660814 ชีวกสูตรคือเจาะจงฆ่าไม่ใช่เจาะจงชื่อคนกิน รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #36 ราชธานีอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2566
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์50 KB
วันที่แก้ไข10 กุมภาพันธ์ 2567

เนื้อหาในไฟล์

660814 ชีวกสูตรคือเจาะจงฆ่าไม่ใช่เจาะจงชื่อคนกิน รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #36 ราชธานีอโศก https://www.boonniyom.net/53228.html

ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1Pqd4THo8mv45PK4Nim5Z8RCfm2lrFa2m/edit?usp=sharing&ouid=101958567431106342434&rtpof=true&sd=true

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1NcIzYEPTEDj-y5MbvBcIHcatkkhp0rTV/view?usp=sharing และ https://podcasters.spotify.com/pod/show/dhamaporkru/episodes/660814---36-e283h7m

ดูวิดีโอได้ที่ https://youtu.be/hsGAjZ-owgQ และ https://www.facebook.com/100078722032092/videos/683616463147766/

พ่อครูว่า... วันนี้วันจันทร์ที่ 14 สิงหาคม 2566 แรม 13 ค่ำ เดือน 8(2) ปีเถาะ ที่บวรราชธานีอโศก นั่นคือวันเวลาที่นี้ก็มาสู่สาระที่เราจะได้พบกัน ชีวิตควรจะมีสาระ พูด-ทำ-คิด มีแต่สาระ ไม่เอาเวลาไปพูด ไม่เอาเวลาไปคิด ไม่เอาเวลาไปทำกับสิ่งที่ไม่เป็นสาระ ผู้มีสาระ ผู้สำคัญในสาระก็ได้สาระ ผู้ไม่สำคัญในสาระก็ไปสำคัญในสะเปะสะปะเป็นธรรมดา ตามภูมิของแต่ละบุคคล

SMS _เพียรผ่องพุทธ กล้าจน · กราบนมัสการท่านสมณะ,ท่านสิกขมาตุด้วยความเคารพ ข้าพเจ้าเริ่มเข้าชุมนุมตั้งแต่วันแรกที่ตั้งเวทีพันธมิตร ปี 2549ที่สนามหลวง วันต่อๆมาได้ฟังธรรมะพ่อครู และได้เข้าไปอาศัยกินอาหารมังสวิรัติเลี้ยงชีวิตตนเอง ต่อมาก็มีเพื่อนญาติ ธรรม มีความสัมพันธ์ที่เพิ่มขึ้นจนได้มาอาศัยรอนพักค้างร่วมกับกลุ่มชาวอโศก แล้วสบายใจ อบอุ่น มีชีวิตอยู่รอดปลอดภัย จนถึง ปี 2557 ค่ะปัจจุบันได้มาอาศัยใบบุญอยู่ที่บ้านราชค่ะ. พี่น้องญาติธรรมที่ทำหน้าที่เสาหลักใช้ธรรมะปราบอธรรม พ่อครูว่า...คำว่า ใช้ธรรมะปราบอธรรม อันนี้เป็นสัจจะที่ยิ่งใหญ่เช่น

อ่านต่อ

ที่เราไปชุมนุม เราใช้ธรรมะปราบอธรรม คำว่าปราบ ดูเหมือนรุนแรง แต่ที่จริงสุภาพ เรียบร้อย ราบรื่น ง่าย งาม เย็น อบอุ่น มีทั้งเย็น มีทั้งอบอุ่นในที _ใช้ธรรมะปราบอธรรมได้สำเร็จ เป็นแบบอย่างของโลก พ่อครูว่า...คนนี้รู้สึกอย่างนั้นเลยนะ อาตมาก็รู้สึกอย่างนั้นเหมือนกัน เคยพูดไปไม่รู้กี่ทีแล้วว่า เมืองไทยใช้โพรเทส ที่อาตมาใช้ศัพท์เรียกว่า Neo-protest เป็นการประท้วง ซึ่งแต่ละประเทศเขาก็มีการประท้วงกันทั้งนั้น ประท้วงจนกระทั่งฆ่ากันตาย มีเยอะ เดี๋ยวนี้ก็ยังมีอยู่ทำอยู่ แต่เมืองไทยทำแล้วตั้งแต่พ.ศ. 2549 มาจนกระทั่งมีผลสำเร็จที่เป็นตัวอย่าง จนทุกวันนี้พวกที่จะมาประท้วงมีหมู่คนมาประท้วง แต่ประท้วงอย่างที่มาแล้วก็รวนเร ไม่เรียบร้อย ไม่สุภาพ ไม่มีปัญญา เขาเรียกด้วยภาษาว่า ม็อบ ไม่ใช่โพรเทส อย่างนี้เป็นต้น มันก็ต่างกัน ทุกวันนี้เมืองไทยมีพวกม็อบเหลืออยู่น้อยเป็นเศษ เป็น After Shock เป็น momentum ของ After Shock มันเกิดจากหลังจากแผ่นดินไหวแล้วก็จะเกิดคลื่นตามมา เป็นแรงที่เหลือ แรงที่ค่อยๆเฉื่อยเหลืออยู่ตามมาเท่านั้น มันไม่มีฤทธิ์แรงอะไรมากมาย ดูแล้วเหมือนหมาน้อยเห่าหมาใหญ่ แง่งๆๆๆ _นักรบแห่งธรรม ฝึกจิตวิญญาณขัดเกลากิเลสกับผัสสะ สนามรบการเมืองของเหล่ามารโลกียะ ให้ถอยกลับไปได้ค่ะ. พ่อครูว่า...อันนี้คนยังไม่เชื่อ แม้แต่นักรัฐศาสตร์เขาก็ยังไม่เชื่อ ว่า เพราะฤทธิ์แรงแห่งธรรมะชนะอธรรม เขาไม่เชื่อว่าเป็นพลังประชาชนทำรัฐประหาร คำว่ารัฐคำนี้ก็คือรัฐบาล ประหารรัฐบาล ว่างั้นเถอะ เขาไม่เชื่อกันเท่าไหร่ เพราะมันยังไม่มีสวยงามเหมือนอย่างที่เมืองไทยทำมา เมืองไทยทำมา มันเป็นตัวอย่างแรก เป็น Pioneer เป็นหัวเจาะนำขบวนมาในโลก คนก็เลยรู้สึกว่าอะไรนี่ แต่เขาก็เห็นแล้วนะ เขารับซับทราบไปแล้ว แต่เขายังไม่ซาบซึ้ง ยังไม่รู้สึกว่านี่เป็นธรรมฤทธิ์ที่สามารถทำให้เกิดความสำเร็จ ที่จบลงได้อย่างสวยงามที่สุด

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน มิลักขชน กับ อาริยกชน ต่างกันอย่างไร _กราบขอบพระคุณความเมตตาที่ได้ช่วยเหลือมวลมนุษยชาติค่ะ ลูกกำลังศึกษาเรื่องว่า ธรรมะการเมืองโลกุตรธรรม พ่อครูว่า...อันนี้ก็เป็นคำใหม่ ไม่มีใครเขาเอาธรรมะมายุ่งกับการเมือง เขาก็ว่ากัน แล้วนี่ยังแถมบอก ธรรมะกับการเมืองโลกุตรธรรมอีก ธรรมะจะเข้าไปในการเมืองและยังเป็นการเมืองโลกุตรธรรมอีกด้วย นี่เขาจะหมุนสมองให้ทันสมัยได้อย่างไร เขาจะพยายามเพิ่มพลังความเข้าใจ เพิ่มพลังความเฉลียวฉลาดที่จะมารับรู้ ความหมาย รับรู้ความจริงที่ว่านี้ มันก็คงจะต้องค่อยๆว่าไป แต่เริ่มต้นพวกเราเข้าใจแล้วก็ใช้ศัพท์ได้ แต่คนที่ยังไม่เข้าใจในสภาวะธรรมลึกซึ้งพวกนี้ เขาก็ได้แต่ฟังๆว่ามันพูดอะไรกันนะ ภาษาทะแม่งๆ ไม่เคยได้ยิน ภาษาใหม่หูบ้าง อะไรไป _ธรรมะการเมืองโลกุตรธรรม ของผู้นำของชาวอโศก เพราะลูกมีแรงบันดาลใจคำว่าโลกุตรธรรมที่ยังมีความรู้ความเข้าใจยังน้อยอยู่ ปัญญายังไม่มากพอ แต่ลูกก็สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงเมื่อเราตั้งใจเพิ่มอธิศีลในการลดกิเลส ทำความสบายใจให้แก่ตน มีความเพียรในการศึกษาค้นหาความจริง ก็จะได้รับอานิสงส์จากการฟังธรรมที่ได้เข้าใจชัดยิ่งขึ้นไป ศาสนาพุทธที่มีโลกุตรธรรม ธรรมะกับการเมืองเป็นเรื่องเดียวกัน เป็นสังคมของชุมชนชาวอโศกที่สร้างโลกให้อยู่เย็นเป็นสุขเป็นโมเดลของชุมชนคนที่มีความสุขจริงค่ะ พ่อครูว่า...อันนี้บรรยายมาเป็นสัจจะความจริง อันนี้คนที่ยังไม่มีภูมิธรรม เขายังเข้าใจไม่ได้ ยังมองไม่ออก เขายังเป็นมิลักขชน ยังเป็นคนที่ยังไม่มีอาริยกธรรม ยังไม่มีความเฉลียวฉลาดอย่างอาริยะ เขายังมีความเฉลียวฉลาดแบบมิลักขชน คำ 2 คำนี้ มันลึกซึ้งมาก อาริยกะ กับ มิลักขชน เป็นคำเก่าๆมาแต่ไหนแต่ไรแล้วที่ชี้ชัด ความเป็นมิลักขชนนี้ อาตมายกตัวอย่างให้ฟัง พวกเรานี้ถ้าอาตมาจะบอกพวกเรานะ คนอื่นเขาไม่เข้าใจหรอก อาตมาจะบอกว่าอเมริกานี้เป็นมิลักขชน ประเทศไทยเป็นอาริยชน พวกเราก็จะเข้าใจทันที มองไปถึงสภาวธรรมอะไรที่มันหมายถึง อาริยะ อะไรมันหมายถึง มิลักขชน มิลักขชน หมายถึงคนที่ยังเถื่อนๆป่าๆ ยังไม่รู้เรื่องของสังคมคนเจริญที่แท้จริง สังคมคนเจริญที่แท้จริงคือสังคมที่มีความ อิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล และเพิ่มพูนความเสียสละ นั้นคือ อาริยกะ ที่แท้จริง ที่สมบูรณ์แบบ เราพูดนี้เป็นเรื่องจริง ไม่ใช่มีแต่คำโก้ๆคำโม้ๆคุยไว้ว่า เอาอันนี้มาสอน เอาอันนี้มาแจก เอาอันนี้มาให้ในอนาคต อย่างพิธา (นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์) เขาพูดไว้ จะเป็นไปได้หรือเป็นไปไม่ได้ยังไม่รู้ แต่ของเรานี้เป็นไปได้และเป็นไปได้แล้ว ได้อาศัยแล้ว เข้าใจแล้ว เป็นจริงแล้ว มันต่างกัน

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ทำไมในวิโมกข์ 8 ต้องตรวจถึง เนวสัญญานาสัญญายตนะ _สว่างแสง ขวัญดาว · น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ พ่อครูคะ ในวิญญาณฐีติ7 กิเลสตายที่อากิญจัญญายตฌาน และในวิโมกข์8ก็มีอากิญจัญญายตฌาน แต่กิเลสไม่ตายเพราะอะไร จึงทำให้ต้องมีเนวสัญญานาสัญญายตนขึ้นคะ และกิเลสไปตายที่สัญญาเวทยิตนิโรธคะ น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ พ่อครูว่า...พวกเรานี้ก็ลึกซึ้งดี ถามมานี้ลึกซึ้ง ฟังดีๆ คำว่า จบที่กิเลสตายหรือจบที่ อากิญจัญญายตนฌาน ก็หมายความว่า ผู้นี้มีสัมมาทิฏฐิ ปฏิบัติธรรมแล้วไม่มีข้อสงสัยมาตั้งแต่ ฌาน 1 ใน วิญญาณฐิติ 7 ถ้าคนที่เป็นมิจฉาทิฏฐิแล้วก็ยังเข้าใจไม่ได้ ข้องใจอยู่ ส่วนตัว ส่วนคนที่สัมมาทิฏฐิแล้ววิญญาณฐิติ 7 เข้าใจหมดทั้ง 7 มาตามลำดับ ทีนี้ วิโมกข์ มี 8 ใน วิญญาณฐิติ 7 กับวิโมกข์ 8 ต่างกันอยู่ว่า ข้อ 1, 2, 3, 4 วิญญาณฐิติ ส่วนวิโมกข์ นั้น 1, 2, 3 ซึ่งมันอธิบายสองอย่าง วิญญาณฐิติ 1, 2, 3, 4 คือ กายกับสัญญา แต่วิโมกข์ 1, 2, 3 คือ อธิบายลักษณะธรรมให้ปฏิบัติ มีรูปเป็นต้น เช่น ในข้อ 1 รูปีรูปานิ ปัสสติ, ข้อ 2 อัชฌัตตัง อรูปสัญญี เอโก พหิทารูปานิ ปัสสติ ก็บอกภายนอก-ภายใน สามารถศึกษาปฏิบัติฝึกฝนเข้าไปเห็นได้ตั้งแต่ภายนอก เข้าไปเห็นภายนอกแล้ว ก็มาเห็นตามลำดับเข้าไปสู่ภายใน จนถึง “อรูปสัญญี” อรูป-สัญญี สัญญีก็คือผู้กำหนดรู้ใช้สัญญากำหนดรู้ได้ รู้ตามเข้าไปจนถึงภายในได้ ก็เป็นการอธิบายการปฏิบัติ ลักษณะของคนที่จะปฏิบัติ ต้องปฏิบัติรู้จักรูป รู้จักสิ่งที่ถูกรู้ แล้วจะต้องมีนาม มีปัสสติ มีสัญญากำหนดรู้ ใช้สัญญากำหนดรู้ แล้วก็รู้ ก็เห็น-ปัสสติ เห็นโดยการมีภายนอกด้วย “พหิทา-รูปภายนอก” มีรูปภายนอก จนกระทั่งเข้าไปถึง”รูปภายใน- อัชฌัตตัง” จนกระทั่งถึงอัชฌัตตังนี้ก็จะมีรูป “รูปาวจร”ก่อน แล้วไปสู่ “อรูปาวจร” อีก อย่างนี้เป็นต้น ก็ครบหมดทั้ง 3 ภพ กามภพ รูปภพ อรูปภพ ครบบริบูรณ์ นี่เป็นการบอกลักษณะของธรรมะ ส่วนวิโมกข์ข้อที่ 3 นั้น สุภัณเตว อธิมุตโต(โมกโข) โหติ หมายความว่าคนนี้มีจิตสำเร็จ โดยมีทิศทาง อธิมุติหรืออธิโมกข์-มีทิศทาง โน้มไปหรือ เข้าใจง่ายๆ เป็นภาษาอังกฤษว่า Trend (เทรนด์) มันมี Trend มีจิตใจที่นำไป โน้มไป สู่ในทางที่เป็นสุภะ(สุภันเตวะ) แล้วมีปัญญารู้ด้วย คือมี สุภะ-อันเตวะ อันนั้น สิ่งที่มันควรจะเป็นไปตามทิศทางที่ถูกต้อง โดยความหมายของธรรมะอันนี้ ข้อ 3 ให้ทราบถึงสภาวธรรมมีภูมิปัญญาที่จะรู้ทิศทางที่จะนำไปสู่”สุภะ” ความควร ความน่าได้ น่ามี น่าเป็น คือสุภะ เป็นผลสำเร็จ มีทั้งปัญญา มีทั้งพฤติกรรมที่สำเร็จในตัว เพราะฉะนั้น วิโมกข์ 3 ข้อนี้รวมแล้ว คือ มีคุณธรรม ได้แล้วจึงจะเป็นวิโมกข์ในรายละเอียดคือ อากาสานัญจายตนะ วิญญานัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญา จนกระทั่งถึง สัญญาเวทยิตนิโรธ เป็นขั้นๆไป คือวิโมกข์ขั้นที่ 4, 5, 6, 7 คือรู้จักจากขั้นธรรมดา จากอากาศ จากวิญญาณ จนถึงการไม่มี อากิญจัญญะ จนสุดท้ายถึงขั้นบรรลุ เนวสัญญานาสัญญายตนะ ก็คือสภาพของคนที่สัมมาทิฏฐิ ถ้าถึง เนวสัญญานาสัญญายตนะ ก็รู้ว่า อันที่มันน่าสงสัย แม้แต่บางคนที่มีภูมิธรรมไม่ดี พอมาถึงจุดนี้ก็จะสงสัยว่า นี้มันหมดหรือยังนะ? (คืออาการ) เนวสัญญานาสัญญา จะว่าหมด มันก็ (ลังเล ตอบไม่ได้) จะว่ามันไม่มีแล้วนะ แต่ เอ๋! หรือว่ามันมีน้อยแล้วนะ? อาตมาเคยพูดหลายทีแล้วว่า เหลือน้อยนิดกับหมดนี้ ( แยกไม่ออก) มันอะไร มันน้อยนิดหรือมันหมดแล้ว คือความคม ความเก่งของคนบางคนยังไม่มี จึงเหลือส่วนความเป็น เนวสัญญานาสัญญายตนะ ส่วนคนที่คมชัดเป๊ะมาเลย วิญญาณฐิติ 7 อากิญจัญญา ก็จะจบที่ อากิญจัญญายตนะ เลย ไม่มี เนวสัญญานาสัญญายตนะ เลย ignore (เพิกเฉย-ตัดทิ้ง) เลย จบ ไม่มีต่อ _คุณสู่แดนธรรมว่า ไม่เนิ่นช้าด้วย ไม่ต้องไปมี เนวสัญญานาสัญญายตนะ พ่อครูว่า ใช่ ไม่ต้อง ไม่ต้องมีเนวสัญญานาสัญญายตนะ มันจบ มันไม่มีกิเลสเลย เมื่อไม่มีกิเลสเลย มันก็นิโรธสนิทแล้วละ และวิญญาณฐิติ 7 ไม่ต้องไปถึง สัญญาเวทยิตนิโรธ เพราะมีสัญญากำหนดรู้มาตลอดกาลเลยและก็มาจบตรงที่ อากิญจัญญายตนะ มันก็เป็นนิโรธแล้ว เป็นสัญญาทำงานมา สัญญาเวทยิตตัง นิโรธัง โหติ สัญญามันกำหนดรู้ “เคล้าเคลียอารมณ์-เวทยิตตัง” แล้วก็เจอนิโรธอยู่ในนั้นแล้ว เสร็จเรียบร้อยในตัว ไม่ต้องมาดุ๊กดิ๊กๆ เนวสัญญานาสัญญา แล้วจึงจะ สัญญาเวทยิตนิโรธ ไม่ต้องเลย อ่านรู้เวทนา-กำจัดกิเลสไปจนนิโรธได้เลย ปัจจุบัน นี้เป็นสภาวะธรรมที่ละเอียดลึกซึ้ง อาตมามีสภาวะเรื่องนี้จึงอธิบายเรื่องนี้ได้ชัดเจน ถ้าคนยังไม่มีภูมิ เดาไม่ออก อธิบายขยายความสับสน พวกคุณที่อาตมาอธิบายให้ฟัง สับสนไหม? ใครสับสนยกมือ อย่าอาย... มีบ้าง 3-4 คน ในจำนวนร้อย ดี อาตมาสอบได้ มี Error (คลาดเคลื่อน) มีคนเข้าใจไม่ได้บ้าง จะโทษอาตมาคนเดียวไม่ได้ ไม่เข้าใจธรรมะต้องเพราะคุณด้วย อาตมาด้วย อาตมาอธิบายได้เก่งเท่านี้ คุณก็เก่งเท่านั้น มันก็เลยได้เท่านี้ พูดไปเหมือนกับพูดเล่นๆ แต่มันเป็นความจริงทั้งนั้น จะอธิบายได้ที่ถามว่ากิเลสมันไม่ตายเพราะอะไร ก็เพราะว่ามันไม่รู้ ถ้าคุณรู้มีปัญญา มันก็มีธรรมฤทธิ์ ปัญญาเป็นธรรมฤทธิ์ กิเลสก็เป็นตัวมาร มันรู้ว่าปัญญาเห็นหน้ามันแล้วมันวิ่งจู๊ดเลย อาตมาอธิบายเป็นสภาวะได้เท่านี้ อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัส พระพุทธเจ้าบอกว่า เราเห็นเธอแล้วมาร มารก็บอกเพื่อนเลยว่า ตถาคตเห็นเราแล้ว ก็พาพวกวิ่งหนีไปเลย ไม่มีความเลวร้ายรุนแรงอะไรเลย มาร ผี กิเลส ตัวร้าย กับปัญญาพระพุทธเจ้านี่ มันเป็นฤทธิ์ทำลายกันเท่านั้นเอง มันไม่ได้มีความเหี้ยมโหดรุนแรงอะไรต่ออะไรเลย มันมีการแพ้ชนะกันอย่าง ธรรมาธรรมะสงคราม ที่สวยสดงดงาม คงเข้าใจแล้วนะ

_ตุ๊ก อัศวิน · ขอบพระคุณ คลิปของพ่อครู ที่ท่าน ส.เดินดิน นำเสนอเจ้าค่ะ '..นโม_ตัด_สะ..' ชั๊วะๆๆๆ..สะบั้นกิเลส..เจ้าค่ะ ปล ประทับใจในทุกคลิปฯ ของ พ่อครู เจ้าค่ะ โดยเฉพาะ ที่มี ตัวอักษร กำกับ สำทับไปตามทุก 'โพธิรักษ์วจน' ของพ่อครู ทำให้ ซาบซึ้ง แจ่มแจ้ง ในธรรม ได้ดียิ่งขึ้น ทั้งเป็นประโยชน์หลายๆต่อผู้มี 'หูทิพย์' เจ้าค่ะ กราบขอบพระคุณ ทีมสื่อ ทุกรูป ทุกท่าน เจ้าค่ะ You all are beautiful !! พ่อครูว่า... อาตมาเอาคำของพระเก่าแก่ทางอีสานนี่แหละ ที่บอกว่า นะโมตัดสา พระพุทธเจ้าบอกให้ ตัดสา เอาสำเนียงเท่านั้นมาใช้ บาลีเขาว่า ตัสสะ แต่ไม่ได้แปลว่า ตัดเสีย หรอก ตัสสะ แปลว่า พระองค์นั้น นะโม แปลว่า นอบน้อม นะโมตัสสะ แปลว่า นอบน้อมต่อพระองค์นั้น นี่ก็เป็นการเอาสำเนียงมาเป็นภาษาไทยว่า ตัดซะ ชัวะๆ สะบั้นกิเลส อาตมาว่า ดีมาก สำหรับการขึ้นตัวหนังสือเป็น subtitle อาตมาสนับสนุนผู้ที่ทำนี้ มีทีมทำงานกันอยู่หลายคนช่วยกันนะ พอพูดไปปั๊บ เขาก็พยายามขึ้นและก็ช่วยกันตรวจคำผิดคำถูกให้มันตรง มันดี เดี๋ยวนี้มีเครื่องมือ แล้วเราก็ช่วยกัน ได้ทดสอบทักษะฝีมือด้วย ให้มันทันเวลาในขณะออกอากาศ ช่วยกัน ได้ประโยชน์

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน นิมิตในภาษาบาลีมีทั้งนิมิตจริงและอุปาทาน _จับใจ ธนะโภค · กราบนมัสการพ่อครูฯ ขอน้อมกราบเรียนถาม ค่ะ 1. เรื่องที่ดิฉันจะถามไม่ได้อวดอุตริ มีดังนี้ ช่วงเริ่มต้นการ มาปฎิบัติธรรมกับหมู่กลุ่มชาวอโศก วันหนึ่ง ดิฉันมีสติ สัมปชัญญะเต็ม และอยู่ๆ ก็เกิดนิมิตมีภาษาบาลีไหลมา(เยอะมาก)ให้ดิฉันเห็น ดิฉันตกใจมาก จึงตั้งจิตอย่างแรงกล้า ว่า ยังไม่ขอรับรู้ภาษาบาลี เพราะยังมีสภาวะไม่มากพอที่จะใช้ภาษาบาลีมารองรับ และตั้งแต่บัดนั้น จนถึงบัดนี้ภาษาบาลีก็ไม่โผล่มาให้เห็นอีกเลย ค่ะ พ่อครูว่า...มันก็เป็นนิมิตหรือเป็นอุปาทานได้ นิมิต หมายถึงสิ่งที่เป็นเครื่องหมายให้เรารู้ เราอาจจะเคยมีมาผ่านมา ผ่านมาแต่ชาติก่อนๆก็ได้ แล้วตอนนี้มันก็ขึ้นมานะ ไม่ใช่มารู้ทันที อย่างอาตมากว่าจะค่อยๆ เก็บของเก่าระลึกขึ้นมา หรือเรียก ระลึกชาติ บุพเพฯ นั้นแหละ (ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ) ค่อยๆระลึกขึ้นมาก็ใช้เวลา พระพุทธเจ้าก็เช่นกันแต่ท่านเก่งกว่าอาตมาเยอะ ท่านก็ระลึกได้เต็มทันที ท่านก็เลยได้เต็มทันที ส่วนอาตมานั้นทยอยมา ค่อยๆ ตามมา ทุกวันนี้ก็ยังทยอยเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ ก็เป็นแบบเดียวกัน แต่ว่ามันมีมากกว่ากัน มีได้วิจิตรพิสดาร ก็คือเยี่ยมยอดกว่ากัน มันก็ดีกว่ากัน เพราะฉะนั้นที่คุณปฏิเสธ คุณคิดว่าถ้าเกิดภาษาบาลีมาแล้วเราจะยังไม่รู้เรื่อง ไม่ใช่ฐานะ ปฏิเสธมันก็ไม่มา จิตคุณก็ปิดประตูของคุณเอง 2. ถึง ณ วันนี้ ดิฉันปฎิบัติธรรม พอจะงมๆ ซาวๆ ได้บ้าง(สภาวะธรรม) ขอถาม ว่า จะทำจิตอย่างไรให้เข้าใจภาษาบาลีที่มีความสำคัญกับสภาวะธรรม ค่ะ พ่อครูว่า...ตามอาตมาไปเรื่อยๆ ฟังไป อาตมาก็เอาภาษาบาลีมาพูดอยู่บ่อยๆ จนกระทั่งคนที่เขาไม่ชอบภาษาบาลีเลยหรือเขาฟังแล้วก็รู้สึกออกรำคาญ เขาจะไม่เอาเลย แต่คนที่เห็นว่ามันมีหลักฐาน มีสิ่งอ้างอิง มันทำให้รู้สึกว่าอย่างนี้ใช่นะ ยิ่งอ้างอิงมาเป็นภาษาบาลีหรืออ้างอิงมากมาจากพระไตรปิฎกเล่มนี้ ข้อนี้ อะไรอย่างนี้ มันมั่นใจ ยิ่งขึ้นว่า ไอ้นี่ไม่ได้พูดเอาเอง ไม่ได้โมเม มีหลักฐานอ้างอิงยืนยันซึ่งพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าเป็นการอิงหลัก อิงธรรม อิงหลักฐาน อิงวินัยนี่แหละ มันมีหลักฐานอย่างนี้ มันก็เป็นที่เชื่อถือได้ดี คุณจับใจก็เจริญธรรมขึ้นไปตามลำดับ

_บุญนิยม รองกิจ · ผมฟังเพลง MV แม่จ๋า น้ำตาไหลคิดถึงแม่ พ่อครูว่า...อาตมาว่ามีไม่น้อยคนหรอก MV ที่คุณอุมาพรเขาทำ นี้ อาตมาว่า ทำได้ดีมาก ทำได้ดีเท่าที่เราเคยมาก มาทำคราวนี้คุณหนึ่ง จักรวาล เขาทำการ Arrange ด้วย แล้วพวกเราก็เอามาประกอบภาพเป็น MV ถ่ายกัน โอ้โห..โลเคชั่นอะไรกันมากมายขนาดนั้น โอ้โห..นะ เก็บมาใส่ อุมาพรเขาร้องได้ดี อาตมาว่าทำให้คนแต่งเพลงนี้ เลยพลอยดีไปด้วย เพราะไปด้วย ดูดีไปด้วยไปหมดเลย โอ้โห..เยี่ยมนะเข้าท่าดีมากเลย ขอบคุณทุกคนที่พยายามทำ (MV เพลงแม่จ๋า : คำร้อง-ทำนอง ครูรัก รักพงษ์, เรียบเรียงดนตรี จักรวาล เสาธงยุติธรรม, ขับร้องโดย อุมาพร บัวพึ่ง https://youtu.be/4BmMfLo0iAs )

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน ตั้งตนบนความลำบาก ไม่ใช่ อัตตกิลมถานุโยค _ดาวตะวัน • ฟังทบทวนอีกครั้งหลังจากดูรายการมาแล้ว เข้าใจอัตตกิลมถานุโยคได้มากขึ้นค่ะ ต้องพิจารณาอัตตา 3 ในตนเองให้ละเอียด ลึกซึ้ง ชัดเจนให้ยิ่งขึ้น และก็มีคำถามว่า "การตั้งตนอยู่บนความลำบาก" ถือเป็นอัตตกิลมถานุโยคหรือไม่คะ พ่อครูว่า...อัตตกิลมถานุโยค มันมีรายละเอียดตั้งแต่หยาบๆ มาจนถึงนามธรรมเป็นปรมัตถ์ ใช่ ต้องพิจารณาอัตตา 3 อัตตะ หรืออัตตานี้แหละ โอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตา และอรูปอัตตา นี้เป็นอัตตา 3 _ถามว่า "การตั้งตนอยู่บนความลำบาก" ถือเป็นอัตตกิลมถานุโยคหรือไม่ ถ้าคุณว่าเป็น อัตตกิลมถานุโยค ไม่พาเจริญ เป็นการทรมานเปล่า มันก็ขัดแย้งกับคำสอนพระพุทธเจ้าที่บอกว่า ตั้งตนบนความลำบาก กุศลธรรมเจริญยิ่ง ใช่ไหม พระพุทธเจ้าตรัสไว้อย่างนั้น เพราะฉะนั้นก็ต้องทำความเข้าใจกันให้ดีๆ แล้วก็จะได้ไม่ขัดแย้งในตัว แม้แต่ไม่ขัดแย้งกับคำสอนพระพุทธเจ้า ตั้งตนอยู่บนความลำบาก กุศลธรรมเจริญยิ่ง ก็ภาษาไทยมันน้อย (มีน้อยคำให้ใช้) เพราะฉะนั้น การตั้งต้นอยู่บนความลำบาก ก็มีภาษาบาลีว่า “ ทุกกรกิริยา” นั้นคือการทรมานตน อย่างพระพุทธเจ้าอดข้าวจนกระทั่งผอม จับตรงไหนระหว่างท้องถึงกระดูกสันหลัง จับหลังถึงท้องเลยแบนแต๊ดแต๋ อย่างนั้นก็ผิด (ดูภาคผนวก) พระพุทธเจ้าท่านต้องผ่านทุกอย่าง ทำได้ทุกอย่างที่คนเขาทำ พวกชาวเดียรถีย์ที่ไม่ใช่พุทธ เป็นอย่างไรผ่านมาหมด เหมือนอาตมาที่ผ่านมา อย่างชาวพระป่าก็ดี เขาทำมา ปฏิบัตินั่งหลับตา เข้าป่า ทำอย่างนู้นอย่างนี้ อาตมาก็ทำมาหมดนั่นแหละ ไม่ใช่ว่าอาตมาไม่รู้จักพฤติกรรมอย่างพระป่าที่เขาปฏิบัติกัน หลับตาแล้วก็นิ่ง จนกระทั่ง ปึ๊งแป๊ง! อะไรอย่างที่มหาบัว อาตมาก็มีมาหมด ทำมาหมด อาตมาเข้าใจ ซึ่งมันไม่ใช่ มันเป็นอุปาทานทั้งสิ้นเลย เพราะฉะนั้นอาตมาถึงบอกว่าอาตมารู้ทั้ง 2 อย่าง รู้ทั้งอย่างที่เขาพูด เขาเป็น เขาทำ อาตมาก็เป็น ก็ทำมา ไสยศาสตร์อาตมาก็ไปทำมาแล้ว คำว่าไสยศาสตร์นั้น ทั้งหมดนั้นแหละ ทั้งพระป่า การเข้าป่า เขาทำกันทั้งนั้น อาตามาทำหมด หลับตาก็คือไสยศาสตร์ทั้งนั้น อาตมาทำมาหมด ซึ่งอาตมาทำได้เร็ว ชาตินี้อาตมาไปทำอยู่ 8 ปีไสยศาสตร์ ทั้งทำการนั่งทั้งแบบเดรัจฉานวิชาพวกนี้ แต่ทางพระที่เขานั่งหลับตาเขาไม่ค่อยทำเดรัจฉานวิชาสักเท่าไร ก็ดี แต่พวกที่เขาไม่รู้เขาก็เล่นไปเป็นเดรัจฉานวิชาอะไรต่างๆนานา เหมือนหมอปลา พวกนี้ไป ซึ่งเขาไม่เข้าใจจิตวิญญาณ จึงไปหลงว่ามีพลังงานวิญญาณไปสิงสู่ ซึ่งมันไม่มีอะไร เป็นอุปาทานของตัวเองทั้งสิ้น มันไม่มีหรอกวิญญาณผีนั่นเทวดานี่อย่างนั้น ไม่มี ตนเองทั้งนั้นแหละ มีอุปาทานอย่างนู้อย่างนี้ มันก็เป็น มันเป็นอย่างไรก็เป็นอย่างที่เราไปยึดติดว่า มันต้องเป็นอย่างนี้ ต้องมีงี้ มันก็เป็นสิ มันก็ออกมาในลีลาของ กายกรรม วจีกรรมออกมา ศึกษาให้เข้าใจดีแล้วก็จะรู้ อธิบายไม่ไหวหรอก เพราะคนเรามันหลากหลาย ทิฏฐิคนละอย่างๆ เยอะ อธิบายไม่หมด

_เบญจวรรณ • ปชต.ที่ทำให้คนแตกแยก ไม่รู้รักสามัคคี เลิกซะที กลับมาทบทวนแล้วคิดใหม่ ทำใหม่ในรูปแบบธัมมาธิปไตย สส.ต้องผ่านการอบรมให้รู้หลักการปกครอง ฯลฯ มีชั่วโมงการบำเพ็ญประโยชน์ต่อสาธารณะ& มีใบประกอบวิชาชีพให้กับทุกคนที่มีคุณสมบัติครบดีมั้ยคะ พ่อครูว่า...เราก็ได้แต่พูดน้อ เราพูดอย่างไรเขาก็ไม่ฟังหรอก แต่ก็ดี ส่งเสียงให้ไปบ้าง เขาจะเลิกเสียทีหรือไม่เลิกเสียที เราไปบังคับเขาไม่ได้ ธัมมาธิปไตย พูด เขารู้เรื่องรึ? คืออะไร? ดี คุณไปออกกฎหมายสิ คุณก็เป็นนักกฎหมาย แต่อย่างว่า พวกเราเข้าไปในสภาไม่ได้ อาตมาว่ามันอยู่ที่คุณธรรมของคน ส่วนเรื่องกฎเกณฑ์มันเป็นเรื่องรอง คนนี้สำคัญที่สุดแล้ว มันจะมีภูมิรู้เอง ความไม่เห็นแก่ตัว ความมีปฏิภาณ ความขยันหมั่นเพียร ความมีสมรรถนะความสามารถพวกนี้ มันเป็นคุณธรรมของคนทั้งนั้น

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน สายนั่งหลับตาอย่างมหาบัวไม่มีทางสร้างสังคมสาราณียธรรม 6 ได้ _7L • น้อมกราบสาธุ สาธุ สาธุ ในองค์หลวงปู่มั่น หลวงปู่เสาร์ครับ ท่านปรามาสพระอรหันต์ ท่านระวังจะตกมหานรกอเวจีนะครับโดยไม่มีใครช่วยได้ พระเทวทัตก่อนท่านสิ้นใจท่านยังสำนึกผิด แต่ท่านต่อให้สิ้นใจไปท่านก็ไม่อาจสำนึกผิดได้ ท่านเลวยิ่งกว่าพระเทวทัตซะอีก คนที่เป็นเดียรถีย์ และอลัชชีนั้นคือลัทธิของท่านสอนคนให้เข้าใจผิดๆ สมมุติว่าท่านเดินทางลงอเวจีนรก ลูกศิษย์และผู้เคารพศรัทธาท่านเดินตามหลังเรียงแถวลงไปด้วย หัวหน้าเดินไปทางไหนลูกน้องย่อมเดินตามไปด้วย (ผู้มีปัญญาย่อมรู้ว่าผู้ใดคือพระอรหันต์แท้แน่นอน และก็ย่อมรู้ว่าผู้ใดคือพระอรหันต์เก๊จอมปลอมกระจอกและว่าที่สัตว์นรก) มิน่าถึงไม่ค่อยมีผู้ใดเคารพเชื่อศรัทธาเลย (หากข้าพเจ้ากล่าวผิดข้าพเจ้าขอรับกรรมแต่เพียงผู้เดียว สาธุ สาธุ สาธุ) พ่อครูว่า...คุณพูดถูก ที่ว่า “(ผู้มีปัญญาย่อมรู้ว่าผู้ใดคือพระอรหันต์แท้แน่นอน…)” จริง เป็นจริง ผู้มีปัญญาจะเห็นอย่างที่คุณว่ามานั้น แน่นอน คุณไม่ต้องพูดหรอก พระพุทธเจ้าตรัสไว้แล้วว่า กรรมเป็นของ ของตนผู้เดียว ถ่ายทอดให้ลูกหลานไม่ได้ หรือถ่ายทอดให้พ่อให้แม่หรือให้ใครไม่ได้ทั้งนั้น กรรมเป็นของของตน ถูกต้อง คุณพูด คุณทำ คุณคิด คุณเห็น คุณเข้าใจ เป็นของคุณคนเดียว ก็อาตมาเข้าใจของคุณ 7L นี้ ก็เป็นความเห็น ความเข้าใจเป็นภูมิธรรมของคุณ มันก็ต่างกันกับของอาตมา ความเห็นที่ต่างกัน เพราะฉะนั้นมันเป็นนานาสังวาส คุณก็เห็นอย่างหนึ่ง อาตมาก็เห็นอย่างหนึ่ง คุณเห็นว่าหลวงปู่มั่น หลวงปู่เสาร์ หรือทางสายมหาบัว นั่งหลับตาสมาธิ เป็นการบรรลุอรหันต์ ไปในสายอรหันต์ คุณก็นับถือของคุณ คุณเห็นว่าอย่างนั้นเป็นธรรมวาที คุณซาบซึ้งจับใจ ก็เป็นธรรมดาตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ไม่ผิดหรอก ส่วนอาตมาก็เห็นอย่างที่อาตมาพูด ซึ่งเป็นสายแบบอาตมา แล้วอาตมาก็มีหมู่กลุ่มของอาตมา คุณก็บอกพูดถูก คุณบอกว่าพวกอาตมานี้มันมีน้อยมีแค่นั้นแหละ มันก็ถูกต้อง อาตมามีแค่นี้ อาตมาก็บอกมาหลายทีแล้วว่า อาตมาภูมิใจ คนจะไปอยู่ยอดพีระมิดได้ มันต้องมีจำนวนน้อย ยุคนี้ อาตามาเคยพูดไปหมดแล้ว ถ้าคุณเข้าใจมีปฏิภาณพอ ว่ายุคนี้เป็นยุคเสื่อม คนเขาเสื่อม อาตมาถึงได้เอาโลกุตรธรรมลงไปสถาปนาใหม่ แล้วก็กอบกู้เก็บโลกุตรธรรม มีโลกุตรบุคคล มีคนมีภูมิปัญญารับรู้ได้ คืนมาได้ประมาณนี้ อาตมาบอกแล้วว่าภาคภูมิใจแล้วได้ขนาดนี้ จนกระทั่งเกิดกลุ่มหมู่ สาราณียธรรม 6 สายพวกนั่งหลับตาไม่มีปัญญาจะรู้จักมนุษย์ที่เป็นมนุษย์มีวรรณะ 9 มีพุทธพจน์ 7 มีสาราณียะ ปิยกรณะ คุรุกรณะ สังคหะ อวิวาทะ สามัคคียะ เอกีภาวะ แล้วก็รวมกันอยู่เป็นกลุ่มหมู่อยู่กันอย่างมีสาราณียธรรม 6 เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม ลาภธัมมิกา( สาธารณโภคี ) ศีลสามัญตา ทิฏฐิสามัญตา มนุษย์มีวรรณะ 9 มีพุทธพจน์ 7 แล้วก็มาอยู่รวมกันเป็นกลุ่มหมู่ เป็นชุมชนที่อยู่กันอย่างมีสาราณียธรรม 6 เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม และก็อยู่กันอย่าง มีลาภธัมมิกา ลาภที่ได้มาโดยธรรม แล้วก็เอามาเข้าส่วนกลาง เป็นสาธารณโภคี แล้วต่างคนต่างพัฒนาศีลสามัญตา ทิฏฐิสามัญตา ของแต่ละคนพัฒนาไป เป็นสังคมที่สมบูรณ์แบบแล้ว เกิดจริง เป็นจริง มีปรากฏการณ์จริงในมนุษยชาติที่เป็นจริงอยู่นี้ แต่สังคมทางหลับตาเป็นไปไม่ได้ ไม่มีอย่างนี้แบบของพระพุทธเจ้า นี่ของพระพุทธเจ้าทั้งนั้น อาตมาไม่ได้พูดเอาเอง ของเขาเกิดไม่ได้หรอกเพราะมันออกนอกรีตศาสนาพุทธ คุณก็เห็นของคุณ อาตมาก็เห็นของอาตมา อาตมาไม่ได้แปลกอะไร ก็ว่าไป ก็ต่างคนต่างดี อาตมาจะขอคุณได้ไหมนี่ คุณ 7L ว่าฟังธรรมะอาตมาบ้าง อย่าละเลย อย่าทิ้งกันนะ ฟังอาตมาบ้าง ฟังไม่มากนักก็ยังดี ขอบคุณ ถ้าฟังมากๆหน่อยก็ยิ่งขอบคุณยิ่งๆขึ้น ญาติดีกันนะ

_4399 • พระโพธิสัตว์คือผู้ที่จะเกิด มาตรัสรู้ในอนาคตกาล พระอรหันต์คือผู้ที่จะไม่เกิด ท่านเป็นทั้งสองอย่างพร้อมกัน มันย้อนแย้งยังงัยไม่รู้น่ะ ท่านเป็นทั้งอรหันต์ ท่านเป็นทั้งโพธิสัตย์

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน