320611 ประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่ง โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ สันติอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
320611 ประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่ง โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ สันติอโศก เมื่อ วันอาทิตย์ที่ 11 มิถุนายน 2532
เอ้า หมดแล้ว เราก็มาฟังกันต่อ มาถึงวันนี้ก็เป็นวันประวัติศาสตร์อีกวันหนึ่ง ที่จริงก็ไม่ใช่วันนี้ มันก็เกิดมาหลายวันแล้ว กว่าจะมาถึงสภาพที่ค่อยๆสังขารค่อยๆปรุงแต่งค่อยๆเป็นไปมาถึง ขณะนี้มันก็สังขารมาได้ขนาดนี้ก็มีสภาพถึงอย่างนี้ เราต้องเปลี่ยนรูปแบบไป ก็ต้องเปลี่ยนรูปแบบไปเหตุการณ์ต่างๆเกิดเพราะเหตุปัจจัย ระหว่างทำการขัดเกลาหรือว่าการมีอำนาจ มีฤทธิ์ มีสภาวะ ที่จะสังเคราะห์ มีสภาวะที่ทำปฏิกิริยา แก่กันและกัน 2 ฝ่าย อาจจะ 3 ฝ่าย 4 ฝ่าย แต่แบ่งใหญ่ๆได้แค่ 2 ฝ่าย แล้วก็เกิดผลออกมาตามที่มันเป็น อาตมาไม่เรียกสภาพที่เกิดนี้ว่าเป็นความผิดความถูกอะไรอาตมาเรียกว่า สิ่งนี้มันเกิด เมื่อมันจะเกิดมันก็ต้องเกิด ที่อาตมาเคยใช้ภาษาเรียกแม้แต่ภาษาอังกฤษ BORN TO BE/ HAVE TO BE จะเกิดจะเป็นมันก็ต้องเกิดต้องเป็น เพราะงั้นเมื่อมันเกิดมาเป็นเช่นนี้แล้ว เราก็รับรู้เหตุมีอย่างไร วิเคราะห์เหตุต่างๆให้ดี เราก็จะรู้เหตุเหล่านั้นว่ามีอำนาจเปลี่ยนแปลง มีอำนาจผลักดัน มีอำนาจปรุงแต่ง แล้วมันก็ออกมาเป็นสภาพอย่างที่มันจะเกิดจะเป็นได้เรื่อยๆ ทุกอย่างเกิดขึ้น แล้วก็ตั้งอยู่แล้วก็เปลี่ยนแปลงไป สุดท้ายก็เสื่อมสลาย มันก็เป็นธรรมดา เป็นธรรมดาธรรมชาติของความจริง ก็จะเป็นเช่นนี้แหละ อยู่ที่ว่าเกิดขึ้นมาแล้วเปลี่ยนแปลงไปแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปนั้นได้รักษาความดีงามที่เรียกว่ากุศล ได้รักษาสิ่งที่ดีจริงๆที่มันเป็นพฤติกรรมที่ดีเป็นสิ่งที่ควรจะได้อาศัยให้มนุษยชาติก็ดีหรือไม่ สิ่งที่ดีที่กล่าวนี้คือสุจริต เราได้มีสภาพส่วนที่เป็นสุจริตนั้นเกิดขึ้นอยู่หรือไม่ หรือว่าทรงไว้อยู่หรือไม่ หรือที่สุดแห่งที่สุ
อ่านต่อ
ดได้รักษาความจริงจริงๆ ในความจริงต้องขยายความกันว่า ความจริงที่ชื่อว่าสัจธรรม หรือสัจจะนี่คือความดี ความถูกต้อง และความเป็นไปได้ ได้รักษาหรือว่าได้ยืนหยัด ยืนหยัดสัจธรรม ยืนหยัดความจริงนี้อยู่ได้หรือไม่ ถ้ายืนหยัดสัจธรรมยืนหยัดความจริงนี้อยู่ได้ หรือคือยืนหยัดความดี ยืนหยัดความถูกต้อง ยืนหยัดความเป็นไปได้นั้นอยู่ได้ก็เรียกว่าเราทรงสัจธรรมไว้ได้ รักษาสัจธรรมไว้ได้ ยังมีสัจธรรมนั้นอยู่ คำว่าความเป็นไปได้นั้นหมายความว่า สิ่งที่คนเรานี่สามารถมีความนึกคิด มีความปรุงแต่ง เราสามารถจะนึกคิดจะปรุงแต่งจะจินตนาการอะไรก็ได้ คิดว่า เออ น่าจะเป็นเช่นนั้นน่าจะเป็นเช่นนี้ เอาอันนี้มาประสมกับอันนี้เอาอันนี้ไปทำกับอันนี้อะไรก็แล้วแต่ ปรุงแต่งขึ้นมาโดยความคิด มันคงจะเป็นไปได้ ยกตัวอย่างง่ายๆเช่นว่า นักออกแบบสร้างบ้าน เรียกว่าสถาปนิกจะออกแบบสร้างบ้านนี่เป็นบ้านที่ลอยอยู่ในอากาศ เขาออกแบบได้ บ้านลอยอยู่ในอากาศ จะนึกคิดยังไงๆให้มันอยู่ได้ พยายามคิดหาวิธีให้มันอยู่ได้ จะด้วยใช้อะไรก็แล้วแต่ มานึกมาคิด แล้วก็สร้างบ้านในอากาศ แต่ความจริงแล้ว ความนึกคิดนั้นมันเป็นไปไม่ได้ สร้างบ้านในอากาศนั้นไม่ได้ ในขณะนี้นะ อาตมาไม่รู้เหมือนกันนะว่าในอนาคตอันไกลโพ้นน่ะนะ ซึ่งเขาเคยมีหนังวิทยาศาสตร์ หนังวิทยาศาสตร์น่ะเขาก็คิดมาก่อนแล้วใช่ไหม บ้านต่างๆมันจะลอยอยู่ในอากาศ เคยเห็นไหมในหนังการ์ตูน หนังการ์ตูนหนังวิทยาศาสตร์ การ์ตูนบ้านต่างๆลอยอยู่ในอากาศ แล้วเวลาเขาเดินทางไปหากันเขาก็มีจรวดติดตัว ไปไหนมาไหนด้วยจรวดบนอากาศไปๆมาๆกันอย่างนั้น ก็เป็นความคิดมันอาจจะเป็นไปได้ก็ได้นะในอนาคตอันไกลโพ้น อาตมาก็ไม่ได้บอกว่าสิ่งนั้นไม่เป็นไปได้แต่อาจจะเป็นไปได้ แต่เดี๋ยวนี้มันยังเป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นในขณะนี้จึงไม่เรียกมันว่าสัจธรรม ยังไม่เรียกมันว่าสัจธรรม เพราะมันยังเป็นไปไม่ได้ เราจะเรียกสัจธรรมจริงๆก็ต่อเมื่อมันเป็นไปได้ นี่ยกตัวอย่างอย่างวัตถุให้ฟัง ทีนี้สิ่งที่เป็นสัจธรรมที่เป็นปรมัตถสัจจะนั้นก็คือจิต เจตสิก รูป นิพพาน รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ จิต เจตสิกนี่เป็นนามธรรม เราจะต้องมีญาณจึงจะรู้อ่านสภาพจิต อ่านสภาพเจตสิก อ่านสภาพนามธรรมพวกนี้ได้ แล้วมันจะเป็นรูป เป็นรูปอยู่ในจิตทีเดียวแหละ เป็นจิตรูปหรือเป็นรูปจิตนะ ก็คงจะเคยได้ยินเป็นรูปจิต อรูปจิต นามธรรมซึ่งอยู่ในตัวใครก็มี คนเรามีจิตวิญญานอยู่ในตัวอยู่แล้วมีเจตสิกอยู่ในตัวอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นถ้าเราสามารถจับอาการลิงคะ นิมิตของมันได้ ก็เรียกว่าเราจับรูปมันได้ แล้วก็ญาณที่เราจับรูปหรือจับจิตเจตสิกได้นั่นแหละเราเรียกว่านาม สิ่งที่ถูกรู้ก็คือภายในจิตของเรา ภายในเจตสิกของเราว่ามีสังขารหรือไม่ สังขารคือเครื่องปรุงแต่งอยู่ในจิต สภาพที่มาปรุงแต่งอยู่ในจิต เมื่อปรุงแต่ง แล้วมันก็เปลี่ยนแปลงไปในทางอกุศล เลวร้าย สิ่งที่ปรุงแต่งเหล่านั้นเราก็เรียกมันว่ากิเลส ตัณหา อุปาทาน แล้วเราก็พยายามที่จะฆ่ากิเลสตัณหาอุปาทานนั้นๆให้ตาย ให้หมดฤทธิ์ที่มันจะมาสังขารซึ่งเราเรียกว่าดับสังขาร ให้หมดฤทธิ์ของกิเลสตัณหาอุปาทานนั้น จนไม่สามารถมาสังขารในจิตของเราได้ เราก็ยิ่งจะเห็นจิตเห็นเจตสิกของเรา บริสุทธิ์ผุดผ่อง สะอาดหมดจดขึ้นไปเรื่อยๆถึงขั้นเป็นพระอรหันต์อรหัตผลในขั้นอรหันต์ หรือเรียกว่าอรหันต์ในอรหันต์สุดท้าย ผู้ที่เป็นพระอรหันต์สุดท้ายสมณะที่ 4 ก็จะมีแต่จิตเจตสิกที่บริสุทธิ์เท่านั้น หมดสังขารด้วยกิเลส ตัณหา อุปาทาน จะมีสิ่งที่ใช้ตัณหาพิเศษอยู่ในจิตนั้นบ้าง เราไม่เรียกว่าอุปาทาน เราเรียกว่าสมาทาน สม + อาทาน นี่ อาทานแปลว่าฉวยไว้ เรายังยึดไว้อยู่นะเรายังใช้ต้องการ จะเรียกตัณหาก็ได้ เรียกอากังขาวจร ก็ได้ เรียกอิจฉาวจรก็ได้ เรียกว่าความเป็นไปในความต้องการ ยังมีความต้องการ มีความเป็นไปในความต้องการ แต่ต้องการอันนั้น เป็นสังขารหรือเป็นการปรุงโดยเราอยู่เหนือความต้องการนั้น เราไม่ได้ต้องการมาบำเรอตนสำหรับพระอรหันต์เจ้านะ ท่านไม่ได้ต้องการปรุงแต่งขึ้นเพื่อบำเรอตน แต่ท่านปรุงแต่งขึ้นเป็นปุญญาภิสังขาร ถ้าอย่างพระพุทธเจ้าเราก็เรียกว่าท่านมีอิทธาภิสังขาร หรือสังขารอย่างยิ่งสังขาร อย่างวิเศษ หรือจะเรียกอีกอันหนึ่ง ก็ในที่เราสวดมาเมื่อกี้ไง อิทธีภิสังขตมโนการปรุงแต่งจิตอย่างยิ่ง อิทธีภิสังขตมโน สังขตหรือสังขารนี่ก็มาจากรากศัพท์อันเดียวกันๆ สังขตหรือสังขาร ปรุงแต่งจิตอย่างยิ่ง แล้วการปรุงแต่งจิตอย่างนั้นน่ะเป็นการปรุงแต่งจิตไม่ใช่เพื่อตัวเพื่อตน หมดตัวกูของกู หมดอัตตาแต่สมาทานไว้ ไม่ใช่อุปาทานยึดได้ ฉวยไว้อย่างสงบ สม นี่แปลว่าสงบหรือว่าต่อเนื่องเอาไว้อยู่ สม ต่อเนื่องเอาได้อยู่หรืออย่างสงบ สม สงบจากกิเลส ปราศจากกิเลส ถือได้ ฉวยได้ถึงขั้นสุดท้าย สมาทานที่ยังไม่หมดกิเลสก็มีนะ อาตมาไม่ได้เจตนาจะอธิบายคำว่าสมาทานวันนี้ สมาทานขณะที่ภาคปฏิบัติอยู่ก็มีแต่ก็เป็นไป เพื่อความละหน่ายคลาย สมาทานเป็นไปเพื่อความละหน่ายคลายกิเลส ในระดับที่เรียกว่าอาริยะที่ยังไม่ถึงขั้นอรหัตผล หรืออรหันต์ในอรหันต์ก็ยังมีสภาพที่ยังมีที่เหลือในส่วนที่เหลือกิเลสอยู่ จนกระทั่งหมดจึงจะเป็นสมาทานในระดับบริสุทธิ์ เมื่อจิตของพระอาริยเจ้าในระดับสูงอย่างนั้นปรุงแต่ง ก็ปรุงแต่งเพื่อมนุษย ชาติอื่น ไม่ได้เพื่อตัวกูของกูแล้ว เราจะเรียกว่ามีสังขารไหม มีเป็นปุญญาภิสังขาร เป็นอิทธาภิสังขารหรือเป็นอิทธีภิสังขตมโน จะเรียกอภิสังขตมโนก็ได้ไม่ต้องเอาอิทธิก็ได้ อภิสังขารเราก็เคยได้เรียน อภิสังขตมโน ปรุงแต่งจิตในจิตอยู่ก็ได้ เรียกอภิสังขตมโน เมื่อปรุงแต่งจิตแล้วก็เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น ในบทสวดของเราเมื่อกี้ถึงขั้นอิทธิภิสังขตมโนนี่ ก็ขณะนี้เราก็ใช้การปรุงแต่งจิตอย่างยิ่งด้วยในขั้นที่ใช้ปัญญา ปทีปชลิโต อะไรในคนไทย...ปัญญาว่า ประทีป อะไรแล้ว หา ปัญญา ว่าที่ปัญญาอะไร จุดประทีปคือปัญญาขึ้นส่องให้เห็นความจริง จะบอกว่าอิทธีภิสัง ขตมโน นั้นก็เรากำลังแปลงตัวการที่เปลี่ยนไปนี่เรากำลังแปลงตัว เดี๋ยวไหนส่งบทมาดูซิ มาทันเหมือนกันรึอโศกมาทันเหมือนกัน อโสโก ลักษณะที่ฉวัดเฉวียน อย่างนี้เป็นเรื่องของอโศกเป็นธรรมดา คือมันจะต้องเชือดเฉือนฉึบฉับๆถึงขั้นบางทีหนึ่งวินาทีเฉือนวินาทีเลยทีเดียวนะ สัจจัง วิหายะ มะติสัจจะกะวาทะเกตุง วาทาภิโร ปิตะมะนัง อะติอันธะภูตัง เมื่อสัจจกนิครนถ์ ผู้ไม่รักษาสัจจะชอบยกวาทะของตนเป็นยอดมุ่งจะมาโต้วาทะด้วยจิตที่ปิดมืดมนยิ่ง เหตุการณ์นี้เกิดจริงๆ มีสัจจกนิครนถ์หรือผู้ที่ประพฤติดั่งสัจจกนิครนถ์จริงๆนะ ผู้ไม่ได้รู้สัจจะ ผู้ไม่ได้รักษาสัจจะ ทำให้สัจจะเพี้ยนไปแล้ว แล้วก็ยกวาทะของตนขึ้นเป็นยอดว่าเรานั่นแหละพูดถูก ผู้อื่นพูดไม่ถูก เราเท่านั้นคือผู้เป็นยอดมีอยู่จริงเกิดขึ้นจริง อันนี้ไม่เจตนาที่จะว่าใครไม่ว่าจะไปพาดพิง หรือกระทบกระเทือน แต่นี่กำลังอธิบายธรรมให้ฟัง จงฟังธรรมด้วยจิตเมตตา มุ่งจะมาโต้วาทะจะเอาสิ่งที่ถูกที่ต้องมาถกมาเถียง เราก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะว่าจิตมืดมนยิ่ง เราก็พยายาม เป็นลูกศิษย์ พระพุทธเจ้า เราก็พยายามที่จะทำให้เขาเห็นความจริงให้ได้ โดยการพยายามที่สุดที่จะจุดประทีปในความจริงขึ้นด้วยวิธี การต่างๆ เราก็พยายามที่จะสร้าง พยายามที่จะทำ พยายามที่จะให้เกิดสิ่งที่ดีที่สุดขึ้นได้ เพราะฉะนั้นลักษณะของนันโทปนันทะภุชะคัง วิพุธัง มะหิทธิง ปุตเตนะ เถระภุชะเคนะ ทะมาปะยันโต เราจะเรียกว่านาคราช เราจะเรียกว่านาคไอ้เข้ขวางคลองก็ได้นะ ต้องเข้าใจสภาพธรรมให้จริง นันโทปนันทนาคราชซึ่งได้รู้มีฤทธิ์มากมีทั้งความรู้มีทั้งฤทธิ์เป็นไอ้เข้ขวางคลอง ก็ถูกพระบุตรนาคใหญ่ปราบ มีพระบุตรนาคใหญ่ที่ใหญ่ยิ่งกว่าปราบ ก็ได้รับคำแนะนำมาจากฟ้า เพราะได้รับคำแนะนำมาจากสิ่งที่เป็นคุณธรรมพิเศษ สิ่งที่เป็นความรู้ยิ่งเป็นความจริงนั่นแหละแนะนำไม่มีอื่น โดยตรงก็คือมรรคคือผลนะคือความจริงที่เป็นสัจธรรม ซึ่งเราก็จะต้องจะทำตามอย่างพระพุทธเจ้าคือจะต้องทำให้เป็นไปได้เราจะไม่เรียกว่าชนะก็ได้ ทำให้รอด คือทำให้เป็นไปได้ ด้วยการตรัสแสดงวิธีอันเก่งหรือด้วยการแสดงด้วยการตรัสแสดงวิธีอันเก่ง เป็นกรรมวิธีที่มีฤทธิ์ อิทธูปะเทสะวิธินา เทสะก็คือการแสดงธรรมนั่นแหละที่จริง ด้วยการแสดงธรรมหรือการพยายามที่จะใช้ทั้งคำพูดภาษา ใช้อนุสาสนีปาฏิหาริย์นะอุปเทศ เป็นอุปเทศ อิทธูปะเทสะนี่แปลว่า อุปเทศ เอ้า ก็แสดงสิ่งเหล่านี้มาเป็นการแปลงตัวจะบอกว่าฤทธิ์ก็ฤทธิ์ จนกระทั่งแปลงตัวออกมาได้ ล่องหนหายตัวแปลงตัวแปลงกายอะไรก็แล้วแต่จะเป็นอิทธิ ปาฏิหาริย์ในรูปแบบของภาษาโลกๆ เขาก็อาจจะคิดไปอย่างโลกๆถ้าเผื่อเข้าใจอย่างเดรัจฉานวิชา ก็เป็นแบบเดรัจฉานวิชาใช้อิทธิปาฏิหาริย์ยังโง้นยังงี้ไป ที่จริงนั้นขณะนี้นี่นะ เราเปลี่ยนรูปมาอย่างนี้ ก็เป็นอิทธีอิทธูปะเทสะวิธินาเหมือนกันด้วยการแปลงกาย เป็นการหายตัวเป็นการล่องหน เป็นการเปลี่ยน แปลงอะไรก็แล้วแต่ ออกมาเหมือนกันสิ่งเหล่านี้ก็เป็นไปตามธรรมเป็นอนุสาสนี ปาฏิหาริย์ เป็นการใช้อุปเทศต่างๆก็คงจะต้องต่อไปอีกนะ ในการที่จะทำงานต่อไปยังไม่จบ ก็ยังถึงขั้นทุคคาหะทิฏฐิภุชเคนะ สุทัฏฐะหัตถัง พรัหมมัง วิสุทธิชุติ มิทธิพะกาภิธานัง เมื่อเกิดความเห็นที่ยึดถือไว้ผิดดุจงูร้ายฉกกัดเข้าที่มือของท้าวผกาพรหม ท้าวผกาพรหมนี่ก็ยังหลงตนว่าใหญ่ หลงตนว่ายิ่ง ผู้มีฤทธิ์สำคัญตนว่ารุ่งเรืองด้วยคุณบริสุทธิ์สำคัญตนว่าตนเองยังเจิดจรัสอยู่ด้วยคุณอันบริสุทธิ์ของตน นี่เป็นท้าวผกาพรหม ก็ยังมีอยู่ แล้วก็ยังจะออกฤทธิ์อยู่ เพราะอำนาจความยึดถือไว้ผิดของตน แล้วก็จะร้ายเหมือนกันนะ เหมือนงูร้ายที่ฉกกัดก็คงจะต้องใช้วิธีการแสดงญาณคือการรู้ยิ่งกันต่อไป ที่จะแสดงญาณคือความรู้ยิ่งเป็นคนที่มีญาณทัสสนวิเสสจริงๆ พวกเราก็มีคนละเล็กละน้อยก็ตาม ทุกวันนี้ไม่ใช่ว่าเราไม่เกิดญาณ ต้องวิปัสสนาญาณหรือญาณทัสสนะต้องสร้างคุณธรรม ไม่ใช่ว่าเราจะเอาวิเศษญาณวิเศษ ความรู้ยิ่งวิเศษนั้นเป็นความรู้ประเภทภาษาโวหาร คารม หรือว่ามีเหตุตรรกศาสตร์ที่เป็นความรู้ของเหตุผลมากมาย เอาไปข่มไปแข่ง เอาไปชนะคะคานผู้อื่น ไม่ใช่ญาณหรือความรู้ยิ่งนี้ เป็นความจริง ในตัวเราทุกคนซึ่งจะต้องสร้าง จะเรียกว่าอธิปัญญาก็ใช่ จะเรียกว่าสัมมาญาณก็ใช่ ญาณนี้นะ เราจะต้องพยายามปฏิบัติตนอบรมงานฝึกฝนตน มีสิกขา เป็นผู้ประพฤติปฏิบัติ ให้ดีจริงๆ ให้มีผลสูงจริงๆถึงจะถึงขั้นตันเตชะสา ภะวะตุ เตชะยะ มังคะลานิ ด้วยเดชแห่งการเกิดอย่างนั้น ชัยมงคลจงมีแก่ท่านหรือ จึงมีแก่ท่าน ชัยมงคลก็จะมีแต่ท่านผู้ที่ถึงสภาพที่เกิดที่เป็นมีอย่างนี้ได้ ความจริงจะเกิดเป็นความจริง ความจริงของความชั่วก็มีนะ แต่ว่าเราเองเรานิยามแล้วว่า กำหนดว่าความจริงนั้นจะต้องประกอบด้วยความดีหรือความถูกต้อง เราจะไม่นับเอาความชั่วเป็นความจริง แต่ความจริงโดยสมมุติสัจจะเรียกความดีหรือความชั่ว ความชั่วก็เป็นความจริงโดยสมมุติสัจจะ ถ้าเผื่อว่าความถูกต้องหรือความจริงหรือความดีนั้น ถึงขั้นปรมัตถสัจจะ นั่นแหละจึงจะเป็นความดีที่ถาวรเที่ยงแท้มั่นคง เด็ดเดี่ยวเป็นหนึ่งไม่เปลี่ยนแปลงและจะยืนหยัดยืนยัน จะยืนหยัดยืนยันจริงๆความจริงดังกล่าวนี้ เมื่อสิ่งที่เกิดนี้มันเกิดจากสิกขา 3 เกิดจากอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ก็จะเกิดวิมุติเกิดความเป็นจริง เกิดความดี เกิดความถูกต้อง เกิดความเป็นไปได้ เมื่อพูดมาถึงสิกขาหรือสิกขะแล้ว ขณะนี้พวกเราก็ได้เปลี่ยนแปลงมาเป็นอย่างพวกเราเสียแล้ว โดยภาษาโดยอะไรต่ออะไรก็คงจะเกิดไปเองของมัน ก็คงจะต้องคิดต้องตั้งอะไรกันบ้าง แต่ถ้าไม่ได้คิดไม่ได้ตั้ง มันก็จะเป็นเองก็ได้นะ ภาษาที่มันจะเกิด ขณะนี้เราถูกยึด ยึดเอาภาษาไปโดยกลายเป็นว่าเราจะใช้ภาษาเหล่านั้นไม่ได้ตั้งหลายอย่างนะ ก็จะขออ่านหนังสือที่เป็นหนังสือตกลง โอ๊ะ อันนี้ไม่ใช่นี่ ใครมีบ้างหนังสือที่เป็นข้อบันทึกการเจรจาตกลงน่ะ เอ๊ เราถือมาได้อย่างไรใบเก่ามัน กว่าจะเป็นได้ใบนี้ อ้าว! ยังไงล่ะ มีลายเซ็นทั้ง 2 ข้าง เออ อันนี้ จะอ่านใบบันทึก ใบนี้ก็จะเป็นใบบันทึกการตกลงในการเจรจาวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ.2532 บันทึกในการตกลงเจรจา เป็นบันทึกประวัติศาสตร์กันนะผู้ที่มีลายเซ็นในประวัติศาสตร์นี่มีตั้ง 4 คน สมณโพธิรักษ์ อันที่จริงในขณะเซ็นนั้นเซ็นคำว่าพระโพธิรักษ์ ตอนนี้มาเรียกกันในปัจจุบันนะ ว่าสมณะ ก็ตอนนั้นยังเซ็นโดยการใช้พระโพธิรักษ์ เซ็นในนามคณะสงฆ์ชาวอโศก นายชัยภักดิ์ ศิริวัฒน์ เซ็นในนามเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ต.ท. รุ่งโรจน์ เรืองฤทธิ์ เซ็นในตำแหน่งพยานและ นายจรวย หนูคง ก็เซ็นในตำแหน่งพยานนะ หนังสือนี้ก่อนจะเซ็นอาตมายังต้องถามเขาน่ะพิมพ์ออกมาแล้วเรียบร้อย ที่จะเป็นหลักฐานอะไรขึ้นมา อาตมาก็ถามเขาว่า ถึงขนาดต้องเซ็นด้วยหรือเขาก็บอกว่า ต้องเซ็นครับ ต้องเซ็นครับ อาตมาบอกว่าไม่เซ็นไม่ได้หรือ อย่างเอาไปเสียก่อนแล้วค่อยเอามา แล้วค่อยมาเซ็นก็ได้นี่นา ไปทางโน้น ท่านรัฐมนตรีก็ว่าจะมานี่นาเจรจากัน เทปที่บันทึกคำคุยโอภาปราศัยเจรจากันพวกนี้จะเป็นเทปประวัติศาสตร์ เก็บไว้ทั้งหมดเทปที่มีการเจรจาอะไรกันต่างๆพวกนี้ อาตมาก็ไม่ได้ขัดแย้งอะไรหรอกเป็นแต่ทัดทานเท่านั้น ก็ได้รับการยืนยัน ว่าต้องเซ็น เซ็นก่อนเอาไปเลย ถ้ายังไม่เซ็นนี่นะ น้ำหนักของหนังสือฉบับนี้ จะยังไม่มีน้ำหนักเท่าไหร่ใช่มั้ย แต่จะต้องบังคับเอาลายเซ็นให้ได้ ก็เลยต้องเซ็นเป็นสนธิสัญญาขึ้นมาทั้งสองฝ่ายมีพยานหลักฐานพร้อม อาตมาก็ยังถามว่าถึงขั้นต้องมีพยานเลยเหรอ มีด้วยก็ดีครับ ก็ดีจริงๆ เราก็ต้องเชื่อว่าดีจริงๆ ก็เซ็นแล้วก็เซ็นเขาก็นำบันทึกเหล่านี้ไปเข้าที่ประชุมทางโน้น แล้วก็เอาไปเสนอแล้วอันนี่เป็นการบันทึกที่เรียบร้อยนะ เดี๋ยวอาตมาจะอ่านให้ฟังตั้งแต่ต้นแล้วก็จะชี้บอกอะไรบ้าง
บันทึกการตกลงในการเจรจา วันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ.2532
จากการเจรจาตกลงของ นายชัยภักดิ์ ศิริวัฒน์ เลขานุการรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการกับคณะสงฆ์ชาวอโศก เพื่อเห็นแก่ความสงบสุขเรียบร้อยของชาติบ้านเมือง และพระพุทธศาสนา คณะสันติอโศกยินยอมจะเปลี่ยนรูปแบบการแต่งกาย จากพระภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนาคณะสงฆ์ไทย เป็นอีกรูปแบบหนี่ง โดยจะสวมเสื้อแขนกระบอก และครองผ้า โดยไม่มีจีวรและรูปแบบที่เหมือน พระภิกณุสงฆ์ ในพระพุทธศาสนาคณะสงฆ์ไทยและจะไม่ใช้คำเรียกตัวเองว่า พระภิกษุสงฆ์ นักบวช นักพรตอีกต่อไป ตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ.2532 เวลา 16.00น. คณะสันติอโศกจะปฏิบัติธรรมตามแนวความเชื่อถือที่ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของชาติบ้านเมืองและกฎเกณฑ์ของกฎหมายและรัฐธรรมนูญ และจะขอให้ทางกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมมือในการแก้ไขตราศาลและข้อบังคับในมูลนิธิและสมาคมในกิจกรรมที่ชาวอโศกยังมีอยู่ โดยในวัตถุประสงค์ที่มีไว้เพื่อพระพุทธศาสนา โดยเปลี่ยนเป็นเพื่อศาสนาต่อไป ในการปฏิบัติธรรมในการปฏิบัติธรรม ตามแนวความเชื่อถือดังกล่าวจะ อยู่ในความดูแลของมูลนิธิธรรมสันติ กองทัพธรรมมูลนิธิ สมาคมผู้ปฏิบัติธรรม นายชัยภักดิ์ ศิริวัฒน์ได้รับทราบข้อตกลงดังกล่าว และจะนำไปเรียน พล.อ.มานะ รัตนโกเศศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อเรียนเสนอมหาเถรสมาคมต่อไป จึงลงนามในบันทึกไว้ร่วมกัน
(พระโพธิรักษ์) (นายชัยภักดิ์ ศิริวัฒน์) คณะสงฆ์ชาวอโศก เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
พยาน พยาน (พ.ต.ท.รุ่งโรจน์ เรืองฤทธิ์) (นายจรวย หนูคง)
ก็เป็นอันว่าทุกอย่างเราได้ทำตามบันทึกการตกลง และการบันทึกการ ตกลงอันนี้ ไม่ใช่เป็นการบันทึกการตกลงแล้วก็เพื่อนำเสนอเพื่อพิจารณา ไม่ใช่นำเสนอเพื่อพิจารณา แต่วันนี้ถึงขั้นว่า เพื่อเรียนเสนอมหาเถรสมาคมต่อไปว่าได้ตกลงกันอย่างนี้แล้วมีเซ็นสัญญา สนธิสัญญากันแล้ว ในขณะที่ คุณชัยภักดิ์ เขาได้เจรจากับเราอยู่นั้นก็ได้โทรศัพท์ติดต่อ กับพระผู้ใหญ่ของทางมหาเถรสมาคมอยู่ด้วยตลอดเวลา โทรศัพท์ติดต่อกับผู้ใหญ่ทางด้านกระทรวงตลอดเวลาผู้ใหญ่ทางด้านหลายด้าน ไม่ได้หมายความว่าทำโดยพลการผู้เดียว ได้รับมอบหมายมาอย่างดี และได้รับความยินยอมหรือว่าปรึกษาหารืออย่างพรักพร้อม ในขณะที่จะทำนั้น ผู้ใดอยู่ในเหตุการณ์ก็จะรู้ แต่เสียงที่ติดต่อน่ะใช้โทรศัพท์ก็มี ไม่มีเสียงบันทึกนี้อยู่ในเทป แต่ว่าก็มีความเป็นจริงที่มีพยานหลักฐานอยู่มากที่เห็นด้วย เห็นอะไรต่างๆนานาที่สภาพการณ์ที่เกิดขึ้นขณะนั้น ที่จริงเราไม่ได้ว่าจะเอาหลักฐานเอาอะไรต่างๆเหล่านี้ ขึ้นมาเพื่อยืนยัน เพื่อจะเอามาชนะคะคานอะไรกันหรอก แต่ว่ามันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยกฎเกณฑ์ของสังคมวิธีการของสังคม ก็ต้องกระทำกันไปตามหลักเกณฑ์ตามวิธีการ แล้วเราก็ต้องยอมรับหลักเกณฑ์วิธีการ ซึ่งเรากำลังถูกตู่ว่าเราเป็นคนไม่รับหลักเกณฑ์วิธีการอะไรอย่างนี้เป็นต้น เราก็ขอยืนยันว่า เรายังอยู่ในหลักเกณฑ์ไม่ว่า จะเป็นหลักกฎหมาย หรือหลักพระธรรมวินัย เราถูกตู่ว่าเราเองเราผิดกฎหมาย เราถูกตู่ว่าเราผิดพระธรรมวินัย แท้จริงเป็นความเห็นต่างกัน ความเห็นต่างกันนี่แหละเราเรียกว่า นานาสังวาส ขอบอกพวกเราทุกคนนะว่าเหตุเกิดนี้ไม่ใช่สังฆเภท ไม่ใช่นิกาย จงอย่าบอกว่าเรานิกายจงอย่ากล่าวว่าเราเป็นนิกาย เราไม่ใช่พระ ทำสังฆเภท ถ้ามันจะเกิดแยกกันออกมาจนกระทั่งมันเข้ากันไม่ได้ อาตมายังจะมีความพยายามอยู่ที่จะรวม รวมทุกนิกาย จะเป็นธรรมยุตมหานิกายก็ตาม ขณะนี้นี่เอาแต่รูปนี่เราก็ได้รวมเอาเถรวาท มหายานเข้ามาแล้ว นี่ก็คือมหายานสบงก็ใช่ของเถรวาท เป็นอย่างเถรวาท มหายานเขานุ่งกางเกง เราก็มีมหายาน แล้วเราก็มีเถรวาท เถรวาทเขานุ่งสบง ผ้านุ่ง เราจะใช้เรียกผ้านุ่งก็ได้ มีผ้าครองเหมือนกัน เราก็มีอย่างนี้เหมือนกันนานาสังวาส ไม่ได้ร้ายแรงถึงขั้นสังฆเภทกระทั่งเป็นสังฆเภท สังฆเภทแปลว่าแตกแยก นานาสังวาสแปลว่าแตกต่าง เรายืนยันความแตกต่างนี้อยู่เท่านั้น แล้วเราจะพยายามรวม รวมด้วยทางธรรมเพราะฉะนั้นยินดีต้อนรับพระ จะเป็นธรรมยุตหรือมหานิกายก็ตามถ้าท่านยินดีจะคบค้าสมาคม แต่ระวังหน่อยนะทางด้านโน้นคุณอยู่ในมหาเถรสมาคม มีคำสั่งของมหาเถรสมาคมสำหรับพระอาคันตุกะ ว่าถ้ามาคบค้าสมาคมกับทางสันติอโศกนั้น ย่อมมีความผิด อันนี้ต้องสังวรระวังด้วยว่าแล้วแต่ว่าใครจะพิจารณาอะไรแค่ไหน แต่เมื่อมาคบค้าสมาคมกับที่นี่อยู่ เราเองเราเป็นมิตรกับทุกผู้ แม้แต่ผู้ที่กำลังจะรุนแรงกับเราอย่างไรก็ตามพยายามที่จะเข่นจะฆ่า จะถอนรากถอนโคนอะไรเราก็ตาม เราก็ยังจะเป็นมิตร อาตมาพูดด้วยใจจริงนะ ว่าอาตมาไม่ได้โกรธแค้นเลยแม้แต่สักนิดหนึ่ง ก็ยังรู้สึกสงสารรู้สึกสังเวชรู้สึกสงสารหรือเมตตาท่านอยู่ เพราะอาตมาเห็นจริงๆเลยว่าเรื่องของกิเลสนี่มันก็คือฤทธิ์ของกิเลส เห็นฤทธิ์เดชของกิเลสจริงๆเลย เห็นจริงๆในหนังสือนี้ เราถูกลิดรอนเอาอะไรต่ออะไรไปเยอะนะ เราต้องเปลี่ยนรูปแบบมาอาตมาต่อรองกว่าจะได้คำว่าจาก"ภิกษุสงฆ์ในคณะสงฆ์ไทย ขอต่อรองเอาคำว่า"คณะสงฆ์ไทย"มานี่ก็ โอ้โฮ ยากเย็นแสนเข็ญกว่าจะได้คำนี้มานี่ข้าม 2 วัน เจรจาวันแรกยังไม่ยอม กลางคืนโทรศัพท์ไปเจรจา ทั้งผู้ที่มาด้วยคือ คุณจรวย และ คุณชัยภักดิ์ ก็ยังไม่ยอม ไปพบกับคุณมานะ จะพูดอย่างไรอาตมาก็ไม่รู้ มาวันวานนี้อีกวันหนึ่งอาตมาก็เจรจาอีก จนสุดท้ายก็ยอมอาตมา ว่าต่อให้คำว่าคณะสงฆ์ไทยเข้าไปในพระพุทธศาสนา ไม่เช่นนั้นจะบอกว่าเรานี่เปลี่ยนรูปแบบไปจากพระภิกษุ เปลี่ยนรูปแบบการแต่งกายไปจากพระภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนาเท่านั้น เราเลยไปใหญ่เลยเปลี่ยนรูปแบบไปจากพระพุทธศาสนาคือเราแต่งอะไรพวกนี้ไปแล้ว ไม่ใช่พระพุทธศาสนาแล้วไปศาสนาไหนก็ไม่รู้ในโลก ศาสนาพุทธนี้มันทั่วโลกใช่ไหมเลยกลายเป็น แล้วก็มายึดคำว่าแม้กระนั้นก็ให้เราเรียกภาษาเรียกเราว่าพระเหมือนอย่างที่ท่านเรียกกัน ก็ไม่ให้ เรียกว่าภิกษุก็ไม่ให้ เรียกว่าสงฆ์ก็ใม่ให้ นักพรตก็ไม่ให้ นักบวชก็ไม่ให้ แหม จนมาถึงวันนี้เราก็มีภาษาใหม่ ที่พวกเราช่วยกันคิดขึ้นมาได้ว่าตกลงเราจะเป็นนักพรตก็ไม่ได้ นักบวชก็ไม่ได้เรียกตัวเองว่านักพรตนักบวชก็ไม่ได้ก็เรียกกันว่านักเทศน์ก็แล้วกัน พวกเรานี่เป็นสมณะนักเทศน์หรือนักบรรยายนักสาธยายสั่งสอน ระวังละฆราวาส เป็นนักเทศน์เข้าไปด้วย เอาเป็นนักปฏิบัติธรรมไปก่อนก็แล้วกันนะ นักปฏิบัติธรรมก่อนอย่าเพิ่งเป็นนักเทศน์เลย ให้นักเทศน์เขาอยู่ในฐานะที่ท่านเทศน์ได้เทศน์กัน เป็นนักเทศน์ก็แล้วกันนะ ทีนี้นักเทศน์ระดับเล็กสิกขมาตะ สิกขมาตา หรือสิกขมาต ทีนี้ เราก็จะมีคำว่าสามเณรก็ เอ้อ เล่มนี้ดีนะบันทึกอันนี้ไม่มีคำว่าสามเณรบันทึกอันก่อนนี้นะ เอาบันทึกอันก่อนมาดูซิเมื่อกี้นี้ ไหนเอาอันก่อนอ่านอันก่อนอ่านอันฉบับเมื่อวานนะที่จะเอาไปให้ พล.อ.มานะเซ็น โอ้ สงสัยจะไม่มีมามั้ง คงจะไม่มีใครมีมา อันนี้หนังสือตอบของอาตมาจะตอบไป แต่หนังสืออันโน้นนี่ไม่เป็นไรในหนังสือตอบอันนี้ก็ได้ มันโยงถึงหนังสือ คือว่าหนังสือมันตกลงร่างเป็นหนังสือแล้วว่าคุณชัยภักดิ์ ร่างขึ้น ของเมื่อวันที่ 9 มิ.ย. ของเมื่อวานนี้ ร่างขึ้นใบแรกที่จะให้ พล.อ.มานะเป็นผู้เซ็นมาถึงอาตมาโดยใช้ คำว่านมัสการ พระโพธิรักษ์ แล้วก็จะมีเนื้อความว่าคุณชัยภักดิ์ได้ยิน ได้รับทราบจากนายชัยภักดิ์ ศิริวัฒน์ ว่าได้มาตกลงกับอาตมาอย่างโน้นอย่างนี้โดยการตกลง เอ้า เอามาซิมาอ่านดู จะได้อ่านให้ฟังกันทั้งหมด เป็นประวัติศาสตร์ไว้จะได้เห็นว่า แหม อิทธีภิสังขตมโนนี่มันเยอะนะ การปรุงแต่ง แล้วก็ใช้สังขาร สังขตะมาปรุงแต่งจนกระทั่งมาจากจิตทั้งนั้นแหละ แล้วมันก็ไปปรุงแต่งจิตด้วย อันนี้ก็ว่าอย่างนี้
ที่ศธ 0100/พิเศษ กระทรวงศึกษาธิการ กทม. 10300 9 มิ.ย.2532 กราบนมัสการ พระโพธิรักษ์
กระผมได้ทราบจากผลการเจรจาตกลงระหว่าง นายชัยภักดิ์ ศิริวัฒน์ เลขาธิการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กับท่านโพธิรักษ์ว่า ท่านยินดีเปลี่ยนรูปแบบการแต่งกายไปจากพระภิกษุ สามเณรในพระพุทธศาสนา (ฟังนะอันนี้มีแต่คำว่าในพระพุทธศาสนาเท่านั้น) เพื่อเห็นแก่ความสงบสุขของชาติบ้านเมือง และเพื่อรักษาไว้ซึ่งพระพุทธศาสนา และจะดำเนินการให้นักบวชที่ท่านพระโพธิรักษ์บวชให้ เปลี่ยนรูปแบบการแต่งกายจากพระภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนา และไม่ใช้คำเรียกตนเองว่า พระ ภิกษุ สงฆ์ โดยเครื่องแต่งกายจะมีการใส่เสื้อแขนกระบอก และผ้าครอง โดยไม่มีจีวรและเครื่องแต่งกายที่ดูแล้วเหมือนพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา และจะปฏิบัติธรรมตามแนวความเชื่อถือที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย และศีลธรรมอันดีของประชาชน โดยจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายน 2532 เป็นต้นไป (คือวันนี้นะ) ในการปฏิบัติธรรมตามแนวความเชื่อถือดังกล่าว จะอยู่ในความดูแลของมูลนิธิธรรมสันติ กองทัพธรรมมูลนิธิ สมาคมผู้ปฏิบัติธรรม และธรรมทัศน์สมาคม ทางกระทรวงศึกษาธิการจึงขออนุโมทนา และจะรายงานให้ทางมหาเถรสมาคมทราบโดยเร็ว (เป็นการรายงานเพื่อทราบเท่านั้นนะ หมายความว่าอันนี้ตกลงเรียบร้อย ไม่ได้รายงานเพื่อพิจารณา อันนี้ภาษา ภาษาราชการท
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive