661201 พ่อครูคือผู้สถาปนาโลกุตระปัญญา ล้างอวิชชาในยุคนี้ พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2566
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์36 KB
วันที่แก้ไข10 กุมภาพันธ์ 2567

เนื้อหาในไฟล์

661201 พ่อครูคือผู้สถาปนาโลกุตระปัญญา ล้างอวิชชาในยุคนี้ พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก https://www.boonniyom.net/53679.html

ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1_1zC-A9fZTqlbxHkY7hLctnVuNoVjhBu/edit?usp=sharing&ouid=101958567431106342434&rtpof=true&sd=true

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/14jTKhNvyprUP8rb22dR_h1ctD30csjlu/view?usp=sharing

และ https://podcasters.spotify.com/pod/show/dhamaporkru/episodes/661201-108-1-e2cm0bc

ดูวิดีโอได้ที่ https://fb.watch/oFtU0fE4P_/ และ https://youtu.be/9HYUNN3J48s

มีซับ https://youtu.be/UZIE1E6DHwc

สมณะฟ้าไท... วันนี้วันศุกร์ที่ 1 ธันวาคม 2566 ที่บวรราชธานีอโศก วันนี้วันเริ่มต้นเดือนธันวาคม อีก 8 วัน จะมีงานศิษย์เก่าที่จะมีกิจกรรมงานบูชาพ่อวันที่ 9-10 ธันวาคม เขาบอกว่าคนลงทะเบียนประมาณซัก 300-400 คนที่เป็นศิษย์เก่า แต่ว่ามีผู้ติดตามมาด้วยอาจจะเป็น 500-600 คน มาที่ชุมชนราชธานีอโศก จะมาพักค้างประมาณ 100 คน ชาวราชธานีอโศกทุกคนถือว่าเป็นเจ้าภาพไม่ว่าจะเป็นเด็กเล็กผู้ใหญ่ สมณะ สิกขมาตุ อาคารเฮือน 0 ชั้น 3 ให้เป็นที่พักของผู้ที่มีครอบครัว ชั้นเฮือนศูนย์สูญ 2 ให้ผู้หญิงโสด ส่วนฝ่ายชายโสดให้พักที่อาคารบวร มี 3 ที่ใหญ่ๆที่จะให้พัก มีห้องน้ำ มีสถานที่พักพอเพียงที่จะต้อนรับได้ เด็กเขามาเราก็ทักทายว่ามีที่พักหรือยัง บอกว่าเฟส 2 เขาไม่รู้เรื่องกับเรานะ ต้องพาเขาไป ถ้าเราไม่รู้เราก็ให้คนอื่นช่วยพาไป ทุกคนช่วยกันต้อนรับลูกหลานเรากลับมาบ้านนานๆที จะได้เห็นว่าชุมชนที่นี่น่าอยู่นะ พ่อแม่พี่น้องยินดีต้อนรับ บางคนเอาลูกหลานมาด้วยบางคนเอาพ่อแม่มาด้วย บางคนไม่เคยมาก็จะเข้าไม่ถูกแน่นอน

พ่อครูว่า...

อ่านต่อ

มีมาทั้ง SMS มีทั้งกวี อ่านกวีก่อนก็แล้วกัน อโศกสัมปวังโก ขยันเขียนมา บางทีซ้ำซากก็อาจจะไม่อ่านทุกอัน ก็บอกไว้ก่อน บางอันไม่อยู่ในโอกาสก็ขอผ่านไป วันนี้คิดว่าจะอธิบายเรื่องนี้แล้วก็พอดี อ่านก็แล้วกัน จะได้อธิบายต่อ

รูปฌาน ๔ (สามัญญผลสูตร)

ฌานหนึ่ง มี วิตก ที่จิตยก ขึ้นมาอ่าน จากนั้น มี วิจาร พฤติการณ์ จิตตามมา ปิติ และ สุข อัน วิเวก นั้น ให้เกิดนา อีก เอ-กัคคตา บ่มีอา-รมณ์ใดปาน ฌานสอง วิตก ไซร้ สงบไป พร้อม วิจาร สมา-ธิ ถึงกาล เข้ารับงาน ต่อทันใด ปิติ และ สุข นั้น จึงวิศัลย์ ยิ่งขึ้นไป เอกัค-คตา ไซร้ ก็ทรงไว้ อย่างชินชา ฌานสาม สติ อัน สัมปชัญ-ญะ คู่ขา เกิดด้วย องค์คุณห้า อุเปกขา พรรณราย ปิติ ต้องจากไป มอบ สุข ให้ นามกาย ภายนอก บ่ขาดหาย เชื่อมกับภาย-ในได้การ ฌานสี่ จิตสิ้น สุข พร้อมกับ ทุกข์ อวสาน ของบุญ ผู้สังหาร กิเลสลาญ-ชนม์คว้าชัย องค์คุณ อุเปกขา จึงรักษา สติ ไว้ ให้ฌา-นิกอาศัย เป็นฐานใช้ เติมเมตตา ดูกร บุตรสัตถุ อันจักษุ เอื้อปัญญา อีกญาณ และวิชชา เกิดเพราะอา-โลกอวยแล

อโศก สัมปวังโก

หมายเหตุ กาพย์บทนี้ร้อยเรียงจากหนังสือคนจนที่มีแบบเล่ม ๒ หน้า ๒๗๓-๒๘๐ เนื่องจากเป็นองค์ธรรมที่เกินภูมิของผู้เรียบเรียง จึงใช้โลกจินตามากกว่าโลกสัจจะหลายเท่า หากถ้อยความใดไม่ตรงตามสัจจะ กราบขออภัยพ่อท่าน และแฟนคลับรายการพุทธศาสนาตามภูมิด้วยนะครับ

พ่อครูว่า... อาโลก ตัวสุดท้าย นี้คือแสงสว่าง โลกมีแสงสว่างเปิดนะ เพราะฉะนั้นฌานที่ไม่มีแสงสว่าง ไม่ได้เปิดโลก ไปหลับตานั้นไม่ใช่ฌานของพระพุทธเจ้า แค่นี้เขาก็ไม่สะดุดใจ เข้าใจไม่ได้ในเรื่องฌานนี้พระพุทธเจ้าตรัสเอาไว้ อโศกสัมปวังโกหยิบมา แล้วก็เอามาอธิบาย ในสามัญผลสูตรก็ว่าไว้ชัด และในอื่นอีกหลายๆแห่งเยอะแยะเรื่องฌาน ความเสื่อมของศาสนาพุทธมันเสื่อมจริงๆ เดี๋ยวค่อยๆลุยเลือดกันเรื่องความเสื่อมต่อ ขออ่าน SMS ก่อน ไปถึงจุดใดจุดหนึ่งก็อาจจะขยายความเรื่องฌานต่อไปเลย

SMS วันที่ 29 พ.ย.- 1 ธ.ค. 2566

อะไรคือเป้าหมายหลักของพุทธเจ้า _ประเสริฐ ยศทะแสน . อะไรคือเป้าหมายหลักของพุทธเจ้าครับ พ่อครูว่า… ”พุทธเจ้า” ก็คงหมายถึงพระพุทธเจ้านะ SMS นี้ ถามมาสั้นๆ ง่ายๆ นะ แต่ตอบกันนี่ ตอบยังไงมันจะครบ หรือมันจะถูกเป้าอย่างแท้จริง นะ เป้าหมายหลักของพระพุทธเจ้า จะตอบคำไหนดีหนอ _สู่แดนธรรม... ผมขอตอบก่อนได้ไหมครับ พระพุทธเจ้าต้องมาสร้างพระพุทธศาสนาให้สำเร็จครับ พ่อครูว่า... อ้อ “เป้าหมายหลักของพระพุทธเจ้าต้องมาสร้างพระพุทธศาสนาให้สำเร็จ” เออ ก็เข้าท่าเหมือนกันเนาะ ต้องประกาศศาสนา ต้องสร้างศาสนาขึ้นมาในโลก เป็นศาสนาของพระองค์ให้สำเร็จ โดยที่จะต้องมีผู้รับศึกษารู้ความ แล้วก็เอาไปปฏิบัติได้ บรรลุมรรคผลและมีผู้ที่สืบทอด ขยายผลของความรู้หรือของธรรมะหรือพุทธธรรมนี้ยาวต่อไป เป็นประโยชน์แก่ประชาชน จนกระทั่งถึงกัปป์ของแต่ละพระองค์ อย่างพระสมณโคดมนี้ พุทธกัปป์ของพระองค์ก็ 5,000 ปี จะต้องยืนยาวไปถึงขนาดนั้น สิ่งเหล่านี้เป็นสัจจะที่ยิ่งใหญ่ที่เป็นจริง เป็นอจินไตย มีคนเข้าใจไม่ได้ง่ายๆ จะบอกว่า เป้าหมายหลักคือการสร้างความรู้ สร้างความจริง ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ความรู้ความจริง แล้วก็เอาความรู้ความจริงที่พระองค์ได้นี้มาประกาศลงไป ในขณะที่ท่านยังไม่ประกาศออกมา ท่านสั่งสม เหมือนอย่างอาตมานี้ อาตมาเป็นผู้ที่ศึกษาตาม แล้วก็ตั้งใจจะไปเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง ก็จะทำหน้าที่คล้ายๆพระพุทธเจ้าทุกองค์ในยุคใดยุคหนึ่ง ก็สะสมความรู้ สะสมความจริงนั้นไป แล้วก็เอาความรู้ความจริงนั้นไปประกาศลงไปให้แก่มนุษยชาติในยุคที่มนุษยชาติไม่มีความรู้ความจริงอันยิ่งใหญ่อันประเสริฐนี้ มีแต่ความรู้และความเลวหรือความหลอกลวง ความไม่เป็นประโยชน์เป็นโทษเป็นภัยด้วย ในสังคมมนุษยชาติ ซึ่งมันก็เลยไม่มีความสงบ ไม่มีความสบาย ไม่มีสิ่งที่จะเกิดคุณค่าประโยชน์อย่างแท้จริงแก่กันและกัน ในความเป็นมนุษย์ในสังคมนะ นี่เป็นเรื่องที่รู้ยาก ขออภัยต้องพูดจริงๆ กล่าวความจริง ชาวเทวนิยม ศาสนาพระเจ้า ไม่ได้รู้ความรู้ความจริงที่บริบูรณ์ รู้ความจริงความรู้ที่มีแต่ส่วนโลกียะมีดีกับชั่ว ก็พยายามสร้างให้คนทำความดี ก็ไม่เสียหลายหรอกแต่ว่ามันวน แล้วมันก็ไม่ได้เกิดความสงบสุขอันสมบูรณ์แบบอะไร อย่างที่เป็นกันอยู่ทั่วโลก ที่ความรู้เป็นเทวนิยม แม้มาได้พระพุทธศาสนาแล้ว มีศาสนาพุทธตราลงไปในประเทศแต่ละประเทศ แต่ก่อนเกิดที่อินเดีย ขยายผลไปสู่ประเทศนั้นประเทศนี้จนกระทั่งอินเดียไม่เหลือแล้วกลายเป็นเทวนิยมแบบฮินดู แบบอะไรๆ ไปแบบเดิมๆ มันเสื่อมกลับไปเป็นอย่างนั้น ก็เหลืออยู่ทางเอเชีย ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ก็มีประเทศไทยรับไว้ได้ ที่มีแก่นโลกุตรธรรมอยู่ทุกวันนี้ ที่มีนี่ ในยุคนี้ 2,500 ปีผ่านมา ที่มีแก่นโลกุตรธรรมอยู่ในประเทศไทย อยู่ได้นี้ก็เพราะพระผู้มีแก่นเอาแก่นมาประกาศลงไปอีก ประเทศไทยในยุค 2,500 ปีนี้จึงมีโลกุตรธรรมขึ้นมาเป็นแก่น ส่วนใครเป็นผู้เอามาประกาศนั้น อาตมาไม่บอกว่าเป็นใคร ก็ไปสืบสาวหาความรู้เอา ใน Google ก็คงบอกไม่ได้ Google นี้บอกได้สารพัด แต่เรื่องนี้อาตมาว่า Google บอกไม่ได้ ไม่มีภูมิพอ สรุปแล้วเป้าหมายหลักนั้นคือสิ่งที่รู้แจ้งความรู้และความจริงอันยิ่งใหญ่ ในความเกิดดับของจิตวิญญาณ สรุปเข้าเป้าอย่างนี้ ศาสนาพุทธรู้จักจิตวิญญาณที่เป็นประธานชีวิต ชีวิตของคนทุกคน และจัดการกับจิตวิญญาณนี้ได้สมบูรณ์แบบ สรุปจบตรงนี้ สมบูรณ์แบบก็ขอขยายความอีกนิดก่อนจะจบ 1. ขั้นสามัญ รู้จักดีชั่วตามสมมติสัจจะ แล้วก็พาให้ปฏิบัติประพฤติจนเป็นคนดี ไม่ชั่วอีกเลยอย่างเที่ยงแท้นิยตะ 2. รู้จักสุขรู้จักทุกข์ แล้วก็ไม่เป็นทาสสุขทุกข์ เป็นอรหันต์ 3. เป็นมนุษย์ที่จะนำความรู้นี้ รู้โลก รู้อัตตา รู้สิ่งที่รวมกันอยู่ใน ทุกสิ่งอย่าง รูปกับนามนี้ แล้วก็เอามาประกาศละเอียดไป ขยายความไปถึงกรรมและสิ่งที่มันเกิดอยู่ในกาละ จนสุดท้ายรู้ทุกสิ่งทุกอย่างของโลกและอัตตาที่จะจัดการโลกและอัตตา ไปตามกาล จนกระทั่งจากกาละไปเลย สมบูรณ์แบบ

ช่วยตัวเองให้พ้นทุกข์ถึงจะช่วยคนอื่นได้จริง _อัมพร กุลศักดิ์ศิริ . เรียนถามพ่อครู มีบางวัดรับบริจาคเงิน ไถ่ชีวิตโคแม่ลูกอ่อน ตกลงเราจะทำบุญกับคนหรือสัตว์ดีครับ (พ่อครูว่า นี่พูดอย่างชาวเทวนิยม) คนรักกันมีลูกด้วยกัน แต่พอธุรกิจล้มเหลวหรือระแวงว่าจะนอกใจ ทำไมถึงต้องฆ่ากันด้วยครับ ศาสนาจะช่วยคนแบบนี้ได้ยังไงครับ ผมไม่เชื่อว่าพระเจ้าสร้างโลก ผมจะบาปใหมครับ? พ่อครูว่า... ”ตกลงเราจะทำบุญกับคนหรือสัตว์ดีครับ นี่พูดอย่างชาวเทวนิยม ทำบุญกับคน ทำบุญกับสัตว์ “ทำบุญ” ไปหมายความว่าคือทำความดี ทำกุศลกับคน ทำบุญก็คือทำความดีกับสัตว์ ไปเข้าใจคำว่าบุญหมายความว่าเป็นความดี เราจะทำที่จะไปไถ่ชีวิตโคแม่ลูกอ่อนนี้ มันเป็นการทำบุญกับคนหรือกับสัตว์ “คนรักกันมีลูกด้วยกัน” นั้นแน่ ช่างคิดสะด้วยนะ ถ้าเป็นคน คนมันก็รักกัน มันก็มีลูกด้วยกันอีก “แต่พอธุรกิจล้มเหลวหรือระแวงว่าจะนอกใจ” อ้อ คงไปเอานิยายในเรื่องคนคู่ใดคู่หนึ่ง มีเรื่องราวมีลูกเต้าด้วยกัน “แล้วพอธุรกิจล้มเหลวก็ระแวงเรื่องนอกใจ ทำไมถึงต้องฆ่ากันด้วยครับ “ โอ้! นิยายเรื่องนี้ถึงขั้นฆ่ากันด้วยเนาะ นิยายเรื่องนี้ของคนที่มีลูก รักกันและมีลูกด้วยกัน ทำธุรกิจล้มเหลวกัน แล้วระแวงกัน นอกใจกัน แล้วก็ฆ่ากัน นี้เป็นนิยายเรื่องหนึ่งของคนคู่นี้ ว่ามางั้นเลย “ศาสนาจะช่วยคนแบบนี้ได้ยังไงครับ” อาตมาว่าคงจะไปช่วยคนคู่นี้ยาก คงช่วยคุณก่อน ให้คนเข้าใจคุณก่อน ให้ช่วยคุณก่อนน่าจะดีน่าจะดี “ผมไม่เชื่อว่าพระเจ้าสร้างโลก ผมจะบาปใหมครับ?” นั้นแน่ ไปโน้นอีก อีกประเด็นหนึ่ง โอ้โหเยอะเรื่องเลยนะนี่ สับสนมากมายนะ เอาตอบประเด็นนี้ก่อน ไม่บาปหรอก คุณไม่เชื่อว่าพระเจ้าสร้างโลกนี้ ไม่บาปหรอก แม้ว่าศาสนาเทวนิยมจะมีคำว่าไม่เชื่อพระเจ้าจะบาป อะไรๆ ก็เรื่องของเขาอาตมาก็ไม่รู้นะว่าเขามีคำนี้หรือเปล่า คุณไปเอาคำนี้มาจากไหนก็ไม่รู้ ทีนี้ก็ว่าไปแต่ละประเด็น 1. เอาแต่บริจาคเงิน บางวัดนะ วัดนั้นเป็นการทำงานเรื่องนี้ รับบริจาคเงินนะ แล้วมาไถ่ชีวิตโคแม่ลูกอ่อน วัดที่พูดนี้คงหมายถึงพระในวัด คงไม่ได้ไปหมายถึงฆราวาสที่จัดการเรื่องเงินเรื่องทองอยู่ในวัดนั้น รับบริจาค คงไม่ใช่ฆราวาสในวัดนั้นรับบริจาคแล้วไปไถ่ชีวิตโค คงเป็นพระเป็นภิกษุรับบริจาค แล้วก็เอาเงินไปไถ่ชีวิตโคแม่ลูกอ่อน ก็ตอบก่อนว่า ไม่ใช่กิจของสงฆ์ มันไม่ใช่เรื่องที่เราจะต้องไปวุ่นวายจัดการเรื่องอย่างนั้น ฆราวาสเขาจะทำเขาจะอะไรก็สอนเขาไป ก็เท่านั้นเอง จะทำอย่างไรๆ ที่ควรก็อธิบายไป บอกเขาทำ ไม่ใช่เราจะไปรับหน้าที่รับบริจาคเงินแล้วก็เอามาไถ่ชีวิตโค หรือแม้แต่จะไปบริจาคเงินทั่วประเทศ แล้วก็เอามาเข้าคงคลังเหมือนมหาบัวที่ทำมาแล้ว ก็ดูดี๊ดี ดูเหมือนว่ามันเป็นความดีเลย มันไม่เหมือนละ ว่าเป็นความดีเลยก็ได้ ในโลกียะเขาเข้าใจกัน แต่มันไม่ใช่ธุรกิจ ไม่ใช่หน้าที่ ไม่ใช่กิจของสงฆ์ที่จะไปเที่ยวรับผิดชอบประเทศชาติ แม้แต่เรื่องครอบครัว ผู้ออกมาบวชแล้วนี่ก็จะต้อง “โภคักขันธาปหายะ ญาติปริวัตตังปหายะ” จะต้องตัดเรื่อง แม้แต่ครอบครัวก็ไม่ต้องไปรับผิดชอบ ไม่ต้องไปช่วยเหลือ ไม่ต้องไปรับหน้าที่อะไรมา ถึงขนาดนี้ แต่เขาก็ไม่รู้เรื่อง เรียนไม่รู้เรื่อง มหาบัวไม่รู้เรื่อง ก็ไปทำใหญ่แบกประเทศชาติ ขนาดครอบครัว พระพุทธเจ้ายังบอกไม่ต้องรับผิดชอบ ให้ตัดออกมาได้ แม้ขณะนี้มองในมุมหนึ่งอาจจะบอกว่า ทำไมมันใจร้าย ทิ้งครอบทิ้งครัว ไม่รับผิดชอบครอบครัว ดูไปอีกมุมหนึ่งมันเหมือนมันใจร้าย เหมือนเลว เหมือนเป็นพฤติกรรมที่เลว แต่สิ่งที่ประเสริฐกว่านั้น ที่จะมาเรียนรู้ถึงโลกุตรธรรม แล้วก็มาประพฤติตัวเองเพื่อที่จะให้ได้สิ่งนี้ มันยิ่งใหญ่ที่จะช่วยโลกได้มากกว่านั้น มาเทศน์ให้คนรู้จักโลกุตระ แล้วก็จะได้แต่ละคนเขาก็จะไปทำเองเรื่องนั้น ไม่ใช่เรื่องที่เราจะต้องไปทำเป็นเก่ง ไปทำหาเงินมาช่วยครอบครัว หาเงินมาช่วยประเทศ หาเงิน ปัดโธ่! แค่ ญาติปริวัตตังปหายะ โภคขันธาปหายะ ตัดเรื่องโภคทรัพย์สมบัติ เรื่องครอบครัว เรื่องวุ่นวายอะไรๆ ต่างๆ เราอย่าไปยุ่ง แต่เอาตัวเองเข้าไปทำนั้น มันไม่ใช่กิจของสงฆ์เลย อันนี้ก็คงจะเข้าใจกันไม่ได้ง่ายๆ อย่างนี้เป็นต้น ทีนี้เขาถามอีกประเด็นว่า ตกลงไอ้ที่เอาเงินไปบริจาคไถ่ชีวิตโคนี่ มันทำบุญกับคนหรือทำกับสัตว์ ทำบุญกับคนคืออะไร ไถ่ชีวิตโคแม่ลูกอ่อนก็คือ โคแม่ลูกอ่อนไม่ตายเพราะไปไถ่ชีวิตมันไว้ ไม่อย่างนั้นเขาก็คงเอาเข้าโรงฆ่า คงจะมีแม่ลูกอ่อนติดด้วย ตกลงว่าจะทำบุญ เขาใช้คำว่าบุญนี่คือความดีงามกับคนหรือกับสัตว์ กับคน ถ้าไปไถ่ชีวิตโคกับลูกมันมา แล้วบุญของคุณหมายถึงความดี ถือว่าเป็นการทำความดีงามกับคนตรงไหน เอาเงินไปบริจาคให้คนก็ดูเหมือนเป็นความดีใช่ไหม แล้วทำให้สัตว์ไม่ตาย มันไม่ต้องไปคิดอย่างนั้นหรอก เพราะว่าไม่ใช่เรื่องอะไรที่เราควรทำเลย จริงๆแล้วมันลึกซึ้งซับซ้อนเรื่องพวกนี้ เขาทำกันเป็นวิบากของคนไป เขาจะฆ่าสัตว์เขาจะอะไรต่ออะไร เหมือนที่อาตมาเคยอธิบายว่า งูมันจะกินเขียด เราก็บอกว่าไอ้นี่มันฆ่าสัตว์ มันจะกินเขียด เราก็ไปช่วยเขียด ไปดึงเขียดออกจากปากงู คุณเอามือให้มันกิน คุณเอาขาให้มันกิน คุณเอาส่วนใดส่วนหนึ่งเนื้อของคุณให้งูมันกินแทนหรือเปล่า ก็มันจะกินอาหารของมัน เขียดมันเป็นอาหารของสัตว์นะ อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งมันเรียกว่า ไปเผือกเขาทำไม ไปเผืออกกับงูมันทำไม ใครไม่เข้าใจก็ไปถามไถ่กันเอาเอง อาตมาพูดหมายความอะไร อ้าว ไปเผือกกับงูมันทำไม ก็งูมันจะกินอาหารของมัน อันนั้นน่ะใช่เลย เขียดมันเป็นอาหารของงู งูมันกินสัตว์ มันก็กินเขียด กินอย่างอื่น กินหนู กินไหน่ กินอะไรไปตามเรื่อง ดีไม่ดีงูเคยกินคนด้วย งูเหลือมใหญ่กินคนได้ อย่างนี้ก็คือมี อย่างนี้เป็นต้น มันกินสัตว์ มันก็เป็นธรรมดาธรรมชาติของมัน แต่สิ่งที่ไม่ใช่ธรรมดาธรรมชาติของมัน มันก็ไม่ใช่นะ ธรรมชาติของมัน มันก็เป็นไป เพราะฉะนั้นคนไปเผือกกับสิ่งที่มันเป็นธรรมชาติมันก็ไม่ค่อยถูกนะ ประเด็น คนรักกันมีลูกด้วยกันแต่พอธุรกิจล้มเหลว นี่เป็นนิยายอีกเรื่องหนึ่ง ก็ระแวงว่านอกใจ แล้วทำไมถึงต้องฆ่ากันด้วย ก็คงจะเป็นเรื่องนอกใจกันแล้วก็ไปตามฆ่ากัน ก็เพราะมัน“อวิชชา” ตอบง่ายๆ คน ธุรกิจล้มเหลว ระแวงว่านอกใจกัน แล้วไปฆ่าแกงกันอะไรกันนี้ ให้อาตมาเดาว่าคงเป็นนิยายมีเรื่องมีเหตุปัจจัยหลายอย่างในนิยายเรื่องนี้ ธุรกิจล้มเหลว ระแวงนอกใจกัน มีลูกด้วยกันแล้วก็มาฆ่าแกงกันอะไรต่างๆนานา อาตมาก็ไม่รู้ว่าไอ้ที่คุณอัมพรถามอาตมามา นิยายเรื่องที่คุณไปเจอมา คุณก็ละไว้ในฐานที่เข้าใจ คุณรู้อยู่อย่างของคุณ คุณไม่ได้บอกรายละเอียด อาตมาเลยอาตมาก็เดาไม่ออก แต่ก็พอคิดว่ามันก็มีเรื่องตามที่คุณพูดนี่แหละ ก็ตอบไม่ได้ ไม่มีข้อมูล ไม่มีรายละเอียด อาตมาไม่เก่งถึงขนาดที่ว่า แหม! ไม่มีข้อมูลไม่มีรายละเอียดเลยแล้วก็ตอบได้อย่างพั๊วะๆๆๆ เห้ย! อาตมาไม่เก่งขนาดนั้น แล้วถามว่าศาสนาจะช่วยคนแบบนี้ได้ยังไงครับ อาตมาว่าเรื่องเหล่านั้นมันก็เป็นเรื่องที่จะต้องไปช่วย คุณไปเจอไป เอาอย่างนี้ดีกว่าอาตมาขอช่วยคุณก่อนก็แล้วกัน คุณอย่าไปมีนิสัยที่จะไปยุ่งเรื่องของคนอื่นเขามาก พระพุทธเจ้าว่า อย่าเที่ยวไปทำนาคนอื่น ให้ทำนาของตนก่อน ทุกคนนั้นมันมีวิบาก มีงาน มีกิจ มีเรื่องราวของเขาแต่ละคนแต่ละคน แล้วเขาก็ไม่รู้ทุกข์ ไม่รู้สมุทัย ไม่รู้เหตุแห่งทุกข์ ไม่รู้วิบาก ไม่รู้กรรมอะไรๆ ต่างๆ เขาก็เป็นไปตามวิบาก คุณมาเรียนรู้ตนเอง พอสมควรแล้วคุณจะได้ไปช่วยเขาได้ เอาตอบอย่างนี้ก่อนก็แล้วกัน “จะช่วยยังไงได้ครับ” ช่วยตนเองก่อน สรุปแล้วคุณช่วยคนเองให้เป็นผู้รู้จริงๆ ก่อน ไม่อย่างนั้นมันเรื่องเยอะคุณจะไปช่วยใครไหวเหรอ จะไปช่วยใคร ทั้งที่ตัวเองก็ยังไม่รู้ตัวเอง ช่วยตัวเองยังไม่รอด แล้วจะไปช่วยใคร ไม่ได้ ต้องช่วยตัวเองให้พ้น ให้จบกิจของการช่วยตัวเองแล้ว ถึงจะไปช่วยคนอื่นได้ เป็นอรหันต์แล้วช่วยคนอื่นต่อ นั่นคือกิจที่สมควรที่สุด ต่อมาประเด็นสุดท้าย การไม่เชื่อว่าพระเจ้าสร้างโลก ตอบไปแล้ว ไม่บาปหรอก เขาก็เชื่อของเขา เราก็เชื่อของเรา

เรื่องฌานและบุญหากเข้าใจอย่างมิจฉาก็พาศาสนาเสื่อม _นาง จับใจ ธนะโภค . กราบนมัสการพ่อครูฯ ดิฉันขอน้อมกราบเรียนรายงานการทำหน้าที่จัดการกิเลสดังนี้ค่ะ ๑. ช่วงวัยเด็ก ดิฉันจะมีความสุขกับการทำ "บุญ" แบบใส่บาตรพระสงฆ์ เพราะคิดว่าเราอยากได้อะไรก็จะได้ตามที่ขอช่วงทำบุญใส่บาตรฯ จริงๆ (และฝังชิพมาแบบนี้) พ่อครูว่า... ก็เหมือนกับศาสนาเทวนิยมทั้งหลายแหละ อ้อนวอนพระเจ้า ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ขอผู้ที่มีอำนาจใหญ่ในมหาจักรวาล นี้ทำความดีงามเพื่อไปให้แก่ผู้ศักดิ์สิทธิ์ผู้เป็นพระเจ้าผู้มีอำนาจใหญ่ จะบันดลบันดาลอะไรให้ทุกอย่างแล้วก็ขอ ถูกสร้าง Concept ความรู้แบบนี้มาตลอด _พอได้ฟังธรรมพ่อครูฯ อธิบายความหมายของคำว่า "บุญ" จึงล้างที่เข้าใจ "บุญ" ผิดๆ และก็มีสภาวะความหมายของ "บุญ" และ "ฌาน" พ่อครูว่า แต่ก่อน เข้าใจบุญอย่างหนึ่ง เข้าใจฌานอีกอย่างหนึ่ง พอมาฟังอาตมาอธิบายและศึกษาธรรมะกับอาตมาแล้ว ก็เข้าใจบุญเข้าใจฌาน ไม่เหมือนอย่างที่ได้รู้กัน สอนกัน พูดกัน ที่คุณจับใจ บอกว่า ได้รับการฝังชิฟ (Memory Chip อุปกรณ์หน่วยความจำ ขนาดจิ๋ว) ฝังความรู้ ฝังความเชื่อถือแบบนั้น แต่ก่อนแต่เก่ามาทีเดียว _"บุญ" และ "ฌาน" ดังนี้ค่ะ "บุญ" มีหน้าที่ล้างกิเลสความอยากได้ อยากมี อยากเป็น ให้หมดไป แล้ว "บุญ" ก็จบหน้าที่ พ่อครูว่า นี้มาเข้าใจ พอมาศึกษาที่อาตมาทำความเข้าใจให้ ก็มาเข้าใจ "บุญ" มีหน้าที่ล้างกิเลส…ให้หมดไป แล้ว "บุญ" ก็จบหน้าที่ แล้วบุญก็ไม่มีแล้ว เลิก พอจบกิจ บุญก็หมด ปริกขีโณ สูญไป ปุญญปาปะ ทั้งบุญทั้งบาป บาปหมด บุญหมด ก็สูญสิ้น ปุญญปาปปริกขีโณ _"ฌาน" มีหน้าที่เป็นพี่ใหญ่จัดการทุกเรื่อง (กิเลส) ตลอดไป พ่อครูว่า ฌาณมีหน้าที่จัดการทุกเรื่อง (ตั้งแต่กิเลส) พอกิเลสหมด ฌานก็เป็นจิตสะอาด เป็นปัญญา อยู่ทำงานต่อไปอีกกับชีวิตไปตลอดกับพระผู้บรรลุ ตั้งแต่อรหันต์ไปจนกระทั่งเป็นพระพุทธเจ้า ก็เป็นฌานหรือเป็นปัญญาที่พัฒนาขึ้นไปจนถึงสัมมาสัมโพธิญาณ นะ ๒. ขอกราบเรียนถามค่ะ ดิฉันเข้าใจ "บุญ" และ "ฌาน" พอจะเข้าข่ายตามที่พ่อครูฯ อธิบายมั๊ยคะ ขอกราบนมัสการมาด้วยความเคารพอย่างสูง พ่อครูว่า... เข้าข่าย ใช้ได้ อาตมาเข้าใจที่คุณพูดมา อาตมาเข้าใจแล้วว่าคุณเข้าใจ บุญ ฌาน ถูกต้องแล้ว ความเสื่อมของศาสนาพุทธจริงๆ เลยทุกวันนี้ ที่ไม่ได้เข้าใจคำว่า ฌาน ที่ถูกต้อง ไม่เข้าใจคำว่า บุญ ที่ถูกต้อง มันไม่เข้าใจจริงๆ มันเป็นมิจฉาทิฐิ ทุกวันนี้ชาวพุทธไม่ว่าจะเป็นปราชญ์เอกขนาดไหนอาตมาก็ว่ายังยากมาก อาตมาเชื่ออย่างนั้นเห็นอย่างนั้นจริงๆ เลย ถ้าไม่เป็นอย่างนั้นท่านผู้ที่มีหน้าที่ได้รับการยอมรับนับถือในประเทศในเรื่องศาสนา อธิบายเรื่องฌานและบุญ ถ้าสัมมาทิฏฐินะมันก็จะเป็นผล ขนาดอาตมาไม่มีเครดิตอะไรเลยมาทำงานศาสนา ไม่มีเลยนะไม่มีที่ไปที่มาเลย แล้วแถมเถรสมาคมถล่มอีกต่างหาก อาตมายังทำให้พวกเราสามารถที่จะฟื้นความรู้ บรรลุธรรมะ มีฌานมีบุญขึ้นมาได้ ไม่ใช่มีบุญหรอก แต่ทำให้เกิดพลังงานจิตที่เป็นฌานเป็นบุญขึ้นมาได้ถูกต้อง สามารถใช้พลังงานฌานทำประโยชน์ สามารถใช้พลังงานบุญกำจัดกิเลสได้จริงแท้ ยังทำให้สำเร็จเลย ใช้เวลาแค่ตอนนี้ทำมา 50 กว่าปีก็ได้ผลจริง มีเหตุปัจจัย มีสิ่งที่ปรากฏจริง มีคนบรรลุก็มารวมกันอยู่นี่ ละลดกิเลสได้จริง ก็เป็นคนแบบนี้ เป็นความจริงที่พวกคุณได้ จึงมาเป็นสังคมอีกสังคมหนึ่งที่ซ้อนอยู่ในประเทศไทย ซ้อนอยู่ในสังคมศาสนาพุทธ เป็นความจริงอย่างนี้ นี่คือสิ่งที่เป็นสัจธรรมในโลกมนุษย์ อาตมาก็ยังคิดว่าอาตมาเกิดมาในชาตินี้ประสบความสำเร็จที่เอาธรรมะของพระพุทธเจ้าที่เป็นโลกุตรธรรม อันเป็น คัมภีรา ทุททัสสา ทุรนุโพธา สันตา ปณีตา อตักกาวจรา นิปุณา ปัณฑิตเวทนียา

พุทธธรรม ลักษณะ 8 ประการ

คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 34)

คือเป็นธรรมะที่ลึกซึ้ง มันเห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก สงบชนิดที่เรียกว่าคนไม่เข้าใจสันติ สันตะ ไม่ได้ง่ายที่จะเข้าใจความหมายของสภาพของสันติ สันตะ สันติ สันตะ แปลกันไปเป็นภาษาไทย เพราะว่าภาษาบาลีมีละเอียดเยอะในคำว่าสงบ ไปแปล สันตะ ว่าสงบด้วย คำอื่นๆก็แปลว่าสงบอีกเยอะแยะ ยิ่งความสงบที่มาจากคำว่า สันตะ มันสุดยอดมันเป็นความสงบที่สุดยอด สันตะ เป็นความสงบที่เกิดจากสภาวะ 2 เรียก เทวะ แล้วทำให้เทวะ สภาวะ 2 นี้ สงบ อยู่ด้วยกัน เป็นประโยชน์แก่กันและกัน หรือจัดการกันและกันจนสูญ(ศูนย์) ตกลง 2 นี่ทำ 0 ก็ได้ สงบเป็น 1 ก็ได้ เป็น 2 เป็นประโยชน์คุณค่า สร้างสรรค์ไปอีก ขยายผลอีกไปอีกก็ได้ นี่อาตมาอธิบายสภาวธรรม คนเข้าใจได้ก็คงจะฟังแล้วรู้สึกลึกซึ้ง คนเข้าใจไม่ได้ก็ต้องขออภัย ก็ผ่านไปก่อน

70 ปีแล้วยังไม่พ้นทุกข์เพราะยังมีอวิชชา _เบญจวรรณ ลูกดิน . อยู่มา 70 ปียังไม่พ้นทุกข์ค่ะ เหตุแห่งทุกข์ทำไมละไม่ได้คะ พ่อครูว่า... ตอบอย่างชัดๆ สั้นๆ ก่อนว่า ก็ยังโง่ อ่ะสิ หรือ ยังอวิชชา ภาษาบาลี ศัพท์วิชาการก็ว่า ยังอวิชชาอยู่ ยังไม่สามารถรู้เหตุที่มันพาให้ไม่ฉลาด หรือโง่ ผู้ละทุกข์ได้ หมดทุกข์ได้ พ้นทุกข์ได้ คือฉลาด คำว่า “ฉลาด” ภาษาไทย คำนี้มาจากคำว่า “ฉฬายตนะ” หมายความถึง”อายตนะ 6” คำว่า “ฉฬะ” แปลว่า 6 เพราะฉะนั้นความฉลาดที่ไม่มีอายตนะ 6 อย่างเทวนิยม หรือผู้หลับตาปฏิบัติ มีแต่อายตนะทวารเดียวอยู่ข้างใน พวกนี้ไม่มีสิทธิ์ฉลาด โง่ตลอดกาลนาน เทวนิยมก็ไม่รู้เรื่องของอายตนะ 6 แม้พุทธเองแท้ๆ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ “ฉฬายตนะ” อายตนะ 6 แต่ไปหลับตา ปิดทวาร 5 เหลือทวารเดียว ก็เหมือนเทวนิยม โง่อยู่อย่างเดิม ไม่มีความรู้ 6 ทวาร ไม่มีฉลาด เอาง่ายๆ คุณบอกว่าไม่พ้นทุกข์ ก็เพราะว่าคุณไม่ฉลาดในทวารทั้ง 6 ตากระทบรูปแล้วก็รู้จักเหตุปัจจัยกระทบ สิ่งที่กระทบขึ้นมาเป็นเวทนา ตากระทบรูปเป็นเวทนา หรือเป็นสังขารก็ได้ กระทบรูปแล้วก็ปรุงแต่งมาเป็นสภาพหนึ่งเรียกว่าสังขาร สังขารก็คืออาการของจิตที่ปรุงแต่งกัน ปรุงแต่งกันขึ้นก็เป็นสภาพที่เรียกว่าเวทนานั้นแหละ เวทนาเป็นความรู้สึก เป็นอารมณ์ มันปรุงแต่งกันจนกระทั่งมันแยกยากกว่า มันปรุงแต่งกันเป็น 2 สังขาร วิญญาณ นามรูป อายตนะ นี้หมู่หนึ่ง (ในปฏิจจสมุปบาท) อายตนะก็คือสภาพ 2 แล้วก็ไปหลงไอ้สภาพ 2 ที่มันแน่น มันปรุงแต่งกันแน่นมั่วปนกันเลย เป็นรูปเป็นร่าง เป็นเรื่องเป็นราว ก็สุขทุกข์อยู่ในนั้นเต็มไปหมด เพราะฉะนั้น ไม่รู้จักอวิชชา ไม่รู้จักสังขาร ไม่รู้จักวิญญาณ ไม่รู้จักนามรูป ไม่รู้จักอายตนะ มีครึ่งหนึ่ง ชีวิตก็เลยจมอยู่ในอายตนะที่มี 6 ไม่ได้ศึกษาอายตนะ 6 จึงไม่รู้สุขรู้ทุกข์ไม่รู้เวทนาไม่รู้สังขาร และไม่รู้วิญญาณ ก็จมอยู่ในสิ่งเหล่านี้ตลอดกาลนาน พระพุทธเจ้าพระพุทธเจ้าก็ย่อยลงมาให้ละเอียดอีก เมื่อมีผัสสะ นี่เป็นปฏิจจสมุปบาทอีกส่วนหนึ่ง ส่วนต่อจากอายตนะ มีผัสสะกระทบแล้วก็เกิดเวทนา เกิดความปรุงแต่งขึ้นมาเป็นอารมณ์ เป็นความรู้สึกเวทนา และให้ศึกษาที่เวทนานี่แหละเป็นตัวกรรมฐาน เป็นจุดสำคัญของศาสนาพุทธ ให้ศึกษาอันนี้ เพราะฉะนั้นถ้าไปปฏิบัติธรรมของพุทธ ไม่มี”อปัณณกปฏิปทา 3” ไม่มีผัสสะ ไม่สำรวมอินทรีย์ ไม่มีโภชเนมัตตัญญุตา ไม่มีชาคริยานุโยคะ อาการที่ขึ้นปรุงแต่งกันตรงนี้จากผัสสะ แล้วก็รู้ตัวเกิดจากตากระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่น ลิ้นกระทบรส โผฏฐัพพะกระทบภายนอก อะไรพวกนี้ ไม่รู้สิ่งเหล่านี้ก็ไม่มีเวทนาให้มาเรียนรู้ปฏิบัติ สุขทุกข์อยู่ที่อารมณ์หรืออยู่ที่ความรู้สึกตรงนี้ แล้วเหตุแห่งทุกข์ เหตุแห่งสุข เกิดจากกิเลสเรียกว่า “ตัณหา กับ อุปาทาน” ตัณหาก็คือกิเลสชนิดที่มีการเคลื่อนไหว อุปาทานก็คือกิเลสชนิดที่มันจับตัวกันนิ่ง หรือที่อาตมาเคยบอกว่า อุปาทานคือกิเลส static ตัณหาคือกิเลส dynamic อย่างนี้เป็นต้น ก็ต้องมาวิจัย วิจารณ์เรียนรู้อันนี้ให้จริงว่า นี่แหละ ตัวเหตุใหญ่ ตัณหาหรืออุปาทาน แล้วสร้างปัญญาสร้างความรู้ให้เห็นว่า ว่าไอ้ตัวเหตุตัวนี้ทำให้เราสุขเราทุกข์ ทำให้เราไม่จบกิจ ไม่เลิกความเป็นวิญญาณ ไม่เลิกความเป็นสังขารต่างๆ ก็อยู่ในภพในชาติตลอดกาลนาน เพราะอวิชชาแล้วไม่รู้จัก ที่อาตมาอธิบายก็ค่อยจับทีละตัว ทีละคู่ ที่ละหมวด มาอธิบายสภาวะพวกนี้ให้ฟังไป นี่แหละถ้าคุณรู้ส

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน