590501_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ แสงอรุณ ๗ เพชรพุทธ.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์342 KB
วันที่แก้ไข17 มกราคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

590501 วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ แสงอรุณ 7 เพชรพุทธ ส.ฟ้าไท ว่า…วันอาทิต ย์ที่ 1 พฤษภาคม 2559 แรม 5 ค่ำ เดือน 5 ปีวอก ที่บวรราชธานีอโศก วันนี้เป็นวันแรงงานแห่งชาติ ใช้แรงงานทำให้เราแข็งแรงสุขภาพดี ยิ่งอายุมากหากไม่ใช้แรงก็ยิ่งไม่แข็งแรง หากนั่งกับที่เส้นก็จะยึด ใครเล่นคอมฯมากจะยึดแขน ไหล่ ขา แม้แต่ใช้แรงงานหากไม่ยืดเส้นก็จะยึด ใช้ต้องให้ดุลสองข้างด้วย วันนี้พ่อครูจะมาแสดงธรรมเรื่อง “แสงอรุณ 7 เพชรพุทธ” แสงอรุณ 7 มี มิตรดี ศีล ฉันทะ อัตตะ ทิฏฐิ โยนิโสมนสิการ อัปปมาทะ ถ้าไม่มีเจ็ดอย่างนี้ มรรคมีองค์ 8ไม่เกิด แสงอรุณไม่มา สุริยาไม่มี พ่อครูว่า...มีกวีบทหนึ่งจะเขียนลงหนังสือเราคิดอะไร ฉบับ 311 “แสงอรุณ 7”เพชรพุทธ (1) เพชรผ่องพุทธผุดขึ้น ในใคร ปฏิบัติ“ทางเอก”ใน พุทธแท้ มรรคแปดพุทธเจ้าไข ตามลำดับ ต้องพบ“แสงอรุณ”แล้ ก่อนได้“มรรค”ธรรม (2) จำไว้เลยจักแก้ ปัญหา แก้ที่“คน”ขุดสา- ระซ้อน แก้อื่นเปล่าดายพา พันยุ่ง เหยิงเฮย แก้กฎแก้เกณฑ์ย้อน ยอกย้ำเวียนวน (3) แก้“คน”ให้เสร็จด้วย เพชรพุทธ เริ่ม“เจ็ดมิติ”จุด แรกแล้ จึ่งจักวิเศษสุด ครบสรรพ หากผิดพุทธพจน์แก้ บ่ได้จริงจริง (4) หนึ่งอิงมวล“มิตร”แท้ บัณฑิต มิตรซื่อมือสุจริต ร่วมล้อม สอง“ศีล”ต้องยึดติด ปฏิบัติ จริงเลย “ฉันทะ”คือสามพร้อม ส่งให้ประลุผล (5) สี่“ตัวตน”(อัตตา)ที่ต้อง ศึกษา ห้า“ทิฏฐิ”ประธานพา สำเร็จได้ และหก“อัปปมา- ทะ”สุด สำคัญแล “ทำจิตในจิต”(มนสิกโรติ)ไซร้ เจ็ดแจ้ง“แสงอรุณ” (6) คุณค่าพุทธสุดฟ้า โลกุตระ ยอดศาสตร์ยอดศิลปะ วิศิษฏ์สร้าง ต้องครบเจ็ดลักษณะ ตามพุทธ พจน์แฮ หากมิได้ดังอ้าง สูตรนี้เสียของ (7) มองหมายว่าจักได้ ทางเอก(มรรคองค์8) ตั้งแต่เริ่มปัจเจก คลาดแคล้ว “แสงอรุณเจ็ด”ไม

อ่านต่อ

่เสก- สรรค์ใส่ คนก่อน “มรรคแปด”จึงแห้งแห้ว หมดสิ้นสูญหวัง (8) ระวังงานชาติต้อง ชัดเจน หาไม่เวรผูกเวร ไป่แล้ว อย่ามุ่นแต่กฏเกณฑ์ กันหนัก อยู่เลย “อรุณเจ็ด”เพชรพุทธแพร้ว รีบสร้างใส่คน.

“สไมย์ จำปาแพง” 26 มี.ค. 2559 [นัยปก “เราคิดอะไร” ฉบับ 311 ประจำเดือนพฤษภาคม 2559]

พ่อครูว่า...ประเทศไทยให้อิสรเสรีภาพคนเลือกนับถือศาสนาลัทธิอะไรที่ดีงามในประเทศได้ แต่โดยสถานะแท้ของประเทศ มีมวลประชากร 95% นับถือศาสนาพุทธเป็นที่ศาสนาพุทธเน้นหนัก ก็เป็นที่รู้กันทั่วไปทั้งโลกหรือแม้แต่ประชากรอื่นๆ ที่นับถือศาสนาอื่นๆ ก็เข้าใจดี มาพูดถึงแสงอรุณ สุริยเปยยาล คำว่าเปยยาลคือสิ่งที่มีอยู่รอบๆพระอาทิตย์ โดยเฉพาะแสงอรุณที่จะมาก่อนพระอาทิตย์ พระอาทิตย์นี้เหมือนมรรคมีองค์ 8 เมื่อมีองค์ทั้ง 7 ดีก็จะสามารถอยู่กับพระอาทิตย์หรือใช้พระอาทิตย์หรือปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 ได้ดีได้ประโยชน์ได้ถูกต้อง แต่ถ้าบกพร่องไปหรือไม่มีเลยปฏิบัติมรรคมีองค์แปดอย่างไรก็ไม่ได้ผล ถ้าไม่มี 7 ลักษณะนี้โดยเฉพาะข้อที่ 1 กับข้อที่ 7 ข้อที่ 1 คือมีมิตรดีสหายดีสังคมสิ่งแวดล้อมดีข้อที่ 7 ก็คือโยนิโสมนสิการคือการทำใจในใจให้สัมมาทิฏฐิ ถ้าไม่รู้ว่าจะทำใจในใจอย่างไรหรือทำอย่างไม่ถ่องแท้ถูกต้องจะปฏิบัติมรรคมีองค์แปดอย่างไรก็คงจะดิ้นตายไปเปล่าๆ ไม่ได้เกิดประโยชน์เพราะนี้คือหัวใจของการปฏิบัติธรรม ถ้าในขณะ พูดหรือกระทำก็ไม่รู้จักจิต ทำใจในใจไม่เป็น การปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 ที่จะต้องจัดการกับจิตของเรา จัดการจิตเลย คือปุญญาภิ สังขาร คือต้องพยายามกำจัด หรือปุญญะ แยกแยะจับตัวกิเลสในจิตให้ได้ มีธัมมวิจัย แล้วกำจัดกิเลสไป ในขณะทำสัมมาอาชีวะ ขณะทำกาย วจี มโนกรรมก็อ่านแยกแยะมีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ จัดการเฉพาะอาการกิเลสตัวนี้แล้วกำจัดอันนี้ไม่ใช่สะกดจิตดับจิตไปทั้งหมดเลย นั่นไม่ใช่โยนิโสมนสิการ การนั่งหลับตาสะกดจิตก็เป็นการทำใจในใจอย่างหนึ่ง แต่เป็นแนวทางที่ผิด ตามแบบฤาษีแบบเก่าๆ เดิมๆ มีจิตสงบแต่เป็นสะกดจิตให้สงบ hypnosis ไม่มี analysis มีธัมม วิจัย ไม่มีสติปัฏฐาน 4 สติปัฏฐาน 4 คือการวิจัย ในขณะมีชีวิตประจำวันแล้วดึงเอาสมุทัยออกมากำจัดด้วยปหาน 5 ให้เป็นสมุจเฉทปหาน แล้วรักษาผลไป จนนิสรณปหาน คือสมบูรณ์แบบจบ มาแตะต้องก็สลัดหลุดได้เลยทันที เขาก็ทำไม่ถูกต้องเพราะไม่มีแสงอรุณ 7 ก่อน ไม่มีมิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี มีการชักชวนให้คนมีศรัทธาสัมปทา มีศีลสัมปทา มีจาคะสัมปทา มีปัญญาสัมปทา นี้ประพฤติเป็นประโยชน์กว่า ต้องรู้จักศาสตร์และศิลป์ ในมงคล 38 การไม่คบคนพาล ...จนไปถึงจิตเกษม เขมัง ถ้าไม่เข้าถึงสภาวะพวกนี้ก็ไม่สมบูรณ์ ปฏิบัติธรรมก็ไม่ได้ผล เพราะไม่รู้จักในสิ่งควรรู้ “แสงอรุณ 7”เพชรพุทธ (1) เพชรผ่องพุทธผุดขึ้น ในใคร ปฏิบัติ“ทางเอก”ใน พุทธแท้ มรรคแปดพุทธเจ้าไข ตามลำดับ ต้องพบ“แสงอรุณ”แล้ ก่อนได้“มรรค”ธรรม (2) จำไว้เลยจักแก้ ปัญหา แก้ที่“คน”ขุดสา- ระซ้อน แก้อื่นเปล่าดายพา พันยุ่ง เหยิงเฮย แก้กฎแก้เกณฑ์ย้อน ยอกย้ำเวียนวน การไปแก้ปัญหาที่อื่นไม่แก้ที่คนแก้ไม่ได้จริงหรอก (3) แก้“คน”ให้เสร็จด้วย เพชรพุทธ เริ่ม“เจ็ดมิติ”จุด แรกแล้ จึ่งจักวิเศษสุด ครบสรรพ หากผิดพุทธพจน์แก้ บ่ได้จริงจริง (4) หนึ่งอิงมวล“มิตร”แท้ บัณฑิต มิตรซื่อมือสุจริต ร่วมล้อม สอง“ศีล”ต้องยึดติด ปฏิบัติ จริงเลย “ฉันทะ”คือสามพร้อม ส่งให้ประลุผล (5) สี่“ตัวตน”(อัตตา)ที่ต้อง ศึกษา ห้า“ทิฏฐิ”ประธานพา สำเร็จได้ และหก“อัปปมา- ทะ”สุด สำคัญแล “ทำจิตในจิต”(มนสิกโรติ)ไซร้ เจ็ดแจ้ง“แสงอรุณ” (6) คุณค่าพุทธสุดฟ้า โลกุตระ ยอดศาสตร์ยอดศิลปะ วิศิษฏ์สร้าง ต้องครบเจ็ดลักษณะ ตามพุทธ พจน์แฮ หากมิได้ดังอ้าง สูตรนี้เสียของ (7) มองหมายว่าจักได้ ทางเอก(มรรคองค์8) ตั้งแต่จากปัจเจก คลาดแคล้ว “แสงอรุณเจ็ด”ไม่เสก- สรรค์ใส่ คนก่อน “มรรคแปด”จึงแห้งแห้ว หมดสิ้นสูญหวัง (8) ระวังงานชาติต้อง ชัดเจน หาไม่เวรผูกเวร ไป่แล้ว อย่ามุ่นแต่กฏเกณฑ์ กันหนัก อยู่เลย “อรุณเจ็ด”เพชรพุทธแพร้ว รีบสร้างใส่คน.

มิตรดีคือผู้ที่สัมมาทิฏฐิ ปฏิบัติมาก่อนได้ผลแล้วก็มาแนะนำว่าปฏิบัติศีลอย่างไรๆ คนไม่มีศีลสักข้อ เป็นโมฆบุรุษ ชีวิตมีแต่สร้างนรกใส่ตัวไปจนตาย ชีวิตเป็นเรือไร้หางเสือ ไร้กัปตันด้วย เคว้งคว้างไปตามลมพัดพาไปได้ ใครมาจูงดึงไปหมด เป็นสวะกลางลำน้ำ คนที่ไม่มีศีลเลยสักข้อหนึ่ง ชีวิตต้องสังวรนะ คุณไม่สังวรสำรวมไม่รู้ว่ามีศีลอะไรเลยไม่กำหนดอะไรในชีวิต ก็ไม่ได้เป็นกัปตันแก่ชีวิต ไม่มีหางเสือแล้วชีวิตจะไปไหน? มีแต่ทิศทางไปล่าลาภ ยศ สรรเสริญโลกียสุขให้แก่ตน มีแต่โลกธรรมใส่ตัว พาลงนรก พาไม่เจริญจริงๆ หรอก มันถอยหลังอย่างน่ากลัว ตำราที่เรียนกันทุกวันนี้ ในหลวงว่าให้ปิดตำราเสีย มาเอาตำราของพระพุทธเจ้านี่ ตำราแบบนี้ไม่ได้พาไปอัปปิจฉะ สันตุฏฐิ ปวิเวกะ อสังสัคคะ วิริยารัมภะ เลย ไม่มักน้อย น้อยก็พอ ไม่ใจพอ ไม่มีจิตสงบจากกิเลส ไม่มี สังคมทุกวันนี้แรงดูดของนรกจัดจ้านมาก สร้างพลังงานโลกๆ หลอกครอบงำกันมาก สนามแม่เหล็กโลกีย์มีเข็มทิศไปนรก กับสุขเท็จ กับสุขขัลลิกะ กับกาม กับใคร่อยากได้โลกีย์ทั้งหมด เท่านั้นแหละ ถ้าไม่เข้าใจชัดเจนอย่างที่อาตมาว่านี้ไม่ได้ คนมีศีลเป็นคนที่เป็นกัปตันชีวิตตนเองมีหางเสือควบคุมหางเสือไปทิศทางที่ถูกมี Road map ที่จะปฏิรูปปฏิวัติตนเองได้ คนมีศีลต้องมีฉันทะ หากฝืนๆ มา ไม่มีศรัทธา ไม่ยินดีที่จะทำ จ้างก็ไม่ไปถึงไหนหรอก ต้องมีฉันทะจึงได้มรรคผล ต้องมีความยินดี ถ้ายินดีสัก 51 % ขึ้นไปก็ยังพอทำเนา แต่ถ้ายินดีสัก 21 31 % จะไปสู้แรงสนามแม่เหล็กโลกีย์ได้อย่างไร เลย 51 ไป 61 ก็ยังยากเลย ต้องสัก 71 ก็จะพอสู้ได้ สัก 3 ต่อ 4 นี่พอสู้ แต่สองต่อสองก็ยาก คุณต้องมีแรงเกินกว่าครึ่ง ยิ่งได้เต็มๆ เลย มีฉันทะเต็มเลยเข้าใจว่าเราต้องมีกัปตัน มีหางเสือ มรสุมมาอย่างไรก็แข็งแรง ไม่เป๋ เดินหน้าฝ่ามหาสมุทรไปได้ สึนามิก็มาเลย ไม่ต้องเอาคลื่นเล็กๆ เราต้องระดับสึนามิ แปดเมตร เราต้องยืดตัวให้พ้น แปดเมตรให้ได้ เพื่อสลายสลาตันสึนามิ ต้องรู้จักอัตตาด้วย แสงอรุณ ตัวที่ 4 คนไม่เรียนรู้จักอัตตา อ่านอัตตาไม่ออก ไม่รู้จักสักกายะ ที่เป็นองค์ประชุมรูปนามของตัวเอง คนที่มีอาชีพปศุสัตว์ ประมง ก็เลี้ยงสัตว์ไว้เพื่อฆ่า อาศัยมันมากิน หรือใช้แรงงาน หรือแม้แต่อาศัยมาเป็นเพื่อน น่ารักน่าเอ็นดูประโลมใจ พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้เลี้ยงสัตว์ มาเลี้ยงก็ทำให้มันเสียวิสัยสัตว์มันลืมสัญชาติญาณมันเลย คนเคยทำวิจัย เอานกหงษ์หยกมาเลี้ยง พอปล่อยออกจากกรงมันไปไม่เป็นเลย ช่วยตัวเองไม่ได้ หากินเองไม่เป็น ระวังภัยไม่เ ป็น บินก็ไม่รู้จะบินไปทางไหน มั นจะบินตรงไปจนหมดแรงตายดื้อ กลายเป็นนกอีเดียดไปเลย หากินไม่เป็น ช่วยตนเองไม่ได้เลย เอาสัตว์มาเลี้ยงทำลายวิสัยสัตว์ หากินเองไม่รอด ระวังภัยตัวเองไม่ได้ เสียสัตว์หมดเลย แล้วที่สำคัญตนเองมีจิตไปรักไปชอบ ไปผูกพันกับมันอีกไม่รู้กี่ชาติ การผูกพันกับคนมีทางบวกกับลบ มีรักและชัง ชอบและชัง ดูดกับผลักมีสองทิศทาง พลังงานที่ดูดและผลักนี่ต้องล้างให้หมด ไม่ว่าจะกับมวลสัตว์หรือคนหรือกับพีชนิยามก็อย่าไปผูกพันติดยึด รู้ว่าเราต้องอาศัยตามควรก็พอ แต่นี่ต้องไปมีอาการผลักดูด หรือรักชังกับมันคือคนไม่จบ เป็นอรหันต์แล้วจิตไม่มีรักไม่ชัง ดินน้ำลมไฟ ไม่รักพืชหรือชังพืช ไม่รักไม่ชังสัตว์ใดๆ ที่เป็นจิตนิยาม ไม่รักไม่ชังจนสามารถทำกรรมตรง กรรมที่ทิฏฐุชุกัมม์ ไม่เอียงเพราะรักหรือชังหรือโมหะไม่รู้ ไม่เอียงเพราะกลัว คือผู้บรรลุที่แท้ ต้องให้รู้สัมมาทิฏฐิ 11 ต้องอ่านกิเลสในอัตตาออก ต้องลดความเป็นอัตตา ตั้งแต่โอฬาริกอัตตา ถึงจะสามารถปฏิบัติได้ ไม่เช่นนั้น ทำใจในใจไม่เป็น เพราะมิตรอธิบายธรรมะผิด ก็ไม่เกิดผล ไม่รู้จักศีลที่แท้ ไม่รู้จักอัตตา 3 ไม่รู้จักสักกายะของตน ปฏิบัติอย่างไรก็นัตถิหุตัง แยกไม่ออกในโลกโลกียะกับโลกโลกุตระ แยกตัวตนมันออก มีองค์ประกอบแม่พ่อ ทำให้อกุศลจิตตายไปเลย เป็นคนฆ่าลูกที่เป็นตัวมาร เป็นแม่เป็นพ่อที่รู้ว่าจิตนี้เป็นตัวมารก็ฆ่าลูกมารตายหมด เหลือแต่ลูกเทวดา จิตเทวดาเกิดตลอดเวลาเลย ถ้าคุณไม่เคยปล่อยมารเลย คุณเอามารใส่ไว้ใน DNA เข้าไปปรุงแต่งเซลล์ของคุณเลย ก็ไม่มีทางที่จะได้ไปถึงที่สุดของทางได้ เพราะไม่รู้จักเครื่องอาศัยในโลก แม้แต่กวฬิงการาหารก็ไม่รู้จักวิธีการเอาเข้าไป ก็ให้แต่ลูกมารเกิด กิเลสเกิด วนเวียนอยู่ตรงนี้ จะต้องรู้อัตตา ต้องรู้ทิฏฐิ 11 มีศีลเป็นแม่ ปัญญาเป็นพ่อ ทำให้อธิจิตนี้เจริญได้ เป็นสัตว์โอปปกาติกะ เจริญเป็นอาริยบุคคลตามลำดับ จนเป็นอนาคามีคือสัตว์โอปปาติกะแท้ๆ มีแต่กิเลสในจิตก็ล้างต่อจนหมด ต้องไม่ประมาท สำนึกไหมว่ามาอยู่ในนี้แล้วประมาทไม่ปฏิบัติธรรม ไม่ช่วยงานช่วยการ ประมาทแล้ว ต้องสังวรสำรวมอินทรีย์โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ ไปตามลำดับไม่ได้บังคับว่าต้องทำหมด แต่ว่าทำไปตามลำดับๆ ตามกฏเกณฑ์สังวรระวังไม่ปล่อยตัวใจไปตามกิเลส ก็ต้องทำโยนิโสมนสิการเป็นด้วย สุริยเปยยาล 7 ข้อนี้ (6) คุณค่าพุทธสุดฟ้า โลกุตระ ยอดศาสตร์ยอดศิลปะ วิศิษฏ์สร้าง ต้องครบเจ็ดลักษณะ ตามพุทธ พจน์แฮ หากมิได้ดังอ้าง สูตรนี้เสียของ

ต้องได้ครบ 7 ลักษณะนี้ มรรคองค์ 8 จึงไม่เสียของ ต้องอย่าช้าไปนะ อย่างนายกฯตู่ ก็ต้องชัดเจนว่าอันไหมมิตรชั่ว ต้องใช้ม.44 จัดการให้เด็ดขาด อย่ามุ่งมันเลยว่า ปี 61 จะได้เลือกตั้ง รธน.ที่จะออกมานี้ จะกันพวกน้ำเน่าให้ออกไป เขาก็ไม่ยอม ถ้าตัวเองไม่ใช่นกม.น้ำเน่าก็หยุดกวน ก็ต้องให้รธน.ออกมาสำเร็จ ก็ยอมให้เลือกตั้ง ตอนนี้ ที่กวนอยู่คือ นกม.น้ำเน่าที่สู้อยู่นี่ เพราะเขาเป็นนกม.น้ำเน่า ก็ไม่ยอมให้ออกรธน.ที่กันคนน้ำเน่า เขาไม่คิดว่าอาตมาเป็นมิตรดี เขาเห็นว่าอาตมาเป็นมิตรร้าย อาตมาทำงานถึงวันนี้เหมือนน้ำรดหัวตอ เขาไม่แยแสคำพูดอาตมา ไม่เอาเป็นเนื้อหาสาระ ดูถูกดูหมิ่น คือไม่เ ห็นว่าอาตมาจะมีส่วนดีส่วนถูก เขาตีทิ้งเลย ที่พูดนี้ไม่ได้ต่อว่าหรือน้อยใจเลย แต่อ่านจากพฤติกรรมสังคม อาตมายืนยันว่าได้นำสิ่งที่พพจ.ประกาศให้พวกคุณฉุกคิดสำเหนียกแล้วกลับตัว คุณผิดไปไกลมาก 181 องศาไปไกลเลย การนั่งหลับตาปฏิบัติเป็นทางที่ผิด ในมูลสูตรว่าไว้ 1. มีฉันทะ เป็นมูล-รากเหง้า (มูลกา) . . 2. มีมนสิการ เป็นแดนเกิด (สัมภวะ) . . . . 3. มีผัสสะ เป็นเหตุเกิด (สมุทัย) . . . 4. มีเวทนา เป็นที่ประชุมลง (สโมสรณา) . 5. มีสมาธิ เป็นประมุข (ปมุขะ) . . . ต้องมีผัสสะเป็นสมุทัยเลยนะ ไม่มีเวทนาก็ไม่มีอะไรปฏิบัติ หากไม่มีผัสสะก็ไม่มีเวทนา ก็ไม่มีฐานที่จะปฏิบัติได้เลย ถ้าไม่มีผัสสะเป็นปัจจัยไม่เป็นฐานะที่จะปฏิบัติได้ เวทนาเป็นที่ประชุมลง มันเป็นโลกีย์กิเลสหาประมาณมิได้ก็ทำให้มันเป็นเอกสโมสรณา เป็นจิตเป็นหนึ่ง เป็นปุริสภาวะให้ได้ ถ้าทำได้ก็จะเป็นสมาธิ ในมูลสูตรข้อต่อไป จากเวทนาก็มีสมาธิเป็นประมุข จิตก็ตั้งมั่นได้สั่งสมลง 6. มีสติ เป็นใหญ่ (อธิปไตย = พลังอำนาจ) . . . . 7. มีปัญญา เป็นยิ่ง (อุตระ = เหนือ) . กัปตันรู้ยิ่งยอด 8. มีวิมุติ เป็นแก่น (สาระ) . หลุดพ้นสุดยอดที่จะรู้ยิ่ง 9. มีอมตะ เป็นที่หยั่งลง (โอคธา). = สอุปาทิเสสนิพพาน. 11. มีนิพพาน เป็นที่สุด (ปริโยสาน) = อนุปาทิเสสนิพพาน (พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 58) ผู้ที่บรรลุแล้วบอกใครไม่ได้ ก็เข้าทางโลหิจสูตรสิ โลหิจจพราหมณ์ มีทิฏฐิลามก ว่า “ผู้บรรลุแล้วไม่พึงบอกแก่ผู้อื่น เพราะคนอื่นจะทำอะไรแก่อีกคนหนึ่งได้ การบอกแก่คนอื่นจัดว่าเป็นความโลภที่เป็นบาป เปรียบเหมือนคนตัดเครื่องพันธนาการเก่าออกแล้ว กลับทำเครื่องพันธนาการใหม่... ฯลฯ ” พระพุทธองค์ตรัสว่า เป็นมิจฉาทิฏฐิ ย่อมมีคติ 2 คือ นรกหรือกำเนิดเดียรัจฉาน อย่างใดอย่างหนึ่ง (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 358) การอวดอุตริสนุสธรรมนั้นผู้อวดต้องมีในตนจริง แล้วก็ต้องไม่มีจิตอยากอวดด้วย แล้วพูดไปก็ให้พูดกับอุปสัมบัน แล้วที่เขาว่าอาตมาพูดนี้มีอนุปสัมบันรับรู้ด้วย อาตมาก็ว่ามันจะฟังหรือเปล่านะ ที่อาตมาพูดนี้ ไม่ฟังหรอกแม้แต่พระต่างๆ ก็ไม่ฟัง ส.ฟ้าไทว่าวันนี้ได้ฟังแสงอรุณที่เป็นเบื้องต้น หากไม่มีแสงอรุณนี้ก็ไม่มีมรรคมีองค์ 8

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน