้าใจ และทำได้ _การพิจารณาสุญญตา ก็ไม่สิ้นสุดหมายถึงอะไร จะปฏิบัติต่อไปอย่างไร พ่อครูว่า... คือเรายังทำความว่างให้ได้ ไม่เที่ยงแท้ ถาวร ยั่งยืน ไม่เหลืออีกนิดหน่อย คืออย่างไร เรียกว่า เนวสัญญา อากิญจัญญาฯ จนมันสูญเด็ดขาดเลย เป็นศูนย์ตัวสุดท้าย เป็นนิโรธ หรือมันดับสูญ ไม่มีเด็ดขาด เราก็มีธาตุรู้ เรียกว่า สามารถกำหนดรู้ สัญญาเวทยิตตังนิโรธังโหติ สามารถกำหนดรู้ เคล้าเคลียในเวทนา ในจิตเรา เราจะชัดเจนพลังงานเวทนา และแยกแยะเวทนา 108 ออก สามารถแยกโลกุตระ เนกขัมสิตเวทนา กับ เคหสิตเวทนา 108 เทียบกันได้ อย่างเคหสิตะ คืออย่างไร เนกขัมมะเก่งกว่า จนมีแต่เนกขัมมะ สั่งสม ตกผลึกแน่น เป็น นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) จนไม่มีการเปลี่ยนแปลงอีกเด็ดขาด จะใช้เวลาอีกนานเท่าไหร่ เราก็ได้สะสมมา จนมั่นใจจริงๆ โดยไม่คำนึงถึงเวลาเลย กี่กัปป์ กี่กัลป์ กี่ล้านชาติ เราได้สะสมสุญญตามา ไม่รู้กี่ล้านชาติ มันจะไม่มีอีก ไม่เปลี่ยนแปลง นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) อะไรที่จะเป็นระเบิดปรมาณู มีฤทธิ์ร้ายแรงขนาดไหน ก็ไม่สามารถทำลายคุณสมบัตินี้ได้ ไม่มีอะไรทำร้าย พลังงานอะไรก็ทำอะไรไม่ได้ อสังหิรัง อสังกุปปัง ไม่ได้แล้ว ไม่กลับกำเริบ กิเลสตายแล้ว ตายเลย ไม่ฟื้น พยัญชนะก็สื่อสภาวะ คุณทำได้แล้ว จะเห็นจริง สุญญตา คุณไม่สิ้นสุด ก็คือคุณทำไม่บริบูรณ์ จนมั่นใจว่าเป็น นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) สมบูรณ์แบบแล้ว ถ้าไม่สมบูรณ์แบบ ก็คือไม่สิ้นสุด คุณต้องสั่งสม0 ให้ควบแน่น หมอเขียวว่า...อย่างเช่นอ่านอาการ 0 จากความวิตกกังวล พ่อครูว่า... อ่านและทำให้มันหมดไป จนเหลือ ทรถะ ก็ไม่มี คือ กระจุกกระจิกกวนใจ แม้มีอยู่ ก็เรียกอรหันต์ได้ เพราะว่ามันไม่สามารถทำให้ทุกข์ได้แล้ว ถ้าหมดเลย ก็ยิ่งเบา

_ความยึดมั่นถือมั่น เป็นทุกข์ ความไม่ยึดมั่นถือมั่น เป็นสุข พ่อครูว่า... พยัญชนะที่จะบอกสุข หรือทุกข์ อาการที่เรียกว่าสุข สุข ที่มันสบายที่สุด เราเรียกว่า ความว่าง สุข นี้ ข คือ ความว่าง สุ คือ ดี ว่างนี่แหละดีที่สุด มันมีรสโลกีย์อย่างไร ก็สู้ความว่างไม่ได้ ถ้าเรายังชอบใจ อร่อยในอารมณ์สุขโลกียรส คุณยังชอบอยู่ ยึดมั่นถือมั่นอยู่ ไม่ยอมปล่อยยอมเลิก ก็ต้องมีทุกข์ คุณไม่มีไม่ได้ มันต้องมี จนคุณมีบ้าง ไม่มีบ้างก็ได้ ก็ยังยึดนะ จนเห็นด้วยปัญญา เฉลียวฉลาด ไม่มีเลย ก็ยิ่งดีกว่า ความฉลาดมันมี ถ้าไม่มีนี้ ดีกว่ามีนะ แม้จะมีบ้าง ไม่มีบ้าง ก็สมบัติผลัดกันชม ดีไม่ดี ไปนึกถึง มันก็ทุกข์ หากไม่ต้องมีว่ายึดในเราเลย ก็เหนือกว่ายึด แม้ยึดไม่มั่น ยึดมั่นถือมั่น นี้แย่กว่า ไม่ยึดมั่น ก็ยิ่งดี แต่ไม่ยึดนี้ มีมาก็ได้ แต่ไม่มี ก็ไม่โหยหา เหมือนเขามีอาการ เป็นโลกๆ ธรรมดา สมมุติว่า เขาเอาอาหารอร่อยๆมาให้อาตมา อาตมาก็มีสัญญาว่า อาหารที่เคยอร่อย แต่เดี๋ยวนี้อาการในจิตของเราที่ชื่นชอบ คุณต้องอ่านอาการที่ว่า ดีเหมือนกันนะ แอบแลบเลีย ชื่นใจนิดๆ ไม่ได้มากอะไร เราก็รู้ว่า นั่นแน่ ผีน้อยๆ จนจิตของเรา ไม่มีเลย ไม่เกิดรสชื่นชอบ กลางๆ ชินชา มันเคยมีมาแล้ว เคยบ้า เคยหลง อาการของจิตมันกลางๆ ไม่กระดิก ไม่สุข ไม่ทุกข์ กลางๆ จนอาการไม่สุข ไม่ทุกข์ ไม่มีลบ ไม่มีบวก ไม่มีชื่น ชื่นนิด ชื่นหน่อย ก็ไม่มี ฟังภาษาแล้ว ไปศึกษาของตัวเองให้สนิท คุณก็ศึกษาเอง จนพิสูจน์ได้ว่า อ๋อ คุณจะได้ กำไรที่รู้อาการจิต เหตุอันนี้แหละ ชอบปาท่องโก๋ แล้วได้เห็นปาท่องโก๋ ก็ว่าง รสมันเคยเป็นอย่างนี้ๆ แม้รสปาท่องโก๋ คนเขาชื่นชอบกันเยอะ เราก็เฉย สัมผัสกินปาท่องโก๋ที่เขาเอง โอ้โห คนนิยมชมชื่น เขาทำขายกันเละ เราก็เฉยๆ อ่านอาการเฉยในจิตเราได้ ต้องมีปัญญารู้ความเฉยของเรา หลอกตัวเองก็ได้ แต่ถ้าไม่หลอกตัวเอง ชัดนั่นก็คือความจริง ปัญญา หรือญาณ ปัญญาควรจะต้องมีประสิทธิภาพสูง ไม่ผิด และคุณก็เกิดจิตของคุณ สะอาด สุญญตาจริงๆ มีทั้งสุญญตา และปัญญา มี วิมุตติญาณทัสสนะ คือ หลุดพ้น และรู้ความหลุดพ้นอันยอดเยี่ยม อันปราศจากกิเลส หยาบ กลาง ละเอียด ถาวรยั่งยืนแน่นอน เมื่อไหร่สัมผัส ขนาดนี้ยิ่งกว่านี้ ก็ยังไม่มีได้ ก็แสดงว่าชนะ และใช้เวลา สัมผัสเท่าไหร่ๆ เป็นเครื่องตัดสินว่า เราจบ จนเราไม่ต้องตัดสินว่า อันนี้มาไม่รู้กี่ล้านครั้ง เราก็เฉยได้ ถ้าคุณอีกตั้งล้านๆครั้ง ก็เฉยได้ จะต้องตัดสินไหม ก็ไม่ต้องตัดสินแล้ว เป็นล้านๆๆครั้ง ก็คือสภาพความเป็น อเนญชา แน่นเปรี๊ยะ ไม่หวั่นไหวเลย คุณภาพอเนญชาคุณ ก็จะมี เป็นโลกุตระ มีธาตุรู้ ของความบรรลุธรรมของเรา แต่โลกียะ มันไม่รู้ด้วยซ้ำ แม้คุณมาเป็นผู้ปฏิบัติ ที่เป็นโลกุตระบ้างแล้ว แม้สะกดมันไว้ ได้เหมือนกัน แต่มันไม่สมบูรณ์ ไม่ต้องสะกด ให้มันเกิด สติสัมปชัญญะรู้จริง มันก็ไม่มีจริงนี่แหละ ถ้าจะกดมันไว้ เดี๋ยวมันก็ฟื้นใหม่ กลับมาใหม่ สายสะกดจิตนี้ ไม่มีทางเป็นเรื่องบริบูรณ์ กว่าจะเข้าใจว่า ต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย สำนวนนี้ สายนั่งหลับตา สะกดจิต เจโตยังยาก สายปัญญาจะเข้าใจได้ดี หมอเขียวว่า...แล้วมันใช้เฉยๆ จะเป็นสุขได้อย่างไร พ่อครูว่า... ก็ยังจะวนมาใช้พยัญชนะสุขได้อย่างไร ก็มันไม่สุขแล้ว เอาพยัญชนะมาทำไม ถ้ายิ่งสภาวะนี้ เป็นปัจจัตตังของใครๆ หมอเขียวว่า...คือสภาพที่เราไม่ชอบ ไม่ชัง ไม่ติด ไม่หยุด ใช่ไหมครับ พ่อครูว่า... แม้มันจะมีอยู่ เราก็ไม่ชอบ ไม่ชัง ใช้สำนวนว่า รูปหัวล้าน พระอาทิตย์ ถ้าเป็นพระอาทิตย์จริงแล้ว เอามือไปลูบไม่ได้ แต่มันเป็นสำนวน พระอาทิตย์ทำอะไรเราไม่ได้ ไม่มีอาการของโลกีย์ ไม่เหลือเศษธุลีละอองขนาดไหน ว่างจริง อาการสุขแม้นิด ก็ไม่มี ทุกข์ก็ไม่มี ถ้าสุขไม่มี ละเอียดจริง ทุกข์กับสุข มันเป็นของคู่กัน แต่ไม่ออกเป็นเหรียญ 2 ด้าน สุขไม่มี ทุกข์ก็หมดไปด้วย ไม่อยู่ด้วย

สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ) ตอน ทำไมพ่อครูไม่ไปเผยแพร่ต่างประเทศ _ทำไมพ่อท่านไม่ไปประเทศอเมริกา เพื่อโปรดเมตตาแต่คนไทยที่อาศัยอยู่ในอเมริกา พ่อครูว่า... คนไทยที่อยู่ในไทย มีมากกว่าในอเมริกา และอาตมาพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ จะไปทำไม แม้ว่าจะไม่พูด ก็ไปพูดกับคนไทย ไปสอนคนไทย ก็ทำไม ถ้าอาตมาไปอเมริกาจริง คนอเมริกาจะมาหาอาตมาไหม ก็จะมี แล้วจะทำอย่างไร ให้เขาน้ำลายไหลเปล่าๆ เป็นวิบากนะ ไปยั่วน้ำลายไหล แล้วไม่ให้เขา เขาจองเวรนะ เราจะไปสร้าง เหตุปัจจัยมันมีจริง เราจะไปสร้างให้คนมาชอบ ก็เป็นวิบากอีก เขาชอบเรา ต้องสนองความชอบของเขา มันไม่ดี เพราะฉะนั้นไม่ต้องชอบหรอก มันจะเป็นภาระ ไม่ไปสนองวิบากเขา และอาตมาไม่มีพาสปอร์ต เขาไม่ยอมทำ พลาดตั้งนาน มีเงื่อนไขว่า ถ้าจะทำให้ อย่ามาเรียกว่าเป็นมิสเตอร์ เถรสมาคมไม่ยอม จะมาใช้ว่าเป็นภิกษุ หรือพระ เขาไม่ยอมให้ อย่าทำนะ venerable ไม่ได้ ต้องใช้มิสเตอร์ แต่อาตมาไม่ใช่มิสเตอร์ จะไปโกหกได้อย่างไร อาตมาเป็น venerable แม้เข้าจะให้อาตมาเป็น ก็ไม่ไปเมื่อย เลยไม่อยากเดินทาง และอเมริกามันใกล้ที่ไหน แม้จะนั่งเครื่องบิน มันก็สนุกที่ไหน ดีไม่ดีตกอีก หมอเขียวว่า...วิชาโลกุตระก็ไม่ได้ง่ายเหมือนวิชาโลกียะด้วย พ่อครูว่า... ใช่แล้ว คนจะมีบารมี เข้ามานั่งใกล้ มาฟัง มันไม่ใช่ธรรมดา คนพวกนั้น ยังไม่มีบารมีหรอก อย่าไปเที่ยวได้ไปเอาเลย ถ้าเขามีบารมีจะมาเอง

_วิธีลดอัตตา ลดยึดมั่นถือมั่น ลดดื้อดึง ตัวเราถูก ใครว่าไม่ได้ ไม่ยอม พ่อครูว่า... ค่อยๆอ่านภาวะพวกนี้ แล้วคนถาม แสดงว่ามีโทสจริตเยอะ มีความดื้อดึง ดีที่คุณมีภูมิปัญญา รู้ตัวเอง และยึดมั่นถือมั่นว่า ตัวเองถูก ที่พูดมานี้ ถูกหมด เริ่มรู้ตัวไม่มี ยึดว่าตัวเราถูกก็ตาม ว่าใครๆผิด เราไม่ยอม ก็ตามก็ค่อยๆปฏิบัติไป ต้องใช้เวลา หากยึดขนาดนี้ ต้องใช้เวลา อยู่ในหมู่มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี จะพัฒนาเจริญได้จริง เชื่ออาตมาแล้ว จะเจริญ ไม่ต้องห่วง อยู่กับหมู่ จะได้สภาวะจริง

สื่อธรรมะพ่อครู(อจินไตย) ตอน อจินไตย 4 อันใดที่ควรรู้ _ที่นี่ เป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยพลังแห่งการกอบกู้ ในอดีต สมเด็จพระนเรศวรก็กอบกู้แผ่นดินที่นี่ พ่อครูก็มากอบกู้ศาสนา พลังงาน 2 อย่างนี้จะรวมตัวกันได้ไหม บรรจบกันได้อย่างไร พ่อครูว่า... ได้ เหตุปัจจัยนี้ มันจะเป็นจริงไปได้เอง แต่อัตตามัน จะเป็นเช่นนั้นเอง โดยตัวมันเอง ใครไปบันดาลไม่ได้ พระเจ้าบันดาลไม่ได้ เป็นเหตุปัจจัย ที่จะเป็นสภาวะ เป็นองค์รวมได้ขีด ขนาด จะไหลรวมโดยสัจจะ โคจรมาบรรจบได้เอง มันเป็นหนึ่งเดียวกัน ก็ไม่แยกเป็น 2 มันก็จะโคจรมารวมกัน ในวาระเวลา ที่จะผนึกกันเป็นหนึ่ง อย่างสนิทเนียน ก็ต้องมา ถ้าถึงเวลานั้นแล้ว ห้ามไม่อยู่ _อยากให้พ่อท่านบอกเล่า ความลึกซึ้งในอจินไตย พลังงานเหล่านั้น พ่อครูว่า... อย่าให้พูดถึงอจินไตยเลย คุณจะต้องมีฐานรู้ ความลึกซึ้งเอง และคุณจะไม่ถาม คุณจะรู้ว่า ให้คนมาอธิบายอจินไตยนี้ มันไม่ฉลาด คนไหนมาเซ้าซี้ ให้อธิบายอจินไตย คือพวกโง่ เพราะอจินไตยนี้ เป็นเรื่องที่อธิบายไม่ได้ มันต้องมีฐานรู้ของตัวเอง แล้วคุณจะรู้ว่า ขนาดรู้แล้ว จะอธิบายให้คนอื่น ยังไม่ง่ายเลย แล้วไปขนาดเรานะ เรารู้แล้ว มีแล้ว ในอจินไตยอันนี้ เราเป็นแล้ว มีแล้ว เรายังอธิบายให้คนอื่นรู้ไม่ได้เลย เพราะฉะนั้น จะไปบังคับให้คนอื่น ไปอธิบายให้คนอื่นๆอีก เราเรียกร้องไปมากหรือเปล่า ก็จะมีปฏิภาณรู้ว่า เขาจะเข้าใจเอง ใน อจินไตย 4 พุทธพิสัยนี้ สุดยอดแล้วนะ 1.พุทธพิสัย 2. กรรมวิบาก 3. ฌานวิสัย 4. โลกจินตา พุทธวิสัย นี้ยกไว้เลย ไม่ต้องเอามาพูด แม้อาตมาเป็นโพธิสัตว์ เข้าใกล้พระพุทธเจ้า เข้าไปเรื่อยๆ ก็ไม่ใช่มีวิสัยที่จะเอามาพูดเล่น อธิบายตามภูมิ ตามควร ไปตามลำดับ เช่นอธิบายถึง กรรมวิบาก ตามควร อันนี้เกินไป เราอธิบายไม่ไหว สาเหตุใด ทำกรรมวิบากอันใดมา จึงเป็นเช่นนี้ มันเป็นเรื่องที่อธิบายได้พอสมควร แต่อย่างกรรมวิบากละเอียด ไม่ได้ หรือจะทำอย่างไรที่เรียกว่า ละได้ คือ ฌานวิสัย ทำอย่างไรจะมีพลังงาน ไฟวิเศษ ที่เรียกว่า ไฟฌาน และพลังงานฌานนี้ จะเป็นเพื่อนของเรา เป็นวิบาก ทำงานไปได้เรื่อยๆ อันนี้ ยิ่งภูมิยังไม่ถึงแล้ว อย่าไปอธิบายเลย ผู้มีภูมิถึงแล้ว จะรู้เอง เราอธิบายผู้อื่น ก็ไม่ได้ และในเวลาที่อธิบายให้ผู้มีภูมิพอรับได้ สอนเรื่องฌานวิสัย เราก็อธิบายฌานกันอยู่ ยิ่งไปละเอียดถึง กรรมวิบาก ก็อธิบายได้ยาก กรรมวิบากที่สูงขึ้นๆ คนนั้นคนนี้มีกรรมวิบากอย่างไร ถึงเป็นอย่างนี้ๆ ยิ่งจะยากกว่าฌานวิสัยอีก โลกจินตา คือโลกที่เป็น ความคิดของทางโลก มันฟุ้งซ่านไปไกล บางอย่างจะเป็นไปได้ ก็ไร้สาระ ยกตัวอย่างมันจะสร้างความอร่อย ที่ไม่มีที่สิ้นสุด หลอกให้คนโง่ตาม สลับไป สลับมา ไม่มีที่สิ้นสุด เรียกว่าโลกจินตา สมมุติขึ้นได้ หลอกไม่รู้กี่ชั้น คนหลงในรสอร่อย ก็วน ใครหลุดพ้นมาแล้ว ก็จะเข้าใจ คนติดอร่อยอยู่ หากดึงเขามา มันก็ไม่มา เพราะมันติดอยู่ ให้เขาดูเองว่า เขาวนเวียน มันนาน ก็ยิ่งจมหนัก จัดจ้านไปเรื่อยๆ ไม่มีขีดสุด จะจัดจ้านอีกเท่าไหร่ เหมือนสังคมในยุคนี้ ร้องแบบ Hard Rock หนักๆ จนน่าสงสาร แล้วมันอยู่ที่ไหน ทุกวันนี้ มันก็ไม่หยุด อาตมาเห็นเมื่อไม่นานมานี้ ทางโทรทัศน์ อาตมาว่า มันแรงกว่าเอลวิส เพรสลีย์มันทำ ทั้งตีลังกาหกคะเมน เก่งชิบหายเลย แล้วมันทำไปทำไมวะ มันมันส์มันอร่อยอย่างไร ดีไม่ดี พลาดท่า คอหัก ดีไม่ดีช็อคตายเลย เขาไม่รู้พลังงานเหล่านี้มันช็อคได้เป็น Stroke ได้ ขาดกลางทาง หมุนเวียนไม่ทัน สมองสูบฉีดโลหิตไม่ทัน ไม่ได้เกิดจากวัตถุ เกิดจากความหลงของคุณ ที่เอาพลังงาน เอาแต่บำเรอความอร่อย จนขาดพลังงานทางรูปธรรม เลือดสูบฉีดไม่ทัน ไปหาสมองไม่ทัน

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน คิดไม่ดีโดยไม่เจตนา เป็นกรรมจากอดีตหรือไม่ _คนความคิดไม่ดี โดยไม่เจตนา นี่เป็นกรรมไม่ดี จากอดีตชาติใช่ไหมครับ พ่อครูว่า... ใช่ สั่งสมมันโดยคุณไม่ได้เจตนา มันเป็นอัตโนมัติ มันก็คิดไม่ดีอยู่นั่นแหละ เป็นกรรมที่คุณสั่งสมมา อย่าท้อแท้ ตั้งหน้าตั้งตา ปฏิบัติไปแล้ว จะก้าวหน้าเอง ก็มันไม่ดี แสดงว่า พลังปัญญาของคุณ ห้ามไม่ได้ มันเป็นความเคยชิน เจโตสั่งสมมา ก็ค่อยๆล้างมันไป ใช้เวลาหน่อย มันจะค่อยๆได้ เมื่อเรามีเจตนาจะดับสิ่งเหล่านี้ พลังงานเจตนาจะสูงกว่า ที่มันเกิดอย่างไม่เจตนานี้ เราเอาพลังงานเจตนา ไปดับสิ่งเหล่านี้ พากเพียรไป ใครไปทำให้คนมาใกล้ ไปสั่งสมให้คุณ คุณเอง นั่นแหละ สาธุ สมน้ำหน้า เอาให้ชัด อย่าไปท้อแท้

_ถ้าเราศึกษาธรรมะมาได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งอาจจะยังลึกซึ้งไม่ได้นัก แต่? ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นคือ “ความเด็ดเดี่ยว และความกล้าหาญ ในการตัดสินใจเรื่องปัญหา จะมีมากขึ้น” จนตัวเองแปลกใจในตัวเองเป็นเหตุใดค่ะ พ่อครูว่า... ก็เป็นประสิทธิภาพ ความเจริญทางธรรม อาตมาก็ยังคิดพยัญชนะตัวนี้ไม่ออก มันเป็นความรู้ ความชัดเจน ในสัจธรรม ว่ามันเป็นเช่นนี้ ที่คุณได้เจอนี้ มันเป็นความเด็ดเดี่ยวกล้าหาญ ในการตัดสินใจปัญหา มันมีพลังมากขึ้นๆ จนแปลกใจในตัวเอง เพราะเหตุใด การเพราะเหตุที่คุณปฏิบัติ ประพฤติจนเกิด แน่นอนใหม่ๆ คุณจะตื่นเต้นในตัวมัน แต่ทำบ่อยๆ มันก็จะชินชาเอง มันได้แล้ว ต่อไปก็ไม่ตื่นเต้นอะไร นี่แหละคือ พลังของปิติ อุพเพงคาปีติ จะค่อยๆเกิดขึ้น แล้วลดลงๆ จนปิติแผ่ซ่านไปทั่วทุกขุมขน ไม่มีอะไรที่จะไม่รู้ ฉันรู้ ดีใจ ชินชา ชินแปลว่าผู้ชนะ ชาแปลว่าผู้รู้ ภาษาบาลี เมื่อมาเป็นภาษาไทย ชินชาแปลว่าเฉย ชา แปลว่า ความรู้ ชินะ แปลว่า ชนะ คือผลงานที่เราทำได้ ตอนแรกก็ตื่นเต้น เมื่อนั้นเขาก็เคยชิน ชนะ ชนะจนกระทั่ง ไม่เห็นน่าตื่นเต้นเลย ชนะมาตั้งร้อยครั้ง ชนะมาตั้งพันครั้ง ไม่เห็นมันตื่นเต้นเลย ชนะมาตั้งหมื่นครั้ง แสนครั้ง น้ำหนักของความชินชา จะมากขึ้นอย่างไร

_ผู้รักษาศีล 5 ศีล 8 อย่างครบบริบูรณ์ กับไม่บริบูรณ์ บ่มีสัจจะ อย่างไหนจะดีกว่ากัน พ่อครูว่า.. .ครบบริบูรณ์ จะต้องมีสัจจะด้วย ที่บอกว่าพร่องบ้าง แต่ไม่มีสัจจะ อาตมาว่าพร่องบ้าง ก็คือไม่ครบบริบูรณ์ ครบบริบูรณ์ ต้องไม่พร่อง หากครบบริบูรณ์ จะต้องมีสัจจะด้วย หมอเขียวว่า...ความหมายของความไม่บริบูรณ์ ก็คือโกหก พ่อครูว่า... ต้องไม่โกหก จึงครบบริบูรณ์ด้วย อย่ามาเล่นลิ้นว่า มีสัจจะ กับไม่มีสัจจะ

สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน เจโตปริยญาณ 16 อย่างสั้น _ถามว่าธัมมะ 1 กับธรรมะ 2 คืออะไร พ่อครูว่า... ก็หนึ่ง ก็คือหนึ่ง สองก็คือสองสิ เป็นคนต้องมีธรรมะ 2 1.ต้องมีสิ่งที่ถูกรู้ กับตัวรู้ ต้องมีสองเสมอ ถ้าคุณไม่มีสองคุณมีแต่ ธาตุ ไม่มีความรู้ คุณก็คือนิ่ง เป็นอุตุนิยาม หรือรู้แค่พีชะ คุณภาพของธาตุรู้ มันก็มีระดับหนึ่ง ส่วนจิตตะนี้ ก็เป็นธาตุรู้ ที่รู้อีกสิ่งหนึ่งได้ หากคุณมีหนึ่ง ก็ไม่มีสอง คุณมีสองแล้ว ก็จะต้องมี ถ้าแค่พลังงานอุตุ มีแต่สองอย่าง บวกลบ ไม่มีธาตุรู้ มันทำแต่ตัวมันเอง ไม่ไประราน รบกวนอื่น ไม่มีโทษภัยกับอื่นเลย พีชะนี่ เมื่อเราไม่ใช่พีชะแล้ว เราก็ปฏิบัติให้มันเหมือน พีชะส่วนหนึ่ง เป็นธรรมะส่วนหนึ่ง แล้วทำให้เป็นจิตบริสุทธิ์สะอาด เป็นพีชะ ไม่มีโทษภัย ไม่มีวิบาก ไม่มีการจองเวร ไม่มีการดูดดึง ไม่มีเวทนา ไม่มีวิญญาณ มีแต่สัญญา กำหนดรู้ คุณก็ทำอย่างนี้อาศัย แต่คุณมีธาตุจิต ที่อาศัยพัฒนาให้ได้มากขึ้น คุณก็มี 1 พีช ธาตุที่ดีไว้อาศัย แล้วก็เติมธาตุดีอย่างพีชะนี้ ให้ได้มากขึ้นอีก คุณจะมีธาตุสองเสมอ สำหรับโลกุตระบุคคล มันมีแล้ว ปฏิเสธไม่ได้ ถ้าคุณไม่มี ก็จะถามวน แล้วมันเป็นสองทำไม ก็เอามาทำความเจริญ เป็น Coefficient ต่อไปได้เรื่อยๆ ถ้าหากทำไม่สำเร็จ ก็เป็นโลกียะ ไม่มีธาตุรู้ โลกุตระ ที่จะพัฒนาให้สูงขึ้นได้ ถามอีกเมื่อไหร่ ก็วนเวียนที่โลกียะ ถ้ามีอัญญธาตุ จะมีโลกุตระ และมีธาตุสองเสมอ หนึ่งโลกียะ กับสองโลกุตระ ถ้าไม่มีธาตุโลกุตระร่วมด้วย ก็จะมีแต่โลกียะ ก็ไม่ตอบ จนกว่าคุณจะมีอัญญธาตุ จึงจะมีโลกุตระ และพัฒนาต่อไปได้เรื่อยๆ ตอนนี้ก็อยู่กับหมู่ไป

_อยากให้พ่อท่านอธิบาย เจโตปริยญาณ 16 พ่อครูว่า… เจโตปริยญาณ 16 คือ การกำหนดรู้ใจ สัตว์อื่น (รู้สัตว์ชั้นต่ำ สูง ในจิตตน-ปรสัตตานัง) รู้บุคคลชั้นต่ำ-สูงอื่นๆ ในจิตอาริยของตน(ปรปุคคลานัง) เป็นปรมัตถ์ 1.สราคจิต (จิตมีราคะ) 2.วีตราคจิต (จิตไม่มีราคะ) 3.สโทสจิต (จิตมีโทสะ) 4. วีตโทสจ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน