350605 ผู้รู้ชัด-ย่อมกล่าวชัด(มหาจุนทสูตร) โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2535
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์366 KB
วันที่แก้ไข6 พฤศจิกายน 2568

เนื้อหาในไฟล์

350605 ผู้รู้ชัด-ย่อมกล่าวชัด (มหาจุนทสูตร) โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานปฐมอโศก

ผู้รู้ชัด-ย่อมกล่าวชัด (มหาจุนทสูตร) วันที่ 5 มิถุนายน 2535 ทำวัตรเช้า โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานปฐมอโศก

ลองฟังดู มหาจุนทสูตร พระไตรปิฎกเล่ม 24 ข้อที่ 24 สมัยหนี่ง ท่านพระมหาจุนทะ อยู่ที่เชตวัน ในแคว้นเจดีย์ ณ ที่นั้นแล ท่านมหาจุนทะ เรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกร อาวุโส ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลาย รับคำท่านพระมหาจุนทะแล้ว ท่านพระมหาจุนทะได้กล่าวว่า ดูกร อาวุโสทั้งหลาย ภิกษุเมื่อกล่าวอวดความรู้ ย่อมกล่าวว่า เรารู้ธรรมะนี้ เราเห็นธรรมะนี้ ดังนี้ ดูกร อาวุโสทั้งหลาย หากว่าโลภะย่อมครอบงำภิกษุนั้น ตั้งอยู่ โทสะ โมหะ โกธะ อุปนาหะ มักขะ ปลาสะ มัจฉริยะ ความริษยาอันชั่วช้า หรือ ปาปิกาอิสสา ความปรารถนาชั่วช้า หรือปาปิกาอิจฉา ย่อมครอบงำภิกษุนั้นตั้งอยู่ ภิกษุนั้น อันบุคคลพึงรู้อย่างนี้ว่า โลภะย่อมไม่มีแก่ท่านผู้รู้ ฉันใด ท่านผู้มีอายุนี้ หารู้ ฉันนั้นไม่ เพราะฉะนั้น โลภะจึงครอบงำท่านผู้มีอายุนี้ตั้งอยู่ โทสะ โมหะ เหมือนกันหมด บอกเหมือนกันอย่างที่ว่านี้ คือ ภิกษุอันบุคคลพึงรู้อย่างนี้ว่า โลภะย่อมไม่มีแก่ท่านผู้รู้ ฉันใด ท่านผู้มีอายุนี้ หารู้ฉันนั้นไม่ เพราะฉะนั้น โลภะจึงหรือว่า โทสะจึงเหมือนกัน ครอบงำ ครอบงำผู้มีอายุนี้ จะตั้งอยู่ จนกระทั่ง ถึงความริษยาอันชั่วช้า ความปรารถนาอันชั่วช้า นั่นแหละ ย่อมไม่มีแก่ท่านผู้รู้ ฉันใด ท่านผู้มีอายุนี้ หารู้ฉันนั้นไม่ เพราะฉะนั้น โทสะ โมหะ โกรธ อุปนาหะ มักขะ ปลาสะ มัจฉริยะ ถึงปาปิกาอิสสา ปาปิกาอิจฉา จึงครอบงำ ท่านผู้มีอายุนี้ ตั้งอยู่ ดูกร อาวุโสทั้งหลาย ภิกษุ เมื่อกล่าวอวดภาวนา เมื่อกี้นี้กล่าวอวดว่ารู้ธรรม ตอนนี้ กล่าวอวดภาว

อ่านต่อ

นาน่ะ เมื่อกล่าวอวดภาวนา การภาวนานี่ การทำให้เกิด หรืออบรม อบรม การอบรมตน ทำตนให้เกิด ย่อมกล่าวว่า เราเป็นผู้มีกายอบรมแล้ว มีศีลอบรมแล้ว มีจิตอบรมแล้ว มีปัญญาอบรมแล้ว ดังนี้ ดูกร อาวุโสทั้งหลาย หากว่าโลภะ ย่อมครอบงำภิกษุ ตั้งอยู่โทสะ โมหะ อุปนาหะ มักขะ ปลาสะ มัจฉริยะ ความริษยาอันชั่วช้า หรือปาปิกาอิสสา ความปรารถนาอันชั่วช้า หรือปาปิกาอิจฉา ครอบงำภิกษุนั้น ตั้งอยู่ ภิกษุนั้น อันบุคคลพึงรู้อย่างนี้ว่า โลภะย่อมไม่มีแก่ท่านผู้รู้ ฉันใด ท่านผู้มีอายุนี้ หารู้ฉันนั้นไม่ เพราะฉะนั้น โลภะจึงครอบงำท่านผู้มีอายุนี้ ตั้งอยู่ โทสะก็เหมือนกัน โมหะก็เหมือนกัน โกธะ อุปนาหะ มักขะ ปลาสะ มัจฉริยะ ปาปิกาอิสสา ปาปิกาอิจฉาย่อมไม่มีแก่ท่านผู้รู้ ฉันใด ท่านผู้มีอายุนี้ หารู้ฉันนั้นไม่ เพราะฉะนั้น ทุกอย่างแหละ โทสะ โมหะ โกธะ อุปนาหะ มักขะ ปลาสะ มัจฉริยะ ปาปิกาอิสสา ปาปิกาอิจฉา จึงครอบงำผู้นี้ ตั้งอยู่น่ะ ดูกร อาวุโสทั้งหลาย ภิกษุเมื่อกล่าวอวดความรู้ และอวดภาวนา ย่อมกล่าวว่าเรารู้ธรรมะนี้ เราเห็นธรรมะนี้ เราเป็นผู้มีกายอบรมแล้ว มีศีลอันอบรมแล้ว มีจิตอันอบรมแล้ว มีปัญญาอันอบรมแล้ว ดังนี้ ดูกร อาวุโสทั้งหลาย หากว่าโลภะ ครอบงำภิกษุนั้น ตั้งอยู่ เหมือนกัน โทสะ โมหะ โกธะ อุปนาหะ ปลาสะ มัจฉริยะ ปาปิกาอิสสา ปาปิกาอิจฉา เหมือนกันหมด ครอบงำภิกษุนั้น ตั้งอยู่ ภิกษุนั้น อันบุคคลพึงรู้อย่างนี้ว่าโลภะ ย่อมไม่มีแก่ท่านผู้รู้ ฉันใด ท่านผู้มีอายุนี้ หารู้ฉันนั้นไม่ เพราะฉะนั้น โลภะ จึงครอบงำท่านผู้มีอายุนี้ ตั้งอยู่ โทสะก็ดี โมหะก็ดี โกธะก็ดี อุปนาหะก็ดี มักขะ ปลาสะ มัจฉริยะ ปาปิกาอิสสา ปาปิกาอิจฉา ก็ดี เหมือนกันหมดน่ะ ย่อมไม่มีแก่ท่านผู้รู้ ฉันใด ท่านผู้มีอายุนี้ หารู้ฉันนั้นไม่ เพราะฉะนั้น โทสะ โมหะ โกธะ อุปนาหะ มักขะ ปลาสะ มัจฉริยะ ปาปิกาอิสสา ปาปิกาอิจฉา ย่อมครอบงำท่านผู้มีอายุนี้ ตั้งอยู่ ดูกร อาวุโสทั้งหลาย เปรียบเหมือนบุรุษเป็นคนยากจน พึงกล่าวอวดความมั่งมี เป็นคนไม่มีทรัพย์ พึงกล่าวอวดทรัพย์ เป็นคนไม่มีโภคะ พึงกล่าวอวดโภคะ บุรุษนั้น เมื่อกิจอันจำต้องทำด้วยทรัพย์อย่างใดอย่างหนึ่ง เกิดขึ้น ไม่อาจจะนำทรัพย์ ข้าวเปลือก เงิน หรือทอง ออกใช้จ่ายได้ คนทั้งหลาย พึงรู้บุรุษนั้นอย่างนี้ว่า ท่านผู้นี้เป็นคนยากจน ย่อมกล่าวอวดความมั่งมี เป็นคนไม่มีทรัพย์ ย่อมกล่าวอวดทรัพย์ เป็นคนไม่มีโภคะ ย่อมกล่าวอวดโภคะ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะท่านผู้นี้ เมื่อกิจอันจำต้องทำด้วยทรัพย์อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น ไม่อาจจะนำทรัพย์ข้าวเปลือก เงิน หรือทองออกใช้จ่ายได้ ฉันใด ดูกร อาวุโสทั้งหลาย ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อกล่าวอวดความรู้ และอวดภาวนา ย่อมกล่าวว่า เรารู้ธรรมะนี้ เราเห็นธรรมะนี้ เราเป็นผู้มีกายอันอบรมแล้ว มีศีลอันอบรมแล้ว มีจิตอันอบรมแล้ว มีปัญญาอันอบรมแล้ว ดังนี้ ดูกร อาวุโสทั้งหลาย หากว่าโลภะครอบงำภิกษุนั้น ตั้งอยู่ โทสะก็ดี โมหะก็ดี โกธะ อุปนาหะ มักขะ ปลาสะ มัจฉริยะ ปาปิกาอิสสา ปาปิกาอิจฉาก็ดี ครอบงำภิกษุนั้นตั้งอยู่ ภิกษุนั้น อันบุคคลพึงรู้อย่างนี้ว่า โลภะย่อมไม่มีแก่ท่านผู้รู้ ฉันใด ท่านผู้มี อายุนี้ หารู้ฉันนั้นไม่ เพราะฉะนั้น โลภะ จึงครอบงำท่านผู้มีอายุนี้ตั้งอยู่ โทสะก็เหมือนกัน โมหะก็เหมือนกัน โกธะ อุปนาหะ มักขะ ปลาสะ มัจฉริยะ ปาปิกา-อิสสา ปาปิกาอิจฉา ก็เหมือนกันน่ะ ไม่มีแก่ท่านผู้รู้ ฉันใด ท่านผู้มีอายุนี้ หารู้ฉันนั้นไม่ เพราะฉะนั้น โทสะ โมหะ โกธะ อุปนาหะ มักขะ ปลาสะ มัจฉริยะ ปาปิกา-อิสสา ปาปิกาอิจฉา จึงครอบงำท่านผู้มีอายุนี้ตั้งอยู่ ดูกร อาวุโสทั้งหลาย ภิกษุเมื่อกล่าวอวดความรู้ ย่อมกล่าวว่า เรารู้ธรรมะนี้ เราเห็นธรรมะนี้ ดังนี้ หากว่าโลภะไม่ครอบงำ หากว่าโลภะไม่ครอบงำ ภิกษุนั้นตั้งอยู่ โทสะด้วย โมหะด้วยโมหะก็ดี โทสะ โมหะ โทสะ โมหะ โกธะ อุปนาหะ มักขะ ปลาสะ มัจฉริยะ ปาปิกาอิสสา ปาปิกาอิจฉา ก็ดี ไม่ครอบงำภิกษุนั้น ตั้งอยู่ นี่ หมายความว่า ไม่ครอบงำภิกษุนั้นตั้งอยู่ แล้วก็ไม่ครอบงำภิกษุนี้ ตั้งอยู่ ภิกษุนั้น อันบุคคลพึงรู้อย่างนี้ ว่าโลภะย่อมไม่มีแก่ท่านผู้รู้ ฉันใด ท่านผู้มีอายุนี้รู้ชัด ฉันนั้น เพราะฉะนั้น โลภะจึงไม่ครอบงำท่านผู้มีอายุนี้ตั้งอยู่ โทสะ โมหะ โกธะ อุป-นาหะ มักขะ ปลาสะ มัจฉริยะ ปาปิกาอิสสา ปาปิกาอิจฉา ย่อมไม่มีแก่ท่านผู้รู้ฉัน ใด ท่านผู้มีอายุนี้ ย่อมรู้ชัดฉันนั้น เพราะฉะนั้น โทสะ โมหะ โกธะ อุปนาหะ มักขะ ปลาสะ มัจฉริยะ ปาปิกาอิสสา ปาปิกาอิจฉา จึงไม่ครอบงำ ท่านผู้มีอายุนี้ ตั้งอยู่ ดูกร อาวุโส ทั้งหลาย ภิกษุเมื่อกล่าวอวดภาวนา เมื่อกี้กล่าวอวดความรู้ ตอนนี้กล่าว อวดภาวนา ย่อมกล่าวว่า เราเป็นผู้มีกายอันอบรมแล้ว มีศีลอันอบรมแล้ว มีจิตอันอบรมแล้ว มีปัญญาอันอบรมแล้ว ดังนี้ หากว่าโลภะไม่พึงครอบงำภิกษุนั้น ตั้งอยู่ ตอนนี้ก็ไม่แล้วนะ โลภะไม่ครอบงำแล้ว โทสะก็ดี โมหะก็ดี โกธะ อุปนาหะ มักขะ ปลาสะ อะไรไปหมด ถึงปาปิกาอิสสา ปาปิกาอิจฉา โน่นแหละน่ะ ไม่ครอบงำภิกษุนั้น ตั้งอยู่ ภิกษุนั้น อันบุคคลพึงรู้อย่างนี้ว่า โลภะไม่มีแก่ท่านผู้รู้ฉันใด ท่านผู้มีอายุนี้ย่อมรู้ชัดฉันนั้น เพราะฉะนั้น โลภะ จึงไม่ครอบงำท่านผู้มีอายุนี้ตั้งอยู่ โทสะ โมหะ ไปจนกระทั่งถึงปาปิกาอิสสา ปาปิกาอิจฉา น่ะ ไม่มีแก่ท่านผู้รู้ฉันใด ท่านผู้มีอายุนี้ย่อมรู้ชัด ฉันนั้น เพราะฉะนั้น โทสะ โมหะไปจนกระทั่งถึงปาปิกาอิสสา ปาปิกาอิจฉา น่ะ ไม่มีแก่ท่านผู้มีผู้รู้ฉันใด ท่านผู้มีอายุนี้ ย่อมรู้ชัดฉันนั้น เพราะฉะนั้น โลภะ จึงไม่ครอบงำท่านผู้มีอายุนี้โทสะ โมหะไปจนกระทั่ง ถึงปาปิกาอิสสา ปาปิกาอิจฉา นี่แหละ จึงไม่ครอบงำท่านผู้มีอายุนี้ ตั้งอยู่ ดูกร อาวุโสทั้งหลาย ภิกษุเมื่อกล่าวอวดความรู้ และอวดภาวนา ย่อมกล่าวว่า เรารู้ธรรมนี้ เราเห็นธรรมนี้ เราเป็นผู้มีกายอันอบรมแล้ว มีศีลอันอบรมแล้วมีจิตอันอบรมแล้ว มีปัญญาอันอบรมแล้ว ดังนี้ หากว่าโลภะ ไม่พึงครอบงำภิกษุนั้นตั้งอยู่ โทสะ โมหะไปจนกระทั่งถึง ปาปิกาอิสสา ปาปิกาอิจฉา ไม่ครอบงำภิกษุนั้น ตั้งอยู่ ภิกษุนั้น อันบุคคลพึงรู้อย่างนี้ว่า โลภะไม่มีแก่ท่านผู้รู้ฉันใด ท่านผู้มีอายุนี้ ย่อมรู้ชัดฉันนั้น เพราะฉะนั้นโลภะจึงไม่ครอบงำท่านผู้มีอายุนี้ตั้งอยู่ โทสะ โมหะไปจนกระทั่งถึงปาปิกาอิสสา ปาปิกาอิจฉา นั่นแหละ ไม่มีแก่ท่านผู้รู้ฉันใด ท่านผู้มีอายุนี้ ย่อมรู้ชัดฉันนั้น เพราะฉะนั้น โทสะ โมหะ ไปจนกระทั่ง ถึงปาปิกาอิสสา ปาปิกาอิจฉา จึงไม่ครอบงำท่านผู้มีอายุนี้ตั้งอยู่ ดูกร อาวุโสทั้งหลาย เปรียบเหมือนบุรุษเป็นผู้มั่งคั่ง พึงกล่าวอวดความมั่งคั่ง เป็นคนมีทรัพย์ พึงกล่าวอวดทรัพย์ เป็นคนมีโภคะ พึงกล่าวอวดโภคะ บุรุษนั้น เมื่อกิจที่จำต้องทำ ด้วยทรัพย์อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น พึงอาจนำเอาทรัพย์ ข้าวเปลือก เงิน หรือทองใช้จ่ายได้ คนทั้งหลายพึงรู้บุรุษนั้นว่า ท่านผู้นี้เป็นคนมั่งคั่ง จึงกล่าวความมั่งคั่ง เป็นคนมีทรัพย์ จึงกล่าวอวดทรัพย์ เป็นคนมีโภคะ จึงกล่าวอวดโภคะ ข้อนั้นเพราะเหตุไร และท่านผู้มีอายุนี้ เมื่อกิจที่จำต้องทำ ด้วยทรัพย์ อย่างใดอย่างหนึ่ง เกิดขึ้น ย่อมอาจนำเอาทรัพย์ ข้าวเปลือก เงิน หรือทอง ออกใช้จ่ายได้ฉันใด ดูกร อาวุโสทั้งหลาย ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อกล่าวอวดความรู้ และอวดภาวนา ย่อมกล่าวว่าเรารู้ธรรมะนี้ เราเห็นธรรมะนี้ เราเป็นผู้มีกายอันอบรมแล้ว มีศีลอันอบรมแล้ว มีจิตอันอบรมแล้ว มีปัญญาอันอบรมแล้ว ดังนี้ หากว่าโลภะไม่ครอบงำภิกษุนั้นตั้งอยู่ โทสะ โมหะ จนกระทั่งถึง ความริษยาอันชั่วช้า หรือปาปิกาอิสสา ความปรารถนาอันชั่วช้า หรือปาปิกา-อิจฉานี่แหละ ไม่ครอบงำภิกษุนั้น ตั้งอยู่ ภิกษุนั้น อันบุคคลพึงรู้อย่างนี้ว่า โลภะไม่มีแก่ท่านผู้รู้ฉันใด ท่านผู้มีอายุนี้ ย่อมรู้ชัดฉันนั้น เพราะฉะนั้น โลภะ จึงไม่ครอบงำท่านผู้มีอายุนี้ ตั้งอยู่ โทสะ โมหะ จนกระทั่งถึงปาปิกาอิสสา ปาปิกาอิจฉา โน่นแหละ ไม่มีแก่ท่านผู้รู้ฉันใด ท่านผู้มีอายุนี้ ย่อมรู้ชัดฉันนั้น เพราะฉะนั้น โทสะ โมหะ ไปจนกระทั่ง ปาปิกาอิสสา ปาปิกาอิจฉา จึงไม่ครอบงำท่านผู้มีอายุนี้ตั้งอยู่ นี่คือ มหาจุนทสูตร มหาจุนทสูตรนี้ เขาก็ไม่ได้ ข้างล่างเขาบางสูตรนี่ เขาจะมีคำว่าอย่างโน้นอย่างนี้ ขยายความเอาไว้ว่า ว่าด้วยอันโน้น ว่าด้วยอันนี้กันนะ แต่สูตรนี้ ไม่มีไม่เห็นบอกว่าด้วยอะไรว่าด้วยอะไร แต่ก็เป็นสูตรที่พูดง่ายๆนะ ขยายความแล้วก็เปรียบเทียบง่ายๆ เราจะว่ากิเลสตั้งแต่โลภะไป จนกระทั่งถึง ปาปิกาอิจฉาน่ะ โลภะ โทสะ โมหะ โกธะ อุปนาหะ มักขะ ปลาสะ มัจฉริยะ ปาปิกา-อิสสา ปาปิกาอิจฉา ไปโน่น พวกเหล่านั้นก็คือ ตระกูลที่เรียกว่า สายของกิเลสนั่นแหละ ตั้งแต่โลภะ จนกระทั่งถึงปรารถนาอันชั่วช้า หรือปรารถนาลามก ถ้าเราเข้าใจลักษณะของอาการของกิเลส ในแม้แต่แค่ชื่อหัวข้อ หัวข้อของโลภะ โทสะ โมหะ หรือหัวข้อ แยกย่อย ละเอียดลงไป เป็นโกธะ อุปนาหะ มักขะ ปลาสะ ไปจนกระทั่งถึงปาปิกาอิสสา ปาปิกาอิจฉา โน่นแหละ ถ้าเรารู้ลักษณะอาการของกิเลสเหล่านั้นจริงๆ เป็นคนรู้ชัด แล้วก็ได้อบรมกาย อบรมศีล อบรมจิต อบรมปัญญาของตน จนกระทั่งรู้ธรรมะ เห็นธรรมะ อย่างรู้ชัดเห็นชัด ก็เหมือนกับคนมั่งคั่งร่ำรวย เพราะฉะนั้น คนที่มั่งคั่งร่ำรวยฟังแล้วมันกลับกันนะ คนที่ละกิเลสออกแล้วคือไม่มี เพราะฉะนั้น คนที่มั่งคั่งร่ำรวยธรรมะ มั่งคั่งร่ำรวยธรรมะ หรือ รู้ธรรมะ เห็นธรรมะแล้วในตน เป็นผู้มีธรรมะ ก็คือเป็นผู้ไม่มีโลภะ ไม่มีโทสะ ไม่มีโมหะ ไม่มีมักขะ ไม่มีปลาสะ ไม่มีมัจฉริยะ ไม่มีปาปิกาอิสสา ไม่มีปาปิกาอิจฉาพวกนั้นแล้ว เป็นผู้มั่งคั่ง แต่กลับกัน ธรรมะกลับกัน เป็นผู้มั่งคั่งธรรมะ คือ ผู้ไม่มีสิ่งเหล่านี้ เมื่อไม่มีสิ่งเหล่านี้ เสร็จแล้ว พอจะทำกิจอะไร เมื่อจะทำกิจอะไร ทำกิจที่จำต้องทำด้วยทรัพย์ ทำกิจที่จะต้องทำด้วยความไม่มีโลภะ ทำกิจที่จะทำด้วยความไม่มีโทสะ ทำกิจที่จะทำด้วยความไม่มีโมหะ ทำกิจที่จะต้องทำด้วยความไม่มีโกธะ ไม่มีอุปนาหะ ไม่มีมักขะ ไม่มีปลาสะ ไม่มีมัจฉริยะ ไม่มีปาปิกาอิสสา ไม่มีปาปิกาอิจฉา ทำกิจใด ทำงานใด ทำอะไร อย่างไม่มีอันนี้ ก็จะทำงานนั้น โดยไม่มีอันนี้ออกมาใช้จ่าย ก็แสดงว่า คนนั้นมั่งคั่ง ฟังดีๆนะ จับเป้าดีๆ นะ มันกำลังตีลังกานะ มีคือไม่มี ไม่มีคือมีนะ มีคือไม่มี ไม่มีคือมี เพราะฉะนั้น ภิกษุใดผู้ได้มีธรรมะแล้ว ก็ประกาศความมี ผู้นั้นเท่ากับประ- กาศตัวเองแหละ ผู้รู้ธรรมะ ผู้เห็นธรรมะ แสดงตน แสดงตัวโดยปริยาย ไม่บอกตรงๆหรอกนะ สมัยนี้เขาไม่ค่อยกล้าบอกหรอกว่าเรารู้ธรรมะ เราบรรลุธรรม เขาไม่กล้าบอกหรอก แต่เขาก็ทำทีทำท่าให้คนอื่นรู้ว่า เรานี่แหละรู้แจ้งเห็นธรรมะ เป็นหัวหน้าหมู่ หัวหน้าคณะ เป็นผู้ที่บรรลุธรรมจริงๆละ แสดงธรรมทำท่าท่าที ทำกิริยาให้คนอื่นรู้โดยปริยาย ไม่กล้าบอกตรงๆหรอกน่ะ นี่ท่านพูดเลย ตรงๆเลยนะบอกว่า ถ้าผู้ที่จะอวดธรรมะ ก็ต้องบอกว่า เรารู้ธรรมะ เราเห็นธรรมะอย่างนี้ รู้แจ้งน่ะ เห็นจริงน่ะ มีของจริงนะ แล้วท่านก็อวด แล้วท่านก็ว่า นี่รู้แจ้งเห็นจริงแล้ว หรืออวดภาวนา อวดตัวอบรมสิ่งอบรม ก็เพราะว่าเราได้อบรม อบรมตน อบรมกาย อบรมกาย อบรมศีล อบรมจิต อบรมปัญญา อบรมหรือฝึกปรือ ฝึกฝน อบรม ฝึกฝน ปฏิบัติ ได้อบรม ได้ฝึกฝน ได้ปฏิบัติมา ปฏิบัติกาย ปฏิบัติศีล ปฏิบัติจิต ปฏิบัติปัญญา ปฏิบัติมา แล้วจึงเกิด จึงเห็นชัด รู้ชัด เข้าใจในกาย เข้าใจในศีล เข้าใจในจิต เข้าใจในปัญญาอย่างแท้จริง เห็นแจ้งในปัญญาแท้จริง รู้ชัดว่ากาย คือองค์ประชุมของโลภะ กายคือองค์ประชุมของโทสะ องค์ประชุมของโมหะ องค์ประชุมของ…. จนกระทั่งถึงปาปิกาอิจฉา ด้วยความปรารถนาลามก นั่นแหละ รวมรู้ พระพุทธเจ้าท่านได้ขยายไว้แล้ว ปาปิกาอิสสา เอ๊ย ปาปิกาอิจฉา มันมีอะไรบ้าง ปาปิกาอิจฉา มันมีตั้งแต่ความปรารถนาอันชั่วช้าที่เป็นผู้ที่ไม่มีศรัทธา เรียกว่าลามก ไม่มีศรัทธา ก็อ้างตัวว่ามีศรัทธา ไม่มีศีล ก็อ้างตัวว่ามีศีล ไม่มีสุตะ ไม่มีพหูสูต ก็อ้างเป็นผู้มีพหูสูต ไม่มีความ ไม่คลุกคลีเกี่ยวข้องกับคณะ หรือ เกี่ยวข้องกับองค์ก้อนของกิเลส ก็ว่าตนเองมี ไม่เป็นผู้อยู่สงัด ก็ว่าตัวเองเป็นผู้อยู่สงัด ไม่เป็นผู้ปรารภความเพียร ก็ว่าเป็นผู้ปรารภความเพียร ไม่ได้เป็นผู้มีสติตั้งมั่น ก็ว่าเป็นผู้มีสติตั้งมั่น ไม่เป็นผู้มีใจตั้งมั่น หรือสมาหิโต สมาหิตะ ก็ว่า ตัวเองเป็นผู้มีสมาหิตะ เป็นผู้ไม่มีปัญญา ก็ว่าเป็นผู้มีปัญญา เป็นผู้ไม่ได้สิ้นอาสวะอะไร ก็ว่าเป็นผู้สิ้นอาสวะ นี่พวกนี้ เป็นพวกที่มีปาปิกาอิจฉา เป็นพวกที่มีจิตลามก เป็นผู้ที่มีความปรารถนา เป็นความต้องการโกหกคนอื่น ต้องการแฝง ต้องการพรางภาษาพูดก็บอกกันเป็นคำหยาบๆ ง่ายๆ ตรงๆ แต่ความเป็นจริงของคน มันไม่ได้แสดงด้วยภาษาพูด อย่างหยาบๆ เป็นท่อนๆ แท่งๆ อย่างที่ว่านี้แหละ มันมีลีลา ลักษณะที่แสดงที่พูด ที่มีท่าทาง ท่าทีลีลา อะไรต่างๆนานา แสดงออกว่าตัวเองนี่จริงๆก็คือ ไม่ได้เป็นผู้บรรลุ ไม่ได้เป็นผู้หมดกิเลสอย่างที่ว่านี่ หรือว่ามีกิเลสน้อย มีกิเลสมากตามลำดับ ตามขั้นอะไรก็ตามแต่ เริ่มตั้งแต่ศรัทธานี่ คำว่าศรัทธา ตั้งแต่ไม่ศรัทธาในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่อาตมาได้อธิบายมาแล้ว ทำเป็นไปศรัทธาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เหลือเกิน ทุกวันนี้ คนทุกวันนี้ มีเป็น เป็นผู้ที่เป็นพุทธศาสนิกชน แต่เฉพาะทะเบียน ไม่ได้ศรัทธาหรอก ที่จริงไม่รู้ว่าศรัทธาคืออะไร แต่ศรัทธาเหมือนกันนะ โอ้โห ยึดติด ใครมาแตะต้องศาสนาไม่ได้น่ะ จะต้องเสียสละ มาเพื่อช่วยกอบกู้ศาสนา ทั้งๆที่ตัวเอง ไม่ได้รู้เรื่องศาสนาอะไรเลย มีแต่ศาสนาตามทะเบียนเท่านั้น จะเสียสละสัตย์มาเพื่อกอบกู้ศาสนา ยอมเสียสัตย์ มาเพื่อกอบกู้ศาสนา นี่ ที่กล่าวนี่ ก็หมายความว่า เอาเหตุการณ์ปัจจุบันมาประกอบเล็กน้อย เพื่อชาติ เพื่อศาสนา เขากล่าวเหมือนกันน่ะ กล่าวต่อที่สาธารณชนด้วยว่า ที่มารับตำแหน่งหน้าที่นี้ ก็เพื่อยอมเสียสัตย์ เสียอะไรมาก็ตาม เพื่อจะมากอบกู้ชาติ กอบกู้ศาสนา เพราะว่า มีคนมาทำลายชาติ ทำลายศาสนา ว่าอย่างนั้นเลย แล้วศรัทธาศาสนา แต่เพียงว่า ไปวัดไปกราบพระผู้ใหญ่ จะทำบุญทำทานบ้าง ก็คงจะทำ คือไม่ได้มีความรู้ในเรื่องศาสนา ไม่ได้อบรมฝึกฝน ศรัทธาก็ยังไม่รู้ว่าศรัทธา ศรัทธาที่สมบูรณ์ด้วยองค์ใดองค์ใด ยังไม่รู้เลยว่า ศรัทธามันบริบูรณ์อย่างไร ศรัทธาที่บริบูรณ์ด้วยองค์หนึ่งองค์ใดนั้น ก็จะต้องศรัทธาเพราะมีศีล ก็ไม่รู้ว่าตัวมีศีล เริ่มต้นตัวเองก็เลย แสดงโดยตรง เอามาอ้างก็อ้างความไม่มีศีล และเพื่อจะมาจัดการกับคนที่จะทำลายศาสนา ทั้งๆที่ตัวเอง ก็เริ่มต้นพูดออกมาแสดงออกมาก็เสียสัตย์มา เพื่อที่จะมาไอ้เสียสัตย์นี่ ก็คือไม่มีศีลแล้ว ตัวเองไม่มีศีล แล้วก็ศรัทธา ไม่มีแม้แต่ลักษณะที่ว่ามีศีลสักข้อ ลักษณะศีลเป็นอย่างไร ได้อบรมตนหรือยัง อบรมกาย อบรมศีล อบรมจิต อบรมปัญญาหรือยัง อบรมตามที่ตัวจะมีศีลนั่นแหละ อบรมกาย อบรมองค์ประชุม องค์ประชุมก็จะต้องรู้ก่อนว่า องค์ประชุมของกิเลสเหล่านั้น มีองค์ประชุมอะไรบ้าง อ่านกายนอกกาย กายในกายก็ไม่เป็น อบรมกาย ตั้งแต่กายหยาบข้างนอก ก็ยังอบรมไม่ได้ วาจาก็ยังไม่ได้อบรม ก็ยังทุจริตวาจาอยู่ ทุจริตกายอยู่ ยิ่งใจแล้ว ก็ยิ่งยังไม่ได้อบรม ยังไม่ได้เรียนรู้ ก็เลยไม่รู้เลยว่า ตัวเองมีโลภะ มีโทสะ มีโมหะ มากน้อยอย่างไร ลักษณะของโลภะ โทสะ โมหะ ที่เป็นกายในกายหรือไม่รู้เลยว่า ตัวเองมีโลภะ มีโทสะ มีโมหะ มากน้อยอย่างไร ลักษณะของโลภะ โทสะ โมหะที่เป็นกายในกาย หรือองค์ประชุมของกิเลส ก้อนกิเลส กองกิเลส มันเป็นอย่างไร โกธะ อุปนาหะ มักขะ ปลาสะ มัจฉริยะ อวดดิบอวดดี อะไรยังไงไม่รู้เรื่อง แล้วก็บอกว่า จะมาจัดการกับผู้ที่มาทำลายศาสนา มันก็เป็นเรื่องที่ผู้ไม่ได้มีทรัพย์ ก็อวดว่ามีทรัพย์ ไม่ได้ภาวนา ก็อวดว่าตัวเป็นผู้ได้อบรมมาแล้ว จริงๆไม่ได้กล้าอวดด้วยซ้ำไปว่า ตัวได้อบรมมาแล้ว แต่กล่าวอย่าง แหม กระด้าง แต่ก็กล่าวอย่างอวดดีเลยนะว่า ตนจะมาปราบ จะมากระทำอย่างนี้ เป็นต้น นี่ เราเห็นได้ อย่างที่เอาเหตุการณ์ปัจจุบันนี้ ถ้าใครนึกออกว่า กล่าวถึง ความจริงที่มันเกิดขึ้นในสังคมขณะนี้อย่างไร มันก็เป็นได้อย่างนั้น ไม่แต่เท่านั้น แม้แต่ผู้อยู่ในวงการศาสนา ก็ไม่ได้กล้ากล่าว หรือไม่กล้าพูดว่าตนเองรู้ธรรม เห็นธรรม แม้จะกล่าวว่าตนเองได้อบรมได้ภาวนา ได้ปฏิบัติตนก็ยังกล่าวไม่ได้ชัด ไม่ได้แจ้ง ถ้าจะย้ำลงไปว่า ได้รู้ชัด เห็นชัดในกาย เห็นชัด รู้ชัดในศีล เห็นชัดรู้ชัดในจิต เป็นอธิจิต ถึงระดับจิตเป็นสมาธิ จิตมีสติตั้งมั่น จิตมีใจตั้งมั่น เรียกว่า สติตั้งมั่น กับใจตั้งมั่น มันมีสมาหิโต จนกระทั่งถึงจิตมีอาสวะ รู้จักอาสวะ รู้จักปัญญา รู้จักญาณ แล้วก็รู้จักอาสวะ การถอนอาสวะ สิ้นอาสวะ การหมดอาสวะ มีลักษณะอย่างใดบ้าง อาการอย่างไร ทำอย่างไร จึงจะสิ้นอาสวะ ทำอย่างไร จึงจะสิ้นกิเลสพวกนี้ ที่เป็นตั้งแต่หยาบ กลาง จนกระทั่งถึงละเอียดไปอย่างนั้นน่ะ รู้ชัด เห็นชัดของตนๆหรือไม่ อำพรางเลย บอกพูดไม่ได้ ตอบไม่ได้ แม้มี แม้เป็นแล้วก็รู้ไม่ได้ พระพุทธเจ้า หรือว่านี่พระจุนทะนี่ท่านบอก พระมหาจุนทะ นี่ท่านบอก ท่านบอกเลย บอกว่า ผู้มีก็มีซิ ผู้มีก็เอามาบอกได้ ว่ารู้ว่าเห็น ได้อบรมมาแล้ว ได้ภาวนามาด้วย ภาวนามาจนกระทั่งบอกกันได้ เมื่อจะทำกิจใด ก็แสดงออกได้ด้วย เพราะฉะนั้น ผู้ใดมีชีวิตต่อไป จะทำกิจใด จะทำอะไร ที่จะต้องใช้สิ่งนั้น ก็มีสิ่งนั้นใช้ทำกิจการใด มีกิริยา มีอิริยาบถใดอยู่ กับกิจการใด มีสัมผัสแตะต้อง มีสิ่งยั่วสิ่งยวน ยั่วให้เกิดโลภะอยู่กับกิจการนี่แหละ อยู่กับผัสสะนี่แหละอยู่กับอะไรๆพวกนี้แหละ มันจะยั่วให้เกิด ให้เกิดเรานี่แสดงทรัพย์ ยั่วให้เกิดโลภะ เราเป็นคนไม่มีโลภะ แสดงว่าความมั่งคั่ง ยั่วให้เกิดโทสะ เราไม่มีโทสะ แสดงว่าเป็นผู้มั่งคั่ง เราไม่มีโมหะ เราก็เป็นผู้ไม่มีโมหะ ก็จะแสดงความไม่มีโมหะ แสดงว่าเป็นผู้มั่งคั่ง ไม่มีโกธะ ไม่มีอุปนาหะ ไม่มีมักขะ ปลาสะ มัจฉริยะ ปาปิกาอิสสา ปาปิกาอิจฉา อะไรพวกนี้ไม่มี เราก็ได้แสดงความไม่มีสิ่งเหล่านี้ ไม่มีกิเลสเหล่านี้ออกเท่ากับเราเป็นผู้มั่งคั่ง ไม่ใช่วันเดียว ไม่ใช่นาทีเดียว ไม่ใช่เดือนเดียว ไม่ใช่ปีเดียว ถ้าผู้ใดไม่มีสิ่งเหล่านี้ จะไม่มีอย่างมาก หรือไม่มีบ้าง แล้วก็ค่อยๆ ปฏิบัติอบรมฝึกฝนภาวนาตนเองไป จนกระทั่ง ลดลงๆ ไม่มีไปเรื่อยๆ เจริญขึ้นเป็นผู้ที่คนเขารู้ได้ สัมผัสได้ว่าผู้นี้มีเป็นผู้มั่งคั่ง เป็นผู้มีจริง หรือเป็นผู้ไม่มีจริง คบคุ้นกันจนสัมผัสได้ แม้ด้วยกายนอก ก็อบรมกายนอก แม้ด้วยกายใน จะรู้กายในของผู้ที่เราคบคุ้นได้ ว่ามีโลภะ โทสะ โมหะบ้าง โกธะ อุปนาหะบ้าง มักขะ ปลาสะอะไรพวกนี้ จนถึงปาปิกาอิสสา ปาปิกาอิจฉา นี่แหละ หรือไม่ น่ะ หรือแม้แต่ที่สุด ในปาปิกาอิจฉานี่ มีศีลจริงหรือไม่ มีความรอบรู้หรือมีพหูสูต ความรอบรู้นี่ ไม่ใช่รู้แต่เฉพาะบัญญัติ ปริยัติ รู้จนกระทั่งถึงปฏิบัติ ปฏิเวธ รู้จนกระทั่งถึงรู้ชัด เห็นชัด ในความจริงที่เป็นปรมัตถ์ ในความจริงที่เป็นธรรมะ เป็นกิเลสที่แท้ เราก็จะรู้ เป็นผู้ยินดีในการคลุก คลีด้วยก้อนกิเลส หรือคณะกิเลส หรือว่าคณะหมู่กลุ่ม อาตมาอธิบายหลายนัยนะ สังคณิกะ หรือสังคณิกาโมนี่ เป็นผู้ยินดีด้วยการคลุกคลีหรือว่าไม่ยินดีในการคลุก คลีกันแท้ เป็นผู้ยินดีในความสงัด หรือจิตนั่นแหละ มันเป็นจิตที่วิเวก ท่านแปล ปวิวิตโต ปวิวิตโต มาจากรากศัพท์ว่า ปวิเว ปวิเวกนี่ ความสงัดนี่แหละ เป็นผู้ที่ยินดีในความสงัด หรือชอบความสงัด หรือว่าจิตนั้น มันเป็นจิตที่ยินดีในความสงบสงัดจากกิเลสแล้ว มันเป็นอาการของจิตจริงๆ เป็นคนที่เห็นดี เห็นว่าอาการสงัดจากกิเลสนี้ มันน่ายินดี แล้วก็ได้ยินดี จนกระทั่ง ละกิเลสหมดก็จบ ว่าเราเอาแน่ เป็นผู้ที่สงัดอย่างนั้นแล้ว หรือว่าเป็นผู้ที่ขยัน หรือเป็นผู้เกียจคร้าน อะไรพวกนี้ เป็นลักษณะที่มันแสดงตัวเป็นผู้มีสติตั้งมั่น หรือเป็นผู้มีใจ เป็นผู้มีสมาหิตะ สมาหิโต เป็นผู้ที่มีสมาธิในระดับสมาหิตะ นี่ อาตมาอธิบายขยายความมาแล้วมากมาย เพราะว่าอาตมาอธิบายธรรมะมาตั้งหลายปีเต็มทีแล้ว พวกเราได้เรียน ได้รู้มาจริงๆ ฟังภาษา แล้วก็แนะนำ ชี้ให้อ่าน ให้ฝึกฝนอบรมพิสูจน์ตนเองว่า จะเกิดสมาหิตะ จะเกิดอย่างไร อาการอย่างไร มีสภาพอย่างไร จะเกิดอะไรมา จนกระทั่ง สติตั้งมั่น ใจตั้งมั่น จนมีปัญญา จนรู้จักอาสวะ จนถอนอาสวะในเรื่องที่จะพยายามย่อยมาให้เรียนรู้ว่า อาสวะเป็นอย่างไร ถอนอาสวะเป็นอย่างไร ใช้ภาษา ใช้การชี้นำ พวกคุณนี่คบอาตมา ก็คงจะพออ่านออก คงจะพูดรู้ว่า อาตมาพูดอย่างรู้ชัด เห็นชัด ในทีนี้ ท่านใช้ภาษาแต่แค่นั้นล่ะนะ ท่านใช้ภาษาสั้นๆเพียงว่า ผู้ที่ทั้งกล่าวว่ารู้ธรรมะ เห็นธรรมะ ทั้งกล่าวว่า เป็นผู้มีกายอันอบรมแล้ว มีศีลอันอบรม มีจิตอันอบรม มีปัญญาอันอบรมแล้วนี่ ท่านกล่าวนี้ ถ้าเผื่อว่า ท่านเป็นผู้ที่จริง รู้ธรรมะจริง เห็นธรรมะจริง ได้อบรมกาย อบรมศีล อบรมจิต อบรมปัญญาจริง ท่านก็จะเป็นผู้รู้ชัด ถ้าท่านรู้ชัด ท่านก็จะต้องเอามากล่าวชัดใช่ไหม ท่านรู้ชัด ท่านก็จะเอามากล่าวชัด กล่าวชัด เราก็จะฟังได้ชัด เมื่อเราฟังได้ชัด เราก็จะได้เข้าใจได้ชัด เมื่อเราเข้าใจได้ชัด เราก็จะนำไปปฏิบัติได้ มีผลเป็นภาวนาเป็นการอบรมที่อบรมฝึกฝนแล้วก็เกิดผล เกิดประโยชน์ จนเราก็เกิดชัด รู้แจ้ง เห็นด้วย เห็นตาม เห็นของเราเป็นปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ เห็นสภาพ เห็นอาการ ลิงคะ นิมิต เห็นสภาพจริงของมันเลยว่า มันกำลังมั่งคั่งขึ้น กำลังร่ำรวยขึ้น กำลังได้ขึ้น หรือกำลังจนลง จนลงๆ จนมากเข้าก็คือ รวยโลภะ รวยโทสะ รวยโมหะ รวยโกธะ อุปนาหะไปจนปาปิกาอิสสา ปาปิกาอิจฉา นั่นแหละ คุณก็จะรวยพวกนั้นมากๆขึ้น คือคุณจนลง แล้วที่อาตมาพาพวกเราทำนี่ พวกคุณจนลงหรือว่าพวกคุณรวยขึ้นละ โอ้โฮ อาจหาญ อาจหาญ กล้ากล่าวว่ารวยขึ้นหรือนี่ แสดงว่าโลภะลดลง โทสะลดลง โมหะลดลง ปาปิกาอิสสาลดลง ปาปิกาอิจฉาลดลงใช่ไหม แต่ยังไม่หมด แต่ลดลง อาจหาญ อาจหาญหนอ กล้ากล่าวได้อย่างไม่กระดากไม่อาย แน่ะ อายทำไม ของมันจริง ว่าอย่างนั้น อาจหาญ อวดอุตริ-มนุสธรรมนะนี่ อวดก็อวด พวกเรานี่ ว่ากันจริงๆแล้ว นี่ อาตมาทำเชิงทำลีลา ถามไถ่ หรืออะไรต่ออะไรก็ตามเถอะ ที่ทำพูดไป แล้วก็พวกคุณ ก็แสดงไปอย่างนี้ก็ตาม เราไม่ได้พึ่งทำ เราไม่ได้พึ่งเป็นแล้วใครจะว่าเรางมงาย ใครจะว่าเราหลง เขาก็ว่าเราได้ ทีนี้ เราเองเราจะงมงายหรือ หรือไม่งมงาย เราก็จะต้องรู้ตัวเอง แล้วก็รู้พวกเราด้วยกัน ถึงแม้ว่าเราเอง เรายังละไม่ได้ เราก็เห็นเพื่อน เห็นฝูง ที่ว่า เออ เขาละได้ เขาดี เขาเป็นจริง เขาได้อะไรต่ออะไรเพิ่มเติมขึ้น เขารวยขึ้นนะ อยู่ด้วยกันนี่ เรารู้นะ เราเข้าใจอยู่เหมือนกัน ว่า เออ คนนี้รวยขึ้นนะ คนนี้มั่งคั่งแล้ว คนนี้ไม่มั่งคั่ง คนนี้นึกว่ามั่งคั่ง อ้อ ยังหมกเอาไว้เยอะนะนี่ ว่างๆ ก็เอาออกมาแสดงเหมือนกัน เอาออกมาอวดเหม

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน