610306_เทศน์ก่อนฉัน โรงเรียนผู้นำ กาญจนบุรี สัปปายะ 4 ที่มีสัมประสิทธิ์.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2561
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์354 KB
วันที่แก้ไข19 กันยายน 2568

เนื้อหาในไฟล์

610306_เทศน์ก่อนฉัน โรงเรียนผู้นำ กาญจนบุรี สัปปายะ 4 ที่มีสัมประสิทธิ์

พ่อครูว่า... วันนี้วันอังคารที่ 6 มีนาคม 2561 ที่โรงเรียนผู้นำ จังหวัดกาญจนบุรี ก่อนอื่น มีคนให้ข้อมูลมา ที่ไม่ค่อยถูกต้อง ขออภัย ก็ต้องแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้อง ก็คือ เรื่อง ที่เราเองเราอยู่ในสังคม เราก็ได้ออกไปประท้วง ชาวอโศกเรายกกองทัพธรรมไปประท้วงมาก็นานหลายครั้ง หลายปีมาแล้ว เราทำงานไปอยู่ในสังคมก็ไม่ใช่ดูดาย ไม่ใช่ใจดำ ไม่ใช่เห็นแก่ตัว เสียจนไม่ดูแลสังคม ประเทศชาติอะไรเลย เราก็ช่วย สังคม ประเทศชาติ ด้วยความจริงใจ ด้วยความปรารถนาดีของเรา อาตมาได้ข้อมูล ก็พูดไปผิดพลาด โดยเฉพาะไปพาดพิงถึง ผบ.ตร. ทุกวันนี้ ท่านพลตำรวจเอก จักรทิพย์ ชัยจินดา เดิมที่เขาเรียกว่า Big แป๊ะ ในปี 2554 ตอนนั้นผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลในขณะนั้นคือ พล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา (บิ๊กแป๊ะ) ส่วนผู้บังคับการ กองบังคับการตำรวจนครบาล 1 คือ พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ (ผู้การแต้ม) ซึ่งอยู่ภายใต้การบังคับบัญชา ของ ผบช.น. รัฐบาลได้สั่งการโดยตรงไปยังผู้การแต้ม เพื่อควบคุมฝูงชนในการชุมนุม ตามที่รัฐบาลสั่งการ (แต่ก็ไม่ได้เต็มใจนัก) ในวันที่จะทำท่าว่า จะสลายการชุมนุม แต่สุดท้าย ก็ถอยไปนั้น วันนั้น ทางผบช.น ได้โทรศัพท์เข้ามาหาเพื่อนสนิทคนหนึ่ง (รุ่นเดียวกัน) ซึ่งเป็นรุ่นพี่ของผม แล้วรุ่นพี่ของผมคนนี้(ทหาร) ก็ได้รีบโทรศัพท์เข้ามาหาผม ในตอนเช้าวันนั้น เพื่อบอกว่า" ไอ้แป๊ะโทรมาหาพี่ กลาง ช่วยนำความนี้ มาบอกกับลุงจำลอง และพล.ต.มนูญกฤตด้วย (มาขึ้นเวทีฝั่งมัฆวานในเช้าวันนั้นด้วย) ว่าเขาไม่เคยมีความคิดที่จะสลายการการชุมนุมเลย แล้วไม่ได้ยุ่งเรื่องนี้ด้วย นี้เลย"ซึ่งมารู้ภายหลังว่า ตัวบิ๊กแป๊ะพยายามหลีกเลี่ยง เพราะไม่อยากมีปัญหากั

อ่านต่อ

บพันธมิตรเลย และรัฐบาลสั่งการข้ามบิ๊กแป๊ะไป โดยสั่งตรงไปยังผู้การแต้มเลย เพราะคุมพื้นที่น.1 ซึ่งผู้การแต้มเองก็อึดอัด เพราะก็ไม่อยากมีผลกระทบในอนาคต ก็ขออภัยที่ได้พูดไป ไม่ได้ตรวจสอบก่อน ก็เลยมาแก้ไข

สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน สัปปายะ 4 ที่มีสัมประสิทธิ์ พ่อครูว่า... ตอนนี้เรื่องเศรษฐกิจ ไม่น่าจะยาก แต่คิดอีกที ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เศรษฐกิจที่ดีนะ เศรษฐกิจโลกีย์ ก็เป็นอย่างที่เป็นตอนนี้ มีความทุกข์ร้อน เรียบเรียงว่า เป็น เศรษฐกิจทุนนิยมสามานย์ คือพวกนายทุนเป็นเจ้าอำนาจ แล้วก็บงการทำให้เศรษฐกิจ มันเกิดสภาพเป็นอย่างที่มันเป็น มันก็เลยเป็น การเอาเปรียบ เอารัด ระหว่างนายทุน กับคนชั้นล่าง เป็นผู้ด้อยโอกาส ไม่มีสมรรถภาพ ก็เลยเป็นการเบียดเบียนกัน กดขี่ข่มเหงกัน จริงๆมันก็เป็นสัจจะอย่างหนึ่ง ที่มันเป็นกรรมวิบาก เขาทำไม่ดี ตามที่มันเป็น แต่มันไม่ควร เราแก้ไขช่วยกันได้ พยายามที่จะทำให้สังคมมันมีพฤติกรรมที่ดีได้ เพราะฉะนั้นผู้บริหาร หรือผู้อภิบาล พยัญชนะพวกนี้ เราต้องเข้าใจสภาวะที่ชัดเจน อภิบาลก็หมายถึง ความละเอียดอ่อนลึกซึ้ง กว่าคำว่าบริหาร บริหารคลุมกว้าง แต่อภิบาลนั้นมีลักษณะเลี้ยงดู อุ้มชู ช่วยเหลือ บริหารนั้นบางทีก็มีความแข็ง บางทีต้องใช้อำนาจ เป็นต้น นี่คือผู้ปฏิบัติ ผู้บริหารปกครอง แล้วก็ใช้บทบาทการอภิบาล ก็ต้องเข้าใจสภาวะ พฤติกรรม พวกนี้ละเอียดลออ และคุณจะทำให้ดีที่สุด เท่าที่จะทำได้ ประเด็นของเศรษฐกิจนี้ ที่เข้าใจกันยากมาก ก็คือ เศรษฐกิจที่เจริญสูงสุด มีคุณภาพสูงสุด ทั้งในตัวบุคคล ทั้งในตัวสังคมเอง สภาพความเจริญสูงสุดของเศรษฐกิจก็คือ คนจะต้องไม่มีเงินมาก แต่ละบุคคลจะต้องไม่มีเงินมาก แต่ให้ส่วนกลางเป็นส่วนที่มีอุดมสมบูรณ์มาก แต่กระนั้นก็ตาม กองกลางมีมากอุดมสมบูรณ์ เพื่อสะพัดไปสู่ผู้อื่น ส่วนประชากร หรือมวลประชาชนแต่ละบุคคล ไม่ต้องมีมาก ผู้ที่สามารถมีชีวิต ไม่มีมากถึงขั้น เฉพาะตนนั้นศูนย์เลย ยืนอยู่ที่ฐาน 0 อยู่ที่ตั้งแห่งความสูญ ตนเองไม่ต้องสะสมทรัพย์สินส่วนตัวเลย อยู่กับส่วนกลาง อยู่กับหมู่ชุมชน อยู่กับทรัพย์สินส่วนกลาง ซึ่งอันนี้ก็ขอพูดอย่างไม่ได้อวดตัว อโศกเราทำสำเร็จ มีชุมชนสาธารณโภคี ตามที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ สอนทฤษฎีนี้เอาไว้ เรามาทำในยุคนี้สำเร็จ พระพุทธเจ้าทำสำเร็จได้ ในวงของสงฆ์ ภิกษุ สำหรับฆราวาส ทำยังไม่ได้ เพราะยังเป็นยุคของทาส เป็นยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ หรือแม้แต่ความเข้าใจสิทธิมนุษยชน สิทธิการแสดงออกสิทธิอะไรต่างๆ ยังไม่ค่อยเข้าใจกัน ทั้งที่เป็นคนน่าจะมีสิทธิมนุษยชน เต็มสภาพ ก็ยังไม่ได้ เป็นยุคทาส ใช้อำนาจกดขี่กัน ยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไป ไม่ใช่ยุคโน้นแล้ว คนมีความรู้ ความเข้าใจ ไม่ใช่ยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ คนมีปัญญา รู้สิทธิมนุษยชนเต็มที่ด้วย ยุคทาสก็ไม่ได้ เขาเลิกทาสกันหมดแล้ว สังคมในยุคนี้จึงแตกต่างจากในยุคโน้นมาก แต่ความรู้ของพระพุทธเจ้านั้น ยุคโน้นก็ตาม ความรู้ทัน มีเต็มสภาพ อาตมาพยายามอธิบายได้ว่า ความรู้อันเดียวกันของพระพุทธเจ้า ไม่ได้ปิดกั้น ความรู้เต็มทฤษฎี เต็มสภาพเลย ของพระพุทธเจ้า มาถึงในยุคนี้ ก็ใช้ทฤษฎีพระพุทธเจ้า เช่นว่า มีสาธารณโภคี มีอิสระเสรีภาพ สมบูรณ์จริงๆ และเป็นผู้ที่ ส่วนตัวส่วนตนไม่ต้องสะสมทรัพย์ศฤงคาร เป็นของตัวของตน เป็นคนจนขั้น 0 และเป็นสังคมองค์รวม ไม่แตกแยก อบอุ่น มีทรัพย์ศฤงคารส่วนกลาง มี ระบบสาธารณโภคี ทุกคนมีจิตใจดีงาม ไม่ยึดมั่นถือมั่น เป็นของตัวของตน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ซึ่งเกิดแก่เจ็บตายกันได้ อย่างดีงาม พูดไปแล้วอาตมาก็ภาคภูมิใจว่า สังคมชุมชนชาวอโศกที่ทำได้ดังกล่าว เอาทฤษฎีพระพุทธเจ้า มาตรวจสอบ มาวัด ชัดเจนตรงตามคำสอนพระพุทธเจ้า ตรงตามทฤษฎีพระพุทธเจ้า ทั้งนั้นเลย แม้มันจะไม่งดงาม ไม่ยิ่งใหญ่ แม้จะไม่มีมวลมาก แต่มันเป็นสภาพที่ตรงชัดเจน ดีมาก อาตมาก็ปรารถนาอยากให้สังคม แม้แต่เริ่มต้น ที่ใกล้ชิด คือคนไทยด้วยกัน ให้เกิดสังคมแบบนี้ มีคุณสมบัติ มีคุณวิเศษ ขอเรียกว่าคุณวิเศษ เพราะเป็นคุณสมบัติที่ดีงามประเสริฐ ให้เกิดขึ้นจริง เป็นจริง โดยใช้วิธีอย่างอิสระเสรีภาพ ไม่ไปบีบบังคับ ไม่กดขี่ สนใจ มีปัญญาด้วยตัวเอง ก็มา ไม่ชอบใจ ไม่ยินดี ก็ไม่เป็นไร ดีที่ไม่ต่อต้าน ก็ได้ทั้งนั้น ยินดีมาเลย ก็ได้ Wait and see ก็ตาม ต่อต้านเลยก็ไม่มีปัญหา เรามีแต่ความจริงใจปรารถนาดี คำว่าเศรษฐกิจอาตมาว่า มันก็ไม่ง่ายที่จะเข้าใจ แต่ก็ไม่น่าจะยาก เพราะว่าถ้าศึกษา พี่จะพยายามสร้างความรู้ความฉลาด ก็น่าจะเข้าใจได้ ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์พระพุทธเจ้า ต้องมาเอาแบบคนจน พระพุทธเจ้าท่านเป็นคนจน ไม่สะสมทรัพย์ศฤงคาร ตามตำนานรู้มา ไปไหนก็ไปแต่ตัว กับหัวใจ มีผ้า 3 ผืน ฉลองพระบาทก็ไม่มี เดินเท้าเปล่า ของเรายังมีรองเท้า ขนมาให้อาตมาเยอะแยะ อาตมาพยายามจะขยายความ เรื่องความจน หรือมาเป็นคนจน มันไม่ใช่เรื่องน่าเกลียด ไม่ใช่เรื่องน่าต่ำต้อย ไม่ใช่เรื่องโง่เง่า งมงาย มันเป็นเรื่องสุดที่จะฉลาดเฉลียว มันเป็นเรื่องความประเสริฐเลิศเลอ มันเป็นความบริสุทธิ์ เป็นเรื่องของภูมิปัญญาที่สูงส่ง การเข้าใจความจน เป็นความจนอันยิ่งใหญ่ เป็นคนจนมหัศจรรย์ จนจริงๆเลย นิยามของความจน คือไม่มีสะสมทรัพย์ศฤงคาร แม้ที่สุด จะ 0 หรือมีแต่น้อย อยู่ในฐานของความเย็น อัปปจิฉะ มีแต่พอใช้อาศัยหมุนเวียน ทำงานได้ ทำงานได้ดีที่สุด ตามที่จะมีทรัพย์สิน เครื่องใช้อุปกรณ์ต่างๆ ที่จะได้ทั้งทำงานพึ่งตนเอง ให้ตัวเองอาศัย ทั้งทำงานเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น ประโยชน์สูง ประหยัดสุด

ผู้ที่ไม่เข้าใจ ก็อย่าเหยียด อย่าข่มซ้ำ ความจน โลกุตระ จะพาคน ฉลาดแล้ ช่วยเหลือ เผื่อแผ่ผล ตนสละ จนเอง (สละเผื่อแผ่มันก็จนเองแหละ ทำไม่ถูก ก็บอกง่ายๆ) จึงจะเกิด การแก้ จุดแท้ ปัญหา

(๑) เศรษฐกิจหากคิดแก้ ปัญหา จักช่วยมวลประชา ชาติให้ “ร่ำรวย”ทั่วภารา มุ่งมั่น กันเลย จ้าง..ไป่สำเร็จได้ อย่าเพ้อละเมอฝัน (๒) คนนั้นต่างละล้วน อยากรวย หากพูดเสริมเอออวย ส่งซ้ำ ผลคือยิ่งฉกฉวย ยื้อแย่ง หนักแฮ จึงยากเพราะตอกย้ำ จิตให้กระหายเสริม

(๓) เติมจิตใส่“ทิฏฐิ”ให้ ผิดทาง “ความอยาก”บ่เจือจาง จัดซ้ำ เพราะสัจจะถูกขวาง ตั้งแต่ เริ่มแล กิเลสถูกกระตุ้นย้ำ ยิ่งร้ายโกงกิน

(๔) “แย่ง”สินทรัพย์ไม่แก้ ปัญหา “แบ่ง”ต่างหากจักพา สงบได้ ต้อง“ศาสตร์พระราชา” ทฤษฎีสุด วิเศษเฮย พร้อมครบทาน,ศีลให้ ถูกแท้สัมมา

(๕) ต้อง“ปัญญา”ฉลาดขั้น โลกุตระ ซึ่งฉลาดแค่“เฉกะ” ไม่แก้ “เฉกะ”บ่ลดละ กิเลสหร็อก ต้องฉลาด“อริยะ”แท้ ถูกต้นปัญหา

(๖) ลดราความโลภได้ ในจิต ขยันมากสร้างผลผลิต หลากล้น “ของดี-แต่ถูก”ชนิด ขาย“ขาด- ทุน”เลย เพราะวิสุทธิ์หลุดพ้น มักน้อยจริงใจ

(๗) สำเร็จได้ด้วย “แบบ- คนจน” ผู้ฉลาดจึ่งเป็นคน สละได้ ผู้โง่ยิ่งพาตน ตกต่ำ แสวง“รวย” แก้เศรษฐกิจต้องใช้ ศาสตร์แท้พระราชา

“สไมย์ จำปาแพง”5 ม.ค. 2561 [นัยปก “เราคิดอะไร” ฉบับ 331 ประจำเดือน กุมภาพันธ์ 2561]

พ่อครูว่า... หนังสือเราคิดอะไร คนจัดการมีอยู่คนเดียว ไม่บอกไม่รู้นะ สาราณียกร เป็นคนงานเองด้วย แต่ว่าขาดคนอย่างไร ก็เรียกช่วยกันได้ พวกเราชาวอโศก เป็นคนซื่อสัตย์จริงใจ และพยายามศึกษาทฤษฎีที่ดีที่สุด ที่เราจะศึกษา ก็คือของพระพุทธเจ้า ศึกษาจนเราเกิดก็มี เป็นลูกพระพุทธเจ้าแท้ๆ มีคุณสมบัติ คุณธรรม ตรงตามพระพุทธเจ้า ที่อาตมาต้องยืนยัน และระบุ บอกว่า โพธิสัตว์คือ ลูกพระพุทธเจ้าทั้งสิ้น โพธิสัตว์ที่อุบัติขึ้นมาในสังคมโลกยุคนี้ ปางนี้ กาละนี้ เป็นสัจจะจริงๆ ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ก็ตามพิสูจน์ได้ แม้แต่อาตมาจะบอกว่า คนไหนเป็นโพธิสัตว์ ก็อย่าเพิ่งมั่นใจ แต่ไม่ได้โมเม ผู้ที่อาตมายังไม่ระบุ เพราะว่ายังไม่ถึงเวลา หรือยังไม่สมควร ระบุไปแล้วควรจะเข้าใจได้ยาก ก็ขอไว้ก่อน แต่มีเลือดโพธิสัตว์ คำว่าโพธิสัตว์ มีเลือดตั้งแต่เข้ากระแส ก็มี แม้จะไม่เข้ากระแส ก็ตั้งจิตเป็นโพธิสัตว์ได้ เช่น คุณที่เป้าเก็งเต็ง ตั้งอกตั้งใจ เผยแพร่มังสวิรัติอย่างเดียว อาตมาก็เอาหนังสือขององค์กรนี้ มาเผยแพร่ แกชื่ออะไร? แกศรัทธาระบบเซน จะมีหนังสือเซ็นออกมาให้อ่านเยอะเลย เซนคือเอาปัญญา ตรรกะ ไม่ใช่ปัญญาแท้มาใช้ ซึ่งเซน เป็นผู้ที่ฉวยเอา ผู้ที่มีบารมีแล้ว แล้วมาเจอความรู้ทางบัญญัติภาษา ประโยคเดียว 2 ประโยค ห้าคำ ห้าประโยค ก็บรรลุธรรมแล้ว น้ำอีกแค่หยดเดียว ก็เต็มชามแล้ว แต่คุณเป็นผู้มีบารมีทำสะสมมาเท่าไหร่กันเชียว ยังเป็นบัวใต้น้ำ ไม่ใช่อุคคติตัญญา หรือวิปัญญจิตัญญู นี่ได้รับไอน้ำ ก็บานแล้ว เป็นต้น คุณที่เป้าเก็งเต็ง ที่ชื่อ ธีระ นี้บอกว่า เป็นปุถุชนโพธิสัตว์ ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ พระโพธิสัตว์ต้องเป็นผู้ที่เข้ากระแสธรรมะ ตั้งแต่โสดาบันเป็นต้นไป เป็นปุถุชน ยังเรียกโพธิสัตว์ไม่ได้หรอก เอาบัญญัติภาษามาเรียงต่อกันเท่านั้น แต่โดยสัจธรรมแล้ว มันไม่ใช่ มันเป็นไปไม่ได้ สภาวะก็อย่างหนึ่ง พยัญชนะก็อย่างหนึ่ง ปุถุชนโพธิสัตว์ไม่มี เริ่มต้นจะเป็นโพธิสัตว์ ต้องเป็นโสดาปัตติมรรค เข้ากระแส ตั้งแต่มีตำนานของอัญญาโกณฑัญญะ ได้รับจิตเปลี่ยนใหม่เลย เป็นจิตอื่น อัญญะ เอออันนี้หันหลังกลับเลย โลกียะกับโลกุตระ มันคนละทิศเลย มันต้องเปลี่ยนทิศมา จะเดินตรงมันต้องเริ่มค่อยๆมีองศาออกมา หาก 90 องศาได้ ก็เดินตรง เป็นกระแสโลกียะ โลกุตระ เส้นตรง 180 องศา จึงจะเรียกว่าโลกุตระได้ คนที่สัมมาทิฏฐิแท้ตรง ตั้งแต่ต้น แล้วทำได้ละเอียด ไม่แวะไป แวะมา ถ้าเส้นตรงนี้ ไม่แวะออกนอกเส้นตรง ก็ถึงจุดหมายเร็วกว่า การแวะไปที่ไหน นี่ล่ะคือความลาดลุ่มของฝั่งทะเล ของพระพุทธเจ้า คือราบเรียบ ตรง ไม่แวะ เป็นความมหัศจรรย์ ใครทำได้ ดีที่สุด พระพุทธเจ้าสมณโคดม ชัดเจนเช่นนี้ จึงได้เอามาตรัสไว้ เป็นเส้นตรง ที่ไม่แวะเวียนอะไรเลย ท่านไม่แวะเวียน ไม่เสียเวลา แม้แต่ใน สุทธาวาส 5 สุทธาวาส 5 คือแดนบริสุทธิ์สะอาด เป็นอนาคามี สูงส่ง เป็นผู้ที่แน่นอนจะเป็นพระอรหันต์ อย่างไรๆ ไม่มีทางเป็นอย่างอื่นได้เลย พร้อมบรรลุเป็นอรหันต์ 1. อันตราปรินิพพายี (ผู้เพียรทำปรินิพพานในระหว่างภพ) พวกนี้ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง ไม่ใส่ความเพียรลงไป 2. อุปหัจจปรินิพพายี (ผู้ทำปรินิพพานด้วยสามารถ) ถ้าผู้นี้เพียรหน่อย ก็ทำได้ด้วยสามารถ ก็จะถึงเร็วกว่า 3. สสังขารปรินิพพายี (ผู้ทำปรินิพพานโดยต้องใช้ความเพียรมาก ประกอบปุญญาภิสังขารในภพตนให้มากๆ) 4. อสังขารปรินิพพายี (ผู้ปรินิพพานโดยไม่ต้องใช้ การปรุงแต่ง อภิสังขารให้มากนัก) 5. อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี (สภาวธรรมไม่เป็นสองรองใคร หรือไม่เป็นน้องใครอีก แล้วปรินิพพานไว)

มาเข้าสู่เศรษฐกิจสังคม ของมนุษยชาติ อาตมาเขียนหนังสือเล่มนี้ ตั้งแต่ พ.ศ. 2550 พิมพ์ครั้งที่ 1 มีนาคม 2550 จำนวน 5 หมื่นเล่ม หมดไปแล้ว และยังไม่ได้พิมพ์เป็นครั้งที่ 2 อันนี้สิบปีผ่านไปแล้ว เป็นหนังสือที่เปิดฉาก ขยายความเศรษฐกิจพอเพียง ยังไม่ได้ใช้คำว่าโลกุตระมากนัก จะกล่าวถึงความจน คนจน เริ่มต้นเปิดเผยอันแรก เข้าใจง่ายกว่า มันเป็นเบื้องต้น ความรวย ความจน อะไรต่างๆ คนไปอ่านมาแล้ว ก็บอกว่าอย่างนี้ต้องพิมพ์เพิ่มอีก อีกเล่มหนึ่งก็ คนจนที่มีแบบ กำลังเขียนอยู่ อาตมาซาบซึ้ง เกิดมาเป็นคน ….มีคนค้นหาชื่อ คนที่อาตมากล่าวถึง ปุถุชนโพธิสัตว์เมื่อกี๊ คือ อาจารย์ธีระ วงศ์โพธิ์พระ หรือ ใช้นามปากกาว่า ธ.ธีรทาส อาตมาพยายามอธิบาย ของพระเจ้าอยู่หัว ที่ท่านใช้นำมาตั้งแต่คำว่า เศรษฐกิจพอเพียง แบบคนจน ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา ขออภัย อาตมาไม่ได้ยกตัวเองว่า อาตมาชัดเจน เข้าใจ และอาตมาพาพวกเรา ชาวอโศก เป็นได้ครบ เศรษฐกิจพอเพียง เราก็ทำได้ แบบคนจน เราก็ทำได้ เราเป็นคนขาดทุนกัน นั่นแหละคือกำไรของชีวิต จริงๆเลย ไม่ได้สงสัย ทำอยู่จริง ปฏิบัติอยู่จริง เราได้พยายาม ท่านก็อยากเป็นโพธิสัตว์ ตามที่ท่านเป็น ท่านก็ได้แต่บอก กระจายไปก่อน อาตมาก็เอามาใช้ มาเคี่ยวข้น ให้เกิดสภาพเป็นจริงได้ครบเลย ให้เกิดสภาพจริง ให้บริบูรณ์ มันก็เกิดรูปร่าง เกิดคนจริงๆ ทำได้ เกิดสังคมจริงๆ ทำเป็นได้ สังคมก็มีเพิ่มขึ้น อาตมาคิดว่า ผู้ที่มีความจริงใจ มีความแสวงหา และเกิดความรู้แน่นอน จะไม่ปฏิเสธ จะเชื่อมโยงสืบต่อกัน สานต่อกัน ทำขึ้นมาจริงๆ เพราะมันเป็นความบริสุทธิ์ใจ จริงใจต่อสังคม และมวลมนุษยชาติ มีสิ่งดีขึ้นมา ให้ใช้อาศัย ให้เป็นไป สังคมมนุษย์ก็จะดี ความเลวร้ายรุนแรงพวกนี้ มันก็จะพ่ายแพ้ ก็ยังเหลือแต่คนหลงตัวเอง ยังติดภพ อยู่ในความไม่ค่อยดี ความไม่เจริญ ส่วนความเจริญที่แท้ มันชนะแล้ว อย่างขาดลอย พวกเราจึงจำเป็น ที่จะต้องทำให้สำเร็จ เป็นจริง ช่วยกันคนละไม้คนละมือ มาเข้าหานัยสำคัญอื่น ที่เป็นเศรษฐกิจโลกุตระ นักแก้ปัญหา มีหน้าที่ต่อคน ประเทศชาติ พยายามทำความเข้าใจให้ดี ว่าอย่าเอาความรวยนั้น มาใส่สมองคนอีกต่อไป น่าจะบอกว่า ไม่ต้องไปรวยหรอก หรือยิ่งอาตมาพูดหนักเลยว่า รวยนั้นมันก็ชั่ว แต่ถ้าไม่กล้าแรง ก็พูดเบาหน่อย อย่าไปเอาคำนี้ไปใช้ เพราะคนมีกิเลส ก็ตั้งเป้าจะรวยทั้งนั้น ก็เกิดการทะเลาะ ฆ่าแกงกัน รวยก็เสริมพลังอัตตา พลังตัวตน มันพังหมด สังคมไม่สงบ อย่าไปเสริม ถ้าเข้าใจแล้ว และเราก็ปฏิบัติอยู่ พาให้เกิดปฏิกิริยา เกิดพฤติกรรมสังคม เข้าทิศทางขึ้นมา มันก็ไปดี ถ้าเผื่อว่า อาตมาไม่มีหน้าที่ ไปรับตำแหน่งทางสังคม ทำอยู่นี่ เอ๊ อาตมาไม่ได้ทำ sideline นะ ช่วยสังคมประเทศชาติ แก้ปัญหามัน เป็นเมนไลน์ ไม่ใช่ไซด์ไลน์ อาตมาทำเต็มที่เลยนะ จริงจัง มีหลักฐาน จะบอกว่าไซด์ไลน์ได้อย่างไร ไม่ว่าจะเป็น พล.ต.อ.สมยศ บอกว่า ผมเป็นตำรวจไซด์ไลน์ ก็น่าเห็นใจนะ พวกตำรวจก็บอกว่า มาพูดดูถูกตำรวจ แล้วทำงานมาให้แก่สังคม ผู้ที่มีลึกๆของจิตตัวเอง ก็มีอย่างนี้ ไม่ได้ศึกษาธรรมะถึงขั้น จิต เจตสิก รูป นิพพาน รู้รายละเอียดของเวทนา สังขาร วิญญาณ จะแจ้งเวทนา 108 สัญญาต่างๆ มีทั้งสัญญาวิปลาส สัญญาที่เป็นพิเศษ ไม่ใช่วิปลาส ก็มีผสมกัน สัญญาที่วิสุทธิ์ วิเศษ วิศิษฏ์ ก็มี ท่านแยกแยะ ขยายความไว้ บริบูรณ์ที่สุด ผู้บริหารประเทศ อาตมาจึงบอกว่า อย่าไปใช้คำว่ามุ่งไปรวย ในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านก็บอกว่า เอาแบบคนจน เราก็ต่อคำตรัสของในหลวง ว่ามาตั้งใจจน เต็มใจจน มุ่งมาจน จนอีหลีอีหลอ จนทำสำเร็จ จนตลอดทุกชาติ จนทุกชาติ จนอะไรกันต่างๆนานา คำอะไรต่างๆนานา เอามาใช้เยอะแยะ จนดีจริงนั้น เป็นคนแรกเลย คุณน้อยร้อยแจ้ง ตอนแรกจะใช้คำว่าจนดี แต่มีคนใช้แล้ว ก็เลยใช้คำว่าจนดีจริง เป็นเบิกฤกษ์เลย ที่เห็นว่าจนนี้ดี ตั้งนามสกุล เกี่ยวกับความจน เดี๋ยวนี้มีการตั้งนามสกุลแบบนี้ หลายนามสกุล ขนาดจนอีหลีอีหลอ ยังเอาไปตั้งเป็นนามสกุล เพราะมันซาบซึ้ง ในความเป็นคนจน เพราะฉะนั้นประเทศไทยนี่แหละ จะเป็นประเทศแรก ในสังคมยุคนี้ ในโลก 200 กว่าประเทศ จะเข้าใจซาบซึ้งในความเป็นคนจน แต่ต้องมีเงื่อนไขชัดเจนว่า ไม่ใช่คนจนที่เละเทะ เป็นความจนที่ไม่ฉลาด ทำแล้ว ก็ไม่ใช่จนดี แต่ต้องเป็นคนจน ที่มีภูมิปัญญาโลกุตระ หากเข้าใจไม่จริง ก็ทำไม่ได้ ทำได้แล้ว ก็ยืนยันได้ ชวนกันมาทำ เพราะฉะนั้น เศรษฐกิจที่ดีที่สุด เป็นเศรษฐกิจที่ต้องมาเป็นคนจน อยู่อย่างคนจนแล้ว มีสังคมอยู่ด้วย ไม่ใช่อยู่อย่างโดดเดี่ยว หากจนแล้ว ก็ไปอยู่โดดเดี่ยว คนเดียว ไปไม่รอดหรอก เดี๋ยวก็ตาย ตายอย่างเขียด ไปไม่รอดหรอก เพราะฉะนั้นจึงมีเงื่อนไขว่า ต้องอยู่กับหมู่กลุ่ม ต้องมีมวลใหญ่ได้ อาตมามั่นใจว่า ใหญ่ได้ โลกในยุคนี้ ต้องการแสวงหา สิ่งประเสริฐ สูงสุด นี่แหละ เป็นทฤษฎีหลัก เป็นความรู้หลัก ที่จะไปสู่สังคมที่ดีที่สุดของโลก แม้แต่เป้าสูงสุด ที่คำว่า สาธารณโภคี มันก็สุดยอดแล้ว แห่งเศรษฐกิจ แห่งเศรษฐศาสตร์ คือสมบัติเป็นส่วนกลาง ของทุกคน ไม่มีใครที่จะยึดถือ แบ่งแยกมรดกอันนี้ออกไปได้ เป็นของส่วนตัวเลย ของส่วนกลาง ก็ไม่มีใครมีสิทธิ์ แล้วก็ไม่มีการให้ใครด้วย ที่จะแบ่งออกจากส่วนกลาง จะเป็นลูกหลานในไส้ อย่างไรก็ไม่ให้ อันนี้เป็นของส่วนกลาง อยู่ไม่ได้ ก็ดิ้นรน ไปจากส่วนกลาง ไปอยู่ข้างนอก ถูกขัดเกลา ให้ไปรู้ความทุกข์ ทรมาน จนสุดท้ายทนไม่ได้ ก็ต้องเข้ามา หรือไปฟอกตัวอยู่ข้างนอก แล้วก็เข้ามาใน อย่างสบายก็มี หรือถูกทางโลก ถีบเข้ามา ขัดด้วยแปรงทองเหลือง รับรองถลอกปอกเปิด เขาจะหักเอากัน ทีนี่ทนได้ก็ทน ทนไม่ไหว ก็ทนพิษบาดแผลไม่ได้ ตายไป ก็ยังดีกว่า ไปถูกข้างนอกเขาเตะหน้า เตะหลัง เหมือนลูกบอล สังคมที่เป็นตัวอย่าง สังคมที่เป็นรูปแบบ เป็นเรื่องของมวลมนุษยชาติ เป็นแล้วนี่ อาตมามั่นใจว่า คนในโลกแสวงหาสิ่งที่ดีที่สุด ทั้งโลก เป็นแต่เพียง ผู้ใดจะมีภูมิธรรม รู้ทัน รู้จริงได้ เสร็จแล้ว ก็จะมา อาตมามั่นใจที่สุดว่า จะไม่มีทางเสื่อมถอย โลกุตรธรรมที่มีรูปธรรมทุกอย่าง พร้อมหมดแล้ว ทั้งรูปและนาม พวกเราเป็นอยู่อย่างนี้ ก็ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นว่า เป็นเรา เป็นของเรา เป็นของส่วนกลาง สาธารณะทั่วโลก ใครจะมาเอา ใครจะมาเป็น ใครจะมามี เป็นลูก เป็นหลาน เป็นเชื้อ เป็นเผ่า เป็นพันธุ์ อยู่ในนี้ด้วยก็ได้ คุณก็ทำตัวเอง มาให้ได้ ถ้าหากว่า เป็นเชื้อพันธุ์นี้ได้ จะเป็นเชื้อชาติ เครื่องพัฒนาชาติพันธุ์ คำว่า ชาติเชื้อ มีความเป็น Continuous แต่ว่าคำว่า เชื้อชาติ เป็น static หยุดแล้ว ถือว่าเต็ม ใน static จะมี status quo ส่วนพลังงานที่จะเสริม Coefficient เป็นstatus quo ก็จะเสริมต่อไปอีก อาตมาก็พยายามบูรณะองคาพยพ อาการ 32นี้ต่อไป พระพุทธเจ้าท่านรู้แจ้งครบ สัตว์โลก อุตุนิยาม พีชนิยาม ความรู้ที่เอามาขยายความ ด้วยความจริงใจ ปรารถนาดี ให้แก่มนุษยชาติ พระพุทธเจ้าท่านมีความรู้ยอด ที่รู้อย่างประเสริฐสุด คือรู้เรื่องมนุษย์ และความเป็นสังคม มนุษย์ที่ดีที่สุด สังคมที่ดีที่สุดยอด นอกนั้นอื่นๆ ท่านก็เก่ง ความรู้ อิทธิปาฏิหาริย์ อาเทสนาปาฏิหารย์ คนไปติดยึด เสียผล ให้คนมามุ่งเอา อนุสาสนีปาฏิหาริย์ ดีกว่า อาตมาก็ใช้ได้แต่ก็เข้าใจแล้ว อิทธิปาฏิหาริย์ อาเทสนาปาฏิหาริย์ นั้นไม่ใช้ ใช้แต่ อนุสาสนีปาฏิหาริย์ เราจะช่วยสังคมโลก คนที่มีสื่อสาร ตอนนี้ไม่ปิดกั้น รับกันได้เร็ว ไม่ว่าที่ไหน มีคุณภาพดีด้วย จะช่วยมาก อัตราความเร็วจะมีเพิ่ม เราก็ถนอมชีวิตไว้ ไม่ช้าไม่นาน จะเห็นสิ่งที่ดีๆ แม้แต่ตัวเรา ก็พยายามพัฒนาตัวเอง ให้ตัวเองมาเป็นมวล มาช่วยเหลือ เป็นตัวจักร เป็นเฟือง เป็นข้อต่อ อะไหล่ ส่วนเครื่องกล เครื่องยนต์ ช่วยกันคนละมุมเหลี่ยม คนละข้อต่อ สิ่งที่จะสมพร้อมดำเนินไปได้ด้วยดี ท่านเรียกว่าสัปปายะ สัปปายะ 4 สถานที่มันก็ต้องมีสถานที่ ไม่ต้องใหญ่ ต้องโต อาตมาว่า ก็ได้ตามบารมี ไปได้ที่น้ำท่วม คนไม่เอา และพยายามอยู่กับน้ำท่วม อยู่ได้ยาก ก็เอาเรือมาเป็นเครื่องช่วย ก็เลยต้องมีหน้าที่สะสม ซ่อมแซมเรือ เจ้าประคุณ อาตมาหมดเงินไปกับเรือ ที่เอาไปประกอบ หมดไปไม่รู้กี่ล้าน ไม่มีใครทำงบดุล หมดไปอย่างไม่รู้ตัว แต่มันจำนน จำเป็นเราไปได้อย่างนั้น ไม่มีบารมีกว่านี้ เปลืองมาก เหนื่อย ไม่ได้ขอความเห็นใจทีเดียว แต่พูดให้ฟัง ตามสัจจะ เสนาสนะสัปปายะ เราก็ไปได้ที่บ้านราช ชื่อเต็มตามทะเบียนว่า หมู่บ้านชุมชนราชธานีอโศก ไปขอตัดคำว่าชุมชนเขาก็ไม่ให้ตัด ขอแล้วขอเลย ตั้งแล้ว ตั้งเลย เป็นภาระจริง อย่างไรอาตมาว่า ก็ต้องทำองค์ประกอบ Landscape ทุกอย่างของพื้นที่ ที่เราจะจัดสรร ให้เป็นประโยชน์ หรือดีไม่ดี ก็เป็นศิลปะ มีสุนทรียศิลป์ เชิญชวนผู้ที่ต้องการรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส แต่ไม่จัดจ้าน ไม่จี๋จ่า พอสมควร ให้คนเข้ามา แต่เราไม่ต้องการให้เขาติด ในสุนทรียะ เราต้องการให้เขาได้สาระ ทุกวันนี้ น่าสงสารคนที่แสวงหา มีรถทัวร์มา เอาเด็กใส่มาทีละ 3 คัน 4 คัน 5 คัน เอามาลง ก็ไม่มีอะไร ให้เด็กเข้าดู ก็น่าสงสาร ผู้ใหญ่ก็ตาม คือต้องติดเครื่องล่อก่อน แล้วให้เขาซึมซับ เอาโอสถแทรกซึม เข้าขุมขนไปเรื่อยๆ แทรกยาเข้าขุมขน คนไม่เข้าใจ ก็จะบอกว่า อย่าไปเอาแบบเล่นเลย เอาแบบแก่นเลย มันก็ยาก จะบอกว่าเปลือง ในลักษณะคนจนก็ใช่ แต่ถ้าลักษณะคนรวยก็ แค่ขนหน้าแข้ง ถ้าจะช่วย เอาขนหน้าแข้งแค่ 2 3 เส้น ก็ได้แล้ว แต่เขาไม่ให้ ก็คิดว่า จะเป็นเสนาสนะสัปปายะ ก็มีบุคคล มีคุณภาพ มีคุณธรรม บุคคลของเรา อัปปมัญญา มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ในจิตจริง มีจิตช่วยเหลือเฟือฟาย ปรารถนาดี เผื่อแผ่กันจริงๆ อาตมามั่นใจว่า สิ่งใดเป็นสัจจธรรม มีเสนาสนดี มีสิ่งอาศัย สุนทรียะเป็นเครื่องอาศัย สาระเป็นเครื่องอาศัย จนเขาเต็มใจ รู้ดีว่าจะต้องมาอยู่กับกลุ่มนี้ เขาก็จะค่อยทยอยเข้ามา เขาได้รับอาหารสัปปายะ เครื่องอาศัยทางตาหูจมูกลิ้นกาย อาหารทางพฤติกรรม ทางความเจริญ ฉลาด ก็จะค่อยๆได้ๆๆๆ เป็นอาหารที่เจริญไปได้เรื่อยๆ เสร็จแล้วอาหารเหล่านั้น ประมวลลงก็เป็นธรรมะ ธรรมะสัปปายะ มีสัปปายะ 4 ครบครัน เราจะขยายสัมประสิทธิ์ ให้เกิดประสิทธิผล ให้เกิดพลังงานที่จะไปสู่ความสำเร็จเพิ่มขึ้นเรียกว่าสัมประสิทธิ์ จะชัดเจน มีพลังงานตามความเป็นจริง มีฤทธิ์อำนาจ มีผลทำให้เกิด เป็นประสิทธิผล เจริญก้าวหน้า จึงเป็นชื่อสัมประสิทธิ์ Coefficient คนที่เข้าใจแสวงหา และศึกษา ก็จะเข้าใจ อาตมาก็จำนน ต้องใช้ภาษาอังกฤษ Coefficient มันก็เข้าใจเพิ่มขึ้น มีคนรับรู้ได้ เข้าใจในสาระ เนื้อแท้ โดยอาศัยพยัญชนะพวกนี้ ก็จะเกิดประโยชน์ขึ้นไปเรื่อยๆ คนที่เขาไม่ศรัทธา หมั่นไส้ ก็ช่วยไม่ได้ แต่ขอร้องเถอะ มันจะเสียประโยชน์ด้วยซ้ำ หากตั้งใจฟังด้วยดี ย่อมเกิดปัญญา แต่ประสิทธิภาพ ได้ประโยชน์ ได้ความดี เพราะฉะนั้น แม้แต่ลักษณะคนจน คือความหมายของคนๆหนึ่ง ที่มีความจน บรรจุอยู่ในคนจน มีประสิทธิภาพ คุณภาพดีมากเท่าไหร่ ก็คือความจริง ในตัวเรา ที่เป็นความจนที่ดี ความจนที่ประเสริฐ ความจนที่วิเศษ ใส่เข้ามา มันตั้งลง เป็นคนจน ก็เป็นอัตโนมัติ เป็นตถตา เป็นคนจนที่มีประสิทธิภาพ ความจนอันประเสริฐ ทำงานด้วยตัวมันเอง ตถตา มันทำงานติดเครื่องยนต์เอง โดยเราไม่ต้องไปสั่งการ เป็นความจริง เป็น axiom ไม่ต้องไปตรวจสอบทดลองอีก เป็นในตัวมันเอง axiom เป็นอัตโนมัติ ทำงานไป เป็นความจริงอันสมบูรณ์ บริบูรณ์ในตัวมันเอง มันทำงานของมันเองเป็น ตถตา นี่คืออาศัยพยัญชนะ อธิบายให้เกิดผลที่แท้จริง จนเป็นความสำเร็จ ประสิทธิผล ภาษาอังกฤษเรียกว่า Effectiveness เกิดประสิทธิผลที่ดีขึ้น เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ คุณมาทำงาน มาศึกษา มาอยู่กับพวกเราได้ ไม่ได้หลอกล่อ อ่อยเหยื่อนะ ดี มี efficiency คือคุ้มค่า ได้ผลคุ้มค่า Effectiveness คุ้มค่า ภาษาอังกฤษ ก็น่าสนใจ ใช้ได้ ภาษาจีน เดี๋ยวนี้เข้ามาเป็นคู่แข่งของภาษาอื่น ถ้าเป็นภาษาของคนส่วนใหญ่ คนจีนตื่นตัว แสวงหา และเขาก็มีภาษาแม่ คนเขามาก เยอะ ก็กระจาย แพร่ แล้วเขาก็พยายาม เจตนาให้อะไรของจีนเผยแพร่ ตามประสา ให้เขากว้าง คนนิยม ไม่เป็นไร อาตมาเป็นเหลน

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน