590223_ทวช.พุทธาภิเษกฯครั้งที่ ๔๐ ธรรมะของพระพุทธเจ้าอันยอดเยี่ยม ๒.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์346 KB
วันที่แก้ไข8 มกราคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

590223_ ทวช.พุทธาภิเษกฯ ครั้งที่ 40 ธรรมะของพระพุทธเจ้าอันยอดเยี่ยม 2

พ่อครูว่ า...วันนี้ วันอังคารที่ 23 กุมภาพันธ์ 2559 ที่ ชุมชนไพศาลี ที่เรียงประดับอยู่ข้างหน้าคือ กะหล่ำปลี ละมุด เห็นละมุดแล้ว ก็นึกถึงตอนเด็กๆ ตอนเป็นเด็กอยู่บ้านนอก อำเภอพิบูลมังสาหาร ตื่นเช้าขึ้นมาก็ไปอึ ในสวนหลังบ้าน เป็นบ้านไม้อยู่หน้าสวน สวนสารพัด ดงสับปะรด ก็มองไปข้างหน้า จะเห็นเศษลูกละมุด ถูกกัดกินไปบางส่วน มีเยอะ เกือบทุกวัน เพราะสัตว์ต่างๆ เช่น ค้างคาวเป็นต้น ก็จะเก็บกินผลไม้ เราก็ไม่ได้รังเกียจเก็บกินต่อ นั่งอึกินไป พวกละมุดพวกนี้หวานฉ่ำนะ ชีวิตตอนเด็กกับตอนนี้ห่างกันไกลลิบเลย ตอนที่พูดถึงนี้ก็อายุไม่ถึง 10 ขวบ ชีวิตทุกวันนี้ ร้อนรน รีบเร่ง ที่พูดนี้ไม่ได้ใส่ความ พูดความจริง ที่มันเกิดเหตุการณ์เลวร้าย คือราคะก็แรง โทสะพยาบาทก็แรง โมหะนั้นไม่ต้องพูดถึง คำว่า โมหะ หมายความว่า ไม่เข้าใจชีวิต ไม่รู้ว่าเกิดมาเพื่ออะไร ชีวิตคนส่วนมากเลย ไม่รู้ว่าเกิดมาเพื่ออะไร จะมีชีวิตเพื่อทำประโยชน์อะไร เมื่อไม่รู้ก็ทำแต่โทษ ไม่ทำประโยชน์ คนเราเมื่อมีความโลภ แล้วแสดงกายวาจา ใจ ก็มีแต่ลักษณะแสดงออกเพื่อเอามาสมโลภ หรือสมโกรธ พยาบาท แสดงกาย วาจา ใจ โกรธ สมโลภ ตามแต่ตนเองจะมีมารยาทมากหรือน้อยเท่าใด ถ้ามารยาทน้อยก็ออกไปอย่างฆ่าแกงทำร้ายทำลาย หรือแบบที่ออกไปอย่างไม่ถือโทษกันเท่าไหร่ คือออกไปแย่งชิง มีโทสะซ้อนอีก คือรุนแรงทางกายปล้นจี้ฆ่าเอา รุนแรงทางวาจา ก็ใช้วาจากรรโชก หรือไม่หยาบก็พูดตะล่อม เล่ห์เหลี่ยม เพื่อเอาจากเขามาก เกิดจาก มโนปุพพังคมา ธัมมา มโนเสฏฐา มโนมยา เกิดจากกิเลสในจิตมาปรุงแต่งผสม ไม่รู้ว่าชีวิตนี้ ไม่ควรโลภ ไม่ควรแย่งชิงคนอื่น หรือ ชีวิตนี้ไม่ควรไปเอาเปรียบผู้อื่น แม้ที่สุด ชีวิตนี้ไม่

อ่านต่อ

เอาของคนอื่น รับแต่ของที่เขาให้ ต้องการแต่ของที่เขาให้ ชีวิตนี้ปฏิบัติกาย วาจา ใจ ใจเป็นตัวจบที่จริง ใจคนนี้จริงที่ว่า รับแต่ของที่เขาให้ ไม่ต้องการของที่เขาไม่ให้ และจะเป็นผู้ให้ ชีวิตนี้ไม่ใช่จะเป็นแต่ผู้รับแต่ของที่เขาจะให้ แต่ถ้าเราได้เป็นผู้ที่ให้ เป็นผู้ที่สร้างสรร ขยันหมั่นเพียร ทำงานทำการ ตั้งแต่เราจะผลิตผลได้ทางกาย เป็นละมุด เป็นกะหล่ำปลี เป็นอะไรต่างๆ นานา จะเห็นได้ว่าสิ่งที่เราแสดง ฉากที่เรานั่งนี้ ก็เป็นเช่นนี้ แต่ไหนแต่ไรมา มีพืชผัก ผลไม้ มีคุณค่า ไม่ได้เป็นสิ่งตกแต่งอย่างไม่เกิดประโยชน์ ไม่ได้เป็น วิภูสนัฏฐานะ แต่อย่างใด มีแต่ของที่เอามากินใช้ได้ พอเสร็จแล้วก็ไปกินใช้ ไปทำประโยชน์ ไม่ได้ซ้ำกันเลย เดี๋ยวก็เปลี่ยนกันไป วนเวียนไปมาตามที่มีที่ได้ อันนี้เป็นสิ่งที่ยืนยันบ่งบอกว่า คนเหล่านี้มีความนึกคิดอย่างไร มีองค์ประกอบของชีวิตจะเรียกว่าองค์ประกอบศิลปะ เป็น composition อย่างไรบ้าง จะเห็นได้ว่าคนเหล่านี้อยู่กับสาระ ไม่ใช่ไร้สาระที่ประดับประดาตกแต่ง แล้วก็หลงเพลิดเพลินในลีลาที่แปลกแตกต่างจากเขา ที่อื่นหาไม่ได้ เป็นผู้นำเขานะ แล้วก็ใช้คำว่าศิลปะ ที่จริงคือ ความคิดที่การปรุงแต่งบานปลาย งอกแล้วงอกอีก ถ้าเป็นสรีระก็คือเนื้องอก ร้ายเข้าไปคือมะเร็ง เพราะฉะนั้นศิลปะทุกวันนี้เข้าขั้นมะเร็ง และร้ายแรงกว่ามะเร็งแล้ว ที่เขาเรียกว่าศิลปะ ศิลปะมีอยู่ 5 แขนงหลัก pure arts จิตรกรรม (Painting) ประติมากรรม (Sculpture) สถาปัตยกรรม (Architecture) วรรณกรรม (Literature) ดนตรีและนาฎกรรม (Music and Drama) นี่คือศิลปะรากเหง้า แต่เดี๋ยวนี้ก็บานปลายเป็น ศิลปะตกแต่ง ศิลปะโฆษณา ศิลปะเกินจริง ศิลปะสมัยใหม่ ซึ่งเขามีภาษาเรียกเท่ๆ เยอะ เป็นมะเร็งสังคม เป็นสิ่งที่สร้างมาอวดอ้างให้คนนิยมชมชื่น แล้วก็ซื้อหาไปครอบครอง เอาไปใส่พิพิธภัณฑ์ตนเอง เป็นตัวสะสม แล้วก็ใช้เป็นการค้าขายสินค้า เก็บไว้ให้นานให้เก่า ตัวศิลปินตายไปแล้ว จากไปแล้วหลายปี ก็เอาการจากไปนี้เพื่อขึ้นราคาสินค้า ก็ขอบอกกล่าว ข่าวที่พวกเราจะจัด งานศิลปะโลกุตระ ก็จะมีงานเขียน งานปั้น ของคุณ แสงศิลป์ เดือนหงาย ที่เรียนทางศิลปะมาแล้วก็มาเป็นชาวอโศกหลายปีแล้ว ก็มีผลงานตามที่เราได้เห็น โดยเฉพาะที่ วิหารพันปี ก็ทั้งนั้น ก็จะมีการแสดงงานฝีมือของแสงศิลป์ก่อน ทั้งงานปั้นและเขียน ศิลปินอื่นก็จะทำตามมาอีกทีหลัง งานศิลปะมี 5 ขั้น 1.งานแบบ ลามก ที่มีมากในโลก เป็นการแสดงออกที่เขาทำกันจนชินชา ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องลามก ครอบงำความคิด ให้ เกิดราคะ โทสะ พยาบาทจัด เห็นแก่ตัวจัดที่เป็นความลามก ไม่ดีไม่งาม ไม่ใช่ศิลปะเลย แต่ก็มีอยู่ในสังคมมนุษยชาติทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นแสง สี เสียง เต้นร้อง นัจจะ คีตะ วาทิตะ มอมเมาคนให้แรงจัด ดูดดึงจัด ชอบใจจัด กรีดร้องแล้วถือว่าอันนั้นคือชีวิตชีวา ชีวิตต้องได้เสพเช่นนั้น มีชีวิตเพื่อให้ได้ไคลแมกซ์ บำเรอกิเลส ชอบ มัน รสจัดรสจ้านมาก คือตกต่ำ เขาก็นึกว่าเขาแรงถึง ก็คือลามกมากขึ้นๆ เอาไว้อธิบายศิลปะในรายการเย็น นี่น้ำจิ้ม กลุ่มหมู่นี้ เป็น ดินแดนโลกุตระ มีพฤติกรรมการดำเนินชีวิต มีวัฒนธรรม มีระบบระบอบแบบโลกุตระ มีทรัพย์สินเงินทองเป็นของส่วนกลาง แล้วบริโภคกินใช้ร่วมกัน ซึ่งเป็นความประเสริฐของมนุษย์ที่อยู่ในนี้ เกิดการดำเนินชีวิตของคนกลุ่มหนึ่ง ที่เป็นสังคมโลกุตระ เราพอใจไหม เรายินดีไหมสังคมแบบนี้ ที่นี่เปิดประตูยินดีรับ ไม่ได้เขียนไว้ว่า welcome แต่ยินดีต้อนรับทุกคน ผู้ใดมีศีลก็มาที่นี่ มีศีลเป็นวัฒนธรรม อย่างต่ำศีล 5 ทุกชุมชนใหญ่หรือเล็กเข้ามาในชุมชนนี้ต้องมีศีล เข้ามาต้องสมาทาน อย่างต่ำศีล 5 จะมาฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ผิดพรหมจรรย์ ในแดนนี้ไม่ได้ เราถือว่าเป็นข้อห้ามข้อสมาทานในนี้ จะมาพูดปด เอาสิ่งที่หยาบ ตั้งแต่น้ำสุรา กดประสาท หรือ ยาเสพติดกดประสาท ที่เป็นวัตถุ หรือสิ่งมอมเมากล้าแรง จนสติเราถูกครอบงำ เช่น เขาแสดงดนตรีคณะนี้ฮาร์ดนะ ด้วยแสงสีเสียง การเต้น การดิ้น ก็เข้าไปบรรยากาศฮาร์ด พอฮาร์ดได้ที่ก็ตีกัน เขาไม่รู้ว่าเขาทำเอง เกิดกรณีเช่นนี้เขาก็ไม่รู้ ไม่เข้าใจองค์ประกอบศิลปะที่ปรุงแต่ง ท่าที ลีลา สุ้มเสียง สำเนียงที่เป็น composition ที่เกิดเป็นผลกระแทกอารมณ์ออกมา เป็นท่าที ลีลา บ้าบอ น่าเกลียด เขาไม่รู้ไม่เข้าใจว่า ทำไมเป็นเช่นนั้น แล้วบางคนยังยกย่องสิ่งเหล่านี้อีก นี่คือสังคมที่ไม่เข้าใจศิลปะ พากันงมงายหนัก วันที่ 5 มี.ค. 59 นี้จะเป็นวัดเปิดงาน ศิลปะโลกุตระ ที่จะจัดตั้งแต่วันที่ 5 มี.ค. - 10 มิ.ย. 2559 ตอนแรกก็จะจัดเล็กๆ พอหลายหัวคิดกันเมื่อวันก่อนเมื่อวานนี้ ก็ได้ผลออกมา ไม่ใช่ง่ายเลย ก็จะออกใบเชื้อเชิญศิลปิน ถ้าได้ศิลปินแห่งชาติมาได้ก็ดี เราจะมีเสวนาด้วย ถือว่างานไม่เล็ก โดยเฉพาะวันที่ 5 มี.ค.นี้จะเป็นวันเปิดงานเลย จะมีโรงบุญด้วย ขอความร่วมมือพวกเราช่วยกันมางานและจัดงาน ให้คิดว่าเป็นญาติมิตร เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เราต้องสร้างอันนี้ขึ้นสู่โลก มาร่วมมือกันสร้าง ไม่มีหน้าที่อะไรก็มาปัดกวาดเช็ดถูกยก ช่วยกันรับแขก ช่วยกันต้อนรับ ทำอาหารเลี้ยงกันไป เราจัดงานอบอุ่นมีร้านอาหารเป็นหลัก เราจะมีดนดรี เรามีวงฆราวาสเป็นหลัก ไม่มีวงสมณะ นึกถึงสู่แดนธรรม นาวาบุญนิยม ก็น่าจะได้มาเสวนาด้วย

วัตถุประสงค์ในการจัดงาน ศิลปะโลกุตระ

เพื่อเปิดเผยความเป็น ศิลปะ ขั้นโลกุตระ ว่าเป็นอย่างไร ตามความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ซึ่งจะเป็นคุณแก่มนุษย์ แก่สังคมประเทศชาติ แก่โลก เป็นการช่วยมวลมนุษย์ช่วยสังคมประเทศชาติ แก่โลก เพื่อจะได้ช่วยกันเผยแพร่กันต่อไปให้ยิ่งๆ

- เวลา 08.30-08.50 น. กล่าวเปิดงาน - เวลา 09.00-11.00 น. รายการเสวนา เรื่อง “ศิลปะโลกุตระ” โดยพ่อครู สมณะโพธิรักษ์ คุณแสงศิลป์ เดือนหงาย คุณเพชรพันศิลป์ มุณีเวช อาตมาก็ยังระลึกถึงว่า ไม้ร่ม ธรรมชาติอโศก ที่เป็นศิลปินใหญ่ และก็แก่ไปพอสมควร เขาก็เป็นคนมีความคิดคนหนึ่ง ก็น่าจะได้เป็นผู้เสวนาด้วย หรือแม้แต่คุณพลังจิต คุณหม่อง นี่สงสัยเกิดมาไม่ค่อยพูด ทำแต่งาน น้องชายของเปีย พลังจิต จบศิลปากร ทำงานศิลปะชาวอโศก เรียนจิตรกรรม แต่ดันผ่าไปทำงานปั้นประติมากรรมกันเก่ง ปั้นช้างปั้นฮิปโปโปเตมัส น่ารักมากช้างสองตัวนั้น ปั้นได้มีชีวิตชีวามาก และท่านผู้รู้ผู้มีเกียรติในสังคม จะขึ้นมาเสวนาด้วย เราก็ยินดี ใครสามารถมาร่วมงานได้ มีตัวตนบุคคลจริง มาแล้วถ้าท่านพร้อมเสวนาก็เชิญ เราเปิดกว้าง โดยอาตมาจะยืนเป็นหลัก เพราะอาตมามั่นใจจะแสดงศิลปะโลกุตระ นอกนั้นใครจะมาอภิปรายบ้างก็เชิญ จะได้รู้ความหมายของศิลปะ แล้วจะได้เอามาทำ เมืองไทยจะได้เป็นแดนศิลปะ - เวลา 11.00 น. เชิญรับประทานอาหาร และชมผลงานของศิลปะของศิลปินแสงศิลป์ เดือนหงาย และแขกรับเชิญท่านอื่นๆ ชมการแสดงและดนตรีจากวงฆราวาสและวง... - ถ่ายทอดสดรายการเสวนาทางโทรทัศน์ช่องบุญนิยมทีวี - มีการจัดโรงบุญมังสวิรัติฟรี เปิดให้ชมนิทรรศการ ตั้งแต่ 7.00 - 17.00 น. วันที่ 5 มี.ค. - 10 มิ.ย. 2559 ณ ชั้น 2 พระวิหารพันปีฯ พุทธสถานสันติอโศก ฟรี ไม่เก็บค่าใช้จ่ายใดๆ สอบถามรายละเอียดได้ที่ คุณดินนา โคตรบุญอาริยะ 085 949-2980 งานนี้ไม่ได้จัดขึ้นเพื่ออามิส จัดขึ้นเพื่อหามิตร เชื่อมมิตร เปิดตั้งแต่ 5 มี.ค. จากวันนั้นไปจะแสดงผลงาน ของแสงศิลป์ จนกว่าจะถึง 10 มิ.ย. 59 จะปิด ก็ประมาณสามเดือนกว่า เรากะจัดงานเอาไว้ ใครจะมาก็เชิญยินดีต้อนรับ ถือว่าเป็นงานเปิดที่มีองค์ประกอบ มาช่วยกันร่วมคิดร่วมทำ แบบทันทีทันใด ซึ่งถือว่าเป็น กายกัมมัญญตา หรือ กายปาคุญญตา เป็นจิตที่คล่องแคล่วในเวทนา สัญญา สังขาร ร่วมทำงานกัน มีการกำหนดหมายปรุงแต่ง แล้วเกิดขึ้นมาเพื่อให้เกิดความรู้ เกิดการรับรสเรียกว่า เวทนา แต่จะเป็นโลกียะหรือโลกุตระก็อยู่ที่การอภิสังขาร ปรุงแต่งขึ้นมา create creative ขึ้นมา เกิดจากความรู้ความเข้าใจของคนที่จะจัดสรรขึ้นมา เราก็เป็นคนที่มีความรู้เช่นนี้ ก็ทำขึ้นมาในสังคมตามประสาพวกเรา ก็เป็นคนกลุ่มหนึ่งที่มีความคิดอีกอย่างหนึ่งเสนอต่อสังคม ก็ไม่ได้เสนอขึ้นมาเพื่อดูดดึงเอาลาภ ยศ สรรเสริญ จากสังคม แต่เสนอขึ้นมาเพื่อเผยแพร่ ให้เรารู้ว่าเราทำเช่นนี้เกิดผลอย่างไร ยินดีพอใจไหม ต้องการร่วมรับเอาอย่างนี้ ไปเป็น ไปได้ ไปมี ด้วยกันไหม ของเราจะพัฒนาเป็นอาริยะ ไปสู่อุตตระหรือสู่อุตตริยะ จนไปสู่อนุตตริยะ ไม่มีที่สูงไปกว่านี้ มาสู่ อนุตตริยสูตร ที่กล่าวถึงอนุตตริยะ 6 มาถึงอันสุดท้ายคือ อนุสสตานุตตริยะ

สื่อธรรมะพ่อครู(พระสูตรอื่นๆที่สำคัญ) ตอน อนุตตริยะ 6 พ่อครูว่า... ก็ทวนอีกทีนึง อนุตตริยะ 6 มี 1. ทัสสนานุตตริยะ (การ เห็น อย่างยอดเยี่ยม) 2. สวนานุตตริยะ (การ ฟัง อย่างยอดเยี่ยม) 3. ลาภานุตตริยะ (การ ได้ อย่างยอดเยี่ยม) 4. สิกขานุตตริยะ (การ ศึกษา อย่างยอดเยี่ยม) 5. ปาริจริยานุตตริยะ (การ บำเรอ อย่างยอดเยี่ยม) 6. อนุสสตานุตตริยะ (การ ระลึกถึง อย่างยอดเยี่ยม)

ก็อนุสสตานุตตริยะเป็นอย่างไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลก นี้ ย่อมระลึกถึงการได้บุตรบ้าง ภริยาบ้าง ทรัพย์บ้าง หรือการได้มากน้อย ระลึก ถึงสมณะหรือพราหมณ์ ผู้เห็นผิด ผู้ปฏิบัติผิด (ท่านกล่าวเช่นนี้เลย แล้วคนส่วนมากก็ย่อมระลึกเช่นนี้ แล้วมักนึกถึงผู้ปฏิบัติผิด) ดูกรภิกษุทั้งหลาย การระลึกนี้มีอยู่ เราไม่กล่าวว่า ไม่มี ก็แต่ว่าการระลึกนี้นั้นเป็นกิจเลว ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วนผู้ใดมีศรัทธาตั้งมั่น มีความรักตั้งมั่น มีศรัทธาไม่หวั่นไหว มีความเลื่อมใสยิ่ง ย่อมระลึกถึงพระตถาคตหรือสาวกของพระตถาคต การระลึกถึงนี้ยอดเยี่ยมกว่าการระลึกถึงทั้งหลาย ย่อมเป็นไปพร้อมเพื่อความบริสุทธิ์แห่งสัตว์ทั้งหลาย เพื่อก้าวล่วงความโศกและความร่ำไร เพื่อความดับสูญแห่งทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุญายธรรม เพื่อทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่บุคคลผู้มีศรัทธาตั้งมั่น มีความรักตั้งมั่น มีศรัทธาไม่หวั่นไหว มีความเลื่อมใสยิ่ง ย่อมระลึกถึงพระตถาคตหรือสาวกของพระตถาคตนี้ เราเรียกว่า อนุสสตานุตตริยะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนุตตริยะ 6 ประการนี้แล ฯ พ่อครูว่า...มองไปเห็น คุณสาธิต ไทยทัตกุล ก็ขอบอกกล่าวข่าวให้ว่าคุณแม่ของคุณสาธิตเสียชีวิตแล้วเมื่อบ่ายสี่โมง ก็จะจัดงานศพที่ปฐมอโศกกัน คนของเราก็พึ่งเกิด พึ่งแก่ พึ่งเจ็บ พึ่งตายกันได้ อาตมาภูมิใจที่ธรรมะพวกเราได้เรียนรู้ของพระพุทธเจ้าเป็นหลัก อนุตตริยะ เราก็ได้ความจริง อนุสสตะ ห รือ สาราณียะ คือความระลึกถึง จากอนุสสตะ มาเจริญสู่ สาราณียธรรม 6 ท่านก็ตรัสว่าถ้าระลึกเช่นนั้นคือคุณธรรม เป็นเมตตากาย วจี มโน แล้วเราก็มี ลาภธัมมิกา แล้วก็อยู่ร่วมกันด้วย สีลสามัญญตา ทิฏฐิสามัญญตา เป็นสูตรที่อาตมามั่นใจมากว่า ชาวอโศกเราทำได้ถึง สาธารณโภคี ตั้งแต่เกิด ชุมชนแห่งแรกคือ ปฐมอโศก ก็มีวัฒนธรรมสาธารณโภคี เริ่มต้น ปฐมอโศกเป็นพี่ใหญ่สมบูรณ์แบบคือ 1.ไม่เป็นหนี้ 2.พึ่งตนเองรอด 3.ทำเกินกินเกินใช้ 4.แบ่งแจกจ่ายพี่น้อง ประเทศไหนบริหารประเทศแล้วเป็นหนี้ ไม่ถือว่าเจริญ อย่างเช่น อเมริกาถือว่าไม่เจริญ เพราะเป็นหนี้ ชาวอโศกเรามีเงินเกื้อเงินหนุน ไม่มีดอกเบี้ยยืมกันได้ ไม่ชักดาบ ไม่ใช่เงินกู้หรือเงินหนี้ ยิ่งเป็น สาราณียะ ยิ่งสูงกว่า อนุสสตะ แต่มีสูงกว่าสาราณียะคือ อนุตตริยะ อีก คือสูงสุด ศาสนาพุทธไม่ได้ห้ามความนึกคิด ไม่ห้ามการกระทำ แต่ไม่ให้ประพฤติ นึกคิด เพื่อเอามาให้แก่ตน อย่างที่พระพุทธเจ้าว่าใน ลาภานุสสติ ก็ระลึกแคบ เพื่อเอามาให้แก่ตน ไม่ใช่ระลึกเพื่อเอาไปแจก อาตมาเคยตั้งใจว่า ถ้าพวกเราอุดมสมบูรณ์ เป็นหมู่กลุ่ม หรือถ้าประเทศไทยมีคุณสมบัติเป็นสาธารณโภคี เกิดวัฒนธรรมเกิดลัทธิสาธารณโภคีได้ เราก็จะอุดมสมบูรณ์มีส่วนเหลือ 1. ไม่เป็นหนี้ 2. พึ่งตนเองรอด 3. ทำให้เหลือกินเหลือใช้ตามความสามารถ 4. เอาไปสะพัดแจกจ่ายคนอื่น ทุกวันนี้ใน ระบบทุนนิยม ต้องแลกเปลี่ยนให้ได้มา แล้วต้องแลกเปลี่ยนให้ได้กลับมามากๆ เป็น maximize profit เป็นลัทธิที่เลวร้ายที่สุดในโลก เรามาล้มล้างอันนี้ ถ้าเรามีส่วนเกินเราจะเอาไปแจก ถ้าไม่แจกก็ขายให้ต่ำกว่าราคาตลาด ให้เท่าทุน ให้ต่ำกว่าทุน เท่าไหร่ให้ทำได้ตามที่ในหลวงเราตรัสว่า ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา ให้ถึงกับแจกฟรีได้เลย เราจะไปประเทศไหนก็เพื่อเกื้อกูลอนุเคราะห์เขา ช่วยเหลือเขา เวลาส่งทูตไปต่างประเทศ ก็จะไปเพื่อช่วยเหลือ ไม่ใช่ไปเพื่อจะหาวิธีเอาเปรียบเอารัดกอบโกยเอาจากประเทศเขา เราไม่ทำแบบนั้นแล้ว มาเข้าสู่บทเรียน บุคคลผู้มีศรัทธาตั้งมั่น มีความรักตั้งมั่น มีศรัทธาไม่หวั่นไหว มีความเลื่อมใสยิ่ง ย่อมระลึกถึงพระตถาคต หรือสาวกของพระตถาคตนี้ เราเรียกว่า อนุสสตานุตตริยะ การระลึกนึกถึงนี้ ยอดเยี่ยมกว่าการระลึกถึงสิ่งทั้งหลาย เช่น ระลึกถึงบุตร ภรรยา สามี แก้วแหวนเงินทอง หรือสมณะพราหมณ์ผู้เห็นผิดปฏิบัติผิดอย่างนั้นไม่ถูกต้อง อย่างนี้ระลึกถึงแม้แต่ ไม่ต้องระลึกถึงภรรยาถึงบุตร ฟังแล้วเหมือนคนใจดำ ไม่ใช่ใจดำ ผู้ที่บรรลุหลุดพ้นแล้ว ก็ไม่มีภรรยา ไม่มีบุตร ไม่มีทรัพย์สินเงินทอง จะไประลึกถึงทำไม ไม่มีสิทธิ์จะไปหาเงินหาทอง ถ้าคุณยังอยู่ในฐานะนั้น ก็ดำเนินทำไปก่อน เมื่อเจริญขึ้น ก็พัฒนามาเป็นพระอริยะ เป็นโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ แม้จะอยู่ในรูปร่างของฆราวาสก็ทำได้ อย่างคนชาวอโศกเรานั้น ก็เป็นโสด ไม่มีบุตร ไม่มีภรรยา ไม่มีสามี ก็อยู่ร่วมกันในสังคม แล้วก็สร้างสรรผลิต เป็นสัมมาอาชีพ สัมมากัมมันตะ สัมมาสังกัปปะ สัมมาอาชีวะ และก็อยู่ร่วมกัน คนใดที่ยังจะต้องแต่งงาน มีผัวเดียวเมียเดียว มีลูก ก็มีอยู่ จนตอนนี้ตั้งชื่อให้ลูกเค้าจะไม่ทันแล้ว ขนาดในน้ำคำก็เป็นยายแล้ว ยายอี๊ด เราก็เลี้ยงดูเป็นลูกของสังคม อย่างนายปองเอี้ยม ไปไหนก็มีคนดึงไปเอาใจเอ็นดู ระวังจะถูกสปอย เราสร้างคนให้มีจิตใจที่กว้างๆ ไม่ใช่จิตใจที่แคบ มีความไว้เนื้อเชื่อใจกันเป็นจิตวิญญาณที่ยิ่งใหญ่ ที่เราเริ่มทำได้ มีรูปธรรมอธิบายได้เป็น phenomenal ไม่ใช่แค่ philosophy เป็นของจริงที่เรากล่าวถึง และยกอ้างได้ ไม่ได้พูดเพื่ออวดอ้างคุยโม้ แต่การพูดนี้เป็นการบรรยายสาธยาย ให้ถึงความจริง

ข้อที่บุคคลผู้มีศรัทธาตั้งมั่น มีความรักตั้งมั่น มีศรัทธาไม่หวั่นไหว มีความเลื่อมใสยิ่ง ย่อมระลึกถึงพระตถาคต หรือสาวกของพระตถาคตนี้ เราเรียกว่า อนุสสตานุตตริยะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนุตตริยะ 6 ประการนี้แล ฯ ภิกษุเหล่าใดได้ ทัสสนานุตตริยะ สวนานุตตริยะ ลาภานุตตริยะ ยินดีในสิกขานุตตริยะ เข้าไปตั้งการบำรุงเจริญอนุสสติ ที่ประกอบด้วยวิเวก เป็นแดนเกษม ให้ถึงอมตธรรม ผู้บันเทิงในความไม่ประมาท มีปัญญารักษาตน สำรวมในศีล ภิกษุเหล่านั้นแล ย่อมรู้ชัดซึ่งที่เป็นที่ดับทุกข์ โดยกาลอันควร ฯ จบอนุตตริยวรรคที่ 3

พ่อครูว่า... อันที่ขมวดสุดท้ายนี้ เป็นภาษาร้อยกรอง เอาคำที่มีค่า มีความสั้นกระทัดรัด เลือกมารวมกัน และขยายความไว้เป็นกลุ่ม เป็นคาถาสุดท้าย ก็หมายความว่า อนุตตริยะ 6 นี้ ตั้งแต่ ทัสสนานุตตริยะ ก็ต้องไปพยายามรู้ พยายามเห็น คนเราทุกวันนี้ก็สอดรู้สอดเห็น แส่รู้แส่เห็นทั้งนั้น จะได้รู้ได้เห็นตั้งแต่เด็กๆเลย ก็อยากรู้อยากเห็น ทัสสนะ ถ้าได้เห็นสิ่งที่เป็นมงคล ใน มงคล 38 เป็นต้น ได้รู้ได้เห็นบัณฑิต ได้รู้ได้เห็นผู้ที่ควรรู้ ไม่ใช่ไปเห็นคนโง่ คนที่พาไปลงนรก ซึ่งทุกวันนี้เยอะเหลือเกิน สัตว์นรก มีร่าง มีหัว มีแขน มีขา ที่เขาเรียกว่าคนนี้แหละ แต่จริงแล้วพฤติกรรมเขาเป็นสัตว์นรก เพราะเขาประกอบกรรมที่เป็นอบายมุข จัดจ้าน มอมเมา เขาก็ไม่รู้ตัว ปรุงแต่งกามมามอมเมากันในโลกของรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส สร้างให้จัดจ้านในรสชาติ ก็เป็นกาม ในดินแดนของกาม ไม่ใช่ไม่มีอัตตา แต่ มีอัตตาในกาม เมื่อล้างกามหมดแล้ว ก็ยังเหลืออัตตา ที่เป็นรูปภพ อรูปภพ อัตตานั้นใหญ่เท่ากับกามที่มี เรามีกามเท่าไหร่ก็มีอัตตาเท่านั้น ลดกามก็ลดอัตตาด้วย ล้างอัตตาหมด ก็ยังมีขันธ์ 5 ที่เป็นภาระ ภารา หเว ปัญจขันธา เมื่อปฏิบัติประพฤติ ก็ได้เป็นจริยา ปาริยจริยา คำว่าปาริ แปลว่าฝั่ง ก็คือปฏิบัติข้ามฝั่ง คือการบำรุงพัฒนากันให้เจริญ เกิด ปาริจริยานุตตริยะ เมื่อได้แล้วก็มาทบทวนระลึก ขณะที่คุณเริ่มปฏิบัติ เรียกว่าอนุสสตะ ก็ต้องวินิจฉัยว่าระลึกถึงสิ่งที่ดีหรือไม่ดี การระลึกอย่างนี้ไม่ดี เช่น ระลึกจะไปเสพกาม อยู่ในขั้นอบายมุข เรารู้แล้วได้ศึกษามาแล้ว ได้เห็นได้ทัสนาจนได้แล้ว ลาภะแล้ว ก็เอามาอบรมฝึกฝนปฏิบัติสิกขา ก็เจริญเป็นปาริจริยา เป็นวิเวก เรารู้แล้วว่าไม่ควร แต่ก่อนระลึกว่าน่ามี น่าได้ น่าเป็น แม้แต่ขี้หมาทาสี ก็ไปแสวงหาถูกเขาหลอก มาติดว่าภูมิใจที่แท้คือขี้หมาทาสี ของน่าเกลียด แต่คุณไปหลง พระพุทธเจ้าว่าเงินคือ อสรพิษ คนก็ไปแสวงหามาให้แก่ตน ถ้าเข้าใจแล้วเงินก็เหมือนจานชาม เหมือนของใช้ ใช้เป็นตั๋วแลกเปลี่ยน ถ้าผู้ใดไม่มีสิ่งใดก็เอาไปแลกเปลี่ยนของกับของเลย แต่ถ้าเป็นเงินตีราคา ก็จะเปรียบเทียบ ของนี้ตีราคา ไม่เท่ากันก็ติดค้างกันเป็นเงินอีก แต่ถ้าระบบแลกเปลี่ยนโดยตรงจะไม่คิดมากหรือน้อย แลกกันกินไปมา เอาข้าวมาแลกไม้จิ้มฟัน คนนี้มีไม้จิ้มฟันก็แลกช้างตัวหนึ่งไม่ได้คิดมากมาย อย่าว่าแต่แลกเลย ก็ให้ไปเลย เขาขาดช้างเราก็ให้ช้างได้เรามีหลายเชือก แต่ตอนนี้คิดเล็กคิดน้อย ให้ตนได้มามากขึ้นๆ นี่คือ ลัทธิเลว ที่เกิดมาเมื่อไหร่ไม่รู้ จนเกิด เศรษฐกิจ maximize profit เลวสุด เลย คนกลุ่มหนึ่งฝึกฝนจิตใจ จนเกิดความไม่เห็นแก่ตัว ไม่เห็นแก่ได้ เอามาให้แก่ตนน้อยที่สุดในชีวิต มีความเห็นความเข้าใจ มีความประสงค์อย่างนี้จริง คนชนิดนี้คือ อาริยบุคคล จะเป็น อนุตตริยะบุคคล เป็นคนมีคุณธรรมแบบนี้ ที่นี่จะอบรมฝึกฝนสั่งสอนแล้ว ก็ให้เป็นคนชนิดนี้ มีอนุตตริยธรรมแบบนี้ ก็ขออนุโมทนาสาธุกับผู้ที่ใส่ใจสนใจ เข้าใจว่าความรู้อย่างนี้ เป็นโรงเรียนเป็นสถานที่ที่ควรมารับการศึกษา มาฝึกฝนมาเอาแบบนี้ พวกคุณเป็นคนฉลาดมีปัญญารู้สิ่งควร ไม่ได้มาป้อยอ แต่เป็นความจริง ในกาละพิเศษ ก็อบรมแบบนี้ ครั้งที่ 40 แล้วก็ได้อนุตตริยะ เอ๊าะเจ๊าะแค่นี้ จะถึงพันไหมนี่วันนี้ หลายคนก็มาได้แค่มาฆบูชา เสร็จก็ไป ยังดีที่อุตส่าห์กระเสือกกระสนมาในมาฆบูชา คุณมาก็ได้ของคุณ ถ้าผู้ใดมา 7 วันได้ ก็ดีเลย หรือฝังตัวที่พุทธสถานไหนๆ ได้เลยก็ยิ่งดี เพราะพวกเรายินดีต้อนรับ เพราะที่นี่มีศีลเป็นหลัก ในอนุตตริยะ 6 นี่แหละ ที่พระพุทธเจ้าตรัสเอาไว้ เราก็ต้องเริ่มต้นตั้งแต่แสวงหา ให้ได้เห็นได้พบ เมื่อได้พบก็เข้าใกล้เงี่ยโสตสดับ สวนะ แล้วเราก็ได้ ลาภะ ได้มากน้อยก็แล้วแต่เพียรเอา ได้มาก็เอามาศึกษาสิกขา แล้วจะเกิดโปสะเจริญ หรือ ปาริจริยา คือบำรุงพัฒนาเจริญได้เรื่อยๆ ตามลำดับ จนถึงขั้นสุดท้ายสูงสุด เหนือขึ้นๆ เรียกว่าอุตตระ ขึ้นเรื่อยๆ จนถึงอนุตตระ แล้วก็เป็นอนุตตริยะ ทรงไว้ซึ่งเรา เมื่อเราถึงอรหันต์ ก็ทรงไว้ซึ่งเราแล้ว ส่วนจะเติมเป็นโพธิสัตว์ต่อไปอีก แต่ถึงขั้นอรหันต์ คือผู้พ้นภัยพ้นโทษแล้ว เพราะกิเลสตัวบาป เพราะล้างกิเลสออกจากจิตเป็น อมตะบุคคล มีจิตแข็งแรง เป็นวิมุติแล้ว กิเลสเข้าไม่ได้ เรามีเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ กิเลสเข้าไม่ได้ ก็เลยไม่มีภัยไม่มีโทษแก่ผู้ใด เพราะไม่มีจิตอสังขาริกัง ไม่มีเชื้อที่เป็นโทษภัย ไม่ประกอบด้วยราคะ โทสะ โมหะ เป็นจิตสะอาดขาวรอบผ่องใส อย่าง นิจจัง (เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง (ยืนนานตลอดกาล) อวิปริณามธัมมัง (ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง (ไม่กลับกำเริบ) นี่เป็นคุณสมบัติของจิตที่ฝึกฝนอบรมได้ ผู้เป็นได้เรียกว่าอรหันต์ จิตที่แข็งแรงตั้งมั่นมีวิมุติ เป็นอนุตตรจิต ไม่มีโทษมีภัย มีชีวิตต่อไปได้ก็อยู่ไปนิรันดรก็ได้ทำงานให้แก่โลกตลอดกาลนาน รับใช้โลก โลกกานุกัมปายะไปตลอด แข่งกับพระเจ้าก็ได้ โพธิสัตว์ คือพระเจ้า อุ้มชูช่วยมนุษย์อยู่ตลอดกาลนาน มีคุณสมบัติอรหันต์ไม่เป็นโทษภัยต่อใครแน่นอน แม้ท่านจะมีสมมุติไม่เหมาะบ้าง แต่ว่าต้องยกสติวินัยให้ท่าน ท่านมี สัปปุริสธรรม 7 มหาปเทส 4 จริงๆ อย่างสงฆ์ก็ประกาศยกสติวินัยให้อาตมา ก็เป็นตามที่พระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ ให้คนมีสุขชนิดใหม่ ไม่เบียดเบียนใคร ไม่ใช่สุขเกิดจากอามิส เป็นนิรามิสสุข แต่ทุกวันนี้เป็นสุขแบบบำเรอกาม บำเรออัตตา ผู้ที่เป็น อรหันต์ เป็นอนุโพธิสัตว์ แล้ว ก็จะทำงานเพื่อสังคม อย่างไม่เป็นโทษภัย มีความอนุโลม ทำได้กว้างขึ้น มากขึ้น ก็ทำไปตามฐานะของเรา อย่าตะกละอย่าโลภ แม้แต่ความใจใหญ่ ต้องทำตามพอเหมาะพอควร เป็นลำดับที่น่าอัศจรรย์ ก้าวไปสู่ อนิยตโพธิสัตว์ คือจะเดินทางไปสู่ความเจริญสูงสุด ถึงอนุตตริยะ ถึง อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ หมดกิเลสตน ก็ศึกษาสัตว์โลกมนุษยชาติ จะได้ช่วยเขาได้ยิ่งขึ้น เป็นสัจจะจริง เกิดเวียนตายเวียนเกิดในสังขารร่างกาย สิ่งที่ได้ไม่สูญหาย แต่จะกลับมาเกิดมีวิบาก มีการถูกโลกครอบงำ ลิงลมอมข้าวพอง อย่างอาตมาถูกครอบงำไป 36 ปี แต่ความจริงที่ตนมีแล้ว มีอรหัตตผลลำดับใดก็ตาม โสดาบันก็มีความเที่ยงของเขา พระพุทธเจ้าถูกพระราชบิดาครอบงำให้อยู่กับสุขเท็จ ตลอด 29 ปี ถึงวาระก็ออกบวชแล้วถูกครอบงำด้วยวิบากทางธรรมว่าต้องทรมานตนเองอีก 6 ปี ท่านต้องไปรับวิบาก เพราะได้เคยตู่พระพุทธเจ้ากัสสปะ ตอนเป็นโชติปาลมานพ อาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 ยังไม่แน่ ต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยพระพุทธเจ้านะ จนกว่าจะเป็น นิยตโพธิสัตว์ เที่ยงแท้ แต่ประมาทไม่ได้ จะรีไทร์ได้ จนกว่าจะเป็น มหาโพธิสัตว์ ก็เที่ยงแท้ …. จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน