321029 กำลังพุทธ หยุดภัยผอง (ตอน 4) โดยพ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก .docx
เนื้อหาในไฟล์
321029 กำลังพุทธ หยุดภัยผอง (ตอน 4) โดยพ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก
กำลังพุทธ หยุดภัยผอง (ตอน 4) โดยพ่อท่านโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2532 ณ พุทธสถานสันติอโศก
เจริญอภัย ท่านผู้สนใจในพุทธธรรมอยู่ทั้งหลาย วันนี้อาตมาจะเทศน์เรื่องกำลังพุทธหยุดภัยผองต่ออีกนะ อาตมาเห็นว่า สูตรนี้เป็นสูตรที่จะต้องไขความกันให้ชัดเจน ย้ำแล้วย้ำอีก มุมใดที่จะละเอียดลออพิสดาร ที่จะได้เห็นถึงสภาพจริง อาตมาพยายามที่จะอธิบายมาถึงสภาพความเป็นจริงของพวกเรานี่ว่า เราได้ปฏิบัติธรรมมา มันมีสภาวะรองรับนะ พวกเราเป็นมา เป็นมา เป็นมานี่ มันจะสอดคล้องกับมรรคองค์ 8 สอดคล้องกับโพธิปักขิยธรรม สอดคล้องกับการไปนิพพาน เพราะว่า การไปนิพพานของพระพุทธเจ้านั้นไม่ได้ หมายความว่าหนีโลก การไปนิพพานของพระพุทธเจ้านั้นเหนือโลก อยู่กับโลกเขา ช่วยประชาชนมวลมหาชน เรียกว่า “พหุชนะหิตายะ พหุชนะสุขายะ โลกานุกัมปายะ” (อายะ 3 พตปฎ. เล่ม 10 มหาปรินิพพานสูต ข้อ 107) เป็นผู้ที่ปฏิบัติแล้วบรรลุจริงแล้ว จะเป็นผู้เกื้อกูลอนุเคราะห์โลก สงเคราะห์โลกเขาอย่างจริงๆ แท้ๆ เลย เป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติ ไม่ได้นะหมายความว่าเอาตัวไปปลีกเดี่ยว หลบลี้หนี ไปเป็นผู้หลุดพ้นก็หลุดออกไปจากวงโคจรของสังคม หลุดออกไปจากความเป็นมนุษย์กับโลกกับใครๆ เขา ไปสงบเงียบตุ่ยอยู่เฉยๆ ไม่มีคุณค่าอะไรเลย มันไม่ใช่อย่างนั้น เดี๋ยวนี้ศาสนาพุทธก็ถูกเข้าใจอย่างนั้นไปแล้ว เข้าใจผิดว่าถ้าผู้บรรลุธรรม ผู้หลุดพ้นนี่ก็คือผู้ไม่เอาถ่านกับสังคมนะ ไม่เอาแล้วลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข นอกจากเมื่อไม่เอาลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข แล้ว ดูคล้ายๆ กับว่าเป็นคนไม่รู้เรื่องอะไรกับโลกเขาเลยน่ะ เพราะฉะนั้นผู้ที่ฉลาดในสมัยนี้เขาถึงได้มองว่า เอ๊ะ!ศาสนาแบบนี้มันไม่มีป
อ่านต่อ
ระโยชน์ ไม่มีศาสนาดีกว่าถ้าขืนมีศาสนาแบบนี้ แล้วเขาก็ไม่ได้ปฏิเสธว่าศาสนาพุทธนี่เป็นศาสนาที่มีคุณค่าประโยชน์ ก็ว่าสูงนะ เข้าใจว่ามีปรัชญาก็สูง อะไรสูง หลุดพ้นอะไรต่ออะไร เขาก็เข้าใจความหลุดพ้นไม่ได้ เขาก็นึกว่าหลุดพ้นแล้วจะเป็นอย่างนั้น โอ๊ย! ถ้าเอาเป็นสูงๆ ปรัชญาสูงๆ หรือว่าโดยอุดมการณ์สูงๆ ของพุทธว่าหลุดพ้นแล้วนี่ ถ้าไปเอาปรมัตถ์ด้านระดับหลุดพ้นระดับชั้นสูงเป็นนิพพานอะไรอย่างนี้แล้ว สังคมมันก็อยู่ไม่รอด สังคมก็ล้มเหลว แล้วก็ปล่อยให้สังคมเขา ถ้าเผื่อว่าผู้ที่จะหลุดพ้นออกไปก็คือตัวหลุดพ้นไป สังคมก็ปล่อยให้สังคมเขาเป็นทุกข์ ปล่อยให้สังคมของเขาตีรันฟันแทงแย่งชิงอยู่กันไปอย่างนั้นเอง ผู้หลุดพ้นก็เรียกว่าตัดช่องน้อยแต่พอตัว ออกไปรอด ออกไปอย่างนั้น เสร็จแล้วบรรลุแล้วก็ไปหามุมสงบอยู่ อยู่ป่าอยู่เขาอยู่ถ้ำ หนีไปแต่เดียวดาย รอวันตาย แล้วก็ตายเน่าทิ้งไป เขาเข้าใจศาสนาพุทธแบบนั้นและมีหลายศาสนาหรือมีหลายลัทธิที่มีลักษณะนี้จริงๆ มีลักษณะนี้อยู่ในอินเดียเยอะ เดี๋ยวนี้ยังมีเยอะ แล้วคนเข้าใจง่ายอันนี้ไม่ยาก แต่ศาสนาพระพุทธเจ้านั้นเป็นศาสนาที่วิเศษ เป็นศาสนาที่หลุดพ้นโดย ปรมัตถธรรม กิเลสคืออะไร ความโลภ ความโกรธ ความหลง คืออะไร อ่านจับกิเลสได้ แล้วก็ฆ่ากิเลสหรือว่าลดกิเลสลงไปได้จริงๆ เลย เรียกว่าสงบแล้วก็ไม่เป็นทาสโลกหรือทาสโลกียะจริงๆ ไม่เป็นทาสลาภยศสรรเสริญโลกียสุข อย่างแท้จริง แต่อยู่กับโลกเขา อยู่เหนือ มีฤทธิ์อยู่เหนืออำนาจของลาภยศสรรเสริญโลกียสุข จะยั่วย้อมมอมเมา หรือว่าจะปลุกเร้ายั่วยวนให้เกิดกิเลสไม่ได้อีกเป็นอันขาดเลย ไม่ใช่ว่าไม่เห็นกิเลสแล้วก็ไม่เกิดกิเลส เห็นกิเลส กิเลสยั่วยุยั่วเย้าปลุกเร้าอยู่ด้วยซ้ำ ก็ไม่มีเกิด กิเลสตายสนิทเลย พิสูจน์ยืนยันได้ ท้าทายได้ อยู่ท่ามกลางกิเลสอย่างรุนแรงนี่แหละ แต่กิเลสที่รุนแรงนั้นก็ทำให้ท่านหวั่นไหวไม่ได้ สร้างงานการอยู่ได้ ทำงานการอยู่กับโลกเขา ในระดับโสดาฯ สกิทาฯ อนาคาฯ อรหันต์ ก็ยังทำงานอยู่กับโลกเขา เป็นฆราวาสอยู่ก็มี มาเป็นนักบวชก็มี เป็นฆราวาสจะมีงานในระดับฆราวาส ก็ทำไปที่ไม่ผิดระเบียบไม่ผิดวินัย ส่วนมาเป็นนักบวชแล้วทำได้เท่าที่ทำได้ อันไหนที่ผิดวินัยก็ไม่ทำ อันไหนที่ไม่ผิดวินัยทำได้ก็ทำ เป็นประโยชน์เกื้อกูลมนุษย์โลกเขาอยู่อย่างแท้จริง นี่ศาสนาพุทธเป็นศาสนาอย่างนี้ แล้วหลุดพ้นจริงๆ ด้วย ที่มันจริงก็ตรงที่ว่า ก็เห็นอยู่ทนโท่เลยว่านี่กิเลส นี่กระทบสัมผัสยั่วยุยั่วย้อมอยู่ ยังไงก็นิ่ง มั่นคง แน่นอน ถาวร ไม่หวั่นไหว ไม่เปลี่ยนแปลงเลย ไม่ใช่ไม่รู้ รู้เจ้า แล้วอยู่เหนือเจ้า เจ้ามาทำให้เราเกิดกิเลสไม่ได้จริงๆ เลย นี่มันพิสูจน์ยืนยันว่า หลุดพ้นที่ชัดเจน ส่วนพวกหนีไป ไม่ถูกกิเลสมันยั่วยุเลย ไม่เห็นกิเลสด้วย ไปกดไปข่มเอาไว้ หรือว่าวิ่งหนีไปแล้วมันไม่เกิดกิเลส มันจะไปเก่งอะไรอย่างนั้น ถ้ามันเจอกิเลสเข้ายั่วยุมากๆ เข้าหน่อย ทนไม่ได้ จะหวั่นไหวหรือไม่หวั่นไหว ยังไม่รู้ตัวเองเลย ยังไม่แน่ใจเลย อย่างนี้มันถึงไม่พิสูจน์จริง แต่นี่พิสูจน์จริงเลยว่า กิเลสจะยั่วยุ ยั่วเย้า ปลุกเร้า กระแทกกระทั้นอยู่ยังไง ก็นิ่งสงบอยู่ได้ กิเลสไม่เกิดจริงๆ เลย มีญาณปัญญา มีความแข็งแรงของจิต มีความแข็งแรงของจิตวิญญาณที่ไม่แปรปรวนจริงๆ มีปัญญาที่ชาญฉลาด ที่รู้เลยว่าไม่ต้องเป็นทาสอีก ไม่ต้องไปหลงใหลอีก ปัญญามันจบ ปัญญาหรือญาณความรู้มันรู้จบเลยว่า จะไปเป็นทาสอีก จะไปเป็นรสเสพย์ ไปเป็นอะไรอีกแบบโลกๆ นั้น มันก็ไอ้คนที่อยู่เป็นทาสของโลกอยู่นั่นเอง มันเป็นเรื่องจริงอย่างนั้นน่ะ สูตรนี้พระพุทธเจ้าสรุปลงไว้ อาตมาเห็นว่าท่านสรุปลงไว้สั้นย่อ แต่กินความ โอ้โห! สมบูรณ์จริงๆ “พลสูตร” นะ ในพระไตรปิฎก เล่ม 23 ข้อ 209 นะ อาตมาจะอ่านให้ฟังหมดเลย สูตรไม่ยาวนะ สูตรนี้ไม่ยาวเลยนะ เพราะว่าอังคุตรนิกาย ไม่ใช่ฑีฆนิกาย ไม่ยาว สูตรนี้ ฑีฆะแปลว่ายาว นี่เป็นไม่ใช่ขุททกนิกายด้วย ไม่ใช่ฑีฆนิกาย ขุททกนิกายนั่นสั้นน่ะ อันนี้ก็สั้น ไม่ยาวนัก
พลสูตร หมายเหตุ ภาคผนวก พลสูตร เนื้อความเต็มในพระไตรปิฎก ( พ่อครูอ่านพระไตรปิฎกและอธิบายขยายเสริมเป็นช่วงเป็นตอน) ดูกรภิกษุทั้งหลาย กำลัง เมื่อกี้ก็พูดแล้วนะว่า "กำลังพุทธ หยุดภัยผอง" นะ (พ่อครูอ่านต่อ) กำลัง 4 ประการนี้ 4 ประการเป็นไฉน คือ กำลังคือปัญญา 1 กำลังคือความเพียร 1 กำลังคือการงานอันไม่มีโทษ 1 กำลังคือการสงเคราะห์ 1 ดูกรภิกษุทั้งหลายก็กำลังคือปัญญาเป็นไฉน ธรรมเหล่าใดเป็นกุศลนับว่าเป็นกุศล ธรรมเหล่าใดเป็นอกุศลนับว่าเป็นอกุศล ธรรมเหล่าใดมีโทษนับว่ามีโทษ ธรรมเหล่าใดไม่มีโทษนับว่าไม่มีโทษ ธรรมเหล่าใดดำนับว่าดำ ธรรมเหล่าใดขาวนับว่าขาว ธรรมเหล่าใดไม่ควรเสพย์นับว่าไม่ควรเสพย์ ธรรมเหล่าใดควรเสพย์นับว่าควรเสพย์ ธรรมเหล่าใดไม่สามารถทำความเป็นพระอริยะนับว่าไม่สามารถทำความเป็นพระอริยะ ธรรมเหล่าใดสามารถทำความเป็นพระอริยะนับว่าสามารถทำความเป็นพระอริยะ ธรรมเหล่านั้นเป็นธรรมอันบุคคลเห็นแจ้ง ประพฤติได้ด้วยปัญญานี้ เรียกว่ากำลังคือปัญญา เมื่อวานนี้อาตมาก็ได้อธิบายแล้ววันก่อนๆ นี้ อาตมาได้อธิบายไว้แล้ว แล้วก็ชื่อนี้แหละตั้งชื่อไว้ว่าอย่างนี้แหละ ใครอยากจะหาเท็ปเดิมๆ มาฟังเพื่อที่จะได้ฟังรายละเอียดอีกมากมายหลากหลาย ก็เชิญไปติดตามเอาน่ะ ชื่อเท็ป"กำลังพุทธหยุดภัยผอง" นี่แหละ เอ้า! ทีนี้ต่อ (พ่อครูอ่านต่อ) ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็กำลัง คือ ความเพียรเป็นไฉน ธรรมเหล่าใดเป็นอกุศล นับว่าเป็นอกุศล ธรรมเหล่าใดมีโทษ นับว่ามีโทษ ธรรมเหล่าใดดำนับว่าดำ ธรรมเหล่าใดไม่ควรเสพ นับว่าไม่ควรเสพ ธรรมเหล่าใดไม่สามารถทำความเป็นพระอริยะ นับว่าไม่สามารถทำความเป็นพระอริยะ บุคคลยังฉันทะให้เกิด พยายามปรารภความเพียร ประคองจิต ตั้งจิตไว้ เพื่อละธรรมเหล่านั้น ทีนี้ ธรรมเหล่าใดเป็นกุศล (พ่อครูอ่านต่อ) ธรรมเหล่าใดเป็นกุศล นับว่าเป็นกุศล ธรรมเหล่าใดไม่มีโทษ นับว่าไม่มีโทษ ธรรมเหล่าใดขาว นับว่าขาว ธรรมเหล่าใดควรเสพ นับว่าควรเสพ ธรรมเหล่าใดสามารถทำความเป็นพระอริยะ นับว่าสามารถทำความเป็นพระอริยะ บุคคลย่อมยังฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิต ตั้งจิตไว้ เพื่อได้ธรรมเหล่านั้น นี้เรียกว่ากำลัง คือ ความเพียร ฯ สรุปแล้วความเพียรก็คือ รู้ว่าอะไรไม่ควร ไม่ดี เป็นอกุศล พยายามตั้งจิต ประคองจิตเพื่อให้ละ ส่วนสิ่งที่ดีพยายามตั้งจิต ประคองจิต เพื่อที่จะให้บรรลุหรือได้สิ่งที่ดีนั้น นี่เรียกว่าความเพียรหรือเรียกว่าความเพียรที่มีกำลัง อาตมาได้อธิบายมาหลายแง่แล้ว เดี๋ยวค่อยฟังต่อ (พ่อครูอ่านต่อ) ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็กำลัง คือ การงานอันไม่มีโทษเป็นไฉน อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ประกอบด้วยกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม อันหาโทษมิได้ นี้เรียกว่ากำลัง คือ การงานอันไม่มีโทษ ฯ ที่จริงอันนี้จะต้องอธิบายมากๆ แต่พระพุทธเจ้าสรุปไว้สั้นจู๋กว่าเพื่อนเลย จบแล้วแค่นี้เอง อ่านให้ฟังนิดเดียว 3 บรรทัดน่ะ เรื่องการงานอันไม่มีโทษ ที่จริงเป็นเรื่องที่จะต้องอธิบายเลยว่า เป็นเรื่องของมนุษย์ เป็นเรื่องของชีวิตเลย การงานนี่เรื่องของชีวิต มีปัญญา มีความเพียร ก็มาช่วยทำการงาน ทำการงานไปทำไม ทำการงานก็เพื่อไปสงเคราะห์ เพราะฉะนั้นลักษณะสงเคราะห์จะให้คนอื่นเขาไป สงเคราะห์จะให้คนอื่นเขาไป ทำทานไปแจกไปจ่ายก็ได้ แต่สร้างสรรให้เกิดการงาน ให้เกิดผลผลิตนี่สิ ไอ้ตัวนี้คือตัวเนื้อของคน ตัวเนื้อของชีวิต บุคคลทุกคนน่ะ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ อาตมาอธิบายมาก ส่วนพระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้สั้นง่าย แต่อาตมาขยายความได้มากน่ะ (พ่อครูอ่านต่อ) ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็กำลัง คือ การสงเคราะห์เป็นไฉน สังคหวัตถุ ๔ ประการนี้ คือ ทาน ๑ เปยยวัชชะ ๑ อัตถจริยา ๑ สมานัตตตา ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมทานเลิศกว่าทานทั้งหลาย นี่เรื่องของทาน ท่านก็สรุปเลยว่า ธรรมทานนี่เลิศกว่าทานทั้งหลาย (พ่อครูอ่านต่อ) การแสดงธรรมบ่อยๆ แก่บุคคลผู้ต้องการ ผู้เงี่ยโสตลงสดับนี้เลิศกว่าพูดถ้อยคำอันเป็นที่รัก อาตมาทำถูกแล้วนะ อาตมาทำแสดงธรรมบ่อยๆ แล้วดุบ่อยๆ ด่าบ่อยๆ ด่าให้พวกคุณดื่มได้ด้วยนะ อันนี้เลิศกว่าการพูดถ้อยคำอันเป็นที่รักคือการพูดอ่อนหวาน พูดไพเราะ เรียกว่าปิยวาจา นี่คือเปยยวัชชะ (พ่อครูอ่านต่อ) การชักชวนคนผู้ไม่มีศรัทธาให้ตั้งมั่นดำรงอยู่ในศรัทธาสัมปทา ชักชวนผู้ทุศีลให้ตั้งมั่นดำรงอยู่ในศีลสัมปทา ชักชวนผู้ตระหนี่ให้ตั้งมั่นดำรงอยู่ในจาคสัมปทา ชักชวนผู้มีปัญญาทรามให้ตั้งมั่นดำรงอยู่ในปัญญาสัมปทา นี้เลิศกว่าการประพฤติประโยชน์ทั้งหลาย เพราะฉะนั้นใครจะไปทำประโยชน์อะไร 108 ในโลกนี้นะ จะไปอะไรก็แล้วแต่เถอะ จะไปสร้างอะไร ไปทำอะไรที่เป็นประโยชน์ นึกว่าเป็นประโยชน์ในสังคมน่ะ พระพุทธเจ้าท่านสรุปว่า คนที่ทำประโยชน์ที่เลิศกว่าประโยชน์ทั้งหลาย มีความประพฤติหรือกระทำให้คนได้เกิด ชักชวนให้เกิดศรัทธาสัมปทา ศีลสัมปทา จาคะสัมปทา ปัญญาสัมปทา ได้นี่แหละเลิศกว่าจริยาหรือความประพฤติ หรือการกระทำประจำชีวิตอยู่ทั้งหลาย เพราะฉะนั้นคนมาทำงานนี้ มาทำพฤติกรรมอันนี้นี่ เลิศกว่าทำงานอะไรอื่น ขอให้มันทำให้ได้ผลแล้วกันนะ ถ้าทำไม่ได้ผล มันก็สู้เขาไม่ได้ ทีนี้อันสุดท้าย (พ่อครูอ่านต่อ) พระโสดาบันมีตนเสมอกับพระโสดาบัน พระสกทาคามีมีตนเสมอกับพระสกทาคามี พระอนาคามีมีตนเสมอกับพระอนาคามี พระอรหันต์มีตนเสมอกับพระอรหันต์ นี้เลิศกว่าความมีตนเสมอทั้งหลาย อันนี้ก็ถ้าไม่อธิบายกันดีๆ เข้าใจไม่ดีนะ ฟังไม่รู้เรื่องเหมือนกันใช่ไหม พระโสดาบันมีตนเสมอพระโสดาบัน พระสกิทาคามีมีตนเสมอพระสกิทาคามี พระอนาคามีมีตนเสมอพระอนาคามี พระอรหันต์มีตนเสมอพระอรหันต์ นี้เลิศกว่าความมีตนเสมอทั้งหลาย อาตมาได้อธิบายให้ฟังไปแล้ว เดี๋ยวจะอธิบายใหม่ ต่ออีกน่ะเดี๋ยวค่อยว่ากัน (พ่อครูอ่านต่อ) นี้เลิศกว่าความมีตนเสมอทั้งหลาย นี้เรียกว่ากำลัง คือ การสงเคราะห์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย กำลัง ๔ ประการนี้แล ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลายอริยสาวกผู้ประกอบด้วยกำลัง 4 ประการ นี้แล เพราะฉะนั้นผู้ที่มีกำลัง 4 ประการนี้เรียกว่า อริยสาวก ผู้ประกอบด้วย กำลัง 4 ประการนี้แล (พ่อครูอ่านต่อ) ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ประกอบด้วยกำลัง ๔ ประการนี้แล ย่อมก้าวล่วงภัย ๕ ประการ ภัย ๕ ประการเป็นไฉน คือ อาชีวิตภัย ๑ อสิโลกภัย ๑ ปริสสารัชภัย ๑ มรณภัย ๑ ทุคติภัย ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกนั้นแลพิจารณาเห็นดังนี้ว่า เราไม่กลัวต่อภัยอันเนื่องด้วยชีวิต ไฉนเราจักกลัวต่อภัยอันเนื่องด้วยชีวิตเล่า เรามีกำลัง ๔ ประการ คือ กำลังปัญญา กำลังความเพียร กำลังการงานอันไม่มีโทษ กำลังการสงเคราะห์ คนที่มีปัญญาทรามแล จึงกลัวต่อภัยอันเนื่องด้วยชีวิต คนเกียจคร้านจึงกลัวต่อภัยอันเนื่องด้วยชีวิต คือ กลัวต่อภัยอันเนื่องด้วยชีวิตเพราะการงานทางกาย ทางวาจาและทางใจที่มีโทษ คนที่ไม่สงเคราะห์ใครก็กลัวต่อภัยอันเนื่องด้วยชีวิต เราไม่กลัวต่อภัย คือ การติเตียน ฯลฯ
นะ ภัยมี 5 อย่างก็คือ 1. เนื่องด้วยชีวิต ก็คืออาชีวิตภัย 2. ภัยคือการติเตียน คืออาสิโลกภัย 3. ภัยคือการสะทกสะท้านในบริษัท คือปริสารัชภัย 4. ภัยคือความตาย คือมรณภัย 5. ภัยคือการลงนรก หรือการดำเนินไปสู่ที่ตกต่ำเรียกว่าทุคติภัย ภัย 5 ประการนี้ เมื่อกี้ท่านอธิบายอันต้น อันหลังอีก 4 ข้อ ไม่ว่าจะเป็นภัยเพราะกลัวความการติเตียน หรือภัยเพราะการสะทกสะท้านในบริษัท หรือภัยเพราะกลัวความตาย ภัยเพราะกลัวจะตกนรกอะไรนี่ก็ตาม ผู้นั้นๆ จะหายกลัวทั้งหมดทั้งมวลนี้ เพราะมีกำลัง 4 ประการ ท่านก็ขยายความเหมือนกัน ก็ในเมื่อเราเอง เรามีกำลังปัญญา มีกำลังความเพียร มีกำลังแห่งการงานอันไม่มีโทษ มีกำลังในการสงเคราะห์ เรื่องอะไรเราจะกลัวภัยคือการติเตียน อื่นก็เหมือนกัน เรื่องอะไรเราจะกลัวภัยคือความสะทกสะท้านในบริษัท เรื่องอะไรเราจะกลัวภัยในเรื่องของการตาย ความตายเรื่องอะไร เราจะกลัวตกนรก เพราะเรามีกำลังปัญญา มีกำลังความเพียร มีกำลังการงานอันไม่มีโทษ มีกำลังในการสงเคราะห์ หรือในการบริจาค การทาน การให้ เราจะไปกลัวอะไร คนแบบนี้มันจะไม่กลัวภัย มันจะไม่เห็นว่าเป็นภัยเป็นโทษ เพราะว่า เรามีปัญญาเพียงพอด้วยไม่ใช่ปัญญาทราม ปัญญารู้ว่าอะไรเป็นโทษ ก็เราไม่ทำแล้วนี่ ก็ปัญญา ท่านก็บอกแล้วว่า ปัญญาคืออะไร กำลังปัญญาคือความรู้ว่าอะไรมีโทษ อะไรไม่มีโทษ อะไรดี อะไรไม่ดี คือกุศล อกุศล อะไรดำ อะไรขาว อะไรที่จะทำให้เป็นกุศล หรือ อกุศล หรืออะไรที่พาให้ไปสู่ความเป็นพระอริยะ หรืออะไรที่มันไม่พาไปสู่ความเป็นพระอริยะ มันมีปัญญารู้อย่างแท้จริง แล้วมีกำลังความเพียร ที่เพียรทำได้ด้วย ทำสำเร็จด้วย เพราะว่าการงานในของมนุษย์ มันมีการงานอยู่ 2 อย่าง อาตมาได้อธิบายแล้วนะ อธิบายถัวไปหมดเลยนะ ใครจะจดภาษาบาลีบ้างก็ได้นะ กำลังการเพียรนี่เขาเรียกว่าปัญญาพลัง พละนี่แหละแปลว่ากำลัง ปัญญาพลัง กำลังแห่งความเพียรก็คือวิริยะพลัง ปัญญาพลัง วิริยะพลัง กำลังแห่งการงานไม่มีโทษท่านเรียกว่า อนวัชชะ อนวัชชะพลัง อนวัชชะ ตัว ช 2 ตัว อนวัชชะพลัง พลังแห่งการสงเคราะห์ก็คือสังคหพลัง พลังแห่งการสงเคราะห์นี่บอกภาษาบาลีไว้ ใครจะจด ปัญญาพลัง วิริยะพลัง อนวัชชะพลัง สังคหพลัง 4 ตัว ทีนี้อธิบายถัวไปเลย เมื่อกี้มาพูดถึงการงาน อาตมาบอกแล้วเรื่องการงานนี่ เรื่องกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม นี่เป็นตัวหลักของมนุษย์ชีวิตมนุษย์ ก็คือตัวกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม นี่แหละ กรรม 3 นี่แหละ อาตมาก็เคยแปลแล้วว่าชีวิตคืออะไร ชีวิตคือกรรม 3 กรรม 3 ที่เป็นกุศลนั่นแหละ เป็นผู้ที่มีชีวิตอันประเสริฐ ถ้ากรรม 3 ไม่เป็นกุศลกรรม 3 ไม่ประเสริฐ ผู้นั้นก็มีชีวิตไม่ประเสริฐ มีชีวิตตกต่ำ เพราะฉะนั้น เราจะต้องมาเรียนรู้กุศล หรือมาเรียนรู้กรรม 3 ที่ดีงามให้ได้ กรรมหรือการงานอันเดียวกัน เพราะฉะนั้นการงานที่จะไม่มีโทษก็คือการงานกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ที่จะต้องมีปัญญาเป็นตัวชี้บ่ง เป็นตัวคัดเลือก เป็นตัวตัดสินอย่างไม่สงสัย อย่างไม่ลังเล แล้วเป็นสัมมาทิฐิ เป็นตัวถูกต้อง ถูกทาง เป็นตัวสัมมาญาณ เป็นตัวญาณหรือปัญญา ที่ต้องชัดเจนจริงจัง ซึ่งจะไปบังคับไม่ได้ บังคับปัญญา บังคับความเห็นไม่ได้ ต้องมาศึกษา แล้วพิสูจน์ อาตมาเคยยกตัวอย่างบ่อยๆ เลยนะว่า เราเคยเข้าใจผิดว่า เรามีชีวิตเป็นสุข แบบโลกียสุขนี่แหละมันประเสริฐ ได้เสพย์สุขก็ว่าอร่อย ได้เสพย์สุขก็ว่าเป็นชีวิตชีวา ที่แท้น่ะมันนรก บอกว่าชีวิตชีวา ชีวิตชีวาที่แท้มันนรก มันลงนรก โดยเป็นสวรรค์ลวง สวรรค์หอห้อ สวรรค์หลอก บางคนไปสูบผิ่น โอย!ชื่นใจ เบิกบาน ร่าเริง ได้สูบฝิ่น บางคนไปได้ตีหัวหมาด่าแม่เจ๊ก ก็โอย! มันดี วันนี้นอนหลับน่ะ ได้ตีหัวหมาด่าแม่เจ๊ก บางคนได้ไปกินเหล้าว่าสบาย ขึ้นสวรรค์หอห้อ บางคนได้ไปเล่นการพนัน โอ๊ย! สบายหอห้อ อะไรแล้วแต่ นี่พูดชัดๆ พูดไอ้ที่มันชัดเสียก่อน คือพวกอบายมุข คนที่ได้ไปทำอบายมุขอะไรก็แล้วแต่ แล้วเขาก็ว่าเขาสุข เขาก็ว่าเขาขึ้นสวรรค์หอห้อ แต่ก่อนเราก็เคยหลงในสิ่งที่เราติด ใช่ไหม เราติดอะไร เราก็ว่าเราได้เสพย์ติด เราได้เสพย์ได้สมใจอันนั้น เราก็ว่าเราขึ้นสวรรค์ เป็นสุข มันเข้าใจผิดอย่างนี้ ทีนี้เรามาศึกษาธรรมะแล้ว เอ๊! ไอ้สิ่งอย่างนี้มันเป็นกิเลส มันเป็นความโง่ มันเป็นสิ่งที่ไม่น่าได้ ไม่น่ามี ไม่น่าเป็น ไม่น่าไปเสพย์ ไม่ใช่ของควรเสพย์ ซึ่งแต่ก่อนเราไม่รู้ เพราะฉะนั้น ปัญญาจะมาวิจัย มาเรียนธรรมะแล้วจะวิเคราะห์วิจัยออกว่า อ๋อ! อันนี้ไม่ควรเสพย์ เหมือนอย่างท่านบอกไว้แล้วในนี้ อันใดที่นับว่าไม่ควรเสพย์ อันใดที่ควรเสพย์ ก็ต้องรู้ อันใดนับว่าไม่ควรเสพย์ก็ต้องพยายามที่จะมีฉันทะ มีความเพียร ประคองจิตไว้ ตั้งจิตไว้ เพื่อละ ละสิ่งที่ไม่ควรเสพย์ ขนาดรู้แล้วยังจะต้องมาเพียรละเลย เพียรละจนได้มีกำลังความเพียรจึงจะละได้ เมื่อละได้การปฏิบัติธรรมก็คือการงาน การทำการงานจริงๆ นี่ การงานกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม นี่ ประกอบการงานอันนั้นอันนี้ ตั้งแต่ทั้งคิด ทั้งพูด ทั้งการกระทำลงมือ มีฝีมือประกอบการเลย ก็คือการงาน และอาตมาก็เคยอธิบายให้ฟังว่า การสัมผัสกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม สัมผัสด้วยตา หู จมูก ลิ้น กาย นี่แหละ แล้วมันจะก่อเกิดกิเลส ก่อเกิดความเห็นแก่ตัว ก่อเกิดความเสพย์ก็ตาม ก่อเกิดความหลงผิด แล้วก็ไปติดไปเสพย์ หรือว่าไปสั่งสมก็ตาม เมื่อมาเรียนรู้แล้วเราก็ได้พิสูจน์ ได้เลิกละ มาเป็นการงานอันไม่มีโทษ เพราะได้ละกิเลสนั่น 1 ละ 2 ประกอบการงานนั้นก็เป็นการงานที่ถูกตามเศรษฐศาสตร์ ตามเศรษฐกิจของสังคม ไม่ใช่การงานมีโทษ เช่นเรามาทำการงานสูง มาเป็นนักบวชอย่างนี้ เป็นการงานที่ไม่แย่งชิงลาภยศใคร ไปทำการงานไม่แลกเงินแลกทอง เทศน์ก็ไม่เอาเงิน บรรยายก็ไม่เอาเงิน มันบริสุทธิ์ดีหยอก ใครเทศน์เอาเงินอยู่นี่นะ แหม! อาตมาว่า มันเสียวสันหลังวาบๆ เลยนะ ยิ่งบอกว่า จะนิมนต์ไปเทศน์หรือ ฮึ! ค่ากัณฑ์เทศน์ มี minimum charge แน่ะ หมายความว่า เทศน์จะต้องตั้งไว้ก่อนเลยนะว่า ขั้นต่ำเท่าไหร่นะ เรียกว่า minimum charge เช่น ถ้าไม่ 2 พันขึ้นไป ไม่ไปล่ะ เทศน์รายไหนก็แล้วแต่ บางองค์ได้ข่าวว่านะ อาตมาได้ข่าวว่ามีนะ ฮึ! องค์นี้หรือ อย่างต่ำต้อง 2 พันนะ ท่านถึงจะไป มีกำหนด minimum charge ไว้ก่อนเลย (หัวเราะ) ส่วน maximum charge นั้น infinity คือเรียกว่าถ้าจะให้มากกว่านั้นแล้วนี่ไม่มีกำหนด กี่ล้านก็ไม่ว่า เท่าไหร่ก็เอา อย่าต่ำกว่านี้แล้วกันน่ะ ไอ้แบบนี้ก็ยิ่งแย่ใหญ่เลยนะ ยิ่งแย่ใหญ่เลย คนโลกเขาทำ ใช่ไหม แล้วคนมาทางธรรม มาทำด้วย ไอ๊หยา! อาตมาว่าแบบนี้ไม่มีที่พึ่งแล้วแบบนี้ มันเหลือกินเหลือเกณฑ์ อาตมาพูดอย่างนี้แหละ มันก็ไปชนคนที่เขาเป็นอย่างนี้ แล้วก็หาว่าอาตมาไปด่าเขานะ แล้วน่าด่าไหม อาตมาไม่ได้ด่านะ อาตมาถาม แล้วอาตมาพูดไปก็ไม่ได้ด่านะ เมื่อกี้นี่ แต่เขาเหมือนถูกด่า เพราะเขาทำสิ่งที่มันไม่น่าทำ ใช่ไหม เขาทำสิ่งที่มันไม่น่าทำ อาตมาพูดแค่นี้ มันก็ไปถูกคนที่เขาเป็นอย่างนี้ ในจำนวนเท่านี้ จะมีกี่คนที่เป็นอย่างนี้ก็ถูกไปแล้ว เขาก็ร้อนตัว อาตมาพูด อย่าว่าแต่พูด เทศน์นี่นะ เอาค่าเทศน์เลย อาตมาพูดว่าพระไม่ควรใช้เงิน พระไม่ควรมีเงิน ก็วินัยบอกไว้หมดแล้ว ซื้อก็ไม่ได้ ขายก็ไม่ได้ สะสมก็ไม่ได้นะ เพราะอาตมาพูดอย่างนี้ล่ะ พระสะสมเงินโดนอีกแล้ว เยอะด้วย ด่าพระทั้งบ้านทั้งเมือง เอ้า! ทั้งบ้านทั้งเมืองเป็นอย่างนั้นเหรอ ก็มันทั้งบ้านทั้งเมืองเป็นอย่างนั้น มันก็เลยโดนไปนะสิ อาตมาไม่ได้รู้ด้วยซ้ำไปว่าพระองค์ไหนเป็นอย่างนี้ อาตมาไม่ได้ไปนับเลยว่ามาก แต่ก็พอรู้แล้วว่ามีมากนะ ก็พอรู้ว่ามีมาก มันก็เลยโดนว่า อาตมาไปด่าเขา ดูซิพระองค์นี้เที่ยวได้ด่าเขาไปทั่วบ้านทั่วเมือง แหม! อาตมาด่าอยู่ที่นี่นะ ไปถูกทั่วบ้านทั่วเมืองเอง ก็พระทั่วบ้านทั่วเมืองอยากทำผิดวินัยทำไม ผิดศีลผิดวินัยก็โดนเอง มันก็เลี่ยงไม่ออก ไม่รู้จะทำยังไง เขาก็พยายามที่จะไม่ให้อาตมาพูด แหม! มันไม่ได้เสียด้วยนะ อาตมาปิดปากอาตมาไม่อยู่ อาตมาก็พูดล่ะนะ สรุปที่พูดยกตัวอย่างประกอบพวกนี้ คุณฟังขึ้นฟังง่าย เมื่อคนใดมีปัญญาก็รู้ว่าสิ่งใดมีโทษ สิ่งใดไม่ถูกต้อง สิ่งใดไม่ควรเสพย์ เอ๊อะ! เราอย่าทำเลย กรรมกิริยาอย่างนี้ อัตถจริยาหรือความประพฤติกายกรรม วจีกรรมนี่ สะสมเงินนี่ มันก็เป็นกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม เหมือนกัน อย่าทำเลย เราจะรู้ด้วยปัญญา แล้วเราก็มามีความเพียร เพียรเลิกละอย่างนี้ได้ เมื่อเลิกละได้ก็เป็นการงานที่ละสิ่งชั่ว เป็นการงานที่บำเพ็ญสิ่งเจริญ สิ่งประเสริฐให้แก่ตนเอง จึงเรียกว่าเป็นผู้ที่มีกำลังแห่งการงาน ไม่มีโทษซ้อนอยู่ เป็นกำลังความเพียรที่ซ้อนอยู่ และก็เป็นกำลังปัญญาที่รู้ชัดเจน นี่อาตมาต้องพูดที่สูงให้ฟังก่อนนะ พูดในระดับของนักบวช แล้วคุณจะเห็นชัดกว่าจะรู้อย่างนี้นี่ นักบวชจริงๆ ก็ได้รู้อย่างนี้ กว้างเหมือนกัน แต่เขาไม่ทำ ที่ไม่รู้อย่างนี้ก็มี เอ๊ย! พระก็มีเงินมีทองเป็นธรรมดา ฝากแบ็งค์ไว้จะเป็นไร ไม่ได้ไปโกหกหลอกลวงเอาใคร เขามาให้เอง หรือไม่ก็ชักชี้ชวนเขา บางทีก็พูดให้เขาศรัทธาในการที่จะทำทาน เขาก็ทำนี่ แล้วก็ควรจะทำกับอาตมานะ เขาก็ว่ากันไป เขาก็เชื่อเองว่าไป มันก็ยิ่งประเภทเหมือนกับไปประชดประชัน ไปเสียดสีเขา พูดไปที่จริงก็ไม่ได้เสียดสีอะไรหรอก อาตมาพูดให้มันสนุกๆ บ้างล่ะนะ สรุปแล้วปัญญามันจะลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆ ปัญญาของในระดับฐานะของนักบวชก็มีอย่างนี้เป็นต้นนะ เป็นตัวอย่าง มันมีมากกว่านี่ ถ้าจะพูดแล้ว โอ้โห! 7 วันก็ยังไม่หมด ใช่ไหม ถ้าจะพูดกันแล้วก็ ยิ่งสมัยนี้ ยิ่งมีเรื่องให้พูดเยอะ โอ๋ย! นานาสารพัดวิธี ใช่ไหม โอ๊ย! มากมายหลากหลาย พูดไปก็ได้นะ เอาละก็พอเข้าใจ ทีนี้มาถึงฐานของฆราวาสเราบ้าง แต่ก่อนเราก็ไม่รู้นะ แต่ก่อนเรารู้แต่ว่าไปทำงาน เรียนหนังสือหนังหา หรือว่าพยายามสร้างความสามารถ มีฝีมือความรู้ เพื่อจะไปผลิต ผลิตแล้วจะขายแพงๆ จะให้ได้เงินตอบแทนมามากๆ เอาเปรียบเอารัดเขาให้ได้มากๆ จนเรียกว่าเป็นคนทำนาบนหลังคนนั่นแหละ ขูดรีดให้ได้มากๆ เขายอมซื้อเอง เขามานิยมของของฉันเอง ของของฉันมันดี ฉันตั้งราคาแพงเท่าไหร่เขาก็ซื้อ ฉันก็ยิ่งดีใจ ของของฉันขายแพงขึ้น เขาก็ยิ่งซื้อ ฉันก็ยิ่งเพิ่มราคา ฉันก็ยิ่งได้เปรียบมากๆๆๆๆ แล้วยินดีตลอดกาลนาน ไม่เคยคิด ไม่เคยได้ยินมาเลยว่า ไอ้ไปเอาเปรียบเขามามากเท่าไหร่ มันยิ่งบาป ยิ่งตกนรก ยิ่งเป็นความเลว ไม่ได้เป็นคุณค่า ยิ่งหมดคุณหมดค่าหากยิ่งไปขูดรีด ยิ่งไปสูบเลือดคนอื่นเขามามากเท่านั้นๆ แต่ก่อนไม่เคยได้ยินที่พูดอย่างนี้ เราก็ทำอยู่เป็นปกติ นึกว่าสุจริตใช่ไหม นึกว่าเป็นการงานไม่มีโทษ นึกว่าเป็นการงานสุจริต คุณก็ทำกันอย่างนี้มา อาตมาก็เคย พวกคุณก็เคยกันมาทุกคนแหละ น้อยมากก็แล้วแต่ มีแต่จะขึ้นราคา แล้วเขาไม่ซื้อก็เลยขึ้นไม่ได้เท่านั้นแหละ ลองขึ้นได้ พ่อขึ้นทั้งนั้นแหละ ใช่ไหม หรือขึ้นราคาค่าตัว หรือเขาเพิ่มเงินเดือนให้มากๆ เท่าไหร่ก็ยินดี ยินดีจะได้เปรียบ เท่าไหร่ไม่ว่า ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าบางคนน่ะ ไม่ใช่ เช้าชามเย็นชามหรอก มีแต่ทั้งเช้าทั้งเย็นชามเดียว เช้าชามเย็นชามนั่น 2 ชามนะ ยังทำงานให้เขามากขึ้นมาบ้าง นี่มันเช้าเย็นชามเดียวด้วยก็แย่ละซี แล้วเงินเดือนก็จะเอาแพงๆ เอามากๆ แล้วดีใจด้วยนะ ฉันไม่ได้ทำอะไรมากมาย คนอื่นเขามาทำแทนหมด ชึ้นิ้วคนนั้นคนนี้ก็ทำ คนนั้นคนนี้ทำ มันไม่ทำ ดุเอามันด้วย เสร็จแล้วฉันก็ไม่ทำ ฉันก็เอาเงินเดือนเพิ่มขึ้นๆ ดีไม่ดีเอาเวลาไปตีกอล์ฟแน่ะ นี่ไม่ได้ว่าใครนะ เอาเวลาไปตีกอล์ฟ เอ้า! ลูกน้องทำไป เงินเดือนขอ 2 ขั้นให้เขา อะไรอย่างนี้เป็นต้น คนไหนมันทำให้เรามาก ขอให้มัน 2 ขั้นอะไรอย่างนี้ เป็นวิธีซ้อนเชิง ฉ้อฉลอยู่ในสังคมมากหลาย เราไม่รู้ แต่ก่อนเราไม่รู้ หรือก็พอรู้นะ แต่ไม่ชัด
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive