350219 สัมมาทิฏฐิ 10 ตอน 4 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ศีรษะอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2535
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์372 KB
วันที่แก้ไข30 ตุลาคม 2568
รายละเอียด350218 สัมมาทิฏฐิ 10 ตอน 3/7 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ศีรษะอโศก สัมมาทิฏฐิ 10 ที่ยังเป็นสาสวะ : สัมมาทิฏฐิ 6 ที่เป็นอนาสวะ : ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ปัญญาพละ เป็น วิมุตติญาณทัสสนะ เลย ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ สัมมาทิฏฐิ มัคคังคะ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ สัมมาทิฏฐิรอบใหม่พัฒนาเจริญขึ้น ปัญญา 3 ทิฏฐิเป็นตัวสำคัญที่กำหนดทิศทางกรรมของตน สติและความพยายามก็ถูกกำหนดทิศทางด้วยทิฏฐิในตน เพราะทิฏฐิเป็นประธาน จึงมองว่า เป็นบาปหรือไม่เป็นบาป 3 องค์แห่งมรรค ที่ห้อมล้อมและเป็นกลไกในการปฏิบัติ ปฏิบัติธรรมอย่างไร ธัมมาวิจัย ในสังกัปปะ 7 วิจัยมิจฉาหรือสัมมา วิจัยในจิตมีกิเลสผสมไหม วิจัยสภาวธรรม ด้วยการอ่านอาการ ลิงคะ นิมิต อุเทศ สัมมาสังกัปปะ 7 ปฏิบัติมัคคังคะ สั่งสมผลเป็นสัมมาสมาธิ สัมมาญาณ สัมมาวิมุติ ภาวนา แปลว่า ผล การเกิดผล พุทธธรรม ลักษณะ 8 ประการ สัมมาทิฏฐิเจริญซ้อนสูงขึ้นด้วยผลจากการปฏิบัติ ปัญญาพละ สุดยอดแห่งสัมมาทิฏฐิที่เจริญขึ้นเรื่อยๆ เอกัคคตารมณ์ จิตเป็นหนึ่ง ทินนัง ทานที่ทำแล้ว ข้อที่ 1 สัมมาทิฏฐิ ที่ยังเป็นสาสวะ ผู้ที่จะเป็นผู้ให้ได้ ต้องมีสิ่งนั้น จึงจะทำทานได้ ช่วงตอบคำถามปัญหาจากผู้ฟังเชียนส่งมา ทานอย่างมิจฉาทิฏฐิ กิริยาของจิตเป็นกรรม แบ่งบาปแบ่งบุญให้กันไม่ได้หรอก อวิชชาสูตร : มิจฉาทิฏฐิเพราะมีอวิชชาเป้นเหตุ เหตุแห่งมิจฉาทิฏฐิ มิจฉาทิฏฐิเป็นสิ่งที่มีติดตัวมาแต่เกิด อาจารย์บางท่านว่า เด็กเกิดใหม่ไม่มีกิเลส เป็นพระอรหันต์ สัตว์โลกเกิดมาด้วยอวิชชาทั้งสิ้น ปทปรมะ แม้แต่พระโพธิสัตว์ เกิดมาก็มีกิเลสมาพร้อมตัว ยึดมิจฉาทิฏฐิจัด มันแก้ยาก สัมมาทิฏฐิ ข้อที่ 2. ยิฏฐัง ยัญพิธีบูชา ยัญพิธีแบบของลัทธิอื่น พระองค์ทรงห้ามไว้ ในมหาศีล บางยัญพิธีของลัทธิอื่น ที่ทรงอนุโลมบ้างบางคราวเท่านั้น ยัญพิธีที่มีผลมาก เหล่าเทวดาที่มางานปลุกเสก ผู้มีตาทิพย์แท้จึงเห็นได้ การบูชา พิธีทอดกฐินที่ทำกันสมัยนี้ เพี้ยนไปเป็นยัญพิธีบาป ทรงอนุโลมให้ถวายผ้ากฐิน คำว่า “ทอดแทนกฐิน” กร่อนเหลือ “ทอดกฐิน” กรานกฐินที่ถูกต้อง ทอดกฐินสมัยนี้ เป็นการล่าเงิน หาเงิน หมายเหตุท้ายบทความ : สารบัญ : ภาคผนวก : กรรม 5 เจโตปริยญาณ 16 เทพ 3 ปัญญา 3 พุทธธรรม ลักษณะ 8 ประการ มหาศีล ข้อที่ 1 สัมมาทิฏฐิ 10 ที่ยังเป็นสาสวะ สัมมาทิฏฐิ 6 ที่เป็นอนาสวะ อวิชชาสูตร 9 อิทธิวิธญาณ อินทรีย์ 5 / พละ 5 องค์คุณอุเบกขา 5

เนื้อหาในไฟล์

350219 สัมมาทิฏฐิ 10 ตอน 4/7 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ศีรษะอโศก

สารบัญ | ภาคผนวก | หมายเหตุท้ายบทความ

สัมมาทิฏฐิ 10 ตอน 4/7 เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2535 เนื่องในงานปลุกเสกฯ ครั้งที่ 16 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานศีรษะอโศก อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ

วันนี้เป็นวันเริ่มต้นที่จะตอบปัญหาตอนบ่าย สำหรับอาตมาแล้ว ปาเข้าไปวันที่ห้าแล้วนะวันนี้ แป๊บเดียว ไวจริง ๆ ใครจะส่งปัญหาก็ส่งได้ เริ่มส่งได้ตั้งแต่เช้านี้ มีบอกมาว่ายังไม่ได้ทำกล่องเลย กล่องปัญหา ยังไม่ทันได้ตั้งหลักเลย จะถึงเวลาตอบปัญหาแล้ว วันนี้ พรุ่งนี้ ตอนบ่าย อาตมาก็ตอบปัญหาแล้ว ก็เตรียมปัญหาหรือว่ามีปัญหาอะไร ก็เขียนมาใส่กล่อง ใส่อะไรได้แล้ว บ่ายจะได้เริ่มตอบ

ทำบุญทำทานแล้วหวังผลในทางความดี คำถาม… ถ้าทำบุญทำทานแล้ว หวังผลมหาศาลมากมาย ในทางความดี เช่น ได้เป็นพระอรหันต์ พระปัจเจก ฯลฯ อย่างนี้ อยากให้พ่ออธิบายด้วยว่า ดีหรือไม่ดีอย่างไร เพราะในพระไตรปิฎกมีมาก เช่น พระสารีบุตร เคยทำบุญแล้วต้องการเป็นเอตทัคคะเบื้องขวา อย่างนี้เป็นต้น อยากให้อธิบายแยกดีชั่ว ถูกผิดมากน้อยอย่างไรด้วย พ่อครูว่า… อธิบายไปแล้วว่า แม้แต่ทำทานแล้ว ก็ยังมีจิตที่ต้องการหวังผล อาตมาก็ได้อธิบายไปแล้ว แต่ทีนี้ยังมีซ้อนลงไปอีก ก็หวังผลแหละ แต่หวังผลทางความดี หวังผลมหาศาลที่ยิ่งใหญ่มากมายเลยล่ะ _ ทางความดี เช่น ได้เป็นพระอรหันต์ พระปัจเจก ฯลฯ อย่างนี้ อยากให้พ่ออธิบายด้วย ว่าดีหรือไม่ดีอย่างไร เพราะในพระไตรปิฎกมีมาก เช่น พระสารีบุตร เคยทำบุญแล้วต้องการเป็นเอตทัคคะเบื้องขวา อย่างนี้เป็นต้น อยากให้อธิบายแยกดีชั่ว ถูกผิดมากน้อยอย่างไรด้วย พ่อครูว่า… การอธิษฐาน หรือว่าการตั้งใจ ก็เตือนแล้วเตือนอีกว่า อธิษฐานนั้นไม่ใช่ขอ

อ่านต่อ

แม้เราจะตั้งความมุ่งหมาย หรือเจตนา คนเรานี่ถ้าเผื่อว่า มีกรรมกิริยาแล้ว มันก็จะต้องมีหลัก อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้แล้วว่า เมื่อเรามีทิฏฐิใด เมื่อมีทิฏฐิแล้ว มันก็จะดำเนินการต่อจากทิฏฐินั้น ทิฏฐินั้นจะดำเนินการต่อด้วยเจตนา ความปรารถนา ความตั้งใจ แล้วก็สังขาร นี่เป็นคำสั้น ๆ แต่ว่ามันมีความหมายนะ (พ่อครูอธิบาย เอกธัมมาทิบาลี พตปฎ. เล่มที่ 20 ข้อ 179-190 ใน 350216 สัมมาทิฏฐิ 10 ตอน 1/7) เจตนา ความปรารถนา ความตั้งใจและสังขาร อาตมาไม่ได้เปิดดูพระบาลีว่า “เจตนา” พระบาลีว่าอะไร แล้วก็ “ความปรารถนา” พระบาลีว่าอะไร “ความตั้งใจ” พระบาลีว่าอะไร จนกระทั่งถึง “สังขาร” แต่ก็คิดว่า คงไม่ได้แปลมาผิดเพี้ยนอะไรหรอก เพราะว่าเป็นคำสั้น ๆ พวกเหล่านี้มันเป็นคำที่ค่อนข้างจะตรง ตรงตัวที่จะไปแปลพลิกแพลงอะไร ไม่ได้อธิบาย ไม่ได้ขยายความอะไร แปลเป็นคำออกมาตรง ๆ เลย 4 คำนี้ เจตนา 1 ความปรารถนา 1 ความตั้งใจ 1 สังขาร 1 มันก็คงจะไม่พลิกแพลงไปจากภาษาบาลีนัก มันเป็นภาษาไทยที่ตรงดี ทีนี้คำทั้ง 4 นี้แหละ จะเป็นตัวที่จะต่อมาจากทิฏฐิ ที่เราได้ฟังแล้ว (เอกธัมมาทิบาลี)ว่า ผลแห่งมิจฉา หรือสัมมา เพราะฉะนั้น ถ้าทิฏฐิเป็นมิจฉา การดำเนินการต่อ พอคนเรามีความเห็น มีทิฏฐิ มีความเข้าใจ มีความซับซาบไว้ในใจแล้ว จะดำเนินกาย วจี มโน เป็นกายกรรม หรือเป็นวจีกรรม หรือเป็นมโนกรรม ก็ตาม กายกรรมที่สมาทานให้บริบูรณ์ตามทิฏฐิ วจีกรรมที่จะสมาทานให้บริบูรณ์ตามทิฏฐิ มโนกรรมที่สมาทานให้บริบูรณ์ตามทิฏฐิ คนเรานี่จะต้องอยู่ด้วยการมีอาทาน สมาทาน เราก็ต้อง คือคนเรานี่จะต้องอยู่ด้วยการมีอาทาน ถ้าเรามีอาทานแบบอุปาทาน คนนั้นก็มีโดยที่ไม่ได้ศึกษาธรรมะ แต่คนที่อยู่อย่างมีสมาทาน คนนั้นก็อยู่อย่างศึกษาธรรมะ แล้วก็ปฏิบัติตามสมาทานที่ตัวเองยึดอยู่ หรือถือไว้ ต้องมีที่ที่อาศัย จะไม่มียึดมั่นถือมั่น ไม่ยึดถืออะไรเลยนั่นน่ะ ไม่มีหรอกในโลก พระอรหันต์ท่านจบกิจแล้ว จึงไม่ต้องสมาทานอีก แม้แต่พระอรหันต์ ก็ยังอาศัยอยู่ แต่ท่านไม่ต้องสมาทานอีก เพราะท่านมีสมะ มีความสงบ มีความสมบูรณ์แล้ว อันนั้นท่านก็มีแล้ว มีแม้ที่สุดโดยโวหารว่า มี แต่ท่านไม่มี เพราะท่านสูญ ท่านสุญญตา เพราะฉะนั้น จึงไม่ถือว่า ท่านสมาทานแล้ว ท่านจบแล้วในการสมาทาน แต่ผู้ยังไม่จบต้องมีสมาทาน ผู้ยังไม่จบกิจ ยังต้องสมาทาน สมาทาน เพื่อการปฏิบัติ ประพฤติ เมื่อยังไม่จบกิจ เมื่อยังไม่เป็นพระอรหันต์ มีสมาทานใด แค่ไหน เราก็คือเราจะปฏิบัติกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ทิฏฐิที่ยึดมั่นอาทานไว้ ก่อเกิดเป็นกรรม 3 ซึ่งรวมแล้ว มีสุจริต 3 หรือ ทุจริต 3 นั่นแหละ ถ้าเป็นมิจฉาทิฏฐิ มันก็ไปสู่ทุจริต 3 ถ้าเป็นสัมมาทิฏฐิ มันก็ไปสู่สุจริต 3 สุจริต 3 ไม่เป็นอาหารของนิวรณ์ ถ้าเราเป็นสัมมา แต่ถ้าเราไม่เป็นสัมมา เป็นมิจฉาทิฏฐิ มันก็จะเป็นทุจริต 3 คือ กาย วาจา ใจ กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ก็เป็นอาหารของนิวรณ์ 5 แท้ ๆ แต่สุจริต 3 นี่มันไม่เป็นอาหารของนิวรณ์ 5 มันจะเป็นอาหารของการลดละนิวรณ์ 5 ถ้าเป็นสุจริต 3 จะเป็นอาหารของการลดละนิวรณ์ 5 นิวรณ์ 5 เป็นอาหารของอวิชชา เพราะฉะนั้น เมื่อไม่เป็นนิวรณ์ 5 ก็เป็นอาหารของวิชชา เกิดวิชชา นี่เราย้อนทวน (พระไตรปิฎก เล่มที่ 24 อวิชชาสูตรข้อ 61)

ทีนี้ เมื่อกาย วาจา ใจ ที่จะดำเนินไปนั้น เราสมาทานแล้วมันจะก่อเกิดเป็นกรรม กรรมทางวาจา กรรมทางกาย กรรมทางมโน ต่อจากตัวนั้นมามี เจตนา ความปรารถนา ความตั้งใจ สังขาร ความมุ่งหมายมันต้องมีจุดมุ่งหมาย มีเป้าหมาย มีตัวทิฏฐิที่เราเอง เราเชื่อถือ เราเห็นจริงอยู่นั่นแหละ เราเชื่อถือ เราเห็นจริงว่า ดีที่สุด ต้องอย่างนี้ หรือว่าจะต้องไป ต้องไปอย่างนี้ เชื่อมั่นในทิฏฐิที่ยึดไว้ อย่างไม่มีวิจิกิจฉา ยิ่งเป็นคนไม่มีวิจิกิจฉา ไม่สงสัยอะไรแล้วจริง ๆ เลย ยิ่งจะเป็นคนที่แน่ แน่วแน่ มั่น จะเป็นมิจฉาก็ตาม จะเป็นสัมมาก็ตาม ถ้าไม่วิจิกิจฉาแล้ว ไม่สงสัยแล้ว คนที่เชื่อมั่นอย่างมิจฉาทิฏฐิ อย่างพ้นวิจิกิจฉาก็มีด้วยนะ เชื่อไหม เขาว่าเขาพ้นวิจิกิจฉา แล้วเขาไม่สงสัยหรอก เขาแน่ใจเลย เออ (เช่นผู้ที่เชื่อมั่นว่า)ตายแล้วสูญแหง ๆ เลย เกิดมาเป็นคนนี้ อย่างนี้เป็นต้น พวกอุจเฉททิฏฐิ เป็นทิฏฐิของเขา เป็นมิจฉานะ เขาพ้นวิจิกิจฉานะ เขาบอกเขาไม่สงสัยหรอก ตายแล้วไม่มีอะไรต่อเนื่อง สูญ ทั้ง ๆ ที่เขายังไม่ได้เป็นพระอรหันต์ อย่างนี้ก็มีได้ นี่แหละคือความมั่นของทิฏฐิเขา เมื่อทิฏฐิเป็นเช่นนี้ เขาดำเนินการกาย วาจา ใจ ก็จะมีเจตนา นี่ มาแล้ว ฝ่ายวิชาการส่งมาแล้ว อาตมาเปรยไปว่า อาตมาไม่ได้เปิดบาลี ท่านเปิดมาให้แล้ว คำว่า “เจตนา” มาจากบาลีว่า “เจตนา” โดยตรง “ความปรารถนา” มาจากบาลีว่า “ปัตถนา” ก็ตรง ภาษาบาลีว่า “ปัตถนา” (เขียนว่า) “ปตถนา” นี่ก็ “ความปรารถนา” (ต่อไปคำว่า) “ความตั้งใจ” มาจากบาลีว่า “ปณิธิ” ซึ่งเราก็เคยพูดถึงคำว่า “ปณิธิ” แปลว่า ตั้งใจ ตั้งลงที่ใจ และคำว่า “สังขาร” ก็แน่นอน แปลทับศัพท์มาเลย มาจาก “สังขารา” ก็แน่ชัด เจตนา เพราะฉะนั้น คำที่ว่า เจตนา นั้นคืออะไร เจตนาก็คือ สภาพของความมุ่งหมาย ความจงใจ มุ่งไปสู่จุดที่เรามีทิฏฐิ บอกแล้วว่า มันจะมีทิฏฐิอย่างที่เราเชื่อ เราถือ เราเข้าใจ เราเห็นว่าจริงอย่างนี้ จริงอย่างนี้ ทิฏฐิมันจะเห็นว่าจริงอย่างนี้ เชื่ออย่างนี้ เข้าใจอย่างนี้ แล้วเราก็จะมีเจตนา ดำเนินการตามเจตนา เป้าตรงนี้ต้องเดินไปสู่จุดนี้ เจตนาก็คือ ต้องมีเป้าของทิฏฐิไว้แล้ว มุ่งหมายไปสู่เป้านั้น ความปรารถนา เมื่อมุ่งหมายไปสู่เป้านั้น แล้วคุณก็ต้องมีปัตถนา มีความปรารถนา อยาก ต้องการ อย่าไปพาซื่อว่า เดี๋ยวมีกิเลส เดี๋ยวมีกิเลส ปรารถนา อยาก ต้องการไม่ได้ เดี๋ยวมีกิเลส จะบ้ากันใหญ่ ปรารถนาที่ดี ดีได้ อย่างที่ถามมานี่ ปรารถนาที่ดี ดี ปรารถนาไปเถอะ โดยเฉพาะ การปรารถนานี่เป็นการปรารถนาที่ไม่ได้เพื่อตัวเพื่อตน ไม่ได้เพื่อตัวกูของกู ไม่ได้บำเรอ เพื่ออันนี้หมายความว่า มาบำเรอ แต่เพื่อละ เพื่อเอาออก มันมีความติดความยึด ความเคยบำเรอตน มีรสอร่อย มีโลกียะ เป็นโลกียะ เป็นกิเลส เราละออก ละออก ปรารถนาละอันนี้ออก อยากได้สิ่งที่มันยึดเป็น ยึดมี ที่มันเคยเอามาก่อนได้มาก่อน จนกระทั่งติดตังอยู่ที่เรานี่ แกะไม่ค่อยออกนี่แหละ เพราะนั่นมันตรงข้ามกัน ล้างกันออก ความตั้งใจ อธิษฐาน เมื่อมีเจตนาแล้ว มันก็มีความต้องการที่จะเอาออก ถ้าเป็นสัมมาทิฏฐิแล้ว มันก็จะต้องมาล้างออกให้ถูก ถ้าเป็นสัมมาทิฏฐิจริงก็จะถูก ถูกมากกว่าไม่ถูกนั่นแหละ เสร็จแล้วก็ตั้งใจทุกที มีปณิธิ ตั้งใจทุกที ตั้งใจ หรือว่าให้มันตั้งลง ปณิธินี่ ถ้า อธิษฐาน นี่คือตั้งใจ หมายความว่าเริ่มต้นมีสติ แล้วก็ตั้งใจจริง อธิษฐาน ตัว ธิ หรือตัว ธ นี่เป็นตัวตั้ง ธ ธง นี่ ตัว ธิ ตัว ธ นี่ตัวหยั่งลง หรือตัวตั้งลงให้ได้ ถ้า ปณิธิ ก็ตั้งลงได้ ต้องตั้งให้ได้ เมื่อปรารถนาแล้วก็ต้องตั้งลงให้ได้ จะมุ่งหมายไปอย่างไร ทำด้วยกาย วาจา ใจ ปฏิบัติ ประพฤติให้มันสั่งสมลง ตั้งลง หยั่งลง ตั้งลงไปที่ไหน ที่ใจ ปณิธิ นี่ ปฏิบัติให้เป็นตัวหยั่งลง ตั้งลงที่ใจ อธิษฐาน หมายความว่า ต้องตั้งใจ อย่าให้มันเป๋นะ ต้องมีธัมมวิจัย อธิษฐานนี่ต้องมีธัมมวิจัย ต้องมีตัววิจัย วิจัยว่าอะไรเป็นสัมมา อะไรเป็นมิจฉา ถ้าวิจัยได้ดี ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์นั่นนะ วิจัยได้ดี วิจัยได้ถูกต้อง มันก็จะตรง แล้วมันก็จะดำเนิน ดำเนินไปด้วยการกระทำของเรา ไม่ว่าจะเป็น กายกรรม หรือวจีกรรม หรือมโนกรรม มันก็จะตั้งลงเป็นปณิธิ สังขาร ในสิ่งที่ตั้งลงนั่นแหละ เราก็มีสังขาร จะต้อง สังขารให้เป็น ปุญญาภิสังขาร ให้เป็นการสังขาร สังขารปรุงแต่งอย่างไรก็แล้วแต่เถอะ คุณจะต้องจัดการกับมัน ก็ต้องมีบทบาทกลไก เดินเครื่องอยู่ ไม่ใช่นิ่ง ๆ สังขารไม่ใช่นิ่ง ๆ มันปรุงมันแต่ง มันปรับ มันแก้ มันไข มันจัดการ (ดู อภิสังขาร 3 ในภาคผนวก) สังขาร จะแปลว่า มันกำลังรบก็ได้ สังขารนะ แต่รบอย่าง ปุญญาภิสังขาร รบอย่างมีการชำระ มีการขจัด ชำระไอ้สิ่งที่ควรชำระ กาย ก็ตาม วจี ก็ตาม มโนนั่นแหละเป็นตัวหลักตัวใหญ่ ชำระออก ชำระออก ๆ ขจัดออก รบฆ่าข้าศึกตาย ฆ่ากิเลสให้ได้ สิ่งที่เป็นบาป สิ่งที่เป็นชั่ว สัพพปาปัสสะ อกรณัง สิ่งที่เป็นกุศลให้ยิ่งขึ้น แข็งแรงขึ้น แข็งแรงขึ้น ให้ตั้งลง ๆ ยิ่งขึ้น ๆ นี่คือบทบาทที่จะต้องกระทำ เพราะฉะนั้น ที่ถามมานี้บอกว่า เราปรารถนาทางในการกระทำความดี อยากได้ความดีนั้นนะ สั่งสมลงในจิต ตั้งลงในจิตนั่นนะ ผิดไหม ไม่ผิด แต่ขอให้มันถูกความหมายที่ลึกซึ้ง ความเป็นจริงที่ลึกซึ้งให้ได้ก็แล้วกัน ยกตัวอย่างมา อย่างพระสารีบุตรว่าจะทำบุญ ทำบุญนี่ก็พูดคำกลาง ๆ อาจจะทำทาน ทำบุญก็คือ ทำทาน ทำทานทีไร ก็ตั้งจิตว่า ทานนี้ขอให้เป็นอานิสงส์ในการจะได้เป็นเอตทัคคะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในทางมีปัญญา ได้เป็นพระอัครสาวกเบื้องขวา อย่างนี้เป็นต้น มีในพระไตรปิฎกว่า ท่านตั้งจิตตั้งใจ แล้วท่านก็ทำอย่างนี้ ระลึกอย่างนี้ สั่งสมจิตอย่างนี้ การตั้งใจ หรือว่าการอธิษฐานอย่างนั้นแล้ว แล้วผู้นั้นก็เข้าใจว่าอธิษฐานก็คือ เมื่อตั้งใจแล้ว ก็ต้องพยายามให้มันตั้งลง จากอธิษฐานเป็นปณิธิ ความตั้งลง หยั่งลง เกิดขึ้นให้จริง กรรมอย่างไรจะได้เป็นอัครสาวกล่ะ ทำอย่างไรจะได้เป็นอัครสาวก พระพุทธเจ้าเป็นคนเช่นนี้ เราก็ต้องปฏิบัติตนให้เป็นคนที่จะต้องมีครรลองเดียวกัน มีลักษณะเดียวกัน พระสารีบุตรก็ต้องสั่งสมกรรมกิริยา หรือสั่งสมบารมี สั่งสมบุญให้เหมือนพระพุทธเจ้าให้มากที่สุด พระสารีบุตร จึงได้ชื่อว่าเป็นรองพระพุทธเจ้า มีอะไรที่เหมือน หรือคล้าย หรือทำอะไรได้เป็นทางธรรมะคุณธรรม แต่จริตไม่เหมือน หลุกหลิก พระสารีบุตรหลุกหลิก แต่อันนั้นเป็นส่วนย่อย แต่ในทางเนื้อหาสารัตถะนั้นเหมือน ใกล้ จนพระพุทธเจ้า ตรัสว่าเป็นรองเรา แทนพระพุทธเจ้าได้ทีเดียว อย่างนี้เป็นต้น ก็ต้องสั่งสมอันนั้น อย่างนั้น ให้มันไปครรลองเดียวกัน มันถึงจะไปได้ เพราะฉะนั้น สั่งสมกรรมที่เป็นส่วนที่จะไปด้วยกันได้ มันจะไปด้วยกันได้ อย่าไปสั่งสมกรรมแบบคนละเรื่อง เช่น คนหนึ่งไปสู่นิพพาน ไปสู่ทางโลกุตระ อีกคนหนึ่ง ก็สั่งสมไปทางโลกียะ เช่นว่า เราพูดกลางๆ ความรัก เสร็จแล้วก็ผู้หญิงหนึ่งก็มารักพระเข้า ว่าอย่างนั้นนะ เสร็จแล้วก็อยากจะไปเกิดกับพระ พระท่านก็จะไปนิพพาน ไปโลกุตระ ผู้หญิงนี้ก็รัก จะเกาะให้ติดให้แน่นให้เหนียว รัก ต้องผูกความรักให้มาก แต่ไอ้ที่รักให้มาก ให้แน่นให้เหนียวนี่ มันเป็นโลกุตระหรือเป็นโลกีย์? มันทำทางไปไหนล่ะ? จะไปให้ได้ จะต้องให้แน่น จะต้อง… คือ ความมิจฉาทิฏฐิ คือความหลงผิด จะต้องให้แน่น เกาะติดให้แน่นเลย จะต้องผูกพัน จะต้องรักให้สนิท พระท่านก็จะไปนิพพาน ท่านก็วางจางเรื่องโลกียะไปสูงไกล ทางนี้ก็ยิ่งแน่นไปไกลเหมือนกัน ไปไกลกันเลย ถามว่าจะพบกันไหมในโลก ในอนาคต? ไปคนละทิศเลย นี่คือมิจฉาทิฏฐิ ใครทำจิตทำใจอย่างนี้ เปลี่ยนเสีย ถ้าอยากไปใกล้จริง ๆ ต้องทำให้เป็นโลกุตระด้วยกัน ละกิเลสที่ผูก ที่ผูก ที่เหนียว ที่แน่น ที่ดูด ที่ดื่มอะไรออกหมด จางคลายให้ได้ มันจึงจะได้ไป เห็นไหม มันกลับกัน หึ หึ มันกลับกัน ต้องให้ชัดนะ ไม่เช่นนั้นไม่ชัด นี่ก็อธิบายแถมนะ ปฏิบัติธรรม ต้องมีปรารถนาให้ดี มีอยากให้ได้ดี เพราะฉะนั้น ในการปรารถนา ก็ต้องเข้าใจในรายละเอียด ต้องมีปรารถนา เพราะฉะนั้น คนเราอธิบายถึงการปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าที่จะไปโลกุตระ จะไปนิพพาน (แต่ถ้า)เล่นไม่ให้คิดอะไรเลย ให้ว่าง ๆ ๆ อย่าอยากอะไรเลย หนักเข้าเดี๋ยวก็ไม่อยากกินข้าว จะตายเอานะนา จริง ๆ ไม่อยากทำอะไรก็ขี้เกียจ ได้แต่บาปอยู่นั่นแหละ หนักเข้าไม่อยากกินข้าวดังกล่าวแล้ว ไม่อยากกินแล้วก็ไม่อยากนอน แล้วก็ไม่อยากอะไรเลย รับรองอายุจะสั้นนิดเดียว คนนี้ตายแน่ ๆ นี่มันพาซื่ออย่างนี้ได้ แล้วก็มาสอนลัด ๆ ไม่เข้าเรื่อง ไม่เข้าราวกันมาก ตั้งจิตอธิษฐานแล้วต้องทำ เพราะฉะนั้น การตั้งจิตจะทำบุญ หรือปรารถนา ก็ต้องปรารถนาให้ดี อธิษฐานหรือตั้งจิตให้ดี จะตั้งเป็นเอตทัคคะ จะตั้งเป็นอะไรต่ออะไร ก็ให้เข้าใจว่าเรามีจุดมุ่งหมายอะไรที่ชัด แล้วต้องทำ ไม่ใช่เอาแค่จิตที่จะไปผูกพัน จิตนี่ไปเกาะเกี่ยว จิตนี่จะไปดูดเฉย ๆ อย่างคนเด็ก ๆ เอาแต่เกาะจอแจ ๆ เกาะติดตังเฉย ๆ เราทำสิ ๆ ทำสิ่งที่ตรงกับสิ่งนั้น ทำให้เหมือนสิ่งนั้น ทำให้ดีอย่างสิ่งนั้น สิ่งนั้นน่ะอะไร ปรารถนาเป็นเอตทัคคะ ปรารถนานิพพาน ปรารถนาอย่างใด ยกตัวอย่าง อย่างพื้นๆ อีกทีหนึ่ง อย่างง่าย ๆ เป็นรูปธรรม เรานับถือว่า พ่อเรานี่เป็นฮีโร่ ลูกก็แหม นับถือศรัทธาบูชาพ่อเป็นฮีโร่เหลือเกิน อยากจะเป็นอย่างพ่อ อยากจะได้อย่างพ่อ อยากจะมีอย่างพ่อ พ่อไปไหนก็ต้องไปด้วย เกาะจอแจ กระจองอแง ร้องไห้ไป แต่ตัวเองนิสัยไม่เคยปรับจะให้เป็นอย่างพ่อ ไม่เคยเรียนว่าพ่อของเราเป็นฮีโร่อย่างไหน อะไรเป็นสิ่งที่เราประทับใจ อะไรเป็นสิ่งที่พ่อเรานี่เป็นแล้ว แล้วเราก็ แหม ประทับใจ บูชา นับถือสิ่งนี้ของพ่อเหลือเกิน เราไม่เคยเรียน จะเอาแต่ว่าไปกับพ่อ ติดกับพ่อ พ่อไปไหนฉันจะไปกับพ่อ มีแต่พ่อนี่แหละ อย่างนี้ แล้วเราก็ไม่ได้หรอก เรารักพ่อ บูชาพ่อ อะไร จะเป็นอย่างนี้ จ้างก็ไม่ได้เป็น จ้างก็ไม่ได้ไป จ้างก็ไม่ได้ผลอย่างที่ว่านี้ อธิษฐาน หรืออะไรก็แล้วแต่ เพราะฉะนั้น จะเกิด ต้องมีปัญญา มีความเห็น เรียนรู้ เพราะว่าพ่อเรามีสิ่งนี้ เราจะต้องทำอย่างไร จึงจะมีสิ่งนี้ให้เหมือน จนกระทั่งเราได้สิ่งที่เหมือนพ่อเป็น เหมือนพ่อมี ได้เหมือน ดีไม่ไดี ดีกว่าด้วยยังได้เลย ดีกว่าสิ่งที่วิเศษที่พ่อวิเศษ เราวิเศษกว่าขึ้นไปเลย โน่นแหละจึงจะเป็นอภิชาติบุตร ตอนนี้พ่อจะไปไหนก็ไปสิ ก็เราก็เป็นเหมือนพ่อแล้ว ถึงอย่างไรมันก็จะเป็นเนื้อเดียวกัน จะเป็นเนื้อเดียวกัน เพราะเป็นสิ่งเดียวกัน นี่ ลึกซึ้ง ฟังดี ๆ ลึกซึ้ง แล้วเราก็ต้องเข้าใจให้ละเอียดลอออย่างนี้ เพราะฉะนั้น จะอธิษฐาน จะตั้งใจ จะทำบุญ ทำทาน แล้วก็มีจุดมุ่งหมาย มีความหวัง มีของต้องการ เราจะต้องการทำบุญก็ต้องการอย่างนั้นอย่างนี้ก็ได้ ถ้าอยากจะสวย ให้ทำบุญด้วยดอกไม้ ? มันมีอีก มีอีก หยาบกว่านี้ เช่น พระพุทธเจ้าท่านเคยตรัสว่า ถ้าเราอยากจะสวยก็ให้ทำบุญด้วยดอกไม้ มีในพระไตรปิฎกว่า เสร็จแล้วก็พาซื่อนะ จะอธิบายอย่างมิจฉาสะก่อน ตื่นเช้ามาก็ โอย! อยากสวยนี่ เกิดชาติหน้าจะสวย อยากสวยก็ท่านบอกไว้แล้วนี่ ท่านบอกว่าให้ทานด้วยดอกไม้นะ แล้วก็ไปเที่ยวได้ตัดดอกไม้ ไปขโมยดอกไม้เขามา ที่ไหนมีดอกไม้ก็ขโมยเขามาทำทาน ทั้งนั้นน่ะนั่น เสร็จแล้วก็ต้องทะเลาะกัน หน้าบูด หน้าบึ้งไปตาม ๆ กัน บางทีก็ร้องไห้ไปทำทาน จ้างให้เกิดอีกร้อยชาติก็ไม่มีสวย รับรองหน้าก็จะบูด ตัวก็จะดำ ไม่มีทางจะสวยหรอก ทำบุญด้วยดอกไม้ให้ตายมันก็ไม่มีสวย แล้วดอกไม้ ทำบุญด้วยดอกไม้ เราก็ต้องรู้ว่า ดอกไม้เป็นนามธรรม หมายความว่าอะไร เป็นสิ่งที่เบิกบาน แจ่มใส สดชื่น เป็นของที่อยู่ในดอกนี่คือสิ่งที่ทุกคนเข้าใจดีว่า ดอกมันมีคุณลักษณะที่เด่นอะไร เราก็รู้จักเนื้อหาคุณลักษณะที่เด่นของอันนั้น แล้วก็ทำตัวเองให้เป็นเนื้อหาอันนั้น ในความหมายที่ลึกซึ้ง ทำตัวเองให้เป็นเนื้อหาอันนั้น ๆ ให้ได้ ซึ่งเป็นนามธรรม จะไปทำตัวเป็นดอกไม้ตามพาซื่อ จะได้กลายเป็นดอกไม้มีกลีบ เป็นคนนี่จะไปทำตัวมีกลีบ เป็นช่อ เป็นเกสรได้อย่างไร เป็นดอกไม้ มันก็ต้องทำเอาที่นามธรรม นี่แนวลึกถึงขั้นนามธรรมเป็นอย่างนั้น ว่า เราทำทานดอกไม้ คุณก็ทำใจให้เบิกบาน สดชื่น ผ่องใส ไม่โกรธ มีแต่จะสละ ทำทาน ก็ให้ดอกไม้ หรือไม่ต้องให้ดอกไม้หรอก ให้ท่อนฟืน ให้ก้อนถ่าน ให้แล้วก็เบิกบาน ร่าเริง เหมือนดังดอกไม้บานยามเช้านี่แหละ ทำอย่างนี้ รับรองเกิดมาสวย ให้ก้อนถ่านก็สวย แต่ก็พูดให้มันเข้ากัน ให้มันคล้องจองกันว่า ทำทานดอกไม้ ให้เป็นสั้นๆ แล้วก็จะสวย ท่านก็ตรัสเคยตรัสว่า ถ้าจะอยากสวย ทำอย่างไร อย่าโกรธ ใช่ไหม สรุปแล้ว เนื้อหาแท้ อยากสวย เกิดมาสวย หรืออยากสวย ทำอย่างไร อย่าโกรธ มันก็ไอ้อันเดียวกันนั่นแหละกับทำทานดอกไม้ ส่วนพวกพาซื่อจะทำไปเรื่อย ไม่รู้เรื่อง จะทำทานด้วยความปรารถนาไม่เข้าท่า ไม่มีสัมมาทิฏฐิ ไม่มีปัญญา มันก็ไม่ได้เรื่องอะไร ต้องมีปัญญาอย่างที่กล่าวเสียให้ดี

สัมมาทิฏฐิ 10 ข้อที่ 3 หุตัง สังเวยที่บวงสรวงแล้ว เอ้า ต่อมา ทีนี้ข้อ 3 เอ้า เพิ่งได้มาสองเอง จะได้หมวดที่หนึ่ง ทินนัง ยิฏฐัง หุตัง ทีนี้ หุตัง ธาตุบวงสรวง หุตัง สังเวยที่บวงสรวงแล้ว บวงสรวงคือเซ่น หรือบูชา ภาษาบาลีว่า "หุตะ" หรือ “หุตัง” ซึ่งหมายไปถึงความลึกขั้นนามธรรม บูชา หรือบวงสรวง หรือเซ่น หรือสังเวย ที่จริง “ให้” นี่ก็คือ “รับเอามา” นี่โดยรูปแล้วเราก็รู้ว่า เอาไปให้ ทีนี้ลึกไปถึงขั้นนามธรรม ก็คือสังเวย หรือเสวย ที่จริง “ให้” นี่ก็คือ “รับเอามา” นะ อาตมาก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร บรรยายธรรมะกับพวกคุณนี่ จนกระทั่งเอาไปเอามาแล้ว ถูกแปลว่าผิด ผิดแปลว่าถูก ถึงขั้นขนาดอย่างนี้เลย ดำแปลว่าขาว ขาวแปลว่าดำ คล้าย ๆ อย่างนั้นน่ะนะ เสียนี่แหละได้ เสียไปสละไปนี่แหละได้ ซึ่งเราก็เข้าใจแล้ว ไม่งงแล้ว แต่เราต้องตามเนื้อหาที่ถูกสภาพ เพราะฉะนั้น เราบูชา หรือเซ่นสรวง นี่ก็คือ เราไปให้นะ แต่ในให้นั้นแหละ เราเสวย เราได้ เรารับเอา เราบริโภค หมายถึง บริโภคหมายถึงรับเข้าไป เป็นนามธรรม ต่อจากยิฏฐัง ต่อจากพิธีการ เพราะฉะนั้น ยัญพิธี หรือจะทำอะไรนี่ เรามาทำ นี่ก็คือมาตอนนี้นี่คุณเอง คุณมาเสียสละ มาลงในยัญพิธีปลุกเสก นี่ไม่ใช่ใครเอาพระเครื่องมาปลุก พิธีปลุกเสก คุณเอาคุณนั่นแหละมาปลุกเสก เอาตัวเรามา ก็ต้องมาให้ ให้อะไร ให้อดทน ต้องให้สิ่งที่เราติด เรายึด เราก็ไม่ได้หนอ มันง่วงนอน ก็ยังถูกให้มานั่งอยู่ เพื่อนเขาก็มา วิธีการก็มีการมานั่งฟัง ก็ต้องมานั่งฟัง ถ้าจะใจมันสอดคล้องยินดีด้วย เข้าใจเป็นสัมมาทิฏฐิแล้ว เราก็ แหม ยินดีด้วย มีฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสาด้วย มันก็ไม่ทุกข์ นอกจากไม่ทุกข์แล้ว ยังจะเจริญด้วยอิทธิบาท 4 มันก็มานั่งฟังอันนี้ได้ดี แต่นั่นแหละ มันกิเลสเป็นตัวหลัก มันต้องมาให้ ให้กิเลสมันฝืน ถ้าไม่มีกิเลสฝืน มันก็สบาย ก็เบา ก็ไม่ทุกข์นะ เพราะฉะนั้น คุณมาให้ แต่แท้จริงคุณมาเอา คุณมาเซ่นสรวง คุณมายัญพิธี คุณมาทำตามพิธีนี้ คุณจะมาให้ อย่างน้อยที่สุด ก็มาทำตามอาตมาว่า อาตมาว่า มาทำอย่างนี้กันเถิด มาปลุกเสกอย่างนี้ คุณก็ว่า เออ เอา ๆ ยอม ๆ มาปลุกเสกฯ ด้วย นั่นก็คือ คุณมาให้ เสียสละมา เอากายมาทั้งตัว แล้วเอาใจมาด้วย แล้วก็เสียเวลา เสียเงินทอง เสียอะไร สละมาทั้งนั้นแหละ มานั่ง เสร็จแล้ว ก็มาเอา อาตมาก็ให้ คุณมาให้อาตมา ก็คือ มาเป็นผู้ที่จะต้องมานั่ง มาทำตามที่อาตมาว่านั่นแหละ มาทำตามพิธี ยัญพิธี เสร็จแล้วคุณก็ แท้จริง คุณมาเอาน่ะ นั่นคือหุตัง คุณมาให้ เสียสละตัวเองมาทั้งหมด คุณมาเสียสละ คุณมาให้ ยิฏฐังนี่มันยัญพิธีที่จะให้ เสร็จแล้วก็มาเอา แล้วคุณก็จะได้ แม้คุณจะไม่เอา คุณก็ควรได้ เพราะฉะนั้น คนที่มีปัญญาญาณ ก็จะเป็นผู้ได้ ยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่น เอาผลไม้ไปเซ่นไหว้เจ้า พิธีเขาก็มีรูปพิธีเป็นรูปธรรม เอาผลไม้ไปไหว้เจ้า คนที่เขาไม่ใช่พวกไหว้เจ้าชั้นสูง ไหว้พวกซีกุ้ย ไหว้พวกซีกุ้ย ก็เอาเป็ดเอาไก่ไปไหว้ อย่างพวกวิญญาณซีกุ้ย วิญญาณชั้นต่ำ ถ้าวิญญาณชั้นสูง ก็ต้องไหว้ชั้นประเภทเซียน วิญญาณเซียนก็ต้องไหว้ด้วยผลไม้ เพราะเซียนไม่กินเนื้อสัตว์ ไหว้ผลไม้ พิธีก็ไปเซ่นไหว้เท่านั้นแหละ แต่นามธรรม คุณต้องได้นะ นี่หุตัง คือสังเวย เสวย สังเวย หรือเสวย ต้องได้ แต่ที่จริงก็เหมือนให้นั่นแหละ เพราะฉะนั้น ตัวตื้น ๆ คนก็เลยไม่รู้จักนามธรรม ก็มีแต่ไปเซ่นสรวง ก็ว่าไป ภาษามันก็ซ้อนกันนะ จนเป็นอันเดียวกันแยกไม่ออก ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ไม่มี วิจัยไม่ออก ก็เลยเอายัญพิธีเซ่นสรวงบูชา ยิฏฐัง หุตังอะไร หรือแม้แต่ทินนัง ที่ให้แล้ว อั๊วไปให้แล้ว แต่จะอั๊วเอาคืนมากิน ไอ้นี่มันหยาบใหญ่เลย ทินนัง ทานที่ให้แล้ว ก็ทำทานแล้ว ก็วิญญาณมาเอาไปแล้ว อั๊วก็เอามาคืนกิน ดีไม่ดี บอกนี่ไงแหว่ง เพราะว่าแมลงมันเจาะ ก็เลยว่าแหว่ง นี่ไง วิญญาณมากินแล้ว แหว่ง มันแหว่ง ทินนังว่าจะให้ก็ไม่ได้ให้ ยัญพิธีนี่มาเสียสละ ก็ไม่ได้เสียสละ จะหยาบไปจนกระทั่ง ยัญพิธี เอาแพะมาฆ่า ทั้งตัวให้อะไรจริง ๆ ก็ตาม อะไรก็เหมือน ๆกันนั่นแหละ ที่มันทำหยาบ ทำรุนแรง ถ้าไม่ฆ่าในยัญพิธีถึงขั้นฆ่าแพะให้เลือดกระฉูดเลย ก็ไปเชือดคอไก่ เชือดคอเป็ด แล้วก็ต้มมา ไม่ให้เห็นรอยเลือดแล้วก็เอา แหม ตุ๋นมา ทำพะโล้มา ชูคอโง้งมา สังเวยมา บูชายัญอะไรตามแต่รูปแบบใครจะทำมาเถอะ ที่จริงมาทำให้มันถูกต้อง มาให้ คุณมานี่ ที่จริงนี่ คุณจะต้องช่วยอาตมานะ อาตมาจะเป็นผู้ที่ให้ธรรมะ มายัญพิธีปลุกเสกนี่ คุณจะต้องช่วยอาตมา ช่วยดูแล นี่พวกเราก็แบ่งกันดูแล หลายคนก็เฉย ไม่ทำอะไร ไม่ช่วยอะไร หลายคนต้องทำกับข้าว ต้องไปซื้อกับข้าว ไปซื้อไอ้โน่นไอ้นี่ ต้องสร้างไอ้โน่นไอ้นี่ทำอะไรต่ออะไรไว้ แม้แต่เสื่อ แต่อะไรเขาก็ทำ เขามา เขาได้ให้มาก ๆ นะ คนไหนมานี่ไม่ได้ให้อะไรก็มา บางคนมาแต่ตัว มาเอาที่นี่หมด ไม่ได้ให้เลย มีแต่มาเอา ประเภทที่เรียกว่า มาเอาชนิดที่ไม่เข้าสัมมาทิฏฐิของยิฏฐัง หุตังอะไรเลย มาได้เป็นหนี้ แม้ว่าเราจะมาเอานามธรรมว่าอย่างนั้นน่ะ เริ่มต้นตั้งแต่หยาบ เขาก็ไม่ได้เริ่มต้นเป็นลำดับแล้วว่าเขาควรจะเป็นผู้ได้ให้ เป็นผู้ที่ไม่มีความเสียสละ ฉันจ่ายค่ารถมาแล้วนี่ สละแล้ว ฉันก็ควรจะมาได้อะไรที่นี่ เอาสิ ใครจะมาทำบุญ ฉันก็จะได้เป็นผู้รับนั่นนะ ฉันจะเป็นหุตัง เป็นผู้เสวย เป็นผู้สังเวย มันผิดลำดับ ที่จริงคุณมาเป็นผู้ให้ อาตมาเป็นผู้ที่รับ แต่ที่จริง อาตมาเป็นผู้ที่จะให้แท้ ๆ คุณต่างหาก เป็นผู้รับ เมาไหม ฟังไปฟังมา นี่เห็นไหมว่า มันวนมันปนกันอยู่อย่างนี้ สรุปแล้วก็คือ ในโลกนี้มีการให้กับการรับกันทั้งนั้นเลย 3 ตัวนี้ ทินนัง ยิฏฐัง หุตัง นี้ เป็นตัวรูปนามที่ซ้อนกัน ซ้อนกันอย่างซ้ำซ้อน ซ้อน ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ จนลึกที่สุดแล้ว สรุปแล้ว จงเป็นผู้ให้ลูกเดียว สุดท้าย ไอ้ที่ว่ามาเอานี่นะ คุณมาให้อาตมาหมายความว่า คุณต้องหาข้าวมาเลี้ยงอาตมาไว้นะ อาตมาจะเตรียมตัว หรือว่าจะมีอะไร อาตมาก็เป็นผู้ให้คุณนั่นแหละ แต่คุณนั่นแหละ หาข้าวหาน้ำมาเลี้ยงอาตมา มาให้ แล้วอาตมาก็เป็นผู้ให้ คุณเอาข้าวเอาน้ำมาให้อาตมา ชื่อว่าคุณไม่ได้ให้แก่อาตมาหรอก อาตมาให้กว่า อาตมาทานมากกว่า คุณให้ข้าวอาตมากิน เพื่อให้อาตมายังไม่ตาย พรุ่งนี้ก็จะได้จากอาตมาต่อ เหมือนอาตมาเป็นตัวห่านไข่ทองคำ คุณต้องให้อาหารห่านไข่ทองคำไว้น่ะ ถ้าไม่ให้อาหารห่าน ห่านตายวันนี้ พรุ่งนี้ไม่ได้ไข่ทองคำให้นะ เพราะฉะนั้น ถ้าให้อาหารไว้อยู่ พรุ่งนี้อาตมาก็ไข่ทองคำให้คุณต่อ คุณไม่ได้ให้อาตมาหรอก คุณเลี้ย

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน