320527 วิปริตธรรมวินัย ใครกันแน่ โดย ท่านโพธิรักษ์.docx
เนื้อหาในไฟล์
วิปริตธรรมวินัย ใครกันแน่ โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ทำวัตรเช้า เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2532 ณ พุทธสถานปฐมอโศก วันนี้เราจะมาฟังธรรม เรื่องวิปริตธรรมวินัยใครกันแน่ ที่อาตมาจะต้องเทศน์เรื่องนี้ ก็เพราะว่ามันถึงครั้งถึงคราว ถึงวาระจำเป็นแล้วเป็นวาระอันสมควร จะกล่าวว่าเป็นวาระอันสำคัญ ที่จำเป็นจะต้องเทศน์เช่นนี้ หรือกล่าวเช่นนี้ก็ได้ เพราะว่าเหตุการณ์ต่างๆมันได้เกิดขึ้น มีเหตุปัจจัยเพียงพอแล้ว ที่จะต้องแสดงความจริงให้ปรากฎ อาตมาได้ยืนยันเสมอว่า อาตมาเองเป็นพระโพธิสัตว์ เป็นผู้ที่จะมาทำงานศาสนาโดยแท้จริง ที่อาตมารู้ตนเองดีว่าอาตมาเป็นใคร ในชาตินี้มาทำงานอะไร ในเรื่องอย่างนี้เป็นเรื่องที่รู้ได้ด้วยตนเท่านั้น คนอื่นจะรู้ด้วยได้ ไม่ได้ เพราะมันเป็นสิ่งที่เป็นอจินไตย เป็นเรื่องที่เป็นจริง แต่ว่าไม่ใช่เรื่องที่พึงรู้กันได้เล่นๆง่ายๆ เป็นเรื่องเหนือวิสัย เป็นที่เรียกว่า เป็นเรื่องเหนือวิสัยที่บุคคลผู้ถ้าไม่มีภูมิถึงจริงๆ ก็จะรู้ไม่ได้ อย่าว่าแต่รู้ไม่ได้เลย แม้แต่จะเชื่อถือก็ยังไม่เชื่อถือ ยิ่งกว่านั้นนอกจากจะไม่เชื่อถือแล้ว ยังเป็นเรื่องเหลวไหล เป็นเรื่องไร้สาระ เป็นเรื่องที่พูดกันไปแล้วก็คล้ายๆกับว่าเป็นเรื่องของคนบ้า เป็นเรื่องของคนอวดดิบอวดดีเกินขอบเขต ที่จะมากล่าวเรื่องเช่นนี้ เป็นได้ถึงขนาดนั้นด้วยซ้ำ ซึ่งอาตมาทราบดี ว่าจิตมนุษย์จะต้องมีหลายระดับที่จะพึงเป็นเช่นนั้น อาตมาทราบถึงกิเลสของมนุษย์ด้วย โดยเฉพาะกิเลสที่มีอัตตามานะ ที่เป็นกิเลสถือดีถือตัว เป็นกิเลสที่หลงตน ว่าตนรู้ตนเข้าใจ ตนมีปัญญา ตนมีความรู้มากมาย จะได้ร่ำเรียนมาในชาตินี้หรือว่าจะมีความรู้ที่ได้สะสมมาแต่ปาง ก่อนๆชาติก่อนๆด้วยก็ตาม แต่ความรู้นั้นก็คือความรู้ ส่วนความจริงที่เข้าถึงความจริง ที่เป็นความจริงอันถูกต้องเป็
อ่านต่อ
นสัจธรรมนั้นก็อีกต่างหาก คนที่มีความรู้ไม่ถึงความจริงเลยก็มี หรือมีความรู้ที่เป็นความรู้โลกียะอยู่เท่านั้น เป็นความรู้ที่ผิดๆด้วยซ้ำแล้วหลงตนว่ารู้ รู้มากด้วยนะ รู้พิลึกพิลือ รู้ตะแบงตะแบง รู้ที่เรียกว่าเฉกตา หรือเป็นความรู้ที่เคียงข้างของกิเลส เป็นความเห็นแก่ตัว แล้วก็เลี่ยงอะไรต่างๆนานาพวกนี้มีเยอะ ความรู้ของปุถุชนที่มีมากมาย เป็นเฉกตาเพื่อที่จะแสดงออก เพื่อแลกลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุขให้แก่ตน นี้เป็นมาแต่ไหนแต่ไหน ส่วนความรู้ที่ถูกต้องอยู่บ้าง แล้วก็หลงในความรู้ของตนนั้นก็พอมี มีแต่ความรู้มีรู้มากรู้มายด้วย นั่นก็ยังเอามาแลกความรู้ แลกลาภยศสรรเสริญโลกียสุขอยู่เหมือนกัน ซึ่งมีอยู่ ทุกวันนี้ก็ยังมีอยู่เยอะแยะ เอาความรู้เหล่านั้นถูกด้วย ก็ยังมาแลกลาภยศ เพราะเป็นความรู้ที่ยังเป็นความรู้เท่านั้น ยังไม่ได้ฝึกปรือปฏิบัติจนกระทั่งตนเอง ลดความโลภโกรธหลงลง เพราะฉะนั้นถ้ามีความโลภอยู่มาก เห็นแก่ตัวอยู่มาก หลงในโลกียธรรมมากอยู่ ก็เอามาใช้ ยิ่งมีความฉลาด ยิ่งพยายามซ่อนแฝงแปลงตน ซึ่งคนอื่นรู้ไม่เท่าไม่ทัน ใช้วิธีฉลาดที่จะให้คนอื่นรู้ รู้ไม่ได้ว่าตนใช้ความรู้นั้น เพื่อแลกลาภยศสรรเสริญโลกียสุข มาให้ตนเองอย่างซับซ้อน วิธีการนี้เป็นวิธีการของคนที่มีเฉกตา มีความเฉลียวฉลาดรอบรู้แบบปุถุชนโลกๆ บางคนก็มีความรู้ ถูกบ้างผิดบ้าง อันนี้มีเยอะ ถูกบ้างผิดบ้าง นอก จากที่มีความรู้อย่างโลกๆแล้ว มีความรู้ที่ถูกธรรม ถูกสัจธรรม มีถูกบ้างผิดบ้าง แล้วก็เอามาแลกลาภยศสรรเสริญโลกียสุขอยู่ แม้แต่ตัวเองก็ไม่รู้ตัวกันเท่าไหร่หรอก เรื่องการแลกลาภ ยศสรรเสริญ โลกียสุขนี่มัน มันซับซ้อนลึกซึ้ง จะมีสติสัมโพชฌงค์ จะมีปัญญาที่เป็น ปัญญิณทรีย์ปัญญาผล ที่เป็นปัญญาอันเป็นญาณของพระพุทธเจ้า เป็น ญาณทัสสนะวิเสส ที่จะรู้ตัวรู้ตนว่า ตนเองทำเพื่อตน หรือใช้ศัพท์ของท่านพุทธทาสก็ว่า ทำเพื่อตัวกูของกูนั้น ไม่ใช่จะรู้ตัวกันได้ง่ายๆนา การรู้สักกายะก็ดี การรู้ทิฐิ การรู้อัตตาก็ดี การรู้สักกายะนั้น ก็แปลว่าตัวตน ตัวตนตัวของเรานี่แหละ ที่จะรู้ว่าเราเองเราหลง เรารักในอะไร ที่จะเป็นของของตน สักกายะนี่ตัวตนตั้งแต่ความรู้สึกถือตัวถือตนเป็นมานะ ไม่เชื่อใคร จะเชื่อแต่ตัวกูของกูนี่แหละ อ้า! เชื่อแต่ปัญญากูนี่แหละนั่นหนะ เป็นสักกายะทิฐิตัวต้นที่สุด ที่ไม่ยอมรู้ว่าใครเป็นพระ ใครเป็นสมณพราหมณ์ พึงมิจฉาทิฐิข้อที่ 10 ที่พระพุทธเจ้าท่านสอนว่า มิจฉาทิฐินี่มีเท่าไหร่ มี 10 ข้อ ข้อที่ 10 นี่จะต้องเห็นพระสมณพราหมณ์ สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา อย่างที่ว่านี่ เคยพูดให้ฟังนานแล้ว จะต้องเห็นพระที่เป็นผู้ที่รู้ดีรู้ชอบ เป็นสุปฏิปันโน อุชุปฏิปันโนจริงๆเป็นผู้ที่มีญายะธรรมที่แท้จริง ต้องเห็นพระเช่นนั้น เป็นอาจารย์หรือเป็นผู้ที่สอนถูก ในฐานะผู้ที่เป็นสาวกภูมิ จะเป็นผู้ที่ได้เรียนรู้ตาม แล้วถึงจะปฏิบัติตนตามได้ดี แม้แต่แค่จะยอมรับนับถือในครูบาอาจารย์ ที่เป็นครูที่เป็นผู้รู้แท้ มีญายะธรรมดังที่กล่าวแล้วก็รู้ไม่ได้ ผู้ที่รู้ไม่ได้เช่นนี่แหละ ยังเป็นมิจฉาทิฐิอยู่ เมื่อเป็นมิจฉาทิฐิก็ไม่สามารถ ที่จะได้เรียนดีได้ เรียนถูกทางสัมมาทิฐิ เป็นมานะถือตัว เพราะฉะนั้นสักกายะทิฐิ ตัวที่จะพ้นตัวแค่ขั้นฐานเป็นโสดาบัน ตัวนี้แหละถือตัวถือตนนี่แหละ แล้วท่านก็แปลกันขยายความกัน ถือตัวถือตน ต้องหมดตัวหมดตนว่างั้น พ้นสักกายะทิฐิ คือต้องหมดตัวหมดตนก่อน ทั้งๆที่สักกายะทิฐิกับอัตตามันคนละอย่าง แม้แต่อาสวะก็แปลว่าตัวตน สวะนี่แปลว่าตัวตน แต่ลึกซึ้งกันคนละระดับ ตัวตนขนาดสักกายะนั้นตัวตนใหญ่ ตัวตนหยาบตัวตนขั้นต้น อัตตาก็เป็นตัวตนขั้นกลาง พระพุทธเจ้าท่านสอนว่า จะต้องพ้นมิจฉาทิฐิข้อที่ 1 ก็เห็นอนิจจัง พ้นสักกายะทิฐิ ได้เห็นทุกข์และพ้นอัตตานุทิฐิ อัตตานะ สักกายะทิฐิก่อน แล้วค่อยอัตตานุทิฐิ ด้วยการเห็นอนัตตา ด้วยการเป็นอนัตตา เป็นหรือเห็นนี่ก็คือ ตัวเองต้องมีความจริงของความเป็นอนัตตา ตัวเองต้องเห็นความจริงที่เป็นทุกข์ แล้วก็เห็นเหตุแห่งทุกข์ แล้วก็ดับเหตุแห่งทุกข์ ตัวเองต้องเป็นผู้ที่เห็นอนิจจัง ไม่ใช่ว่าเข้าใจว่าอนิจจังคือ ความไม่เที่ยงเท่านั้น แต่ต้องเห็นความเป็นอนิจจังของกิเลส เห็นความเป็นอนิจจังของสิ่งหลอกลวง สิ่งที่เป็นมายาของโลก หรือสิ่งที่คนเราติดยึดหลงใหล อยู่ในโลกียะนี่ อยู่ในวัฏสงสารอันนานแสนนาน เรื่องนี้ถ้าจะพูดเรื่องนี้ไปอีก ก็จะยาวนาน เพราะงั้น ก็จะขอสรุปง่ายๆว่า อาตมาจะต้องมาประกาศตัว จะต้องมาแจ้งความจริงอย่างชัดเจน ว่าอาตมานี้มาทำงานศาสนาโดยตรง ซึ่งเป็นเรื่องที่แน่นอน ต้องเป็นความจริง ที่ผู้ไม่รู้ในสิ่งที่ลึกซึ้งในสิ่งที่เป็นเรื่องเหนือมนุษย์ ก็จะต้องรู้สึกหมั่นไส้ รู้สึกโอ่ตัวเกินจริง รู้สึกเป็นเรื่องที่รับได้ยากจริงๆ เหมือนกับอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสร็จ ท่านจะออกไปโปรดคนอื่น พอออกมาเดินออกมา มาพบกับอุปกชีวะคนแรก พออุปกชีวะถามท่านว่า ท่านเป็นใคร พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าท่านเป็นพุทธะเป็นพระพุทธเจ้าเท่านั้นแหละ อุปกชีวกะก็แลบลิ้นให้เลย ถ้าเราศึกษาประวัติพระพุทธเจ้าก็จะรู้ แลบลิ้นให้เลย ไม่เชื่อเป็นเรื่องธรรมดา เป็นเรื่องธรรมดาใครจะไปบอก ว่าตัวเองเป็นนั่นเป็นนี่ ที่ใหญ่ๆยิ่งๆแล้วใครจะไปเชื่อกันได้ง่ายๆ ยิ่งอาตมามาในชาตินี้ อาตมาเองเป็นคนที่ไม่ได้เป็นคนงามพร้อม ไม่ได้เป็นคนงามพร้อมนั่นอย่างนึง อีกอย่างหนึ่งศิลปวิธีของอาตมาก็ เป็นศิลปวิธีที่ร่วมสมัยยุคกาล จะต้องเป็นลักษณะแรงๆหน่อยจัดๆหน่อย เพราะสมัยนี้มันจัดจ้าน อะไรต่ออะไรมันจัดจ้าน เพราะงั้นการแสดงศิลปในการสื่อโดยเฉพาะพูดนี่ เป็นศิลปในการพูดเป็นการสื่อ ไม่ใช่พูดเล่นๆพูดความจริง สื่อออกไปมีลักษณะจริงจังหนักแน่น แล้วก็เป็นลักษณะที่ไม่เกรงไม่กลัว เพราะทุกวันนี้มันเกิดอาณาจักรแห่งความกลัวขึ้นมามาก ใครก็ไม่กล้า อธรรมมันได้ข่มขู่คนดีเอาไว้หมดแล้ว จนคนดีหดหัว คนดีหงอไปหมดแล้ว ไม่กล้าเผยอ เปิดเผยความดี ไม่กล้าแสดงตัวว่าเป็นคนดีจริง ไม่เซื่อเหมือนสมัยพระพุทธเจ้า สมัยพระพุทธเจ้านั้น แม้แต่ผู้แสดงความจริงว่า ตัวเองมีคุณธรรมชั้นสูง มีอุตริมนุสธรรมเป็นต้น ท่านก็พูดกันซื่อๆ พูดกันตรงๆไม่ใช่อวดไม่ได้ อวดได้ การอวดมรรคผลนั้นหนะ พระอุบาลีท่านได้ทูลถามพระพุทธเจ้าว่าการอวดอ้างมรรคผลมีเท่าไหร่หนอแล พระพุทธเจ้าตรัสตอบ ดูกรอุบาลี การอวดอ้างมรรคผลนี้มี 5 อย่าง ห้าอย่างอะไรบ้าง คือ ภิกษุอวดอ้างมรรคผล เพราะความรู้น้อย เพราะความงมงาย นี่หนึ่ง ภิกษุมีความปรารถนาลามก ถูกความปรารถนาครอบงำ จึงอวดอ้าง มรรคผล หรืออวดตัว หรืออวดตัวเป็นตัวเป็นผู้มีคุณธรรมมีคุณวิเศษ มี อุตริมนุสธรรม เป็นต้น อวดอ้างมรรคผล เพราะวิกลจริต เพราะจิตฟุ้งซ่าน อย่างนี่ก็อวดได้ อวดอ้างมรรคผล เพราะสำคัญว่าได้บรรลุ นี่สำคัญตนเอง เรียกว่าหลงตนก็ได้ สำคัญตนเองผิด ว่าตนเองได้บรรลุก็อวดบ้าง อวดอ้างมรรคผลที่เป็นจริง
ดูกรอุบาลี การอวดอ้างมรรคผล 5 อย่างนี้แล ดังนี้เป็นต้น นี่ก็ในพระ ไตรปิฎก พระไตรปิฎกฉบับหลวงนี่แหละ เล่มที่ 8 ข้อ 1180 การอวดอุตริมนุสธรรมนั้น อวดกัน พระพุทธเจ้านี่เป็นองค์แรก ที่ท่านอวดอุตริมนุสธรรม ด้วยความเซื่อด้วยความจริงใจจริงๆมาก่อน ท่านอวดแล้วท่านก็ยืนยันสัจธรรมนั้น เพื่อให้เห็นว่าของในโลกนี้เป็นจริงมีจริงเป็นความดี ไม่ใช่เพื่ออวดอ้างเพราะจิตลามกดังที่กล่าว ไม่ได้อวดอ้างเพราะความรู้น้อย เรียกว่างมงาย ไม่ได้อวดอ้างเพราะจิตปรารถนาลามก แบบสโถหรือสาเถยยะ เป็นจิตมีกิเลส อยากอวด อยากอ้าง อ้างเพื่อลาภ เพื่อยศ อ้างเพื่อจะให้เขามาสรรเสริญเยินยอยกย่องว่าตนเองได้ดิบได้ดี ตนเองสูงตนเองยิ่งใหญ่อะไรก็แล้วแต่ นั่นเป็นสโถ ซึ่งอาตมาก็เคยอธิบายแล้วว่าการอวดอ้างอย่างสโถนั้นเป็นจิตลามก การอวดอ้างอย่างเอหิปัสสิโก อวดอ้างอย่างของตนเองมีของตนเองจริง แล้วมันจะมีลักษณะท้าทายให้มาพิสูจน์ มันเป็นลักษณะท้าทายให้มาพิสูจน์ อาตมายืนยันเสมอว่า อาตมาอวดอ้างคุณธรรมเหล่านี้ ด้วยความเป็นเอหิปัสสิโกไม่ใช่ด้วยสโถหรือสาเถยยะ มีจิตลามกปรารถนาที่จะต้องการ ให้คนอื่นมายกย่องชมเชยหลงใหลตนเองนั้น อย่าว่าแต่แลกลาภ แลกยศเลย พวกเราก็คงเข้าใจเชื่อถือ ส่วนคนข้างนอกที่เขายังไม่ได้คบคุ้น ไม่ได้รู้จักอาตมาดีนั้น แน่นอนเขาต้องฟังเป็นไปในทางที่จะต้องระแวงว่า หลอกลวงเหมือนอย่างคนส่วนมากในทุกวันนี้นี่ มีการแฝงมีการพรางมีการซุกซ่อน วิธีการเพื่อที่จะให้คนอื่นมาหลง ว่าตนเองนี่ดี แล้วเขาก็จะได้มาให้ลาภยศ สรรเสริญโลกียสุข เป็นธรรมดา อาตมายกข้ออ้างที่ว่า อ้างอวด หรือว่าแสดงด้วยเอหิปัสสิโกนั้นเป็นการอวด เพื่อแสดงเพื่อท้าทายให้มาพิสูจน์เป็นเจตนารมณ์ เพราะฉะนั้นวิธีการที่อาตมาทำ เป็นศิลปะที่อวดอ้างนั้น เป็นศิลปะอวดอ้างยียวน หรือว่ามีอะไรไปผสมอยู่หลายอย่าง อาตมาเป็นนักศิลปะเพื่อที่จะเป็นเครื่องกรอง กรองเอาคนที่ไม่ติดของหยาบ ไม่ติดเรื่องเล็กน้อย แต่เป็นคนที่จับแก่นสารสาระได้ รู้ว่าลีลาแสดงน้ำหนักจิตวิญญาณอย่างนี้ การแสดงออกหนักแน่น การแสดงออกจริงใจจริงจัง การแสดง ออกที่มีเหตุมีผล มีหลักฐาน การแสดงออกอย่างคนที่มีญาณปัญญา มีปฏิภาณจะรู้ได้ว่า เอ๊! การแสดงออกแบบนี้ ดูเหมือนมันยั่วยวนยียวน ดูท่าทางสรีระ เอ่ย ดูท่าทางวิธีการกระทำ ดูยังไงเขาจะมีปัญญาฟังออก คนที่ฟังไม่ออก หรือคนที่มีกิเลสริษยาอยู่ในใจมากมีการถือดีมีมานะในตัวมากจะดูได้ยาก อาตมาเองคัดเลือกคนที่พ้นสักกายะทิฐิ อันนี้สำคัญ อาตมาคัดเลือกคนที่มีสักกายะทิฐิน้อย คนที่มีตัวกูของกูโดยเฉพาะมีมานะ อติมานะน้อย คนที่มีมานะอติ มานะมีอัตตาตัวตน หรือสักกายะสูงๆ ที่ถือดีว่าข้ารู้ข้าเรียนมามาก เข้าใจมาก แล้วก็มีความดื้อด้าน ความถือดีถือตัวมากๆ มีมานะอติมานะดังกล่าวคนเหล่านี้มา อาตมาสอนไม่ได้ ปางนี้อาตมาไม่ใช่มาเป็นนักรู้ แต่อาตมามาเป็นนักแสดงความจริง เพราะฉะนั้นคนที่มีสักกายะ ที่ไม่พ้นสักกายะอย่างนั้น ไม่พ้นสัมมาทิฐิในข้อต้น ที่มองสมณพราหมณ์ไม่เป็นนั้น จึงไม่สามารถที่จะเห็นได้ เรื่องนี้ก็เปิดเผยให้ฟัง เป็นเจตนารมย์ แต่ไม่ได้หมายความว่า อาตมาจะได้แสดงโฉ่งฉ่างไปตลอด ทุกครั้งทุกคราวทุกโอกาส ไม่ใช่ แสดงบางโอกาสที่จะอวดตัวอวดตน ที่จะแสดงสิ่งเหล่านั้นออกมานั้นนะ นี่เป็นเรื่องใหญ่ ที่อาตมาพูดก่อนก็เพราะว่า ขณะนี้ข้อหาที่อาตมาได้รับนั้น หรือพวกเราชาวอโศกนี่ได้รับ โดยเฉพาะอาตมานะ เป็นข้อหาส่วนตัวเลย ทางคณะสงฆ์มหาเถรสมาคมประท้วงกล่าวชี้ว่าอาตมานี่เป็นคนทำให้ธรรมวินัยวิปริต ซึ่งเป็นอาการหนักกว่า ผู้วิปริตไปจากธรรมวินัย ผู้วิปริตไปจากธรรมวินัย หมายความว่า เป็นผู้ที่ทำตนเอง ออกนอกรีตธรรมวินัยของตนเอง ตนเองปฏิบัติผิดออกไปไม่ตรงตามธรรมวินัย เป็นคนนอกรีตอย่างนั้น ทำออกไปเองของตนเองนั่นด้วยความโง่ด้วยความไม่รู้ ตนเองก็ตกหล่นไปจากธรรมวินัยเอง เป็นผู้แสวงบุญนอกพุทธไปเอง ส่วนผู้ที่ทำให้ธรรมวินัยวิปริตนั้น ที่บอกว่าอาการหนักหรือว่าเป็นพิษภัยที่ร้ายต่อพระศาสนามานั้น ก็เพราะว่า เป็นผู้ที่ทำงานศาสนาอธิบายธรรมะ อธิบายวินัยอธิบายศีลธรรมของพระพุทธเจ้า พุทธธรรมของพระพุทธเจ้า แปลงคำสอน อธิบายผิดเพี้ยนพระธรรมพระวินัย ทำให้พระธรรมพระวินัย บิดเบือนไปไม่ตรงกับความเป็นจริง นี่แน่นอน ทำให้พระวินัยผิดเพี้ยนไป อันนี้แน่นอนเสียหายมาก เรื่องนี้อาตมาได้พูดอยู่ ว่าทุกวันนี้พระธรรมวินัยเพี้ยนมามาก เหมือนกลองอนากะ ที่มันลิแล้วลิอีก ไม้ที่ทำกลองก็ดี หนังทำกลองก็ดี องค์ประกอบของกลองก็ดี มันลิมันเสื่อม มันแตกเขาก็เอาอันใหม่มาแซมมาเสริม จนกระทั่งกลายเป็นกลอง ชื่อกลองอนากะอย่างเก่า แต่เนื้อหาของกลองนั้น เปลี่ยนไปแล้ว ด้วยความไม่รู้เปลี่ยนมาทีละเล็กทีละน้อยบ้าง เปลี่ยนมาทีละมากหน่อยบ้าง จนกระทั่งเปลี่ยนไปจนกระทั่งเกือบจะไม่เป็นเนื้อหาเดิมเลย บางทีกลับตาลปัตกันก็มีทุกวันนี้ เพราะงั้นอาตมาจึงจำเป็นที่จะต้องชี้แจงว่า อาตมาเป็นคนที่ทำให้ธรรมวินัยวิปริตจริงๆนะหรือ ตอนแรกนั้นอาตมาโดนข้อกล่าวหาเพียงว่า เป็นผู้มาทำให้ธรรมวินัยวิปริต ส่วนพระเขาบอกว่า พระในมหาเถรสมาคมวิปริตไปจากธรรมวินัย ซึ่งไม่ร้ายแรงเท่า เพราะว่าตัวเองทำออกนอกรีตนอกรอยไปเอง ธรรมวินัยท่านถูกดีอยู่แล้ว แต่อาตมาไปทำให้ธรรมวินัยผิดเพี้ยน ว่างั้นนะ เดี๋ยวนี้ให้ข้อหาทั้งสองอย่างเลย ทั้งวิปริตจากธรรมวินัย แล้วก็ทำให้ธรรมวินัยวิปริตด้วยทั้งสองอย่าง
ม้วน 2 หน้า A ก็ยังตัวเองเป็นจริง มีจริงเหมือนที่ตัวเองรู้ที่เกิด เพราะองค์ 7 ตามที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ในมหาจัตตารีสกสูตร สมาธิไม่ได้เกิดจากมรรคองค์ 8 ไม่ได้เกิดในมรรคองค์ 8 แต่ไปเกิดเพราะไปนั่งหลับตาเอา สะกดจิตเอาแบบเจโตสมถะ ไม่ได้เกิดเพราะปฏิบัติมรรคองค์ทั้ง 7 ตามคำตรัสสอน ต้องศึกษาดีๆในมหาจัตตารีสกสูตร อาตมาก็พยายามหยิบมาอธิบาย และก็พยายามเรียบเรียงออกมาเป็นหนังสือสมาธิพุทธ ให้เห็นว่าสมาธิพุทธเป็นเช่นนี้ คำว่าสมาธินี่มันมีมาในศาสนาใดๆ ก่อนที่พระพุทธเจ้าท่านอุบัติเสียด้วยซ้ำ ก่อนพระพุทธเจ้าท่านเกิด มีมาแล้วสมาธิ ก็อธิบายสมาธิกันเพี้ยนจนหลงเชื่อเหมือนกลองอนากะ อย่างที่ว่าน่ะ ชื่อสมาธิก็จริงอยู่ แต่สมาธิของพุทธก็ไม่เข้าใจกัน ไปหลงเข้าใจเชื่อถือว่า สมาธิเป็นอย่างนั้นน่ะ อย่างฤๅษีสอนมา ไม่ใช่สมาธิเป็นสัมมาสมาธิอย่างพระพุทธเจ้าสอน เรื่องนี้พูดยาวก็ไม่ได้ เพราะสมาธิน่ะมันยาว วันนี้ไม่มีเวลาจะพูดยาวๆ ก็ขอพูดสั้นๆดังนี้เป็นต้น เป็นคำสอนนะ อนุศาสนีย์ และไม่เกิดฤทธิ์เกิดเดช ไม่เกิดปาฏิหาริย์ ของสันติอโศกศึกษาญาณ ฌานอะไรก็ตาม สมาธิก็ตาม ญาณก็ไม่ใช่ญาณที่ประเภทเข้าใจว่า ญาณก็คือ อาเทศนา แหม! มีญาณหยั่งรู้ไอ้โน้นไอ้นี่ที่พิลึกๆ แบบเมจิก อย่างที่ว่าอุตริน่ะ ก็ไม่ใช่เข้าใจญาณที่ อาตมาอ้างว่าอาตมามีญาณก็เข้าใจญาณอาตมาไม่ออกอีก และบอกว่าอาตมามีญาณรู้บาลี อาตมาก็ไม่ได้มีญาณไปรู้บาลีตื้นๆ อย่างที่เขาเข้าใจว่า คือไปแปลบาลีได้ คือไม่ใช่ญาณรู้บาลีอย่างแปลภาษาบาลี แปลภาษาสู่ภาษา เพราะอาตมาไม่ได้เรียนภาษาสู่ภาษา อาตมาบอกว่าอาตมามีญาณ เขาก็ไปเข้าใจอย่างนั้น อาตมาเองอาตมาเรียนไวยากรณ์ แบบไวยากรณ์ไทย ไวยากรณ์แบบบาลีไม่ได้เรียนมา เพราะภาษาแบบภาษาบาลีอย่างนั้น อาตมาไม่ได้เรียน อาตมาก็ไม่ได้เรียน อาตมาก็เลยเอาลักษณะที่แจกคำแบบของไทย ที่เรียนไวยากรณ์ไทยมา ไปแปลบาลี มันก็เลยไม่ค่อยเข้ารูปเข้ารอยหน่อย ท่านก็หัวร่อกัน อาตมาก็ไม่ว่า อาตมาก็ยอมรับว่า มันอาจจะไม่ตรงกันบ้าง แต่ในเรื่องเนื้อหาอรรถสาระ อาตมาแน่ใจว่าอาตมาได้ใช้ญาณ หยั่งเนื้อหาอรรถะสาระที่แท้จริงนั้น มาใช้บรรยายกับพวกเรา และพวกเราก็ได้ผล ไม่ใช่อย่างที่ท่านไปอธิบายตัวอย่าง ฮอทดอก ยกตัวอย่างซีซันอะไรมา แล้วก็ไปแยกตัว ฮอทดอกก็หมา แล้วก็ไปแปลเป็นหมาร้อน อย่างงั้นทีเดียว ที่จริงที่ถ้าอาตมาจะแยกคำอย่างนั้นนะ มีตีความเป็นหมาร้อนแล้วเอาคำว่าหมาร้อนมาอธิบาย ให้พวกเรานี่เดินทางถูก เป็นสัมมาทิฐิ อาตมาว่านี่เป็นศิลปะอันวิจิตรนะ ได้เหมือนกันนะ โดยพยัญชนะมันอาจจะรู้สึกว่า ไปแปลอย่างนั้นก็ตาม แต่โดยเนื้อหาแก่นสารสาระสัจจะแล้ว มันนำพาเป็นไปเพื่อความละหน่ายคลาย เป็นไปเพื่อความบรรลุหลุดพ้นได้ อาตมาว่ายิ่งยอดด้วย เพราะฉะนั้น มันเล่นแต่แค่ภาษาสู่ภาษาแค่นั้น อาตมาไม่สู้ละ เพราะอาตมาว่า อาตมามีภาษาไม่น้อยเหมือนกันนะ ในเรื่องภาษา และอาตมาว่าอาตมาเป็นผู้เข้าใจ ในความคำภาษาอักษรศาสตร์ ก็ไม่น้อยเหมือน แต่ว่าก็คงสู้ไม่ได้หรอก เพราะผู้รู้มากเรียนมากน่ะ จดจำมามากนั่น มีเก่งกว่าอาตมามากนะ ในวินัยข้อที่ 4 นี้ เป็นหลักที่อาตมาโดนโจมตีอย่างหนัก เพราะฉะนั้นก็ขออธิบาย หรือว่าพูดย้ำเรื่องนี้ขยายความเรื่องนี้มากกว่าข้ออื่นหน่อย ข้ออื่นก็คงจะยกตัวอย่างให้เห็นชัดเจน และก้อลองเอาไปพิสูจน์กันดูว่าใคร พระภิกษุในมหาเถรสมาคม กับพระภิกษุในสันติอโศกหรือชาวอโศกนี้ ใครทำให้พระธรรมวินัยวิปริตมากกว่ากัน เพราะในเรื่องข้ออวดอุตริมนุสธรรมนี้ เป็นเรื่องจริงจัง อาตมาแน่ใจว่า อาตมาอวดอุตริมนุสธรรม ตามพระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ ในข้อ 5 คือ อวดอ้างมรรคผลที่เป็นจริง เมื่ออาตมาอวดอ้างมรรคผล หรืออวดอ้างคุณวิเศษน่ะ จะเป็นญาณ เป็นสมาธิ เป็นธรรมะที่เป็นปรมัตถธรรมหลายอย่างหลายนัยก็ตาม ว่าอาตมาเป็น อาตมามีนั้น อาตมาอวดอย่างแน่ใจว่า อาตมามีจริงของจริง อาตมาว่าอาตมาเป็นคนจริงทำจริง ถ้าคนคุ้นแล้วจะรู้ว่าอาตมาเป็นคนจริง ทำจริง เพราะฉะนั้นดูแรงๆในความจริงอยู่ เพราะอาตมารู้ว่ายุคการณ์ทุกวันนี้ ความจริงมันแพ้ ความจริงมันหงอ ความจริงมันหลบหมดแล้ว เราจะต้องเป็นหัวหอก บุกเบิกนำความจริงขึ้นมานำ นำหมู่คนจริงขึ้นมาให้ได้ เพราะคนจริงทุกวันนี้อ่อนล้า อ่อนล้า แล้วก็กลัวเกรง เกิดอาณาจักรแห่งความกลัวขึ้นมาจริงๆ อันนี้ต้องรู้สภาพสังคมนะ ถ้าไม่เข้าใจสภาพสังคมอย่างนี้จริงๆแล้วละก็ เราจะทำอะไรขึ้นมาเป็นศิลปวิทยา ที่จะบุกเบิกสร้างสรรรังสรรค์ขึ้นมาได้ยากนะ เพราะฉะนั้นถ้าคนจะเข้าใจอาตมาข้อหนึ่งได้ ก็เข้าใจอย่างข้อ 4 ว่า อวดอ้างเพราะสำคัญว่าตนได้บรรลุ ซึ่งความผิดข้อนี้ พระพุทธเจ้าไม่ปรับอาบัติ ถือว่าหลงตน ผู้หลงตนนี้ไม่ปรับอาบัติด้วยซ้ำ ส่วนในข้อ 3 ก็คงจะไม่เชื่อ อาตมาวิกลจริตนะ หรือฟุ้งซ่าน เพราะอาตมาไม่ได้ทำด้วยความฟุ้งซ่าน หรือวิกลจริต ไม่ได้ทำขึ้นอย่างคน เอ้อ! อยากจะโอ่จะอวด แบบไม่มีกาลเทศะเลย พูดเมื่อไหร่ๆ อวดอ้างไม่เข้าท่า แต่ท่านเอาไปตัดเอาคำบรรยายของอาตมา ในตอนที่อวดอุตริพวกนี้มีนะ คำบรรยายที่อาตมาพูดกับพวกหมู่เรา แต่ที่นี้อาตมามันซวยหน่อยชาตินี้ เพราะว่าพูดไปแล้วเขาก็อัดเทปกันไป ก็แจกกันออกไปทั่วถ้วน มันไม่ได้พูดกันในหมู่นี้แล้วก็จบกันในที่นี้ แล้วก็ได้ยินแต่ในคนหมู่นี้ มันอัดกระป๋องอัดสายอัดเทปไปทั่วเลย มันก็เลยกลายเป็นฟังผิดหมู่ผิดเหล่า ฟังแล้วก็เกิดหมั่นไส้ เกิดอะไรๆกระทบกระเทือนใจ เพราะว่ามันไม่ตรงบริษัท แต่มันก็เอาล่ะ มันก็ต้องเป็นอย่างนั้น อาตมาจำนน มันๆพูดไปก็ไม่ได้ มันเป็นเรื่องกาลเทศะที่จะต้องเป็นอย่างนี้ อาตมาก็ยอมรับอยู่นะ ก็เลยกลายเป็นเรื่องที่ โอ้โห! บาดหูบาดใจมากมาย มันน่าหมั่นไส้จริงๆนะ อาตมาใช้ศิลปะวิธีนี้ พูดๆไปมีลักษณะคล้ายๆกับโมฮัมหมัดอาลี คล้ายๆกับแคสเซียสเคลย์ นักมวยแชมป์โลกคนหนึ่งนะ ยียวน ท่าทางอะไรต่ออะไรนี่ ยั่วยุให้เขาแสดงออกอะไรต่ออะไรนี่ อาตมาก็เห็นได้ง่าย ว่าพอแสดงอย่างนี้ออกไปแล้วก็กระทบใครบ้าง แล้วก็คนนั้นคนนี้เป็นอย่างไร ก็ได้รู้ภูมิธรรมของแต่ละคนเหมือนกันนะ ได้รู้จริงๆนะ ได้รู้ภูมิธรรม ได้เข้าใจง่าย ผู้ที่แสดงผลกระทบทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ กระทบแล้วก็แสดงรีแอคชั่น แสดงผลสะท้อนตอบออกมามีอะไรต่อ อะไรบ้างก็ ก็ได้เข้าใจนะ สรุปแล้วการอวดอุตริมนุสธรรมนั้น ถ้ามีในตน ไม่เป็นปาราชิกแน่นอนที่สุด ถ้ามีในตนนี่หมด หมดทางที่จะปาราชิกแล้วนะนั่นหนึ่ง สองถ้ามีในตนอวดผิดที่ผิดทาง อวดผิดกาลเทศะซึ่งในการประมาณผิดที่ผิดทาง ผิดบริษัท หรือผิดบุคคล อะไรพวกนี้ก็ยังมีความเข้าใจที่ต่างกัน ทางด้านผู้รู้ที่เรียนอยู่ในมหาเถรสมาคม กะอาตมาก็มีความเข้าใจต่างกันอยู่เหมือนกัน ในรายละเอียดมีอีก อาตมาจะไม่กล่าวไม่อธิบายนะ แม้จะสิ่งที่มีในตนนี้ไปแสดงกับกาลเทศะที่ไม่เหมาะก็อาบัติ แค่ปรับปาจิตตีย์ ก็ปลงอาบัติเสีย อันนี้อาตมาไม่มีปัญหาไม่ดื้อด้านอะไร ก็ได้ปลงอาบัติปาจิตตีย์อยู่แล้ว ก็ไม่มีปัญหาอะไร ส่วนที่บอกว่าเป็นของไม่มีในตนแล้วจะเป็นปาราชิกนั้น อาตมาแน่ใจว่าอาตมาไม่ได้แสดงอะไรที่ไม่มีในตนออกไป เพราะอาตมาเองรู้ดีว่า เรื่องแสดงอวดอุตริมนุสธรรมนี่ อาตมาได้ปราม ปรามไปให้พระทางมหาเถรสมาคมได้ทราบด้วยซ้ำไป ว่าการแสดงญาณ แสดงฌานสมาธิ หรือแสดงมรรคผล แสดงเรื่องราวที่เป็นปรมัตถธรรมลึกซึ้ง เกี่ยวกับจิต เจตสิก รูปนิพพานนั่นน่ะ เป็นเรื่องล่อแหลม ถ้าเราไม่มีในตนจริง แล้วมันจะเอาความเห็นส่วนตัว กิเลสตัวที่มันรักหน้าตัวเองนี่ มันจะทำให้ตัวเองเลี่ยง แล้วก็เอาความเห็นส่วนตัวบวกกับคำสอน ไปแล้วเพี้ยนๆไปโดยไม่รู้ตัวได้ง่ายที่สุด แล้วก็ได้ทำกันมาแล้ว สอนกันไปถูกซักถูกอะไรต่ออะไรขึ้น ก็จะรู้สึกว่าเราจะต้องตอบให้ได้ ไม่เช่นนั้นประเดี๋ยวเขาจะขายหน้าตัวเองจะหน้าแตก ก็เลยพยายามดันทุรังอธิบายหรือบรรยาย แสดงภูมิที่มันไม่จริงน่ะ ฌานก็ไม่ใช่ฌานพุทธ ฌานพุทธน่ะเป็นฌานลืมตา เป็นการเพ่งเผากิเลสด้วยมรรคองค์ 8 ฌานนี่แปลว่าความเพ่งเผา เผากิเลสด้วยมรรคองค์ 8 มีมุทุภูเต กัมมนิเย มีการงาน งานการอันเหมาะอันควร ของแต่ละบุคคล แล้วก็กระทำกันไป มีมุทุภูเต มีจิตที่ได้เกิดทั้งความแววไว ของอินทรีย์ 5 พละ 5 มีศรัทธินทรีย์ มีวิริยินทรีย์ มีสตินทรีย์ มี สมาธินทรีย์ มีปัญญิณทรีย์ ตามฐานะจริงๆ แล้วก็จะแววไวจะดับได้ง่ายปรับได้ง่าย เป็นอินทรีย์พละสูงขึ้นเรื่อยๆน่ะ เป็นอินทรีย์ 5 เป็นพละ 5 ขึ้นไปจริงๆ ปฏิบัติแล้วจะเกิดการเจริญขึ้นไปตามธรรม ด้วยการสังวรสำรวมอินทรีย์ 6 ตา หูจมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ใช่ไปนั่งหลับตา มีผัสสะเป็นปัจจัยนะ แล้วมันก็จะเกิดฌาน เกิดสมาธิ เป็นสมาธินทรีย์ เป็นสมาธิพละ เกิดจริงๆ สั่งสมลงไปเป็นสัมมาสมาธิด้วยการปฏิบัติมรรคองค์ 8 นะ จะคิด (สังกัปปะ) จะพูด (วาจา) จะทำงานเป็น(กัมมันตะ) จะมีอาชีพประจำทำอยู่เป็นส่วนมากในชีวิต เรียกว่าสัมมาอาชีวะมีจริงๆด้วยความพยายามมีสติ มีสติสัมโพชฌงค์หรือมีสติปัฏฐาน 4 มีความ พยายาม มีความวิริยะอุตสาหะด้วย ทิฐิที่ตัวเองได้ศึกษามาเรื่อยๆจะสูงขึ้นตามธรรม ทิฐิก็จะเข้าร่องเข้ารอยขึ้นมาเรื่อยๆ ดำเนินด้วยมรรคองค์ 8 แล้วสั่งสมลงเป็นสัมมาสมาธิ เรียกว่า สัมมาสมาธิ ที่พระพุทธเจ้าท่านสอน ก็อธิบายกันออกนอกลู่นอกทาง เพราะฉะนั้น ธรรมวินัย ธรรมะของพระพุทธเจ้านี่ละ จะไปเป็นฌาน เป็นญาณนี่เรียกว่าธรรมะ มันจะเกิดผลลดโลภโกรธหลง เป็นเมตตาธรรม เป็นสัมมาอาชีพตามศีลข้อ1จะเกิดเมตตาธรรม ศีลข้อ2 เกิดสัมมาอาชีพ ศีลข้อ3 จะเกิดกามสัญญโม จะรู้การกำหนดกามราคะอะไรต่างๆนานาชัดเจน แล้วสลัด ละกามคุณ 5 ลดละอะไรๆลงไป ถึงแม้แต่ลึกซึ้งไปถึงขั้นพรหมจรรย์ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ก็จะลดจะละลงไปจนอยู่จบพรหมจรรย์นะ ศีลข้อ 3 ศีลข้อ 4 ก็จะซื่อสัตย์สุจริตจริงใจ มั่นคง ข้อ 5 จะไม่เป็นคนเสพคนติด เป็นคนเมา เมาในหยาบในกลางในละเอียด อะไรก็แล้วแต่ ซึ่งอาตมาก็ขยายความไม่ไหว อะไรอย่างนี้เป็นต้นนะ จะเป็นผู้ที่รู้ของได้ของจริง เพราะเห็นของจริงตามความเป็นจริงนั้น เอามาพูดมายืนยันมันก็ตรง เมื่อไม่มีของจริงไม่มีความเป็นจริง บรรยายยิ่งเป็นสิ่งลึกซึ้ง มันก็ยิ่งออกเพี้ยนไป เดี๋ยวนี้อวดเก่งกัน เขียนตำรงตำรา โดยความคิดเห็นของตนเอง เอาตำราโน่นมาบวกตำรานี่ เรียนวิธีตรรก ศาสตร์ เป็นวิธีที่เอาความเห็นความรู้ ภาษาบัญญัติสู่บัญญัติมากต่อมาก และได้ ทำมานานแล้ว ทำให้ความหมายของพระธรรมวินั
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive